**นิยายเรื่องนี้ มีฉาก พฤติกรรมอันไม่เหมาะสม ที่อาจทำให้นักอ่านรู้สึกไม่ดี ไม่สบายใจกับเนื้อหา จึงต้องขออนุญาตแจ้งเตือนและขออภัยมา ณ ที่นี้
**สำหรับผู้อ่านที่อายุเกิน18ปี ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่าน และพฤติกรรม ความนึกคิดของตัวละครห้ามลอกเลียนแบบเด็ดขาด!!!
...พู่กันเงิน/วันมอร์ไทม์...
‘อ้ายซินเจว๋หลัว’
ตระกูลเก่งกล้าผู้นำแห่งแมนจู หลังพิชิตดินแดนจงหยวนสำเร็จก็ได้สถาปนาตระกูลเป็นราชตระกูล แต่แรกยังปกครองแผ่นดินภาคกลางในนามราชวงศ์จิน ดังนั้นยังคงเรียกผู้ปกครองว่าท่านข่านต้าจินอยู่ถึงสองรัชสมัย และยังคงทำการรบกับราชวงศ์ก่อนหน้าอย่างหมิงที่ยังแผลงเดช
ด้วยเหตุนี้ปฐมกษัตริย์องค์แรกถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจึงอยู่ในรัชสมัยที่สามและได้ประทับ ณ วังกู้กง ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อจากราชวงศ์จินเป็นราชวงศ์ชิง
ราชวงศ์เดิม ราชวงศ์หมิงแม้เวลานั้นถึงกาลสิ้นสุด เหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายต่างย้ายไปอยู่เมืองเสิ่นหยาง หากเหล่าประชาชนตาสีตาสาของแผ่นดินจงหยวนผู้ได้รับภัยจากสงครามทำให้พบความลำบากในรัชสมัยที่สามเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ก็ไม่ได้ขับไล่พวกเขาแต่อย่างใด ทั้งนี้พระองค์ทรงผลักดันวัฒนธรรมของชาวฮั่นและยกย่องปัญญาชน รวมถึงปรัชญาอันสามารถสร้างประโยชน์แก่แผ่นดินสืบไป ที่สำคัญทรงต้องการให้ทุกชนชาติอยู่ร่วมกันโดยไร้ซึ่งความขัดแย้งนับเป็นพระประสงค์อันดับหนึ่ง
ครั้นปัญหาเชื้อชาติมักทำให้บรรดาขุนนางกดดันพระองค์ให้ทำการถอนรากถอนโคนชาวฮั่นทั้งหมด กระนั้นก็ทรงยับยั้งเพื่อความปรองดองตลอดมา ท่ามกลางความคิดเห็นแตกเป็นหลายฝักฝ่าย บางคราทรงเครียดจนทำให้ประชวรพระวรกายหลายหนด้วยหาจุดตรงกลางของเรื่องนี้ไม่ได้
กระทั่งทรงพบทางออกของการแก้ปัญหา!
พระองค์ไม่สนพระทัยหากถูกขัดจากพระญาติหรือผู้ใหญ่ที่คงต่อว่าถึงการกระทำตื้นเขิน เพราะหากทำให้สองแผ่นดินยุติสงครามได้ ให้ด่าทอหยาบคายใส่พระองค์เท่าไหร่ก็เท่ากัน
หมิงชิงมีรอยร้าวควรทำการประสาน ดังนั้นเมื่อถึงคราวประชุมในท้องพระโรงใหญ่ ทรงประกาศให้รู้ทั่วกันว่ามีมิตรที่สนิทอยู่สองคน และเคยสาบานตนเป็นพี่น้องกับสองบุคคลที่ทรงรักยิ่งกว่าอนุชาองค์เองแล้วด้วย
คนหนึ่งเป็นชาวฮั่นแท้ๆ อีกคนคือชาวแมนจู
ทรงเกริ่นเล่าถึงการพบปะกับพวกเขาในตอนออกเยี่ยมราษฏรทั่วถิ่นธุรกันดาร เผอิญว่าขณะเสด็จกลับวัง ขบวนผ่านทะเลสาบริมภูเขาตระหง่าน ทรงทอดพระเนตรเห็นคนสองคนกำลังต่อสู้ปะทะดุเดือดจึงรับสั่งหยุดขบวนครานั้นทรงคิดว่าทั้งคู่แค่ประมือชั่วครั้งชั่วคราว ไม่คาดคิดว่าถึงกับเลือดตกยางออก รับสั่งทหารติดตามเข้าไปขัดขวางก่อนจะมีการเสียเลือดเนื้อ
ฝ่ายบุรุษชาวแมนจูเมื่อเห็นพระองค์ก็ทำความเคารพทันควัน ไม่เหมือนอีกคนที่สวมเครื่องแต่งกายอาภรณ์อันมองชัดว่าเป็นชาวฮั่น พระองค์ถามไถ่นามที่มา บุรุษชาวแมนจูเป็นบุตรท่านแม่ทัพผู้มีความสำคัญของต้าชิงและราชวงศ์ ทรงพระสรวลนึกว่าใครที่แท้ก็เชื้อสายคนสนิทชิดใกล้
ส่วนอีกคนไม่เอ่ยคำตอบใดๆ พระองค์ทรงไม่เอาความและคิดในพระทัยว่าคนไม่สะดวกเอ่ยเรื่องส่วนตัวก็อย่าไปคาดคั้น ตรัสสั่งทหารปล่อยคนทั้งสองก่อนแยกย้าย ซึ่งภายหลังเรียกบุตรแม่ทัพแมนจูเข้าวังเพื่อถามไถ่ประวัติอีกครั้ง จากนั้นซักถามถึงหนุ่มน้อยอีกคนที่พบวันก่อน
พระองค์นึกแล้วว่าการแต่งกายไม่ได้ซอมซ่อ ใบหน้าดั่งหยกผิวกายไม่หยาบกระด้าง ที่แท้เป็นบุตรชายแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์หมิงผู้ล่วงลับในสงครามนั่นเอง
เกี่ยวกับตระกูลขุนนางของราชวงศ์ก่อนนับแต่ท่านข่านองค์แรกทรงลั่นพระวาจาจะไม่เอาโทษกับคนในตระกูลขุนนางแผ่นดินอื่นสักตระกูลหลังจบสงครามไม่ว่าครั้งไหนไม่ทรงต้องการทำลายจนทำเอาชาวฮั่นที่เหลือลุกฮือใหญ่โต รวมทั้งตระกูลขุนนางราชวงศ์หมิงทุกคนจะไม่ถูกเวนคืนที่ดินและยังคงยศฐาดังเดิม เพียงแต่ไม่อาจรับราชการในราชสำนักชิง ทำให้ทุกวันนี้บรรดาทายาทชนชั้นสูงชาวฮั่นจึงอยู่กันอย่างเงียบเชียบ มีบางตระกูลย้ายไปเมืองเสิ่นหยางเหมือนเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์หมิงที่อพยพจากเมืองหลวงปักกิ่ง มีบางตระกูลยังอยู่เมืองหลวงตั้งแต่สงครามจบลง แม้ว่าแต่ละวันไม่ลงรอยกับกฏต่างๆของรัชสมัยใหม่ก็ตาม
ฉะนั้นหลังพบเด็กหนุ่มสองคนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์ทรงตรึกตรองจนพบกุศโลบายเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร...
ด้วยยังพระชันษาวัยหนุ่มอายุอานามห่างจากพวกเขาสักราวห้าหกปี จึงเกิดความคิดอยากจับทั้งสองมาทำให้สนิทกันโดยมีพระองค์เป็นสื่อกลาง จึงทรงยอมเสด็จไปยังจวนขุนนางเก่าของราชวงศ์หมิงด้วยพระองค์เอง ไปจวนอดีตแม่ทัพใหญ่ เพื่อพบกับคุณชายน้อยชาวฮั่นซึ่งเคยเจอหนก่อน และได้โค้งคำนับมารดาอีกฝ่ายอย่างไม่ถือองค์เอง
แรกๆ เจ้าเด็กคนนี้ไม่เปิดใจเพราะเห็นว่าอย่างไรพระองค์คือศัตรูวันยังค่ำ แต่เพราะทรงเทียวไปเทียวมามอบความเป็นมิตรเต็มที่ วันหนึ่งเปรยว่าอยากเรียนภาษาฮั่นจากอีกฝ่ายและวัฒนธรรมเพิ่มเติม ถึงจะได้รับการสอนอย่างไม่เต็มใจหากพอนานวันหัวใจที่แข็งดั่งกำแพงหินก็สลายช้าๆ
เมื่ออีกฝ่ายมองพระองค์เช่นมิตรแล้ว ทีนี้ทรงพาคู่ศัตรูอีกคนของเจ้าตัวมาเจอหน้าบ้าง
มีการปะทะเพลงกระบี่สองกระบวนพร้อมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พระองค์ตัดสินพระทัยร้องขอจริงจัง ว่าแม้ต่างเชื้อชาติก็สามารถเป็นมิตรกันได้ ไม่เช่นนั้นแผ่นดินจะลุกเป็นไฟไม่จบสิ้น ขอให้เห็นใจกันและกัน เดินหน้ากับปัจจุบันจะมิดีกว่าหรือ
ประโยคถือว่าสงบศึกเลือดร้อนชั่วขณะ พระองค์เห็นว่าแค่นี้ยังไม่พอ จึงพาไปร่ำสุราชั้นเลิศด้วยกัน ในราตรีเมามายนี้เองพระองค์ได้ผูกพวกเขาเป็นสัญญาว่าต่อแต่นี้ขอให้ไม่มีการทะเลาะวิวาทกันอีก และเพราะทรงเมาจึงบังคับทั้งสองคุกเข่า จับทั้งคู่คำนับสาบานต่อสวรรค์สามครั้งครบแปดทิศ
ทรงตรัสว่าพระองค์คือพี่ใหญ่ ทุกคนต้องเชื่อฟัง ทรงให้บุตรแม่ทัพต้าชิงเป็นน้องรอง น้องสามเป็นบุตรแม่ทัพต้าหมิงเนื่องจากเจ้าตัวอ่อนเดือนกว่าใคร ซึ่งน้องรองห้ามรังแกน้องสามเด็ดขาดรวมถึงต้องปกป้องน้องให้พ้นภัยไม่ว่าเกิดเหตุการณ์อะไร ทรงตรัสเป็นคำขาด หากฝ่าฝืนจะทำโทษอย่างหนัก
นี่จึงเป็นเหตุผลบอกกล่าวทุกคนว่าขนาดพระองค์เป็นผู้ปกครองไม่ถือยศถือศักดิ์สามารถคบหาคนได้ทุกระดับชั้น แม้คนผู้นั้นจะมองพระองค์เป็นศัตรูก็ช่างประไร พระองค์มุ่งมั่นการสมานฉันท์แน่วแน่ ไฉนจะต้องปราบปรามให้นองเลือดสร้างสงครามภายในกันอีก และทำไมต้องเอาปัญหาระหว่างชนชาติมาเป็นชนวนเกิดเหตุร้าย หากระดับผู้นำเกิดความแบ่งแยกเป็นตัวอย่างให้ประชา มันช่างแสดงให้เห็นความใจแคบยิ่งนัก
เมื่อตรัสในท้องพระโรงจบประการแล้ว พึงหวังว่าคนที่มีอคติจะตระหนักรู้ในสิ่งที่สื่อออกไปไม่มากก็น้อย...
ทว่า!
ฮ่องเต้กลับไม่ทรงทราบเลย ว่าอีกด้านของวันร่ำสุราระหว่างสามพี่น้องร่วมสาบานหารู้ไม่หลังทั้งสองตื่นขึ้นจากการเมามายในรุ่งเช้าถัดมา
“ถุย! คนจัญไรมาร อย่างข้าน่ะหรืออยากเป็นพี่น้องกับเจ้า ตายเสียดีกว่า!”
“ข้าก็ไม่ได้อยากมีน้องชายปากสุนัขไร้สัมมาคารวะเช่นเดียวกัน หากจะช่วยไปทูลฝ่าบาทถึงเรื่องตัดความสัมพันธ์สัปรังเคก็รบกวนด้วย!”
…
*...*
*#ฟูจวินรีเทิร์น- ชื่อแทค
*สวัสดีพระเอกผมครึ่งหัวกันหน่อย555 / นิยายอิงบางส่วนของปวศ. และเติมแต่งเพื่ออรรถรสเท่านั้นงับ
| บทนำมาแว้วววว สาระนิดโหน่ย555|
*เพราะเรานั้น กามอย่างศิลป์*
: สำหรับช่องทางติดต่อหรือ! -> @_Daedaehyunnn ทวิตเตอร์ของไรท์นะค้า^^
ขอให้นักอ่านมีความสุขทุกคนค่ะ เชิญเสพ ~
.
.
นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ