[นิยายแปล] ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 1 บทที่ 16 กระดูกสัตว์เขมือบกลืนเปลวเพลิง
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  

        กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นเขาได้รับมาจากงานฉลองจับฉลากเมื่อตอนอายุหนึ่งขวบ

        นับตั้งแต่ที่เขาหยิบกระดูกสัตว์ชิ้นนี้ขึ้นมาท่านตาและป้าใหญ่ของเขาก็รอคอยว่าสักวันหนึ่งพลังวิญญาณของเขากับกระดูกชิ้นนั้นจะเกิดการตอบรับต่อกัน

        น่าเสียดายที่จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังไม่สามารถทำให้กระดูกสัตว์เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆได้และตัวเขาเองก็ล้มเลิกความตั้งใจไปนานแล้ว

        กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นเขาเอาติดตัวไว้ตลอดเวลา๻๝า๲ดึกไร้เสียงผู้คนก็มักจะหยิบเอาออกมาเล่นปรารถนาว่าจะสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของมัน

        แต่หลายปีมานี้กระดูกสัตว์ไม่เคยเกิดความผิดปกติมาก่อน

        ทว่าวันนี้กลับต่างไปจากทุกวันอย่างเห็นได้ชัด

        เขาจ้องมองมันอย่างละเอียดจึงเห็นว่าบนกระดูกสัตว์คล้ายจะมีประกายแสงสีแดงปะทุออกมา

        ความรู้สึกร้อนแผดเผาที่ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆค่อยๆแผ่กระจายออกมาจากในกระดูกตามประกายแสงสีแดงทำให้ตรงเอวเขาที่พกกระดูกชิ้นนี้ไว้แสบร้อนจนทนไม่ไหว

        แปลกจัง...

        เนี่ยเทียนมีสีหน้าแปลกใจหยิบกระดูกชิ้นนี้มาวางไว้๻๝า๲ฝ่ามือทดลองใช้พลังวิญญาณในร่างรับสัมผัส

        ใช้จิตมองสำรวจเขาเหมือนมองเห็นแสงสีแดงระยิบระยับมากยิ่งกว่าเดิมในกระดูกสัตว์แสงเหล่านั้นปล่อยเปลวไฟสีแดงอมส้มคล้ายกำลังลุกไหม้

        เปลวเพลิงสีแดงอมส้มก่อนหน้านี้ตอนที่ต่อสู้กับอวิ๋นซงลูกไฟของอวิ๋นซงก็เป็นสีนี้ไม่ใช่หรือ?”ความคิดเขากระตุกน้อยๆ

        ยามนี้เขาดึงเอาความสนใจกลับคืนมาจากกระดูกสัตว์กลับไปครุ่นคิดถึงรายละเอียดตอนที่ต่อสู้กับอวิ๋นซง

        อยู่ๆเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่เขาฝ่าออกมาจากในกลุ่มลูกไฟสีแดงอมส้มเหล่านั้นประกายไฟที่อยู่ในลูกไฟมากมายล้วนแตกปะทุออกมาด้านนอก

        ทว่าดูเหมือนมีสะเก็ดไฟบางส่วนพุ่งกระเด็นเข้าหาตำแหน่งที่เขาเก็บกระดูกสัตว์เอาไว้ไม่ได้กระเด็นออกไป

        ราวกับว่ามีประกายไฟบางส่วนที่ต้องหลงค้างอยู่ในนั้นไปตลอดกาล...

        หรือว่าเปลวไฟสีแดงอมส้มเหล่านั้นตกไปอยู่ในกระดูกสัตว์?”เนี่ยเทียนค่อยๆกำมือแน่น

        ขณะที่เขากำลังไตร่ตรองกระดูกสัตว์ก็ยิ่งร้อนลวกมือมากขึ้นกระดูกสัตว์ที่เดิมทีเป็นสีน้ำตาลแก่ตอนนี้ราวเหล็กที่ถูกเผาตลอดทั้งชิ้นเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสีแดงสว่างโร่

        อุณหภูมิที่สูงผิดปกติทำให้๻๝า๲ฝ่ามือของเขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเขาจำต้องลุกขึ้นยืนเอากระดูกสัตว์ชิ้นนั้นวางไว้บนโต๊ะหิน

        เมื่อเขาเบิกตากว้างมองไปก็พบว่ากระดูกสัตว์ชิ้นนั้นคล้ายถูกเปลวเพลิงหลอมไหม้มีประกายไฟเปล่งวาบออกมาอยู่ตลอดเวลา

        ลักษณะที่ผิดแผกไปจากเดิมของกระดูกสัตว์ไม่ได้ดำรงอยู่นานนักผ่านไปครู่หนึ่งกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นก็มืดดับแสงลงราวกับว่าประกายไฟที่อวิ๋นซงทิ้งไว้ด้านในถูกเผามอดไหม้ไปหมดแล้ว

        หลังจากอุณหภูมิลดลงเนี่ยเทียนถึงได้ยื่นมือออกไปอีกครั้งเอาท้องนิ้วกดลงบนกระดูกสัตว์

        เขาหลับตาลงเมื่อใช้ปลายนิ้วสัมผัสอย่างละเอียดก็มองเห็นสะเก็ดไฟที่ราวกับดวงดาวมากมายกะพริบพราวอยู่ด้านในกระดูกสัตว์

        ผ่านไปอีกครู่หนึ่งสะเก็ดไฟด้านในนั้นก็สลายหายไปกระดูกสัตว์กลับคืนสู่สีเดิมมองไม่ออกถึงความพิเศษใดๆอีก

        เนี่ยเทียนเอามันขึ้นมาเล่นอยู่อีกครู่หนึ่งพยายามค้นหาความมหัศจรรย์ของมันทว่ากลับไม่พบอะไร

        ผ่านไปพักใหญ่กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้นเขาจึงทำได้เพียงยอมแพ้อย่างจนใจเก็บกระดูกชิ้นนั้นไว้ที่เดิมอีกครั้ง

        ทว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแปลกประหลาดครั้งนี้เกิดขึ้นแล้วทำให้เขายิ่งสังเกตกระดูกสัตว์ชิ้นนี้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

        ช่วงเวลาหลังจากนั้นเนี่ยเทียนถูกกักบริเวณไม่ให้ออกไปข้างนอกเพียงแต่เนี่ยตงไห่พบว่ามีผู้ฝึกลมปราณที่ไม่รู้ที่มาที่ไปหลายคนคอยด้อมๆมองๆอยู่รอบจวนตระกูลเนี่ย

        เนี่ยตงไห่รู้ชัดดีว่าผู้ฝึกลมปราณแปลกหน้าเหล่านั้นย่อมเป็นคนของตระกูลอวิ๋นหรือไม่ก็ขุนนางต่างรัฐตระกูลหยวนที่รับคำสั่งมาจากหยวนชิวอิ๋งแน่นอน

        แต่ไม่ว่าจะเป็นตระกูลอวิ๋นหรือตระกูลหยวนอยู่ในเมืองเฮยอวิ๋นพวกเขาก็ล้วนไม่กล้าลงมือโหดเหี้ยมกับตระกูลเนี่ยอย่างโจ่งแจ้ง

        สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือหาคนแปลกหน้ามาเมื่อทำสำเร็จก็ตัดความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นให้คนพวกนั้นไปจากเมืองเฮยอวิ๋นตลอดกาล

        เพื่อป้องกันไม่ให้เนี่ยเทียนถูกทำร้ายเนี่ยเฉี่ยนจึงคอยจับตามองเขาตลอดเวลาไม่ยอมให้เขาออกจากจวนตระกูลเนี่ยแม้แต่ก้าวเดียว

        และด้วยเหตุนี้ตลอดระยะเวลาสามเดือนเนี่ยเทียนจึงใช้เวลาหมดไปกับการฝึกบำเพ็ญตบะอย่างยากลำบากคาดหวังว่าจะก้าวหน้าไปอีกขั้นภายในเวลาอันสั้น

        สามเดือนต่อมาพวกคนต่างถิ่นเหล่านั้นเห็นว่ายังไงก็ไม่มีโอกาสได้ลงมือถึงได้ค่อยๆถอยห่างออกจากจวนตระกูลเนี่ย

        เหนื่อยชะมัดใบหน้าเนี่ยเฉี่ยนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเดินส่งเสียงเอะอะเข้ามาในห้องของเนี่ยเทียนวางถุงผ้าใบหนึ่งลงบนโต๊ะส่งๆยุ่งมาสามวันกว่าจะตรวจสอบหินเมฆอัคคีที่ขุดมาหลายเดือนนี้เสร็จเอาส่วนใหญ่ส่งไปเป็นบรรณาการให้กับสำนักหลิงอวิ๋นหินเมฆอัคคีส่วนที่เหลือก็เอาเข้าห้องสมบัติของตระกูลเหลือมาถึงมือข้าได้ก็มีแค่นี้แล้ว

        แสงอรุณสาดส่องเข้ามาที่หน้าประตูเนี่ยเทียนตื่นขึ้นจากการฝึกบำเพ็ญตบะ

        นั่นก็คือหินเมฆอัคคีหรือ?”เนี่ยเทียนมองไปยังหินหลายก้อนที่กลิ้งออกมาจากถุงผ้าบนโต๊ะด้วยความใคร่รู้

        อืมนี่ก็คือหินเมฆอัคคีวัตถุวิเศษขั้นต่ำระดับสี่เนี่ยเฉี่ยนหยิบหินเมฆอัคคีขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งขึ้นมาโยนไปทางเนี่ยเทียนวัตถุวิเศษคือวัตถุพิเศษที่ใช้ในการหลอมอาวุธวิเศษและสร้างค่ายกลวิเศษผู้ฝึกลมปราณทุกคนเมื่อบำเพ็ญตบะได้ถึงขอบเขตทั้งสามสวรรค์[1]ก็ล้วนต้องเริ่มสัมผัสกับมันเจ้าลองดูสิ

        เนี่ยเทียนยกมือขึ้นรับหินเมฆอัคคีก้อนนั้นเอาไว้อย่างแม่นยำก้มหน้าสังเกตดูอย่างละเอียด

        หินเมฆอัคคีขนาดเท่ากำปั้นมีสีแดงเข้มด้านในคล้ายมีกลุ่มเมฆสีแดงอยู่ในกลุ่มเมฆสีแดงเหล่านั้นแฝงเร้นไว้ด้วยพลังเปลวเพลิง

        เนี่ยเทียนมองอยู่ครู่หนึ่งความคิดก็ฉุกวาบหยิบเอากระดูกสัตว์บนร่างออกมา

        วางหินเมฆอัคคีก้อนนั้นแนบชิดเข้ากับกระดูกสัตว์เบาๆต่อหน้าเนี่ยเฉี่ยนทดลองใช้พลังเปลวเพลิงในหินเมฆอัคคีกระตุ้นกระดูกสัตว์

        คราวก่อนที่ต่อสู้กับอวิ๋นซงลูกไฟจากอวิ๋นซงเหลือค้างอยู่ในกระดูกสัตว์ทำให้กระดูกสัตว์เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงทำให้เขาระมัดระวังเป็นพิเศษ

        เขาอยากดูว่ากระดูกสัตว์ชิ้นนี้จะยังดูดรับเอาพลังเปลวเพลิงได้เหมือนคราวก่อนหรือไม่

        ฟู่วฟู่ว!

        สะเก็ดไฟเล็กๆแตกปะทุออกมาจากจุดที่กระดูกสัตว์และหินเมฆอัคคีสัมผัสกันกระดูกสัตว์ที่เป็นสีน้ำตาลแก่พลันกลายมามีสีเดียวกับหินเมฆอัคคี

        เนี่ยเทียนเบิกตากว้างนิ้วของเขาที่กดลงบนหินเมฆอัคคีและกระดูกสัตว์สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังเปลวเพลิงหลายเส้นไหลทะลักจากหินเมฆอัคคีเข้าไปสู่กระดูกสัตว์

        ก้อนเมฆกลุ่มเล็กๆในหินเมฆอัคคีเห็นได้ชัดว่ากำลังหายจางหายไปอย่างรวดเร็ว

        เอ๊ะ!

        เนี่ยเฉี่ยนเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกันรีบเดินเข้าไปใกล้สังเกตกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับเนี่ยเทียน

        นางมองเห็นว่าก้อนเมฆสีแดงที่อยู่ในหินเมฆอัคคีสลายไปหมดภายในระยะเวลาสั้น

        นางรู้แน่ชัดดีว่าวัตถุที่รูปร่างเหมือนก้อนเมฆสีแดงนั้นก็คือพลังเปลวเพลิงที่ซุกซ่อนอยู่ในหินเมฆอัคคี

        เปรี๊ยะๆ!

        หลังจากก้อนเมฆสีแดงที่อยู่ในหินเมฆอัคคีขนาดเท่ากำปั้นหายไปหมดมันก็พลันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

        หินเมฆอัคคีที่แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆไม่ใช่สีแดงเข้มอีกต่อไปแต่กลายมาเป็นหินสีเทาขาวธรรมดาที่ไม่มีประกายแสงใดๆอีก

        ทว่ากระดูกสัตว์สีน้ำตาลแก่นั้นกลับค่อยๆสว่างแดงโร่ราวกับเหล็กที่ถูกไฟหลอมร้อนจนเนี่ยเทียนต้องรีบคลายมือออก

        เสี่ยวเทียนเจ้า...เนี่ยเฉี่ยนดีใจล้นพ้นดวงตาเปล่งประกายตื่นเต้นหรือว่าพลังวิญญาณของเจ้ากับกระดูกสัตว์ชิ้นนี้เริ่มมีการตอบสนองต่อกันแล้ว?ธาตุในการฝึกบำเพ็ญตบะของเจ้าคือเปลวไฟ?

        เรื่องที่นางพะวงอยู่ในใจมาตลอดก็คือเนี่ยเทียนยังไม่มีธาตุในการฝึกบำเพ็ญตบะเฉพาะตัวไม่มีการขานรับกับกระดูกสัตว์

        ตอนนี้มองเห็นว่ากระดูกสัตว์ชิ้นนั้นกลายเป็นสีแดงทั้งชิ้นนางก็เข้าใจไปว่าเนี่ยเทียนเป็นผู้กระตุ้นมันจึงปิติยินดีและมีหวัง

        ไม่เกี่ยวกับข้าเนี่ยเทียนยิ้มเจื่อนส่ายหัวหากข้ากระตุ้นให้กระดูกสัตว์เกิดการเปลี่ยนแปลงธาตุในร่างคือพลังเปลวไฟข้าก็ต้องจับมันได้โดยไม่ต้องปล่อยมือออก

        แล้ว...” เนี่ยเฉี่ยนผิดหวังอดถามขึ้นมาไม่ได้: แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน?

        หินเมฆอัคคีทำให้กระดูกสัตว์ชิ้นนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนี่ยเทียนอธิบายความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระดูกสัตว์ในคืนนั้นหลังจากที่เขาต่อสู้กับอวิ๋นซงอย่างละเอียดหนึ่งรอบจากนั้นถึงได้พูดว่า:ดูเหมือนว่ากระดูกสัตว์ชิ้นนี้จะสามารถดูดซับพลังเปลวเพลิงเอาไว้ได้ก่อนหน้านี้ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักคราวนี้พลังเปลวเพลิงในหินเมฆอัคคีถูกกระดูกสัตว์ดูดดึงเอาไปข้าถึงได้กล้ายืนยัน

        ขณะที่คนทั้งสองพูดคุยกันกระดูกสัตว์ที่ส่องแสงจัดจ้าก็ค่อยๆกลับมาเป็นสีน้ำตาลแก่อีกครั้งไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก

        ทำไมถึงกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วล่ะ?”เนี่ยเฉี่ยนกล่าวอย่างแปลกใจ

        ดูดเอาพลังเปลวเพลิงไปเสร็จมันก็กลับคืนสู่สภาพปกติถ้าจะให้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งก็ต้องให้มันดูดซับพลังเปลวเพลิงอีกครั้งเนี่ยเทียนกล่าว

        ไหนข้าลองดูสิเนี่ยเฉี่ยนเกิดความสนใจ

        นางหยิบเอาถุงผ้าที่บรรจุหินเมฆอัคคีขึ้นมาหยิบหินเมฆอัคคีก้อนที่ใหญ่กว่าเดิมส่งให้กับเนี่ยเทียน: ลองดูอีกครั้ง

        ได้” เนี่ยเทียนลองอีกครั้งตามสั่ง

        ฟู่วฟู่ว!

        จุดที่กระดูกสัตว์และหินเมฆอัคคีสัมผัสกันมีประกายไฟแตกปะทุออกมาใหม่กระดูกสัตว์เปลี่ยนมาเป็นสีแดงจ้าอีกครั้ง

        ภายใต้การจับตามองของเนี่ยเทียนและเนี่ยเฉี่ยนหินเมฆอัคคีก้อนใหญ่กว่าเดิมก้อนนั้นถูกกระดูกสัตว์ดึงพลังเปลวเพลิงไปอย่างรวดเร็วไม่นานก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

        ส่วนสะเก็ดไฟในกระดูกสัตว์ก็ราวกับดาวดวงเล็กดวงน้อยสีแดงมากมายที่เปล่งแสงกะพริบพราวออกมา

        เนี่ยเฉี่ยนที่เตรียมตัวรออยู่นานแล้วยื่นมือออกไปช้าๆใช้ปลายเล็บบางใสแตะลงบนกระดูกสัตว์เบาๆคิดจะตรวจสอบความมหัศจรรย์ของมัน

        ว้าย!

        เพิ่งจะสัมผัสโดนกระดูกสัตว์เนี่ยเฉี่ยนก็กรีดร้องเสียงแหลมดึงมือกลับมาเร็วราวสายฟ้าแลบ

        ท้องนิ้วของนางถูกเผาไหม้จนเป็นแผลในพริบตาเดียว

        ขณะที่นางรวบรวมพลังวิญญาณซึ่งแฝงเร้นไว้ด้วยธาตุน้ำคิดจะทดลองดูอีกครั้งแต่กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นดันกลับคืนสู่สภาพเดิมเสียแล้ว

        อีกรอบ!

        ความห้าวหาญของนางถูกปลุกเร้าขึ้นมาจึงหยิบหินเมฆอัคคีออกมาอีกหนึ่งก้อนพอวางลงบนกระดูกสัตว์กระดูกสัตว์ก็กลายเป็นสีแดงราวกับไฟ

        คราวนี้นางรวบรวมพลังวิญญาณธาตุน้ำไว้ที่ปลายนิ้วแล้วจึงยื่นมือออกไปอีกรอบ

        ฟู่วฟู่ว!

        ไอน้ำเป็นเส้นๆพลันระเหยออกมาจากจุดที่ปลายนิ้วของนางและกระดูกสัตว์สัมผัสกันทว่าค้างไว้ได้เพียงสามวินาทีนางก็ทนความร้อนแผดเผาบนกระดูกสัตว์ไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออก

        อีกรอบ!

        เนี่ยเฉี่ยนทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าหินเมฆอัคคีแต่ละก้อนพอถูกกระดูกสัตว์ดูดเอาพลังเปลวไฟไปหมดก็แตกกระจาย

        ทุกครั้งที่นางแตะนิ้วลงไปบนกระดูกสัตว์ล้วนไม่สามารถค้างไว้ได้นานพอพลังวิญญาณของนางเพิ่งจะแทรกซึมเข้าไปในกระดูกสัตว์นางก็ทนไม่ไหวจนต้องดึงมือออก

        ผ่านไปครู่ใหญ่หินเมฆอัคคีทุกก้อนที่นางมีอยู่ล้วนกลายเป็นเศษหินสีเทาขาว

        บนหน้าผากเนี่ยเฉี่ยนมีเหงื่อผุดซึมมองกระดูกสัตว์ชิ้นนั้นด้วยจิตใจห่อเหี่ยวส่ายหัวถอนหายใจ: ของชิ้นนี้ออกจะประหลาดไปหน่อยนะ

        บางทีอาจเป็นเพราะดูดซับเอาพลังเปลวเพลิงไปมากมายภายในระยะเวลาอันสั้นหลังจากที่หินเมฆอัคคีก้อนสุดท้ายแตกออกกระดูกสัตว์จึงไม่ได้กลับคืนสู่สภาพปกติทันทีทันใดยังคงเป็นสีแดงโร่ราวกับเหล็กที่ถูกหลอมไฟ

        ข้าขอลองบ้างเนี่ยเทียนกดนิ้วลงไปบนกระดูกสัตว์อย่างแรง

        อย่า!มันร้อนมากเดี๋ยวเจ้าจะบาดเจ็บเอาได้!เนี่ยเฉี่ยนเอ่ยห้ามเสียงดัง

        นางทดลองมาหลายครั้งจนแน่ใจแล้วว่ายิ่งกระดูกสัตว์ดูดเอาพลังเปลวเพลิงมามากเท่าไหร่ก็จะยิ่งร้อนแผดเผามากเท่านั้นดังนั้นต่อให้ตอนหลังปลายนิ้วของนางจะรวบรวมพลังวิญญาณธาตุน้ำไว้เป็นจำนวนมากทว่าก็ยังไม่สามารถทนได้

        ตอนนี้หลังจากที่กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นดูดเอาพลังเปลวเพลิงจากหินเมฆอัคคีทั้งหมดไปแล้วจึงเป็นช่วงเวลาที่มันร้อนระอุมากที่สุดหากเนี่ยเทียนเอามือวางลงไปจึงเท่ากับหาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัว

        ทว่าเสียงห้ามปรามของนางไม่ทันความเร็วของมือเนี่ยเทียน

        เสียงนางเพิ่งดังขึ้นปลายนิ้วของเนี่ยเทียนก็กดลงบนกระดูกสัตว์แล้ว

        รีบปล่อยมือเร็วเข้า!นางตะโกนเสียงดังร้อนรน

        แต่เนี่ยเทียนกลับไม่ได้รีบชักมือออกพร้อมร้องโหยหวนอย่างที่นางนึกเอาไว้

        ที่น่าแปลกก็คือนิ้วมือของเนี่ยเทียนที่กดลงบนกระดูกสัตว์ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่นิดดวงตาของกลับยังเปล่งประกายวาววับราวกับค้นพบเรื่องที่น่าตกตะลึงมากด้วย

        ------

        [1]ขอบเขตสามสวรรค์ = ท้ายสวรรค์๻๝า๲สวรรค์ต้นสวรรค์

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK