เรื่อง Vanquish God Soul ผู้พิชิตวิญญาณ
ความแข็งแ่ของา์มาร์ พวกเขาั้ย่อมู้ียิ่งกว่าใๆ แล้วยิ่งรูปแบบดังกล่าวถูกใช้โดยกลุ่มคนปริศนา ที่มีระดับขั้นพลังอยู่เหนือพวกเขาไปอีกหลายขั้น
เทพมารอาชูร่าจึงไม่มีทางเลือกมากนัก เขาจึงไ้เปิดใช้ทักษะวิญญาณที่มีชื่อเสียงของตนออกมาอย่างรวดเร็ว
(ไอ้เวรเอ้ย นี่มันไม่ใช่อะไรที่ข้าจะรับไ้!!)
อาชูร่าพูดขึ้นเสียงดัง จากนั้นแขนั้ไ้เริ่มถูกยกขึ้น ฝ่ามือเริ่มประทับเข้าหากัน นิ้วมือไขว้กันไปมาจนเกิดเป็นสัญลักษณ์มุรทา
ใบหน้าทั้งสามที่มีคนละอารมณ์ไ้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างถึงขีดสุด ในม่านตาก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงที่เดือดพล่านร้อนแรง
พร้อมกับที่พลังวิญญาณไ้หลั่งไหลออกมาจากผิวหนัง ลวดลายอักษรโบราณตามเนื้อตัวไ้เริ่มส่องประกายขึ้นอย่างเด่นชัด
<ทักษะวิญญาณ เทพมารอมตะ>
ทันใดนั้น ทักษะวิญญาณเทพมารอมตะก็ถูกสำแดงออกมาอย่างถึงขีดสุด อักขระโบราณสีดำทมิฬไ้ก่อตัวขึ้นไปทั่วทั้งร่างกาย ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงที่บ้าคลั่ง แปรเปลี่ยนร่างกายตนเองให้เป็นคงกระพันไร้เทียมทาน ป้องกันทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถทำร้ายตนเองไ้
เปรี๊ยะ!เปรี๊ยะ!เปรี๊ยะ!
ชั่วพริบตาหมัดของคนในชุดคลุมกำลังเข้าปะทะ ระเบิด์สังหารมีคุณสมบัติในการผันแปรพลังวิญญาณของศัตรูั้
ทว่าพลังของมันกลับเหมือนถูกบางสิ่งเข้าแทรกแซง ร่างกายที่ตอนแรกว่าจะถูกบดขยี้ออกเป็นชิ้นๆ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวรอยขีดข่วนเลยซักนิด
"นี่มัน.. ทักษะการป้องกันที่ดีมากที่สุดในประวัติา์ของมิติอารยธรรม?!!"
กลุ่มคนลึกลับถึงกับอุทานขึ้นอย่างตกใจ
ไม่คิดเลยว่าตัวตนที่ไ้กำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ มันจะเป็นเทพมารอาชูร่าในตำนานคนนั้น
ถึงตอนแรกจะไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ก็เถอะ แต่เหมือนไ้เห็นทักษะการป้องกันของเขา พวกมันก็บอกไ้ในทันทีเลยว่านี่แหละคือตัวจริง
(แกเข้ามาอยู่ในระยะของข้าแล้วใช่ไหม?)
อาชูร่าเหลือบมองไปยังศัตรูของตนพร้อมกับรอยยิ้ม กระทั่งแขนคู่หลังก็เริ่มทำท่าสัญลักษณ์
ทำให้คนอื่นๆที่เห็นก็ต้องหน้าซีดเผือดขึ้น พลางตะโกนให้ถอยกลับออกมาทันที ถึงพวกมันจะมีพลังวิญญาณมากกว่ากลุ่มคนพวกนี้ แต่พวกเขาั้กลับแข็งแ่กันเป็นอย่างมาก
(สายไปแล้วเจ้าโง่ ลองอาณาเขตพลังวิญญาณของข้าหน่อยเป็นยังไง?)
ทันใดนั้นอาณาเขตวิญญาณของอาชูร่าก็ไ้ถูกปลดปล่อยออกมา พลังแห่งธรรมชาติไ้เริ่มหลั่งไหลและปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาเขตบริเวณ เปลวเพลิงสีดำ สายลมสีดำ ผืนดินสีดำ สายน้ำสีดำ สายฟ้าสีดำ รวมถึงความมืดมิด ั้ก่อตัวเป็นพลังแห่งภัยพิบัติที่รุนแรงยิ่งกว่าสิ่งใดๆ
"หัวหน้าหน่วย.. เอาจริงไ้แล้วครับ"
"ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเสร็จมันซะแทน!!"
หลายคนตะโกนก้องและรีบพุ่งตัวเข้ามาราวกับแสงวาบ ทว่าในจังหวะนั่นเอง เบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏตัวตนที่พุ่งเข้ามาขัดขวางเอาไว้
พวกเขาทั้งสามเองก็เตรียมพร้อมที่จะปลดปล่อยพลังของตน เพื่อเข้าจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยสภาวะพลังระดับสูงสุด
(ก๊ะ!ก๊ะ!ก๊ะ! เข้ามาเลย!!)
(หวังว่าไอ้บ้านั่นจะจัดการไ้นะ)
ซุนหงอคงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
กระทั่งพลองทองในมือของเขาก็ดูใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่า ประกายแสงสีทองอร่ามสว่างไสวผุดขึ้นอย่างเจิดจรัส เริ่มก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ของมังกรโบราณที่หมุนวนรอบพลองอย่างอหังการ
<ทักษะวิญญาณ พลองทองทลาย์>
เขาไม่รอช้าที่จะเหวี่ยงอาวุธในมือของตนเองออกไป ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นจนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาเขตบริเวณ
<า์มาร์ มารทมิฬบดขยี้ศิลา>
แต่มีหรือที่ผู้ใช้า์มาร์จะยอมแพ้ง่ายๆ ด้วยพลังที่เหนือกว่า พวกมันไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่สามารถจัดการกับศัตรูที่อ่อนแอกว่าตนเองไ้
ถึงคนที่กำลังเผชิญอยู่จะเป็นเทพเจ้าที่อยู่ในตำนานปรัมปรา ทว่าพวกมันก็คือหนึ่งในตำนาน ลัทธิมาร์ที่แข็งแ่และเกรียงไกร
ปังงงงงงงงงงงงงงงงงงง!
พลังของพวกเขาไ้เข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ผืนดินรอบบริเวณเกิดการพังทลาย พร้อมกับที่า์มาร์ไ้เข้าบดขยี้ทักษะวิญญาณของซุนหงอคงออกเป็นชิ้นๆ แม้แต่รูปลักษณ์ของมังกรทองโบราณที่ถูกควบแน่นขึ้นมา มันก็ยังต้องสูญสลายหายไปจนหมดสิ้น
(พวกแกรวมพลังกันแล้วแข็งแ่ดีนี่!!)
ซุนหงอคงที่เห็นแบบนั้นก็แสยะยิ้มขึ้นอย่างชอบใจ รีบควงพลองในมือของตน พุ่งกระโจนเข้าใส่กลุ่มของพวกเขาต่อทันที
(เหอะๆ ตัวของแกมันก็บ้าไม่แตกต่างไปจากอาชูร่านั่นแหละ คิดยังไงถึงบ้าระห่ำเช่นนี้)
สุริยะเทพราหรี่ตาลงพลางจ้องมองสถานการณ์ กระทั่งเมื่อเห็นว่าซุนหงอคงยังไม่ไหว
ฝ่ามือทั้งสองของเขาจึงไ้เริ่มประทับเข้าหากัน พลังวิญญาณภายในร่างกายเกิดความผัวผวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และปลดปล่อยพวกมันออกมาเสมือนเป็นภูเขาไฟที่เดือดพล่าน
<อาณาเขตวิญญาณ การพิพากษาแห่งสุริยัน>
พริบตาเดียว แสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็ไ้แพร่กระจายปกคลุมไปยังกลุ่มคนในชุดคลุมเหล่านี้ แปรเปลี่ยนบรรยากาศั้ไปในทันที
"อาณาเขตวิญญาณของสุริยะเทพรา?!!"
เมื่อสัมผัสไ้ถึงความร้อนอันมหาศาล พวกมันก็ต้องใช้พลังวิญญาณของตนเองเข้าปกคลุมร่างกาย รีบแหงนหน้าขึ้นมองไปยังด้านบน
กระทั่งไ้เห็นถึงดวงอาทิตย์ที่มีขนาดความกว้างหลายสิบเมตร ดวงอาทิตย์เหนือหัวเต็มไปด้วยพลังวิญญาณที่มหาศาล ส่องประกายสีส้มดั่งเปลวเพลิงที่ร้อนแรง ถึงขนาดทำให้อากาศ รวมถึงผืนดินรอบด้านต้องถูกหลอมละลาย ุิ่ในรัศมีอาณาเขตเริ่มลุกไหม้ขึ้นด้วยความรวดเร็ว
(โอ๊ย! ร้อนว้อย ร้อนว้อยยยย)
(นี่แกไม่ไ้ดูพักพวกเลยนะ!!)
ซุนหงอคงส่งเสียงตะโกนขึ้นอย่างไม่พอใจ พลางใช้เคลื่อนย้ายทะยานผ่านท้องนภา รีบปลีกตัวหลบหนีออกไปจากอาณาเขตแห่งนี้ทันที
"ลงมือ ใช้ระเบิดสังหาร์บดขยี้เขตแดนวิญญาณของเขาซะ"
กลุ่มคนในชุดคลุมที่เห็นแบบนั้นก็กลับมามีสติขึ้นอีกครั้งนึง พวกเขาหันมามองหน้ากันพร้อมกับพยักหน้ารับ รัศมีอาณาเขตแห่งนี้ถูกปิดกั้นโดยความร้อนของดวงอาทิตย์จำลอง
ถ้าพวกมันอยากรอดไปจากพลังของสุริยะเทพรา มีหนทางเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือการทำลายอาณาเขตของคนผู้นั้นให้พังทลายลง
จากนั้นกลุ่มคนั้ก็ต่อยหมัดของตนเองขึ้นไปเหนือหัว า์มาร์เริ่มสำแดงพลังอำนาจที่ไร้เทียมทาน
ครืนนนนนนนนนนนนน!
บริเวณรอบหมัดเริ่มหมุนวนราวกับพายุอันรุนแรง ทำใหุ้ิ่เริ่มดึงดูดเข้าไปหายังหมัดของเขา ไม่ใช่ซิ ต้องบอกว่าุิ่เกิดแรงดึงดูดขึ้นอย่างมหาศาล เข้าทำลายรัศมีอาณาเขตของสุริยะเทพราด้วยพลังวิญญาณที่เหนือยิ่งกว่า
เปรี๊ยะ!เปรี๊ยะ! ...เปรี๊ยง!
ดวงอาทิตย์จำลองของสุริยะราไ้ถูกทำลายลง อาณาเขตวิญญาณสูญสลาย และระเบิดออกจนกลายเป็นอณูวิญญาณที่เจิดจรัส
(อึก? กลุ่มคนพวกนี้มันแข็งแ่จริงๆ)
สุริยะเทพราถึงกับพ่นโลหิตออกมาคำใหญ่ ใบหน้าหัวนกซีดเผือดขึ้นอย่างหนัก ขณะที่ไสวเวทย้อนกลับก็เริ่มต้นการทำงานของมันอย่างรวดเร็ว เข้าปรับสภาพอาการบาดเจ็บภายใน และฟื้นฟูอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
(พวกเรามีกันแค่สี่คน ระดับพลังยังน้อยกว่าพวกมันถึงสองสามขั้นเล..?!!)
ทว่ายังไม่ทันที่จะไ้พูดจบ กลุ่มคนในชุดคลุมั้ก็ไ้กระทืบเท้าข้างนึงลงไปยังผืนดิน สร้างเป็นแรงสั่นสะเทือนขึ้นอย่างหนัก
<า์มาร์ ก้าวย่างมารวิหคอัสนี>
พริบตานั่นเอง กลุ่มคนนับสิบก็ไ้แยกร่างของตนเองออกมา ไม่ผิด พวกเขาไ้แบ่งร่างของตนเองออกมาหลายสิบร่าง จากที่มีหลายสิบคน ั้ก็กลับกลายมาเป็นหลักร้อยคน
ั้เต็มไปด้วยพลังที่แท้จริง ไม่ใช่ภาพลวงตาหรือประสาทหลอนอะไรทั้งสิ้น
ทุกคนเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าอัสนีบาต พุ่งกระโจนเข้าใส่ตัวของเขาจากทั่วทุกสารทิศ เสมือนเป็น-่าฝนแห่งสายฟ้าเลยก็ว่าไ้
(นะ..นี่มันบ้าอะไรเนี่ย?!!)
(เจ้านายไม่เคยใช้ทักษะแบบนี้เลยนะ)
การกระทำของพวกมันไ้ทำให้สุริยะเทพราพลันเบิกตากว้าง เพราะเขายังไม่เคยสัมผัสอะไรแบบนี้มาก่อนเลยซักนิด
(ก๊ะ!ก๊ะ!ก๊ะ! อยากสังหารเขา?)
(พวกแกถามข้าก่อนหรือยังวะ!!)
เสียงคำรามของซุนหงอคงดังสนั่นหวั่นไหว กระทั่งรอบๆตัวของสุริยะเทพราไ้มีร่างแยกของซุนหงอคงนับร้อย กระจายตัวออกไปป้องกันการโจมตีของกลุ่มคนลึกลับ
"นี่มัน.. พลังร่างแยก?!!"
ทำให้พวกมันที่เห็นต้องเกิดความตกใจขึ้นอีกรอบ ขณะเดียวกัน กิลกาเมชที่ยืนคุมเชิงอยู่ก็ไ้เริ่มลงมือ เขาไ้หยิบบางสิ่งออกมาจากคลังสมบัติของตน ปรากฏให้เห็นถึงหอกสีแดงชาด ปลายหอกส่องประกายสะท้อนแสงไปด้วยเลือดโลหิต
<อาณาเขตวิญญาณ การพิพากษาของราชาแห่งวีรชน>
พร้อมกับที่กิลกาเมชไ้เปิดใช้ทักษะอาณาเขตของตนเอง เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของหอกในมือร้ายกาจมากยิ่งขึ้น
เพราะอาณาเขตรูปแบบนี้ของเขาคือพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ ุิ่จะถูกพันธนาการเอาไว้ภายใต้ประกายแสงแห่งราชาวีรชน ไม่สามารถขยับตัวไปไหนไ้เลยแม้แต่นิดเดียว
"อึก? พะ..พลังนี่มันบ้าอะไรกัน!!"
ทุกคนที่อยู่ในรัศมีพลังถึงขั้นขยับตัวของตนเองไม่ไ้ แม้แต่ซุนหงอคงกับสุริยะเทพราก็ยังต้องหันขวับมามองด้วยความตกตะลึง
<หอกศักดิ์สิทธิ์เกลโบลว์รูปแบบที่เจ็ด>
<การโจมตีอันรุนแรง ปริณายกรัตนะ >
เมื่อสิ้นคำพูดของเขา รูปแบบของหอกแห่งความตายก็ถูกเปิดใช้งานขึ้น
ประกายแสงสีแดงเลือดไ้ถูกขว้างออกไปยังสิ่งมีชีวิตั้ที่อยู่ในรัศมีอาณาเขต แล้วรูปแบบที่เจ็ดก็คือการปลดปล่อยอานุภาพพลังั้ของกิลกาเมช เมื่อรวมเข้ากับหอกศักดิ์สิทธิ์เกโบลว์ พลังของมันจึงสามารถทะลุทะลวงไุ้ิ่
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??