[นิยายแปล] ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 2 บทที่ 32 เพลงหมัดท่าหนึ่ง!
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  

        พังแล้ว...

        ในห้องเนี่ยเทียนมองกริชเล่มนั้นดับแสงลงหมดสิ้นซึ่งความวิเศษใดๆด้วยความงุนงงพลันรู้สึกหดหู่ขึ้นมา

        ของวิเศษขั้นกลางในตระกูลเนี่ยมีอยู่แค่ไม่กี่ชิ้นของวิเศษขั้นกลางชิ้นหนึ่งที่ท่านตามีในครอบครองเมื่อหลายปีก่อนก็ขายไปแล้วในราคาต่ำแสนต่ำเพื่อใช้ตามหายามารักษาโรค

        ในใจเขาเข้าใจดีว่าการที่อันซืออี๋มอบอาวุธวิเศษขั้นกลางชิ้นหนึ่งให้เขาก็เพราะตอนนั้นเจียงจือซูอยู่ด้วยอันซืออี๋ถึงได้ยอมจ่ายค่าตอบแทนอย่างใจป้ำขนาดนั้น

        อาวุธวิเศษที่มีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้เขายังไม่ทันได้สืบเสาะหาความมหัศจรรย์ของมันดีๆก็ถูกกระดูกสัตว์นั่นทำลายลงไปเสียแล้ว

        เจ้าตัวล้างผลาญ!เจ้ามันตัวล้างผลาญ!

        ฟู่ว!

        สะเก็ดไฟเล็กๆมากมายกะพริบพราวออกมาจากในกระดูกสัตว์แล้วไปรวมตัวกันอยู่ที่หยดเลือดสีแดงสดนั่นอย่างรวดเร็ว

        เอ๊ะ!

        เขาอุทานด้วยความตกใจหนึ่งครั้งใช้ปลายนิ้วกดลงไปบนกระดูกสัตว์ที่ร้อนระอุก็ค้นพบทันทีว่าหยดเลือดที่ก่อนหน้านี้หดเล็กลงไปเยอะมากกลับใหญ่ขึ้นมาอีกไม่น้อย

        เขาเข้าใจได้ทันทีว่ากระดูกสัตว์กรีดผ่าห้วงมิติพาเขาไปยังดินแดนลึกลับมหัศจรรย์แห่งนั้นพลังเปลวเพลิงที่สูญเสียไปยามนี้ได้รับการชดเชยแล้ว

        คงจะไม่ทำให้ห้วงมิติเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหรอกนะ?”ใจเขาบีบรัดตัวอย่างรุนแรง

        การรอคอยอย่างยากลำบากตลอดสามเดือนของลี่ฝานก็เพื่อรอให้ห้วงอากาศเกิดปริแตกอีกครั้งตอนนี้แม้ว่าลี่ฝานจะจากไปแล้วทว่ารอบด้านตระกูลเนี่ยยังคงมีผู้ฝึกลมปราณซึ่งมีที่มาไม่แน่ชัดหลายคนคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ

        ผู้ฝึกลมปราณเหล่านี้ล้วนเดินทางมาก็เพราะคลื่นความผิดปกติของห้วงมิติที่เกิดขึ้นในตระกูลเนี่ย!

        หากตระกูลเนี่ยเกิดรอยแยกของห้วงมิติอีกครั้งเกรงว่าหลังจากลี่ฝานกลับสำนักหลิงอวิ๋นไปแล้วผู้ฝึกลมปราณเหล่านั้นก็คงบุกเข้ามาในตระกูลเนี่ยเพื่อสืบหาความลับของการเปลี่ยนแปลงทางห้วงมิติโดยไม่สนใจสิ่งใดทันที

        ด้วยพลังอำนาจของตระกูลเนี่ยย่อมไม่มีทางสกัดกั้นเอาไว้ได้อย่างแน่นอนและครั้งนี้ก็อาจเป็นการเปิดเผยความลี้ลับของกระดูกสัตว์ของเขา

        ไม่นะ!อย่าเด็ดขาดเชียว!

        ใช้ท้องนิ้วกดกระดูกสัตว์เอาไว้แน่นในใจของเขาร่ำร้องอ้อนวอนไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นอีกแม้แต่นิดเดียว

        แม้ว่าตัวเขาเองก็อยากไปสืบหาความมหัศจรรย์ของดินแดนลึกลับแห่งนั้นต่อแต่ยามนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมหากกระดูกสัตว์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของห้วงมิติเขาจะก็ตกไปอยู่ในน้ำวนแห่งความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่นั่นทันที

        กระดูกสัตว์ที่เริ่มร้อนแผดเผามากขึ้นเรื่อยๆราวกับได้ยินเสียงตะโกนในใจของเขา

        ความเปลี่ยนแปลงที่เขาเป็นกังวลสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากที่เลือดหยดนั้นรับเอาพลังเปลวเพลิงที่ได้จากกริชตะวันแดงนั่นไปหมดแล้วกระดูกสัตว์ก็กลับคืนสู่ความปกติอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

        เนี่ยเทียนที่กระวนกระวายอยู่ไม่สุขไม่กล้าแม้แต่จะใช้จิตไปสัมผัสกับเลือดหยดนั้นรีบเอากระดูกสัตว์เก็บเข้าไปไว้ในถุงคาดเอวโดยเร็ว

        รออีกครู่หนึ่งจนกระทั่งกระดูกสัตว์ไม่ปล่อยความร้อนออกมาอีกและไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านั้นเขาถึงได้คลายใจลงอย่างแท้จริง

        เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่หากยังอยู่ในจวนตระกูลเนี่ยต่อไปก็ไม่สามารถเสาะหาความมหัศจรรย์ของกระดูกสัตว์ได้อีกต้องคิดหาวิธีอื่นเสียแล้วเขาขมวดคิ้วคิดหนัก

        เพียงแต่ขบคิดอยู่นานมากเขาก็ยังหาวิธีดีๆไม่ได้

        เขายังเด็กนักอีกทั้งตอนนี้ก็มีตบะแค่หลอมลมปราณหกผืนป่ากว้างใหญ่ที่อยู่ระหว่างเมืองเฮยอวิ๋นและเขาหลิงอวิ๋นแห่งนั้นก็มักจะมีผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นและเมืองเฮยอวิ๋นเข้าออกเป็นประจำหากเขากระตุ้นให้ห้วงมิติเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้มากว่าจะถูกผู้ฝึกลมปราณผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นจับได้

         

        และหากผู้ฝึกลมปราณของสำนักหลิงอวิ๋นเจอตัวเขาความปลอดภัยของตัวเองนั้นอาจจะพอรับรองได้ทว่าเรื่องที่มีของประหลาดอยู่กับตัวย่อมยากที่จะปิดบังเอาไว้ได้อีก

        หากถูกผู้ฝึกลมปราณของตระกูลอันและตระกูลอวิ๋นจับตัวไปเขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาที่ตระกูลเนี่ยอีก

        ผืนป่ารกร้างทางทิศเหนือของเมืองเฮยอวิ๋นมักจะมีสัตว์วิเศษออกมาหาอาหารเป็นประจำคิดจะสืบหาความมหัศจรรย์ของกระดูกสัตว์ที่นั่นความเป็นไปได้ที่จะจบชีวิตก็ยิ่งสูงเข้าไปใหญ่

        สุดท้ายก็ยังเป็นเพราะว่าความสามารถไม่มากพอ...

        คิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็รู้สึกว่าไปจากเมืองเฮยอวิ๋นในตอนนี้เพื่อหาสถานที่เงียบๆไร้ผู้คนทำความเข้าใจกับความลึกลับของกระดูกสัตว์ไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนักจึงทำได้เพียงถอดใจก่อนชั่วคราว

        ทำความเข้าใจกับความลับของหมัดพิโรธรูปแบบที่หนึ่งนั่นก่อนดีกว่ารอให้ความสามารถมากพอเมื่อไหร่ค่อยออกไปสืบหาความมหัศจรรย์ในกระดูกสัตว์นอกเมืองเฮยอวิ๋น

        เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ปรับลมหายใจให้มั่นคงหลังจากโยนเรื่องความลี้ลับของกระดูกสัตว์ทิ้งไปชั่วคราวก็เริ่มสงบสติอารมณ์ทดลองสร้างอารมณ์โกรธขึ้นมาเต็มหัวใจ

        ไม่นานอารมณ์ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านไม่ยินยอมก็ค่อยๆกำเนิดขึ้นมาในใจของเขา

        เขาย้อนนึกถึงท่าทางของมือยักษ์ซึ่งชูขึ้นฟ้าข้างนั้นที่ได้เห็นในดินแดนลึกลับแล้วค่อยๆยกแขนตัวเองชี้ขึ้นไปบนเพดานด้วยท่าทางเลียนแบบที่เหมือนมาก

        ขณะที่อารมณ์โกรธาบ้าคลั่งสะสมได้ถึงระดับหนึ่งหลังจากที่ดวงตาของเขาคล้ายมีไฟโทสะลุกไหม้โหมตลบพลันเขาก็สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณตรงจุดตันเถียนไหลไปยังแขนข้างที่ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

        โฮก!

        เขาคำรามคลุ้มคลั่งออกมาอย่างมิอาจควบคุมตัวเองได้อารมณ์โกรธแค้นฉุนเฉียวไหลทะลักจากหัวใจไปสู่เส้นลมปราณหลอมรวมเข้ากับพลังวิญญาณ

        ปราณดึกดำบรรพ์เปล่าเปลี่ยวระลอกหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากบนร่างของเขาเขาในยามนี้ดุจดังได้แปลงกายมาเป็นจวี้หลิง[1]ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคดึกดำบรรพ์ห้าวหาญถึงขั้นกล้าแก่งแย่งเอาชนะฟ้าดิน!

        พลังวิญญาณไหลกรากไปยังหมัดคล้ายสูญเสียการควบคุมความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกระตุ้นให้เขาฮึกเหิม!

        เขาสัมผัสได้ว่าในหมัดของเขาแฝงเร้นไว้ด้วยคลื่นพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งระลอกหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องระบายมันออกมา!

        หมัดข้างนั้นของเขากำเข้าหากันแน่นแล้วกระแทกลงไปบนโต๊ะหินสี่เหลี่ยมที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดอย่างแรงพละกำลังทั้งหมดในกำปั้นพลันพบช่องทางระบายออก

        เพล้งเพล้ง!

        โต๊ะหินแข็งแรงทนทานที่ใหญ่พอๆกับบานประตูแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆทันใดเศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยระเบิดว่อนทั่วห้องหิน

        หนึ่งหมัดถูกปล่อยออกไปเขาค้นพบว่าพลังวิญญาณในร่างกลับถูกเผาผลาญไปจนหมด!

        พลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณของเขาไม่เหลือแม้แต่เส้นเดียว!

        ร่างของเขาอ่อนยวบลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นสีหน้าซีดขาวไปหมดเห็นได้ชัดว่าใช้พลังมากเกินไป

        ข้างกายของเขาคือซากก้อนหินเต็มพื้นเศษหินที่ค่อนข้างใหญ่หลังจากที่ถูกหมัดของเขากระแทกลงไปยังคงมีรอยร้าวแตกกระจายไปทั่วจากนั้นจึงแตกออกกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

        ในห้องอารมณ์โกรธเคืองพลุ่งพล่านที่อยู่ในหมัดของเขากลับรวมตัวกันไม่จางหาย!

        ผ่านไปครู่ใหญ่ความเดือดดาลบ้าคลั่งนั้นถึงได้ค่อยๆจางไปกลางอากาศ

        ช่างเป็นพลานุภาพที่บ้าระห่ำนัก!

        มองห้องที่เต็มไปด้วยเศษหินปลิวว่อนและก้อนหินที่ถูกระเบิดออกเนี่ยเทียนก็คำรามเสียงหลง

        เขารู้ดีว่าโต๊ะหินตัวนั่นทำมาจากหินชิงเหยียนที่มีความแข็งแรงทนทานอย่างถึงที่สุด!

        แม้ว่าหินชิงเหยียนจะไม่ใช่วัตถุวิเศษแต่เนื่องจากมีความทนทานมากพอทุกตระกูลในเมืองเฮยอวิ๋นจึงมองเป็นวัสดุที่ไม่เลวในการปลูกสร้าง

        ก้อนหินก็คือก้อนหินเมื่อเทียบกับร่างกายของผู้ฝึกลมปราณขอบเขตต่ำเตี้ยยังไงก็ต้องเหนียวแน่นแข็งแกร่งมากกว่าอยู่แล้ว

        ตามที่เนี่ยเฉี่ยนเคยบอกเอาไว้ผู้ฝึกลมปราณที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้ายสวรรค์ต้องใช้พลังวิญญาณปกป้องไปทั่วร่างถึงจะสามารถเทียบเคียงระดับความทนทานของหินชิงเหยียนได้

        ผู้ฝึกลมปราณขั้นท้ายสวรรค์ในช่วงท้ายภายใต้การปกป้องร่างกายจากพลังวิญญาณร่างถึงจะสามารถแข็งแกร่งได้มากกว่าหินชิงเหยียน

        ทว่าในขั้นต่ำกว่าท้ายสวรรค์ต่อให้มีพลังวิญญาณโอบล้อมไปทั่วความแข็งแกร่งก็ยังห่างจากหินชิงเหยียนอยู่ไกลโข

        กำปั้นที่เต็มไปด้วยความพิโรธของเขาถึงขั้นสามารถทำให้หินชิงเหยียนก้อนหนึ่งระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยหากกระแทกเข้าไปบนร่างของผู้ฝึกลมปราณผู้ฝึกลมปราณก็ต้องอยู่ในขั้นท้ายสวรรค์ช่วงท้ายขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้

        ผู้ฝึกลมปราณที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นท้ายสวรรค์เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีเช่นนี้อาจจะดับสิ้นได้ในหมัดเดียวทันที!

        ส่วนผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ในขั้นหลอมลมปราณทั้งเก้าเช่นเดียวกับเขาก็ต้องตายอย่างมิต้องสงสัย

        พลังระเบิดที่เกิดขึ้นในพริบตาเดียวน่ากลัวเกินไปแล้วแต่ว่าพลังวิญญาณที่เผาผลาญไปในหนึ่งหมัดนี้ก็น่ากลัวไม่ต่างกัน!แค่หมัดเดียวก็ดึงเอาพลังวิญญาณทั้งหมดไปแล้วหลังจากหมัดนี้ก็จะไม่มีพลังให้โจมตีกลับอีกแล้วทำได้เพียงปล่อยให้คนอื่นฆ่าแกงได้ตามใจชอบ

        ท่านี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง!

        หลังจากผ่านการดีใจอย่างบ้าคลั่งเขาค่อยๆฟื้นคืนสติกลับมารู้ว่าเพลงหมัดท่านี้เดิมคือดาบสองคมหากไม่สามารถโจมตีดับชีพได้ในหมัดเดียวตัวเขาก็ทำได้เพียงรอความตายเท่านั้น

        แต่เขาก็ยังสัมผัสได้ว่าพลานุภาพที่แท้จริงของหมัดนี้อันที่จริงแล้วเขายังไม่ได้แสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

        เพราะขอบเขตของเขาไม่เพียงพอพลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาจึงมีจำกัดหมัดเดียวดึงเอาพลังวิญญาณทั้งหมดในร่างของเขาไปเห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ขีดจำกัดของหมัดนี้

        เขาเชื่อว่าหากขอบเขตของเขาสูงมากขึ้นพลังวิญญาณยิ่งเต็มพร้อมมากขึ้นพลานุภาพของหมัดนี้ยังต้องเพิ่มขึ้นไปได้อีกหนึ่งระดับ!

        ดินแดนลึกลับแห่งนั้นมือยักษ์ที่ชูขึ้นฟ้ามีทั้งหมดสามสิบสองมือทุกมือยักษ์ล้วนมีเพลงหมัดที่เผด็จการไม่ต่างไปจากท่านี้!หากสามารถบรรลุเพลงหมัดของทั้งสามสิบสองมือยักษ์ได้ถ้าเช่นนั้น...

        คิดมาถึงตรงนี้นัยน์ตาของเนี่ยเทียนก็ฉายแววกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัดตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด

        ยามนี้เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งยวดว่าการที่เขาสามารถอดกลั้นกับความล่อลวงใจไม่ได้เปิดเผยความลับของกระดูกสัตว์แก่ลี่ฝานไม่ได้บอกกล่าวความจริงเพื่อแลกมาด้วยผลประโยชน์เบื้องหน้าที่แค่เอื้อมมือก็คว้าไว้ได้คือการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในชีวิตของเขา!

        ที่นี่เกิดอะไรขึ้น?

        ตอนนี้เองเนี่ยตงไห่เดินเขามามองสภาพระเกะระกะเต็มพื้นถามด้วยความแปลกใจ

        ข้ากำลังทำความเข้าใจกับเพลงหมัดท่าหนึ่งเนี่ยเทียนยิ้มอย่างปิติสุข

        เพลงหมัดท่าหนึ่ง?”เนี่ยตงไห่มองเศษก้อนหินที่กลาดเกลื่อนเต็มพื้นความตื่นตะลึงวาบผ่านดวงตาจากนั้นก็พยักหน้าลงกล่าวว่า:หญิงตระกูลอันนั่นเปลี่ยนลูกไม้มาสืบหาความลับของรอยแตกห้วงมิติจากตัวเจ้าของที่นางส่งมาครั้งนี้...ทำให้ข้ามิอาจปฏิเสธได้ข้าจึงรับไว้แทนเจ้าแล้ว         

        ------         

        [1]จวี้หลิง(巨灵)เทพแห่งสายน้ำที่ผ่าภูเขาหัวซานในตำนาน         

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK