เรื่อง รอยเท้าบนปลักโคลน
“พายุ ฝนโหมกระหน่ำ ชะเปลวไฟสุดท้ายให้มอดลงจากเสาเอกของเรือนไม้ที่เคยมีหลังคามุงด้วยหญ้าแห้ง ไฟสงครามสุดบ้าคลั่งที่ลุกโชนอยู่เกือบชั่วโมงหนึ่งได้สลายไปสิ้น เบื้องหลังม่านควันสีทึบที่มีกลิ่นฉุนได้เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรัก และเถ้าถ่านของสิ่งที่เคยเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ก่อนมันจะถูกอัคคีร้ายกลืนกิน ทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อนัยน์ตาสีฟ้าของเด็กชายผิวขาว เรือนผมสีทอง และปลายจมูกงองุ้มที่มีชื่อว่า วิคการ์ แห่งมัดพัดเดิล ดูจะมีเพียงสีดำแห่งความตายกับสีเทาแห่งความเศร้าโศก สายฝน-่าใหญ่อาจกลบคราบน้ำตาของวิคการ์ได้ แต่เสียงซ่าของมันก็ยังไม่ดังพอจะกลบเสียงร้องระงมของฝูงกบในทุ่งนา ซึ่งในตอนนี้ไม่อาจพูดได้ว่านั่นเป็นเสียงขับขานแห่งความชื่นชมยินดีเมื่อฤดูแห่งการเพาะปลูกครั้งใหม่ได้มาถึงเหมือนเช่นปีก่อน ๆ
ทุกอย่างดูจะแปลกตาไปหมดสำหรับวิคการ์ที่หลบซ่อนตัวอย่างมิดชิดอยู่ใต้คันนาขุดใหม่ กองหญ้าเน่า และเศษกิ่งไม้เปื่อย ๆ หลังกองถ่านขนาดยักษ์ ภาพเบื้องหน้าแทบไม่มีอะไรที่ดูเหมือนสถานที่ซึ่งเด็กชายวัยสิบเอ็ดปีได้เติบโตขึ้นมา เนินดินหลังกำแพงดอกไม้ตรงนั้นเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ดูร่มรื่นกว่านี้ สวยงามกว่านี้มาก และสงบสุขเป็นที่สุด ที่นั่นเคยเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้คนที่แสนใจดี พวกเขามักขับขานบทลำนำแห่งท้องทุ่งอย่างเสรี พร้อมกับบรรเลงดนตรีด้วยพิณสามสาย และแตรเขาสัตว์อย่างรื่นเริงตลอดทั้งวัน
สันติสุขเหล่านั้นเคยถูกห้อมล้อมไปด้วยกำแพงทุ่งดอกทานตะวัน
เล็ก ๆ ซึ่งผลิบานรับแสงอรุณและหยาดน้ำค้างหยดใสในยามเช้าตรู่ แต่บัดนี้ บริเวณนั้นกลับเต็มไปด้วย ซากศพ ของเหล่าผู้คนที่วิคการ์รัก พวกผู้ชายถูกสังหารในทันทีที่ได้ประจันหน้ากับพวกคนโฉด ส่วนพวกผู้หญิงต้องพบเจอกับสิ่งที่โหดร้ายกว่านั้นมาก พวกเธอหลายคนถูกชำเราก่อนจะลงมือฆ่าอย่างทารุณ และท้ายที่สุดแล้วเกือบทุกชีวิตในหมู่บ้านมัดพัดเดิลต่างต้องทิ้งกายลงบนโคลนตมอย่างสิ้นหวัง คนดีเหล่านั้นเผยใบหน้าสุดท้ายแห่งความหวาดกลัวก่อนจะละโลกนี้ไป หยาดฝนเป็นสายได้เทกระหน่ำลงมาชำระล้างหยาดเลือดออกจากผิวกายของพวกเขาจนหมดสิ้น จึงเผยให้เห็นบาดแผลบางเฉียบซึ่งเกิดจากโลหะได้อย่างเด่นชัด โลหะที่ถูกฟาดฟันด้วยมือของกองทหารผู้แผ่ขยายอาณาเขต และปล้นสะดมตามคำสั่งของท่านลอร์ดที่เพิ่งสถาปณาตน หรือไม่ก็พระราชาหน้าใหม่สักพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นนายของพวกเขา
ทวีปอรุณยุ่งเหยิงมากขึ้นทุกนาที มีคนตายมากขึ้นทุก ๆ วันหลังจากที่ชุมชนมากมายต่างสถาปณาพระราชาและอาณาจักรของตนเองขึ้น พวกเขาต่างทำสงครามต่อกันและกันเพื่อไขว่คว้าแย่งชิงอำนาจที่พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยได้รู้จัก ความทะเยอทะยานของคนกลุ่มเล็ก ๆ ได้ทิ้งบาดแผลไว้ให้แก่ผู้บริสุทธิ์กลุ่มใหญ่ แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าบาดแผลของคนตายมากนัก คือบาดแผลลึกสุดหยั่งที่เกิดขึ้นบนก้อนเนื้อใต้ซี่โครงของคนเป็น ซึ่งมันจะไม่มีวันรักษาหาย แม้ว่ามือของพวกคนโหดเหี้ยมพวกนั้น จะถูกตัดมากองรวมกันอยู่ตรงหน้าของพวกเขาก็ตามที
“เข้มแข็งไว้เดียนา ถึงเวลาที่เราต้องไปแล้ว” วิคการ์กระซิบบอกน้องสาววัยเก้าขวบที่สะอื้นไห้อยู่ข้าง ๆ พลางปลอบประโลมเธอเท่าที่ความรวดร้าวในใจจะอนุญาตให้เขาทำได้
“ข้าอยากทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพ่อกับแม่ของเราก่อน” เดียนา แห่ง
มัดพัดเดิล พูดระคนสะอื้น แววตาของเด็กหญิงตัวจ้อยที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายพี่ชายเป็นอย่างมากดูเข้มแข็งอย่างน่าประหลาดใจ “ฝังศพพวกเขาก่อนเถอะ วิคการ์ ที่นี่ไม่มีอะไรเหลือให้คนเลวพวกนั้นอยากย้อนกลับมาหรอก” วิคการ์พยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา ขณะที่ดวงตาสีฟ้าดูขุ่นมัวจากความเศร้าและความเคียดแค้นที่ผุดขึ้นแดงกล่ำ
ดินสีดำอ่อนนุ่มที่เหมาะแก่การเพาะปลูกได้กลายเป็นโคลนตมเมื่อมันดื่มกินน้ำฝนมากจนเกินไป กลิ่นคาวเลือดยังคงคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ แม้ว่าสีแดงอันน่าแขยงของมันจะถูกกลืนกินด้วยสีดำของโคลนตมไปหมดแล้ว วิคการ์กำมือเดียนาไว้แน่น แล้วกึ่งจูงกึ่งลากเด็กหญิง ผ่านร่างเปลือยเปล่าของเด็กสาวที่ชื่อฟริคอย่างกระอักกระอ่วน ต่อด้วยเทอเนอร์คู่รักของเธอซึ่งยังคงเฝ้ามองหญิงคนรักอย่างใจสลาย จากนั้นก็เป็นเฟรย์เพื่อนวิ่งเล่นของเดียนา ถัดมาคือมิลเลียนเพื่อนสนิทของวิคการ์ ป้าลองาาที่เคยทำพายปลาไหลแจกเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้งนั่งพิงโคนต้นโอ๊กอยู่ใกล้กับร่างของเจ้าแซ็กสุนัขล่าหนูของเธอ ลุงเบิร์กเคนผู้ใส่ใจกำแพงทุ่งทานตะวันมากกว่าผู้ใดนอนคว่ำหน้าอยู่บนดอกไม้สีเหลืองสดที่เขารัก ขณะที่เจนลูกพี่ลูกน้องของเดียนากับวิคการ์กำลังกอดหนูน้อยแคสเซียลูกสาววัยแบเบาะของเธอไว้แน่นในทรวงอกเปลือย
และในที่สุดเดียนากับวิคการ์ก็หยุดเท้าลง ตรงหน้าของพวกเขาคือร่างของแดเนียลกับแคทเทรียที่ยังคงกุมมือกันแน่น ขณะจ้องมองไปทางคันนาที่เด็กทั้งคู่เคยหลบซ่อนตัว พ่อและแม่ของเดียนากับวิคการ์สิ้นใจลงหลังจากทำหน้าที่ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วิคการ์ลงมือขุดหลุมใกล้กับร่างไร้วิญญาณของพ่อกับแม่ของเขา ขุดลงในที่ที่เคยเป็นเรือนไม้แสนสุขของพวกเขา เสียงพรั่วที่ปักลงในดินเปียกแฉะทำให้เดียนาต้องเอามือปิดหู เพราะเสียงของมันช่างคล้ายคลึงกับเสียงของคมดาบที่ฟาดฟันลงไปบนร่างของมนุษย์เสียเหลือเกิน และเสียงฝูงกบก็ฟังดูคล้ายกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนที่ถูกสังหารหมู่อย่างน่าขนลุก วิคการ์แข็งแรงพอที่จะขุดหลุมใหญ่หนึ่งหลุมให้เพียงพอสำหรับทั้งพ่อและแม่ของเขา และในวันที่แสนโหดร้าย เด็กชายก็ยังพอมีโชคอยู่บ้าง ที่พายุฝนหยุดลงก่อนที่น้ำจะเติมลงไปจนเต็มหลุมที่เขาขุด
“แล้วพวกเขาล่ะ” เดียนาถามเสียงอ่อน พลางกวาดสายตาไปยังร่างไร้วิญญาณของหลายคนที่เธอเคยสนิทสนม และอีกหลายสิบคนที่ไม่ได้สนิทนักแต่ก็รู้จักเป็นอย่างดี
“ถึงเวลาที่เราต้องไปกันจริง ๆ แล้ว” วิคการ์พูดเสียงเด็ดขาด เด็กชายตระหนักได้ว่าเขาจำเป็นจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่ในทันทีนับจากนี้ไป เพื่อตัวข้าเองและเพื่อเดียนา เขาตัดสินใจ “พวกเสือ! หรือไม่ก็หมาป่า บางที...อาจจะพวกนกกินซาก สัตว์พวกนั้นจะจัดการศพที่เหลือแทนเรา ข้าต้องขอโทษพวกเขาจริง ๆ แต่เราจะต้องเก็บแรงที่เหลือไว้สำหรับการเดินทางอีกยาวไกล พวกเขาต้องเข้าใจเราแน่ เดียนา”
“แล้วเราจะไปไหนกัน”
“ข้าไม่รู้” วิคการ์ยอมรับอย่างอ่อนใจ “แต่แดนม่านหมอกไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับเราอีกต่อไปแล้ว สงครามผุดขึ้นทุกหย่อมหญ้าทั้งจากชาวแลงเกิลและชาวแฟรงคีออน บางที...เราอาจจะต้องหนีไปให้ไกลทางตะวันออก ได้ยินว่าที่แดนหมู่เกาะยังคงสงบสุขภายใต้การปกครองของพระราชาเพียงพระองค์เดียวของชาวฟาราเวย์” วิคการ์เม้มริมฝีปากอย่างครุ่นคิด “พระราชาเอเรส แห่งราชวงศ์ออโรราส เราอาจจะลอบขึ้นเรือสักลำที่เอนด์แลนด์เพื่อไปที่นั่นได้”
“ข้าจะคิดถึงพวกท่าน เสมอ ” เดียนาพรมจูบลงไปยังหน้าผากของร่างไร้ลมหายใจทั้งสองอย่างแผ่วเบา พลางสะอื้นจนน้ำหยดใสไหลพรากออกจากดวงตาสีฟ้าสดอันอ่อนโยน ก่อนที่สองพี่น้องจะช่วยกันหย่อนร่างของพ่อกับแม่ของพวกเขาลงไปนอนเบียดเสียดกันในหลุมลึกครึ่งเมตร
“ลาก่อน...พ่อ...แม่... ลาก่อน มัดพัดเดิล” วิคการ์กล่าวอย่างฝืนกลั้น
ดอกทานตะวันเปื้อนดินเปียก ๆ กำหนึ่งถูกวางลงบนคันดินที่พอกพูนขึ้นเหนือหลุมศพที่วิคการ์ขุด รอยเท้าเปลือยเปล่าสองคู่ทอดสลับไปตามถนนสายยาวที่กลายเป็นปลักโคลนเหนียวเหนอะหนะเพื่อมุ่งสู่ทิศตรงข้ามกับดวงตะวันที่กำลังคล้อยต่ำลงหลังทิวเขาสีน้ำตาล การเดินทางของเด็กไม่เดียงสาสองคนเริ่มต้นขึ้นจากความเจ็บปวดรวดร้าวเป็นที่สุด แต่นี่จะไม่ใช่การทุกข์ทนครั้งสุดท้ายของพวกเขา เช่นเดียวกันกับความสุขสมหวังที่จะเกิดขึ้นให้ทั้งคู่ได้เชยชม ดั่งดอกทานตะวันที่จะบานรับแสงอีกแน่นอนในภายภาคหน้า และเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะบอกความจริงว่า การผจญภัยของพวกเขาทั้งคู่จะถูกเล่าขานผ่านนิทานและบทลำนำอมตะในโลกของ เกลียววายุแห่งการช่วงชิง ไปอีกยาวนานหลายพันปี จนกระทั่งการมาถึงซึ่งยุคสมัยของเหล่าบุตรและธิดาแห่งเกลียววายุ ผู้ซึ่งจะสร้างมหากาพย์แห่งการช่วงชิงในยุคที่โลกเข้าสู่มหาวิบัติแห่ง ทิวานิรันดร์า
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??