เรื่อง STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)
สายตาี่กำลังั่กลัวมอร์เ็ดจ้องมองพี่ชายฝาแฝดเขาพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ครับ...ผมได้พลังเดอะหลังจากี่พี่ลูเทอร์กับพี่อูเทอร์ตาย แบบนี้มันหมายความว่ายังไงครับ...”
“มองหน้าพี่ไว้มอร์เ็ด น้องไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น”
นั่นคงเป็นครั้งแรกี่เราโกหกพี่อาเธอร์ ตั้งแต่ี่จำความได้เราก็สัมผัสได้ถึงพลังเดอะี่หลับใหลในตัวมาตลอดและครั้งแรกี่มันตื่นขึ้นก็เพราะการฆ่าแมลงี่เข้ามาในห้องนอน หลังจากนั้นก็ลองฆ่าสัตว์อื่น ๆ ี่พอจะหาได้บริเวณนั้นพอวันนั้นมาถึงเราก็เลยอยากลองฆ่าคนบ้าง
เมื่ออาเธอร์ได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลเขาก็แอบลงทุนกับการทดลองลับ ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลพลังเดอะคิวเลอร์แบบทะลุปรุโปร่ง
แม้ตอนแรกจะยังกล้า ๆ กลัว ๆ ี่ต้องเปิดเผยพลังให้กับพี่แต่พอทำได้มันกลับรู้สึกสบายใจอย่างเห็นได้ชัด ในการทดลองจะมีทีมนักวิจัยี่พี่จ้างมาโดยเฉพาะและกลุ่มทาสไม่ก็นักโทษี่โดนเกณฑ์มาใช้งาน
“เดอะคิวเลอร์เคยเป็นฆาตกรต่อเนื่องในอดีตและคาดว่าจะยิ่งแข็งแกร่งเมื่อสังหารสิ่งมีชีวิต”
พี่อาเธอร์เป็นคนี่ขยันคันแข็งมาก ๆ มากเสียจนตัวเรารู้สึกผิด ขณะี่ต้องทำงานบริหารธุรกิจตระกูลก็ยังทำงานการทดลองกับเรามันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดกับการโกหกพี่อาเธอร์เข้าไปอีก
วันคืนี่แสนยาวนานี่เราโดนขังไว้ใต้ดินและเดินทางไปมาระหว่างห้องทดลองกับคุกโดยใช้ทางลับี่พี่ทำไว้
“ยิ่งเป็นสิ่งมีชีวิตี่ทรงภูมิปัญญามากเท่าไรก็จะได้รับพลังมากขึ้นเท่านั้น”
เมื่อทดลองไปได้สักพักเราก็ได้รู้ข้อมูลสำคัญหลายอย่าง พอเป็นเช่นนั้นเราจึงเน้นไปี่เอลฟ์ ภูตและเผ่ามีแนวโน้มจะฉลาดกว่าเผ่าอื่นซึ่งได้รับผลการทดลองี่น่าพึงพอใจ
“ตัวทดลองหมายเลขหนึ่งสองห้าสี่เข้ามา”
หลังจากการทดลองใช้คนทะลุหนึ่งพันไปแล้วเราจึงได้ข้อสรุปอีกอย่าง
“พลังี่ได้มาจะอยู่ได้แค่หนึ่งอาทิตย์แต่ถ้ายังฆ่าต่อไปเรื่อย ๆ พลังก็จะยังคงอยู่ แถมการฆ่าในี่นี้ยังสามารถทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาพิษและปล่อยให้ค่อย ๆ ตายหรือผสานมานาจากผู้อื่นก็ยังสามารถทำได้”
เผาไฟ จับกดน้ำ ทรมานด้วยสารพัดวิธีจนกว่าจะตายหรือแม้แต่การฆ่าตรง ๆ อย่างแทงทะลุหัวใจหรือตัดหัวไม่ก็ฆ่าด้วยเวทมนตร์ พอได้ทำบ่อย ๆ มันก็รู้สึกเสพติดจนห้ามใจไม่อยู่
“รักษาระดับพลังเลเวลหกไว้เพราะน้องต้องฝึกใช้เวทมนตร์ด้วย ถ้าเราจะฆ่าคนทีเดียวเยอะ ๆ น้องอาจจะควบคุมพลังตัวเองไม่ได้จึงต้องเรียนวิธีการซึมซับและควบคุมมานา”
พี่อาเธอร์จ้างอาจารย์สอนเวทมนตร์ี่เก่งี่สุดี่จะหาได้ซึ่งเป็นคนสำนักมนตร์ดำ เขาสอนเราตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งการร่ายแบบไม่ใช้คำร่ายและทุก ๆ สี่วันเราก็จะได้ฆ่าคนหนึ่งถึงสองคนแล้วก็กลับไปเรียนเวทมนตร์ต่อ
“นายถือว่าเป็นคนมีพรสวรรค์มากเลยนะทั้งพลังเดอะดี ๆ พลังธาตุทั้งสี่และยังมีพี่ชายแสนดีนั่นอีก”
เราได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุขี่อาจารย์พูดเช่นนั้น พี่ชายี่แสนดีี่ทำทุกอย่างเพื่อน้องชายตัวเล็ก ๆ คนนี้
“พอจะคุมมานาได้หรือยัง?”
หลังจากได้รับการฝึกสอนมาได้หนึ่งปีเราก็สามารถดึงพลังเดอะคิวเลอร์มาใช้แบบค่อย ๆ ได้แล้ว การซึมซับพลังี่ค่อย ๆ ออกมาจากศพก็จะสามารถควบคุมพลังตัวเองไม่ให้เอ่อล้นมากเกินไปได้ ลองคิดดูสิถ้าจู่ ๆ คนี่อยู่เลเวลหนึ่งกระโดดขึ้นไปเลเวลเก้ามันจะรู้สึกอย่างไร
“การใช้มานาี่กำลังเอ่อล้นให้เป็นประโยชน์ก็คือเสริมกำลัง เวทเสริมกำลังเป็นเวทมนตร์อัตถะประโยชน์ใช้ได้หลากหลายไม่เหมือนกับพาวเวอร์อัปกับสปีดอัปี่เพิ่มพลังแบบเฉพาะเจาะจง”
“ถ้ามานาเยอะก็ใช้มันทุกอย่างไปเลยสิครับ” เราถามไปอย่างนั้นเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“มันก็ได้แหละสำหรับคนอย่างนายี่มีมานามากกว่าใคร อย่างพาวเวอร์อัปพวกคนงานก็ใช้กันเพราะมันช่วยยกหนักแบกหามอะไรพวกนั้นได้กลับกันถ้าใช้เสริมกำลังมันกินมานามากเกินไปี่จะใช้ทั้งวันได้”
หลังจากคำนวณจำนวนคนี่ใช้เพื่อต่อกับจักรพรรดินีได้พี่อาเธอร์จึงเริ่มแผนการสับเปลี่ยนตำแหน่งและใช้อำนาจท่านเอเลเพื่อรวมคนมาี่เมืองให้มากี่สุด ปืนใหญ่ทำลายล้างก็ถือเป็นี่ใช้เวลาทดลองและผลิตนานกว่าห้าปีถึงจะสำเร็จและได้สร้างปืนเวทขนาดพกพาขึ้นมาด้วยพร้อม ๆ กันเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับขุนนางคนอื่น
“พร้อมแล้วใช่ไหมมอร์เ็ด?”
จนกระทั่งวันนั้นี่พี่อาเธอร์ได้เอ่ยคำถามี่รอมานานแสนนาน คำถามี่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่มันกลับสร้างแรงกระตุ้นอยากพลิกชะตากรรมอาณาจักรนอดเข้าไปอีก
“คนี่เป็นเสี้ยนหนามมากี่สุดก็คงไม่พ้นจักรพรรดินีทุ่งสีขาวและถ้าให้ดีก็ต้องกำจัดสายเลือดราชวงศ์ทั้งหมดด้วย”
“เชื่อใจผมได้เลย”
ประโยคี่พูดออกไปไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายี่เรานึกขึ้นได้ก่อนตาย...ไม่สิ
เชื่อใจผมได้เลยพี่อาเธอร์ พวกเราฝึกซ้อมและเตรียมแผนการมาอย่างดีไม่มีทางี่ผมจะทำแผนพี่ล่มเด็ดขาด อนาคตี่เราวาดฝันไว้มันจะต้องเกิดขึ้น
หลังจากปลดปล่อยมานาหมดแคทเทอรีนก็อ่อนแรงร่วงลงพื้นและไม่นานนักเธอก็คืนร่างกลายเป็นมนุษย์เช่นเดิม
สำเร็จไหมเนี่ยหรือจะยังเคลื่อนไหวได้อีก ซึฮากิสอดส่องสายตามองแต่ไกล เห็นก้อนน้ำแข็งี่ห่อหุ้มร่างมอร์เ็ดไว้ราวกับเป็นงานศิลปะตั้งโชว์และถัดไปนิดเดียวก็จะเห็นแคทเทอรีนนอนเปลือยอยู่เช่นกัน
พอกันที ยกเลิกการซึมซับมานาทีละนิด
ทันใดนั้นก็มีคลื่นมานาพุ่งตรงมาจากเมืองเอเธนรวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วเสียงจนซึฮากิก็ยังตั้งตัวไม่ทัน ก้อนน้ำแข็งเบื้องหน้าค่อย ๆ ละลายร้าวจนแตกออกเผยให้เห็นร่างี่เอ่อล้นไปด้วยมานาถ้าคนทั่วไปอยู่ใกล้ ๆ ก็คงหมดสติกันแน่ ๆ
“คงต้องรีบจบเรื่องนี้สักทีแต่ก่อนอื่นก็ขอจัดการไอ้แมลงี่มาเกะกะเสียก่อน” มอร์เ็ดค่อย ๆ หันมองด้วยหางตามาทางี่ซึฮากิซ่อนอยู่และเพียงแค่เสี้ยววินาทีเขาก็มาปรากฏตรงหน้าพร้อมกับยกมือกระชากคอเสื้อออกมา
“แกเป็นลูกน้องแคทเทอรีนสินะ ก่อนหน้านี้ก็คงเป็นฝีมือแกกับเวทมนตร์แปลก ๆ ี่เจาะเสริมกำลังฉันได้ใช่ไหม? เวทมนตร์แบบนั้นแม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่เคยสอนให้เลยสักครั้ง” มอร์เ็ดถลึงตามองก่อนจะค่อย ๆ หักแขนซึฮากิ
“เก่งนักก็คิดเอาเองสิ” ขณะี่มอร์เ็ดกำลังจ้องซึฮากิตาเขม็งก็มีกระสุนวายุพุ่งปะทะกับเสริมกำลังบริเวณหัวและไม่ใช่เพียงแค่นั้นยังมี-่ากระสุนยิงเข้าี่จุดเดิมซ้ำ ๆ พยายามเจาะมานาอันหนาแน่นเข้าไปทีละนิด
“เหอะ มากันกี่คนล่ะเนี่ย” เพียงการกวาดมือลงก็สามารถสร้างดาบมานาแหวกป่าี่กลายเป็นน้ำแข็งแยกเป็นสองฝั่งได้ทันที
ซึฮากิี่โดนจับอยู่ตรงหน้าใช้มีดสั้นี่ซ่อนไว้สร้างคลื่นวายุอัดเข้าี่ลับระหว่างขาแม้จะเจาะไม่เข้าแต่สัญชาตญาณผู้ชายมันก็ทำให้มอร์เ็ดสะดุ้งถอยหนี
“แกมันพวกชอบเล่นทีเผลอ...”
เมื่อมอร์เ็ดยืนนิ่งเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็มีซึฮากิหกคนพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทางพร้อมด้วยดาบวายุี่หมุนวนจนเห็นเป็นดาบเรียวเล็กดูไม่มีพิษสงอะไร
“ี่แท้ก็ใช้มนตร์ดำได้นี่เองแต่มันก็เท่านั้นแหละ”
ระดับมานาี่มอร์เ็ดสัมผัสได้จากซึฮากิทุกคนนั้นอ่อนแอมากเสียจนไม่ต้องใส่ใจ ดาบวายุี่สามารถเจาะทะลวงหัวผู้ี่มีเลเวลต่ำกว่าห้าได้ไม่ยากเย็นแต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าชายผู้ี่มีพลังเหนือกว่าแคทเทอรีนมันก็เป็นเพียงไม้แหลม ๆ เท่านั้น
ป่านนี้เขาคงกำลังยุ่งอยู่กับร่างโคลน ซึฮากิอุ้มแคทเทอรีนหนีทิ้งระยะห่างพอสมควรก่อนจะพยายามตบหน้าเรียกสติ
“ขะขอโทษค่ะ...” เสียงละเมอพึมพำเปล่งออกมาราวกับเป็นคำสั่งเสียสุดท้าย
“ตื่นสักทีได้ไหม !” ซึฮากิกัดฟันหงุดหงิดี่ปลุกไม่ตื่นเสียทีจนต้องออกแรงตบหน้าหัน
“ไม่ได้หลับนะคะท่านราฟา !” เธอสะดุ้งตื่นและลุกยืนทำวันทยหัตถ์โดยไม่รู้ตัว พอได้ตั้งสติมองซ้ายขวาจึงเห็นแต่ป่าสีขาวี่โดนหิมะและน้ำแข็งปกคลุมจากนั้นจึงเลื่อนสายตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าตัวเอง
“ได้สติหรือยัง? หรือต้องให้ตบอีกที” เสียงชายหนุ่มอันเรียบนิ่งมองด้วยแววตาไร้อารมณ์แต่แคทเทอรีนก็ยังสะดุ้งตกใจเพราะหวาดระแวง
“แกมันซึฮากิ...ทำไมถึงมาอยู่ี่นี่?” มือี่แหลกเละตั้งการ์ดเพ่งรวมมานาพร้อมตอบโต้แต่พอได้เห็นท่าทางเป็นมิตรซึฮากิมันก็ทำให้เธอลังเล
“ศัตรูี่เธอต้องจัดการมันอยู่ทางโน้นต่างหาก” เมื่อมองตามนิ้วี่ชี้ไปก็จะเห็นมอร์เ็ดกำลังกวาดต้นไม้ทั้งป่าให้หายไปจนเป็นหลุมกว้างอย่างกับอุกกาบาตตกลงมา
“เวรเอ๊ย ! โดนไปขนาดนั้นก็ยังไม่ตายอีก”
“ใจเย็นก่อนคุณจักรพรรดินี” น้ำเสียงอันเรียบนิ่งี่เอ่ยถึงฉายาอันน่าเกรงขามกลับให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกเหยียดหยามเสียมากกว่า
“เหอะ แล้วแกต้องการอะไรหรือจะมาแก้แค้นเรื่องเมื่อตอนนั้น”
“ตอนแรกก็คิดไว้แต่พอเห็นสภาพแล้วก็เลยล้มเลิกความตั้งใจนั้นไป ก่อนอื่นมาเตรียมแผนจัดการมอร์เ็ดกันก่อนดีกว่า”
“ยังไง? แกเลเวลแค่นั้นส่วนฉันเลเวลเก้าี่ทุ่มทุกอย่างหมดแล้วก็ยังเอาชนะไม่ได้ เห็นแบบนี้แล้วยังจะพยายามอีกเหรอ...” พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็เหวี่ยงแขนตบหน้าจนแดงเป็นรอยมือ
แคทเทอรีนถึงกับยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองตามแผ่นหลังซึฮากิี่พยายามทำอะไรบางอย่าง
“อีกเดี๋ยวมันก็จะจบแล้ว” ออร่ามานาเขากำลังปั่นป่วนและหลุดจากการควบคุม ดูจากสภาพแล้วคงจะคุมได้อีกไม่นานเท่าไรหลังจากนั้นมันก็จะระเบิดออกมาในรูปแบบระเบิดมานาก้อนใหญ่
“จุดี่เรายืนอยู่ตรงนี้ก็คือจุดนัดพบ ทำยังไงก็ได้ให้เขามาตรงนี้และยื้อให้ยืนอยู่สักสิบวินาทีก็พอ” หลังจากกล่าวจบซึฮากิก็โยนถุงผ้าี่มีเลือดซึมออกมาให้กับแคทเทอรีน
เธอทำตามซึฮากิโดยใช้มานาอันน้อยนิดี่ค่อย ๆ ฟื้นกลับมายิงกระสุนน้ำแข็งใส่หลังมอร์เ็ด
“อ้าว ๆ ยังไม่ตายเหรอ? อยากได้ี่ลงอารมณ์พอดีเลย” ร่างโคลนซึฮากิทุกคนถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถหลังจากี่โยนหัวร่างโคลนทิ้งเขาก็พุ่งตรงเข้าหาแคทเทอรีนทันทีเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แคทเทอรีนวิ่งหนีสุดชีวิตกลับไปยังจุดนัดพบี่เตรียมไว้ขณะี่จะถึงมอร์เ็ดก็ฟาดดาบมานาตัดแขนจักรพรรดินีเสียก่อน ส่วนมืออีกข้างี่กระดูกหักก็ยังถือถุงผ้าไว้ไม่ยอมปล่อย
“ดิ้นรนเข้าไปจักรพรรดินี ! ฉันสนุกมากี่ได้ประมือกับเธอแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมง ฉันสัญญาว่าเมื่อตัดคอเธอได้ฉันจะนำมันไปแขวนไว้หน้าทางเข้าเมืองให้ผู้คนได้เชยชมใบหน้าซีด ๆ นั่น” มอร์เ็ดเดินเข้าหาช้า ๆ พลางกล่าววาจาโอ้อวดเยาะเย้ยไม่หยุด
“เหอะ ๆ รู้หรือเปล่าว่าแกมันก็แค่เด็กน้อยี่ทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีพี่ชาย”
“พูดอะไรไร้สาระ? พวกเราสองพี่น้องเป็นคู่หูี่จะไม่มีใครเอาชนะได้ พลังเดอะี่แข็งแกร่งและมันสมองพี่อาเธอร์ทำให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ”
มอร์เ็ดถึงกับยืนนิ่งปากั่เมื่อแคทเทอรีนเปิดถุงผ้าออกมาให้เผยให้เห็นหัวอาเธอร์ี่แม้จะสภาพเละเทะแต่ผู้เป็นน้องก็มองออกในทันที
“พะพี่อาเธอร์...” มอร์เ็ดยืนช็อกจนทำอะไรไม่ถูกมีแต่ความคิดว่านั่นอาจจะเป็นแค่กลอุบายแคทเทอรีนแต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจปักใจเชื่อแบบนั้นได้ลงและด้วยความคิดี่ตีกันในหัวไม่หยุดทำให้มานาี่กำลังคลุ้มคลั่งเริ่มตีกันเอง
“ทำได้ดีมากจักรพรรดินี” เสียงอันเบาริบหรี่เอ่ยมาจากเบื้องล่าง เมื่อมอร์เ็ดก้มมองจึงเห็นซึฮากิผุดขึ้นมาจากใต้ดินกำลังสัมผัสกับเสริมกำลังเขา
กระตุ้นมานาภายในเรียบร้อยคงจะเหลือเวลาไม่กี่นาทีก่อนี่มันจะระเบิด
“ไอ้พวกเฮงซวย !” มอร์เ็ดง้างแขนสร้างดาบมานาแต่แทนี่มันจะคงรูปดาบกลับแตกสลายกระจายกลายเป็นออร่ามานาี่ไม่เสถียร
“นี่มัน...” มานาคนเกือบแสนคนกำลังเอ่อล้นและพร้อมระเบิดทุกเมื่อ ไม่ว่าเขาจะพยายามร่ายเวทมนตร์อะไรก็ตามมันก็จะประสบแต่ความล้มเหลวราวกับพระเจ้าได้ทอดทิ้งเขาแล้ว
สัมผัสแบบนี้มัน ซึฮากิตรวจจับสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้และเมื่อได้เห็นหน้าจึงรู้ว่าเป็นทหารคุ้มกันเมืองี่อยู่แถวนี้ พวกเขามาเพื่อสอดส่องความปลอดภัยแต่ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายเสียแล้ว
“จักรพรรดินี ! แปลงร่างเป็นมังกรเดี๋ยวนี้” ซึฮากิกระชากแขนข้างสุดท้ายแคทเทอรีนลากมายืนตรงหน้ามอร์เ็ด
“แต่มานามัน...” พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็ยัดขวดมานาเข้าปาก
“เธออยากให้คนบริสุทธิ์ต้องมาตายี่นี่หรือยังไง?”
จักรพรรดินีผู้น่าเกรงขามกำลังเปลือยเปล่าต่อหน้ากลุ่มคนจำนวนมากในขณะี่มอร์เ็ดขาดสติพยายามใช้เวทมนตร์จนแทบจะบ้ามันจึงเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้เกิดระเบิดไวขึ้นไปอีก
“ฉันจะยื้อไว้ได้แค่หนึ่งนาที หนึ่งนาทีนี้เธอต้องบินขึ้นไปให้ได้อย่างน้อยยี่สิบกิโลเมตร”
ซึฮากิเดินเข้าประชิดมอร์เ็ดี่ไม่เหลือตัวตนมนุษย์อีกต่อไปและใช้ความสามารถวิเคราะห์มานาเพื่อยืดเวลาการระเบิดให้มากี่สุดและขณะเดียวกันแคทเทอรีนก็ฝืนแปลงร่างเป็นมังกรอีกครั้งพร้อมกับแบกซึฮากิและมอร์เ็ดไปด้วย
“สามสิบวินาที !”
“รู้แล้วน่า !”
มังกรสีขาวราวกับเกล็ดหิมะกำลังสยายปีกบินขึ้นเหนือฟ้าหายไปกับกลีบเมฆ แรงปีกี่ใช้เวทมนตร์สนับสนุนกำลังเร่งความเร็วสูงสุดี่จะทำได้และเมื่อรู้ตัวอีกทีร่างมอร์เ็ดก็กำลังจะระเบิดแล้ว
“เตรียมบินหนีให้ไวเลย !” ซึฮากิโยนมอร์เ็ดออกไปให้ห่างขณะี่แคทเทอรีนพยายามบินฉีกออกห่างแต่ออกมาได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตรมันก็ระเบิดเสียก่อน
ต้องกางเสริมกำลังกับเวทวายุเพื่อปรับโครงสร้างลดแรงปะทะ
ซึฮากิเกาะหลังมังกรแน่นพร้อมกับสร้างเสริมกำลังผสมผสานกับเวทมนตร์วายุทำให้โครงสร้างมีลักษณะกระจายแรงกระแทกออกรอบด้านแต่ด้วยพลังมหาศาลี่ควบแน่นและปะทุระเบิดในคราเดียวทำให้ส่งคลื่นปะทะไปไกลกว่าสิบกิโลเมตรกว่ามันจะอ่อนแรงลง
แรงปะทะมันมากเกินไปจนคุมเสริมกำลังวายุไม่ได้แล้ว
ทั้งมังกรและซึฮากิโดนแรงกระแทกผลักออกไปไกลหลายสิบกิโลเมตรค่อย ๆ ย้อยตกลงี่ไหนสักแห่ง
ี่เหมืองหินเวทเมื่อเกิดระเบิดมันก็ทำให้ต้นไม้ในป่าทั้งแถบล้มระเนระนาดไปหมด ชาวบ้านชาวเมืองได้แต่สวดภาวนาให้พระองค์ช่วยปกป้อง กลุ่มทหารี่มาตรวจตอบต่างก็ช่วยสร้างโล่ป้องกัน โชคดียังดีี่แรงปะทะอ่อนกำลังลงแล้วไม่เช่นนั้นพวกเขาก็คงโดนกดทับไปกับผืนแผ่นดินแน่ ๆ
“กิจัง...” ฟรานยืนอ้ำอึ้งเงยหน้ามองท้องฟ้าปลอดโปร่งเพราะโดนแรงระเบิดผลักเมฆหายไปหมดและสิ่งี่เห็นเหนือขึ้นไปหลายสิบกิโลเมตรก็คือร่างมังกรกำลังลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ
“กำลังสู้แท้ ๆ แต่กลับละสายตาเนี่ยนะ” เฟอเรนกระโจนเข้าใส่ด้านหลังหวังสะบั้นคอให้ขาดในดาบเดียวแต่มีดวายุเขากลับแตกสลายหายไปราวกับรับความเสียหายไม่ไหว
“ถึงพวกซากิจะไม่อยากให้ใช้ก็เถอะ...แต่แค่ดาบเดียวก็คงพอแล้ว” ฟรานชักดาบเทพทมิฬี่เหน็บไว้ตรงเอวมาตลอดเพียงแค่ออกจากฝักมันก็สร้างแรงกดดันี่มาพร้อมจิตสังหารรุนแรงี่แม้แต่เฟอเรนหนึ่งในสมาชิกสำนักมนตร์ดำยังต้องกลัว
“เพ้ออะไรอยู่เจ้าหนู” เฟอเรนฝืนยิ้มตอบโต้เพื่อไม่ให้รู้ว่าตัวเองกำลังกลัวแต่หญิงสาวตรงหน้าก็หาสนใจไม่
ฟรานเดินเข้าหาช้า ๆ ขณะี่อยู่ในท่าเตรียม “ลงดาบรูปแบบี่หนึ่ง...”
การก้าวเดินี่เหมือนเชื่องช้าแต่กลับมองไม่เห็นจุดอ่อนใด ๆ และเมื่อเฟอเรนรู้ตัวอีกทีเธอก็มาโผล่ด้านหลังเสียแล้ว
“[เส้นทางเปล่าเปลี่ยว]”
เฟอเรนหันมองตามแผ่นหลังฟรานี่กำลังเก็บดาบเข้าฝักทั้ง ๆ ี่ตัวเขายังไม่มีบาดแผลอะไรเลยด้วยซ้ำ
“เล่นอะไร? รำดาบเหรอ?” ทันทีี่เขาพยายามจะแทงข้างหลังหัวเขาก็ร่วงลงพื้นโดยี่ไม่รู้ตัวว่าตนเองได้ตายไปแล้ว
กิจังฉันจะไปหาเดี๋ยวนี้ ฟรานวิ่งผ่านทุ่งหิมะฝ่าไปตามเส้นทางี่คาดว่ามังกรจะลอยไป
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างี่คิด เพียงแค่ไม่กี่นาทีเธอก็คาดสายตากับพวกเขาแถมยังมีกลุ่มคนแปลกหน้ายืนขวางทางอีก
“ช่วยหลีกทางด้วยค่ะ” น้ำเสียงแข็งกระด้างี่พยายามอดทนอดกลั้นไม่แสดงความโกรธออกไปแต่ถึงกระนั้นกลุ่มคนี่ยืนขวางก็ไม่ทำตาม
“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง ตอนนี้เราปิดชายแดนกันอยู่จึงไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าเด็ดขาด”
“แต่พวกฉันผ่านไปทางนี้นะคะ ถ้าไปช้ากว่านี้อาจจะช่วยไม่ทันก็ได้”
“ไม่มีแต่ครับกฎก็ต้องเป็นกฎ พวกเราจะช่วยดูให้เองว่าเป็นอะไรหรือเปล่าเพราะฉะนั้นวางใจเถอะ”
แรงระเบิดขนาดนั้นถ้าไม่รีบละก็
ขณะี่เธอกำลังจะตัดสินใจใช้กำลังเพื่อฝ่ากลุ่มคนไปก็มีหญิงสาวรูปงามราวกับเทพธิดาจุติลงมาอีกทั้งยังส่งยิ้มอันเป็นมิตรแก่เธอทั้ง ๆ ี่ไม่รู้ว่าเป็นศัตรูหรือไม่
“สัมผัสพลังมหาศาลได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นฝีมือมังกร” เสียงอันอ่อนหวานค่อย ๆ ฉีกยิ้มอ่อนนุ่มละมุนแค่เห็นก็รู้สึกได้ถึงความเอาใจใส่
“ช่วยเปิดทางให้ด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้น...” ฟรานสร้างออร่ามานาเป็นการขู่อ้อม ๆ ว่าถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็จะใช้กำลัง
“จงกลับไปเถอะเจ้าหนูทางเราจะเร่งตามหาและให้การช่วยเหลือเอง เมื่อชายแดนเปิดอีกครั้งก็ค่อยมารับตัวเพื่อนเจ้าไป”
ดูท่าทางจะคุยกันไม่รู้เรื่อง
ฟรานชักดาบคาตานะธรรมดาพร้อมี่จะฟาดฟันผู้ี่ขวางทางแต่ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนปริศนาโผล่ออกมาประมือด้วย
“ท่านหญิงไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?”
“ฉันไม่เป็นอะไร แต่ก็วางใจได้เพราะยังไงเธอก็คงไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์หรอก...ผู้กล้าแห่งอาณาจักรเซีย ฟราน”
ฟรานจ้องตาเขม็งสงสัยในคำพูดเธอ
“เจ้าหนูกลับไปเถอะแต่ก็มีเรื่องสงสัยอยู่หลายอย่าง ทำไมผู้กล้าฟรานถึงมาอยู่ี่อาณาจักรนอดได้หรือคิดว่าแข็งแกร่งมากพอแล้วจึงปล่อยให้ออกไปเพิ่มเลเวลนอกพื้นี่เขตปกครอง”
“นั่นไม่ใช่กงการอะไรคุณ” ฟรานเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มคนพยายามฝ่าด่านตรวจคนเข้าไปแต่ก็มีหนึ่งในนั้นตามความเร็วเธอทันและถีบหญิงสาวอันบอบบางกระเด็น
“ยอมแพ้ซะเถอะ พวกเขาทั้งสามคนเป็นองครักษ์ฉันและยังอยู่เลเวลแปดแล้วด้วย ถ้าไม่อยากเจ็บด้วยก็รีบกลับไปได้แล้ว” พูดจบเธอก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่เหลียวแลฟรานอีก
“ไม่มีทางซะหรอก” ฟรานกระโจนเข้าต่อสู้กับหนุ่มสาวสามคนแต่ขณะี่จะชักดาบเทพทมิฬมือไม้เธอก็ไร้เรี่ยวแรงควบคุมไม่ได้
“หลับให้สบายนะสาวน้อย” หมัดเสริมกำลังชกเข้าี่คางแรงจนสมองั่สะเทือนร่วงลงพื้นทันที
“เอายังไงกับเธอดีครับคุณหญิง?”
“ให้เธอนอนอยู่ตรงนั้นไปนั่นแหละ ถ้าปล่อยไปด้านนอกอาจจะโดนสัตว์อสูรเล่นงานได้”
“รับทราบครับคุณหญิง”
หลังจากกล่าวคำสั่งสุดท้ายเสร็จพวกเขาก็แยกย้ายกลับเหลือเพียงทหารยามี่เฝ้าชายแดนไว้เท่านั้น
หลายชั่วโมงผ่านไปจนฟรานได้สติอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจนมืดเสียแล้ว แววตาสับสนนึกย้อนไปถึงภาพี่หมัดอันทรงพลังพุ่งเข้ามาและเมื่อตั้งสติได้เธอจึงลุกขึ้นยืน
“กิจัง...ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
เบื้องหน้าเธอมีทหารเฝ้าชายแดนสองคนกำลังเดินเข้ามาหาพร้อมกับชี้นิ้วไล่เธอออกไป
“หลีกไป...”
“หนูฟราน !” ทันใดนั้นก็มีเสียงลุงโทลตะโกนมาจากด้านหลัง
“กิจังลอยข้ามไปทางโน้นค่ะพวกเราต้องรีบไปช่วยนะคะ”
“ใจเย็นก่อนฟราน” โทลเดินเข้าคุยกับทหารยามพยายามเกลี้ยกล่อมเท่าี่จะทำได้แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ปฏิเสธเสียงแข็งจนต้องถอดใจถอยออกมา
“เป็นยังไงบ้างคะ?” พอโทลได้เห็นท่าทางร้อนรนฟรานมันก็ทำให้เขาหนักใจี่จะตอบ
“เราผ่านไปไม่ได้เพราะต่อจากนี้จะเป็นอาณาเขตอาณาจักรคา”
“ทำไมล่ะคะ? ก็แค่เข้าไปหากิจังเอง”
“มันเป็นกฎี่นั่นเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะ...เธอต้องเชื่อใจซึฮากิสิเขาไม่มีทางเป็นอะไรง่าย ๆ หรอก” โทลจับไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้ฟรานรู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง
“ตะแต่...” ฟรานี่พยายามรั้นี่สุดเท่าี่จะทำได้แต่เมื่อเห็นโทลส่ายหน้าเธอจึงตัดใจยอมเชื่ออีกสักครั้ง
“ฝากตรวจสอบศพหน่วยจู่โจมด้วย ฉันจะพาฟรานกลับไปพักก่อนแล้วค่อยว่ากันต่อพรุ่งนี้”
“รับทราบครับ !”
เสียงตอบรับพร้อมเพรียงก่อนจะแยกทางกันไปโดยี่ทิ้งความขุ่นมัวไว้ในใจจนทำให้ฟรานนอนไม่หลับ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??