เรื่อง หงสาสีนิล (จบ)

ติดตาม
เล่มที่ 5 บทที่ 130 โจรปะทะโจร
เล่มที่ 5 บทที่ 130 โจรปะทะโจร
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

        เดิมทีที่แห่งนี้ไม่ใช่ทะเลทราย

        แต่เป็นมหาสมุทร

        มหาสมุทรที่มัจฉาคุนแหวกว่ายไปทุกหนทุกแห่ง

        จวบจนเกิดภัยพิบัติครานั้น ฟ้าดินจึงได้ถึงคราววินาศ

        มัจฉายักษ์คุนจึงได้กลายร่างเป็นวิหคยักษ์เผิง สยายปีกโบยบินลงมาช่วยสหายของตนอีกนับไม่ถ้วน

        มันไม่รู้ว่าตัวเองบินร่อนอยู่นานเท่าใด จวบจนคุนเผิงบินกลับมาก็พบว่าที่แห่งนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งเสียแล้ว

        คุนเผิงในร่างนกยักษ์กรีดร้องเสียงแหลม ก่อนจะกระอักเลือดแล้วสิ้นใจ

        ร่างของมันร่วงหล่นสู่เบื้องล่าง

        ร่างของมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟ้าดิน

        จากนั้นแก่นกลางหัวใจของมันก็ได้ก็มีต้นอ่อนแตกหน่อขึ้นมา ต่อมาต้นอ่อนต้นนั้นเติบโตกลายเป็นต้นหญ้าต้นหนึ่ง ต้นหญ้าก็ค่อยๆ เติบโตเป็นต้นไม้ต้นเล็กต้นหนึ่ง

        ผ่านกาลเวลานับหมื่นปี ต้นไม้ต้นเล็กก็ได้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่แผ่สาขาคลุมแผ่นฟ้า

        ต้นไม้ใหญ่แผ่ขยายร่มเงากว้างไกล เหล่าสัตว์น้อยใหญ่บริเวณรอบๆ ล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้

        มีแมลง มีนก มีปลา มีสัตว์ป่า

        ทุกหมื่นปีจะมีภัยพิบัติคราหนึ่ง

        แม้คุนเผิงจะสิ้นใจแล้ว แต่ต้นไม้ยังอยู่

        ต้นไม้ต้นนี้ถูกฟ้าผ่าจนไฟไหม้มานับครั้งไม่ถ้วน

        ป่าที่เคยเขียวชอุ่มแห่งนี้ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นทุ่งหญ้า

        ต้นไม้ใหญ่ที่เคยคลุมแผ่นฟ้าก็ถูกไฟไหม้จนเหลือเพียงตอไม้ขนาดใหญ่

        เมื่อผ่านมาอีกเกือบหมื่นปี

        ก็มีสัตว์ป่าค่อยๆ เริ่มเดินสองขาแล้วกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมา

        ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยความสุขสงบเช่นกัน

        ภัยพิบัติก็ไม่มากล้ำกรายอีกต่อไป

        ทว่ามนุษย์นับวันก็ยิ่งจะเพิ่มจำนวน ทั้งยังเริ่มทำสงครามต่อสู้กันเอง ใช้กำลังยื้อแย่งให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ จนผืนโลกจำต้องแตกแยกไม่เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน

        บางวันมีคนเห็นตอไม้นี้เข้า คิดจะขุดมันขึ้นมาแล้วสับเป็นท่อนๆ เพื่อใช้จุดไฟ

        ทว่าไม่คาดคิดว่าเพียงจามขวานลงไปแค่ครั้งเดียว ตอไม้จะมีเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา

        เมื่อผู้คนเห็นเช่นนั้นก็พากันตื่นตระหนกรีบหนีไปทันที

        ต่อมาเรื่องนี้ถูกเล่าปากต่อปาก ผู้คนก็มีแต่จะยิ่งมาตามหาตอไม้ที่มีเลือดสดๆ ต้นนี้มากขึ้น

        ในที่สุดพวกเขาก็หามันพบ

        ตอไม้ที่แน่นิ่งเมื่อฟันลงไปก็มีเลือดไหลออกมาจริงๆ ด้วยความหวาดกลัว พวกเขาจึงจุดไฟเผามันเสีย

        เมื่อไฟนี้ถูกจุดขึ้นมาแล้วก็ราวกับจะไม่มีวันดับมอด ทั้งยังลุกลามไปทั้งท้องทุ่งหญ้า

        ที่แห่งนี้จึงได้กลายเป็นทะเลทราย ทุ่งหญ้าก็กลายเป็นพื้นที่รกร้าง เหล่าสัตว์ป่าดุร้ายก็ออกอาละวาด พื้นที่แห่งนี้จึงไม่เหมาะจะให้มนุษย์อยู่อาศัยอีกต่อไป

        หลังจากไฟที่ลุกโหมผ่านพ้นไป ฝน-่าใหญ่ก็เทลงมา

        ตอไม้นั้นยังคงอยู่

        นับพันปี

        นานาแคว้นต่างสงบสุข

        วันหนึ่งตอไม้ก็มีต้นอ่อนแตกหน่อ

        บางต้นอ่อนสีเขียวขจี

        ทั่วทั้งทะเลทรายก็ค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิต

        พื้นที่รกร้างก็ค่อยๆ ปรากฏเงาของผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัย

        แสงตะวันอาบไล้ลงบนต้นอ่อน

        ต้นอ่อนต้นนี้ต่อไปย่อมต้องเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ปิดแผ่นฟ้าดังเช่นวันวานได้อย่างแน่นอน

        แม้มนุษย์จะลืมไปแล้ว แต่ภาพของมันยังอยู่ในความทรงจำของสัตว์ทุกตัว

        ต้นไม้ใหญ่ที่คอยคุ้มภัยเหล่านก สัตว์ป่า แมลงหรือกระทั่งต้นหญ้า

        ดังนั้นผองสัตว์จึงได้ร่วมกันปกป้องต้นอ่อนนี้ไว้

        ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง ต้นอ่อนอยู่ดีๆ ก็เหี่ยวเฉา ทั้งยังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำ

        หากว่าต้นอ่อนตายลงจริงๆ เกรงว่าอีกไม่นานภัยพิบัติก็คงมาเยือนเช่นกัน

        ผองสัตว์ล้วนแต่อกสั่นขวัญแขวน

        ทว่าต้นอ่อนกลับไม่ตาย แม้จะดูแห้งเหี่ยว แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังมีชีวิตอยู่

        มันกลับแตกหน่อขึ้นมาอีกหน่อเคียงข้างกันอย่างแปลกประหลาด

        ต้นหนึ่งเป็นสีเขียวขจี ทว่ากลับอ่อนปวกเปียกไม่อาจตั้งตรงได้ ลำต้นจึงได้แต่ไหวไปมา

        อีกต้นยืนต้นแข็งแรง ทว่ากลับเป็นสีน้ำตาลแห้งเหี่ยวตั้งแต่เพิ่งจะแตกหน่อ ลำต้นที่ตั้งตรงบางคราก็มีใบเล็กๆ งอกออกมา ชวนให้คนเห็นแล้วตกใจ

        ยามที่เฉินโย่วเข้าใกล้ต้นอ่อนสองต้นนั้น เจ้าหมาป่าที่คอยคุ้มกันกลับเชื่องเชื่อนัก

        ไม่มีทีท่าจะโจมตีนางแม้แต่น้อย

        นางรู้สึกสนิทสนมกับพวกมันนัก เช่นเดียวกันกับที่รู้สึกต่อต้นอ่อนตรงหน้า

        เฉินโย่วสัมผัสต้นอ่อนสีดำเบาๆ

        เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้เห็นว่าเจ้าต้นอ่อนสีเขียวแท้จริงแล้วกิ่งก้านของมันกำลังแทงทะลุเจ้าต้นอ่อนสีดำ ราวกับว่ามันกำลังสูบแย่งสารอาหารจากเจ้าต้นสีดำอยู่ก็ไม่ปาน

        เฉินโย่วพลันขมวดคิ้ว รู้สึกว่าร่างกายของตนรวดร้าวไปหมด

        ราวกับว่านางคือเจ้าต้นอ่อนสีดำที่อยู่ดีๆ ก็ถูกดูดพลังชีวิตอย่างไม่มีสาเหตุ กระทั่งตัวนางเองก็รู้ว่าพลังชีวิตของตนกำลังหลั่งไหล

        นางกำลังจะขาดใจ

        เมื่อนางสัมผัสเจ้าต้นอ่อนอีกครั้ง

        ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่กำลังแผดเผา

        ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโหม ทว่าเจ้าต้นอ่อนสีเขียวกลับมิได้เกรงต่อเปลวไฟแม้แต่น้อย

        เฉินโย่วปลดเชือกลงจากข้อมือ เชือกเส้นนี้คือเชือกเส้นยาวที่ท่านอาจารย์มอบให้ ทว่าเชือกเส้นนี้ยาวเสียจนสามารถม้วนได้หลายรอบ เฉินโย่วจึงจัดการตัดมันออกเป็นสองเส้น เส้นหนึ่งนำมาทำเป็นแส้ อีกเส้นก็ผูกข้อมือไว้ บางคราก็ใช้ผูกผม

        ยามท่านอาจารย์เห็นว่าเฉินโย่วตัดแบ่งมันเป็นสองเส้น ก็ทำตาโตราวกับกบ

        ยามนี้เฉินโย่วจึงใช้เชือกบนข้อมือนางพันรอบต้นอ่อนสีดำ

        บัดนี้หน้าตอไม้จึงมีเด็กหญิงผมจุกคนหนึ่งกำลังยืนเขย่งเท้าออกแรงพันเชือกให้เจ้าต้นอ่อนสีดำอย่างแน่นหนา

        สายลมอ่อนๆ พัดมาไม่หยุด

        พัดเข้าดวงตาเฉินโย่วจนแดงก่ำ

        ยามนี้ก้านสีดำของต้นอ่อนพันรัดไปด้วยเชือกสีฟ้า ด้านหน้ายังมัดเงื่อนผีเสื้อเอาไว้อีกด้วย

        เจ้าต้นอ่อนสีเขียวราวกับว่ากำลังหวาดกลัวเชือกของเฉินโย่ว เมื่อเฉินโย่วพันเชือกเสร็จ กิ่งก้านของเจ้าต้นสีเขียวก็พลอยหดกลับไป ไม่กล้าแทงทะลุผ่านเจ้าต้นอ่อนสีดำอีก

        เมื่อพันเชือกเสร็จ เฉินโย่วก็เตรียมจะจากไป

        ทว่ากลับได้ยินเสียงติ๋งๆ ดังขึ้นมา

        เจ้าต้นอ่อนสีดำพลันมีบุปผาน้ำแข็งงอกขึ้นมา

        ก่อนจะร่วงลงมาบนมือนาง ทว่าครานี้มันกลับไม่หายไปทันที ยังคงตั้งอย่างสงบนิ่งบนมือนางดังเดิม

        นางจึงเก็บบุปผาน้ำแข็งลงกระเป๋า

        แล้วจึงโบกมือลาเจ้าต้นอ่อน ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า ตามหลังเจ้าหมาป่าแล้วหันหลังจากไป

        เพียงพริบตานางราวกับได้ก้าวข้ามวังวนออกมา

        เมื่อหันกลับไปก็ไม่เห็นต้นไม้แล้ว

        จากไกลๆ ยังเห็นพี่ชายและขบวนได้รางๆ

        ทว่าตรงหน้านาง นางกลับเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งแอบอยู่หลังเนินทราย

        แม้ว่าพวกเขาจะนับว่าแอบได้แนบเนียน

        ทว่าสำหรับเด็กที่โตมาในรังโจรแล้วได้เห็นโจรมืออาชีพมาก็มาก กลุ่มคนตรงหน้านางนี้ดูคล้ายกับโจรชิงทรัพย์อยู่เหมือนกัน แต่กลับดูไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย

        ยามยังอยู่บนภูเขากระดูก ไม่รู้ตั้งกี่ราตรีที่เฉินโย่วเฝ้าฟังพี่ชายและท่านอาทั้งหลายหารือกันอย่างจริงจังว่าจะทำการปล้นอย่างไรจึงจะเป็นมืออาชีพที่สุดและจะมีประสิทธิภาพที่สุด ฟังอยู่เช่นนั้นจนผล็อยหลับไป

        พี่ชายคือคนหนึ่งที่นางเห็นว่าตั้งใจออกปล้นที่สุด

        ไม่ว่าจะเป็นการสวมเสื้อผ้าอย่างไร จะแทงมีดออกไปเช่นไร จุดไหนที่ควรพุ่งตัวออกไป ทำอย่างไรให้เสียหายน้อยที่สุด แต่ปล้นได้มากที่สุด

        พี่ชายคิดว่านางฟังไม่เข้าใจ ทว่าทุกคืนที่นางเฝ้าฟัง นางก็คอยเรียนรู้อยู่ตลอด

        เฉินโย่วความจำดียิ่ง ไม่ว่าสิ่งใดนางก็ล้วนจำได้

        กลุ่มคนตรงหน้านางนี้มองอย่างไรก็ไม่เป็นมืออาชีพ ดักซุ่มกลางทะเลทรายเช่นนี้ ยังจะกล้าสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสเช่นนี้

        ชายคนที่สวมเสื้อสีแดงยังกระดกก้นสูงขนาดนั้นอีก

        อีกทั้งคนเหล่านี้ยังกระจายตัวได้ไม่ถูกต้อง ออกจะแบ่งไปทางด้านข้างมากเกินไป หากว่าฝ่ายตรงข้ามเดินไปอีกทางหนึ่ง ทางนี้ก็ถือว่าเปลืองกำลังคนมาคอยเฝ้าระวังไปเปล่าๆ

        เฉินโย่วเห็นแล้วก็รู้สึกโมโหขึ้นมา

        จึงได้ส่งสัญญาณมือให้เสี่ยวอวี้ที่บินวนอยู่บนฟ้า

        นางเองก็ขี่ม้าพุ่งเข้าไปทันที

        อินทรีเสี่ยวอวี้ก็ถลาลงหมายเอาชีวิตเช่นกัน

        เจ้าลูกหมาป่าเสี่ยวลวี่ก็พลันเกร็งหางอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อมันรู้สึกว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น

        ที่แท้ก็เป็นเพราะเฉินโย่วบนหลังเจ้ามืดที่กำลังควบมาทางมันกำลังยกแส้ขึ้นแล้วกวดให้มันวิ่งไปด้วยกัน

        เสี่ยวอวี้ที่พุ่งลงมา กางกรงเล็บแหลมทั้งสองของมันพร้อมจู่โจมจับคนสองคนให้ลอยขึ้นแล้วสะบัดออกไป

        ปีกที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าของมันทำหน้าที่ราวกับพลั่วเหล็กกวาดต้อนคนเป็นกลุ่ม

        เจ้ามืดก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ท่ากระโดดถีบด้วยขาหลังของมันช่างทรงอานุภาพนัก เช่นนั้นทั้งขาหน้าและขาหลังของมันก็ล้วนแต่เตะคนลอยไปได้ไกล

        เฉินโย่วเองก็เพียงสะบัดแส้ออกไปไม่กี่ที ก็จัดการคนได้กลุ่มใหญ่

        เพียงพริบตา เด็กหญิงตัวคนเดียวก็สามารถจัดการโจรบนทะเลทรายที่มีกันราวยี่สิบสามสิบคนจนเกลี้ยง

        รอจนเสี่ยวอู่ที่อยู่ท้ายขบวนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทว่าเมื่อเขารุดมาถึงก็เห็นว่าน้องสาวกำลังนั่งอย่างสบายอกสบายใจอยู่บนหลังม้า ใต้ร่างของเจ้าลูกหมาป่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของนางยังมีคนพยายามต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ บนพื้นทรายยังมีคนกลุ่มใหญ่นอนระเกะระกะ

        แม่นางหลัวรีบพุ่งออกไปเป็นคนแรกแล้วรีบอุ้มเฉินโย่วบนหลังม้าลงมาหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อตรวจดู

        “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”

        เฉินโย่วจึงตอบเสียงอู้อี้ขึ้นมา “ข้าไม่เป็นไร เพียงแค่ตกใจเสียจนแทบจะเป็นลม”

        ศีรษะน้อยๆ ของนางซุกลงไปในอกของแม่นางหลัว เมื่อได้สูดกลิ่นที่คุ้นเคย ในใจจึงค่อยๆ สงบลง

        นางรู้สึกตกใจจริงๆ ทว่ากลับเป็นเพราะเจ้าต้นอ่อนประหลาดนั่นต่างหาก

        เหล่าโจรที่นอนอยู่บนพื้นทรายแทบจะร้องไห้ ร่างกายก็รู้สึกอ่อนปวกเปียกราวกับดินเหนียว คนที่ตกใจควรจะเป็นพวกเขาสิ…

        ทั้งยังตกใจกันแทบตาย ทั้งที่พวกเขาอุตส่าห์ตั้งใจเตรียมการปล้นมาแท้ๆ

        อยู่ดีๆ เจ้าเด็กหญิงผมจุกนี่ก็โผล่มาราวกับมังกรอันธพาลก็ไม่ปาน พวกเขายังไม่ทันตั้งตัวว่าเกินอันใดขึ้นก็ถูกพวกนางรุมรังแกเสียจนมีสภาพเช่นนี้

        กระทั่งโจรคนหนึ่งที่อุตส่าห์ฝังกลบตัวเองเพื่อหลบใต้ผืนทรายก็ยังถูกขุดออกมาจนได้…

ตอนต่อไป
เล่มที่ 5 บทที่ 131 แผนที่ขุมท...

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา