เรื่อง ย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ

ติดตาม
ตอนที่ 11
ตอนที่ 11
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

ที่๺า๦เ๮๲ื๵ของอาณาจักรวาซิลาส 

 เมืองเพโตที่เป็นด่านหน้าติดชายแดนระหว่างประเทศ 

คฤหาสน์ของเมอร์ควิสลูวิสตอนนี้ ภายในคฤหาสน์ถูกย้อมด้วยเลือด ไม่ว่าจะมองไปยังทิศไหนก็มีแต่ศพ 

ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งสั่นเทิ้มด้วยความกลัวขณะที่รอบกายรายล้อมด้วยศพของภรรยาและลูกตนเอง คนรับใช้และอัศวิน 

"...เจ้าพวกเชื้อพระวงศ์ เจ้าชายอิชการ์ข้าจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้เด็ดขาด ขอให้วาซิลาสพังพินาศ ขอให้พวกเชื้อพระวงศ์พังพินาศ พวกเจ้าทุกคน ข้าขอสาปแช่งพวกเจ้าใบหน้าของลูวิสเต็มไปด้วยความกลัวแต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเสียใจ เขานึกย้อนไปถึงเจ้าชายอิชการ์ บุตรคนแรกของกษัตริย์วาซิลาสที่ถูกส่งมาปกครองที่นี่ซึ่งหนีหางจุกตูดพร้อมกับกองกำลังเสริมทั้งหมดเมื่อเจอเผ่าปิศาจบุกถล่ม ปล่อยให้เพโตแห่งนี้และชาวบ้านชาวเมืองต้องพบกับหายนะ ปล่อยให้ภรรยาและลูกของเขาต้องพบกับจุดจบ 

ในปีนี้เผ่าใต้พิภพเดินทัพบุกอย่างรุนแรงกว่าที่ผ่านมา พลังของพวกมันก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าคราวก่อน พวกมันตีประตูเมืองจนถล่มใน 1 สัปดาห์และฆ่าล้างทุกคนในเมืองจนหมดใน 1 วัน ตลอดมาลูวิสไม่เคยเห็นเผ่าใต้พิภพรีบร้อนขนาดนี้มาก่อน ราวกับพวกมันกำลังกังวลบางสิ่ง 

ยามนี้ ที่เบื้องหน้าเขา เมืองเพโตที่สงบสุขของเขาทั้งเมืองถูกย้อมไปด้วยเลือดและซากศพ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ คนแก่หรือสตรี ต่างถูกฆ่าสังหารอย่างโหดร้ายทารุน 

อยู่ข้างๆศพเหล่านั้น ทั่วเมืองเต็มไปด้วยกองทัพสิ่งมีชีวิตสีดำ พวกมันมีร่างสูงใหญ่และถือดาบเท่ากับตัวคน ทหารใต้พิภพทั่วไปมีความสูงราวๆ 200 เซนติเมตร ส่วนทหารระดับนายกองสูงที่ 250 เซนติเมตร พละกำลังพวกมันแข็งแกร่งเพียงแกว่งดาบครั้งเดียวก็สามารถตัดดาบคู่ต่อสู้ให้ขาด สามารถแยกร่างฝ่ายตรงข้ามให้ขาดเป็นสองท่อนด้วยมือเปล่า บี้กระโหลกให้แตกคามือด้วยมือข้างเดียว ในตอนกลางคืนพลังของพวกมันจะแข็งแกร่งเป็นพิเศษ 

ลูวิสมองปิศาจพวกนั้นด้วยใบหน้าที่สิ้นหวัง ทุกอย่างได้จบสิ้นแล้ว 

เงาสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนตัวมาด้านหลังลูวิส ลูวิสค่อยๆหันกลับไปมองก็เห็นสิ่งมีชีวิตสีดำขนาด 2.5 เมตรกำลังมองเขาด้วยดวงตาแดงน่ากลัวคู่นั้นอยู่ เพียงแค่สบตาก็ราวกับจะถูกสูบวิญญาณทั้งหมดไป ลูวิสไม่ต่อต้าน ส่วนนายกองปิศาจก็จับหัวของลูวิสแล้วยกเขาขึ้นมา กำไว้แบบนั้นสักพักต่อจากนั้นก็บีบมัน 

แคร่ก...

กระโหลกศีรษะและสมองของเมอร์ควิสลูวิสก็แตกละเอียดและที่เมืองเพโตแห่งนี้ก็ไม่มีผู้เหลือชีวิตรอดอีก 

เดือนตะวันฉายกำลังมาเยือน 

ที่กำแพงเมืองชามิวลอส ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีล้ำสันใหญ่โตและใบหน้าคมคายมองพระเอกทิตย์ที่ขึ้นทางตะวันออกพร้อมกับความร้อนที่นำสัญญาณอันตรายใกล้คืบคลานเข้ามา 

หัวหน้ากองอัศวินชามิวลอสเกลน บอกกับตัวเอง "ฤดูหนาวจบสิ้นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ในที่สุดชามิวลอสก็มาถึงช่วงเวลานั้นแล้ว

ภายในคฤหาสน์ของอาโนอิทอส 

ที่ห้องทำงานของอาโนอิทอส ตอนนี้เจ้าชายแห่งชามิวลอส ผู้ปกครองเมืองเล็กๆชายแดนแห่งนี้กำลังนั่งกินขนมอยู่ ถึงแม้ในศตวรรษที่ 13 นี้ไม่มีอะไรที่ล้ำยุคพอจะใช้เป็นสิ่งบันเทิงใจเขาได้ แต่อาโนอิทอสก็พบว่าขนมของนักทำขนมที่นี่อร่อยถูกปากเขาเป็นพิเศษ มันเป็นสิ่งเดียวที่อาโนอิทอสชื่นชอบในการมาที่นี่ 

ขณะที่กำลังพักกินขนมอยู่นั้นเอง 

เด็กสาวคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้องอาโนอิทอสด้วยใบหน้ารีบร้อน สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความกังวลขณะมองอาโนอิทอส "ฝ่าบาทแย่แล้วล่ะเจ้าค่ะ เมื่อคืนมีใครก็ไม่รู้ขโมยม้าและรถม้าส่วนตัวของฝ่าบาทไป หม่อมฉันเดินทางไปติดต่อหาเหล่าคนเช่าม้าตั้งแต่เช้าแต่ก็ไม่มีผู้ใดมีม้าเหลือแล้ว พวกเราแย่แล้วล่ะเจ้าค่ะ!" 

อาโนอิทอสไม่สนใจใบหน้าที่รีบร้อนของพาเน่ เขาสนใจแต่ทริฟเฟิลขาวในมือ จับใส่ปาก หลังกินจนหมดแล้วจึงเพิ่งสังเกตุเห็นพาเน่ตรงหน้า เขาจึงถาม "โอ้ แม่นางน้อย มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือหน้าซีดเชียว?" 

พาเน่มีใบหน้าที่ร้อนรน "ฝ่าบาททำไมยังกินขนมหน้าตาเฉยได้อีกล่ะเจ้าคะ!? ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสบายใจนะเจ้าคะพวกเราจะต้องรีบหนีไปจากที่นี่แล้วนะเจ้าคะ!?"

อาโนอิทอสหยิบแซลมอนชุบมัสตาร์ดขึ้นมาก่อนจะกินอย่างเพลิดเพลิน "ทำไมต้องรีบร้อนเช่นนั้นล่ะแม่นางน้อย แล้วจะให้ข้าพเจ้าหนีไปที่ใด?" 

พาเน่รู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าอาโนอิทอสกำลังเล่นอะไร "ฝ่าบาทนี่เป็นเรื่องสำคัญนะเจ้าคะ อย่าได้ทรงล้อเล่นเลยตอนนี้ฤดูร้อนหวนกลับมาแล้ว อีกไม่นานเจ้าสิ่งนั้นก็จะหวนกลับมา พวกเราจำเป็นจะต้องรีบหนีไปจากที่นี่โดยด่วน ไม่มีเวลากินแซลมอนมัสตาร์ดหรอกเจ้าค่ะ!" ว่าแบบนั้นพาเน่ก็พยายามจะดึงถาดขนมกลับมา ส่วนอาโนอิทอสก็เผยสีหน้าโกรธและพยายามดึงกลับ ทั้งสองคนยื้อแย่งถาดขนมกัน ในตอนนั้นเอง ร่างของชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับเอ่ย 

"เรื่องที่พาเน่กล่าวนั้นถูกต้องแล้วล่ะฝ่าบาท ตอนนี้พวกเราควรจะรีบอพยพชาวเมืองและตัวท่านไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดกระหม่อมได้ข่าวมาว่าอีก 3 วันพวกใต้พิภพจะบุกมาที่นี่แล้ว

เมื่อได้ยินชื่อเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ ใบหน้าของอาโนอิทอสก็เปลี่ยนไป พร้อมกันนั้นความสนใจเรื่องขนมก็หายไปแล้วไปสนใจเรื่องนี้แทน อาโนอิทอสหันไปหาฟีโรโซฟอสที่กำลังเดินเข้ามา ใบหน้าของอาโนอิทอสมีความตะลึงเล็กๆ "เผ่าพันธุ์ใต้พิภพกำลังมาหรือ?" 

ฟีโรโซฟอสเลิกคิ้ว ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอาโนอิทอสทำตัวแปลกๆ "ฝ่าบาททรงจำเดือนผิดหรือพะยะค่ะ ตอนนี้เข้าเดือนตะวันฉาย หมดฤดูหนาวรอบที่สองไปกำลังจะเข้าฤดูร้อนอีกครั้ง พวกใต้พิภพจึงละลายอีกครั้งและกำลังตรงมาที่นี่ไงพะย่ะค่ะ

อาโนอิทอสมุ่นคิ้วเข้าหากัน "ท่านที่ปรึกษา มิใช่ว่าโลกเรามีแค่สามฤดูหรอกหรือตอนนี้เพิ่งจะผ่านกลางปีมาหมาดๆกลางปีก็ต้องหน้าฝน ต่อจากหน้าฝนก็หน้าหนาวมิใช่รึทำไมวกกลับมาร้อนเร็วจัง?" 

พาเน่และฟีโรโซฟอสมองหน้ากัน จากนั้นฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอสด้วยสีหน้ากังวล "ดูเหมือนฟ้าผ่าในครานั้นจะส่งผลกระทบต่อฝ่าบาททำให้ลืมเรื่องสำคัญบางสิ่งไปจริงๆ โลกของเรานั้นหาได้มีสามฤดูอย่างที่ฝ่าบาทว่าไม่ แต่มีหกฤดูต่างหาก ฤดูใบไม้ผลิในช่วงต้นปี ฤดูฝนในช่วงกลางต้นปี ฤดูหนาวในช่วงกลางกลางปี ฤดูตะวันฉายในช่วงต้นท้ายปี ฤดูจันทร์ดับในช่วงกลางท้ายปี ฤดูจันทร์โลหิตในช่วงท้ายปี

อาโนอิทอสฟังแล้วก็พลันโซเซด้วยความเวียนหัว "โอช่างหลายฤดูนัก นี่โลกใบนี้เข้าแต่ละฤดูแค่ 2 เดือนอย่างนั้นหรือ?" 

ฟีโรโซฟอสและพาเน่มองกันอีกครั้ง จากนั้นสีหน้าทั้งคู่ก็ยิ่งมีความกังวล ฟีโรโซฟอสมีความรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่งขณะมองอาโนอิทอส เขากล่าว "ฝ่าบาท กระหม่อมว่าท่านอาจจะต้องเรียกโคเรเฟลเพื่อมาดูอาการท่านอีกสักครั้งหนึ่งจริงๆนะพะย่ะค่ะ ในโลกแห่งนี้ แต่ละฤดูกาลคงนาน 4 เดือน ในปีหนึ่งของเรามี 24 เดือนนะพะย่ะค่ะ

เมื่อได้ยินเช่นนี้อาโนอิทอสที่โซซัดโซเซก็อึ้งยิ่งกว่าเดิมจนเวียนหัวแทบล้มไป

ฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอสด้วยความกังวล จากนั้นกล่าว "ปกติแล้วพวกเราจะกลับไปที่เมืองชั้นในเมื่อถึงเดือนตะวันฉายเข้ามา จากนั้นก็จะกลับไปเมืองศูนย์กลางที่อยู่ถัดจากเมืองชั้นในไปอีกเมื่อถึงเดือนจันทร์ดับ เมื่อถึงฤดูกาลสุดท้ายทุกคนจะกลับไปยังเมืองหลวงที่อยู่ลึกและปลอดภัยที่สุด นั่นเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดยังไงล่ะฝ่าบาท

อาโนอิทอสเผยใบหน้าที่สงสัย "ทำไมถึงได้ทำเช่นนั้นล่ะ?" 

ฟีโรโซฟอสแสดงใบหน้าที่เป็นห่วงจริงๆเมื่ออาโนอิทอสยังถามคำถามเช่นนี้ จู่ๆก็รู้สึกโล่งใจที่พาเน่มาเตือนเรื่องนี้ก่อนทำให้เขารู้ว่าอาโนอิทอสไม่สบายแล้วจริงๆ เขาบอก "ที่เราต้องถอยหนีไปยังเมืองชั้นในและถอยไปลึกขึ้นเรื่อยๆนั้นก็เป็นเพราะว่าพวกใต้พิภพจะปล่อยปิศาจที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆออกมาเมื่อแสงบนจันทราใกล้ดับลงเรื่อยๆยังไงล่ะพะย่ะค่ะ ฤดูใบไม้ผลิต้นปีนั้นอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ตั้งแต่ฤดูตะวันฉายขึ้นไปจะเริ่มมีปิศาจ 'คาฟาลิออกมาเร่ร่อน

"ปิศาจ 'คาฟาลิ' ?" 

"ใช่พะยะค่ะ ปิศาจ 'คาฟาลิมีรูปร่างใหญ่โต ขนาดสูงสุดของมันก็ราว 250 เซนติเมตร มนุษย์ทั่วไปเอาชนะไม่ได้ นั่นคือปิศาจที่จะออกมายามฤดูตะวันฉายปรากฏ ต่อมาเป็นปิศาจ 'สเกไดขนาดของมันไม่ใหญ่มากแต่ว่ากันว่ามันน่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่า 'คาฟาลิเป็นสิบเท่า บางคนกล่าวว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตต้องสาปจากพระเจ้า ทุกสิ่งที่มันสัมผัสต่างตายหมด แถมแตกต่างจาก 'คาฟาลิที่สามารถฆ่าให้ตายด้วยไฟและการแทงหัว แต่ 'สเกไดนั้นมีดดาบไม่สามารถสังหารมันได้ ต่อให้ตัดคอหัวมันก็จะงอกใหม่ มีเพียงเปลวไฟที่จะฆ่ามันให้ตายได้

ฟีโรโซฟอสเล่าถึงรูปลักษณ์และพลังความน่ากลัวของ 'สเกไดที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เมื่อหลายสิบปีก่อนไปเจอและรอดตายฉิวเฉียดกลับมาเล่าให้ทุกคนฟัง ขณะที่เล่าร่างฟีโรโซฟอสก็สั่นสะท้านไปด้วย 

อาโนอิทอสฟังด้วยใบหน้าที่สนใจ จากนั้นถามอีกคำถาม "แล้วเดือนสุดท้ายเล่าท่านที่ปรึกษา ท่านบอกว่าเผ่าใต้พิภพจะปล่อยปิศาจที่แข็งแกร่งออกมาทุกๆเดือน แล้วเดือนสุดท้ายเล่า?" 

ใบหน้าของฟีโรโซฟอสจริงจังเมื่ออาโนอิทอสถามคำถามนี้ เขานึกไปถึงคำบอกเล่าต่างๆทั้งหมดที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เคยเล่ามา แต่ฟีโรโซฟอสถอนหายใจ "เรื่องนั้นกระหม่อมต้องขออภัยด้วยฝ่าบาท เพราะจนถึงตอนนี้ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับปิศาจที่ออกมาในเดือนจันทร์โลหิตเลยพะยะค่ะ

"ไม่มีเลยหรือ?" อาโนอิทอสมุ่นคิ้วเข้าหากัน 

ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "ใช่แล้วพะย่ะค่ะ ไม่มีเลย

"ทำไมกัน?" อาโนอิทอสถาม 

ส่วนฟีโรโซฟอสก็ตอบ "เพราะว่าไม่เคยมีอัศวินคนไหนที่อยู่นอกเมืองหลวงในเดือนจันทร์โลหิต แล้วมีชีวิตกลับมาบอกพะย่ะค่ะ

ใบหน้าของพาเน่ซีดเมื่อถูกย้ำความจริงข้อนี้ ส่วนอาโนอิทอสแสดงความสนใจ

ฟีโรโซฟอสกัดฟันแล้วเล่าด้วยความเจ็บใจปนความกลัว "พวกเราไม่รู้ว่าในเดือนจันทร์โลหิตพวกใต้พิภพปล่อยปิศาจเช่นไหนออกมา บางคนก็บอกว่าปิศาจตัวสุดท้ายแข็งแกร่งกว่า 'สเกไดเป็นร้อยเท่า บางคนก็บอกว่าปิศาจตัวสุดท้ายมีขนาดตัวใหญ่ถึง 17,000 เมตร บางคนบอกว่ามันคือนายเหนือหัวของเผ่าใต้พิภพ 'อาทานาทอสมีล่องลอยบางแห่งหลงเหลือหลังผ่านฤดูจันทร์โลหิตไปแล้ว เมื่อราวสิบปีก่อน ที่หมู่บ้านฮัสก้าเป็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางตะวันออกของวาซิลาส ชาวบ้านกว่า 1000 คนได้เคลื่อนย้ายกลับไปที่นั่นหลังผ่านฤดูจันทร์โลหิตไปแล้ว แต่เมื่อพวกเขากลับไปพวกเขาก็พบว่าหมู่บ้านของตนได้หายไป

อาโนอิทอสมุ่นคิ้ว "หมู่บ้านถูกทำลายหรือ?" 

ฟีโรโซฟอสส่ายหน้า "ไม่พะย่ะค่ะ หมู่บ้านไม่ได้ถูกทำลาย แต่ถูกเหยียบจนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านหายไป

ดวงตาของอาโนอิทอสเบิกโพรง พาเน่ที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้ก็มีความตกใจ 

ฟีโรโซฟอสเล่าด้วยความหวาดกลัว "ชาวบ้านกว่า 1000 คนในตอนแรกคิดว่าตนเองหลงทางและมาผิดแห่ง แต่เมื่อใครบางคนก้มลงมองไปที่พื้น ก็เห็นหลุมขนาดใหญ่กว่า 9 ตารางกิโลเมตรประทับอยู่รอบตำแหน่งหมู่บ้านตนเอง ชายคนนั้นพบว่ามันเป็นหลุมที่มีรูปร่างคล้ายรอยเท้ามนุษย์ ตั้งแต่ตอนนั้นชาวเมืองฮัสก้าก็สันนิษฐานว่าปิศาจที่ออกมาในเดือนสุดท้ายต้องมีขนาดตัวสูงอย่างน้อย 17,000 เมตรจึงจะทำเช่นนี้ได้

พาเน่เอามือป้องปากด้วยความกลัว 

ฟีโรโซฟอสหลังเล่าทั้งหมดจนจบแล้วจึงมองอาโนอิทอสอย่างจริงจัง "ดังนั้นล่ะฝ่าบาท กระหม่อมจึงอยากให้ฝ่าบาทรีบออกจากเมืองนี้และกลับเข้าไปในเมืองชั้นในโดยเร็วที่สุด ป่านนี้ที่เมืองป้อมปราการด่านนอกแห่งอื่น ทั้งพี่น้องของฝ่าบาทก็คงจะกลับเข้าไปกันหมดแล้ว ฝ่าบาทเองก็รีบหนีไปด้วยเถอะพะยะค่ะ

ฟีโรโซฟอสพยายามดึงดันอาโนอิทอสไป 

แต่อาโนอิทอสเผยสีหน้าที่นิ่ง มองฟีโรโซฟอสก่อนจะปฏิเสธ "ข้าพเจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก

ใบหน้าของพาเน่และฟีโรโซฟอสพลันเปลี่ยนไปเมื่ออาโนอิทอสกล่าวเช่นนี้ "ทำไมล่ะพะย่ะค่ะ!?" ฟีโรโซฟอสถาม 

ส่วนอาโนอิทอสตอบ "เพราะว่าหากอ้างอิงตามที่แม่นางน้อยและท่านที่ปรึกษากล่าว ตอนนี้รถม้าที่จะใช้หนีไปจากที่นี่ได้หมดเกลี้ยงแล้ว และอีกสามวันพวกเผ่าใต้พิภพจะมาที่นี่ หมายความว่าเหล่าชาวเมืองของข้าพเจ้าจะต้องเดินเท้าเปล่าพร้อมสัมภาระไปให้ถึงเมืองชั้นในภายในสามวัน นั่นไม่มีทางเป็นไปได้"

ฟีโรโซฟอสหน้าซีด "เรายังมีทหารคุ้มกันเมืองแห่งนี้ที่นำโดยท่านเกลนอยู่นะพะย่ะค่ะ พวกเขาจะคอยอยู่ที่นี่คอยถ่วงเวลาให้ชาวเมืองได้หนีไปในเมืองชั้นในได้ทัน ฝ่าบาทไม่มีอะไรต้องเป็นกังวลนะพะย่ะค่ะ

แต่อาโนอิทอสส่ายหน้า "ถ้าหากทหารคุ้มกันเมืองเหล่านั้นอยู่ที่นี่คอยถ่วงเวลา งั้นแล้วผู้ใดจะคอยถ่วงเวลาพวกเขาให้หนีต่อถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากบอกให้ท่านเกลนและทหารคุ้มกันเมืองต้องพลีชีพตนเองมิใช่หรือ?" 

ฟีโรโซฟอสพูดไม่ออก เพราะมันเป็นอย่างที่อาโนอิทอสบอก 

ฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอส "แล้วฝ่าบาทจะทรงทำเช่นไรพะย่ะค่ะ?" 

"ข้าพเจ้าจะไปคุยกับท่านเกลน ข้าพเจ้าจะขอยืมม้าพวกเขา ช่วยอพยพชาวเมืองไปที่เมืองชั้นใน

ฟีโรโซฟอสอึ้งกับความคิดของอาโนอิทอส จากนั้นส่ายหน้า "กระหม่อมว่านั่นเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่นะพะย่ะค่ะ การที่ฝ่าบาทจะคุยกับท่านเกลนนั้นเป็นไปไม่ได้

"หืมทำไมล่ะ?" 

ฟีโรโซฟอสบอก "นั่นเพราะพวกเขาคืออัศวินปกป้องกำแพงชายแดน ส่วนท่านคือเชื้อพระวงศ์ กล่าวตรงๆแล้วอัศวินปกป้องกำแพงชายแดนไม่ค่อยถูกกับเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางสักเท่าใด เพราะตลอดหลายปีมาจนถึงตอนนี้ ยามที่ถึงเดือนปิศาจบุกเมื่อใด เชื้อพระวงศ์และขุนนางก็จะคอยสั่งให้อัศวินปกป้องชายแดนคุ้มกันกำแพงให้ได้ตลอด ส่วนพวกท่านกลับรีบหนีเข้าที่ปลอดภัย หลายครั้งที่ขุนนางและพวกท่านสัญญาว่าจะส่งกำลังหนุนมาช่วยเสริมทัพทันทีเมื่อพวกท่านกลับไปถึงเมืองชั้นใน แต่พวกท่านก็มักจะผิดสัญญาเสมอ ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาอัตราการตายของอัศวินปกป้องกำแพงเมืองจึงสูงมาก นั่นเป็นเหตุผลที่ท่านเกลนจะไม่มีทางยอมคุยหรือเชื่อใจฝ่าบาทอย่างยิ่ง

อาโนอิทอสยิ้มยิงฟัน "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอันใดต้องเป็นห่วงหรอก เพราะคราวนี้ข้าพเจ้าไม่คิดจะหนีไปไหน แต่จะช่วยพวกเขาสู้กับเหล่าใต้พิภพอยู่ที่นี่จนวินาทีสุดท้าย ข้าพเจ้าไม่ทอดทิ้งประชาชนของข้าพเจ้าหรอก

ด้านนอกห้องทำงานของอาโนอิทอส ชายวัยกลางคนที่มีล้ำสันใหญ่โตผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เขามาที่นี่ตั้งแต่ตอนฟีโรโซฟอสมาได้ไม่นานและตั้งใจจะเข้าไปพบอาโนอิทอส แต่พอได้ยินทั้งสามคนคุยกันและเห็นอาโนอิทอสเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนตามข่าวลือจริงๆ เกลนจึงหยุดยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องจนถึงตอนนี้ ตอนที่เขาได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของอาโนอิทอส ดวงตาเขาก็สั่นเครือ 

ตอนนั้นเอง ทหารส่งข่าวผู้หนึ่งวิ่งมาทางนี้ เกลนรีบเล้นกายไปซ่อนตัว ในชั่วอึดใจหลังทหารส่งข่าวเข้าไปในห้องทำงานอาโนอิทอส เกลนก็แอบมาฟังใหม่ 

"ฝ่าบาทแย่แล้วพะยะค่ะกระหม่อมได้รับสารจากพี่น้องของฝ่าบาท เป็นคำขอร้องจากพวกเขาถึงฝ่าบาทพะย่ะค่ะ!" ทหารส่งข่าวบอก

ฟีโรโซฟอสเลิกคิ้ว คำร้องขอ

อาโนอิทอสมองทหารส่งข่าวแล้วถาม "สารจากพี่น้องข้าพเจ้าว่าอย่างไร?" 

ทหารส่งข่าวรายงาน "นี่เป็นสารคำร้องจากพี่น้องของฝ่าบาท จากเจ้าชายอามอโฟส บุตรชายลำดับที่สองแห่งวาซิลาส เขาบอกว่าต้องการให้ฝ่าบาทส่งมอบทหาร 1000 นายของฝ่าบาทที่ประจำรักษาการปกป้องกำแพงชาวมิวลอสให้เขายืมหน่อยพะย่ะค่ะ!" 

เมื่อทหารส่งข่าวว่าแบบนั้น ฟีโรโซฟอสก็ถอนหายใจเมื่อเดาถูกเรื่องคำร้องที่ว่า จากนั้นใบหน้าเปลี่ยนเป็นดำมืด 

อาโนอิทอสหันมองฟีโรโซฟอส "ท่านที่ปรึกษา ปกติพี่น้องข้าพเจ้าจะชอบยืมทหารข้าพเจ้าเช่นนี้หรือ?" 

ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "ใช่แล้วพะย่ะค่ะ พี่น้องของฝ่าบาทมักจะยื่นคำร้องขอยืมทหารของฝ่าบาทไปช่วยปกป้องเมืองของตนเองเป็นประจำ

"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับทหารส่วนนั้น?" 

"ตายพะย่ะค่ะ

อาโนอิทอสเปลี่ยนใบหน้าเป็นจริงจังที่ได้ยินเช่นนี้ 

ฟีโรโซฟอสอธิบาย "ส่วนใหญ่แล้วพี่น้องของฝ่าบาท หากจะไม่คิดรักษาเมืองก็จะปล่อยให้ทหารตนเองจัดการกันเองและปล่อยให้ตายเองโดยเก็บทหารสำรองที่เหลือเป็นผู้คุ้มกันกำแพงปีต่อไป แต่หากไม่คิดจะทำเช่นนั้นก็จะมาขอยืมทหารขอฝ่าบาทไปช่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่าช่วยนั้นพูดให้ถูกเสมือนเป็นตัวตายตัวแทนมากกว่า

"ตัวตายตัวแทน?" 

ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "ทหารของฝ่าบาทที่ถูกส่งไปจะถูกส่งไปสู้กับพวกใต้พิภพแทนทหารรักษากำแพงของพี่น้องฝ่าบาท บางทีคราวนี้เจ้าชายอามอโฟส คงจะเหลือทหารไม่มากและคงจะมีปัญหาเกณฑ์ทหารจากชาวเมืองไม่พอ จึงทำให้ไม่อยากจะสูญเสียทหารตนเองพะยะค่ะ

"แต่ว่าปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดเลยหากพี่น้องข้าพเจ้าอพยพชาวเมืองและพวกทหารหนีเข้าเมืองชั้นในก่อนพวกใต้พิภพจะมานี่?" 

ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "มันเป็นเช่นนั้นจริงพะย่ะค่ะ แต่ว่าจนถึงตอนนี้ไม่มีพี่น้องของฝ่าบาทคนไหนทำ

"ทำไมกัน?" อาโนอิทอสถามด้วยความสงสัย 

ฟีโรโซฟอสก็บอก "เพื่อเอาคะแนนจากกษัตริย์ ในการเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์วาซิลาสองค์ต่อไปพะย่ะค่ะ

อาโนอิทอสอึ้ง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง 

พาเน่มีใบหน้าที่มืดมน ราวกับรู้สึกรังเกียจ

ฟีโรโซฟอสอธิบาย "ที่พวกฝ่าบาทถูกส่งมาประจำตามชายแดนแบบนี้ก็เป็นเพราะบิดาของฝ่าบาทต้องการทดสอบว่าพวกฝ่าบาททั้ง 4 คนใครจะเหมาะสมเป็นว่าที่กษัตริย์คนต่อไปมากที่สุด การอยู่ที่ขอบชายแดนจนกระทั้งเผ่าใต้พิภพมาเยือนเป็นการแสดงความกล้าหาญให้บิดาฝ่าบาทเห็น ส่วนการบังคับให้ชาวเมืองร่วมหัวจมท้ายอยู่จนวันสุดท้ายด้วยกันก็เพื่อแสดงให้บิดาฝ่าบาทเห็นถึงความสามัคคีและความเป็นผู้นำของพวกฝ่าบาทที่มีบารมีสูงส่งสามารถสั่งการผู้คนได้แม้ความตายจะอยู่เบื้องหน้าคนเหล่านั้น

พาเน่กำหมัดด้วยความโกรธ 

ส่วนอาโนอิทอสถาม "แล้วส่วนใหญ่ข้าพเจ้าตอบรับคำร้องขอของพี่น้องว่าอย่างไร?" 

ฟีโรโซฟอสบอก "แต่ก่อนฝ่าบาทหวาดกลัวพี่น้อง และพี่น้องฝ่าบาทก็ชอบหว่านล้อมฝ่าบาทว่าจะช่วยให้ฝ่าบาทได้คืนดีกับบิดา เพราะเช่นนั้น ทุกครั้งมาฝ่าบาทจึงตอบตกลงเสมอ ฝ่าบาทส่งคนของท่านเกลนออกไปและทำให้หลายคนต้องตายโดยไม่ได้มีโอกาสกลับมามองหน้าครอบครัว

อาโนอิทอสมีใบหน้านิ่งไปเมื่อฟีโรโซฟอสพูดแบบนี้ 

ด้านนอก เกลนมีดวงตาที่เจ็บปวดขณะนึกถึงใบหน้าของเหล่าพี่น้องที่จากไป แต่ต่อมาดวงตาเขาก็กลับมาเข้มแข็งเช่นเดิมแล้วเขาก็มองไปที่ประตู คอยฟังว่าอาโนอิทอสจะตอบรับคำร้องขอของพี่น้องว่าอย่างไร

ฟีโรโซฟอสมองหน้าอาโนอิทอส "ฝ่าบาท แล้วฝ่าบาทจะตอบรับคำร้องของพี่น้องฝ่าบาทเช่นไร?" 

อาโนอิทอสมองออกไปที่หน้าต่าง จากนั้นในแววตาปรากฏหลากหลายอารมณ์ สักพักเขาหันหน้ามาหาทหารส่งข่าวแล้วบอก "บอกพี่ชายข้าไป ว่าข้าจะส่งทหารของข้าไปเป็นกำลังเสริมใน 3 วัน

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาที่คาดหวังของเกลนก็หายไป จากนั้นก็กลับไปเป็นดวงตาที่เย็นชาเช่นเดิม เขาเดินออกจากหน้าห้องของอาโนอิทอส เดินออกจากคฤหาสน์นี้โดยไม่หันกลับมามอง 


****** 


ที่อ่าวเรือดำ

กลุ่มกองปฏิวัตินั่งฉลองที่นี่ขณะแผนสำเร็จไปอีกขั้น 

คามิวดุสนั่งยิ้มอยู่กลางห้องขณะอ่านสารคำตอบของอาโนอิทอสจากนกพิราบส่งข่าว "สหายข้าเอ่ย คราวนี้ถือว่าข้าเป็นฝ่ายชนะคืนบ้าง รอบที่แล้วเจ้าอาจจะปกป้องที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของเจ้าได้ แต่ในคราวนี้เจ้าจะปกป้องฝ่ายการทหารของเจ้าอย่างไรฟุฟุฟุ"

คามิวดุสมองสารจากพิราบแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังท้องทะเลสีคราม "เมื่อใดก็ตามที่กองทหารหมดความศรัทธาเจ้าและฝ่ายการทหารของเจ้าแตกหัก เมื่อนั้นข้าจะย้อนกลับไปเล่นงานท่านพ่อบุญธรรมของเราใหม่ หลังทุกอย่างจบลงข้าจะยึดชามิวลอส

ลาดิสเดินมาหาคามิวดุส จากนั้นยิ้ม "ยินดีด้วยกับความสำเร็จของเจ้ารองหัวหน้า เพียงเท่านี้คุณงามความดีที่สหายเจ้าก่อขึ้นจนสร้างความลังเลในตัวเกลนก็หมดไปอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ายการทหารของสหายเจ้าก็แตกหักกับเขาจริงๆแล้วข้านึกว่าสหายเจ้าจะเก่งกาจอย่างที่นักบวชสูงสุดเล่าไว้ แต่ดูเหมือนข้าจะประเมินเขาสูงไป เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทหารข่าวที่ส่งไปเป็นสปายของเราและสารพวกนั้นก็เป็นของปลอม พี่น้องของเขาไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือใดๆ

คามิวดุสมองลาดิสแล้วเผยดวงตาที่เย็นชา "อย่างไรก็ตาม อย่าลืมไปช่วยเหลือทหารเหล่านั้นของเกลนกลับมาก่อนพวกเขาจะไปเจอปิศาจจริงๆ ถึงแม้พวกเขาจะคิดว่าเราเป็นศัตรู แต่ศัตรูตัวจริงของเรามีเพียงแค่พวกขุนนางและกษัตริย์แห่งวาซิลาสเท่านั้น พวกเราไม่สังหารชาวเมืองและผู้ไม่เกี่ยวข้องโดยเปล่าประโยชน์

ตอนต่อไป
ตอนที่ 12

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา