หมื่นอสูรก้มกราบ
เล่มที่2 ตอนที่ 32 : สำนักซิงเฉิน
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  

        พื้นในสำนักซิงเฉินนั้นกว้างใหญ่มากภายในสำนักเต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากทั้งที่นี่ยังมีเขตร้านค้าเขตแลกเปลี่ยนสินค้าเขตการศึกษาอื่นๆเหมือนกับเมืองโบราณเล็กๆ

        สมกับที่เป็นสำนักซิงเฉินไม่ใช่ที่ที่สำนักชิงซานจะเทียบได้เลยเต้าหลิงกล่าวออกมาในใจสายตาพลางกวาดมองไปที่เขตค้าขายรอบๆที่ครึกครื้น

        เขานึกถึงดินแดนยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เย่วิ่นกล่าวถึงอย่างอดไม่ได้หรือจะเป็นภูเขาสวรรค์โบราณสถานที่พวกนั้นเป็นอย่างไรกันนะเต้าหลิงผุดยิ้มขึ้นมาแล้วกล่าวว่าเส้นทางของจอมยุทธมันพึ่งจะเริ่มเท่านั้น

        หลังจากที่ผ่านเขตการค้าเขาก็มาถึงที่เขตฝึกฝนภูเขาวิญญาณแต่ละลูกโอบล้อมไปด้วยพลังที่เปี่ยมล้นแสงเรืองรองประกายออกมาเป็นเส้นๆภูเขาวิญญาณแต่ละลูกนั้นไม่เหมือนกันมีบางลูกที่เต็มไปด้วยพลังที่เข้มข้นบางลูกก็ใหญ่กว่ามากหลายเท่า

        ที่ที่เต้าหลิงอยู่นั้นสามารถพูดได้ว่าเป็นสถานที่แห่งความอุดมสมบูรณ์เพราะว่ามันตั้งอยู่ด้านในสุดทั้งยังติดกับทางช้างเผือกซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาวิญญาณที่สูงที่สุดของสำนัก

        ด้านบนนี้ก็มีคนอยู่อาศัยอยู่ทว่าบนยอดสุดกลับไม่มีใครอยู่เลยเดาว่าน่าจะปิดขั้นพลังอยู่เต้าหลิงเดินมาถึงที่ป่าไผ่สีม่วงสายตามองไปที่วิหารเก่าแก่ที่อยู่ข้างหน้า

        ปิดขั้นพลังเมื่อเห็นป้ายที่แขวนอยู่ตรงหน้าวิหารเต้าหลิงก็ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่ที่พักของตนเขามั่นใจได้ว่าเขาไม่ได้เดินมาผิดทางแน่ๆเมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ลงมือเคาะประตู

        เขายืนรออยู่ตรงนั้นราวสิบกว่าลมหายใจประตูสีทองแดงก็ถูกเปิดออกมีชายหนุ่มหนวดเครารุงรังคนหนึ่งเดินออกมาสายตาของเขามองไปที่คนที่เคาะประตูด้วยความโหดเหี้ยมแล้วลั่นเสียงคำรามออกไปว่าบอกเหตุผลที่ดีที่สุดของเจ้ามา!

        หลังจากที่หลินมู่พูดจบเส้นผมของเขาก็ปลิวไสวอย่างรุนแรงปราณลมพรั่งพรูออกมาทั่วร่างป่าไผ่สีม่วงสั่นคลอนไปมาก่อนที่จะระเบิดออกเพราะแรงกดดัน

        ร่างกายของเต้าหลิงพลันหนักอึ้งขึ้นช่วงจังหวะในการหายใจเริ่มติดขัดราวกับมีภูเขาขนาดใหญ่กดทับร่างอยู่ทำให้เขาถึงกับอึ้งไปขั้นพลังของคนๆนี้น่ากลัวยิ่งนักเดาว่าจะต้องอยู่ในขั้นสถิตวิญญาณอยู่ระดับสูงแน่เป็นพลังที่ขนาดหวังจวิ้นเฟยก็ยังเทียบไม่ติด

        หลินมู่ปิดขั้นพลังมาเกือบจะสามเดือนแล้วเพื่อเตรียมตัวสำหรับการทะลวงขั้นพลังย่อยแต่ใครจะไปรู้เล่าว่าเขาจะมาถูกคนรบกวนกลางคันเขาจะโกรธก็ไม่แปลก

        มีคนบอกให้ข้ามาที่นี่เต้าหลิงหยิบเหรียญตราสีเงินออกมาพร้อมกับใบรับรองส่งให้กับเขา

        ได้ยินดังนั้นใบหน้าของหลินมู่พลันบิดเบี้ยวเขาอยากจะจับร่างของอีกฝ่ายฉีกให้ขาดเป็นสองท่อนเสียแต่ทว่าเขามีหลักฐานใบยืนยันหากลงมือไปคงไม่ดีแน่สำนักซิงเฉินเองมีกฏห้ามลงไม้ลงมือกับศิษย์ใหม่สายตาของเขามองไปที่เต้าหลิงพลางส่งเสียงหึออกมามาใหม่งั้นรึ

        ใช่แล้วเต้าหลิงยักไหล่ขึ้นพลางยิ้มออกมานิ่งๆ

        หลินมู่กำหมัดพลางกล่าวออกมารอก่อนเถอะหลังจากนี้สามเดือนข้าจะให้เจ้าออกไปจากที่นี่ที่ภูเขาวิญญาณระดับสูงนี้ไม่ใช่ใครก็จะสามารถใช้ได้หึ

        เต้าหลิงยิ้มเจือนๆพลางมองดูมู่หลินที่เดินจากไปภายในใจของเขาก็เข้าใจได้ในทันทีที่ห้องฝึกระดับสูงนี้ตนนั้นสามารถใช้ได้แค่สามเดือนพูดง่ายๆก็คือหลังจากนี้สามเดือนก็จะมีคนมาท้าประลอง

        นี่คือกฎของสำนักซิงเฉินหากไม่ขยันก็จะไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาฝึกฝนในภูเขาวิญญาณระดับสูงในทุกๆช่วงสามเดือนก็จะมีการประลองกันหนึ่งขั้นซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

        ทั้งหลังจากนี้สามเดือนก็จะมีคนจำนวนมากมาที่ภูเขาวิญญาณโดยปกติแล้วนั้นจะไม่มีข้อยกเว้นใดๆในการช่วงชิง

        เขาวิญญาณระดับสูงเป็นสถานที่แห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริงความเร็วในการฝึกฝนเร็วนั้นเร็วยิ่งกว่าเวลาฝึกในภูเขาวิญญาณปกติสองถึงสามเท่าซึ่งทำให้ง่ายต่อการทะลวงขั้นพลังนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนหลายคนมาที่นี่เพื่อท้าประลอง

        เต้าหลิงก้าวฝีเท้าเข้าไปภายในห้องฝึกพลางกวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆแล้วนำกระเป๋าหนังสัตว์อสูรที่ซ่อนไว้ตรงหน้าอกออกมาซึ่งกระเป๋าใบนี้เขาแย่งชิงมาจากวิหคเพลิงมันสามารถใช้ปกปิดพลังได้

        กระเป๋าหนังสัตว์อสูรถูกเปิดออกคลื่นพลังที่น่ากลัวก็ระเบิดออกมาทั่วร่างของวิญญาณมิงค์เปล่งแสงสว่างจ้าทั้งยังตลบอบอวลไปด้วยพลังที่เข้มข้นทำให้มวลอากาศรอบทิศบิดเบี้ยว

        เห็นดังนั้นเต้าหลิงจึงอ้าปากค้างแล้วกล่าวออกมาเจ้านี่ดูดซับพลังไปมากขนาดไหนกันเดาว่าตอนที่มันตื่นขึ้นมาคงจะทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณได้ภายภาคหน้ามันจะต้องแข็งแกร่งมากจนน่ากลัวเป็นแน่

        วิญญาณมิงค์ที่หลอมเลือดสัตว์อสูรสวรรค์เข้าไปได้ทำให้เต้าหลิงคิดว่าความเป็นมาของวิญญาณมิงค์จะต้องไม่ธรรมดาถ้ามันตื่นขึ้นมามันจะต้องสู้กับสัตว์อสูรโบราณได้สบายๆแน่

        หลังจากที่พาร่างของวิญญาณมิงค์ไปนอนในที่สบายๆแล้วเต้าหลิงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางนำไผ่สีเขียวมรกตที่เก็บมาได้เมื่อตอนกลางวันออกมาเขารู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของมัน

        ภาพสะท้อนของไผ่สีเขียวปรากฏขึ้นกลางนัยน์ตาของเต้าหลิงบริเวณส่วนรากของมันปลดปล่อยแรงดูดออกมาหากลองมองดีๆจะเห็นได้ว่ามันกำลังดูดซับพลังฟ้าดินอยู่

        ที่แท้ไผ่เขียวนี่ก็กลายสภาพแล้วเต้าหลิงฉีกยิ้มพลางกล่าวออกมาด้วยความดีใจมูลค่าของมันน่าจะสูงกว่าผลผ่านจิตเสียอีก

        ปกติแล้วพืชทั่วไปที่ถูกดึงรากขึ้นมาจะไม่สามารถดูดซับพลังได้ทว่าที่ไผ่เขียวนี้สามารถดูดซับพลังได้นั้นก็แปลว่ามันจิตวิญญาณแล้วอีกทั้งขอแค่ไม่ตัดรากของมันมันก็จะสามารถดูดซับพลังได้อย่างต่อเนื่องทำให้มันแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก

        เต้าหลิงเกาหัวก่อนจะใช้ฝ่ามือจับไปที่ก้านไผ่เขียวกลางฝ่ามือมีพลังมหาศาลพรั่งพรูออกมาไหลแล่นเข้าไปในไผ่เขียว

        มีเสียงวิ้งดังขึ้นไผ่เขียวได้เปล่งแสงสีเขียวมรกตสว่างจ้าพลังวิญญาณที่น่ากลัวภายในลำต้นของมันได้ตื่นขึ้นก่อนที่จะระเบิดออกมาราวกับลมพายุขนาดใหญ่

        แค่ไม่กี่ลมหายใจเต้าหลิงก็รู้สึกได้ว่าพลังของเขาถูกสูบไปเกือบครึ่งเขาปล่อยมันลงอย่างเบามือแววตาปิติมองไปที่ของสิ่งหนึ่งที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศแล้วกล่าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ของล้ำค่านี้น่ากลัวยิ่งกว่าหอคอยแสงม่วงเสียอีก

        ทั่วลำต้นของไผ่เขียวเป็นสีใสดุจอัญมณีมันเปล่งแสงสีเขียวมรกตเรืองรองออกมาพลังของมันอ่อนโยนทว่าพลังโจมตีนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมากเต้าหลิงรู้สึกว่าหากถูกโจมตีเข้าร่างกายได้แหลกเป็นส่วนๆแน่

        อีกทั้งเขาคิดว่าถ้าต้องการใช้พลังอนุภาพสวรรค์ของไผ่เขียวก็คงจะต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณเสียก่อนพลังของไผ่เขียวในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถควบคุมได้

        บางทีมันอาจจะสามารถฝึกฝนจนกลายสภาพเป็นร่างวิญญาณได้เต้าหลิงขบริมฝีปากแน่นครั้งนี้เขาได้อะไรมามากมายไม่เว้นแม้แต่ของล้ำค่าไผ่เขียวนี้จะต้องเป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งอย่างแน่นอน

        หลังจากที่เก็บไผ่เขียวลงไปเต้าหลิงก็ปิดประตูห้องแล้วเดินออกมาพลางแขวนป้ายปิดขั้นพลังเอาไว้พลางมุ่งหน้าไปที่หอคอยผ่านจิต

        เห็นหรือยังศิษย์ใหม่ที่ติดสิบอันดับต้นๆมีคนชี้ไปที่เต้าหลิงแล้วพูดขึ้นพวกเขาไม่ได้เห็นเต้าหลิงอยู่ในสายตาไม่ว่าพรสวรรค์ของเขาจะสูงเพียงใดแต่พวกเขาเห็นอัจฉริยะที่ตายเร็วมานักต่อนักแล้ว

        สถานที่แห่งความสมบูรณ์นั้นเป็นสถานที่ที่มีระดับสูงมากข้าเดาว่าพอถึงเวลาจะต้องมีคนจำนวนไปแย่งชิงมาแน่จากที่อีกสามเดือนคงจะครึกครื้นขึ้นมาน่าดูข้าเองก็จะไปแย่งชิงมาเหมือนกัน

        เจ้ามั่นใจหรือข้าได้ยินมาว่าเจ้าเด็กนั่นพึ่งจะไปล่วงเกินศิษย์พี่หลินมู่มาพวกเจ้าอย่างคิดเลยดีกว่า

        ได้ยินดังนั้นผู้คนโดยรอบก็ถอนหายใจออกมาหลินมู่เป็นยอดยุทธ์สถานที่แห่งความสมบูรณ์ที่เขาจับตามองเอาไว้เดาว่าคงไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปแย่งเพราะคนที่เก่งกว่าเขาก็ไปแย่งชิงเขาวิญญาณโบราณกันหมดนั่นเขาวิญญาณโบราณเลยนะ

        พื้นที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ที่น่ากลัวถึงจะเป็นอัจฉริยะจากตระกูลขุนนางโบราณต่างก็จ้องกันตาเป็นมันมีเพียงแค่ศิษย์ที่น่ากลัวที่สุดของสำนักเท่านั้นถึงจะสามารถไปฝึกฝนที่นั่นได้

        ได้ยินเสียงที่กล่าวขึ้นมารอบๆเต้าหลิงก็เดินจากไปด้วยใบหน้ามืดเป็นเส้นฝีเท้ารีบก้าวตรงไปที่หอคอยผ่านจิต

        ………………………

        ภายในวิหารแห่งหนึ่งในสำนักซิงเฉินสีหน้าของหวังจวิ้นอี้เย็นยะเยือกจนน่าผวาลิ่วล้อที่อยู่รอบๆแทบไม่กล้าจะหายใจออกมาเพราะว่าน้องชายของเขาได้ตายไปแล้ว

        ตระกูลหวังเป็นตระกูลขุนนางระดับสูงของราชวงศ์ต้ากันทั้งแคว้นชิงมีน้อยคนนักที่จะกล้าหาเรื่องครั้งนี้ที่มีคนตายจะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน

        เขากำหมัดแน่นจนมีเสียงกระดูกดังลั่นออกมาสายตาจ้องเขม็งไปที่หวังย่าแล้วกล่าวขึ้นเจ้ามั่นใจงั้นหรือว่าพี่ชายของเจ้ามีความบาดหมางกับคนที่ได้อันดับที่หนึ่งของเขตสิบ

        หวังจวิ้นอี้โกรธจนตัวสั่นหวังจวิ้นเฟยจะตายไปแล้วก็ช่างแต่กำไลมิติล้ำค่าได้หายไปด้วยของสิ่งนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชิงมันกลับคืนมาให้ได้

        สีหน้าของหวังย่าดูไม่ดีนักหากหวังหลิ่งถูกเต้าหลิงฆ่าตายจริงๆเดาว่าเขาคงจะไม่ปล่อยนางไว้แน่ตอนนี้วิธีการที่สุดที่สุดก็คือจะต้องหาต้นไม้ใหญ่เป็นที่พึ่งซึ่งหวังจวิ้นอี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะเขาเป็นคนที่สำคัญในตระกูลหวังทั้งยังมีอำนาจบารมีสามารถจัดการเต้าหลิงได้อย่างสบายๆ

        ข้ามั่นใจเต้าหลิงเป็นคนชั่วช้าต่ำทรามก่อนหน้านี้พี่ชายของข้าได้ผลึกหินฟ้ามาเขาก็ชอบเข้ามายุ่มย่ามด้วยตลอดข้าว่าเขาจะต้องขโมยผลึกหินฟ้าไปแน่หวังย่ารีบพยักหน้า

        ผลึกหินฟ้า!หัวใจของหวังจวิ้นอี้ราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผานั่นมันเป็นของล้ำค่าหายากที่จ้องขุดขึ้นมาจากส่วนลึกของเหมืองโบราณเท่านั้นซึ่งนั่นทำให้มูลค่าของมันพุ่งขึ้นจนสูงลิบเขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้านั่นจะมีของดีอย่างผลึกหินฟ้าด้วย

        เมื่อเห็นว่าหวังจวิ้นอี้มีท่าทีสนอกสนใจภายในใจของหวังย่าก็เต็มไปด้วยความปิติก่อนที่นางเสี้ยมต่อไปว่านั่นผลึกหินฟ้าห้าชั่งเลยนะแต่เดิมทีพี่ชายของข้าหลังจากที่เขาเข้าสำนักซิงเฉินได้แล้วนั้นเขากะจะมอบมันให้กับตระกูลแต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าบ้านนอกเต้าหลิงนั่นจะขโมยมันไป

        หวังจวิ้นอี้แทบจะล้มลงไปกับพื้นหูของเขาแทบไม่ได้ฟังประโยคหลังจากนั้นที่นางกล่าวออกมาเลยนางว่าไงนะผลึกหินฟ้าห้าชั่ง

        นั่นมันสมบัติสมบัติล้ำค่าเชียวนะ!ผลึกหินฟ้าหนักห้าชั่งสามารถนำมาเจียระไนเป็นเกราะในได้หนึ่งชิ้นมูลค่าของมันไม่สามารถประเมินค่าได้ถ้าเทียบกันระหว่างเศษผลึกหินฟ้าห้าชั่งกับผลึกหินฟ้าห้าชั่งทั้งก้อนมูลค่าของมันนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว

        ของล้ำค่าที่เติบโตขึ้นมาจนมีน้ำหนักห้าชั่งของล้ำค่าระดับนี้นับได้ว่าเป็นของล้ำค่าชั้นยอดหากนำมาหลอมหรือเจียระนัยแล้วนั้นพลังอนุภาพของมันน่ากลัวเป็นอย่างมากจอมยุทธ์ชราบางคนที่เห็นมันยังต้องตาร้อนผ่าว

        ดีมากจะได้จบเรื่องนี้พร้อมกันเลยหวังจวิ้นอี้หัวเราะฮ่าฮ่าดังลั่นหากเขาได้ผลึกหินฟ้ามาแล้วมอบให้กับตระกูลเขาจะได้ต้องได้ผลประโยชน์มหาศาล

        เมื่อเห็นดังนั้นหัวใจที่บีบรัดแน่นของหวังย่าก็คลายออกหากหวังจวิ้นอี้ลงมือล่ะก็จะต้องจัดการเต้าหลิงได้แน่

        พวกเจ้าคิดหาวิธีไปจับเต้าหลิงมาซะหากจับได้ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงามหวังจวิ้นอี้สะบัดมือออกไปอย่างปิติลิ่วล้อที่อยู่โดยรอบก็รีบถอยออกไปทันทีพวกเขารู้ดีว่าของล้ำค่านั้นสำคัญมากเพราะราคาของมันสูงจนไม่อาจจะประเมินค่าได้

ความคิดเห็น

COMMENT
6 เดือน ที่แล้ว

อีงูพิษ!!! น่าจะรีบๆฆ่าให้ตายนะ

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK