เรื่องรักๆ ของมิตรภาพแห่งรัก
สวัสดี …
“……”
“คือว่า… ผมมีอะไรจะบอกคุณน่ะ… “ใบหน้าของเธอนั้นกำลังแดง แต่ในเวลาตอนเช้าอากาศเย็นๆ แบบนี้ ที่ไม่น่าเหงื่อออกได้ดันค่อยๆ ออกเหมือนดอกไม้ที่กำลังบาน
“ขะ ขอโทษที่ทำให้อึดอัด แต่ผมจะพยายามที่จะพูดกับคุณนะ คุณเมย์”
“อื้อ “คุณเมย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเด็กกำลังตอบกับพ่อแม่ด้วยความมุ่งมั้น
“คะ คือว่า มีถั่วไหม?”
“นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ห่ะ นี่นาย… เหงามากรึไง ไปเล่นตรงนู้นเลยไป “คุณเมย์พูดด้วยน้ำเสียงโมโห
“ก็ผมอยากเล่นตรงนี้นี่หน่า” เวลาแกล้งคุณเมย์แล้วทำให้ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าผมคงไม่ได้ตกหลุมรักใครง่ายๆ หรอก เพราะผมเป็นคนที่เวลาจะตกหลุมรักใครยากมากๆ เลย แต่นี่ที่ผมเล่นกับคุณเมย์คงเป็นเพราะคุณเมย์น่ารักก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้ผมอยากแกล้งเธอ
“ฉันคิดว่าจะ … ตึง ติ้ง ติ๊ง ตึ่ง” คุณเมย์ที่กำลังพูดแต่เสียงที่ออกมาเบาของเบามากๆ ราวกับเหมือนมีหมอกหนาๆ กำลังปกครุมอยู่รอบๆ เราสองคนแต่นั่นก็มีเสียงออดเข้าแถวดังขึ้นทำให้กรบเสียงของคุณเมย์ที่กำลังพูดเสียงเบามากๆ อยู่นั้น ทำให้ราวกับว่าเธอไม่ได้พูดซะอย่างนั้น แต่ผมก็เห็นริมฝีปากที่ขยับไปมาแต่ก็ไม่สามารถตีความออกมาได้เลยคุณเมย์กำลังพูดอะไรออกมา แต่ไม่รู้ทำไมมันทำให้ผมรู้สึกเขินซะไง
ต่อจากนั้นผู้คนมากมายจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจากในห้องเรียน ม้านั่ง หรือในโรงอาหาร ก็กำลังจะมารวมตัวกันที่ลานกว้างเพื่อที่จะเข้าแถวในตอนเช้า ผมกับคุณเมย์ที่ยืนอยู่ระหว่างตึกสองตึกมันเป็นทางผ่านที่จะไปลานกว้าง เพตุผลที่เรามายืนคุยอยู่ตรงนี้เป็นเพราะผมแค่จะไปสถานที่หนึ่งเท่านั้นเองแต่ดันเจอคุณเมย์ระหว่างทาง ผมเลยแวะแกล้งเธอสักหน่อย
“ฉันไปเข้าแถวก่อนนะ บ๊อบ” เธอพูดแบบสดใส
“ดะ เดี๋ยวสี้ เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ “ ผมที่ตะโกนพูดแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะแถวนี้คนอาจจะเยอะและเสียงดังมากก็จริงแต่ถ้าหากตะโกนดังไปอาจจะเป็นจุดสนใจได้ ถ้าผมโดนเป็นจุดสนใจแบบนั้นละก็ผมคงอยากลาออกเลยแหละนะ
“ไม่มีอะไรหรอก แล้วเจอกันนะ “เธอพูดแล้วยิ้มพรางๆ แล้วหายใจแรง แก้มของเธอนั้นแดงกว่าบทสนทนาแรกของเราซะอีก จากนั้นคนก็เริ่มเยอะขึ้นทำให้เธอก็หายไปกับผู้คนจำนวนมากมายที่กำลังจะไปเข้าแถว เหมือนกับว่าสีต่างๆ ที่ผสมกับสีอะไรก็จะเนียนไปเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ ท ว่าผมสีดำของเธอนั้นมันยาวเท่าไหล่มันถูกผูกกับโบผูกผมที่ใช้สีไม่เหมือนใครๆ แม้แต่มองเธอข้างหลังก็รู้ทันทีเลยว่าเธอเป็นคนที่สวยงามมากๆ คนหนึ่งเลยแหละและแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายก็เหอะนะ
“ให้ตายสิ คนเยอะเป็นบ้าเลย “ แต่จริงๆ แล้วผมนั้นไม่ค่อยชอบที่จะเข้าแถวซักเท่าไหร่คงเป็นเพราะมันน่าเบื่อที่ต้องอยู่กับคนมากมายขนาดนั้นมันทำให้ผมอึดอัด แล้วต้องฟังจารบ่นนู้นบ่นนี้ มันทำให้ผมรู้สึก หงุดเหงิดและน่าเบื่อ อย่างมาก
แต่ผมก็มีที่ประจำนะเวลาโดดแถว ผมมักจะปีนรั้วหลังโรงเรียนแล้วค่อยๆ เดินเลาะทุ่งหญ้าหลังโรงเรียนไปยังห้องน้ำร้างนี่ ห้องน้ำร้างห่างจากตัวโรงเรียนไปประมาณ ห้าร้อยเมตร ซึ่งเป็นสนามกีฬาเก่าที่ปล่อยทิ้งร้าง ผมจึงเดินตัดผ่านสนามหญ้าสีน้ำตาลปนกับสีเขียวอ่อนๆ ที่เหมือนกำลังไกล้ตายไม่ช้าก็เร็วในสนามนี่ไม่มีแม้กรทั้งลมแม้แต่นิดเดี่ยว และแล้วผมก็มาถึงห้องน้ำร้าง
มันตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เป็นรูปทรงจัตุรัส ทาสีขาวหม่นๆ มีเศษกระจกเงาที่แตกกระจักระจายเต็มพื้นกระเบื้องลายตารางสีขาว คงเป็นเพราะมีพวกหัวรุนแรงมาทุบเล่นอะนะ ผมละไม่ชอบกับคนพวกนี้จริงๆ แต่สำหรับผมที่แปลกที่สุดก็คือห้องน้ำร้างนั่น น้ำประปาทำไมยังใช้ได้อยู่ปกติ ทั้งๆ ในสถาพนี้ก็ไม่น่าจะมีใครดูแลหรือจ่ายค่าน้ำแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องไฟฟ้าคงใช้ไม่ได้แน่นอนแหละ
ภายในนั้นมีห้องน้ำชายและห้องน้ำหญิง อย่างละ 3 ห้อง มีกำแพงกลั้นห้องน้ำชายและหญิงก็จริงแต่ถ้าจะปีนก็ปีนดูได้ง่ายๆ ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเลย เพียงแค่ปีนบนอ่างล้างหน้าที่ติดกับกำแพงที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีแค่ 2 อันก็เถอะนะ
“อื้มมมมมมม เดินออกกำลังกายตอนเช้านี่สดชื่นจังเลยหน่า” ผมที่พูดกับตัวเองหลังมาถึงห้องน้ำ ซึ่งแน่นอนต้องเป็นที่หลังสุดในห้องน้ำ เพราะตรงนั้นมีของเปอร์นิเจอร์พังๆ มีทั้ง โซฟาเก่าๆ เป็นทรงแบบเป็นรูปทรงตัว i สีน้ำตาลเข้ม โต๊ะไม้ผุๆ ซึ่งแน่นอนทั้งหมดนี้ใครก็ไม่รู้ทิ้งไว้
ผมนั่งลงบนโซฟาขาดๆ นำขาทั้งสองข้างวางไว้บนโต๊ะไม้ผุๆ ที่วางอยู่หน้าโซฟา มันมีความกว้างและยาวพอๆ กับโซฟาเลย แต่ถึงแม้โซฟามันจะขาดจนไส้ปลิ้นออกมาและมีรูหลายรูก็ตาม มันก็ยังทำให้ผมนั่งสบายๆ อยู่ดี ผมจึงปล่อยให้ทั้งแผ่นหลังของผมไหลไปตามแรงโน้มท่วงของมัน และพลางมองและฟังสิ่งที่เกิดขึ้น
ฝั่งซ้ายมือของผมจะเป็นถนนที่ไม่ใหญ่มากแต่ก็พอมีรถวิ่งตลอดเวลา ฝั่งขวามือก็เป็นป่ามีต้นไม่ต่างๆ แต่ตรงกลางนั้นกลับกลายเป็นเนินขนาดเล็กใหญ่สลับกันไปมามันถูกปกคลุมด้วยหญ้าสีเขียวขจี แต่พอมองข้างหน้าระดับสายตา ก็จะเห็นเป็นป่าเล็กๆ ถึงแม้จะไม่เท่าฝั่งขวาก็เถอะ แต่ผมก็ไม่รู้ทำไมทั้งหมดนี่ก็ไม่น่าเข้ากันได้ แต่กลับเข้ากันได้เหมือนกับ
ไอศกรีมวานิลลาใส่ในราเมงต้มยำชาชูละมั้ง
สายลมที่ค่อยๆ พัดอ่อนๆ หญ้าที่เขียวขจี อากาศที่เย็นกำลังพอเหมาะ ท้องฟ้าที่มองเห็นไม่มีสุดสิ้นสุด ก้อนเมฆก้อนน้อยๆ ที่ไม่กลืนสีของท้องฟ้าไปทั้งหมด มันแบ่งตัวเป็นก้อนๆ พอดิบพอดีกับสัดส่วนของท้องฟ้า มันเป็นเหมือนเป็นงานศิลปะที่งดงามมากๆ ชิ้นหนึ่งเลยแหละ ถ้าเป็นจิตรกรละก็เขาคงกวาดรางวัลทุกอีเว้นแน่นอนเลย
ก้อนเมฆค่อยๆ ลอยไปตามสายลมอ่อนๆ ที่พอทำให้เส้นผมปลิวสะไหว ลมที่กระทบหู ต้นไม้และใบไม้ที่ปลิวสหวัย เสียงใบไม้ใบหญ้าที่กระทบไปมาเหมือนกับว่ามีศิลปินที่ขายวิญญาณให้ซาตานมาบรรเลงเพลงให้ฟัง
ตอนนี้ผมเหมือนกำลังล่องลอยในบทเพลงและจิตรกรรมสะเหมือนทั้งโลกไม่มีใครนอกจากตัวเรา ถึงแม้จะรู้สึกเหงา ที่มาคนเดี่ยวแต่ก็รู้สึกดีโคตรๆ เลย ที่ตัวเองได้ร้อมรอบกับสิ่งเหล่านี้
แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งที่แกรกมาระหว่างที่ธรรมชาติกำลังบรรเลงเสียงของเหล่าศิลปินกับจิตรกรที่กำลังวาดลวดลายต่างๆ ให้ชื่นชม แต่กับเสียงนี้มันเป็นเสียงที่ไม่ได้มาจากศิลปินกับจิตรกรเลย แต่มันเป็น …
เสียงคนกำลังเดินมา!!!
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ