เรื่อง หมื่นอสูรก้มกราบ
ติดตาม
เล่มที่1 ตอนที่13 ครึ่งก้าวขั้นสถิตวิญญาณ
เล่มที่1 ตอนที่13 ครึ่งก้าวขั้นสถิตวิญญาณ
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

        แสงแดดยามเช้าสาดส่องทะลุผ่านหน้าต่าง ตกกระทบลงบนใบหน้าอ่อนวัยของเขา บนใบหน้าผุดรอยยิ้มขึ้นมาน้อยๆเพราะสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่ได้รับมาเมื่อช่วงค่ำ

        คลื่นพลังภายในร่างกายกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง  เต้าหลิงค่อยๆลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นว่าชายขาเป๋ถลึงตามองมาที่เขา เขาก็กลอกตาพลางถามออกมาว่าพ่อขาเป๋ ท่านทำอะไรแล้วกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

        “เจ้าลูกคนนี้ นี่เจ้าเริ่มฝึกวิชาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ชายแก่ขาเป๋ส่งเสียงหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าเจ้าฝึกวิชาไม่ได้หรอกหรือแล้วทำไมตอนนี้เจ้าถึงได้มีพลังกล้าแกร่งเยี่ยงนี้เจ้าไปกินของดีอะไรมา?”

        “เมื่อเร็วๆ นี้ข้าได้เรียนวิชาลึกลับวิชาหนึ่งมา” เต้าหลิงกล่าวด้วยใบหน้าดีใจ “จากนี้ท่านไม่ต้องไปขุดหินแร่อีกแล้วนะ ข้าจะหาเงินมาให้ได้ด้วยลำแข้งของข้าเอง

        “ขุดหินแร่?” ชายแก่ขาเป๋กล่าวออกมาด้วยความตกใจ ขุดแร่ที่ไหนกัน นั่นเรียกว่าขุดสมบัติต่างหากเล่า ทว่าเมื่อได้ยินว่าลูกชายได้วิชาหนึ่งมา ชายแก่ขาเป๋ก็คิดว่าคงจะเป็นลิขิตแห่งสวรรค์ เขาจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ

        “ว่าแต่ว่าพ่อขาเป๋ แร่ที่อยู่ในบ้านเราได้มาจากไหนหรือมันมีมูลค่ามหาศาลเลยนะ! ” นัยน์ตาเต้าหลิงลุกโชน แค่ผลึกหินทองแดงโลหิตก็มีค่าขนาดนั้นแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าหินแร่ล้ำค่าที่เหลืออยู่จะมีมูลค่ามากขนาดไหน!

        “ในเหมืองยังมีอีกเยอะ” สีหน้าชายแก่ขาเป๋เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ หินแร่เหล่านั้นไม่ใช่ว่าใครก็สามารถขุดได้ หินแร่แต่ละชิ้นที่เขาขุดขึ้นมาล้วนแต่ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังมีอีกเยอะมาก มันสามารถนำมาเจียระไนออกมาเป็นสมบัติล้ำค่าได้เลย

        “ของพวกนั้นจะให้ผู้อื่นเห็นไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคงได้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นไม่น้อยแน่” ชายแก่ขาเป๋นำเข่งที่บรรจุหินแร่ออกมา สายตามองสำรวจไปที่หินแร่จำนวนหลายสิบก้อนด้วยสีหน้าเป็นกังวล

        ที่เขาต้องนำหินแร่ทั้งหมดมาเก็บไว้ที่บ้าน เพราะกลัวว่าเขาจะตายอยู่ภายในเหมืองโดยไม่ระวัง

        “เรื่องนี้ข้ารู้” เต้าหลิงพยักหน้า ในตอนที่เขานั้นนำผลึกหินทองแดงโลหิตขายให้กับคลังสมบัติก็เกือบจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้น หินแร่นี้เขารู้ดีว่ามันล้ำค่ามากขนาดไหน หากไม่ถึงยามจำเป็นจริงๆ เขาก็ไม่มีทางที่จะขายเด็ดขาด เก็บเอาไว้เองยังมีประโยชน์เสียกว่า

        “พ่อขาเป๋ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้าก็จะต้องไปเข้าสอบที่สำนักซิงเฉิน ท่านอยากจะไปที่เมืองชิงโจวกับข้าหรือไม่?” เต้าหลิงกล่าวอย่างมีความหวัง หากนำหินแร่ไปขายสักก้อน ก็คงสามารถซื้อห้องขนาดใหญ่ที่เมืองชิงโจวได้

        ชายแก่ขาเป๋ใช้นิ้วแคะหูพลาครุ่นคิดแล้วกล่าวออกมาที่เมืองชิงโจวมีสถานที่หนึ่งชื่อว่าหอคอยผ่านจิต ดูเหมือนว่าจะตั้งอยู่ที่ใจกลางเมือง หลังจากที่เจ้าไปถึงสำนักแล้ว เจ้าสามารถไปฝึกฝนที่หอคอยผ่านจิตได้ เมื่อไหร่ที่เจ้าขึ้นไปถึงชั้นที่เก้า เมื่อนั้นก็ค่อยทะลวงขั้นพลัง แต่หากเจ้าขึ้นไปไม่ไหว ก็อย่าเพิ่งทะลวง

        “หอคอยผ่านจิตคืออะไรอย่างนั้นหรือ?” เต้าหลิงเกาหัวพลางขมวดคิ้วถาม

        “เป็นหอคอยศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีทั้งหมดสิบชั้น” ชายแก่ขาเป๋กล่าวใบหน้าเต็มไปด้วยความคำนึง เขาเองก็เคยไปที่นั่นมาก่อน

        จากคำเล่าขานหอคอยผ่านจิตเป็นสถานที่ที่มีสมบัติล้ำค่าอยู่ ทว่าก็ไม่เคยมีใครสามารถหยิบมันออกมาได้เลย ประวัติความเป็นมาของหอคอยก็ลึกลับเป็นอย่างมาก คนที่สามารถก้าวไปสู่ขั้นที่สูงกว่าชั้นเจ็ดได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นยอดอัจฉริยะ    

        ส่วนคนที่สามารถไปถึงชั้นที่เก้าได้สำเร็จ คนประเภทนั้นเป็นเหมือนดั่งมังกรในหมู่ชน ภายภาคหน้าจะต้องยิ่งใหญ่เฉิดฉาย!

        “เหตุใดต้องไปที่ชั้นเก้าแล้วชั้นสิบละมีอะไรอยู่?” เต้าหลิงถามด้วยความสงสัย เรื่องที่หอคอยผ่านจิตมีอยู่มาตั้งแต่อดีตกาลนั้นทำให้เขาประหลาดใจมาก ในยุคนั้นเป็นยุคที่ยากจะสืบเสาะหาข้อมูล ทว่าหอคอยผ่านจิตกลับอยู่มายืนยาวเช่นนี้ หรือว่ามันจะมีของสวรรค์ที่ทรงอำนาจอยู่?

        “เมื่อถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เอง ถ้าเจ้าอยากจะขึ้นไปชั้นที่สิบมันคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เคยมีใครไปถึงชั้นที่สิบได้แม้แต่คนเดียว” ชายแก่ขาเป๋ส่ายหน้า การจะก้าวขึ้นไปยังชั้นสิบนั้นเป็นได้เพียงตำนานเท่านั้น

        ตั้งแต่อดีตกาลมาจนปัจจุบันก็ล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นปี บนโลกนี้มียอดอัจฉริยะจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน ทว่าจนถึงตอนนี้กลับไม่เคยมีผู้ใดสามารถก้าวไปถึงชั้นสิบได้ กับเต้าหลิงจะเป็นไปได้ยังงั้นหรือ?

        มันเป็นตำนานที่ยากจะทำลายลง!

        “เช่นนั้นข้าจะลองดู” เต้าหลิงเกาหัวพลางคิดขึ้นมาในใจ ไปถึงที่นั่นก่อนแล้วค่อยว่ากัน พ่อขาเป๋คงมีเหตุผลให้เขาไปที่นั่น

        หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปที่สำนัก คาดว่าคนที่ผ่านการทดสอบคงจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว สำหรับการสอบเข้าสำนักซิงเฉินในครั้งนี้ เขามีความมั่นใจอยู่มากถ้าคิดเป็นอัตราก็เก้าเต็มสิบ

        “ไม่รู้ว่าตอนนี้ข้ามีพลังมากเท่าไหร่แล้ว?” เต้าหลิงกำหมัด เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวออกมา “พลังของข้าในตอนนี้จะต้องสามารถเพิ่มขึ้นมาได้อีกแน่ แต่ไม่รู้ว่ามันจะเพิ่มขึ้นมาได้ถึงเท่าไหร่?จะถึงหนึ่งแสนชั่งหรือไม่นะ?”

        เปลวเพลิงภายในใจของเต้าหลิงพลันลุกโชนขึ้น หนึ่งแสนชั่ง เขาเคยอ่านคัมภีร์โบราณมา ในนั้นกล่าวถึงตำนานของอินทรีย์ยักษ์ปีกทองคำ เทาเที่ย เสือขาวและอื่นๆ ซึ่งทายาทของสัตว์อสูรสวรรค์เหล่านี้ต่างก็มีพลังถึงหนึ่งแสนชั่ง!

        พวกมันต่างก็มีสายเลือดของสัตว์เทพ ภายในร่างมีเลือดสวรรค์ที่น่ากลัวไหลเวียนอยู่ พวกมันเกิดมาเพื่อเป็นราชันย์ ทั้งยังมีพลังที่แกร่งกล้า ในขั้นหลอมกายาก็ล้ำหน้าเกินมนุษย์ไปหลายขั้น การที่มนุษย์ต้องการมีพลังหนึ่งแสนชั่งในขั้นหลอมกายา ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากจนถึงขีดสุด

        “หากหาเลือดของสัตว์อสูรสวรรค์มาได้ คงจะเป็นไปได้ไม่ยาก ทว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะสามารถหามาได้ง่ายๆเต้าหลิงเม้มปาก ขนาดเลือดของสัตว์อสูรโบราณยังหาได้ยากขนาดนั้น คงไม่ต้องพูดถึงเลือดของสัตว์อสูรสวรรค์

        เลือดสัตว์อสูรสวรรค์นั้นจะว่ามีก็มี แต่ผู้มีอำนาจก็ไม่ใช่ว่าเอามันออกมาขาย เพราะเกรงว่านั่นอาจจะเป็นการยุแหย่ตระกูลสัตว์อสูรสวรรค์ พอถึงตอนนั้นจะต้องเกิดสงครามนองเลือดขึ้น ดังนั้นปกติจึงไม่มีใครเอาออกมาขาย

        เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เต้าหลิงก็สะดุ้งออกจากภวังค์ เขาค่อยๆสงบจิตใจพลางแผดเสียงกล่าวออกมาในใจ “ข้าจะมัวแต่พึ่งพาพลังนอกไม่ได้ การพึ่งพาตัวเองถึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากข้ามัวแต่พึ่งพลังนอก แล้วข้าจะฝึกฝนไปเพื่ออะไร?”

        “จะพึ่งวิชาสยบฟ้าเกินควรก็ไม่ได้ ข้าจะต้องเดินตามทางของข้าเอง!” หัวใจภายในอกของเต้าหลิงเต้นระรัว เมื่อครู่เขาเกือบจะถูกปีศาจเข้าครอบงำ หลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ ถึงแม้ว่าวิชาสยบฟ้าจะสุดยอดเพียงใด แต่การพึ่งศักยภาพของตัวเองนั้นถือว่าเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด!  

        วิชาก็แค่สิ่งที่เอาไว้ใช้เกื้อหนุน  ในตอนนั้นจิตใจของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมา

        “ไอ้ขยะนั่น มันอยู่ตรงนั้น!”

        ปรากฏเสียงหนึ่งลั่นขึ้นที่หน้าประตูสำนัก ใบหน้าของเฉียนหลินเต็มไปด้วยความโกรธแค้น หมัดทั้งสองกำแน่น เขาโกรธเสียจนตัวสั่น เพราะเขาได้ถูกเต้าหลิงซัดจนพิการ จากนี้ไปเขาคงไม่อาจจะฝึกฝนยุทธ์ได้อีก

        ผู้ที่ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้ ในโลกใบนี้แม้แต่ก้อนอุจจาระก็ยังมีค่าเสียกว่า เขาอยากจะกัดกินร่างกายของเต้าหลิงให้ไม่เหลือซาก!

        ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเต้าหลิงก็พลันขึงขังขึ้น แววตาเยือกเย็นจ้องไปที่เฉียนหลิน เดาว่าเขาคงมาที่นี่เพราะเรื่องเมื่อวาน

        “คิดว่าข้าจะหาเรื่องได้ง่ายๆอย่างงั้นหรือ!” เต้าหลิงกวาดสายตาเย็นชาไปที่คนสามคนที่อยู่ข้างๆเฉียนหลิน ก่อนที่สายตาหยุดอยู่ตรงเด็กหนุ่มใบหน้ายโส  เขารู้สึกได้เลยว่าคนๆนี้ไม่ใช่ว่าจะอ่อนแอ

        “เฉียนหลิน มันงั้นหรือไอ้เด็กนี่มีปัญญาถึงขนาดทำให้

        เจ้าพิการได้เชียว?” เฉียนจิ่งกล่าวออกมาเรียบๆด้วยใบหน้าดูถูก

        “ใช่มันนั่นแหละขอแค่พวกเจ้าช่วยข้าจัดการเขา เงินเก็บหลายปีมานี้ของข้าทั้งหมดจะเป็นของพวกเจ้า!” เฉียนหลินขบกรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขาไม่ได้เสียดายเงินเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงแต่ทำให้เต้าหลิงพิการได้ก็พอ

        “เฉียนหลิน เจ้าวางใจเถิด ยังไงพวกเราก็อยู่ตระกูลเดียวกัน แค่ช่วยจัดการให้ไอ้เด็กที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงพิการแค่นี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ส่วนเรื่องเงินจะได้หรือไม่นั้นหาได้สำคัญไม่

        “เต้าหลิง วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!” ใบหน้าของเฉียนหลินบิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์ เขาชี้นนิ้วออกไปพลางแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา “ข้าจะไม่ให้เจ้าได้ตายง่ายๆ แน่ ข้าจะทำให้เจ้าทรมานเจียนตาย คิดจะเข้าสำนักซิงเฉินอย่างนั้นรึฝันไปเถอะ!”

        “อย่างพวกเจ้าน่ะหรือ?” เต้าหลิงกล่าวพลางใช้สายตามองไปที่พวกเขา

        “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” สีหน้าเฉียนจิ่งขึงขังขึ้นทันใด เขาเกลียดคำพูดเช่นนั้นเป็นอย่างมากพลันคิดว่าตัวเองนั้นฟังผิดไป

        “บัดซบเจ้าขยะ เจ้ารีบก้มหัวลงขอขมาคุณชายเฉียนจิ่งเดี๋ยวนี้ กล้าล่วงเกินคุณชายอย่างนั้นหรือ รนหาที่ตาย!” สองพี่น้องเฉียนหรินแผดเสียงด่าทอออกมาด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก

        ได้ยินดังนั้น ในใจของเต้าหลิงก็เข้าใจได้ในทันที มิน่าล่ะเขาถึงได้รับรู้ถึงพลังที่ไม่ธรรมดาออกมาจากผู้ชายคนนี้ ที่แท้เขาก็คือเฉียนจิ่ง อัจฉริยะที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งแห่งเมืองชิงซาน ทั้งยังอยู่ในขั้นครึ่งก้าวขั้นสถิตวิญญาณแล้ว

        ในขั้นสถิตวิญญาณ ปกติแล้วคนทั่วไปจะต้องใช้เวลาครึ่งปี แค่ทะลวงเข้าสู่ครึ่งก้าวขั้นสถิตวิญญาณ ก็จะสามารถกักเก็บพลังได้อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณ ทว่าในระหว่างกระบวนการนั้นจะยาวนานสักหน่อย

        “หึ ข้าไม่ต้องการให้ไอ้ขยะมาก้มหัวให้ข้า พวกเจ้ารีบไปจัดการมันซะ” เฉียนจิ่งกล่าวสีหน้าไม่แยแส

        “ใช่ รีบจัดการมันซะ!” เฉียนหลินแผดเสียงด้วยความโกรธแค้น

        “เจ้าหนู เจ้ารนหาที่ตายเองนะ อย่ามาโทษพวกข้าล่ะ!” สองพี่น้องเฉียนหรินแสยะยิ้ม ภายในแววตาระเบิดไอสังหารออกมา ก่อนที่พวกเขาจะพุ่งเข้าไปหาเต้าหลิงอย่างรวดเร็ว หมายจะซัดร่างของอีกฝ่ายให้พิการ

        “ไสหัวไปซะ!”

        ใบหน้าของเต้าหลิงเย็นยะเยือกพลางระเบิดเสียงคำรามออกมาด้วยความเดือดดาล เส้นผมปลิวไสวอย่างบ้าคลั่ง แขนเสื้อสะบัดพริ้วไหวไปมา ผิวหนังระเบิดแสงสวรรค์สว่างจ้าออกมา แสงสีทองอร่ามที่เจิดจรัสสว่างจ้าไปทั่วบริเวณทำให้ผู้คนที่เห็นสายตาพร่ามัว

        เลือดลมที่พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด แรงกดดันทำให้มวลอากาศโดยรอบสั่นสะเทือนส่งเสียงราวกับสัตว์อสูรที่เพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหล!

        ตู้มมม

        พลังนั้นได้ระเบิดออกมาราวกับน้ำที่ไหลทะลักลงมาจากภูเขาก็มิปาน เงาทั้งสองที่พุ่งเข้ามานั้นพลันถูกคลื่นลมพัดกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง   

        “อึก..อั๊ก.. ” ทั่วร่างของสองพี่น้องเฉียนหรินสั่นสะท้าน กระดูกแตกร้าวออกจากกัน พวกเขาถูกคลื่นลมพัดกระเด็นไปพุ่งชนกับกำแพงอย่างแรง ก่อนที่ร่างจะไหลลงไปกองกับพื้นแล้วกระอักเลือดกองใหญ่ออกมา

        “อะไรกัน?” เฉียนจิ่งที่เห็นดังนั้น สีหน้าของเขาก็พลันเย็นขึ้นในทันใด เขาคิดไม่ถึงว่าไอ้ขยะนี่จะมีพลังแข็งแกร่งถึงขนาดนี้

        เต้าหลิงกวาดสายตาไปยังเด็กหนุ่มสองคนที่นอนขดตัวงออยู่ที่พื้น พวกเขาทั้งสองรู้สึกเหมือนกับอยู่ในเตาหลอมที่กำลังโดนแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน อวัยวะภายในเจ็บปวดราวกับถูกหลอม พวกเขาแผดเสียงร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด   

        ภายในใจของสองพี่น้องเฉียนหรินเต็มไปด้วยความหวาดกลัว คนๆนี้น่ากลัวถึงขนาดนี้เชียวหรือ ลำพังแค่คลื่นพลังที่ส่งออกมาก็สามารถกำหราบพวกเขาได้อยู่หมัด นี่มันเป็นไอ้บ้าจากที่ไหนกัน

        “เป็นไปได้ยังไง!” เฉียนหลินตกใจมาก ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นสะท้าน แค่คลื่นพลังก็สามารถทำให้สองพี่น้องเฉียนหรินกระเด็นลอยออกไปได้ พลังของเขาน่ากลัวถึงขนาดนี้เชียวหรือ?

        แปะ แปะ แปะ !

        มีเสียงปรบมือดังขึ้น เฉียนจิ่งก้าวเท้าออกมา สายตามองไปที่ร่างของเต้าหลิงพลางกล่าวออกมาเรียบๆ “ไม่เลวเลย มีคุณสมบัติพอที่จะให้ข้าลงมือเอง ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเจ้าจะถูกข้าฆ่าตายในกระบวนท่าเดียวหรือไม่?”

        สายตาของเฉียนจิ่งเต็มไปด้วยความเหยียดยาม เขาเป็นอัจฉริยะแห่งตระกูลเฉียนและกำลังจะได้เข้าสำนักซิงเฉิน  

        แค่ไอ้กระจอกอย่างเต้าหลิง แค่ใช้เล็บมือบดขยี้ก็ตายได้แล้ว อย่างมันจะทำอะไรได้?

 

ตอนต่อไป
เล่มที่1 ตอนที่14 การปะทะครั้ง...

ความคิดเห็น

COMMENT

ป็อกกี้ นะ

1 ปีที่แล้ว

รอๆ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ