ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล

ติดตาม
ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล
นิยาย แฟนตาซี
ความนิ่งสงบเกิดขึ้นในจิตแล้ว จากนั้นจิตของเขาก็เข้าภวังค์ แล้วเขาก็เห็นร่างผู้สอนสมาธิยืนอยู่ตรงหน้า เขาคือ อาจารย์คง จากนั้นอาจารย์คงได้พูดกับเขาว่า “หากระเบื้องแผ่นที่เจ็ดให้เจอ”
Chookiat Choo Chookiat Choo : เจ้าของเรื่อง
212

อ่าน

0

ตอน

0

คอมเมนต์

1. พลพรรค

ชูเดช

 “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” ชูเดช บริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อาทิสมานกาย (กายอีกกายหนึ่งในตัวมนุษย์) ของเขานั่งอยู่ภายในวัตถุทรงกลมสีเทาที่เขาไม่สามารถมองเห็นหนทางใด ๆ เลยนอกจากความมืดมิด ทันใดนั้นภาพนิมิตก็เกิดขึ้นกับเขา

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ภายในห้องตรวจของศัลยแพทย์ท่านหนึ่ง

คุณหมอ “คุณมีอาการตาพร่าหรือเปล่า” ชูเดช “ไม่มีครับ” 

คุณหมอ “เวลาเดินมีอาการเซจะล้มไม๊ครับ” ชูเดช “ไม่มีครับ” 

คุณหมอ “เดินชนอะไรบ้างไม๊” ชูเดช “ไม่มีครับ” 

คุณหมอ “มือกำได้สะดวกไม๊” ชูเดช “สะดวกครับ” 

คุณหมอ “ปวดหัวอีกไม๊” ชูเดช “ไม่มีครับ” 

คุณหมอ “มีอาการชักอีกไม๊” ชูเดช “ไม่มีครับ แล้วผมสามารถออกกำลังกายอะไรได้ปกติไม๊ครับ”

คุณหมอ “ได้ครับ แต่ผมขอนัดดูอาการทุกปีนะ” ชูเดช “ครับ” เมื่อออกจากโรงพยาบาล ชูเดชก็นึกย้อนไปถึงเมื่อเดือนที่แล้วที่สนามฟุตบอลที่เขามีอาการชักและหมดสติ จึงต้องรับการรักษาจนถึงวันที่อาการเขาดีขึ้น จากคนที่แข็งแรงเป็นนักกีฬา และแทบจะไม่เคยป่วย ก็ยังมีโอกาสที่จะต้องประสบกับโรคใดโรคหนึ่งเข้าจนได้ นี่แหละความเป็นไปของมนุษย์

 หลังจากออกจากโรงพยาบาลในวันนั้น ทุกวันหยุดเขาจึงมักไปทำบุญตักบาตรสะสมบุญกุศล โดยหวังว่าจะล้างความไม่ดีในชีวิตและอยากทำบุญกุศลก่อนที่จะหมดโอกาส และจากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาเกิดความนึกคิดขึ้นอย่างหนึ่งว่า ทุกคนบนโลกนี้ก็เหมือนรอวันที่จะต้องจากไปกันทุกคน เมื่อมีการเกิดแล้วก็ต้องมีการตาย แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืมไปว่ามนุษย์ทุกคนมีความตายรออยู่ทั้งนั้น แล้วทุกคนลืมเรื่องสำคัญอย่างนี้ได้ยังไง และอะไรทำให้ทุกคนลืมมัน จนกระทั่งในวันหนึ่งขณะที่เขากำลังเดินทางกลับจากที่ทำงานและกำลังจะเดินเข้าบ้าน ชูเดชก็ได้พบกับชายชราคนหนึ่ง ชายชรานั้นมีท่าทางสงบ เยือกเย็น ได้เข้ามาถามทางไปวัดซึ่งชูเดชเคยไปตักบาตรเป็นประจำ 

 “คนทุกวันนี้ไม่รู้เป็นยังไงนะ ไม่ค่อยอยากจะไปวัดกัน ต้องรอถึงวันสุดท้ายเลยต้องโดนบังคับให้ไป” หลังจากที่ชูเดชบอกเส้นทางเรียบร้อยแล้ว ชายชราผู้ถามทางจึงพูดขึ้น ชูเดชจึงพูดตอบ “ผมก็มีข้อสงสัยอยู่เหมือนกันครับลุง” “สงสัยอะไรเหรอ” ชายชราถาม ชูเดชจึงบอกข้อสงสัยของตน “ก็ในเมื่อทั้งๆที่รู้ว่าซักวันหนึ่งตัวเองก็ต้องตายแต่ทำไมไม่นึกถึงเรื่องนี้” ชายชราจึงตอบ “มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม คนเราทุกวันนี้มัวแต่คิดในเรื่องที่จะต้องใช้ชีวิตยังไง สร้างตัวเองยังไง ทำยังไงถึงจะรวย ทำยังไงถึงจะแข็งแรง แล้วในที่สุดก็ลืมเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตไป” ชายชราตอบ ชูเดชจึงถามต่อ “แล้วทำไมถึงลืมล่ะครับ” ลุงจึงตอบ “สาเหตุที่ทำให้คนลืมว่าตนเองต้องตายนั้น ก็เนื่องจากการขาดสตินั่นเอง โดยอาศัยอวิชชาที่มีอยู่ผสมกับกิเลสเป็นปัจจัย ทำให้มนุษย์มองไม่เห็นว่า ไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่ตัวเองกำลังหมกมุ่นอยู่นั่นน่ะเป็นความทุกข์ และพยายามนึกถึงแต่สิ่งที่ตนคิดว่ามันจะสร้างให้ตนเกิดความสุข แต่ถ้าคิดให้ดีแล้วมันก็คือความสุขที่จะกลายเป็นความทุกข์ในเวลาข้างหน้านั่นเอง” ประโยคนี้เข้าถึงจิตใจของชูเดชทันที เขาจึงถามกลับไปว่า “แล้วลุงคิดว่ามนุษย์ต้องทำยังไงถึงจะไม่ลืมความตายของตนเองได้ครับ” ชายชรายิ้มและตอบว่า “สติ การมีสติเตือนตนอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น และการทำสมาธิจะช่วยให้เกิดสติได้ ถ้าพ่อหนุ่มอยากรู้ให้ละเอียดมากกว่านี้ก็ลองไปหาเรียนนั่งสมาธิซิ ลุงไปเรียนมาแล้ว แล้วจะรู้ว่าชีวิตของมนุษย์มีความมหัศจรรย์กว่าที่เคยคิด” และนี่จึงทำให้ชูเดชได้เข้าไปเรียนการปฏิบัติสมาธิที่สถาบันพลังจิตแห่งหนึ่งในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ชูเดชนั้นเคยนั่งสมาธิมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนอกจากคิดว่าเป็นการทำให้จิตใจสงบ และทำให้เขารู้สึกมีความสุขและไม่คิดฟุ้งซ่านเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงตัดสินไปสมัครเรียนสมาธิในแบบที่มีหลักการซักที ลักษณะการเรียนก็จะมีการสอนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไป และหลังจากเข้าเรียนได้ซักระยะแล้ว ในเช้าวันหนึ่งขณะที่เขากำลังจะเข้าห้องเรียน ก็มีป้าคนหนึ่งท่าทางใจดี แววตาและสีหน้ามีความผ่องใส น้ำเสียงกังวานเสนาะหู ได้เข้ามาถามชูเดชว่า “คุณค่ะ ทางลงชั้นใต้ดินของอาคารไปทางไหนค่ะ” ชูเดชก็นึกในใจว่าอาคารที่เรียนนี้ไม่มีชั้นใต้ดิน จึงตอบไปว่า “ไม่มีครับ ไม่มีชั้นใต้ดิน” “ไม่เป็นไรค่ะ” แล้วป้าคนนั้นก็เดินจากเขาไป 

เย็นวันนั้นชูเดชจึงเข้าไปถามอาจารย์คงผู้สอนสมาธิ “อาจารย์ครับ สถาบันเรามีชั้นใต้ดินไม๊ครับ” อาจารย์คงจึงตอบ “ก็ไม่แน่นะ อาจจะมีก็ได้ถ้าคุณมีความสามารถ” ชูเดชยิ่งสับสนขึ้นอีกจึงถามต่อ “หมายความว่ายังไงครับ” อาจารย์คงจึงตอบ “ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ถ้าคุณทำสมาธิไปเรื่อย ๆ ซักวันนึง คุณจะรู้เอง ตอนนี้พอดีผมรีบนะขอตัวก่อน ผมจะรีบไปห้องใต้ดิน” ชูเดชจึงได้แต่ยิ้มตอบ ด้วยความที่นึกว่าอาจารย์คงคงจะพูดเล่น

 หลังจากนั้น วันหนึ่งในห้องเรียนซึ่งขณะนั้นมีการฝึกภาคปฏิบัติโดยให้นักเรียนฝึกนั่งสมาธิ ขณะที่ชูเดชบริกรรมจนทำให้ความนิ่งสงบเกิดขึ้นในจิตแล้ว จากนั้นจิตของเขาก็เข้าภวังค์ แล้วเขาก็เห็นร่างผู้สอนสมาธิยืนอยู่ตรงหน้า เขาคือ อาจารย์คง จากนั้นอาจารย์คงได้พูดกับเขาว่า

“หากระเบื้องแผ่นที่เจ็ดให้เจอ”

ตอนนั้นชูเดชกำลังจะเอ่ยถามว่าหาทำไมเพื่ออะไรแต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร ทันใดนั้นภาพอาจารย์คงก็หายวับไป แล้วเขาก็หลุดออกมาจากภวังค์กลับมาอยู่ในห้องเรียน เขาพยายามนึกถึงเหตุการณ์นั้นว่าสิ่งที่เขาได้เห็นนั้นมันคืออะไร แล้วก็พยายามมองหาแผ่นกระเบื้องในห้องเรียน นับไปนับมาอยู่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มกระเบื้องแผ่นไหน แล้วแผ่นไหนคือกระเบื้องแผ่นที่เจ็ดนั้น แล้ววันต่อมาในขณะที่นั่งสมาธิ จิตของเขาเข้าสู่ภวังค์อีก เกิดความสงบ ไม่มีอารมณ์ใดๆ เลยในจิต เขารู้สึกว่าเขาได้ลุกขึ้น ขณะที่เขาลุกขึ้นยืนแล้วนั้น เขากลับเห็นตัวเขาเองยังนั่งอยู่เหมือนเดิม และเมื่อมองไปข้างหน้าก็เห็นพื้นด้านหน้าของเขาปูกระเบื้องเป็นแนวยาว เขาจึงลองก้าวเท้าออกเดิน และเมื่อเขาเดินก้าวเท้าไปจนถึงกระเบื้องแผ่นที่เจ็ด ทันใดที่เท้าของเขาได้สัมผัสแผ่นกระเบื้องแผ่นที่เจ็ดแล้ว ฉับพลันห้องเรียนก็หายวับไป กลายเป็นห้อง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนศูนย์ปฏิบัติการปล่อยจรวดขององค์การนาซ่าเหมือนที่เห็นในหนัง มีจอภาพขนาดใหญ่อยู่ฝั่งด้านหนึ่งและมีเคาน์เตอร์ควบคุมอีกฝั่งหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่กำลังนั่งทำงานควบคุมอะไรซักอย่างอยู่ มีการติดต่อพูดคุยกันทางไมค์และหูฟัง อาจารย์คงผู้สอนสมาธิที่เขาเห็นในนิมิตกำลังยืนคุมและเหมือนกำลังสั่งการอะไรบางอย่างอยู่บริเวณกลางห้อง และสายตาก็มองดูที่จอภาพใหญ่นั้น ทันใดนั้น อาจารย์ได้ออกคำสั่งผ่านไมค์ที่ติดกับหูฟังว่า “ยิง” แล้วเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็กดปุ่มสีแดงที่เคาน์เตอร์ สายตาของเจ้าหน้าที่ทุกคนเพ่งมองไปที่จอภาพใหญ่นั้น แต่ชูเดชกลับพยายามมองไปที่อาจารย์คงเพื่อจะถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซักพักหนึ่งก็มีเสียงรายงานมา “สำเร็จครับ” เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งรายงานผลให้อาจารย์ทราบ แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้นว่า “ตัวนี้เป็นแค่ตัวลูก คงมีตัวแม่กำลังจะตามมา ต้องเฝ้าระวังตัวแม่ต่อไป ยุติปฏิบัติการได้” และหลังจากที่อาจารย์คงก็ถอดหูฟังออกแล้ว อาจารย์คงก็หันมาทางชูเดชแล้วพูดกับชูเดช ว่า “หาเจอแล้วใช่ไม๊ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าคุณคงยังไม่พร้อมปฏิบัติงาน” และยังไม่ทันที่ชูเดชจะได้พูดอะไร เขาก็กลับมารู้สึกตัวว่านั่งทำสมาธิอยู่ที่ห้องเรียนนั้น วันนั้นหลังจากเรียนเสร็จ นักศึกษากล่าวคำลาอาจารย์แล้ว ระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินออกจากห้อง ชูเดชมองไปที่อาจารย์คงผู้สอนสมาธิ อาจารย์คงได้ยิ้มให้เขา แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาจึงรีบเดินตรงเข้าไปเพื่อถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น และยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร อาจารย์ก็พูดกับเขาว่า “ใกล้จะได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ถ้าคุณพร้อมก็เข้ามาปฏิบัติงานได้ ไม่ต้องรีบ ใจเย็น ๆ จงปฏิบัติสมาธิต่อไป” เขาจึงถามว่า “ปฏิบัติหน้าที่อะไรครับ” อาจารย์ตอบเขาว่า “งานนี้เพื่อโลก ถึงเวลาที่คุณพร้อมปฏิบัติหน้าที่คุณจะรู้เอง” แล้วหลังจากนั้นก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาอาจารย์คงเช่นกัน แล้วชูเดชก็เดินออกมาเก็บของที่โต๊ะแล้วจึงออกจากห้องเรียนไป

 วันนั้น ชูเดช กลับถึงบ้านโดยที่คำพูดของอาจารย์คงยังก้องอยู่ในหูเขา และในวันต่อมา ระหว่างที่อาจารย์ทำการสอนอยู่นั้น ก็มีเจ้าหน้าที่สถาบันคนหนึ่งขออนุญาตเข้ามาในห้องเรียนแล้วก็เข้าไปพูดซุบซิบเบา ๆ กับอาจารย์ แล้วอาจารย์ก็บอกกับนักศึกษาทุกคนว่า วันนี้ให้นั่งทำสมาธิกันไปก่อน เดี๋ยวอาจารย์จะขอไปทำธุระนิดหน่อย แล้วอาจารย์ก็เดินออกจากห้องเรียนไป จากนั้นทุกคนก็เริ่มนั่งทำสมาธิกัน ชูเดชก็เริ่มนั่งสมาธิ พอจิตสงบเขาก็เข้าภวังค์แล้วชูเดชก็เดินไปยังกระเบื้องแผ่นที่เจ็ดเหมือนที่เคยทำ ทันใดนั้นห้องเรียนก็หายไปกลายเป็นห้องปฏิบัติการเช่นเคย คราวนี้สิ่งที่ชูเดชเห็นทำให้เขาคิดว่าเป็นเหตุการณ์ใหญ่แน่ เพราะเห็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมีจำนวนมากกว่าครั้งก่อน แล้วก็มีเสียงเจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงานว่า “ตัวแม่มาแล้วครับอาจารย์” อาจารย์คงซึ่งใส่หูฟังอยู่พยักหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “ตั้งมั่นให้พร้อม ให้ทุกสาขาส่งกระแสเข้ามาได้ ฝ่ายปล่อยพลังให้ยิงเมื่อสั่ง” เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติที่ประจำอยู่ที่ปุ่มกดสีแดงตอบรับและรายงาน “รับทราบครับ” อาจารย์คงกำลังจ้องมองไปยังจอภาพขนาดใหญ่นั้น บนจอภาพเป็นรูปอวกาศที่มีดาวดวงเล็กดวงน้อยกระจายอยู่มากมาย ตรงกลางจอเป็นภาพคลื่นพลังชนิดหนึ่งลักษณะเหมือนไอความร้อน และมีตัวเลขกำกับพิกัดที่เคลื่อนที่อยู่ตามขอบของคลื่นนั้นเป็นช่วง ๆ ซึ่งพิกัดตัวเลขได้วิ่งอย่างไม่หยุดนิ่ง เมื่ออาจารย์เห็นว่าได้พิกัดที่ต้องการแล้วก็พูดขึ้นว่า “ใกล้เขตปะทะแล้ว เตรียมพร้อม” อาจารย์คงพูดใส่ไมค์ที่ติดกับหูฟัง แล้วก็สั่งว่า “ยิง” แล้วเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็กดปุ่มสีแดงที่เคาน์เตอร์ แล้วบนจอภาพก็ปรากฏคลื่นพลังเหมือนไอความร้อนอีกตัวหนึ่งเป็นลำพุ่งไปปะทะกับคลื่นพลังที่มีอยู่ในตอนแรก ทำให้คลื่นพลังทั้งสองสลายหายไป แล้วซักพักใหญ่ ๆ ก็มีเสียงรายงาน “สำเร็จครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงานผลให้อาจารย์ทราบ แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้นว่า “พลังกิเลสตัวนี้ มีองค์ประกอบไม่หลากหลายแต่กินอาณาบริเวณกว้างมาก ต้องตรวจสอบหลังการเคลียร์ด้วย” เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่นั่งดูจอคอมพิวเตอร์บนเคาน์เตอร์ และเมื่อใช้โปรแกรมสแกนดูแล้วจึงตอบกลับอาจารย์คงว่า “ในรัศมีเซ็คเตอร์ 1 ถึง 9 จากที่ตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏส่วนที่หลงเหลือครับ” อาจารย์คงมีสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้นแล้วพูดขึ้นว่า “ยุติปฏิบัติการได้” หลังจากถอดหูฟังแล้ว คราวนี้อาจารย์หันมาทางชูเดชพร้อมกับพูดขึ้นว่า “มีอะไรจะถามไม๊” ชูเดช รีบตอบอาจารย์ทันที “ครับ มันเกิดอะไรขึ้นครับ” อาจารย์คงจึงเรียกให้ชูเดชตามไปที่ประตูด้านหลังของห้องปฏิบัติการ แล้วพาชูเดชเข้าประตูไป เมื่อเข้าประตูไปก็ปรากฏว่าเป็นห้องอีกห้องหนึ่งแต่ห้องนี้ไม่มีพื้น ไม่มีผนัง เหมือนลอยอยู่ในอวกาศ แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้นว่า “ในอวกาศที่เคยคิดว่ามันว่างเปล่านั้น จริงๆแล้วมีพลังงานมากมายหลายชนิดที่มองไม่เห็น เช่น แรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นพลังงานที่ดึงดูดกันระหว่างดวงดาวหรือแรงดึงดูดระหว่างแกแล็คซี่ต่างๆ ซึ่งมันก็ส่งผลให้ดวงดาวแต่ละดวงทำปฏิกิริยากัน แล้วยังมีก๊าซต่างๆในอวกาศซึ่งมีความสัมพันธ์กันอีกมากมาย นอกจากนี้ก็ยังมีคลื่นพลังงานที่ไม่สามารถรู้ว่ามันเป็นพลังงานประเภทใด อย่างพลังงานดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์เราก็มองไม่เห็นมันคลื่นตัวนี้ แต่จะสังเกตได้จากปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงเท่านั้น สำหรับคลื่นที่คุณเห็นเมื่อซักครู่คือ คลื่นพลังกิเลสซึ่งมีอยู่ทั่วไปในอวกาศ เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องทำสมาธิเข้าภวังค์จึงจะสามารถมองเห็นมันได้ และคลื่นพลังกิเลสบนจอภาพที่ปรากฏนั้นเกิดจากกล้องตรวจจับที่ผมนิมิตไว้ในศูนย์ปฏิบัติการแห่งนี้ ผมคิดว่าอาจจะเคยมีคลื่นพลังกิเลสลงมาบนชั้นบรรยากาศของโลกก็เป็นได้ ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเมื่อไหร่ ตามปกติสรรพสัตว์นั้นจะมีกิเลสในตัวอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อคลื่นพลังกิเลสในอวกาศลอยเข้าใกล้ดวงดาวที่มีสิ่งมีชีวิตที่มีกิเลสอยู่ในตัว มันจะเกิดปฏิกิริยาดึงดูดกัน แล้วคลื่นพลังกิเลสในอวกาศซึ่งแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าก็จะถูกดูดลงไปบนดาวดวงนั้น และเมื่อคลื่นพลังกิเลสสามารถลงมาในชั้นบรรยากาศได้ จะทำให้มันเข้ามาเพิ่มกิเลสให้กับสรรพสัตว์บนโลกของเรา และมันก็ฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์และสรรพสัตว์มาจนทุกวันนี้ และถ้าวันนี้คลื่นพลังกิเลสตัวใดเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกได้อีก มันจะทำให้มนุษย์และสรรพสัตว์ต่าง ๆ มีกิเลสเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ถ้าเข้ามาได้อีกก็เป็นสามเท่า และอีกหลายเท่าตามจำนวนครั้งที่มันลงมาสัมผัสกับชั้นบรรยากาศโลก ลองคิดดูว่ากิเลสตัวปัจจุบันที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์และสรรพสัตว์นั้น มันทำให้โลกวุ่นวายขนาดไหน ความวุ่นวายก็จะเป็นสองเท่า สามเท่า ตามจำนวนครั้งที่มันเข้ามา จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องจัดการประหารมันซะตั้งแต่ที่มันยังอยู่ในอวกาศ” ชูเดช จึงถามต่อไปอีกว่า “ถ้ามันเข้ามาได้แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นครับ” อาจารย์คงจึงอธิบายให้ฟังเพิ่มเติมว่า “คลื่นพลังกิเลสเมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกแล้ว มันจะแทรกตัวเข้าไปเป็นพลังงานอยู่ในโมเลกุลของออกซิเจนในอากาศ โดยมันจะเข้าไปเป็นพลังยึดเหนี่ยวกันระหว่างอิเลคตรอนกับนิวเครียสภายในโมเลกุล และหลังจากที่สิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ได้รับออกซิเจนเข้าไป พลังกิเลสนี้ก็จะเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของโมเลกุลในร่างกาย และโดยเฉพาะสมอง และทำให้ความนึกคิดและอารมณ์ของผู้ที่รับมันเข้าไปมีพลังกิเลสปะปนอยู่ ทำให้ความนึกคิดอารมณ์การกระทำต่างๆมีกิเลสเข้ามาผสมนั่นเอง” ชูเดชจึงถามต่ออีกว่า “แล้วพลังกิเลสพวกนี้มาจากไหนครับ” อาจารย์คงยิ้มแล้วตอบว่า “เดิมนั้นเมื่อสรรพสัตว์กำเนิดขึ้น ก็มีพลังกิเลสเกิดขึ้นติดดวงจิตมาอยู่แล้ว แต่ในอวกาศนั้นเราไม่อาจรู้ได้ว่ามันมาจากที่ไหน แต่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นพลังงานที่เกิดจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งในอวกาศนั่นแหละ ซึ่งก็คงจะเหมือนพลังงานอื่น ๆ ที่มีอยู่ในอวกาศ เช่น พลังงานความร้อน หรือรังสีต่างๆในอวกาศนั่นแหละ เรารู้แต่ว่ามันมีและมันก็ลอยอยู่ในอวกาศ มันจะค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดวงดาวต่าง ๆ เมื่อดาวดวงใดมีสิ่งมีชีวิตปรากฏอยู่ สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้นซึ่งมีพลังกิเลสในตัวของสิ่งมีชีวิตนั้นอยู่แล้วก็จะดึงดูดพลังกิเลสนี้ลงไป การยับยั้งมันต้องกระทำก่อนที่มันจะผ่านเข้าชั้นบรรยากาศของดาวดวงนั้น” อาจารย์คงเห็นสีหน้างง ๆ ของชูเดช ก็เข้าใจจึงอธิบายต่ออีกว่า “ส่วนเรื่องอาวุธที่ใช้ในการสลายพลังกิเลสนั้น คือ สติ เราใช้พลังสติเป็นอาวุธในการสลายพลังกิเลส เราต้องรวบรวมพลังสติจากนักปฏิบัติสมาธิที่มีอยู่หลายสาขามารวมกันให้เป็นพลังมหาสติ โดยพลังสติจากสาขาของเราจะส่งผ่านเครื่องส่งและเครื่องรับที่ผมนิมิตขึ้นมาผ่านเข้ามาที่สถาบัน ซึ่งที่คุณเห็นอยู่นี่เป็นนิมิตของผมที่คุณจะเข้ามาสัมผัสได้เมื่อคุณปฏิบัติสมาธิได้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็จะส่งเข้าเครื่องยิง ซึ่งภายในเครื่องยิงจะเป็นการบีบอัดพลังให้มีความเข้มข้นสูงขึ้นแล้วจึงยิงขึ้นไปสลายพลังกิเลสเหล่านั้นให้หมดไปก่อนที่มันจะถูกดึงดูดเข้าชั้นบรรยากาศ ส่วนที่ทุกคนต้องสื่อสารผ่านชุดหูฟังก็เพื่อบันทึกปฏิบัติการไว้ทุกขั้นตอน แล้วเก็บไว้ในเพื้นที่จัดเก็บข้อมูลในนิมิตนี้ เรื่องรายละเอียดอื่น ๆ ก็ค่อยเรียนรู้ไปแล้วกัน ตอนนี้ก็ไม่ต้องสงสัยอะไรมากนัก ผมคิดว่าคุณคงพร้อมที่จะเข้ามาปฏิบัติงานแล้ว เพราะคุณสามารถนั่งสมาธิได้ในระดับหนึ่ง ผมจึงบอกให้รู้และให้คุณเตรียมตัวเข้ารับหน้าที่ต่อไป ผมก็หวังว่าคุณคงจะมีเมตตาเพื่อช่วยงานนี้” ชูเดชพยักหน้ารับหน้าที่อย่างเต็มใจ แล้วทั้งสองคนก็เดินกลับมายังห้องปฏิบัติการ แต่ยังไม่ทันที่ชูเดชจะถามอะไรต่อเขาก็รู้สึกตัวกลับออกมาจากภวังค์แล้วก็มารู้สึกตัวว่ากำลังนั่งสมาธิอยู่ และหลังจากทุกคนออกจากการนั่งสมาธิ อาจารย์คงก็กลับเข้ามา ชูเดช พยายามมองอาจารย์คงเพื่อให้อาจารย์คงหันมามองเขาบ้าง ซึ่งในแววตาของเขานั้นมีคำถามและก็ต้องการคำตอบอีกมากมายด้วย แต่อาจารย์คงก็ไม่ได้มองกลับมาที่เขาเลย เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ทุกคนก็กำลังออกจากห้อง เขาจึงเดินเข้าไปหาอาจารย์คงแล้วยิงคำถามทันที “อาจารย์ครับ ผมเข้าภวังค์แล้วเหมือนฝันไปครับ” อาจารย์คงจึงยิ้มแล้วตอบว่า “มีงานวิจัยชิ้นนึง ที่เค้าบอกว่าเวลาในความฝันมีระยะเวลาเพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดเท่าของระยะเวลาที่หลับ และเราสามารถทำฝันซ้อนฝันได้ การเข้าภวังค์ก็เป็นการหลับชนิดหนึ่งเช่นกัน การเตรียมตัวที่ผมบอกไปก็คือ หมั่นปฏิบัติให้มาก เจริญให้มาก มันจะทำให้คุณสามารถเข้าภวังค์ได้นานขึ้นโดยที่มีสติอยู่ ถึงเวลาต้องใช้งานจะได้ประโยชน์ โลกยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่” ชูเดช รีบถามต่อทันที “แล้วห้องนั้นอยู่ตรงไหนครับ” อาจารย์คงตอบว่า “ห้องนั้นผมนิมิตให้รับรู้ได้ว่าอยู่ชั้นใต้ดินของอาคารนี้ ไม่มีบันได ไม่มีลิฟต์ แต่ต้องทำจิตลงไปจึงจะไปถึงได้ ช่วงระหว่างที่คุณเข้ามาเรียน ผมก็เห็นแววว่าคุณมีโอกาสที่จะช่วยงานพิทักษ์โลกได้ การที่คุณหากระเบื้องแผ่นที่เจ็ดพบนั้น มันเกิดจากญาณความรู้ในตัวคุณที่มีหลังจากได้ปฏิบัติสมาธิมาระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคุณจึงพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้ว ผมจึงอยากให้คุณเข้ามาร่วมงานกัน แต่ว่าตอนนี้ก็กลับบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะ” หลังจากชูเดชกำลังเดินออกจากการสนทนากับอาจารย์ ก็มีผู้หญิงอีกอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาอาจารย์คงเช่นกัน แล้วชูเดชก็เดินออกจากห้องไป

 วันนั้นชูเดชเดินกลับบ้านอย่างรู้สึกกังวลว่าเขาจะต้องเตรียมตัวยังไง ทำยังไง เวลาไหน ขณะที่นึกอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเรียก เสียงนั้นมาจากลุงสอน คนแถวบ้านที่รู้จักกัน ลุงสอนกล่าวทักทายว่า “เป็นไง เหาะได้หรือยัง ไปเรียนสมาธิอ่ะ” ลุงสอนเป็นเพื่อนบ้านก็แซวเล่นในฐานะคนรู้จัก เขาจึงแวะเข้าไปพูดคุย “เกือบแล้ว ขอเวลาหน่อย” แล้วชูเดชก็หัวเราะ ลุงสอนก็พูดต่ออีกว่า “นี่ถ้าไม่มีความทุกข์ก็ไม่เข้าวัดใช่ไม๊” ชูเดช จึงตอบไปว่า “มนุษย์ทุกวันนี้มีแต่ความทุกข์เป็นตัวตั้งทั้งนั้น มีความสุขเพราะเหตุนั้นมีอยู่และทุกข์เมื่อเหตุแห่งสุขนั้นเปลี่ยนไป มีความทุกข์เพราะเหตุนั้นมีอยู่และสุขเมื่อเหตุแห่งทุกข์นั้นเปลี่ยนไป จะสุขเมื่อชอบ จะทุกข์เมื่อไม่ชอบ แต่เราไม่เข้าใจว่าเรามีความทุกข์เป็นตัวตั้งเพราะมีอวิชชาที่ปิดบังการรู้ และยังมีกรรมที่คอยบดบังไว้” ลุงสอนจึงตอบกลับมาว่า “งั้นมนุษย์ทุกคนก็มีแต่ความทุกข์อ่ะซิ ทำไมมนุษย์ถึงมีแต่ความทุกข์ล่ะ” ชูเดชจึงตอบ “มนุษย์เราเมื่อเกิดมาก็มีความต้องการปัจจัยต่างๆมาให้ร่างกายและจิตใจของตน จึงเกิดความทุกข์ต้องดิ้นรนขวนขวายหามา ถ้าหามาไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ ถ้าหามาได้ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดความทุกข์ที่ต้องปกป้องรักษาสิ่งที่หามาได้อีก มันก็ประมาณนี้แหละ” ลุงสอนจึงพูดต่อ “แล้วคนที่ร่ำรวยมีเงินทองมากมาย มีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ล่ะ เขาก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ” ชูเดชจึงถามลุงสอนว่า “ตอนนี้ลุงมีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่” ลุงสอนตอบ “ไม่ถึงล้านหรอก” แล้วชูเดชก็ถามอีกว่า “แล้วลุงสอนเป็นห่วงทรัพย์สมบัติที่มีแค่ไหน” ลุงสอนก็ตอบว่า “ข้าก็ห่วงของข้าซิวะ” จากนั้นชูเดชอธิบายต่อไปว่า “ลุงลองคิดดู ลุงมีหนึ่งล้านลุงห่วงขนาดไหน แล้วคนที่เขามีเป็นพันล้านหมื่นล้านนี่เขาจะต้องห่วงมากกว่าลุงกี่เท่า ในเมื่อตลอดเวลามีความเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยง มันจึงเป็นความทุกข์ที่ต้องปกป้องรักษาสิ่งเหล่านั้นไม่ให้เปลี่ยนแปลงหรือพยายามให้มันงอกเงยมากขึ้น ลุงลองคิดดูง่ายๆนะ ทุกวันนี้ขณะเวลายังเปลี่ยนแปลงเลย แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ทำปฏิกิริยากับเวลาทั้งนั้น ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นความทุกข์ก็เกิด แต่ถ้ามีสติรู้เท่าทัน ความทุกข์ก็ไม่เกิด” ชูเดช ตอบแล้ว ลุงสอนก็อนุโมทนา “สาธุ” แล้วชูเดชก็ขอตัวเข้าบ้านไป 

ทันใดนั้นเขาก็ถอนออกจากภวังค์มารู้สึกตัวอีกครั้งว่า อาทิสมานกายของเขากำลังนั่งอยู่ในวัตถุทรงกลมสีเทาที่เขาสัมผัสได้แต่ความมืดมิด

เอราวรรณ

 “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” เอราวรรณ บริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อาทิสมานกายของเธอนั่งอยู่ภายในวัตถุทรงกลมสีเทาที่เธอไม่สามารถมองเห็นหนทางใด ๆ เลยนอกจากความมืดมิด

ทันใดนั้น ภาพนิมิตก็เกิดขึ้นกับเธอ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง 

“คุณหมอค่ะ แม่หนูเป็นยังไงบ้างค่ะ” เอราวรรณถามคุณหมอซึ่งทำการผ่าตัดแม่ของเธอ และกำลังเดินออกมาจากห้องผ่าตัด

“การผ่าตัดเรียบร้อยครับ รอพักฟื้นแล้วก็กลับบ้านได้ แต่การรักษาตัวที่บ้านควรจะต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลาครับ”

 เอราวรรณ นึกในใจว่า หลังจากที่เธอตัดสินใจผิดพลาดและลาออกจากงานที่เคยทำ เธอก็เป็นห่วงแต่แม่ของเธอเท่านั้น เพราะเธอต้องอยู่กับแม่สองคนตั้งแต่พ่อของเธอจากไป แม่ของเธอก็ดูแลเลี้ยงดูเธออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นสิ่งที่เธอจะต้องทำต่อไปก็คือเลี้ยงดูแม่ของเธอให้มีความสุข เธอจึงจำเป็นต้องดูแลแม่ของเธออย่างใกล้ชิด การรับทำงานจิตอาสาในชุมชนตามที่เพื่อนบ้านหลายคนขอให้เธอช่วยทำก็มีความสะดวกเพราะสำนักงานก็อยู่ไม่ไกลจากบ้าน สามารถเดินไปกลับได้ เธอจึงตัดสินใจทำงานจิตอาสาในชุมชนของเธอ แล้ววันหนึ่งหลังจากที่เธอเลิกงานและกำลังเดินกลับบ้าน ก็มีคุณป้าคนหนึ่งขับรถผ่านมาแล้วถามทางไปหมู่บ้านซึ่งเป็นโครงการสองของหมู่บ้านเดียวกันกับหมู่บ้านที่เธออยู่ เอราวรรณจึงอธิบายเส้นทางให้คุณป้าท่านนั้น และเมื่อเธออธิบายเส้นทางเรียบร้อยแล้ว คุณป้าท่านนั้นจึงได้พูดกับเอราวรรณว่า “ขอบคุณมากนะจ๊ะ หนูอยู่แถวนี้นานแล้วเหรอ” เอราวรรณจึงตอบไป “ค่ะ อยู่ตั้งแต่เกิดเลย” คุณป้าท่านนั้นได้พูดขึ้นว่า “ป้าจะเอาใบสมัครเรียนสมาธิไปให้เพื่อน พอดีขอมาสองชุด เดี๋ยวป้าให้หนูชุดนึง เผื่อหนูสนใจ” แล้วคุณป้าท่านนั้นก็ยื่นเอกสารให้เอราวรรณ “ขอบคุณค่ะ” เอราวรรณรับมาโดยยังไม่ได้คิดอะไร ซึ่งตอนนั้นเธอยังคิดไม่ออกว่าเธอจะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน แต่ก็รับไว้เผื่อมีโอกาสได้เรียน ซึ่งเอราวรรณก็ชอบการปฏิบัติในแนวทางนี้อยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่เธอพิจารณาหลักสูตรแล้วก็เห็นว่าเป็นการเรียนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ซึ่งเป็นวันหยุดปกติของเธอพอดี เธอจึงไปสมัครเรียนสมาธิที่สถาบันพลังจิตในช่วงวันหยุดของเธอ ซึ่งระหว่างวันหยุดที่เธอต้องไปเรียนสมาธิก็มีน้ามาช่วยดูแลแม่ให้เธอได้ เอราวรรณนั้นเคยนั่งปฏิบัติสมาธิมาบ้างแล้ว และเคยสนใจจะสมัครเรียนสมาธิในแบบที่มีหลักการเหมือนกันแต่ยังหาโอกาสไม่ได้ ตอนนี้เธอจึงตัดสินใจใช้เวลาที่ว่างจากการดูแลเม่และงานจิตอาสาไปเข้าเรียน หลังจากเริ่มเรียนได้ซักระยะแล้ว ในเช้าวันหนึ่งขณะที่เธอกำลังจะเข้าห้องเรียน ก็มีลุงคนหนึ่งท่าทางใจดี แววตาและสีหน้าผ่องใส น้ำเสียงกังวาน เข้ามาถามเธอว่า 

“คุณครับ ทางลงชั้นใต้ดินของอาคารไปทางไหนครับ” เธอก็นึกในใจว่าอาคารนี้ไม่มีชั้นใต้ดิน จึงตอบไปว่า “ไม่มีค่ะ ไม่มีชั้นใต้ดิน”“ไม่เป็นไรครับ” แล้วลุงคนนั้นก็เดินจากเขาไป 

 แล้ววันหนึ่งในห้องเรียน ขณะที่มีการฝึกภาคปฏิบัติของนักเรียนสมาธิ เอราวรรณได้นั่งสมาธิและบริกรรมจนกระทั่งจิตเข้าภวังค์ไป แล้วเธอก็ได้เห็นอาจารย์คงผู้สอนสมาธิ ได้เข้ามาพูดกับเธอว่า “หากระเบื้องแผ่นที่เจ็ดให้เจอ”

 เอราวรรณ กำลังจะเอ่ยถามว่าหาทำไม เพื่ออะไร ทันใดนั้น อาจารย์คงก็หายวับไป เอราวรรณพยายามนึกถึงเหตุการณ์นั้นว่ามันคืออะไร แล้วก็พยายามลองหาแผ่นกระเบื้องในห้องเรียน นับไปนับมาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มกระเบื้องแผ่นไหน แล้วแผ่นไหนคือกระเบื้องแผ่นนั้น แล้วในวันต่อมาขณะที่มีการฝึกภาคปฏิบัตินั่งสมาธิอยู่ จิตของแธอได้เข้าสู่ภวังค์ เกิดความสงบ ไม่มีอารมณ์ใดๆ เลยในจิต เธอได้ลุกขึ้นยืน เบื้องหน้าของเธอเป็นพื้นกระเบื้องปูเป็นทางยาว แต่เธอกลับเห็นตัวเธอเองยังนั่งอยู่เหมือนเดิม แล้วเธอก็เดินไปหยุดยืนอยู่ที่แผ่นกระเบื้องด้านหน้าเธอในแผ่นที่เจ็ด และเมื่อเท้าของเธอสัมผัสกับกระเบื้องแผ่นที่เจ็ด ทันใดนั้น ห้องเรียนก็หายวับไป กลายเป็นห้อง ๆ หนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนศูนย์ปฏิบัติการปล่อยจรวดขององค์การนาซ่า มีจอภาพขนาดใหญ่อยู่ฝั่งด้านหนึ่งและมีเคาน์เตอร์ควบคุมอีกฝั่งหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่กำลังนั่งทำงานควบคุมอะไรซักอย่างอยู่ มีการติดต่อคุยกันทางไมค์และหูฟัง อาจารย์คงผู้สอนสมาธิที่เธอเห็นในนิมิตกำลังยืนคุมอยู่บริเวณกลางห้อง แล้วก็เห็นชูเดชที่ยืนอยู่ตรงหน้าอาจารย์ แต่ทันใดนั้นชูเดชก็หายวับไป แล้วอาจารย์คงก็มองมาที่เธอ พร้อมกับพูดขึ้นว่า

“มาอีกคนแล้ว หาเจอจนได้ รอให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร เธอก็กลับมารู้สึกตัวว่านั่งทำสมาธิอยู่ที่ห้องเรียนนั้น วันนั้นหลังจากเรียนเสร็จ นักศึกษากล่าวคำลาอาจารย์แล้ว ระหว่างที่ทุกคนกำลังเดินออกจากห้อง เธอมองไปที่อาจารย์คงผู้สอนสมาธิ เห็นอาจารย์คงยืนคุยกับชูเดชอยู่ พอชูเดชกำลังปลีกตัวออกไป อาจารย์ได้หันมายิ้มให้เธอ แต่ไม่ได้พูดอะไร เธอจึงเดินตรงเข้าไปเพื่อถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น และยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร อาจารย์คงก็พูดกับเธอว่า “ใกล้จะได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ถ้าพร้อมก็เข้ามาปฏิบัติงานได้ ไม่ต้องรีบ ใจเย็น ๆ ปฏิบัติสมาธิต่อไป” เธอจึงถามว่า

“ปฏิบัติงานอะไรค่ะ” พระอาจารย์ตอบเธอว่า “งานนี้เพื่อโลก ถึงเวลาที่คุณพร้อมปฏิบัติหน้าที่คุณจะรู้เอง” แล้วหลังจากนั้นก็มีผู้หญิงและผู้ชายเดินตรงเข้ามาหาอาจารย์คงเช่นกัน แล้วเอราวรรณก็เดินออกจากห้องไป 

 ระหว่างทางกลับบ้าน เธอก็นึกถึงคำของอาจารย์คงตลอด ขณะที่นึกอยู่นั้นก็ต้องตกใจ เมื่อป้าเมาท์คนแถวบ้านทักทายว่า “เห็นว่าไปเรียนสมาธิมาเหรอ เป็นไงบ้าง” เพื่อนบ้านทักทายในฐานะคนรู้จัก เธอก็นึกในใจขึ้นมาว่า อันนินทากาเล เหมือนเทน้ำไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดไปกรีดหินฯ ป้าเมาท์รู้ได้ไงเนี่ย แต่เธอก็แวะเข้าไปพูดคุยโดยมารยาท แล้วป้าเมาท์ก็ยิงคำถามชุดใหญ่ “ดีไม๊ มีพลังจิตรักษาโรคได้ไม๊ เห็นแสงอะไรหรือเปล่า ตัวเบาลอยขึ้นเหนือพื้นไม๊ ระลึกชาติได้ยัง รู้ใจคนได้ไม๊ ...” เอราวรรณจึงรีบตัดบทก่อนป้าเมาท์จะถามอะไรต่อ “ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกป้า แต่ตอนนี้มีญาณพิเศษที่รู้แล้วว่าจะถามเรื่องภายในชุมชนที่ใคร” ป้าเมาท์รีบถามทันทีว่า “ใครเหรอ” เธอจึงตอบไปว่า “ก็ป้านั่นแหละ” แล้วเธอก็ขอตัวเข้าบ้านไป 

ทันใดนั้นเธอก็ถอนออกจากภวังค์มารู้สึกตัวอีกครั้งว่า อาทิสมานกายของเธอกำลังนั่งอยู่ในวัตถุทรงกลมสีเทาที่เธอสัมผัสได้แต่ความมืดมิด

วัฒโน , นิดหน่อย

 “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” วัฒโนและนิดหน่อย บริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองคนพยายามเพ่งหาชูเดชและเอราวรรณ เพื่อเข้าไปพาทั้งสองคนกลับมา ในขณะที่ร่างกายของชูเดชและเอราวรรณยังไม่มีสัญญาณว่าจะออกจากภวังค์มาได้ ร่างของทั้งสองนั่งสมาธิอยู่ที่สถาบันพลังจิตแต่อาทิสมานกายของทั้งสองติดอยู่ท่ามกลางคลื่นพลังกิเลสในอวกาศ วัฒโนนั้นจะมีความชำนาญมากกว่านิดหน่อยอยู่มาก จึงสามารถควบคุมสติเพื่อบังคับอาทิสมานกายเคลื่อนไหวได้ดี แต่อาทิสมานกายของนิดหน่อยนั้น จะปรากฏและหายและปรากฏและหายสลับกันไปตลอดเวลาและถี่มาก วัฒโนจึงแนะให้นิดหน่อยว่า “นิด นึกถึงความตายไว้ สังขารขันธ์ไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ขจัดอารมณ์อื่นออกให้หมด ทำให้เป็นเอกัคคตา (ความเป็นหนึ่ง)ไว้” นิดพยายามทำตามคำแนะนำ ทำให้การหายและปรากฏอาทิสมานกายของนิดมีความถี่น้อยลงๆ แต่ก็ไม่หมดไปเลยทีเดียว แต่ก็เพียงพอเพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้ลุล่วง และเมื่อจิตของทั้งวัฒโนและนิดหน่อยเข้าภวังค์แล้ว วัฒโนก็ส่งกระแสจิตพูดกับนิดหน่อยว่า “ไม่รู้พี่ชูอยู่ส่วนไหน มันกว้างใหญ่มากเลย” วัฒโนส่งกระแสจิตบอกกับนิดหน่อย ในขณะที่อาทิสมานกายของเขาเข้าไปใกล้คลื่นพลังกิเลสที่ลอยอยู่ในอวกาศนั้น นิดหน่อยจึงส่งกระแสจิตพูดขึ้นว่า “เราเข้าใกล้ที่สุดได้แค่ไหนเหรออู๊ด” วัฒโนจึงบอกนิดหน่อยว่า “อาจารย์บอกว่าไม่เกินร้อยเมตร ไม่งั้นเราโดนมันครอบคลุมแน่” จากนั้นอาทิสมานกายของทั้งอู๊ดและนิดหน่อยก็เข้าไปถึงจุดที่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้มากกว่านั้นแล้ว อู๊ดจึงเพ่งกระแสจิตเพื่อติดต่ออาทิสมานากายของชูเดชทันที “พี่ชู กลับได้แล้ว” “พี่ชู กลับได้แล้ว” “พี่ชู กลับได้แล้ว” ฯลฯ เขาเพ่งกระแสนี้ส่งไปหาชูเดชนับเป็นสิบครั้ง อาทิสมานกายที่ติดอยู่ในวงล้อมของคลื่นพลังกิเลสนั้นจะไม่สามารถได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้สิ่งใด ๆ เนื่องจากดวงจิตจะถูกกิเลสบดบังไว้ เหมือนกับคนที่มีกิเลสครอบงำอยู่ ในความนึกคิดนั้นจะไม่มีเหตุผลสำหรับการกระทำที่ได้กระทำจะมีเพียง โลภะ โทสะ และโมหะเท่านั้นเป็นตัวนำทาง แต่สำหรับคนที่ได้รับการฝึกสมาธิเสริมสร้างพลังสติมาแล้วย่อมมีโอกาสที่จะมองเห็นหนทางได้ถ้ามีพลังสติที่มั่นคงอยู่ในจิตใจ ชูเดชก็เช่นกัน เขาได้ผ่านการปฏิบัติสมาธิมาได้ระดับหนึ่ง จึงทำให้เมื่อวัฒโนส่งกระแสจิตติดต่อเข้าไป ชูเดชจึงได้ยินและในที่สุด ชูเดช จึงถอนตัวจากภวังค์ในชั้นที่ติดอยู่ในคลื่นพลังกิเลสนั้นแล้วเพ่งกระแสตอบกลับมา “อู๊ด ผมยังดิ้นไม่หลุด พันธนาการนี้มันแข็งแกร่งมาก เหนียวแน่น ผมคิดว่าการจะออกจากจุดนี้ได้ ต้องขอให้ช่วยยิงพลังสติสลายคลื่นพลังกิเลสจากทางด้านนอกเพราะผมถูกพลังกิเลสตัวนี้ดันจากภายนอกอยู่ ช่วยติดต่อศูนย์ปฏิบัติการดำเนินการให้ผมด้วย” นิดหน่อยซึ่งสัมผัสกระแสของชูเดชได้ เธอจึงส่งกระแสจิตตอบรับอาสาจัดการให้ จากนั้นนิดหน่อยก็ถอนตัวออกจากภวังค์ แล้วก็เข้าสู่ห้องปฏิบัติการ แล้วรายงานเหตุการณ์ให้อาจารย์คงทราบเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่ออาจารย์คงรับทราบคำขอจากนิดหน่อยแล้วจึงมีคำสั่ง “ให้เจ้าหน้าที่เครื่องยิง ยิงกระแสให้ผ่านชั้นอากาศ โทโพสเฟียร์ พิกัดที่ ละติจูด 99 องศา 58 ลิปดาตะวันออก ด่วน ให้พลังสติทะลุจากด้านล่างของพลังกิเลสเพื่อออกไปนอกอวกาศเร็ว ให้ส่งทันทีเมื่อพร้อม แล้วส่งคำสั่งไปยังสาขาทั้งหมดด้วย” เจ้าหน้าที่เครื่องยิงจึงเริ่มยิงกระแสไปยังบริเวณดังกล่าว ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ประจำเครื่องส่งคำสั่งก็รีบส่งคำขอไปยังสาขาต่างๆ ให้ส่งกระแสเข้ามาเพิ่ม แล้วกระแสพลังสติก็ถูกยิงไปปะทะกันที่จุดนั้น พลังกิเลสที่เป็นเหมือนไอความร้อนในบริเวณพิกัดที่ถูกกระแสพลังสติเข้าปะทะ ก็ค่อยๆจางลง ๆ เป็นช่องเปิดรอยต่อระหว่างชั้นบรรยากาศโลกกับอวกาศ จากนั้นอาจารย์คงก็หันมาทางนิดหน่อยแล้วพูดว่า

“อาทิสมานกายที่ถูกคลื่นพลังกิเลสนั้น พลังกิเลสจะส่งผลให้อาทิสมานกายนั้นไม่สามารถมองเห็นทางออกได้ มันเหมือนกับคนที่มีโลภะ โทสะ บังตาให้ทำในสิ่งตนคิดไม่ถึง ชูเดชกับเอราวรรณ ที่หลุดเข้าไปในคลื่นนั้นก็เหมือนกัน” แล้วอาจารย์คงก็อธิบายต่ออีกว่า “ในตอนแรกที่ผมไม่ยิงพลังสติไปสลายพลังกิเลสนั้นทันที เพราะเรายังไม่แน่ใจว่าพลังสติที่ยิงไปนั้นจะไปทำปฏิกิริยากับอาทิสมานกายที่ติดอยู่ในคลื่นพลังกิเลสหรือเปล่า” และยังไม่ทันที่อาจารย์จะพูดอะไรต่อ ชูเดช เอราวรรณ วัฒโน ก็ปรากฏร่างขึ้นมาในห้องปฏิบัติการนั้น แล้วชูเดชก็พูดขึ้นว่า “อาจารย์ครับ ผมย้อนรอยการเดินทางของพลังกิเลสไป คิดว่าจะไปยังจุดกำเนิดของมัน ตามโปรเจ็ค 3 ที่อาจารย์เคยบอกครับ แต่ไปติดอยู่ในวงกลมสีเทาแล้วมันมืดสนิทมองไม่เห็นอะไรเลยครับ” 

 เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง หลังเลิกเรียนแล้ว ชูเดช ได้ขึ้นไปพบอาจารย์คงที่ห้องพักครู ชั้น 2 ของอาคาร อาจารย์คงจึงถามชูเดชว่า

“มีอะไรหรือเปล่า ตอนนี้ผมต้องเข้าไปตรวจความเรียบร้อยที่ศูนย์ปฏิบัติการก่อน” ชูเดช จึงพูดตอบไปว่า “ผมขอไปด้วยครับ” จากนั้นทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ก็นั่งสมาธิเข้าภวังค์ เดินไปหยุดยืนที่กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด บริเวณห้องพักครูก็กลายสภาพเป็นห้องปฏิบัติการทันที วันนี้มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเพียง 2 คนนั่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ เจ้าหน้าที่หนึ่งในนั้นรายงานทันที “เหตุการณ์ปกติครับ” อาจารย์คงพยักหน้ารับทราบ แล้วอาจารย์คงก็บอกให้ชูเดชตามไปทางประตูหลังห้องปฏิบัติการ พอเปิดประตูเข้าไป ปรากฏว่าคราวนี้ภายในห้องกลายเป็นห้องเก็บข้อมูลขนาดซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ มีตู้เก็บแถบแม่เหล็กจำนวนมาก ขณะที่ชูเดชกำลังจะเอ่ยปากถาม อาจารย์คงก็พูดขึ้นก่อน “ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นการบันทึกลักษณะของพลังกิเลสและการปฏิบัติการที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มตั้งศูนย์ปฏิบัติการ พลังกิเลสนั้นมีองค์ประกอบมากบ้างน้อยบ้าง แต่ละตัวไม่เหมือนกัน บางตัวประกอบไปด้วย โลภะ โทสะ เท่านั้น บางตัวก็มี โทสะ โลภะ โมหะ รวมกัน บางตัวก็มาโดด ๆ โลภะ ล้วน ๆ โทสะ ล้วน ๆ ซึ่งถ้าคิดเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์แล้วมันไม่เคยซ้ำกันเลย การบันทึกไว้นี้เพื่อจะศึกษาหาข้อมูลเผื่อว่าจะเป็นทางไปให้ถึงต้นกำเนิดของมัน แต่เราก็ไม่เคยไปได้ถึงจุดนั้นซักที ทางศูนย์ฯใหญ่ จึงมีการตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเพื่อศึกษาค้นคว้า และมีโปรเจ็คต่างๆมากมาย ผมก็คิดจนได้กำเนิดโปรเจ็ค 3 ขึ้น เป็นการย้อนรอยการเดินทางของพลังกิเลสเหล่านั้น ซึ่งต้องมีผู้ชำนาญญาณหยั่งรู้อดีตจึงจะส่งกระแสจิตย้อนรอยการเดินทางมาของพลังกิเลสเหล่านั้นได้ สำหรับการศึกษาองค์ประกอบของมันนั้นก็เผื่อจะรู้ว่าทิศทางการมากับส่วนผสมของคลื่นพลังกิเลสมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ แต่ตอนนี้ผลงานที่ได้มีแค่รู้ว่ามันมีองค์ประกอบที่ไม่เคยเหมือนกันเลยเท่านั้น” พออาจารย์คงหยุดพูด ชูเดชจึงรีบถามขึ้นทันที “หมายความว่าเราจะเข้าภวังค์ย้อนเวลากลับไปดูแหล่งที่มาของมันใช่ไม๊ครับ” อาจารย์คงยิ้มก่อนจะตอบว่า “ถูกต้อง นี่แหละคือความพยายามของเรา โปรเจ็ค 3 นี้เป็นการย้อนเวลากลับไปดูอย่างนี้แหละ แต่ว่าคนที่เข้าไปก็ไม่กลับมาอีกเลย” ชูเดชรีบถามต่อ “หมายความยังไงครับ” อาจารย์คงอธิบายต่อ “อาทิสมานกายที่ย้อนเวลาตามรอยพลังกิเลสไปนั้น ได้ตามเข้าไปถึงตัวคลื่นพลังกิเลส แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ไม่มีการออกจากภวังค์ อีกเลย กลายเป็นเจ้าชายนิทรา ศูนย์ปฏิบัติการได้มีการส่งอาทิสมานกายดวงอื่นเข้าไปเพื่อพยายามดึงอาทิสมานกายนั้นกลับมา แต่พอเข้าไปในคลื่นพลังกิเลสนั้น คลื่นพลังกิเลสที่มีบริเวณกว้างได้เข้าครอบงำอาทิสมานกายดวงนั้น พอถูกครอบงำ ก็เกิดกิเลสหลงติดอยู่ในฌานอย่างนั้นและไม่สามารถหลุดออกมาได้ แล้วเมื่อใครก็ตามที่หลุดเข้าไปในบริเวณคลื่นพลังกิเลสแล้ว ก็จะขาดการติดต่อกับห้องปฏิบัติการทันที เพราะการส่งกระแสจิตผ่านคลื่นพลังกิเลสนั้นทำได้ยากถ้าส่งจากโลกไป ต้องใช้วิธีส่งอาทิสมานกายเข้าไปในระยะใกล้ที่สุดแล้วส่งกระแสจิตติดต่อเท่านั้น ตอนนี้จึงยังไม่มีใครสรุปได้ว่าแหล่งกำเนิดคลื่นพลังกิเลสนั้นอยู่ที่ไหน ดังนั้นโปรแกรมนี้จึงเป็นอันตรายเกินไปและกำลังจะถูกยกเลิก เพราะไม่เกิดผลดีไม่เกิดประโยชน์” ชูเดช เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที “แล้วทำไมอาจารย์ถึงรู้ว่าคนที่เข้าไปในคลื่นพลังกิเลสนั้นแล้ว จะถูกพลังกิเลสครอบงำครับ” อาจารย์คงตอบเขาว่า “ผมเป็นอาทิสมานกายดวงที่เข้าไปช่วยเหลือ และก็เกือบไปเหมือนกัน ผมหลุดเข้าไปเพียงไม่กี่วินาทีจึงรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

 หลังจากนั้น ทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็ถอนออกจากการนั่งสมาธิแยกย้ายกัน ทันใดนั้น อาจารย์คงก็ได้ยินเสียงรายงานจากเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการว่าปรากฏคลื่นพลังกิเลสตัวลูกขึ้นอีกตัวหนึ่งในอวกาศซึ่งชูเดชไม่ได้ยิน อาจารย์คงจึงพูดกับชูเดชว่า “คุณกลับบ้านเถอะ ตอนนี้มีรายงานว่าพบพลังกิเลสขนาดเล็กเคลื่อนที่เข้ามา เดี๋ยวผมจะไปจัดการก่อน” ชูเดชอยากตามไปด้วย จึงพูดขึ้นว่า “ขอผมไปด้วยได้ไม๊ครับ” อาจารย์คงบอกว่า “ตัวนี้มันเล็ก ยังไม่ต้องใช้กำลังคนมาก ไปพักผ่อนก่อนเถอะ” ระหว่างทางกลับบ้าน ชูเดช ได้พบกับ เอราวรรณ ชูเดช ได้เล่าเรื่องที่คุยกับอาจารย์ให้เอราวรรณฟัง แล้วทั้งคู่ก็สบตากันแล้วเอราวรรณก็พูดขึ้น “เราลองไปดูกันไม๊” ชูเดช ยิ้มพยักหน้า แล้วทั้งสองคนก็กลับไปที่สถาบันฯ นั่งสมาธิเข้าภวังค์ แต่คราวนี้ไม่เดินไปที่กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด แต่ทั้งคู่พาอาทิสมานกายออกไปสู่อวกาศ แล้วก็ได้พบพลังกิเลสมีลักษณะเป็นเหมือนไอความร้อนมีขนาดพื้นที่ประมาณเมือง ๆ หนึ่ง ลอยอยู่ในอวกาศ ชูเดชพูดกับ เอราวรรณว่า “เราต้องเข้าถึงญาณก่อนแล้วย้อนเวลาไปดู” เอราวรรณ ตอบรับแล้วทั้งคู่ก็ทำสมาธิ ทั้งคู่เพ่งกระแสจิตให้เหลือแต่อุเบกขา กับเอกัคคตา จนเข้าถึงจตฺตุถฌาน จนเกิดญาณแล้วจึงตั้งอุปสงค์เพื่อย้อนเวลา ทั้งคู่ก็เห็นสภาพการเคลื่อนไหวของพลังกิเลสที่ถอยหลังไป ๆ เหมือนการฉายหนังย้อนกลับ อาทิสมานกายของทั้งคู่จึงลอยตามไป และทำให้ทั้งคู่เข้าไปติดอยู่ในคลื่นพลังกิเลสดังกล่าว ซึ่งทำให้ทั้งสองคนเข้าไปติดอยู่ในวัตถุทรงกลมสีเทานั้น ชูเดช พิจารณาพลังกิเลสตัวนี้ว่ามีองค์ประกอบอะไรตามที่เรียนมาก็พบว่า มันประกอบไปด้วย ราคะอันเป็นความพึงใจในสังขาร ในหมวดโลภะ ความต้องการได้ ต้องการมี ส่วน เอราวรรณก็เช่นกัน เมื่อโดนพลังกิเลสครอบงำเช่นนี้ ทั้งคู่ก็ดิ้นไม่หลุด จะติดต่อกับศูนย์ปฏิบัติการก็ไม่ได้ และหากไม่มีใครเข้ามาช่วยดึงสติกลับมามันอาจทำให้ทั้งสองคนติดอยู่ในภวังค์นั้นตลอดไป ก่อนที่ทั้งสองคนจะเข้าไปติดอยู่ในวัตถุวงกลมสีเทานั้น 

 ณ ศูนย์ปฏิบัติการ อาจารย์คงซึ่งกำลังควบคุมการปฏิบัติงานและสั่งการอยู่ ได้สังเกตบนจอภาพ ซึ่งปรากฏให้เห็นอาทิสมานกายของชูเดชและเอราวรรณ หายเข้าไปในคลื่นพลังกิเลสนั้น อาจารย์คงจึงพูดขึ้นว่า “ของเค้าแรงจริง ไม่ห่วงตัวเองเลย” จากนั้นจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่พยายามติดต่อทั้งสองคนให้ได้ แต่ก็ไร้ผล เพราะตอนนั้นทั้งคู่หลุดเข้าไปในคลื่นพลังกิเลสนั้นและตกอยู่ในวงล้อมซะแล้ว ขณะเดียวกันที่ วัฒโน กับ นิดหน่อย หลังจากเลิกเรียนได้นัดกันจะเข้าไปดูห้องปฏิบัติการเพราะยังอยากรู้อยากเห็น จึงนั่งสมาธิเข้าภวังค์แล้ว เดินไปที่กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด เข้ามาที่ห้องปฏิบัติการ อาจารย์คงเห็นวัฒโนกับนิดหน่อยปรากฏตัวขึ้นจึงถามว่ารู้จัก ชูเดช กับ เอราวรรณ หรือไม่ ทั้งคู่ตอบว่ารู้จัก เคยนั่งกินข้าวด้วยกันตอนพัก อาจารย์คงจึงพูดขึ้นว่า “ผมจะไปเองก็ไม่ได้ เพราะไม่มีคนคุมทางนี้ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ก็มีจำกัด คุณทั้งสองคนต้องเข้าเครื่องส่งอาทิสมานกายเพื่อไปดึงทั้งสองคนกลับมาแล้วล่ะ” ทั้งวัฒโน และนิดหน่อยพยักหน้า “ครับ,ค่ะ” อาจารย์คงพูดต่อว่า “เราจะส่งคุณไปยังจุดที่เราสามารถติดต่อได้เท่านั้น และผมไม่อยากให้คุณทั้งสองคนเข้าไปในคลื่นพลังกิเลส ถ้าจำเป็นยังไงให้กลับมารายงานก่อน หวังว่าคุณคงเข้าใจนะ รีบเข้าเครื่องส่งเถอะ” จากนั้นทั้งสองคนก็เข้าไปในเครื่องส่งอาทิสมานกายที่มีลักษณะเป็นแคปซูลยาขนาดใหญ่ ซึ่งปรากฏขึ้นมาทันทีทันใดหลังจากอาจารย์กดปุ่มบริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้าของอาจารย์คง จากนั้นทั้งสองคนก็เข้าไปยืนในแคปซูลนั้น แล้วอาจารย์ก็กำชับตามไปอีกว่า “อย่าเข้าไปในบริเวณคลื่นพลังกิเลสนั้นเด็ดขาด” และเมื่อทั้งสองคนเข้าไปในแคปซูลนั้นแล้ว อาทิสมานกายของทั้งสองคนก็หายวับไปพร้อมกับแคปซูลเครื่องส่งนั้น 

 นั่นเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ วัฒโน และนิดหน่อย ได้ช่วยกันพา ชูเดช และ เอราวรรณ กลับมายังห้องปฏิบัติการ เมื่อชูเดชกลับออกมาจากคลื่นพลังกิเลสนั้นแล้ว ตอนนั้นพลังกิเลสส่วนที่เหลือจากการยิงครั้งแรกกำลังจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก อาจารย์คงเห็นว่าเหตุการณ์นี้เข้าขั้นฉุกเฉิน จึงออกคำสั่งทันที “ให้ทุกหน่วยทุกคนประจำตำแหน่ง รวมกระแสเข้าเครื่องยิง แล้วให้ยิงเมื่อสั่ง” เจ้าหน้าที่ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน “รับทราบครับ” เมื่อพลังกระแสจิตมีมากพอแล้ว อาจารย์จึงสั่งต่อ “ยิงเป็นวงกลมจากจุดที่เกิดช่องว่างอยู่ แล้วยิงวนเป็นวงกลมสลายพลังกิเลส” หลังจากอธิบายวิธีการแล้ว อาจารย์คงจึงสั่ง “ยิง” เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องยิงจึงปฏิบัติตามคำสั่งทันที พลังกิเลสที่ถูกกระแสจิตเข้มข้นปะทะก็สลายตัวไปเรื่อยๆจนหมด จากนั้นอาจารย์ก็สั่งอีกว่า “ตรวจสอบให้ทั่วบริเวณ” เจ้าหน้าที่อีกคนจึงรีบตรวจสอบไปรอบๆโลกที่ชั้นบรรยากาศตั้งแต่โทโพสเฟียร์ ถึง เอกโซสเฟียร์ แล้วรายงานทันที “ไม่พบพลังกิเลสหลงเหลือแล้วครับ เคลียร์ครับ” อาจารย์คงจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นอาจารย์คงจึงเรียกทั้งสี่คนเข้าประชุม แล้วทั้งหมดก็ออกจากภวังค์ แล้วก็ออกจากการนั่งสมาธิ เดินตามอาจารย์คงไปห้องประชุมชั้น 3 ทันที 

 ณ ห้องประชุม เมื่อทุกคนเข้าห้องประชุมและนั่งกันเรียบร้อยแล้ว อาจารย์คงก็เริ่มพูดขึ้นว่า “ผมขอตำหนิพวกคุณทั้งสองคนที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้ ถ้าในคลื่นพลังกิเลสมีอาทิสมานกายเข้าไปอยู่ในนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าการยิงพลังสติขึ้นไปสลายจะเกิดปฏิกิริยาอะไรบ้าง ซึ่งมันอาจเป็นอันตรายกับพวกคุณเอง และถ้าพวกคุณเป็นอะไรไป สถาบันก็จะมีปัญหากับสังคม แล้วสถาบันจะตั้งอยู่ไม่ได้ พลังกิเลสก็จะเข้ามายังโลกของเรา หายนะก็จะตามมา พวกคุณมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้ไม๊” ชูเดช จึงตอบออกไปด้วยความสำนึกผิด “ผมต้องขอโทษอาจารย์ครับ ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก” อาจารย์คงเริ่มผ่อนคลายแล้วพูดต่อไปว่า “ก็ยังโชคดีที่ทุกคนกลับมาได้ ถ้าไฟแรงกันขนาดนี้ ผมก็มีโปรเจ็ค 4 ซึ่งผมศึกษาค้นคว้าไว้ และกำลังหาคนมาทำอยู่ มันยังอยู่ในขั้นทดลอง ถ้าพวกคุณสนใจ ผมจะให้พวกคุณทำ” ทุกคนตอบรับอย่างเต็มใจ “ครับ , ค่ะ” ทั้งสี่คนตอบรับพร้อมกัน

 สัปดาห์ต่อมา ทั้งสี่คนมาเรียนตามปกติ ในห้องเรียนพอถึงช่วงที่ฝึกภาคปฏิบัตินั่งสมาธิ ทั้งสี่คนก็นั่งทำสมาธิเข้าภวังค์ แล้วอาทิสมานกายไปสัมผัส กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด แล้วเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติ อาจารย์คงซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วก็พูดขึ้นว่า “ถ้าพร้อมแล้วผมจะเริ่มนะ พลังกิเลสที่เดินทางในอวกาศได้นั้น แสดงว่ามันจะต้องมีแรงดึงหรือแรงผลักอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างให้มันเดินทางไปได้ ถ้าเป็นแรงดึงมันก็จะดึงในสิ่งที่มีลักษณะเดียวกัน หมายความว่า พลังกิเลสจะถูกดึงด้วยพลังกิเลสเช่นเดียวกัน ให้ เข้าใจง่ายๆ เช่น คนไปเรียนหนังสือใหม่ ๆ ยังไม่รู้จักกัน แต่พอเรียนไปซักระยะได้พูดคุยกันในกลุ่มเพื่อน แต่ละคนก็จะมีการคบเพื่อนในแบบที่ตนชอบ ส่วนเพื่อนคนไหนที่ไม่มีลักษณะนิสัยที่สอดคล้องกันก็จะถอยห่างออกมา เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราประหารพลังกิเลสแบบให้มันยังหลงเหลืออยู่ซักนิดหนึ่ง จากนั้นก็ใช้กระแสพลังสติแบบอ่อนผลักให้มันเคลื่อนที่ห่างจากโลกก่อนเพื่อไม่ให้มันเข้าใกล้โลก แล้วเราก็ใช้พลังกิเลสตัวที่ยังเหลือนี้นำทางเราไปเพื่อหาจุดกำเนิดหรือแหล่งรวมของพวกมัน ก็อาจจะเป็นหนทางให้เราเข้าถึงจุดกำเนิดของพลังกิเลสได้ สาเหตุที่ผมต้องการหาจุดกำเนิดหรือแหล่งรวมของคลื่นพลังกิเลสก็เพื่อจะหาวิธีที่จะประหารมันตั้งแต่มันก่อตัวนั่นเอง พอจะเข้าใจกันไม๊” ทั้งสี่คนพยักหน้ารับ “ครับ,ค่ะ” แล้วอาจารย์คงก็พูดต่อว่า “แต่มีปัญหาว่า จุดกำเนิดหรือแหล่งรวมของพวกมันนั้นอยู่ห่างไปแค่ไหน แล้วต้องใช้เวลาเท่าไรในการเดินทาง ชูเดช คุณจำที่ผมเคยพูดถึงงานวิจัยเรื่องหนึ่งได้ไม๊ ที่บอกว่าเวลาในความฝันนั้นมีระยะเวลามากกว่าเวลาหลับเจ็ดเท่า” ชูเดช พยักหน้ารับ “ครับ” อาจารย์จึงอธิบายต่อทันที “ถ้าเราเข้าภวังค์ในภวังค์ไปเรื่อยๆ เวลาที่เราได้จะเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ การเข้าภวังค์ในภวังค์ในแต่ละครั้ง จาก 7 เท่า เป็น 49 จาก 49 ไปเรื่อย ๆ และถ้าเข้าภวังค์ในภวังค์ได้ถึง 10 ครั้ง ก็จะมีเวลาให้เราได้ถึงประมาณ 1.9 พันล้านเท่าของเวลาที่ใช้จริง และถ้าต้องการมากกว่านั้นก็ต้องเข้าภวังค์เพิ่มไปเรื่อยๆ เราก็จะสามารถตามมันไปได้โดยไม่จำกัดระยะเวลา แต่คนที่จะทำได้ต้องมีความชำนาญในภวังค์อย่างมาก ถ้าพวกคุณสนใจโปรแกรมนี้ ต้องเข้าคอร์สฝึกการเข้าภวังค์ในภวังค์นี้” 

หลังจากที่ทั้งสี่คนตกลงเข้าคอร์สฝึกสมาธิเข้มแล้ว สัปดาห์ต่อมา ในขณะที่มีการฝึกภาคปฏิบัตินั่งสมาธิอยู่นั้น ทั้งสี่คนก็เข้าภวังค์แล้วก็เดินไปยังกระเบื้องแผ่นที่เจ็ดเหมือนเคย แล้วทั้งสี่คนก็เข้าสู่ห้องปฏิบัติการ ได้พบกับอาจารย์คงซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วก็พูดขึ้นทันที “สมาธิเข้ม เราต้องเพิ่มอิทธิบาท 4 ให้จิต คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา และเข้าถึงอิทธิบาท 4 แบบเข้มข้น และต้องทำสมาธิแบบอัญญมัญญัง (การทำสมาธิเป็นหมู่คณะ) เป็นทีมเดียวกัน กระแสเดียวกัน พวกคุณคิดว่าจะทำได้ไม๊” อาจารย์คงกล่าวนำและถามความพร้อมของทุกคน ทั้งสี่คนพยักหน้ารับ “ครับ,ค่ะ” 

 และแล้วการฝึกก็เริ่มขึ้น ณ คฤหาส์หรูกลางกรุง เสียงเคาะประตูห้องนอนดังขึ้น หลังจากนั้นก็มีเสียงผู้หญิงตามมา “ขออนุญาตเสริฟท์อาหารค่ะ” ชูเดช เพิ่งจะทำธุระส่วนตัวหลังจากนอนหลับพักผ่อน ได้ตอบไปว่า “เข้ามาได้” จากนั้น บริกรสาวสวยก็เข็นรถบรรจุอาหารเช้าซึ่งเชฟส่วนตัวของชูเดชที่จ้างมา เขาเป็นหัวหน้าพ่อครัวของโรงแรมหรูกลางกรุงซึ่งมารับทำงานให้โดยเฉพาะในคฤหาส์ของชูเดช แล้วบริกรสาวก็เดินนวยนาดเข้าประตูมาพร้อมกับรถเข็นอาหารพร้อมกับพูดขึ้นว่า “จะรับบนเตียงหรือบนโต๊ะดีค่ะ” ชูเดช ตอบไปว่า “บนโต๊ะครับ” จากนั้นบริกรสาวก็ลำเลียงอาหารจัดลงบนโต๊ะรับประทานอาหาร และยังไม่ทันได้รับประทานอาหาร ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงของเลขาสาวสวยของชูเดช “ขออนุญาตรายงานหมายกำหนดการวันนี้ค่ะ” ชูเดช จึงตอบไปว่า “เข้ามาได้” จากนั้นชูเดชก็เริ่มลงมือรับประทานอาหารเช้า เลขาสาวสวยก็เข้ามาในห้องพร้อมแท็บเล็ตที่มีข้อมูลหมายกำหนดการต่างๆ “ดิชั้นขออนุญาตรายงานหมายกำหนดการประจำวันนะค่ะ” ชูเดช ตอบ “ว่ามาเลย” เลขาสาวจึงเริ่มรายงานต่อ “11.00 น ขึ้นเครื่อง Gulfstream G550 ลำที่ 3 ไปเป็นประธานเปิดสาขาของบริษัทที่ซูริค ค่ะ” ชูเดช ถามต่อทันที “แล้วลำที่ 4 ล่ะ ผมชอบลายโซฟาบนเครื่องมากกว่า” เลขาสาวจึงรีบตอบ “ คือว่าลำที่ 4 คุณชูเดช ให้จอดทิ้งไว้ที่ แฟรงค์เฟิร์ท เมื่อสามวันก่อน แล้วกลับไทยมากับคุณคลัตเทน พอดีเครื่องบินลำที่ 4 นั้นติดปัญหาสภาพอากาศที่เยอรมัน บินกลับมาไม่ทันค่ะ ถ้าคุณชูเดชชอบลายโซฟาลำที่ 4 ดิชั้นจะรีบแจ้งให้ทีมติดตั้งเฉพาะกิจดำเนินการจัดการให้ได้ทันทีค่ะ” ชูเดช ตอบทันที “จัดไป” เลขาสาวสไลด์แท็ปเล็ตสั่งงานทันที “เรียบร้อยค่ะ ขออนุญาตรายงานต่อนะค่ะ” ชูเดชตอบ “โอเค” แล้วเลขาสาวก็สรุป “เครื่องจะจอดที่รันเวย์ 7 บริเวณสนามบินด้านหลังคฤหาสน์นะค่ะ จบรายงานค่ะ” ชูเดชตอบ “โอเค” ทันใดนั้นก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังเข้ามา “มองให้เห็นความจริงชูเดช ใช้สติมองให้เห็นอารมณ์ของจิต พิจารณาว่าเป็น โลภะ โทสะ โมหะ ไม่ยึดมั่นถือมั่น พยายามหน่อยชูเดช” เสียงอาจารย์คงนั่นเอง ชูเดชนึกขึ้นได้ จึงออกจากภวังค์กลับเข้ามาในห้องปฏิบัติการ “อาจารย์ครับ ผมซ้อนได้ถึงภวังค์ที่ 4 แล้ว แต่ว่า” ยังไม่ทันที่จะพูดต่อ อาจารย์คงก็พูดขึ้นว่า “ภวังค์ในภวังค์ มันจะมีความยากขึ้น มันจะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะในส่วนลึกของจิตที่ลึกลงไปแต่ละระดับ สติที่จะตามไปนั้นต้องแข็งแกร่งและแข็งแกร่งมากขึ้น ๆ คุณต้องปฏิบัติให้มาก เจริญให้มาก ผมเชื่อว่าคุณต้องทำได้” “ขอบคุณครับ” ชูเดชตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก

 สัปดาห์ต่อมา หลังเลิกเรียนสมาธิ ทั้งสี่คนก็มาเข้าคอร์สสมาธิเข้มนี้อีก เมื่อนั่งสมาธิและเข้าภวังค์มาถึงห้องปฏิบัติการแล้ว อาจารย์คงได้พูดขึ้นว่า “เรามีเวลาไม่มากแล้ว เพราะคลื่นพลังกิเลสตัวหนึ่งกำลังจะเข้ามาใกล้โลก ผมอยากจะรีบทดสอบโปรเจ็ค 4 นี้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะฉะนั้น พวกคุณต้องฝึกเข้าภวังค์ให้ได้อย่างน้อยถึงภวังค์ที่ 8 จะได้เวลาเพิ่มประมาณเกือบ 1 ล้านเท่า ซึ่งผมคิดว่าน่าจะพอไปได้ถึงเป้าหมาย หรือหากไม่พออย่างน้อยเราก็อาจจะจับทิศทางของมันได้ ตามรายงานการเฝ้าระวังของหน่วยเฝ้าระวังคลื่นพลังกิเลส แจ้งว่าคลื่นพลังกิเลสตัวนี้จะมาถึงชั้นบรรยากาศโลกในสัปดาห์หน้า พวกคุณคือความหวังของโปรเจ็คนี้ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ เริ่มได้” ทั้งสี่คนพยักหน้ารับ “ครับ,ค่ะ” แล้วก็เริ่มฝึกนั่งสมาธิเข้าภวังค์ในภวังค์ ณ ห้องปฏิบัติการนั้นต่อไป 

และแล้ว ณ ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ขณะที่ เอราวรรณ ตามรอยพลังกิเลสอยู่นั้น ก็ปรากฏมารร่างยักษ์ สูงประมาณ 3 พันกิโลเมตร หรือขนาดเทียบได้กับดวงจันทร์ กำลังใช้สองมือโอบคลื่นพลังกิเลสที่มีลักษณะเป็นไอความร้อนให้มารวมกัน เมื่อคลื่นพลังกิเลสจับกลุ่มกันเป็นรูปทรงกลมอยู่ในมือของมารร่างยักษ์ เจ้ามารก็เขวี้ยงมันออกไป ให้มันพุ่งไปในทิศทางต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ซ้ำทิศทาง เอราวรรณ เห็นดังนั้นจึงรีบส่งกระแสจิตกลับมาหาอาจารย์คงทันที “อาจารย์ค่ะ เอ พบจุดกำเนิดของคลื่นพลังกิเลสแล้ว” หลังจากเธออธิบายสิ่งที่เธอเห็นให้อาจารย์คงทราบแล้ว อาจารย์คงจึงรีบออกคำสั่งทันที “ให้ทุกหน่วยเตรียมยิง แล้วยิงเมื่อสั่ง” แล้วอาจารย์คงก็สั่ง “ยิง” กระแสสติเข้มข้นพุ่งตรงไปหามารร่างยักษ์นั้น แต่เป็นจังหวะที่เจ้ามารเห็นเข้าจึงเอามือโอบคลื่นพลังกิเลสที่มีอยู่รอบๆตัวของมัน เขวี้ยงใส่กระแสสติที่พุ่งมานั้น เมื่อกระแสสติกับคลื่นพลังกิเลสปะทะกันกระแสทั้งสองสายก็สลายไปในอวกาศ เอราวรรณจึงรีบรายงานผลทันทีว่า “ไม่สำเร็จค่ะ มันใช้พลังกิเลสเขวี้ยงใส่กระแสสติสลายหมดเลยค่ะ” แล้วก็มีเสียงของอาจารย์คงเข้ามาเตือน เอราวรรณ “สติ เอ สติ เธอกำลังถูกความไม่รู้ครอบงำ สิ่งที่เธอเห็นมันเป็นเพียงนิมิต ใช้อุเบกขาด่วน” แล้ว เอราวรรณ ก็ถอนออกจากภวังค์ที่ 7 และถอนออกมาเรื่อย ๆจนถึงภวังค์ในห้องปฏิบัติการ อาจารย์คงรีบบอกกับ เอราวรรณ ทันที “เอ ผมคิดว่าคุณอาจจะรู้สึกตื่นเต้นมากไป เพราะฉะนั้นให้ใช้สติตั้งมั่นไว้ อีกนิดเดียวคุณก็จะเข้าภวังค์ที่ 8 ได้แล้ว ผมอยากให้คุณลองใหม่อีกครั้งนะ” เอราวรรณ พยักหน้ารับคำสั่ง “ค่ะ”

 การนั่งสมาธิฝึกการเข้าภวังค์ในวันนั้น ค่อนข้างตึงเครียดเพราะว่าทุกคนต่างก็มุ่งมั่นมากจนเกินทางสายกลางไป แต่หลังจากผ่านการฝึกได้ไม่กี่วันทั้งสี่คนสามารถนั่งสมาธิเข้าภวังค์ได้ถึงภวังค์ที่ 8 ทุกคน แล้วอาจารย์ก็ขอประชุมกับทั้งสี่คนต่ออีกที่ห้องประชุมของสถาบันพลังจิต และหลังจากทุกคนถอนจากภวังค์ และออกจากห้องปฏิบัติการแล้ว ก็เดินตามอาจารย์คงไปที่ห้องประชุมของสถาบันฯ

 ณ ห้องประชุมชั้น 3 ของสถาบันพลังจิต อาจารย์คงเริ่มเปิดการประชุม “การฝึกที่ผ่านมานับว่าน่าพอใจ พวกคุณทุกคนสามารถทำเวลาได้ตามเป้าหมาย ผมก็ขออธิบายแผนปฏิบัติการต่อเลยแล้วกัน” แล้วอาจารย์คงก็อธิบายแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินการตามโปรแกรม 4 ให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด “เริ่มจากขั้นแรกต้องวิเคราะห์องค์ประกอบของมันก่อน...”

สัปดาห์ต่อมาหลังจากที่ทั้งสี่คนได้ฝึกนั่งสมาธิเข้าภวังค์ที่ 8 กันสำเร็จแล้ว อาจารย์คงและลูกศิษย์ทั้งสี่คนก็นั่งสมาธิเข้าภวังค์ เดินไปยังกระเบื้องแผ่นที่เจ็ด เข้าสู่ห้องปฏิบัติการ วันนี้เจ้าหน้าที่ก็พร้อมประจำตำแหน่งเช่นเคย บนจอเป็นภาพของพลังกิเลส ขนาดใหญ่ กำลังลอยตัวอยู่ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงานสภาพของคลื่นพลังกิเลสตัวนี้ “จากการวิเคราะห์สภาพแล้ว มีข้อมูลดังนี้ครับ คลื่นพลังกิเลสตัวนี้มี โลภะ 80.7135โทสะ 10.2862% โมหะ 9.0003% เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 100,000Km : Hr ขนาดพื้นที่ 500,000 ตารางกิโลเมตรครับ” อาจารย์พูดขึ้นว่า “ตัวนี้มหึมามาก ทุกคนตั้งสติให้ดี” แล้วอาจารย์คงก็ออกคำสั่งต่อมาว่า “ให้สลายคลื่นพลังกิเลสให้เหลือพลังกิเลสไว้ 1 ตารางกิโลเมตร” อาจารย์คงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ทำการยิงกระแสพลังสติให้ยิงไม่หมดโดยเหลือไว้ 1 ตารางกิโลเมตร แล้วอาจารย์คงก็หันมาสั่งทั้งสี่คน “นิด คุณใช้อาทิสมานกายติดตามไปทางด้านซ้าย คุณอู๊ดให้ติดตามไปทางด้านล่าง คุณเอให้ติดตามไปทางด้านขวา ส่วนชูเดชให้ใช้อาทิสมานกายติดตามทางด้านหลังทิศทางการเคลื่อนตัวของคลื่นพลังกิเลสที่เหลือ และให้ทุกคนเว้นระยะห่าง 100 เมตร แล้วปล่อยให้มันลอยตัวอิสระ คุณทั้งสี่ไปเตรียมตัวได้” ทุกคนตอบรับ “รับทราบ” เมื่อทั้งสี่นั่งสมาธิเข้าภวังค์ในภวังค์ได้ซักพักแล้ว อาจารย์คงก็พูดกับเจ้าหน้าที่ “มันเข้าเขตปะทะแล้ว ยิงเมื่อสั่ง” เจ้าหน้าที่ทุกคนรับคำสั่ง “รับทราบ” เมื่ออาจารย์คงเห็นว่าคลื่นพลังกิเลสเข้าสู่พิกัดระยะเหมาะสมแล้วจึงออกคำสั่ง “ยิง” พลังกระแสสติถูกยิงจากเครื่องส่งไปสลายพลังกิเลสจนเหลือขนาดตามที่วางแผนไว้ จากนั้นอาจารย์คงจึงสั่งให้หยุดยิง แล้วให้ทั้งสี่คนก็เข้าปฏิบัติหน้าที่ตามแผนการที่วางไว้ การเคลื่อนตัวของพลังกิเลสส่วนที่เหลือนี้ ได้เคลื่อนตัวออกห่างจากโลกไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เคลื่อนตัวเร็วขึ้นๆ ทั้งสี่คนที่ใช้อาทิสมานกายติดตามคลื่นพลังกิเลสไป เริ่มมีอาการตามไม่ทัน และคลื่นพลังกิเลสก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลง แต่กลับยังเพิ่มความเร็วขึ้นอีก เมื่ออาจารย์คงเห็นว่าความเร็วขนาดนั้นอาจเกิดอันตรายกับทั้งสี่คนได้ ทำให้อาจารย์คงคิดว่าเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามแผนแน่แล้ว อาจารย์คงจึงสั่งให้ทั้งสี่คนถอนตัวกลับมา จากนั้นก็ให้ยิงพลังกระแสสติขึ้นไปสลายพลังกิเลสที่เหลือตัวนั้นทิ้งไป เพราะหากระยะทางห่างเกินไปอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วทั้งสี่คนก็ถอนออกมากลับสู่ห้องปฏิบัติการ “แสดงว่าความเร็วของมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งมันเข้าใกล้แรงดึงดูดของพลังกิเลสจากแหล่งใดในอวกาศ มันก็จะเพิ่มความเร็วตามไปด้วย ผมต้องบันทึกการทดลองโปรแกรม 4 นี้ไว้ก่อน” หลังจากอาจารย์คงบันทึกเรียบร้อยแล้ว ก็แจ้งให้กับทุกคนทราบ “โปรแกรมนี้ล้มเหลว แต่เราได้ทราบข้อเท็จจริงข้อนึงว่า เมื่อคลื่นพลังกิเลสเข้าใกล้แรงดึงดูดมันจะเพิ่มความเร็ว”

 หลายปีก่อน “ถ้าเราทำให้เกิดญาณแล้ว เราจะสามารถย้อนเวลาให้มองเห็นแหล่งที่มาของคลื่นพลังกิเลสได้ พี่คิดเหมือนผมไม๊” อาจารย์คงถามจันทนาเพื่อนนักศึกษาครูสมาธิหลังจากที่ทั้งคู่ศึกษาจบแล้ว “คง พี่ก็คิดเหมือนกัน แต่ว่าพี่หมดไฟแล้ว แต่เธอนี่ยังมีไฟแรงอยู่ เธอน่าจะลองทำดูก็ได้นะ พี่เชียร์เต็มที่” จันทนาตอบพร้อมกับให้กำลังใจ อาจารย์คงจึงเร่งปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เกิดญาณให้ได้ และหลายเดือนต่อมา เขาก็สามารถทำให้จิตของเขาเกิดญาณขึ้น จากนั้นเขาก็ใช้ญาณที่มีหาวิธีการที่จะย้อนเวลาของจักรวาล แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย การจะทำอย่างนั้นได้ต้องมีพลังจิตที่มากมายมหาศาล บางคนอาจจะต้องสะสมพลังจิตมาไม่น้อยกว่าร้อยกว่าพันอสงไขย หรืออาจจะมากกว่านั้น อาจารย์คงจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจนั้น และนั่นเป็นโปรเจ็คแรกของเขา

2. พลังกิเลส

 วัฒโน กำลังคุยโทรศัพท์กับวันรบ เพื่อนเก่าของพ่อของเขาซึ่งกำลังแนะนำให้เขาซื้อหุ้นตัวหนึ่ง พ่อของวัฒโนจากไปโดยยกมรดกซึ่งเป็นหุ้นจำนวนมากไว้ให้ แต่เมื่อเขาไม่ได้จบการศึกษามาทางด้านนี้ เขาจึงต้องปรึกษากับวันรบซึ่งเป็นเพื่อนของพ่อเขา “แล้วหุ้นตัวที่ว่านี่มีความเสี่ยงแค่ไหนครับ” เสียงในโทรศัพท์ตอบกลับว่า “ความเสี่ยงต่ำ คุ้มค่าการลงทุนมาก รีบซื้อก่อนจะได้ต้นทุนต่ำนะ อาเชื่อว่ามันต้องดีดขึ้นแน่นอน” แล้ววัฒโนจึงสั่งให้ซื้อหุ้นดังกล่าวผ่านโบรคเกอร์ในตลาดตามกำลังทรัพย์ที่เขามี ฝ่ายวันรบหลังจากคุยกับวัฒโนและปิดโทรศัพท์แล้ว ก็หันมาพูดกับผู้จัดการบริษัทที่เป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าว “5ตามที่ตกลงนะครับ รายนี้เค้าเชื่อมั่นกับผมมาก นี่ถ้าเป็นคนอื่นคุณอาจไม่ได้ขายราคานี้นะครับ” ผู้จัดการพยักหน้าตอบ “โอเค” หลังจากนั้นหนึ่งเดือน มูลค่าหุ้นตัวนี้ก็เริ่มดิ่งลง ๆ เมื่อวัฒโน เช็คราคาหุ้นบนบอร์ดหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว จึงรีบโทรหาวันรบทันที “ไหนคุณอาว่าความเสี่ยงต่ำไง ทำไมราคามันดิ่งลงมาล่ะครับ” วันรบรีบแก้ตัวทันที “ตามกราฟที่อาทำการวิเคราะห์ออกมาแล้ว ทิศทางมันมีโอกาสดีดขึ้นมานะอู๊ด ควรถือไว้รอจังหวะมันดีดกลับดีกว่า ธุรกิจประเภทนี้กำลังมานะ แต่ถ้าอู๊ดจะขาย อาก็คงห้ามไม่ได้” วัฒโน เริ่มรู้สึกไม่ดีกับเพื่อนของพ่อคนนี้ทันที เขาจึงรีบถอนตัวเทขายหุ้นตัวดังกล่าวไป หลังจากที่ทุนทรัพย์ที่เขามีหายไปกว่าครึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น และได้พบกับชายชราคนหนึ่งท่าทางสุขุมเยือกเย็น เข้ามาพูดคุยด้วย หลังจากคุยกันซักพัก ชายชราก็พูดขึ้น “ความอยาก เป็นธรรมดาของมนุษย์ ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีความอยาก และทำให้มองไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงขาดปัญญา” หลังจากชายชราพูดกับวัฒโนแล้ว วัฒโนจึงถามกลับไป “แล้วมันผิดไม๊ที่มนุษย์มีความอยากเพื่อชีวิตของตนเอง” ชายชราจึงตอบว่า “ถ้ามีความอยากแล้วมีสติเข้าใจว่านั่นเป็นความอยาก แล้วไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ใช้ความอยากแต่พอประมาณคืออยากร้อยแต่หวังแค่ห้าสิบ มันก็ไม่น่าจะผิด ถ้าคุณอยากได้คำตอบลองไปที่สถาบันพลังจิต คุณอาจจะได้รับคำตอบที่คุณต้องการก็ได้ ผมขอตัวก่อนนะ” วัฒโนจึงได้มาเข้าคอร์สฝึกสมาธิที่สถาบันพลังจิตของอาจารย์คงแห่งนี้

 ณ โรงแรมหรูริมชายหาด นิดหน่อย ตื่นขึ้นมาหลังจากได้พักผ่อนเต็มอิ่มเหมือนกับทุกๆวัน แต่ทำไมวันนี้เธอเกิดนึกในใจว่า วันนี้จะทำอะไรดีนะกับชีวิตที่สุขสบายอย่างนี้ วัน ๆ ไม่ต้องทำงานอะไร ก็มีกินมีใช้ แต่ละวัน ๆ ชีวิตของเธอมีแต่ กิน เที่ยว พักผ่อน ทำอย่างนี้ หมุนเวียนกันไปอย่างนี้ วันแล้ววันเล่า แล้วทำไมอารมณ์วันนี้ของเธอไม่เหมือนวันอื่น ๆ ที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือนี่ มันเกิดความรู้สึกเหมือนกับตอนที่เธอได้เคยเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งทะเลาะกันแล้วก็มีลูกของทั้งสองคนร้องไห้อยู่ใกล้ๆ อารมณ์ในวันนั้นเหมือนกับวันนี้ ทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่มีอยู่ มีอะไรที่มันจะเป็นความสุขที่แท้จริงที่ไม่ใช่ชีวิตแบบนี้อีกหรือเปล่า และชีวิตนี้จะเกิดมาเพื่อเป็นอย่างนี้เท่านี้หรือ ขณะที่เธอกำลังเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตนั้น ก็มีเสียงเคาะประตู แล้วตามด้วยเสียงของบริกร “ขออนุญาตเสริฟอาหารเช้าตามที่สั่งไว้ค่ะ” นิดหน่อย จึงลุกเดินไปเปิดประตูให้บริกรเข้ามาเสริฟอาหารตามที่เธอได้สั่งไว้เมื่อคืน หลังจากที่เธอรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เธอก็ย้ายตัวเองลงไปเดินเล่นที่ชายหาดของโรงแรม ขณะที่เธอยืนรับสายลมและแสงแดดที่ยังไม่ร้อนมากนัก ก็มีหญิงชราคนหนึ่งเดินมายืนข้างๆเธอ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ความไม่อยากนี่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ ปกติของมนุษย์นั้นเมื่อได้มาเท่าไรก็จะต้องการได้มากขึ้นกว่าที่ได้มาและมีอยู่เสมอ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าจะได้มาจนไม่รู้ว่าจะอยากได้อะไรอีกก็ตาม ก็ยังคิดหาสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่ตนมีอยู่อีกไม่มีที่สิ้นสุด” แล้วหญิงชราก็หยุดพูด นิดหน่อยเกิดสนใจขึ้นมาจึงถามกลับไปว่า “ถ้าเราไม่อยากได้อะไรอีกแล้วนอกจากสิ่งที่มีอยู่ถือว่าผิดปกติหรือว่าเป็นปกติค่ะ” หญิงชราจึงตอบมาว่า “สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้ายังเป็นปุถุชนจะไม่มีทางที่จะหยุดแค่นั้น แม้จะมีความสุขสบายปรนเปรอให้มากมายเท่าไรแล้วก็ตาม แต่ปุถุชนก็ยังไม่วายจะเกิดความอยากได้เพิ่มขึ้นมาอีก” นิดหน่อยเริ่มคิดได้ว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้นกับเธอเช่นกัน แล้วหญิงชราก็พูดต่อ “ถ้าหนูต้องการคำตอบก็ลองไปที่สถาบันพลังจิตของอาจารย์คงดู ที่นั่นมีคำตอบให้หนูได้ ป้าไปก่อนนะ” แล้วหญิงชราก็เดินจากไป นี่เป็นเหตุให้นิดหน่อยได้มาสมัครเข้าคอร์สเรียนสมาธิที่สถาบันพลังจิตแห่งนี้

 ในเวลาเดียวกัน ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง ยังมีดาวอีกดวงหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนโลกของเราแต่อยู่ในยุคโบราณกาล ณ วังมหาสุวรรณ อาณาจักรนครทองคำ เหล่าเสนาอมาตย์พูดขึ้นพร้อมกัน “ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” เจ้าวิชิตพล ผู้ครองนครทองคำกำลังเสด็จขึ้นแท่นประทับเพื่อออกว่าราชการ นครทองคำนี้เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดบนดาวดวงนี้ มีหัวเมืองต่างๆ ส่งบรรณาการให้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เมืองสิงห์ เมืองแสน เมืองสันติ เมืองวิด เมืองภู ฯลฯ อาจถือได้ว่า นครทองคำ เป็นศูนย์กลางอำนาจบนดาวดวงนี้ เจ้าวิชิตพล เป็นเจ้าที่มีความสามารถทั้งทางด้านการปกครอง การทหาร การเศรษฐกิจ และรอบรู้ในกิจการต่างๆ ที่เจ้าทุกเมืองพึงมี 

 เมื่อเจ้าวิชิตพลออกว่าราชการ ณ ที่ประทับแล้ว สมุหนายก เจ้าพระยาคุ้ม ก็รายงานเหตุการณ์ต่างๆ ในนครทองคำให้เจ้าเมืองทราบ “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ในวันนี้พ่อค้าจากเมืองต่างๆ เดินทางเข้ามาค้าขาย โดยกรมคลังเก็บส่วยได้ดังนี้ พ่อค้าจากนครสิงห์ ส่งส่วย ทอง 120 ชั่ง ช้าง 3 ตัว ควาย 15 ตัว ผ้าแพร 120 ม้วน ข้าวสาร 30 เกวียน พระเจ้าค่ะ” เจ้าวิชิตพล แสดงสีหน้าพอใจ จากนั้นเจ้าพระยาคุ้มก็รายงานต่อ “พ่อค้าจากนครแสน ส่งส่วย ทอง 100 ชั่ง ช้าง 1 ตัว ควาย 10 ตัว ผ้าแพร 100 ม้วน ข้าวสาร 10 เกวียน พระเจ้าค่ะ” สีหน้าของเจ้าวิชิตพล แสดงพอใจน้อยลง แต่ก็ยังยิ้มแย้มเล็กน้อย แล้วเจ้าพระยาคุ้มก็รายงานต่อ “ส่วนพ่อค้าจากนครสันติ ส่งส่วย ทอง 10 ชั่ง ข้าวสาร 1 เกวียน พระเจ้าค่ะ” เจ้าวิชิตพลได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เหตุใดจึงเก็บได้น้อยนัก” เจ้าพระยาคุ้ม ซึ่งมีความไม่พอใจพ่อค้าจากเมืองสันติอยู่แล้ว เนื่องจากพ่อค้าจากเมืองสันติไม่เคยมีการให้สินบนใดๆแก่ตนเลย จึงรีบตอบทันทีว่า “กระหม่อมเห็นว่า เจ้าสติสุข แห่งนครสันติ เริ่มแข็งข้อต่อพระองค์พระเจ้าค่ะ ราษฎรในนครสันติจึงไม่มีความเกรงขามในตัวพระองค์” เจ้าวิชิตพล จึงได้พูดขึ้นว่า “เรามิได้บังคับกำหนดอัตราส่วยแต่อย่างใด เราให้พ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในนครทองคำจ่ายส่วยตามแต่ใจปรารถนา ตามแต่ความเลื่อมใสศรัทธา เมื่อเป็นเยี่ยงนี้ เราเห็นว่านครสันติมีความแข็งข้อต่อเรา เราจักทำการเยี่ยงไรให้สมุหกลาโหมถวายมา” เจ้าพระยาเผด็จผู้อยู่ในตำแหน่งสมุหกลาโหม รีบทูลตอบโดยหวังว่าจะได้สร้างความดีความชอบแก่ตน “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมเห็นสมควรนำทัพไปข่มขวัญชาวเมืองสันติ เป็นการแสดงแสนยานุภาพของพระองค์ให้ชาวเมืองสันติได้รู้เข้าไปในหัวของพวกมันพระเจ้าค่ะ” เจ้าวิชิตพล จึงพูดขึ้นว่า “เราเห็นตามสมุหกลาโหมถวายมา ผู้ใดเห็นเป็นการอย่างอื่นหรือไม่” ปราชญ์เปรื่อง ผู้เป็นปราชญ์ของนครทองคำ ได้ทูลทักท้วงว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า การนำทัพจับศึกใดย่อมมีแต่ความสูญเสียทั้งฝ่ายเราฝ่ายเขา กระหม่อมเห็นว่าควรส่งทูตไปเจรจาความเสียก่อนจักเป็นการดีพระเจ้าค่ะ” เจ้าพระยาคุ้ม รีบพูดขึ้นว่า “เหตุที่ได้ปรากฏย่อมเห็นจะแจ้งว่า ชาวนครสันติมิได้มีความเกรงขามในพระราชอำนาจแห่งเจ้าวิชิตพล เหตุใดจำต้องไปเจรจาความแก่พวกมัน” ตามมาด้วย เจ้าพระยาเผด็จ “กำลังไพร่พลเรามีมากมายนักหนา ทั้งแม่ทัพ เสนาบดีก็หาญกล้า การข่มขวัญชาวนครสันตินั้น ทำใน 3 วันเท่านั้น ยังมิทันได้เหน็ดเหนื่อยอันใด” จากนั้นก็กราบทูลต่อเจ้าวิชิตพล “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ขอพระองค์ทรงพระบัญชามาเถิดพระเจ้าค่ะ” เมื่อเจ้าพระยาวิชิตพลวิเคราะห์และชั่งใจแล้วซักครู่ จากนั้นจึงมีรับสั่งว่า “เราจะชั่งใจเหตุนี้ในราตรีนี้ วันพรุ่ง เราจักบัญชาว่าจักทำเยี่ยงไร วันนี้เลิกการได้”

 หนึ่งวันก่อนที่เจ้าพระยาคุ้มจะถวายรายงานการจัดเก็บส่วยอันเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในครั้งนี้ "ท่านยง ผมฝากข้าวสารไปซัก 1 เกวียนนะท่าน เอาไปแลกอะไรก็ได้” ผันชาวนาผู้ยากไร้ผู้หนึ่งในเมืองสันติได้ฝากข้าวสารที่ตนปลูกให้พ่อยกนำไปขายแลกของที่จำเป็นอื่นๆ กลับมายังเมืองสันติ” “ได้ ข้าว่าจะเอาไปแลกไก่ให้เจ้าแล้วกัน” พ่อค้ายงบอกกับผันชาวนาผู้นั้น พ่อค้ายงมักจะนำสินค้าจากเมืองสันติไปค้าขายกันในนครทองคำอยู่เสมอ ๆ เป็นประจำ โดยที่เขาก็ไม่ได้คิดหักค่านายหน้าค้ากำไรกับผันเลย เพราะเขาก็สงสารที่ผันนั้นค่อนข้างจะยากจนอยู่ และเมื่อยงนำขบวนสินค้ามาจากเมืองสันติผ่านเมืองเล็ก ๆ ระหว่างทางก็มักจะมีคนฝากข้าวของมาค้าขายด้วยเสมอ ๆเมื่อยงมาถึงนครทองคำและได้เดินทางเข้ามาถึงบริเวณประตูเมืองแล้ว ยงจึงต้องเข้าไปติดต่อทหารหน้าประตูเพื่อรายงานรายการสินค้า และเสียส่วยอากรให้กับนครทองคำ หลังจากรายงานรายการสินค้าให้กับทหารรักษาการทราบแล้ว เจ้าพระยาคุ้มซึ่งขณะนั้นกำลังตรวจตราความเรียบร้อยในการจัดเก็บส่วยอยู่ที่หน้าด่านพอดี ได้เดินออกมาจากห้องที่ทำงาน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ทอง 1,000 ชั่ง ข้าวสาร 100 เกวียน ข้าว่ามันน้อยไปนัก เจ้าส่งส่วยแค่นี้มิได้เกรงพระบารมีของเจ้าวิชิตพลหรือไร” พ่อค้ายงจึงตอบว่า “วันนี้สินค้าไม่ค่อยมีราคาเท่าใดนัก ขอท่านเมตตาเถอะ” เจ้าพระยาคุ้มจึงพูดเชิงขู่ทิ้งท้ายก่อนเดินกลับเข้าห้องที่ทำงานว่า “ข้าก็รายงานตามที่ข้าเก็บได้ เจ้าวิชิตพลจะมีรับสั่งเยี่ยงไร ข้าไม่รู้ด้วยหรอก”

 ณ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านคลื่นพลังกิเลส ซึ่งนิมิตขึ้นโดยปราชญ์เปรื่องและบรรดาปราชญ์จากทุกเมืองบนดาวแห่งทองคำนั้น ในคืนวันนั้นบนท้องฟ้าเหนือนครทองคำ สูงขึ้นไป ๆ จนถึงชั้นอวกาศ คลื่นพลังกิเลสได้ปรากฏออกมาจากหลุมดำที่อยู่ใกล้กับดาวแห่งนครทองคำ พลังกิเลสทั้งหมดได้จับตัวกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่เท่าเมือง ๆ หนึ่งแต่มีความหนาแน่นมาก กำลังจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ ปราญช์เปรื่อง จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกผู้เป็นปราชญ์จากทุกหัวเมืองนั่งสมาธิส่งกระแสจิตเพื่อสลายพลังกิเลสตัวนี้ ปราชญ์เปรื่อง พูดขึ้นว่า “พลังกิเลสตัวนี้มีองค์ประกอบที่น่ากลัวมากนัก มี โลภะ และ โทสะ ขนาดเทียบเคียงกัน ขอให้ปราชญ์ทุกท่านช่วยกันต้านเหตุครั้งนี้เถิด” จากนั้นทุกคนก็ส่งพลังกระแสสติเข้าสลายพลังกิเลสตัวนี้ ปราชญ์ทุกท่านได้นั่งสมาธิและส่งกระแสพลังสติพุ่งไปสลายพลังกิเลส แต่ก็เกิดสิ่งที่ทุกคนไม่ได้คาดคิด ปราชญ์มั่ง ผู้เป็นปราชญ์ที่ยังมีกิเลสอยู่มาก โดยมีโลภะอยู่ในตัวเป็นหนักหนา เกิดอาการความโลภเข้าแทรกเฉียบพลัน ทำให้การส่งกระแสพลังสติที่ส่งไปสลายคลื่นพลังกิเลสขาดช่วงไป เป็นเหตุให้มีเศษคลื่นพลังกิเลสหลงเหลืออยู่ขนาดพื้นที่เท่าที่นา 100 ไร่ ได้หลุดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงดาวนี้ ปราชญ์มั่ง ไม่สามารถที่จะควบคุมมันได้ เขาจึงต้องปล่อยให้มันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศไป

 เมื่อ 2 ปีก่อน ณ วังมหาสุวรรณ นครทองคำ เจ้าวิชิตพลได้มีการประกาศแต่งตั้งปราชญ์ประจำพระองค์ “เราจักยกให้ปราชญ์เปรื่องเป็นปราชญ์แห่งเรา แลให้ปราชญ์มั่ง เป็นผู้ติดตามปราชญ์เปรื่อง ให้ทั้งสองปราชญ์ป็นข้ารับใช้สนองเราเป็นการสืบไป” หลังจากพิธีประกาศแล้ว ปราชญ์ทั้งสองก็เดินออกจากวัง ระหว่างที่เดินออกมานั้น ปราชญ์เปรื่อง ได้พูดกับปราชญ์มั่ง ว่า “เหตุอันใดข้าต้องมารับฐานันดรศักดิ์เยี่ยงนี้ ข้ามิได้ต้องการให้เป็นเยี่ยงนี้ ข้าจำต้องมีหน้าที่ปกป้องมิให้พลังกิเลสล่วงล้ำเข้ามายังปฐพีของเราตามที่อาจารย์ได้เคยสั่งสอนมา ท่านเห็นเป็นเช่นใดวานบอก” ปราชญ์มั่งได้กล่าวขึ้นว่า “การเป็นเยี่ยงนี้ย่อมดีอยู่ หากท่านมิพึงใจในฐานันดรศักดิ์แล้วไซร้ เหตุอันใดมิขอให้งดฐานันดรศักดิ์นั้นเล่า” ปราชญ์เปรื่อง กล่าวตอบว่า “อาจารย์เคยสั่งแก่ข้า ให้ข้าต้องรับใช้เจ้าวิชิตพล รักษาเมือง แลราษฏร ให้มีแต่ความสงบสืบไป ข้าได้ตกปากรับคำอาจารย์ไว้ แต่ข้ามิได้ต้องการฐานันดรศักดิ์แต่อย่างไร” ในจิตใจของ ปราชญ์มั่ง ซึ่งได้ฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่านั้นยังมีความต้องการตำแหน่งยศฐาบรรดาศักดิ์สนองกิเลสของตนอยู่ เพราะคนที่ทำสมาธิแม้จะถึงขั้นได้ฌานแล้ว แต่ยังไม่ใช่การประหารกิเลสให้หมดไป ในจิตใจจึงยังมีกิเลสอยู่ แต่เป็นเพียงการกดทับกิเลสไว้ดุจศิลาทับหญ้า ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์ของปราชญ์ทั้งสองได้เคยสอนไว้ แม้ปราชญ์เปรื่องจะรู้ถึงจิตใจของปราชญ์มั่งดี แต่เพื่อประโยชน์โดยรวม จำเป็นที่จะต้องรักษาปราชญ์มั่งไว้ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวเมือง และตัวของปราชญ์มั่งเองที่จะได้ทำความดีให้เกิดกุศลแก่ตัวเขาเองด้วย 

 นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา จนกระทั่งในคืนนี้ ปราชญ์เปรื่อง พูดกับ ปราชญ์มั่งว่า “เหตุใดพลังกระแสจิตของท่านจึงขาดช่วงไปได้ อาการอย่างนี้มิบังควรเกิดแก่ผู้ที่เป็นปราชญ์” ปราชญ์มั่งตอบว่า “ข้าไม่รู้เหตุเช่นกัน แต่ข้าทำดีแล้ว ข้าทำได้เพียงนี้ ไยท่านมิเห็นความดีของข้า กลับมาให้ร้ายแก่ข้าว่าทำไปมิเหมาะมิควร” ปราชญ์เปรื่องไม่ต้องการโต้เถียงต่อจึงรีบตัดบทไปว่า “เราจักต้องหาพลังกิเลสที่หลุดเข้ามาให้จงได้ ขอท่านขวนขวายด้วย” หลังจากนั้นปราชญ์ทั้งหมดก็ร่วมกันค้นหาพลังกิเลสที่หลุดเข้ามาได้นี้ แต่เหตุการณ์มันสายเกินแก้ไขเสียแล้ว 

 พลังกิเลสที่หลุดเข้ามาเมื่อมันมาถึงบรรยากาศชั้นโทโพสเฟียร์Troposphere ซึ่งเป็นชั้นที่ติดกับพื้นผิวของดาวดวงนั้น ก็ได้ทำปฏิกิริยาแตกตัวเข้าแทรกซึมเป็นพลังยึดเหนี่ยวกันระหว่างอิเลคตรอนกับนิวเครียสอยู่ในโมเลกุลของออกซิเจนในอากาศ และกระจายไปทุกทิศทาง มันแพร่กระจายออกไปในอากาศที่มีอยู่บนดาวดวงนี้ ทันใดก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมาจากฝั่งทางด้านตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองวิด เสียงดังกล่าวทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปหลายหัวเมือง ซึ่งคนเกือบทั้งปฐพีสามารถรู้สึกได้ถึงเสียงที่ดังและแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว

 ในขณะเดียวกัน ณ เมืองวิด “อันนี้พระเจ้าค่ะ แว่นปิดแดด กับจุกอุดหู” เจ้าพระยาธาตุ สมุหกลาโหม ของเจ้าวิทยา ได้ถวายอุปกรณ์ในการใช้กันแสงและลดเสียงจากการทดลองดินปืนพิเศษที่เจ้าพระยาธาตุได้เล่นแร่แปรธาตุตามสูตรประจำตระกูลของตน หลังจากที่ทุกคนที่เข้าเฝ้าดูการทดลองนี้สวมใส่อุปกรณ์แล้ว เจ้าพระยาธาตุจึงสั่งให้ข้าทาสจุดชนวนดินปืนซึ่งได้ทำไว้เป็นทางยาวไปหาลูกระเบิดที่ไกลออกไปถึง 10 โยชน์ ทุกคนต่างก็ใจจดใจจ่อกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แสงไฟลุกติดไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่วางเส้นชนวนไว้ และเมื่อมันไปถึงลูกระเบิดดังกล่าว เสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปเกือบทั้งปฐพี พื้นดินบริเวณที่วางลูกระเบิดกลายเป็นหลุมลึกกว่า 1 เส้น ทำให้รู้ว่านี่คือระเบิดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์บนดาวแห่งนครทองคำได้ประดิษฐ์มันขึ้น เจ้าเมืองวิด มีสีหน้าพึงพอใจต่อการทดลองดินปืนพิเศษที่คิดค้นขึ้นโดยกลุ่มนักเล่นแร่แปรธาตุของตน และหลังจากที่ทุกคนถอดที่อุดหูออกแล้ว เจ้าพระยาธาตุได้กราบทูลต่อเจ้าวิทยาซึ่งได้มาทอดพระเนตรการสาธิตนี้ว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ที่พระองค์ทรงทอดพระเนตรพ้นไปนั้น เป็นเพียงดินปืนหนัก 1 เมล็ดงา มันยังปรากฏแสนยานุภาพของมันเยี่ยงนี้ ขอพระองค์ทรงอนุญาตให้กระหม่อมสร้างมันไว้เพื่อความเป็นจักรพรรดิแห่งพระองค์เถิด” เจ้าวิทยาตอบว่า “เราอยากใช้มัน ให้นครทองคำได้เห็นแสนยานุภาพของเรา เจ้าคิดว่าเราจักทำเยี่ยงไร” เจ้าพระยาธาตุ รีบกราบทูลต่อ “กระหม่อมจักทำดินปืนพิเศษนี้โดยเร็ว เพื่อสนองใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระเจ้าค่ะ” เจ้าวิทยาก็หัวเราะอย่างชอบใจ แล้วทั้งหมดก็กลับเข้าวังไป

 ณ นครทองคำ ปราชญ์เปรื่อง พูดกับปราชญ์มั่งว่า “เสียงเมื่อสักครู่ ข้าว่าคงมิใช่เสียงของพลังกิเลสเป็นแน่ ท่านเห็นประการใด” ปราชญ์มั่ง “ข้าก็คิดเช่นนั้น” คืนนั้นขณะที่ เจ้าวิชิตพล ทรงพระบรรทมอยู่ ในอากาศซึ่งมีออกซิเจนที่เจ้าวิชิตพลสูดเข้าสู่พระวรกาย เป็นออกซิเจนที่มีโมเลกุลอันประกอบไปด้วยพลังกิเลสปะปนอยู่ จึงเพิ่มโลภะและโทสะเข้าสู่จิตใจของพระองค์ ทำให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกเกิดปฏิกิริยาความโลภและโทสะเพิ่มเป็นสองเท่า จึงเกิดปฏิกิริยาให้ทรงพระสุบินว่า เจ้าสติสุข เจ้าเมืองสันติ ได้เข้ามาเพื่อจะเจรจาความกับพระองค์ว่า “ข้าต้องการแผ่นดินของท่าน ท่านจักว่าเยี่ยงไร” แล้วในพระสุบินนั้นเจ้าวิชิตพลก็ทรงพิโรธอย่างยิ่ง ได้กล่าวตอบกลับไปว่า “เมื่อเจ้าบังอาจเยี่ยงนี้ คงมิมีเหตุอันใดที่ข้าจักเว้นเจ้าให้เป็นภัยแก่แผ่นดินข้า เจ้าจงรับทัพของข้าในอีก 3 วันเถิด” แล้วพระองค์ก็ทรงสดับเสียงการทดลองดินปืนพิเศษของเมืองวิด ทำให้ทรงตื่นจากบรรทมขึ้นมา และทรงดำริในพระทัยว่า “วันพรุ่งเราจักต้องบัญชาให้ลุล่วงไป”

 เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังมหาสุวรรณ เหล่าเสนาอมาตย์พูดขึ้นพร้อมกัน “ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” เจ้าวิชิต ได้ออกว่าราชการเป็นปกติ หลังจากทรงประทับบนพระที่นั่งแล้ว เจ้าพระยาเผด็จ สมุหกลาโหม ก็ถวายบังคมกราบทูล “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ขอพระองค์ทรงพระบัญชาให้จัดทัพเถิด กระหม่อมร้อนใจยิ่งนักเมื่อมีผู้ใดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระองค์เยี่ยงนี้” เจ้าวิชิตพล จึงทรงบัญชาไปว่า “ให้จัดทัพพลช้างสามสิบหมื่น พลม้าร้อยหมื่น พลราบสามร้อยหมื่น ไปเมืองสันติ เราจักให้พวกนครสันติได้เห็นแสนยานุภาพแห่งเรา” ปราชญ์เปรื่อง รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของเจ้าวิชิตพลว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ จึงมิได้กราบทูลคัดค้านใดๆ พร้อมกับหันไปพูดกับ ปราชญ์มั่งว่า “ท่านเห็นพิษสงของพลังกิเลสหรือยัง” ปราชญ์มั่ง นั้นแม้จะมีความโลภในยศฐาบรรดาศักดิ์อยู่บ้าง แต่ก็มีความเมตตาที่ได้มาจากการปฏิบัติสมาธิเป็นเนืองนิจอยู่ในจิตใจ ได้แต่นึกโกรธโทษตัวเองที่ในใจของตนดันเกิดอาการความโลภเข้าแทรกเฉียบพลันขึ้น จึงได้ถามปราชญ์เปรื่องไปว่า “เราจักทำเยี่ยงไร จักยุติศึกนี้ได้ ขอท่านแจ้งแก่ข้าเถิด” ปราชญ์เปรื่อง มิได้ตอบอันใด ได้แต่นึกในใจว่า สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด ตามคำในคัมภีร์ของอาจารย์เพื่อทำใจเท่านั้น หลังจากเจ้าวิชิตพล มีพระบัญชาลงมาแล้ว นครทองคำก็มีการระดมพลตามพระบัญชา ทั้งกำลังพล ข้าวปลาอาหาร ก็ถูกแบ่งริบไว้เพื่อจัดเป็นเสบียงให้แก่กองทัพ ชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดงต้องกระเบียดกระเสียนในการใช้ชีวิตจากที่เคยเป็นอยู่อย่างปกติเข้าสู่ภาวะยากไร้ขาดแคลนในการทำมาหากิน บรรดาพวกเสือหมอบแมวเซาของเจ้าวิทยาที่สังเกตการณ์เหตุการณ์ภายในนครทองคำ จึงรีบส่งข่าวให้เจ้าวิทยาทันที 

 ณ วังกลนคร เมืองวิด เจ้าวิทยาเห็นว่าสบโอกาสยิ่งที่นครทองคำมีกำลังพลลดลงอย่างมากในการยกทัพไปครั้งนี้ และต้องการที่จะจัดทัพเข้าประชิดนครทองคำเพื่อหาโอกาสเข้ายึดนครทองคำให้ได้ และการนี้ก็จะต้องใช้ดินปืนพิเศษของเจ้าพระยาธาตุมาสนับสนุนการนี้ด้วย จึงทรงให้เจ้าพระยาธาตุเข้าเฝ้า และรับสั่งว่า “ดินปืนของเจ้า จักสำเร็จกาลใด” เจ้าพระยาธาตุกราบทูลว่า “ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า เพียงหนึ่งวันทำดินปืนถล่มเมืองได้ถึง 10 เมืองได้พื้นที่กว้างมหาศาล การส่งดินปืนและจุดชนวนจักจะใช้ปืนใหญ่ชนิดพิเศษ ต้องหล่อขึ้นจากเหล็กพิเศษ เสร็จกาลเมื่อ 3 วัน พระเจ้าค่ะ” เจ้าวิทยา ก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งสูดเอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและสมองด้วย ทำให้ได้รับพลังกิเลสเข้าไปในโมเลกุลของมวลกายด้วยเช่นกัน จึงเกิดความโลภเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และได้รับสั่งว่า “เจ้าจงเร่งทำปืนใหญ่ดังว่า แลให้กาลเร็วกว่าที่เจ้าถวายมา จักทำได้ไม่” เจ้าพระยาธาตุ ซึ่งก็เกิดกิเลสเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน ทำให้ในความคิดขาดสติปัญญา มิทันได้มีการคำนวณให้ถี่ถ้วนในหลักวิชาการดินปืนของตน ด้วยความโลภอยากได้ความดีความชอบจึงกราบทูลว่า “ขอเดชะ กระหม่อมสนองพระองค์ได้พระเจ้าค่ะ” เจ้าวิทยาจึงมีพระบัญชา “เจ้าจงเร่งการดังนั้น” เมื่อเจ้าพระยาธาตุกลับจากเข้าเฝ้าแล้ว ก็เข้าไปเตรียมตำรับตำราที่บ้านของตน แล้วก็เร่งรีบออกมาจากวังกลนครเพื่อไปยังกรมคลังธาตุ ระหว่างทางที่จะไปยังกรมคลังธาตุ ก็สวนทางกับปราชญ์จรรยาผู้เป็นปราชญ์แห่งเมืองวิด เป็นปราชญ์ประจำพระองค์ของเจ้าวิทยา ปราชญ์จรรยานั้นแม้จะได้รับพลังกิเลสเข้าไปในโมเลกุลของมวลกายเช่นกัน แต่เนื่องจากมีการฝึกสมาธิสะสมพลังจิตไว้เสมอ ทำให้มีพลังสติอยู่ในจิตใจทำให้สามารถกดทับพลังกิเลสไว้ได้ และประกอบกับทหารรักษาพระองค์ของเจ้าวิทยาที่ออกเวรไปหลังจากเหตุการณ์เจ้าพระยาธาตุเข้าเฝ้าเจ้าวิทยา ได้นำเรื่องการเข้าเฝ้าของเจ้าพระยาธาตุไปแจ้งกับปราชญ์จรรยาแล้ว ปราชญ์จรรยานั้นแม้จะไม่มีความรู้ในเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ แต่ก็มีความรู้ว่าสิ่งอันใดที่มิได้ทำตามหลักวิชาที่มีมา และการอันใดที่กระทำการโดยเร่งรีบจนเกินความพอดี ย่อมจะนำมาซึ่งความสูญเสียเสมอ จึงเร่งมาทักท้วงและเตือนสติเจ้าพระยาธาตุให้พิจารณาให้ดี และเมื่อทั้งสองท่านเดินทางมาสวนกันพอดี ปราชญ์จรรยาจึงได้พูดกับเจ้าพระยาธาตุว่า “จริงแล้ววันนี้ข้าป่วยจึงมิได้เข้าว่าราชการ แต่ข้าห่วงยิ่งนักที่มิได้เข้าไปคิดการสนองพระองค์ เหตุใดท่านถึงมิทักท้วงพระองค์ว่ากาลที่จะใช้นั้นน้อยไป อาวุธของท่านท่านย่อมรู้ดีว่าฤทธิ์ของมันเป็นเยี่ยงไรต้องใช้กาลเท่าใดสร้าง จักสร้างอาวุธเยี่ยงไร ท่านสร้างมันได้ทันกาลหรือ” เจ้าพระยาธาตุ ที่ตอนนี้มีแต่โลภะครอบงำจึงตอบว่า “ข้าจักทำการได้ความดีความชอบ ท่านริษยาหรือ” ปราชญ์จรรยา ตอบ “มิได้ ข้าแต่เพียงคิดว่าสิ่งอันใดมิได้ทำตามหลักที่มันมีมันเป็น มันจักเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี ท่านเห็นเพียงความดีความชอบใส่ตัวแต่เกิดผลร้าย มันจักเสียหายมากกว่า” เจ้าพระยาธาตุ ไม่ตอบอันใดและรีบตรงไปยังกรมคลังธาตุทันที ที่กรมคลังธาตุนี้เป็นที่เก็บวัตถุดิบในการสร้างดินปืนพิเศษซึ่งมีอนุภาพทำลายล้างสูง เป็นคลังเก็บแร่ธาตุจำนวนมาก ปราชญ์จรรยานั้นหลังจากไม่สามารถทักท้วงเตือนสติเจ้าพระยาธาตุได้ ปราชญ์จรรยาจึงต้องกลับบ้านไป แล้วก็นั่งปฏิบัติสมาธิ หลังจากที่ปราชญ์จรรยาได้นั่งสมาธิเข้าภวังค์แล้ว ก็ได้ส่งกระแสจิตติดต่อกับปราชญ์เปรื่องว่า “ข้าเห็นพิษสงของคลื่นพลังกิเลสที่มันทำงานแล้วท่าน เราจักทำการเยี่ยงไรจึงดี” ปราชญ์เปรื่องได้ตอบกลับมาว่า “เราจักอุเบกขา แลเราอุเบกขาแล้ว ขอท่านทำดังว่านี้เถิด” แล้วปราชญ์จรรยาและบรรดาปราชญ์บนดาวดวงนี้ได้ร่วมกันอุเบกขาเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น 

 สามวันต่อมา ทัพของเจ้าวิชิตพล ซึ่งนำโดย เจ้าพระยาเผด็จ ได้เคลื่อนทัพประชิดเมืองสันติ เจ้าสติสุขได้สดับข่าวมาก่อนแล้วว่า ทัพใหญ่ของเจ้าวิชิตพลกำลังเดินทางมาหวังจะถล่มเมืองสันติของพระองค์ พระองค์มิทรงให้มีการรบราฆ่าฟันกัน เมื่อทัพของเจ้าวิชิตพลมาประชิดเมืองสันติ พระองค์จึงมีพระประสงค์จะออกไปเจรจาหย่าศึกนี้ “ท่านแม่ว่าท่านพ่อผู้ล่วงลับจะทรงพิโรธหม่อมชั้นหรือไม่” เจ้าสติสุขทูลถามพระราชมารดาของพระองค์ “เสด็จพ่อของลูกย่อมดีใจที่ลูกไม่ทำให้ชาวเมืองสันติต้องล้มตาย แม้นว่าพวกเขาทั้งหลายจักต้องอยู่ใต้อาณัติของเจ้าวิชิตพล แม่ก็ยังมิคิดได้ว่าเจ้าจะกระทำการผิดแม้แต่น้อย” พระราชมารดาของเจ้าสติสุขตอบ “หม่อมชั้นใคร่ขอพระราชทานอภัยแก่หม่อมชั้น ด้วยเหตุที่ทำให้ท่านแม่ต้องลำบากเยี่ยงนี้” เจ้าสติสุขกราบขอโทษพระราชมารดา “แม่มิได้เป็นทุกข์เป็นร้อนอันใด เจ้ามิต้องเสียใจ เพียงมีเจ้ามเหสีเจ้าหลานแม่และเหล่าบริวารทั้งหลายที่ขอติดตามไป แม่ก็สุขแล้ว”

 เสียงของทหารที่ประจำประตูเมืองประกาศว่า “เจ้าสติสุข เสด็จมา” เจ้าพระยาเผด็จ จึงลงจากหลังช้าง เดินมาที่ประตูเมือง เพื่อพบกับเจ้าสติสุข เจ้าสติสุขทรงตรัสว่า “เราจักยกเมืองให้เจ้าวิชิตพล แลให้เจ้าวิชิตพล ปกครองเมืองสืบไป ขอท่านนำทัพกลับไปเถิด” เจ้าพระยาเผด็จ เกิดความสงสัยจึงถามว่า “เหตุใดพระองค์จึงยกเมืองให้ง่ายเยี่ยงนี้ ข้าจักรู้ได้เยี่ยงไรว่า พระองค์จักมิมีอุบาย” เจ้าสติสุข จึงตรัสตอบว่า “เราจักออกจากเมืองบัดเดี๋ยวนี้ แลให้ท่านเข้าไปในเมืองคุมทหารแลราษฏรสืบต่อไปเถิด” ว่าแล้ว เจ้าสติสุขก็มีรับสั่งว่า “เรายกแผ่นดินนี้ให้กับเจ้าวิชิตพลแล้ว ข้าสั่งให้ทหารและราษฏรชาวสันติทั้งปวงจงเป็นทหารและราษฏรของเจ้าวิชิตพลสืบไป” แล้วเจ้าสติสุขก็เดินจากไปพร้อมขบวนเสด็จเพื่อเดินทางไปอยู่อาศัยที่อื่นอันห่างไกลเยี่ยงสามัญชน เจ้าพระยาเผด็จจึงเคลื่อนพลเข้าไปในเมืองสันติได้อย่างไม่มีใครขวางกั้น

 เจ้าพระยาเผด็จ เมื่อเข้าไปในเมืองก็กระทำตนเยี่ยงเจ้าเมือง ด้วยแรงแห่งพลังกิเลสทำให้เกิดความโลภขึ้นในจิตใจ มักใหญ่ใฝ่สูงคิดจะครองเมืองมาเป็นของตนและควบคุมเหล่าทหารแลราษฏร เกิดความโลภหลงและเหลิงในอำนาจขึ้นจึงได้ประกาศตนว่า “เราคือเจ้าเผด็จ ผู้ครองนครสันติ เรามิเป็นอาณานิคมของใคร แลเราจักเป็นใหญ่เหนือปฐพีนี้” ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อไป เสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดกระจายมาจากทุกทิศทุกทางเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว รังสีความร้อนละลายทุกสิ่งทุกอย่างบนปฐพี ไม่มีสิ่งใดเหลือ แผ่นดินแตกแยกออกจากกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นดวงดาวทั้งดวงก็หายไปจากวงโคจร แล้วกลายเป็นดาวนิวตรอนที่มีมวลอัดแน่นซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่มากที่หมุนรอบตัวเอง 30 รอบต่อวินาที และในอวกาศบริเวณวงโคจรของดาวดวงนี้ก็เต็มไปด้วยกลุ่มเนบิล่าที่มีโครงสร้างเป็นก๊าซและฝุ่นมากมายของเปลือกชั้นนอกของดวงดาว กับดวงจิตของมนุษย์บนดวงดาวที่ล้มตาย ซึ่งดวงจิตเหล่านี้ได้แตกกระจัดกระจายไปในทุกทิศทางในอวกาศ พลังงานกิเลสที่มีอยู่บนดาวดวงนี้ก็เริ่มจับกันเป็นกลุ่มก้อนอีกครั้ง กลายเป็นคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาลอยตัวอยู่ในอวกาศ

 ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ ต้องเริ่มย้อนไปตอนที่เจ้าพระยาธาตุนั้นเข้าไปในกรมคลังธาตุแล้ว ก็สั่งข้าทาสบริวารจัดการผสมดินปืนตามสูตรผสมแร่แปรธาตุของตนด้วยความโลภในลาภยศที่กำลังจะได้รับโดยมิได้พิจารณาความเหมาะสมด้านเวลาและสัดส่วนของแร่เพราะต้องการความเร็ว ส่วนข้าทาสบริวารทั้งหลายต่างก็เร่งมือทำการให้สำเร็จตามคำสั่งนาย

 ขณะที่เจ้าพระยาธาตุกำลังตรวจการทำงานของข้าทาสบริวาร ทาสที่ทำงานใน ส่วนผสมแร่ก็เข้ามารายงาน “นายท่าน พวกไอ้ขุยมันบอกว่า แร่อับรังสีหมดคลังแล้วนายท่าน จักทำเยี่ยงไร” เจ้าพระยาธาตุจึงออกคำสั่ง “ทำต่อไปไม่ต้องใส่ก็ได้ แร่อับรังสีมันแค่ทำให้ระเบิดช้าลงเท่านั้น พวกเจ้าจงเร่งมือ อย่าคร้านให้มันมาก ถ้าข้าได้ดีเมื่อใด ข้าจะตบรางวัลสินไหมพวกเจ้าทุกคน ฮ่า ๆ ๆ” ข้าทาสบริวารทั้งหลายจึงเร่งมือทำตามคำสั่งต่อไป

 เมื่อมีการเร่งทำการเช่นนี้ ความประมาทขาดแคลนก็ย่อมเกิดขึ้น เจ้าพระยาธาตุได้สั่งให้ผสมดินปืนจากที่ต้องผสมในอัตราส่วนและเวลาที่เหมาะสมกับแร่ต่างๆ ก็มีการลดอัตราส่วนแร่บางตัวลง เนื่องจากไม่สามารถขุดแร่นั้นขึ้นมาได้ทัน เพราะต้องการให้สำเร็จโดยเร็ว การผสมที่ผิดส่วนนี้ส่งผลให้ดินปืนพิเศษที่ได้มีอานุภาคที่ไวต่อปฏิกิริยามากขึ้น จากเดิมที่ต้องมีการจุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ก็ไม่จำเป็น ดังนั้นในขณะที่มีการผสมดินปืนพิเศษอยู่นั้น แร่ต่างๆที่มีอยู่ในคลังก็ทำปฏิกิริยากัน เพียงแค่อยู่ในรัศมีที่เกิดจากรังสีของแร่ตัวหนึ่งกระทบกับรังสีของดินปืนพิเศษเท่านั้น ก็ทำให้เกิดการระเบิดและทำปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อเนื่องกัน และเป็นการระเบิดที่ไม่สิ้นสุดบนดาวดวงนั้น

 ณ ห้วงอวกาศในเวลาต่อมา ก็ปรากฏดวงจิตของผู้ที่ล้มตายจากทุกนครบนดาวแห่งนครทองคำกำลังลอยอยู่ในอวกาศ ดวงจิตของปราชญ์เปรื่อง ปราชญ์จรรยา ได้ลอยอยู่และได้สัมผัสเห็นพลังกิเลสจำนวนมากกำลังลอยเข้าไปรวมกันและกลายเป็นกลุ่มคลื่นพลังกิเลสที่มีอาณาบริเวรกว้างใหญ่ไพศาล ดวงจิตดวงอื่น ๆ ทุกดวงก็ลอยเคว้งคว้างอย่างนั้นเหมือนกับว่าจะต้องอยู่อย่างนั้นเป็นนิรันดร์ การระเบิดแบบซูเปอร์โนว่าที่เกิดขึ้นนั่น มีแรงระเบิดทำให้เกิดแรงผลักให้คลื่นพลังกิเลสตัวนี้เริ่มเดินทางไปตามแรงผลักนั้น ส่งผลให้พลังกิเลสดังกล่าวเริ่มมีการเคลื่อนตัวไปและพุ่งไปอย่างไม่มีจุดหมายตามแรงดันจากการระเบิดที่เกิดขึ้น แล้วจึงเริ่มจับทิศทางจากแรงดึงดูดของดาวดวงอื่นที่ปรากฏสิ่งมีชีวิตที่มีพลังกิเลสเป็นเป้าหมายในการเคลื่อนตัวต่อไป

 การระเบิดครั้งนี้ส่งผลกระทบให้ระบบแรงดึงดูดของแกแล็คซี่ที่มีอยู่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น กลุ่มอุกาบาตจำนวนมากรวมทั้งดาวเคราะห์น้อยต่าง ๆ ก็เริ่มมีการเบี่ยงเบนทิศทางไปจากเส้นทางเดิม ทำให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติหลายอย่างเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

 ดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งก็เช่นกัน จากที่มันมีวงโคจรในวงแคบ มันก็กลายเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรกว้างมากขึ้นและมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จากการที่ดาวแห่งมหานครทองคำแตกดับไป จากวงโคจร 1 รอบมันโคจรได้ 1 แกแล็คซี่ ทำให้มันเริ่มโคจร 1 รอบได้ 2 แกแล็คซี่ และมันกำลังขยายวงโคจรของมันออกไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีทีท่าว่าจะมีวงโคจรที่คงที่แต่อย่างใด 

ส่วนกลุ่มอุกาบาตขนาดมหึมากลุ่มหนึ่งที่วงโคจรของมันเคยโคจรรอบดาวแห่งมหานครทองคำ และดาวราหู มันก็เกิดการเบี่ยงเบนทิศทางและกำลังเดินทางเข้าไปหาดาวราหู และก็ใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ และถ้ามันยังไม่หยุดการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็คงต้องพุ่งเข้าใส่ดาวราหูอย่างแน่นอน

3. ห้องปฏิบัติการ

 ณ สถาบันพลังจิต เมื่อสิบกว่าปีก่อน ขณะนั้นอาจารย์คงกับอาจารย์จันทนากำลังปฏิบัติสมาธิอยู่ ปรากฏว่าอาจารย์คงได้พาอาทิสมานกายของเขาขึ้นไปในอวกาศ มันคงจะเป็นบุญบันดาลหรือธรรมะจัดสรรก็ไม่ทราบได้ ทำให้อาจารย์คงได้สังเกตเห็นคลื่นพลังงานอย่างหนึ่งปรากฏขึ้นห่างจากโลกหลายหมื่นกิโลเมตรด้วยจิตสัมผัสของเขา เขาจึงส่งกระแสจิตติดต่อกับอาจารย์จันทนาให้พาอาทิสมานของเธอขึ้นมา เมื่ออาทิสมานกายของอาจารย์จันทนาปรากฏบนอวกาศแล้ว อาทิสมานกายทั้งสองก็พุ่งไปตรวจดูคลื่นพลังงานนั้น เมื่อเข้าไปใกล้คลื่นพลังงานนั้น อาทิสมานกายของอาจารย์จันทนาก็เกิดหลุดเข้าไปอยู่ในวงล้อมของคลื่นพลังงานนั้น แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้นไม่เคลื่อนไหว อาจารย์คงจึงส่งกระแสจิตถามว่า “พี่ครับมันเป็นยังไงบ้างครับ” อาจารย์จันทนาจึงส่งกระแสจิตตอบกลับมา “พี่สัมผัสได้เลยมันเป็นพลังงานที่มีโลภะ โทสะ โมหะประกอบกัน แต่พี่ไม่สามารถจะขยับออกมาได้ คง เธอช่วยพี่ด้วย” จากนั้น อาจารย์คงจึงจึงส่งกระแสพลังสติออกไปเป็นคลื่นพลังสติ ทำให้คลื่นทั้งสองปะทะกันและสลายคลื่นพลังกิเลสนั้น และเพราะอาทิสมานกายของอาจารย์นันทนายังไม่ได้ถลำเข้าไปลึกในคลื่นกิเลสนั้น จึงทำให้คลื่นพลังกิเลสถูกสลายเป็นช่องโหว่เปิดออกมา ทำให้เห็นอาทิสมานกายของอาจารย์จันทนา แล้วอาทิสมานกายของอาจารย์จันทนาก็หลุดออกมาได้ และอาจารย์จันทนาก็รู้ว่าคลื่นพลังงานที่เห็นนี้เป็นคลื่นพลังงานที่มีพลังกิเลสซึ่งกำลังเดินทางมายังโลกของเรา และคลื่นพลังงานนี้จะทำให้โลกวุ่นวายมาก เพราะอาจารย์จันทนาได้สัมผัสและรับรู้ถึงพลังงานบางอย่าง อาจารย์จันทนาได้ส่งกระแสจิตบอกกับอาจารย์คงว่า “คลื่นพลังงานนี้พี่ขอเรียกว่า คลื่นพลังกิเลสนะ” 

 อาจารย์คงหลังจากเรียนจบการปฏิบัติสมาธิจากพระอาจารย์จากวัดแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ที่พระอาจารย์มีเมตตาและเขียนหลักสูตรการสอนที่เป็นหลักการให้กับประชาชนทุกชาติทุกศาสนาได้เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้อย่างง่าย เป็นรูปแบบที่ทันสมัยเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อหวังให้เกิดความสงบสุขในโลก ซึ่งท่านพระอาจารย์ได้ย้ำให้ผู้เรียนทุกคนหลังจากที่เรียนแล้วก็ให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จากการที่มีการปฏิบัติสมาธิอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้เป็นคนที่มีเมตตา และนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาและจันทนา ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจช่วยกันยับยั้งคลื่นพลังกิเลสเพื่อให้โลกสงบสุขตามเจตนารมณ์ของพระอาจารย์ของพวกเขา หลังจากนั้นทั้งคู่ก็สร้างสถาบันพลังจิต และช่วยกันสร้างนิมิตศูนย์ปฏิบัติการนี้ขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาการปฏิบัติสัมมาสมาธิได้อย่างถูกต้องและมีหลักการตามหลักสูตรของพระอาจารย์ของทั้งคู่ หลังจากที่ทั้งคู่ได้ปฏิบัติสมาธิอย่างสม่ำเสมอ และด้รู้ว่า ในอวกาศขณะนั้นยังมีคลื่นพลังกิเลสมากมาย และตอนนั้นก็มีคลื่นกลุ่มหนึ่งกำลังเข้าใกล้โลกมาทุกขณะ และเมื่อทั้งสองคนออกจากสมาธิในวันนั้นแล้ว “พี่จันครับ ผมคิดว่าเราควรจะมีศูนย์รวบรวมพลังสติ ที่มีเครื่องยิงกระแสพลังสติเพื่อยิงไปสลายพลังกิเลสพวกนี้นะครับ พี่ว่าดีไม๊ครับ” จันทนาได้พูดตอบกลับมาว่า “ชั้นก็คิดอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่รู้จะออกแบบยังไง เธอช่วยออกแบบให้ชั้นได้ไม๊ แล้วชั้นจะสนับสนุนทุกอย่าง” แล้วจากนั้นอาจารย์คงและจันทนาก็เริ่มนิมิตสร้างศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติขึ้น ให้ตั้งอยู่ใต้ดินของสถาบันสมาธิที่ทั้งคู่เปิดสอน ภายในศูนย์ปฏิบัติการนั้นมีจอภาพเพื่อจับภาพการเคลื่อนตัวของคลื่นพลังกิเลสที่อยู่ในอวกาศได้ และมีเครื่องรับสัญญาณพลังสติจากผู้ปฏิบัติสัมมาสมาธิที่นั่งสมาธิจากทุกสารทิศที่สร้างพลังสติแล้วส่งเข้าเครื่องส่งสัญญาณมาเข้าเครื่องรับสัญญาณของศูนย์ จากนั้นก็มีการบรรจุพลังสติเหล่านั้นไว้ในถังเก็บในนิมิตนั้น แล้วก็สร้างเครื่องยิงซึ่งเป็นเครื่องที่จะทำการบีบอัดพลังสติให้เป็นพลังสติเข้มข้นเพื่อยิงขึ้นไปสลายพลังกิเลสในอวกาศก่อนที่มันจะลงมายังชั้นบรรยากาศของโลก คลื่นพลังกิเลสที่ทั้งคู่ได้รับรู้ว่ามีอยู่ในอวกาศขณะนั้นอาจจะไม่ใช่คลื่นพลังกิเลสตัวแรกที่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้โลก แต่ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะไม่ให้มีตัวต่อไป เพราะหากมันลงมาในชั้นบรรยากาศของโลกได้พลังกิเลสก็จะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในโมเลกุลของออกซิเจนที่สรรพสัตว์บนโลกสูดเข้าไปแล้วทำให้สรรพสัตว์บนโลกมีพลังกิเลสเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่แล้ว ซึ่งผลที่ตามมาจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในโลกและจะรุนแรงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ทั้งอาจารย์คงและจันทนาได้ลงทุนร่วมกันในการสร้างสถาบันสอนสมาธิแห่งนี้ขึ้นโดยขออนุญาตนำหลักสูตรที่จะใช้สอนมาจากสถาบันที่ทั้งคู่ได้ไปเรียนครูสมาธิมา หลังจากที่นิมิตสร้างศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติสำเร็จได้ไม่นาน จันทนาก็ต้องจากโลกนี้ไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่มนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องได้รับไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ประโยคสุดท้ายที่อาจารย์จันทนาพูดกับอาจารย์คงคือ “อย่าให้พลังกิเลสเข้ามาได้นะคง เธอเป็นกำลังสำคัญสำหรับงานนี้ ชั้นดีใจที่เราสร้างศูนย์นี้สำเร็จก่อนที่ชั้นจะต้องจากไป ชั้นก็แค่หวังว่าชีวิตข้างหน้าของชั้นจะได้พบกับหนทางดับทุกข์ได้ถาวรซะที”

 ปัจจุบัน ณ สถาบันพลังจิต พลพรรคทั้งสี่คนก็มาเข้าเรียนเป็นปกติ หลังจากเลิกเรียนแล้วทุกคนก็นั่งสมาธิเข้าภวังค์ เดินไปที่กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด เข้าสู่ห้องปฏิบัติการอีก แต่ว่าคราวนี้ภายในห้องปฏิบัติการเปลี่ยนไป เพดานด้านบนของห้องปฏิบัติการกลายเป็นจอภาพโดมโค้งรอบห้อง เคาน์เตอร์หายไป มีเจ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่เป็นรูปวงกลมรอบห้อง ตรงหน้าของเจ้าหน้าที่ทุกคนมีจอเลเซอร์โฮโลแกรม มีแสงสว่างเป็นรูปหน้าจอลอยอยู่ ทุกคนทำงานโดยใช้นิ้วมือสไลด์ไปมาอยู่บนหน้าจอนั้น อาจารย์คงซึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้วจึงพูดขึ้นว่า “ทุกคนไม่ต้องแปลกใจ ผมปรับปรุงนิมิตขึ้นใหม่ ผมยกเลิกระบบปุ่มกดแล้ว ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ทั้งหมดผมก็ย้ายเข้าไปใน เลเซอร์บอลแล้ว” ชูเดช สงสัยจึงถามขึ้น “เลเซอร์บอล คืออะไรครับ” อาจารย์คงจึงสไลด์นิ้วชี้บนจอภาพเลเซอร์โฮโลแกรมด้านหน้าไปทางด้านซ้ายของลำตัว ห้องปฏิบัติการก็เปลี่ยนเป็นห้องอีกห้อง คราวนี้ภายในห้องไม่มีอะไรเลย นอกจากอวกาศว่างเปล่า บริเวณตรงกลางระหว่างอาจารย์คงและลูกศิษย์มีวัตถุทรงกลมคล้ายลูกแก้ว แต่ไม่ใช่ลูกแก้ว มันมีลักษณะเป็นเหมือนกระแสไฟวิ่งวนกันไปมาในวัตถุทรงกลมนั้น อาจารย์จึงอธิบายเพิ่มว่า “เลเซอร์บอล เป็น รหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกเก็บไว้โดยอิสระ กระแสไฟที่วิ่งวนไปมาในวงกลมนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างถาวร หน่วยความจำของเลเซอร์บอลไม่มีจำกัด และความเร็วในการประมวลผล 10 เทบิไบต์ต่อวินาที ซึ่งเป็นขีดสูงสุดในปัจจุบัน เมื่อครบเครื่องอย่างนี้ ทำให้เราสามารถทำงานกันได้รวดเร็วขึ้น กระแสจิตที่ได้รับจากสาขาต่างๆ มีการประมวลผลและแสดงผลได้เร็วขึ้นด้วย” แล้วทุกคนก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า การส่งกระแสจิตของสาขาที่ส่งกระแสจิตเข้ามานั้น มายังไง เป็นยังไง ใช้สื่ออะไร และอีกมากมายในความสงสัย อาจารย์คงนั้นคงจะอ่านใจทุกคนได้ออกจึงอธิบายต่อไปว่า “กระแสจิตของนักเรียนสมาธิทุกคนที่มาเรียนที่สถาบัน และที่สาขาทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในงานนี้ และกระแสจิตที่มาจากสาขาจะถูกเข้ารหัสแปรสัญญาณเป็นคลื่นแอนาล็อคโดยอุปกรณ์ทวนสัญญาณซึ่งตั้งอยู่ในทุกสาขา แล้วส่งสัญญาณออกมาเข้าเครื่องรับสัญญาณที่สถาบัน แล้วแปรสัญญาณแอนาล็อคเป็นดิจิตอลเข้าเครื่องยิงกระแสจิต คงพอจะเข้าใจกันแล้วนะ เพราะฉะนั้น นักเรียนสมาธิทุกคนจึงมีส่วนช่วยในงานนี้ด้วย ส่วนนักเรียนที่เรียนจบไปแล้ว ถ้าคนไหนต้องการจะช่วยงานต่อ ก็จะนิมิตอุปกรณ์ที่เป็นอุปกรณ์ทวนสัญญาณขนาดเล็กขึ้นมาในบ้านเพื่อช่วยงานโดยนั่งสมาธิเข้าภวังค์ส่งกระแสจิตผ่านเครื่องทวนสัญญาณแล้วส่งสัญญาณนั้นเข้ามาที่สถาบัน” หลังจากนั้นอาจารย์คงก็สไลด์นิ้วชี้บนจอภาพเลเซอร์โฮโลแกรมด้านหน้าไปทางด้านขวาของลำตัว ทันใดนั้นก็กลับสู่ห้องปฏิบัติการอีกครั้ง แล้วอธิบายต่อ “พลังกิเลส ที่จริงแล้วมันต้องมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตเสมอ เพื่อทำให้การดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ แต่ถ้ามีพลังกิเลสจนเกินขอบเขตมันก็จะทำให้ผู้ที่มีพลังกิเลสประกอบกรรมที่สร้างความวุ่นวายในสังคมได้ พลังกิเลสเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง มีองค์ประกอบเป็น โลภะ โทสะ โมหะ และเท่าที่ทราบเป็นอัตราส่วนที่ไม่เคยเท่ากันเลยในแต่ละคน สาเหตุก็เพราะคนทุกคนนั้นย่อมมีกิเลสและมีประสบการณ์ในชีวิตที่แตกต่างกันไป

บางคนโลภะมากโทสะมากโมหะมาก บางคนโลภะน้อยโทสะน้อยโมหะน้อย

บางคนโลภะมากโทสะน้อยโมหะน้อย บางคนโลภะมากโทสะมากโมหะน้อย 

บางคนโลภะน้อยโทสะมากโมหะมาก บางคนโลภะน้อยโทสะน้อยโมหะมาก

 ส่วนพลังงานคือ สิ่งที่ทำให้วัตถุเคลื่อนไหวได้ พลังกิเลสนี้จะเป็นพลังงานที่เข้าไปแทรกตัวอยู่ในโมเลกุลของสสาร มันเข้าไปเป็นพลังงานยึดเหนี่ยวระหว่างอิเลคตรอนกับนิวเครียสในโมเลกุลของสสาร ทำให้สสารในมวลกายของมนุษย์มีพลังกิเลสแฝงอยู่ ถ้ามนุษย์ไม่มีการทำสมาธิเพื่อประหารพลังกิเลสนี้ให้หมดไปจากจิตใจ หรือเพื่อลดพลังโดยกดทับไว้ ในสมองของพวกเขา ความรู้สึกอารมณ์และความนึกคิดของพวกเขาก็จะมีพลังกิเลสเป็นตัวผลักดันให้พวกเขากระทำสิ่งต่างๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พลังกิเลสนี้เข้าไปแทรกอยู่ในมวลสสารในสมองของมนุษย์ จึงจำเป็นที่เราต้องประหารกิเลสตัวนี้ก่อนที่มันจะเข้าแทรกตัวอยู่ในโมเลกุลของออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของโลก ส่วนพลังกระแสสตินั้น กระแสจิตที่ถูกแปลงสัญญาณในเครื่องรับสัญญาณแล้วส่งเข้าเครื่องยิงนั้น ภายในเครื่องยิงจะมีการแปลงสัญญาณเหล่านั้นให้เป็นพลังสติเข้มข้น แล้วยิงขึ้นไปปะทะกับพลังกิเลสเพื่อให้มันลบล้างกัน เมื่อพลังงานสองพลังงานปะทะกัน พลังงานทั้งสองก็สลายตัวไป” เมื่อทุกคนได้ฟังคำอธิบายของอาจารย์คงโดยละเอียดแล้ว วัฒโน จึงถามถึงโปรเจ็ค 4 ว่าจะดำเนินการยังไงต่อ อาจารย์คงให้คำตอบว่า “โปรเจ็ค 4 คงต้องล้มเลิก เพราะไม่เห็นทางสำเร็จ ผมคิดว่าโปรเจ็คนี้คงจะมีคนรุ่นก่อนทดลองมาแล้ว แต่คงไม่ได้มีการบันทึกไว้ แต่คราวนี้ผมจะบันทึกความล้มเหลวนี้ไว้” เอราวรรณ จึงถามขึ้นว่า “มีการบันทึกโปรเจ็คการทดลองไว้ด้วยเหรอค่ะ” อาจารย์จึงใช้นิ้วคลิกที่ไอคอนบนจอเลเซอร์โฮโลแกรมด้านหน้า ภาพบนเพดานจึงปรากฏทำเนียบรุ่นขึ้น มีรูปและเลขรหัสนักเรียนใต้ภาพถ่าย และมีภาพหนึ่งที่สะดุดตาชูเดชทันที เขาจึงถามขึ้นว่า “อาจารย์ครับ รูปถ่ายนักเรียนสมาธิ รหัส 44873 คนนั้นเป็นใครครับ” อาจารย์จึงตอบว่า “อ๋อ เธอคนนี้เป็นรุ่นพี่ของผม เธอเป็นคนที่ช่วยผมออกแบบนิมิตศูนย์ปฏิบัติการที่เป็นเหมือนฐานปล่อยจรวดที่พวกเธอเคยเข้าไปนั่นแหละ แต่ว่าเธอเสียชีวิตไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทำไมเหรอ” ชูเดชรู้สึกเสียวหลังวูบทันที เพราะว่าคนในรูปนั้นเป็นคนที่มาถามหาชั้นใต้ดินของอาคารสถาบันสอนสมาธิของอาจารย์คงเมื่อตอนที่เขาเข้ามาเรียนใหม่ๆ นั่นเอง แล้วชูเดชก็ถามขึ้นว่า “ทำไมเราต้องนั่งสมาธิในสถาบันแล้วเข้ามาที่ห้องปฏิบัติการด้วยครับ” อาจารย์คงจึงอธิบายว่า “พลังจิตของแต่ละคนนั้นยังอ่อนมาก ถ้าปฏิบัติสมาธิที่อื่นแล้วส่งเข้ามายังห้องปฏิบัติการ กระแสที่ได้ก็จะอ่อนพลังด้วย ก็เหมือนกับตอนที่เราต้องมีการรวบรวมพลังสติมาเข้าสู่เครื่องยิงขึ้นไปบนอวกาศเช่นกัน มันจะทำให้พลังสติที่ยิงออกไปมีความเข้มสูงจึงจะสามารถสลายคลื่นพลังกิเลสได้ อีกอย่างคือพลังจิตที่ส่งกันมานั้นมีค่ามากเราต้องใช้อย่างประหยัด แต่ถ้าพวกคุณได้ปฏิบัติให้มากเจริญให้มากต่อไปพลังก็จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถส่งกระแสผ่านอุปกรณ์ทวนสัญญาณแล้วส่งเข้ามาที่สถาบันได้เหมือนกัน ส่วนนักเรียนรุ่นอื่นๆ และสาขาอื่นที่มีการส่งกระแสผ่านเครื่องส่งมาเข้าเครื่องรับที่สถาบันก็เช่นกัน ต้องมีการผ่านเครื่องเพิ่มสัญญาณหรืออุปกรณ์ทวนสัญญาณก่อนในการส่งการรับ ส่วนพวกคุณนั้นพลังจิตยังไม่เข้มแข็งพอในการส่ง ดังนั้นพวกคุณต้องทำให้มากเจริญให้มากต่อเนื่องกัน มันจะเพิ่มความชำนาญ และเมื่อพลังจิตของพวกคุณถึงขั้นที่แข็งแรงแล้ว ผมก็จะนิมิตเครื่องส่งให้พวกคุณ แล้วพวกคุณก็สามารถส่งพลังสติจากบ้านของพวกคุณได้ ไม่ต้องเข้ามาที่สถาบัน” หลังจากสอบถามเรื่องต่างๆกันเสร็จทั้งหมดก็ออกจากภวังค์กลับมา แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

 วันนั้นหลังจากที่ชูเดชกลับออกมาจากสถาบันสอนสมาธิของอาจารย์คงแล้ว ในระหว่างทางเข้าบ้าน ชูเดช เห็น ลุงสอน ยืนดักรออยู่ ชูเดช จึงถามขึ้นว่า “มีอะไรเหรอลุง” ลุงสอน พูดขึ้นว่า “นังแมว มันเอาคลิปยูทูปให้ลุงดู เป็นฝรั่งงอช้อนได้ เอ็งทำได้หรือเปล่าวะ” ชูเดชนั้นรู้ได้ทันทีว่า ลุงสอนกับป้าแมวคงจะต้องมีอะไรซุบซิบนินทาเขาลับหลังแน่ เขาจึงคิดที่หยอกเล่นกับทั้งสองคน ดังนั้นเขาจึงย้อนถามว่า “ฝรั่งงอช้อนได้เหรอครับ” ลุงสอนรีบตอบ “เออซิวะ แล้วเอ็งงอช้อนได้หรือยัง ทำให้ลุงดูได้ไม๊” ชูเดชยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบไปว่า “ได้ซิลุง” ลุงสอนจึงรีบบอกทันที “งั้นเดี๋ยวลุงเอาช้อนมาให้เอ็ง เอ็งโชว์ให้ลุงกับนังแมวดูหน่อย เดี๋ยวลุงจะถ่ายเก็บไว้ รอเดี๋ยวนะ” ชูเดช พูดตามหลังไปอีกว่า “เอาช้อนแบบบาง ๆ นะ อย่าหนามาก ถ้าหนามากมันจะงอยาก” แล้วลุงสอนก็เข้าบ้านไป พอเข้าไปถึงครัว ป้าแมวเมียของลุงสอนกำลังจะทำกับข้าวก็เอ่ยถามว่า “ตาสอน แกจะทำอะไร” ลุงสอนรีบบอกความประสงค์ทันที “ไอ้ชูมันจะงอช้อนให้ดู ไปดูเร็วแม่มึง เดี่ยวข้าจะเอาช้อนไปให้มัน” ป้าแมวจึงรีบปิดแก็ส และยังไม่ทันได้วางตะหลิวก็รีบตามลุงสอนออกมา แล้วทั้งคู่ก็เดินออกมาหน้าบ้าน ลุงสอนจึงยื่นช้อนให้ชูเดช ชูเดชรับช้อนมาแล้วพูดขึ้นว่า “พร้อมยัง” ลุงสอนกำลังสไลด์โทรศัพท์อยู่ร้องบอกว่า “เดี๋ยว ข้าเตรียมถ่ายก่อน เอาล่ะ เริ่มได้” ชูเดช ใช้มือซ้ายจับที่ด้ามช้อนข้างหนึ่ง แล้วใช้มือขวาจับที่ปลายช้อนอีกข้างหนึ่ง จากนั้นเค้าก็จ้องมองบริเวณตรงกลางของช้อน แล้วทั้งมือซ้ายและมือขวาก็เคลื่อนลงไปทางพื้นดินพร้อมกัน ช้อนจึงงอเป็นรูปตัววีคว่ำ แล้วก็พูดขึ้นว่า “เสร็จแล้ว ผมขอตัวก่อนนะ” แล้วจึงส่งช้อนนั้นให้ลุงสอนไป แล้วก็เดินจากออกมา ขณะที่ลุงสอนยังตกตะลึงกับเหตุการณ์อยู่นั้น ตะหลิวก็สัมผัสกับหัวของลุงสอนอย่างแรง พร้อมกับเสียงของป้าแมว “ไอ้สอน แกพาชั้นมาดูอะไร” แล้วป้าแมวก็เดินเข้าบ้านไป ปล่อยให้ลุงสอนยืนทำใจซักพัก

 หลังจากที่ทั้งหมดได้ห้องปฏิบัติการใหม่แล้ว ทั้งอาจารย์คงและลูกศิษย์ทุกคนต่างก็เริ่มปฏิบัติภารกิจในการกำจัดคลื่นพลังกิเลสในอวกาศอย่างสม่ำเสมอตลอดมา ไม่ว่าจะมีคลื่นพลังกิเลสแบบไหนมากแค่ไหน ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันช่วยให้ภารกิจในแต่ละครั้งสำเร็จลุล่วงด้วยดีเสมอ ทำให้คลื่นพลังกิเลสที่มาจากอวกาศและจะเข้ามายังโลกไม่สามารถที่เข้ามาได้ สู้ต่อไปขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล

4. ภพ ชาติ

 เสียงไก่ขันดังไปทั่วหมู่บ้าน แม่ศรีนวล ลุกขึ้นและหลังจากจัดแจงร่างกายของเธอเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าครัวคุมข้าทาสบริวารทำอาหารเพื่อใส่บาตร เธอเป็นสาวงามสรรพพร้อมทุกอย่างสมกับเป็นกุลสตรีไทย เกิดในตระกูลที่ดี เป็นบุตรีของท่านขุนฤทธิ เธอมีกิริยาท่าทางเรียบร้อย มีความสง่างาม มีความเมตตากรุณาอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง มีเสน่ห์งดงามเพียบพร้อม เธอชอบทำบุญ เข้าวัดฟังธรรม และปฏิบัติสมาธิเป็นประจำ ความเพียบพร้อมในความเป็นกุลสตรีของแม่ศรีนวลนั้น คนทั้งบางต่างรู้กันทั่ว 

 “คุณหนูเจ้าคะ จะให้เอาถาดนี้วางที่ใดเจ้าคะ” นังช้อยคนครัวซึ่งได้เตรียมอาหารเพื่อให้แม่ศรีนวลใส่บาตรในเช้านี้ “เอาวางตรงนี้ก่อนนะแม่ พระท่านยังไม่ผ่านมาง่ายดอก ประเดี๋ยวพระท่านมาชั้นจะขอแรงแม่ช่วยยกให้ด้วยนะจ๊ะ” ด้วยวาจาคำพูดที่ไพเราะอ่อนหวานไม่ถือตัวกับข้าทาสบริวาร ทำให้ข้าทาสบริวารทั้งหลายรักใคร่นับถือและให้ความรักแม่ศรีนวลกันอย่างทั่วหน้า ซักพักจ้อยลูกของทาสในเรือนคนนึงก็วิ่งเข้ามาในเรือนพร้อมกับพูดขึ้นว่า “คุณหนูศรีเรือน พระมาแล้วขอรับ” แล้วแม่ศรีนวลก็เรียกแม่จันทร์และนังช้อย “แม่พระมาแล้ว ช้อยช่วยชั้นที ไปเร็วพระมาแล้วแม่” แล้วทั้งหมดก็ออกไปยืนรอใส่บาตรพระที่หน้าเรือน นี่เป็นเหตุการณ์ประจำวันทุกเช้าที่เกิดขึ้น ถ้าวันไหนเป็นวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา เธอก็จะไปถวายเพลต่อที่วัด และสวดมนต์ฟังเทศน์ฟังธรรมไม่เคยขาดเลย 

 แล้ววันหนึ่ง แม่ม้วนแม่ของหมื่นเชิงชาย ก็เข้ามาหาที่เรือน “ท่านขุนฤทธิจ๊ะ แม่จันทร์จ๊ะ อยู่เรือนกันไม๊จ๊ะ” เสียงของแม่จันทร์ตอบกลับมา “ท่านขุนไปกรมจ๊ะ แต่ชั้นอยู่จ๊ะ ขึ้นมาก่อน” แล้วแม่ม้วนก็ขึ้นบันไดเรือนไป หลังจากนั่งพักดื่มน้ำท่าเรียบร้อยแล้ว ก็นั่งคุยเรื่องต่างๆ แล้วแม่ม้วน ก็เปิดประเด็นทันที 

“ที่ชั้นมาวันนี้ ก็จะพูดตรงๆเลยละกัน ลูกเชิงชาย มาช่วยงานท่าน ชั้นเองก็ไม่รู้ว่า พ่อเชิงชาย ช่วยการช่วยงานขุนฤทธิเป็นอย่างไร มีผิดตกบกพร่องที่ใดบ้าง” แม่จันทร์ ยิ้มแล้วตอบ “ท่านขุนฤทธิ ท่านชมเสมอจ๊ะ ว่า พ่อเชิงชายนี่ คล่องการคล่องงาน กับพวกฝรั่งก็พูดกะเขาได้ ท่านชมไม่ขาดปากเลย” แม่ม้วนรีบยิงประเด็นทันที “แล้วแม่จันทร์เห็นเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าคู่ควรกับแม่ศรีนวลบ้างไม๊” แม่จันทร์ อ่านใจแม่ม้วนออกจึงตอบอย่างสงวนท่าที “ชั้นก็ไม่ว่ากระไรดอก ก็แล้วแต่ ลูกศรี จะตกลงปลงใจ” แม่ม้วน จึงรีบสรุปทันที “ถ้าไม่มีขัดข้องอันใด อีก 3 วัน ชั้นจะได้มาขอหมั้นกันไว้ก่อน ลูกชายชั้นเค้าคะยั้นคะยอชั้นมาหลายคราแล้ว” แม่จันทร์ยิ้มและพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันต่อสารพันจะสรรหามาคุยกัน

 หลังจากนั้น เมื่องานหมั้นได้ผ่านไป หลังจากงานหมั้นแล้ว หมื่นเชิงชาย ก็ไม่ยอมให้หัวกะไดแห้งเลย ไปมาหาสู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะมีการมีงานหรือไม่ ทั้งการที่จะต้องเตรียมงานแต่งในเดือนหน้า ทั้งงานในหน้าที่ราชการ หมื่นเชิงชาย เข้าออกเรือนท่านขุนฤทธิมิได้ว่างเว้นเลย 

 แล้วในคืนหนึ่ง พระจันทร์เต็มดวง แม่เดือน สาวผู้อาภัพ เธอกำลังนั่งเศร้าอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้าน ทันใดนั้น หมื่นเชิงชาย ก็ปรากฏตัวในเงามืดเดินเข้ามา “ทำอะไรหรือจ๊ะ” แม่เดือนตกใจ ร้องขึ้น “ว้าย” หมื่นเชิงชายรีบเข้าไปหาพร้อมกับเอามือปิดปากแม่เดือนไว้ พร้อมกับพูดว่า “อย่าดังไปซิจ๊ะ เดี๋ยวใครเห็นเข้า” หลังจากแม่เดือนรู้ว่าเป็นใครแล้ว ทั้งคู่ก็เดินหลบเข้าไปใต้ถุนเรือนนั่งคุยกัน “เดือนหน้าพี่หมื่นก็จะไปจากเดือนแล้ว พี่หมื่นจะมาด้วยเหตุใดอีกเล่า” แม่เดือนตัดพ้อ หมื่นเชิงชาย รีบตอบ “แม่เดือนรังเกียจพี่แล้วหรือ น่าน้อยใจยิ่งนัก ท่านขุนฤทธิ เป็นนายพี่ พี่ต้องทำเพื่องาน การเป็นเขยจะช่วยให้การงานลุล่วง แต่หัวใจของพี่อยู่กับแม่เดือนเสมอ ทุกนาทีพี่ไม่ลืมแม่เดือน เหตุใดแม่เดือนถอนใจจากพี่เสียได้” แม่เดือน ด้วยความรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจึงยอมทุกอย่าง แม้จะต้องเป็นรองให้แก่แม่ศรีนวล เมื่อหมื่นเชิงชายเห็นว่าแม่เดือนไม่ได้มีท่าทีผลักไสไล่ส่ง จึงรีบทำคะแนนต่อ “แม่เดือน สวยปานนี้ ดีปานนี้ ใจของพี่ไม่คิดจะไปจากแม่เดือนเลยสักแม้นาที...” ขณะที่ทั้งคู่พรอดรักกันอยู่นั้น เรือแจวลำหนึ่งก็แล่นผ่านมา คนบนเรือสองคนก็พูดคุยกัน “เฮ้ยนั่นหมื่นเชิงชาย นี่ มาทำอะไรที่เรือนนังเดือนวะ” ไอ้แดงพูดกับไอ้ดำ ไอ้ดำตอบว่า “เออจริงว่ะ ข้าว่าแล้ว หมื่นเชิงชาย นี่ท่านคล่องการคล่องงานเรื่องหญิงยิ่งนัก” ทั้งสองคนเป็นทาสในเรือนขุนฤทธิ กำลังกลับจากไร่ของขุนฤทธินั่นเอง 

 คืนต่อมา ในขณะที่แม่ศรีนวลกำลังจะเข้านอน และนั่งอยู่หน้ากระจก นังนวย เมียไอ้แดง ซึ่งเป็นคนรับใช้คนสนิทของแม่ศรีนวลพูดขึ้นว่า “คุณหนู เห็นท่านหมื่นเชิงชาย เป็นยังไงบ้างเจ้าค่ะ” แม่ศรีนวล รู้ใจคนรับใช้คนสนิทของเธอดี ว่าปกติแล้วนังนวยจะไม่ค่อยพูดค่อยจาอะไร แต่วันนี้ต้องมีเหตุอันใดซักอย่างถึงได้มีคำถามนี้ขึ้น เธอจึงพูดว่า “หมื่นเชิงชาย เป็นคนดี ทำการทำงานคล่อง แล้วแม่นวยว่าอย่างไรหรือ” นังนวย ทั้งรักและเคารพนายหญิงที่เป็นนายเหนือหัว เธอปกครองด้วยความเมตตามาโดยตลอด หลังจากรู้เรื่องจากแดงซึ่งเล่าให้ฟังแล้วด้วยความเป็นห่วงจึงพูดแบบกล้าๆกลัวๆว่า “คนที่เป็นหมื่นเป็นขุนส่วนใหญ่มีหลายเมีย คุณหนูจะคิดอย่างไร ถ้า...” ยังไม่ทันที่นังนวยจะพูดต่อ แม่ศรีนวล ยิ้มแล้วตอบว่า “เราเป็นหญิงเรารักเดียวใจเดียวก็พอแล้ว พระท่านก็เทศน์แล้วว่าถ้าเห็นสิ่งใดคิดสิ่งใดแล้ว ต้องรู้ว่ามันทุกข์หรือสุข ถ้าทุกข์ทุกข์กับอะไร ถ้าสุขก็สุขกับอะไร มีสติพิจารณาเสมอนั่นแลดี ขอบใจแม่นะที่เป็นห่วง” ศรีนวลก็รู้ดีว่าหมื่นเชิงชายนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้มันก็ทำให้เธอรู้สึกเข็ดขยาดกับความรัก และทำให้เธอไม่มีศรัทธาในเรื่องของความรัก และคิดเพียงว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องมีความรัก แล้วบทสนทนาของนังนวยกับนายสาวก็จบลง 

 หลังจากงานหมั้นได้ผ่านไปแล้ว 3 เดือน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันแต่งงาน ตอนสายของวันนั้นขณะที่ทุกคนกำลังง่วนกับการเตรียมงานอยู่นั้น บริเวณชานเรือน ก็มีเสียงดังขึ้น “ว้าย คุณหนู” นังนวย รีบตรงเข้าไปประคองแม่ศรีนวล ที่นั่งล้มฟุบหน้าลงบนโต๊ะซึ่งเธอกำลังร้อยมาลัยอยู่ ทำให้ทั้งดอกไม้และข้าวของต่าง ๆ กระจายเต็มโต๊ะ แม่จันทร์ ได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินออกมาที่ชานเรือน แล้วร้องว่า “ลูกศรี” แล้วทั้งนังนวย แม่จันทร์ ก็ช่วยกันอุ้มและพาแม่ศรีนวลเข้าไปในห้องนอน แม่จันทร์ รีบสั่งให้นังนวยไปตามหมอที่โรงหมอมาทันที หลังจากที่หมอตรวจอาการของแม่ศรีนวลแล้ว หมอก็ออกมานอกห้องพร้อมกับพูดขึ้นว่า “กระผมคิดว่าคงต้องทำใจแล้วขอรับ โรคนี้ยังไม่มียาที่จะสามารถรักษาได้” เมื่อได้ยินหมอพูดอย่างนั้น แม่จันทร์ก็ถึงกับปล่อยโฮออกมา

 หลายวันต่อมา แม่จันทร์ นั่งเศร้าอยู่ที่ชานเรือนคุยกับแม่ม้วน “ชั้นต้องขอโทษด้วยที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้” แม่ม้วน รีบตอบ “ขอโทษอะไรกัน แม่ศรีนวลปลอดภัยชั้นก็ยินดี งานแต่งเลื่อนออกไปก็ได้ ไม่ต้องเป็นกังวลนะแม่จันทร์” แล้วแม่จันทร์ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่พร้อมกับพูดออกมา “แม่ม้วน ลูกศรีกำลังจะตาย หมอฝรั่งที่มาตรวจบอกว่า ลูกศรีของชั้นกำลังจะตายแล้ว ไม่สามารถรักษาได้” ศรีนวล นั้นนอนอยู่ในห้อง แต่เธอก็รู้ตัวดีว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่เธอได้จากการเข้าวัดฟังธรรมอยู่เสมอ ทำให้เธอมีสติมีความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางคนถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังจะตายนั้นอาจจะไม่สามารถประคับประครองสติอย่างเธอได้ ดังนั้นในคืนนั้นเธอจึงตั้งจิตอธิษฐานไว้ในใจตลอดเวลาก่อนที่เธอจะหลับไป “หากต้องเกิดอีกในชาติ ภพใด ขออย่าให้ชายไม่จริงใจเข้ากลายใกล้ ได้ท่องเที่ยวไปแสนไกล ไม่ขาดตกสิ่งใดในชีวิต” แล้วในที่สุดศรีนวลก็หลับไปนิรันดร์ ในขณะที่คนทั้งเรือนก็ยังคงหลับไหลอยู่เช่นกันเพียงแต่ว่าทุกคนนั้นยังคงต้องตื่นมาอีกครั้งนึงเท่านั้นเอง

ในความมืดมิด ศรีนวลรู้สึกตัวอีกครั้ง สัมผัสของเธอที่รับรู้ได้คือ ดวงจิตของผู้คนที่ล้มตายลอยอยู่ในความมืดนั้น ทุกดวงจิตที่เธอสัมผัสได้นั้นเธอรู้สึกว่าแต่ละดวงจิตมีลักษณะเหมือนฟองสบู่ใส ล่องลอยอย่างไม่มีทิศทาง ซึ่งดวงจิตของเธอก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกัน เพียงแต่เธอไม่อาจรู้และสัมผัสว่าดวงจิตของเธอเป็นยังไงเท่านั้น และดวงจิตของศรีนวลก็ลอยอยู่อย่างนั้นไม่รู้วันไม่รู้เวลา จนกระทั่งเกิดปรากฏจุดสีขาว แล้วกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเธอ ซึ่งเธอก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเธอเข้าไปหามันหรือมันพุ่งเข้ามาหาเธอ แต่ที่เธอสัมผัสได้คือ เธอกำลังปะทะกับแสงสีขาวนั้น ทันใดนั้นเธอก็ไม่มีความรู้สึกอีกครั้ง

 แล้วแม่ศรีนวลก็กลับมารู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ศรีนวลรู้สึกว่ามีกระแสน้ำไหลวนรอบๆตัวเธอ จากนั้นศรีนวลก็รู้สึกว่าเธอมีร่างกายที่รับสัมผัสได้ทั้งจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย และเป็นอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไร และแล้วเธอก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังไหลไปตามน้ำ ไหลไป ไหลไปไม่รู้ว่าไหลไปไกลเท่าใดหรือนานเท่าไหร่ และทันใดนั้นเมื่อเธอได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกและอากาศเย็นสัมผัสกับร่างกายของเธอ เธอก็รู้สึกแสบไปทั่วร่างกาย จึงร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง 

 ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งกลางกรุง บริเวณห้องโถงของโรงพยาบาล เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น “ยินดีกับคุณพ่อคนใหม่ด้วยนะ น้ำหนักดีจ๊ะ แข็งแรง ปกติ แล้วจะมาเมื่อไหร่จ๊ะ” แม่ของพิมพูดกับลูกเขย แล้วเสียงแห่งความดีใจก็ตอบกลับมาทางโทรศัพท์ว่า “เดี๋ยวผมประชุมเสร็จจะรีบไปทันทีครับ” นพ เป็นผู้จัดการและผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หากว่าวันนี้ไม่ติดประชุมที่บริษัท เขาก็คงได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลและได้เห็นลูกสาวตัวน้อยของเขาออกมาดูโลกครั้งแรก แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบและเป็นแบบอย่างให้พนักงานทุกคน เขาต้องให้งานมาก่อนเสมอ 

 หลังจากนั้นไม่กี่วัน นพก็พาภรรยาและลูกสาวตัวน้อยของเขากลับมาที่บ้าน เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว ยายพรก็ประคองพิมมานั่งอยู่ใกล้ ๆ ที่นอนเด็กที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว หลังจากคุณพ่อมือใหม่วางลูกสาวลงบนที่นอนที่จัดเตรียมไว้อย่างดีแล้ว นพก็เดินไปเก็บข้าวของต่างๆลงจากรถ ปล่อยให้คุณแม่และลูกสาวอยู่ด้วยกัน ทันใดนั้นเด็กน้อยก็ลืมตาขึ้น เสียงคุณแม่พิมก็เอ่ยขึ้นกับลูกสาวเหมือนกับว่าเด็กจะเข้าใจ “ตื่นแล้ว เด็กคนนี้ นิดหน่อย ตื่นแล้วค่ะคุณ” คุณพ่อรีบเดินเข้ามาโอบไหล่คุณแม่ไว้ สายตาของทั้งคู่มองไปที่เด็กน้อยอย่างรักใคร่และทะนุถนอม ศรีนวล นึกขึ้นมาได้ว่า “ชั้นชื่อศรีนวล” เธอกำลังสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ สายตาของเธอเห็นภาพลางๆของคนเดินไปเดินมา หูได้ยินแต่เสียงแว่วๆ แล้วเธอก็หลับไป

 หลายปีผ่านไป กิจการของนพก็เจริญรุ่งเรืองขึ้น มีการขยายสาขาของบริษัทไปในต่างประเทศ คุณยายพรแม่ของพิมก็ต้องดูแลหลานสาวมากขึ้น แต่ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ ขณะที่นพและพิมต้องเดินทางไปจัดการงานที่สาขาในยุโรป ก็มีเหตุเครื่องบินตกเนื่องจากทัศนวิสัยไม่เอื้ออำนวย ทั้งสองคนจึงเสียชีวิต หลังจากเหตุการณ์นั้น อาของนิดหน่อยได้บริหารกิจการต่อไป กิจการได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นโดยไม่มีปัญหาอะไร ยายพรก็เฝ้าเลี้ยงดูนิดหน่อยอย่างกับไข่ในหิน จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย คุณยายพรที่คอยดูเลี้ยงเธอก็มาจากไปอีกคน หลังจากเสร็จงานของคุณยายของเธอแล้ว คุณอาได้พูดกับนิดหน่อยว่า “เรื่องกิจการไม่ต้องห่วงนะอาจะช่วยดูแลให้ แล้วอาจะส่งค่าใช้จ่ายของหนูให้หนูทุกเดือน ขาดเหลืออะไรก็บอกอาได้ ถ้าหนูพร้อมหรืออยากจะทำงานก็ค่อยมาหาอา” นิดหน่อย อยากจะได้ท่องเที่ยวเพื่อหาแรงบันดาลใจและเป็นประสบการณ์ชีวิตก่อน จึงตอบคุณอาของเธอว่า “ขอบคุณค่ะ อานนท์” แล้วเธอก็ออกเดินทางท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ อย่างที่เธอนึกฝันไว้ 

5. สมรภูมิดาวราหู

 พลังกิเลสจากดาวแห่งนครทองคำที่สูญสลายจากการระเบิดและลอยอยู่ในอวกาศก็ทำปฏิกิริยากับแรงระเบิด โดยหลังจากโดนแรงระเบิดซูเปอร์โนว่าทำให้เคลื่อนที่นั้น บัดนี้มันได้เคลื่อนที่ใกล้ดาวอีกดวงหนึ่ง ดวงจิตต่างๆจากดาวแห่งนครทองคำได้กระจัดกระจายไปในห้วงอวกาศ ในจำนวนนี้ยังมีดวงจิตของปราชญ์เปรื่อง ซึ่งมีสติควบคุมได้อยู่ ได้ส่งกระแสจิตประกาศแก่ดวงจิตที่เป็นปราชญ์ซึ่งสามารถรับกระแสสัมผัสได้ทั้งหลายว่า “เราปราชญ์เปรื่อง ปราชญ์ทุกท่านได้เห็นฤทธิ์ของพลังกิเลสแล้ว ปฐพีของเราพินาศไปด้วยฤทธิ์ของมัน เราจักติดตามพลังกิเลสตัวนี้ไปเพื่อจักทำลายมันมิให้มันทำลายดาวดวงอื่นอีก ปราชญ์ท่านใดเห็นด้วยเราจงเร่งตามมาเถิด” จากนั้นบรรดาดวงจิตของปราชญ์ทั้งหลายก็ลอยตามดวงจิตของปราชญ์เปรื่องมา ปราชญ์เปรื่องและบรรดาปราชญ์ต่างทราบดีว่าในรัศมีไม่กี่ปีแสงใกล้กับดาวแห่งนครทองคำนั้น ยังมีระบบสุริยะและมีดาวอีกดวงหนึ่งซึ่งบรรดาปราชญ์ทั้งหลายเคยใช้อาทิสมานกายลงไปเที่ยวชม บนดาวดวงนี้มีบรรดาผู้มีกิเลสหนาอาศัยอยู่มาก มีการพัฒนาทางวัตถุที่ล้ำหน้ากว่าดาวแห่งนครทองคำ ซึ่งเป็นการพัฒนาทางวัตถุด้วยจิตที่มีอวิชชาสูง มีกิเลสที่เข้มข้น พลังกิเลสที่มาจากดาวแห่งนครทองคำจึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ และนี่คือ ดาวราหู 

หลังจากที่ดวงจิตของบรรดาปราชญ์ทั้งหลายติดตามพลังกิเลสมาไม่ขาดระยะ ปราชญ์เปรื่องมีความเห็นว่าควรจะรีบไปเกิดบนดาวราหูเพื่อรอทำการประหารพลังกิเลส เมื่อปราชญ์เปรื่องคิดเห็นเช่นนั้นแล้ว จึงได้ประกาศแก่บรรดาปราชญ์ทั้งหลายถึงความประสงค์ของตน “เราคิดว่าพลังกิเลสนี้จักลงไปในอากาศแห่งดาวราหูเป็นแน่ ขอปราชญ์ทั้งหลายเร่งรุกไปข้างหน้าคลื่นพลังกิเลสตัวนี้ แลลงไปเกิดบนดาวราหู แลเร่งปฏิบัติ เจริญภาวนาสร้างกระแสจิตไว้รอประหารพลังกิเลสตัวนี้เถิด” จากนั้นดวงจิตของบรรดาปราชญ์ทั้งหมดก็เคลื่อนตัวแซงพลังกิเลสขนาดมหึมาออกนำหน้าพลังกิเลสนี้ไป และมุ่งสู่ดาวราหูทันที เมื่อเข้าใกล้ดาวราหู ปราชญ์เปรื่อง ได้ตั้งอธิษฐานจิตไว้ “การเกิดต่อไปนี้เพื่อกำจัดกิเลส ๆ ๆ ๆ ...” เมื่อดวงจิตของปราชญ์เปรื่องลงมาสู่ชั้นบรรยากาศของดาวราหู ดวงจิตของเขาได้ลงไปสัมผัสกับอากาศของดาว เขาก็รู้สึว่ามีแสงสว่างจากจุดเล็กและมันขยายตัวขึ้นในที่สุดเขาก็เข้าไปอยู่ในแสงสว่างนั้น และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเขามีกายสัมผัสและกำลังอยู่ในน้ำที่ไหลวนไปมา โดยไม่รู้เวลาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเขารู้สึกว่าสายน้ำพาเขาไหลไป และในที่สุดกายสัมผัสของเขาก็ได้สัมผัสกับไอเย็นจนแสบไปทั้งตัว และได้พบกับแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง และเขาก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ

 หลายปีต่อมา บนดาวราหู ณ ห้องประชุมสภาผู้นำโลก ประธานที่ประชุมได้ให้เลขาธิการที่ประชุมอ่านรายงานผลการประชุมที่ผู้นำจากประเทศต่างๆได้ประชุมกัน “...ผลการประชุมสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้

1. สภาผู้นำโลก ได้มีมติที่ 1370 ให้ประเทศโรคาสถาน ถอนกำลังทหารออกจากประเทศขันตินคร โดยทุกประเทศจะทำการคว่ำบาตรกิจการของประเทศโรคาสถานจนกว่าการถอนกำลังทหารจะเสร็จสมบูรณ์ ...ฯลฯ

2. สภาผู้นำโลก ได้มีมติที่ 1371 ให้กองกำลังสัมพันธมิตรส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการในประเทศเกษตรบุรี เพื่อล้มรัฐบาลเผด็จการของนายพลอำนาจ ที่เข้าคุมอำนาจการปกครอง และให้จับกุมนายพลอำนาจ ในความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เป็นอาชญากรสงคราม โดยขั้นตอนปฏิบัติการมีดังนี้...ฯลฯ”

 ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศเกษตรบุรี เสียงจากวิทยุที่เปิดไว้มาจากการเผยแพร่โดยสถานีวิทยุของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้กระจายเสียงการประชุมสภาผู้นำโลกหลังจากการกระจายเสียงจบลง บรรดาผู้ที่รับฟังอยู่ต่างร้องด้วยความดีใจ แล้วก็ปรากฏชายคนหนึ่งเดินออกมาในบริเวณกลางลานของหมู่บ้าน เขาคือ หมอเปรื่อง ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า“พี่น้องทั้งหลาย การส่งหลักฐานของเราสำเร็จ เราต้องเตรียมตัวเพื่อรอประสานงานกับกองกำลังร่วมนานาชาติที่กำลังจะเข้ามา พี่น้องได้รับรู้อยู่แล้วว่านายพลอำนาจทำรัฐประหารมากว่า 10 ปี โดยอ้างความชอบธรรมแล้วเข้ายึดอำนาจของประชาชนชาวเกษตรบุรี มันไม่สนใจในปากท้องของประชาชน เศรษฐกิจของชาติล่ม มันตักตวงผลประโยชน์ให้แก่ตนเท่านั้น พี่น้องครับ ลูกของพ่อแม่กี่คน พ่อแม่ของลูกกี่คน พี่น้องของเราชาวเกษตรบุรีถูกฆ่าถูกสังหารโดยอาวุธที่ซื้อมาด้วยเงินภาษีที่เราจ่ายให้รัฐบาล เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ป่าไพรวัลย์ ขอให้พี่น้องอย่าได้ลืม วันที่เราจะได้เป็นไทอีกครั้งใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อวันนั้นมาถึงขอพี่น้องชาวเกษตรบุรี ได้ร่วมต่อสู้อำนาจเผด็จการร่วมกัน ขอบคุณครับ” จากนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นไปทั่วบริเวณ

 เขาคือ หมอเปรื่อง เขาจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงทางการแพทย์ในกรุงธัญนคร เมืองหลวงของเกษตรบุรี หลังจากเขาเรียนจบก็เข้าทำงานแพทย์อาสาเพื่อใช้หนี้ให้รัฐบาล ในช่วงเวลาที่เขาได้ทำงานนี้ ความคิดในเรื่องช่องว่างของชนชั้นได้เกิดขึ้นในใจของเขา เมื่อได้พบเห็นความทุกข์ยากของชาวบ้านที่ยากจน ได้พบความยากลำบากในการทำมาหากินของพี่น้องชาวชนบทที่ห่างไกล หลังจากทำงานอาสาใช้หนี้รัฐบาลแล้ว เขาได้ทุ่มเทชีวิตในหน้าที่หมอที่ทำงานอยู่ในชนบทที่ห่างไกลต่างจากบรรดาเพื่อนหมอด้วยกันที่เมื่อทำงานใช้หนี้รัฐหมดแล้วต่างก็มุ่งหน้าเข้าไปประจำตามโรงพยาบาลใหญ่ๆในเมืองใหญ่ๆ เขาเป็นต้นแบบของการทวนกระแสสังคมอย่างที่ไม่มีใครจะมีปัญญาคิดได้ เมื่อมีเหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้น เขายิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมที่มากขึ้น เขาจึงเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทำงานในหน้าที่หมอช่วยคนเจ็บป่วยในฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ซึ่งบางครั้งก็ออกไปหาข่าวและเผยแพร่ข่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้ การกินอยู่ของเขาก็เหมือนกับทุกคนในกองกำลังฝ่ายต่อต้าน 

 เมื่อสิบปีก่อน “ท่านนายพลครับ ทุกหน่วยพร้อมแล้วครับ” เสียงนายทหารนายหนึ่งผ่านมาทางวิทยุสื่อสารทางทหารเข้ามาในกองบัญชาการ และแล้วการปฏิวัติก็เริ่มขึ้น ประเทศเกษตรบุรี ผืนแผ่นดินมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก หลังจากเมื่อสองปีก่อนมีการเลือกตั้งประธานธิบดีและการประกาศผลเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็มีการออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายตนอยู่เสมอ และเมื่ออีกฝ่ายต้องสูญเสียผลประโยชน์ และเกิดขึ้นสม่ำเสมอนานวันเข้าจึงทำให้เริ่มมีปฏิกิริยาไม่พอใจออกมาประท้วงสร้างความวุ่นวายเป็นรายวัน บ้านเมืองจึงเกิดการชงักงันในการพัฒนา และบนความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายได้อาศัยประชาชนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ตกเป็นเครื่องมือของผู้ปลุกระดมที่ชักจูงให้เข้ามาสู่การปะทะกัน เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้กันมีการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าห่ำหั่นกัน ทางฝ่ายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อ้างความชอบธรรมในการสลายการชุมนุม ทางฝ่ายผู้ประท้วงก็อ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรม จนในที่สุดกองทัพก็ออกมาทำการปฏิวัติ 

 นายพลอำนาจ ผู้เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ หลังจากปฏิวัติสำเร็จ ก็ลุแก่อำนาจ เริ่มแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยอ้างว่าเพื่อความสงบสุขของประเทศ มีการคอร์รัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้างมากมาย เมื่อมีผู้ใดล่วงรู้ความไม่ดีเหล่านั้นแล้วพยายามจะนำออกมาเผยแพร่ก็จะถูกสังหาร และหากมีผู้ที่มีความเห็นขัดแย้งกับตนไม่ว่าจะเป็นใครถ้ามีท่าทีขัดขวางการแสวงหาประโยชน์ของตนก็ไม่มีการละเว้นเช่นกัน ในที่สุดจึงเกิดกองกำลังต่อต้านรัฐบาลเมื่อสามปีที่ผ่านมา และในวันหนึ่งบริเวณอุทธยานแห่งชาติป่าไพรวัลย์ “เดินดีๆ อย่าคิดหนี” เสียงทหารนายหนึ่งออกคำสั่งกับกลุ่มคนประมาณสามร้อยกว่าคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนถูกมัดมือไขว้หลังแล้วเดินตามกันเป็นแถวเข้าไปยังบริเวณอุทธยานแห่งชาติป่าไพรวัลย์ หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงก็มีเสียงปืนดังลั่นป่าเป็นพันนัด แล้วกลุ่มทหารเหล่านั้นก็ออกมาจากป่า ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณของกลุ่มประชาชนผู้ต่อต้านที่ถูกจับทั้งหมด แต่เหตุการณ์นี้ยังมี หมอเปรื่อง ซึ่งเขาแอบติดตามเข้าไปโดยที่กลุ่มทหารเหล่านั้นไม่ได้สังเกตเห็น เขาได้บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ในกล้องโทรศัพท์ของเขา จากนั้นเขาก็ส่งวีดีโอผ่านทางEmail ไปให้กับสำนักข่าวในต่างประเทศ และสำนักข่าวในต่างประเทศจึงได้ส่งวีดีโอนี้ให้กับสภาผู้นำโลก จนทำให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ในสภาผู้นำโลก

 หลังจากวันที่สภาโลกออกแถลงการมติที่ประชุมแล้ว กองกำลังสัมพันธมิตรจากนานาชาติได้ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการปฏิบัติการในประเทศเกษตรบุรี มีการปะทะกันตลอดทั้งในตัวเมืองหลวงและในชนบท กองกำลังพันธมิตรจากนานาชาติเริ่มเคลื่อนพลโดยนำกำลังเข้าร่วมกับกองกำลังต่อต้านก่อน จากนั้นก็ค่อย ๆ เคลื่อนกองกำลังเข้าประชิดเมืองหลวงของเกษตรบุรี และในที่สุดก็สามารถเข้ายึดพื้นที่ในเมืองหลวงได้ทั้งหมด ทำให้กองทัพของนายพลอำนาจประสบความพ่ายแพ้ แต่พล.อ.อำนาจไหวตัวทันสามารถหลบหนีออกจากเมืองหลวงและไปตั้งกองกำลังอยู่ในป่า ซึ่งกองกำลังของเขาต้องหลบหนีการไล่ล่าของกองกำลังนานาชาติต่อไป นายพลอำนาจหลังจากหลบหนีเข้าป่าก็กลายเป็นกองโจรและทำการสะสมอาวุธและกำลังพลเพื่อรอทวงคืนอำนาจของตนอีกครั้ง และหลังจากกองกำลังสัมพันธมิตรนานาชาติได้รับชัยชนะประสบความสำเร็จในการปลดปล่อยประชาชนชาวเกษตรบุรีแล้ว หลายเดือนต่อมาชาวเกษตรบุรีทุกคนรวมทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลต่างก็กลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติ ส่วนหมอเปรื่องก็กลับไปทำงานรักษาประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทต่อไป แต่ว่าบางอย่างได้เกิดขึ้นกับจิตใจของเขา เขารู้สึกว่าชีวิตมันสั้นนัก และเหมือนกับชีวิตเขายังไม่ได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องการ ช่วงที่อยู่กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนั้นเขาได้พบเห็นคนล้มตายคนแล้วคนเล่าจนบางครั้งทำให้เขาคิดขึ้นมาว่าเขาก็ต้องตายเช่นกัน แม้หลังจากเหตุการณ์ได้สงบลงแล้ว แต่ความคิดนั้นก็ไม่ได้หายไปจากใจเขา 

 วันหนึ่ง หลังจากเสร็จภารกิจรักษาคนป่วยในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแล้ว เขาได้ออกไปเดินเล่นในป่าใกล้ๆหมู่บ้านนั้นเพื่อผ่อนคลายความเครียด แล้วเขาก็ได้พบกับฤาษีตนหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ ในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านไปนั้น ฤาษีตนนั้นได้พูดขึ้นว่า “ท่านทำหรือยัง” หมอเปรื่องได้ยินจึงถามขึ้นว่า “ท่านพูดกับผมหรือครับ” ฤาษีตนนั้นจึงถามกลับมาว่า “ท่านชื่อเปรื่องใช่หรือไม่” หมอเปรื่องเริ่มสนใจขึ้นมาทันทีจึงตอบไป “ใช่ครับ ท่านรู้ชื่อผมได้ยังไง แล้วที่ท่านถามว่าทำหรือยังนั่นหมายถึงอะไรครับ” ฤาษีจึงตอบว่า “ถ้าท่านอยากรู้ความจริงเราจะให้ท่านได้รู้” จากนั้นฤาษีก็บอกว่า “ท่านต้องทำจิตให้ว่างให้ปราศจากอารมณ์ใดๆ ให้เหลือแต่ความเป็นหนึ่งในจิต เมื่อจิตสงบแล้วให้อยู่กับลมหายใจเท่านั้น แล้วท่านก็จะรู้เอง” ฤาษีตนนั้นได้สอนให้หมอเปรื่องนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดญาณ เวลาผ่านไปวันที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ในที่สุด หมอเปรื่องก็ได้เข้าถึงจตฺตุถฌาน แล้วฤาษีก็สอนให้ใช้วิชาญาณมองอดีตให้กับหมอเปรื่อง เขาจึงได้รู้เหตุแห่งการเกิดในครั้งนี้ หมอเปรื่องพูดกับฤาษีว่า “ท่านคือปราชญ์จรรยานั่นเอง ข้าขอบคุณท่านที่นำทางให้กับข้า แล้วท่านได้ติดตามพลังกิเลสนั้นถึงไหนแล้วหรือ” ฤาษีตอบ “มันเข้ามาใกล้มากแล้ว แต่ข้ายังหาปราชญ์ผู้อื่นไม่พบเลย ท่านว่าเราจักทำฉันใด” หมอเปรื่องจึงตอบไปอย่างที่เคยได้พูดว่า “เราจักอุเบกขา แลเราอุเบกขาแล้ว ขอท่านทำดังว่านี้เถิด” แล้วทั้งสองปราชญ์ก็พากันนั่งสมาธิค้นหาเพื่อติดตามพลังกิเลสตัวที่กำลังจะมายังดาวราหูนี้

 ตอนเย็นของวันต่อมา หมอเปรื่องพูดกับฤาษีว่า “เราพบแล้ว เช้าวันพรุ่งมันจักเข้าอากาศแห่งปฐพีนี้ ขอท่านช่วยข้าประหารมันเถิด” ฤาษีตอบรับ “ข้าจักขอประหารมันร่วมด้วยแก่ท่าน” แล้วทั้งสองปราชญ์ก็เริ่มนั่งสมาธิสะสมพลังจิตให้เป็นพลังสติไว้ เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่พลังกิเลสกำลังจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวราหู กระแสพลังสติก็เริ่มพุ่งปะทะกับคลื่นพลังกิเลส แต่เนื่องจากคลื่นพลังกิเลสนี้มีขนาดมหาศาลนัก เพียงพลังสติของสองปราชญ์ไม่สามารถสลายพลังกิเลสได้หมด พลังกิเลสจำนวนมหาศาลจึงหลั่งไหลลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวราหู ทำปฏิกิริยาแตกตัวเข้าแทรกซึมเป็นพลังยึดเหนี่ยวอิเลคตรอนอยู่รอบนิวเครียสในโมเลกุลของออกซิเจนในอากาศ และบัดนี้ก็ได้กระจายไปทั่วดาวราหูในทุกทิศทาง ในขณะนั้นกองกำลังของนายพลอำนาจซึ่งหลบหนีการจับกุมของกองกำลังสัมพันธมิตรผ่านมาตามทางที่ทั้งสองปราชญ์กำลังนั่งสมาธิอยู่ หัวหน้ากองกำลังของนายพลอำนาจจำได้ว่าหมอเปรื่องเป็นหนึ่งในกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เกิดเข้าใจผิดคิดว่าหมองเปรื่องให้เพื่อนปลอมตัวเป็นฤาษีมาดักรอทำร้ายจึงได้ยิงปืนใส่ทั้งสองคนเสียชีวิตทันที ดวงจิตของทั้งปราชญ์เปรื่องและปราชญ์จรรยาก็ล่องลอยออกสู่อวกาศ ปราชญ์จรรยาส่งกระแสจิตพูดกับปราชญ์เปรื่องว่า “ท่านจักทำอย่างไรจากนี้” ปราชญ์เปรื่องตอบ “ข้าว่าไม่นานกาล ดาวราหูนี้จักสลายเป็นแน่ เพลานั้นพลังกิเลสจะหลุดออกมาจากดาวราหูนี้ ข้าจักรอกาลนั้น แลติดตามมันไป เพื่อประหารมันให้จงได้ หากท่านหมายใจเช่นเรา ท่านจงตามข้าเพื่อรอกาลดังว่าเถิด” แล้วดวงจิตของปราชญ์เปรื่องและปราชญ์จรรยาก็โคจรรอบดาวราหูนับแต่นั้นมา 

6. วิจิกิจฉา โทสะ

 ในยุคเลียดก๊กของจีน ตั้งแต่ประมาณ 179 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึง พ.ศ.322 มีสงครามแย่งชิงอำนาจและแผ่ขยายอิทธิพลโดยผู้นำของตระกูลต่างๆ กว่า 200 ตระกูล แต่ในที่สุดก็มีรัฐที่มีความเข้มแข็งเพียงเจ็ดรัฐ ได้แก่ รัฐฉี , รัฐฉู่ , รัฐเยียน , รัฐหาน , รัฐเจ้า , รัฐเว่ย , รัฐฉิน ในเวลานั้นมีการทำสงครามกันไม่เคยหยุด ซึ่งรัฐฉินกับรัฐฉี ถือว่าเป็นรัฐมหาอำนาจ และเป็นดุลอำนาจที่ถ่วงกันอยู่ 

 ว่านถง เป็นทหารอยู่ในกองทัพของรัฐฉี เขาเป็นทหารที่มีฝีมือในการรบซึ่งความสามารถของเขาจัดอยู่ในระดับแม่ทัพได้เลย ทุกครั้งที่ออกศึกเขาก็ต่อสู้กับข้าศึกได้อย่างไม่หวั่นไหว แต่ทำไมตำแหน่งของเขาถึงอยู่แค่นายกองเท่านั้น เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่า กงหลี่ขุนนางในรัฐฉีนั่นเองที่เป็นต้นเหตุ กงหลี่เป็นขุนนางในรัฐฉีซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของอ๋อง หากเขาไม่พอใจใครผู้นั้นก็อย่าได้หวังว่าจะได้ตำแหน่งใหญ่โตในรัฐฉีนี้ ทั้งนี้กงหลี่ก็เป็นญาติกับแม่ทัพใหญ่ในกองทัพของรัฐฉีด้วย อิทธิพลของเขาจึงมากมายจนเกือบจะเป็นอ๋องได้เลย 

 ณ บ้านของกงหลี่ เกาจองพ่อค้าในตลาดได้เข้ามาหากงหลี่เพื่อขอให้กงหลี่สนับสนุนบุตรชายของตนคือเกาจงให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นในกองทัพ เพราะเกาจงนั้นยังเป็นแค่หัวหน้าหมู่เท่านั้น ด้วยสติปัญญาและความสามารถที่อ่อนด้อยนั่นเอง เมื่อได้เข้าพบกงหลี่แล้ว เกาจองจึงพูดขึ้นว่า “วันนี้ข้าเอาผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของตระกูลลั่วมาฝากท่าน ไม่ทราบว่าท่านจะถูกใจหรือไม่” กงหลี่ รับผ้าไหมมาแล้วพิจารณาก่อนตอบว่า “ข้าจะรับไว้ แล้วเจ้าต้องการอะไรก็ว่ามา” แล้วเกาจองก็พูดเข้าประเด็นทันที “เกาจงลูกชายข้ารับราชการอยู่ในฝ่ายกองเสบียงเป็นนายหมู่มาหลายปี แต่ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเลย ข้าจึงอยากขอให้ท่านช่วยสนับสนุนลูกของข้า หวังว่าท่านคงจะเมตตา” กงหลี่จึงตอบไปว่า “ข้าจัดการให้เจ้าได้ แต่ว่าควรจะมีผ้าไหมมากกว่านี้ห้าเท่า ข้าคิดว่าคงจะช่วยเจ้าได้” แล้วเกาจองจึงรีบตอบทันที “ท่านไม่ต้องห่วง ถ้าลูกข้าได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว ข้าจะจัดให้ท่านทันที” แล้วเกาจองก็กลับออกจากบ้านกงหลี่ไป

 วันหนึ่งชาวบ้านในเมืองฉีได้โจษจันกันว่ามีคนเห็นตัวกิเลนออกมาปรากฏในป่าใหญ่และขึ้นไปบนยอดเขาลิสาน เหล่าเสนาเมืองฉีที่อยู่ในที่ประชุมต่างก็ให้ความเห็นกันว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดีจึงเสนอให้ท่านอ๋องมีบัญชาส่งคนไปจับมาเพื่อจะนำมาเลี้ยงดู แต่เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่ายังไม่เคยมีใครสามารถจับตัวกิเลนมาได้ แต่เหล่าเสนาทั้งหลายต้องการที่จะให้มีคนที่โชคร้ายซักคนที่ต้องรับคำบัญชาให้ไปจับมาเพื่อที่ตนจะได้กำจัดเสนาคนอื่นๆ แต่กงหลี่ในฐานะผู้มีอิทธิพลก็สบโอกาสในการหาประโยชน์ทันที เขาคิดหาทางกำจัดว่านถงผู้ที่ไม่เคยมีของติดไม้ติดมือไปคารวะเขาเลยไม่ว่าเทศกาลใด แล้วคิดจะให้เกาจงขึ้นมาแทนตำแหน่งนี้ กงหลี่จึงได้เสนอให้ว่านถงเป็นผู้ไปจับตัวกิเลนมาเพื่อสร้างความดีความชอบให้กับตัวว่านถงเอง พร้อมกับอ้างบัญชาสวรรค์ว่า “อันตัวกิเลนนั้นเป็นสัตว์แห่งสวรรค์ หากจับมาเลี้ยงดูอย่างดีย่อมนำความเป็นศิริมงคลมาแก่บ้านเมือง แต่หากจับมาไม่ได้ก็ย่อมมีผลร้ายต่อบ้านเมืองเช่นกัน เพราะแคว้นอื่นอาจจะจับไปเลี้ยงดู ทำให้แคว้นที่จับไปได้นั้นเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจมาข่มเหงแคว้นของท่านอ๋องได้” ท่านอ๋องนั้นแม้จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากนักที่เกิดขึ้นในการไปจับตัวกิเลนนี้ แต่ก็ต้องยอมสละทหารยศต่ำๆซักคน เพื่อรักษาแม่ทัพคนสำคัญไว้ เพราะกงหลี่เป็นผู้ที่มีแม่ทัพใหญ่ของแคว้นหนุนอยู่ จึงมีบัญชาออกไปว่า “ว่านถงเจ้าจงนำกำลังทหารในกองของเจ้าไปไล่จับมาให้ได้ ถ้าไม่สำเร็จไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็น” ว่านถงเมื่อได้รับคำสั่งจึงเดินทางเข้าไปในป่าบริเวณที่มีชาวบ้านร่ำลือกันว่าเห็นตัวเลนปรากฏขึ้น เมื่อว่านถงนำกำลังทหารประมาณร้อยนายไปถึงบริเวณดังกล่าว เขาจึงออกคำสั่งให้ลูกน้องทุกคนตั้งวงล้อมโดยรอบเขาลิสานไว้ แล้วให้ทุกคนซึ่งมีบ่วงเชือกสำหรับจับตัวกิเลนปีนเขาขึ้นไป ส่วนตัวเขาก็ขี่ม้าวนรอบเขาลิสานตลอดเวลาเผื่อตัวกิเลนจะหลุดรอดลงมาได้ และก็เป็นอย่างที่เขาคาดคิดไว้ ตัวกิเลนหลุดรอดลงมาจากเขาลิสานทางทิศใต้ เขาจึงรีบควบม้าตามมันไปอย่างไม่ลดละ ตัวกิเลนวิ่งเร็วมากเขาพยายามควบม้าตามไป ในใจก็นึกแต่เพียงทำการให้สำเร็จและแล้วการเดินทางของเขาก็เริ่มขึ้น เขาได้แต่แกะรอยจากรอยเท้าของเจ้าตัวกิเลนลงมาทางใต้ เป็นแรมเดือน ตลอดทางก็ล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิต จนกระทั่งเขามาถึงที่สำนักปราชญ์แห่งลัทธิเต๋าแห่งหนึ่ง ขณะนั้นได้มีนักปราชญ์เล่าซือในสำนักพูดขึ้นกับว่านถงว่า “ท่านกำลังตามหาอะไร” ว่านถงจึงตอบไปว่า “ข้าตามตัวกิเลนมาเป็นแรมเดือน ไม่ทราบว่าท่านเห็นมันหรือไม่” นักปราชญ์เล่าซือได้ตอบเขาว่า “การค้นหาสิ่งที่ไม่มี ย่อมไม่มีวันค้นพบ” ว่านถงจึงถามกลับว่า “ท่านหมายความว่ายังไง ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูด” นักปราชญ์เล่าซือจึงอธิบายต่อ “สิ่งที่ท่านค้นหานั้น เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความกลมกลืนในธรรมชาติ ท่านคิดว่าเมื่อจับมันได้ จะเกิดผลในทางใดทางหนึ่ง แต่ในความเป็นธรรมชาติท่านไม่อาจจะฝืนจับสิ่งนั้นได้ เพราะผลที่ท่านต้องการไม่มีอยู่จริงนั่นเอง ไม่ว่าท่านจะพยายามซักเท่าใด” ว่านถงได้ยินคำตอบก็เกิดความสับสนทันทีและเขาต้องการความกระจ่างมากขึ้น เขาจึงคิดได้ว่า ถ้าเขาไม่สามารถจับตัวกิเลนได้แล้วเขาก็ไม่ควรที่จะกลับไปยังแคว้นฉีอีก เขาจึงขอพำนักอยู่ที่สำนักปราชญ์แห่งนี้แล้วคิดหาหนทางต่อไป นักปราชญ์เล่าซือได้พูดกับเขาว่า “ท่านอยู่ที่นี่ได้ แต่ท่านต้องเชื่อฟังคำแนะนำจากข้า” ว่านถงรับคำแล้วก็จูงม้าเข้าไปในสำนักปราชญ์นั้น

 ว่านถงอยู่อาศัยในสำนักปราชญ์นั้นหลายปี เขาได้รับการสั่งสอนจากเล่าซือ และได้ซึมซับแนวความคิดและคุณธรรมต่างๆของลัทธิจนในที่สุดเขาก็กลายเป็นนักปราชญ์ว่านถง แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้คือ “เมื่อมีที่มาและมีที่ไป แล้วตัวเขามาจากไหนและกำลังจะไปไหน” มันเป็นคำถามที่เขาต้องการรู้ แต่ไม่มีใครให้คำตอบเขาได้ และหลายปีต่อมาว่านถงจึงอยากจะออกเดินทางแสวงหาความรู้เพิ่มและมีความคิดที่จะนำปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ตนได้เรียนรู้มาไปสั่งสอนผู้คนเพื่อให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เขาจึงขอลาเล่าซือออกเดินทางลงไปทางใต้ และตลอดเส้นทางว่านถงได้สั่งสอนผู้คนที่เขาได้พบ ได้รับแรงศรัทธาบ้างไม่ได้รับบ้าง บางคนเข้าใจบางคนไม่เข้าใจบ้างเป็นธรรมดา จนวันสุดท้ายของชีวิตเขาได้มาถึงริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และก่อนที่เขาจะสิ้นใจ ว่านถงได้คิดอยู่ในใจของเขาว่า “ข้าขอให้ข้าได้ไปพบกับคำตอบและความจริงในชีวิตที่ข้าค้นหาด้วยเถอะ” แล้วเขาก็สิ้นใจไป ณ ริมแม่น้ำแห่งนั้น

 ว่านถงรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเขาเห็นแสงสว่างที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา แล้วเขาก็รู้สึกตัวว่ามีกระแสน้ำไหลวนรอบตัวเขา จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขามีร่างกายที่รับสัมผัสได้ทั้งจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย และเป็นอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไร จากนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังไหลไปตามสายน้ำ และทันใดนั้นเมื่อเขาได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกและร่างกายของเขา เขาจึงร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง

ณ ห้องพักผู้ป่วยหลังคลอด พยาบาลได้เข้ามาถามข้อมูลกับคุณแม่ และได้รับคำตอบว่า “ให้ชื่อวัฒโน ชื่อเล่นชื่อ อู๊ด ค่ะ” 

 ในเวลาเดียวกัน ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง บนเส้นทางจราจรทางอากาศที่มีการจราจรหนาแน่นตลอดเส้นทาง อากาศยานจำนวนมากลอยติดอยู่กลางอากาศอย่างนั้นเหนือพื้นดิน เป็นเหตุการณ์ปกติของชีวิตในเมืองที่มีแต่ความรีบเร่ง เอมิกา เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องติดอยู่บนการจราจรที่คับคั่งนั้น เธอจึงสไลด์นิ้วของเธอบนจอเลเซอร์ตรงหน้าทำให้อากาศยานของเธอเลื่อนระดับการบินของยานให้สูงขึ้น และทันใดนั้นหน้าจอเลเซอร์ก็ปรากฏภาพ “คำเตือน” และเสียง “คุณกำลังใช้เส้นทางผิดระดับ โปรดลดระดับยานของคุณ” เสียงจากหอควบคุมการจราจรดังขึ้น เอมิการู้สึกหงุดหงิดในใจขึ้นมาทันทีก่อนที่เธอต้องลดระดับความสูงของอากาศยานของเธอโดยการสไลด์นิ้วลงบนจอแสงเลเซอร์ตรงหน้าของเธอ เสียงจากหอควบคุมการจราจรก็ดังขึ้น “ขอบคุณที่ปฏิบัติตามกฎจราจร” เอมิกากำลังจะไปเข้าเรียนให้ทันที่มหาวิทยาลัย ซึ่งบนเส้นทางนั้นมีการจราจรทางอากาศหนาแน่นถ้าอยู่ในระดับความสูงนี้ และอาจจะทำให้เธอเข้าห้องบรรยายไม่ทัน ปกตินักศึกษาทุกคนจะเรียนอยู่กับที่พักของตนอยู่แล้ว แต่ถ้าเธอไม่พลาดทำคะแนนต่ำในบททดสอบครั้งก่อน เธอก็ไม่ต้องมาเข้าห้องบรรยายเพื่อได้คะแนนเพิ่ม เพราะหลักเกณฑ์การให้คะแนนแก่นักศึกษามีว่าหากคะแนนของใครต่ำกว่าเกณฑ์ก็ต้องไปเข้าคอร์สเรียนที่มหาวิทยาลัย แต่หากคะแนนสูงกว่าเกณฑ์จึงจะสามารถศึกษาอยู่ที่บ้านได้

 ณ ห้องบรรยาย ชั้นที่ 1,270 ของอาคารมหาวิทยาลัย “คุณเอมิกา คุณสายไป 18 นาที เป็นการสายครั้งที่ 2 ของคุณ คุณมีโอกาสสายได้ 3 ครั้งเท่านั้น ถ้าสายมากว่านี้คุณจะหมดสิทธิ์เข้าทดสอบ” หลังจากข้อความเสียงอัตโนมัติของเจ้าหน้าที่ทะเบียนที่ทำการประมวลผลประวัติการเข้าฟังบรรยายของเอมิกาและแจ้งเตือนเธอแล้ว ทั้งภาพและเสียงอาจารย์ผู้บรรยายก็ปรากฏขึ้นในตู้ฟังบรรยายของเธอเป็นการตัดเข้าโหมดการบรรยายในวิชานั้นๆ ลักษณะของตู้ชมการบรรยาย มีผนังเป็นแสงเลเซอร์สีขาวสี่ด้านมีเก้าอี้ให้นั่งชมภาพและฟังเสียง โดยเสียงจะไม่ออกมารบกวนคนอื่นที่นั่งฟังบรรยายอยู่ใกล้ๆกัน นี่เป็นวิชาที่เธอไม่ชอบที่สุด แต่พ่อของเธอต้องการให้เธอเป็นนักดาราศาสตร์เหมือนเขา ดังนั้นเธอจำเป็นจะต้องทำคะแนนให้สูงเพื่อได้เข้าทำงานในสถาบันที่พ่อของเธอทำงานอยู่ แต่โดยส่วนตัวเธอนั้น เธอชอบงานออกแบบสถาปัตยกรรมมากกว่า แต่วิชาที่เธอทำคะแนนได้มากที่สุดในการเรียนของเธอ คือ วิชาการฝึกจิตและปรัชญาชีวิต ซึ่งเอมิกาได้คะแนนเต็มในการฝึกภาคปฏิบัติ แต่วิชานี้ไม่สามารถนำมาใช้ในงานที่เธอต้องการได้ เพราะพ่อของเอมิกาต้องการให้เธอเรียนทางด้านดาราศาสตร์ ด้วยความรักพ่อ เอมิกาจึงไม่ละความพยายามในการศึกษาศาสตร์แขนงนี้ และมันทำให้เธอต้องทนดูทนฟังอาจารย์บรรยายในตู้ชมการบรรยายต่อไป อาจารย์ได้เริ่มบรรยายว่า “เมื่อสองวันที่แล้ว สถาบันดาราศาสตร์แห่งโลกได้ออกรายงานผลการสำรวจหลุมดำตามเอกสารแนบ ให้นักศึกษาทุกคนเปิดดูรายงานที่มุมจอภาพด้านซ้าย จากรายงานระบุว่า ยานเสือหมอบ 7 ซึ่งไม่มีมนุษย์ควบคุมบนยานที่สถาบันส่งไปสำรวจหลุมดำ และขาดการติดต่อไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ปรากฏว่ายานดังกล่าวได้มาปรากฏตัวอีกครั้งในบริเวณที่ขาดการติดต่อนั้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในหลุมดำนั้นเป็นความว่างเปล่าที่อาจเป็นจุดศูนย์รวมของเวลาด้วย ทำให้พิจารณาไปได้ว่ามันเป็นจุดรวมของเวลาทั้งหมดในห้วงอวกาศ ในเอกสารนี้ ดร.สัญชัย ผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์แห่งโลกได้อธิบายไว้ท้ายรายงาน ถึงบทความที่เขาเคยเขียนไว้ว่า ในห้วงอวกาศมีแต่ความว่างเปล่า เพราะฉะนั้นดวงดาวต่างๆที่มีที่เห็นกันอยู่ เป็นการเกิดดับชั่วขณะเท่านั้น หลุมดำเป็นทั้งอดีตและอนาคต และในห้วงอวกาศไม่มีเวลา ไม่มีก่อนหลัง ทุกสิ่งในอวกาศอยู่ในเวลาเดียวกันทั้งหมด ซึ่งนิยามนี้เป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างของเหล่านักดาราศาสตร์ แม้จะมีความจริงอยู่ว่าดวงดาวทุกดวงมีอายุขัย แต่ยังมีข้อโต้เถียงเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิด ...”

 หลังจากจบการบรรยาย เอมิกา ก็รีบขับยานของเธอกลับคอนโดที่พักทันที 

 ณ คอนโดชั้น 259 ห้อง 259801 เอมิกา หลังจากนำยานเข้าช่องจอดด้านติดห้องน้ำแล้ว เธอก็เข้าห้องพักทันที จากนั้นเธอก็นั่งลงบนโซฟาในห้องแล้วคลิกนิ้วของเธอบนจอภาพเลเซอร์ด้านหน้าที่เป็นรูปทีวี ทีวีที่เป็นจอภาพเลเซอร์ขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นด้านซ้ายของเธอพร้อมกับผู้อ่านข่าว แล้วเธอก็ใช้นิ้วไปคลิกที่ไอคอนรูปแฮมเบอร์เกอร์ เมนูอาหารก็ปรากฏภาพที่จอเลเซอร์ด้านขวา เธอจึงคลิกเลือกข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวมา หลังจากนั้นไม่กี่วินาที อาหารสังเคราะห์ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวก็มาตั้งอยู่ที่โต๊ะหน้าเก้าอี้โซฟาที่เธอนั่งอยู่ และทั้งภาพและเสียงจากผู้อ่านข่าวในทีวีก็ปรากฏ “รายงานของสำนักงานสถิติแห่งโลกระบุว่า ปีนี้ประชากรของโลกจะมีจำนวนครบหนึ่งแสนล้านคน พื้นที่ทำการเกษตรที่มีอยู่บนโลกสามารถทำการผลิตอาหารได้เพียงพอสำหรับประชากรแค่เก้าหมื่นล้านคน ทำให้กระทรวงอาหารและการเกษตรต้องขอความร่วมมือให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มกำลังการผลิตอาหารเคมีสังเคราะห์ให้มากขึ้นเพื่อเลี้ยงประชากรเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนอาหาร และฝ่ายคาดการของสำนักงานสถิติแห่งโลกยังได้รายงานอีกว่าปีหน้าอัตราการเกิดจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 จากปีปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8 ในเรื่องนี้ทางสำนักงานสถิติได้ส่งรายงานดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรโลกแล้ว ข่าวต่อไป การประชุมเรื่องการขอแยกตัวเป็นประเทศอิสระของรัฐเอกานคร ยังไม่มีข้อสรุป แต่หลังจาก คณะกรรมการพิจารณาและได้ประชุมกันแล้ว ได้กำหนดประเด็นให้มีการพิจารณาในเรื่องที่ว่า ภาษาและวัฒนธรรมที่รัฐเอกานครใช้อยู่ก็ยังใช้ภาษา และวัฒนธรรมเดียวกับรัฐอื่นๆในโลก จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะแยกตัวออกไป ซึ่งในเรื่องนี้ผู้แทนของรัฐเอกานครให้ข้อพิจารณาแก่คณะกรรมการว่า สินค้าเกษตรที่รัฐเอกานครผลิตได้นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เลี้ยงประชากรของรัฐเอกานครก่อน การจะบังคับให้ส่งสินค้าเกษตรให้แก่รัฐบาลกลางก่อนนั้นไม่สมควร เพราะรัฐเอกานครเป็นผู้ผลิตไม่สมควรจะต้องขาดแคลนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา รัฐเอกานครได้มีการเสนอเรื่องนี้เข้าสภาผู้แทนราษฏรโลกหลายครั้งแล้วในรอบ 10 ปีมานี้ ...” ทันใดนั้น เสียงสัญญาณโทรภาพสามมิติก็ดังขึ้น เอมิกา จึงสไลด์นิ้วไปที่ไอคอนรูปโทรภาพที่จอเลเซอร์ด้านหน้าของเธอ แล้วก็ปรากฏรูปสามมิติของชาญชัยพ่อของเอมิกา “สวัสดีค่ะพ่อ” เอมิกากล่าวสวัสดีพ่อของเธอ แล้วพ่อของเธอก็พูดขึ้นว่า “หวัดดีจ๊ะ วันนี้ลูกเสี่ยงมากนะ” พ่อของเธอรับรู้ข้อมูลการเดินทางโดยอากาศยานของเธอจากกรมการขนส่งทางอากาศซึ่งส่งรายงานให้เจ้าของอากาศยานทราบการกระทำผิดกฎจราจร เอมิกา รู้ทันทีว่าจะโดนอะไรจึงตอบกลับไปว่า “พ่อคะ ถ้าหนูไปเรียนไม่ทัน คะแนนต่ำ หนูก็ไม่ได้ทำงานกับพ่ออย่างที่พ่อต้องการนะคะ” พ่อของเธอจึงว่า “สเปคของยาน ไม่ควรจะขึ้นไปที่ระดับความสูงขนาดนั้น มันอันตรายมาก ถ้าหนูเป็นอะไรไปหนูก็ไม่ได้ช่วยงานพ่อเหมือนกัน ระดับของเส้นทางจราจรมีความสำคัญ แต่ละระดับต้องเว้นที่ว่างเพื่อไม่ให้พลังงานของยานที่ใช้เส้นทางแต่ละระดับเกิดปฏิกิริยาแก่กัน ถ้าหนูตั้งใจจะช่วยงานพ่อจริง ควรจะหมั่นศึกษานะ พ่อช่วยติวให้เอาไม๊” เอมิกา รีบตอบปฏิเสธทันที เพราะถ้าพ่อของเธอติวให้เธอ เธอต้องเกิดอาการสมองแตกแน่ “พ่อคะ หนูมีปัญหาเรื่องตัวเลขเท่านั้น หนูไม่คิดว่าไอ้การจำพิกัดของหลุมดำผิดนี่มันจะทำให้คะแนนต่ำขนาดนี้” พ่อของเธอจึงตอบว่า “ปกติมันจะมีเครื่องมือบอกพิกัดอยู่แล้วก็จริง แต่การที่เราจำได้มันจะส่งผลให้การที่เราจะใช้ความคิดพิจารณาเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับหลุมดำนั้นมันจะช่วยในการพิจารณาได้มากขึ้น พ่อไม่ห่วงเรื่องคะแนนของลูกหรอก แต่ห่วงความปลอดภัยของลูกมากกว่า” เอมิกา ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องห่วงมากนักเรื่องความปลอดภัยบนเส้นทางจราจรแค่นี้ แต่เธอก็รู้ดีว่าพ่อเป็นห่วงเธอมากจึงตอบว่า “ขอบคุณค่ะพ่อ หนูจะระวังให้มากกว่านี้” แล้วพ่อของเธอก็พูดกับเธอว่า “งั้นพ่อไปก่อน อย่านอนดึกนะ พรุ่งนี้ควรออกก่อนเวลาจะได้ไม่ต้องรีบ ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ” เอมิกาตอบ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะพ่อ” หลังจากจบการสนทนาแล้ว เอมิกา ก็จัดการชำระร่างกายตัวเองแล้วก็เข้านอน 

 ณ คอนโดของชาญชัย หลังจากที่เขาคุยกับเอมิกาแล้ว เขาก็นั่งนึกย้อนไปหลายปีก่อน ณ คาซ่าบาร์ แหล่งรวมวัยรุ่นในยุคนั้น คืนนั้นที่โต๊ะ 23 “ชาญ คุณรู้หรือเปล่าว่าอมรวรรณเค้าก็ชอบเธอเหมือนกันนะ” ชาญชัยจึงตอบ “ผมไม่รู้นะ แต่ในเมื่อเราสองคนตกลงกันใจกันแล้ว มันคงจะกลับไปแก้ไขอะไรอีกไม่ได้แล้ว แต่ผมก็คิดว่าเราสองคนก็เข้ากันได้ในหลายๆเรื่อง แต่งงานกับผมนะเอมอร” เอมอรแม่ของเอมิการู้สึกเขิน ๆ นิด ๆ แต่ก็พูดขึ้นว่า “ค่ะ” แล้วชาญชัยก็สวนแหวนให้กับเอมอร หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน หลายปีต่อมา เอมอรก็ล้มป่วยและในที่สุดเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคร้าย ทำให้ชาญชัยต้องดูแลเอมิกาจนกระทั่งเธอโตพอที่จะดูแลตัวเองได้ เขาจึงซื้อคอนโดให้เอมิกาได้อยู่เพราะมันเป็นคอนโดที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยที่เอมิกาศึกษามากที่สุด เพราะชาญชัยรู้ดีว่าเอมิกานั้นพยายามเอาใจพ่อด้วยการทุ่มความพยายามอย่างเต็มที่ในการเรียนศาสตร์ทางด้านที่ชาญชัยต้องการ

 วันรุ่งขึ้น เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น “คุณเอมิกาตื่นได้แล้ว เราปลุกเธอเจ็ดครั้งแล้ว..แปดครั้งแล้ว...ๆ...ๆ” เสียงนาฬิกาปลุกเตือนเอมิกาให้ตื่นซักที เอมิกา รู้สึกตัวตื่นขึ้นและรู้ได้ทันทีว่าวันนี้สายอีกแล้ว เธอรีบลุกขึ้นชำระร่างกายแล้วรีบแต่งตัว จากนั้นก็เข้าประตูโรงจอดยานด้านติดกับห้องน้ำบนคอนโด ยานของเธอก็พุ่งออกจากช่องจอดยานชั้น 259 แล้วก็ลดระดับความสูงในบริเวณลานลดระดับรอบคอนโดลงมาที่ระดับความสูงตามกฎจราจรแล้วก็เข้าคิวออกไปตามเส้นทางการบิน วันนี้ก็เหมือนทุกวัน อากาศยานจำนวนมากต้องบินตามกันไปที่ความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง เรียงติดกันเป็นแถวยาวตลอดเส้นทาง เธอรู้สึกหงุดหงิดมากวันนี้ อารมณ์ของเธอเป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลจะอธิบายได้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องใช้ความเร็วแค่นี้ทั้งที่สมรรถนะของยานสามารถใช้ความเร็วได้ถึง 600 กม.ต่อชั่วโมง ทำให้ยานทุกลำต้องติดอยู่ในการจราจรแบบนี้ บนระดับความสูงเหนือขึ้นไปไม่เห็นมียานซักลำ เธอนึกถึงไปว่าถ้าวันนี้สายอีกเธอจะสายไม่ได้อีกแล้ว แล้วเธอก็ตัดสินใจสไลด์นิ้วเลื่อนระดับความสูงของยานบนจอเลเซอร์ด้านหน้าของเธอ ยานของเธอจึงเลื่อนระดับขึ้นสูง แล้วยานของเธอก็พุ่งไปตามเส้นทางจราจรเหนือยานลำอื่น ยังไม่ทันที่จะมีข้อความเตือนจากหอควบคุมการจราจรทางอากาศจะปรากฏ ทันใดนั้นอากาศยานบรรทุกผู้โดยสารขนาดใหญ่ที่บินอยู่เหนือระดับยานของเธอขึ้นไปก็บินผ่านมาทางด้านหลัง พลังขับดันของยานบรรทุกผู้โดยสารขนาดใหญ่ซึ่งมีกำลังกดรุนแรงก็ส่งแรงกดมหาศาลนั้นลงมาพื้นที่ด้านล่าง แล้วมันก็กดยานของเธอให้เสียหลักและลดระดับลงอย่างรวดเร็วในที่สุดยานของเธอก็ถูกกดลดระดับลงมาปะทะกับยานที่จอดติดอยู่บนเส้นทางการบินลำอื่น แล้วจึงเกิดการระเบิดขึ้น เอมิกา ก็หมดความรู้สึกในทันที

 เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเธอสัมผัสความมืดสนิท และเธอไม่รู้หรอกว่าดวงจิตของเธอมีลักษณะอย่างไร แต่รู้แค่ว่ากำลังล่องลอยอย่างไม่มีทิศทาง ขณะนั้นจิตใต้สำนึกของเธอที่เคยนึกเคืองเรื่องของพิกัดตัวเลขที่ตั้งของหลุมดำก็ผุดขึ้น ทันใดนั้นชั่วพริบตาดวงจิตของเธอก็ลอยขึ้นไปในอวกาศไปปรากฏดวงจิตอยู่บริเวณหลุมดำ แล้วหลุมดำก็ดึงดวงจิตของเธอเข้าไป เธอจึงรู้สึกว่าหลุมดำมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ แล้วในที่สุดเธอก็หมดความรู้สึกอีกครั้ง และแล้วก็ปรากฏจุดสีขาว แล้วกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเธอ ซึ่งเธอก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเธอเข้าไปหามันหรือมันพุ่งเข้ามาหาเธอ แต่ที่เธอสัมผัสได้คือ เธอกำลังปะทะกับแสงสีขาวนั้น ทันใดนั้นเธอก็ไม่มีความรู้สึกอีก 

 ณ ห้องส่งรายการบรรยายของมหาวิทยาลัยก็มีการถ่ายทอดเป็นปกติ ดร.สัญชัย ซึ่งได้บรรยายพิเศษให้กับทางมหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่า “ในห้วงอวกาศไม่มีเวลา ไม่มีก่อนหลัง ทุกสิ่งในอวกาศอยู่ในเวลาเดียวกัน หลุมดำเป็นจุดรวมของเวลานอกจากจะไปอนาคตได้แล้ว ก็ยังไปอดีตได้ด้วย ... แล้วเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่าดวงอาทิตย์ที่เราเห็นกันอยู่ มันอยู่กับที่หรือว่ามันมีการหมุนไปในอวกาศ หรือมันมีวงโคจรของมันด้วยหรือไม่ หรือว่ามีการเคลื่อนที่หรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่ากลุ่มดาวในจักรวาลมีการหมุนตัวหรือมีการขยายตัวและหดตัว และดวงดาวทุกดวงในจักรวาลกำลังหมุนไปในแนวทางเดียวกันหรือกำลังแยกออกจากกัน แต่เราไม่รู้ว่ามันกำลังหมุนอยู่หรือมันกำลังเคลื่อนที่อย่างไร...แล้วในจักรวาลมีพลังงานอะไรบ้าง...” แต่ที่นั่งฟังบรรยายของเอมิกาได้ว่างเปล่าไปแล้วนิรันดร์

 เอมิการู้สึกตัวอีกครั้งว่ามีกระแสน้ำไหลวนรอบๆตัวเอง จากนั้นเธอก็รู้สึกว่าเธอมีร่างกายที่รับสัมผัสได้ทั้งจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย และเป็นอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไร จากนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังไหลไปตามสายน้ำ และทันใดนั้นเมื่อเธอได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกและร่างกายของเธอ เธอจึงร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง ณ ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล พิมล ข้าราชการสาวกำลังพักฟื้นหลังคลอด พยาบาลได้เข้ามาถามข้อมูลเพื่อส่งใบแจ้งเกิด พิมลจึงตอบไปว่า “ให้ชื่อว่า เอราวรรณ คะ ชื่อเล่น เอ คะ”

7. อวิชชา

 ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ ทุกคนต่างก็ต้องผ่านเมื่อวานกันมาแล้วทั้งนั้น และทุกคนก็ทำอะไรต่อมิอะไรมามากมาย ซึ่งแต่ละคนก็มีทั้งทำถูกบ้างทำผิดบ้าง และไม่อาจกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำของแต่ละคนได้เลยว่าสิ่งที่ทำมานั้นถูกหมดผิดหมด นี่คือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์

 วันนั้นเป็นวันศุกร์ตอนเย็น แต่ชูเดชยังไม่กลับบ้าน เสียงกองเชียร์ดังสนั่นอัฒจรรย์ “ยิง ชูเดชยิง” วินาทีนั้น ชูเดช ใช้หลังเท้าขวาอัดเข้าไปที่ลูกฟุตบอลอย่างเต็มแรง วิถีของลูกฟุตบอลไซด์โค้งเข้าประตูทางด้านมุมบนซ้ายอย่างงดงาม เสียงโฆษกสนามบรรยายทันที “เข้าไปแล้วครับ ชูเดชทำแฮกทริกซ์แล้วครับ เวลาในสนามเหลือไม่มากแล้ว แมทช์นี้คงจบที่สกอร์นี้อย่างแน่นอนครับ” 

 หลังจากเกมจบ ทีมที่ชูเดชสังกัดก็เข้ารับถ้วยรางวัลไปครอง ผู้จัดการทีมเข้ามาพูดกับชูเดชว่า “แมทช์นี้คุณทำได้ดีมาก ผมว่าถ้าฟอร์มของเรายังฟิตอยู่อย่างนี้ ถ้วยสโมสรโลกคงไม่ใช่ความฝัน” ชูเดช นึกภาคภูมิใจที่ตนมีส่วนสำคัญในการแข่งแทบจะทุกแมทช์ เขานึกไปถึงโอกาสที่จะได้เป็นตัวจริงทีมชาติไปบอลโลกครั้งต่อไปด้วยซ้ำ หลังจบแมทช์นี้ ผู้จัดการทีมก็พาลูกทีมทุกคนไปฉลองถ้วยกัน

 ณ ผับหรูกลางกรุง เสียงเพลงแดนซ์ดังกระหึ่มขนาดคุยกันแทบจะไม่ได้ยิน ชูเดช เริ่มมีอาการมึนเมาขณะที่เขาดื่มไปจนจำไม่ได้ว่าดื่มไปเท่าไหร่แล้ว เขากลับออกมาพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ชูเดช พูดขึ้นว่า “ผมคิดว่าผมคงได้ติดทีมชาติไปบอลโลกแน่นอน” เพื่อนในทีมคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ผลงานที่นายทำได้ถ้าพวกเราไม่เป็นทีมเวิร์ค นายคงทำคนเดียวไม่สำเร็จ” ชูเดช รู้สึกเหมือนโดนสบประมาทอย่างแรง เขาเกิดอาการโมโหอย่างมากแล้วหลุดปากออกไป “อย่างนี้ก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่ใช่ฝีมือผมใช่ไม๊ คือพวกคุณเก่งกันหมด ผมแค่ตัวประกอบเท่านั้น” เพื่อนอีกคนหนึ่งจึงสวนขึ้นมาทันที “เฮ้ย มึงพูดอย่างนี้มึงเก่งคนเดียวซิ ฟุตบอลมันต้องเล่นเป็นทีมโว้ย” ชูเดชยิ่งทวีความโกรธขึ้นอีก “แล้วมึงจะเอาไงวะ กูไม่เก่งแล้วทีมจะทำประตูได้ไม๊” ขณะที่มีการเถียงกันอยู่ เพื่อนในทีมอีกคนซึ่งไม่ได้อยู่ในอาการเมาจึงรีบแยกทั้งสองคนออก แล้วต่างคนก็ต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน 

 วันรุ่งขึ้น ณ ห้องผู้จัดการทีมฟุตบอล ผู้จัดการอยู่ในอาการเคร่งเครียดพร้อมกับพูดกับชูเดชว่า “คุณแน่ใจนะว่าจะออกจากสโมสร” ชูเดชตอบอย่างไม่คิด “ครับ ผมจะไป พี่ไม่ต้องห้ามนะครับ ผมคิดว่าผมเป็นแค่ตัวประกอบในทีมเท่านั้น” ผู้จัดการรีบตอบทันที “อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้น มันเกิดอะไรขึ้น” ชูเดชตอบ “ผมคิดว่าผมจะออกครับ แค่นี้จบไม๊ครับ” ความอหังกาของเขากำเริบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ทั้งๆที่เมื่อตอนที่เขาเข้ามาเล่นในสโมสรนี้ใหม่ๆ เขาเป็นคนที่ถ่อมตัว ให้เกียรติเพื่อนร่วมทีมทุกคน แต่มาถึงวันนี้เขาไม่ใช่ชูเดชคนนั้นอีกแล้ว ผู้จัดการก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่ชูเดชทำนั้นเป็นความหลงระเริง มีความทะนงตนเหมือนปุถุชนทั่วไปที่มักจะคิดเห็นว่าตนนั้นสำคัญกว่าใคร จึงไม่คิดจะฉุดรั้งเขาไว้อีก แต่ได้พูดกับชูเดชว่า “ทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน หากคุณไม่เห็นความสำคัญของคนอื่น คุณก็ไม่มีความสำคัญกับใครเช่นกัน ผมดีใจที่เคยได้ร่วมงานกับคุณ ขอให้คุณโชคดี” ชูเดช ไม่ได้สนใจคำพูดของผู้จัดการเลยซักนิด ด้วยกิเลสที่ปิดหูปิดตาเขาอยู่นั่นเอง เขาเดินออกจากสโมสรนั้นอย่างไม่เหลียวหลังเลย

 ข่าวการออกจากสโมสรของชูเดช ทำให้สโมสรต่างๆเริ่มทยอยเข้ามาติดต่อทาบทามเขาให้เข้าร่วมทีมเป็นระยะๆ ชูเดช นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า เขาสามารถจะเลือกลงทีมไหนก็ได้ จึงเลือกทีมที่ให้ผลตอบแทนแก่เขามากที่สุด ในที่สุดเขาก็ได้ร่วมทีมกับทีมยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลแห่งหนึ่งตามที่เขาปรารถนา 

 ณ สนามซ้อมของสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอล ผู้จัดการและโค้ชกำลังดูการฝึกซ้อม แล้วโค้ชพูดกับผู้จัดการทีมว่า “ผมว่าชูเดชจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมทีม ดูจากการเล่นของเขา เขาไม่ได้สนใจเลยว่าเพื่อนร่วมทีมจะเล่นเกมยังไง เขาสนใจแต่จะทำประตูอย่างเดียว” ผู้จัดการจึงพูดกับโค้ช “คุณเป็นโค้ช ก็ควรวางแผนการเล่นให้ผู้เล่นสามารถใช้แผนของคุณทำประตูให้ได้ซิครับ ปัญหาอื่นไม่น่าสนใจเท่าปัญหานี้ ผมหวังว่าคุณคงเข้าใจนะครับ” โค้ช ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ได้แต่นึกในใจว่า “แผนที่ดีที่สุด คือผู้เล่นเล่นเป็นทีมได้ จึงจะเข้าใจแผนการเล่นและทำตามแผนการเล่นได้ ถ้าผู้เล่นเล่นเป็นทีมกับใครไม่ได้ ก็ไม่สามารถเข้าใจแผนการเล่น และไม่สามารถทำตามแผนการเล่นได้เช่นกัน” 

 ณ สนามฟุตบอลของสโมสรยักษ์ใหญ่ ในแมทช์แรกของชูเดชในการร่วมทีมก็มาถึง หลังจากผู้ประกาศ ๆ รายชื่อนักฟุตบอลครบทั้งสองทีมแล้ว การแข่งขันจึงเริ่มขึ้นหลังเสียงนกหวีดของกรรมการ ชูเดช ได้เล่นอยู่ในตำแหน่งกองหน้า เมื่อเวลาผ่านไปได้ 15 นาที ขณะที่กองกลางส่งลูกข้ามหัวผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสวยงามไปให้ชูเดช เขาได้ครองบอลทันที ตอนนั้นในใจเขาคิดว่าประตูนี้เป็นของเขาแน่แล้ว เขาเลี้ยงลูกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเข้าหาประตูฝ่ายตรงข้าม จากนั้นก็ใช้เท้าซ้ายเตะเข้าไปที่ลูกฟุตบอล ลูกฟุตบอลพุ่งไซด์โค้งเข้าประตูทางด้านมุมขวาบน โดยที่ผู้รักษาประตูหมดปัญญาที่จะป้องกันไว้ได้ แล้วชูเดชก็ล้มลงหมดสติไป

 หลังจากนั้น ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เสียงพยาบาลพูดขึ้น “คุณชูเดช ๆ ๆ รู้สึกตัวแล้ว เดี๋ยวชั้นจะไปตามหมอนะ เธอดูอาการทางนี้ก่อน” พยาบาลเจ้าของเสียงสั่งผู้ช่วยพยาบาลอีกคน ซักพักคุณหมอก็เข้ามาพูดกับเขา “คุณชูเดช นะครับ จำชื่อได้ไม๊” ชูเดช พยักหน้า “จำได้ครับ” คุณหมอ “คุณมีอาการตาพร่าหรือเปล่า” ชูเดช “ไม่มีครับ” คุณหมอ “ขยับมือได้ไม๊” ชูเดช “ได้ครับ” คุณหมอ “ขยับแขนได้ไม๊” ชูเดช “ได้ครับ” คุณหมอ “หายใจสะดวกไม๊” ชูเดช “สะดวกครับ” คุณหมอ “ปวดหัวอีกไม๊” ชูเดช “ไม่มีครับ” จากนั้นคุณหมอก็อธิบายสาเหตุของอาการที่เขาเป็นว่า “ต้องใช้วิธีอุดกาวในเส้นเลือดบริเวณที่ขอดในสมองนะครับ คุณยังโชคดีที่ไม่มีอาการข้างเคียงจากการชัก อีก วัน ทีมแพทย์จะดำเนินการรักษา แจ้งญาติรับทราบด้วยนะครับ” แล้วผู้จัดการของสโมสรฟุตบอลก็จัดแจงเรื่องค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดครั้งนี้ให้

 หลังจากการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี คุณหมอจึงนัดไปดูอาการของเขาทุก 6 เดือนในครั้งแรกก่อน และจะปรับเป็นทุก 1 ปี ในครั้งถัดไป ชูเดช ก็ออกจากโรงพยาบาล พักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ เขากลับไปที่สโมสรยักษ์ใหญ่นั้นอีกครั้ง “ทางบอร์ดผู้บริหารลงมติจ่ายชดเชยให้คุณนะครับ แต่การร่วมทีมนั้นคงจะไม่มีการต่อสัญญาอะไรให้ เพราะเงื่อนไขของคุณมันเปลี่ยนไป ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่ก็ขอให้คุณโชคดี” แล้วผู้จัดการทีมก็ยื่นซองใส่เช็คให้ชูเดช ชูเดชจึงไม่มีคำพูดใดๆอีก แล้วก็เดินออกมาอย่างไม่เหลียวหลัง

 เขาไปสมัครงานได้งานทำที่บริษัทแห่งหนึ่งใกล้บ้าน แม้ร่างกายของเขาจะเป็นปกติ แต่ฝันของเขาได้ดับไปแล้ว จิตใจที่ห่อเหี่ยวสิ้นหวังเกิดขึ้นแก่เขา แม้จะมีชีวิตต่อไปได้ แต่กำลังใจที่เคยมี อยู่ๆก็หายไป เขาปล่อยชีวิตดำเนินตามแต่โชคชะตากำหนด มีชีวิตอยู่ได้แต่ไม่มีความหวังอะไร แล้วก็หมั่นเข้าวัดทำบุญตักบาตร นั่งสมาธิตามสถานที่ที่มีผู้มีจิตศรัทธาจัดตั้งขึ้น เขาเริ่มคิดได้ว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งใดจนเกินไป ในใจคิดแต่เพียงว่า ซักวันหนึ่งเราก็ต้องตายจากไปทุกคน ทำไมทุกคนถึงได้ลืมเรื่องสำคัญอย่างนี้ไปได้ เราทุกคนเกิดมาเพื่อรอวันที่จะตายไปเท่านั้นเองหรือ จากนั้นเขาก็เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาต่างๆและเรื่องราวเกี่ยวกกับความจริงในชีวิตมนุษย์ เขาจึงได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเสมอ ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง การไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่คิดว่าเป็นของเราของเขานั้น มันไม่เที่ยงแท้เลยซักนิด และหลังจากที่เขาได้เข้ามาเรียนสมาธิที่สถาบันพลังจิตแห่งนี้ อวิชชาที่เคยปกปิดใจให้มองไม่เห็นความจริงนี้ก็เบาบางลง จิตของเขาก็ลดระดับของอารมณ์ที่เคยมีทั้งโลภะ โทสะ โมหะซึ่งมีความเข้มข้นสูง ก็ค่อย ๆ เบาบางลง ๆ แม้จะยังไม่หมดไป แต่ทำให้จิตใจของเขามีความสงบ มีความสุข อย่างที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน 

 ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ที่รอการตกแต่งย่านชานเมือง “2 ล้าน ค่ะ” เอราวรรณ แจ้งราคาค่าออกแบบตกแต่งภายในให้ลูกค้าทราบ หลังจากนั้น ยิ่งยศ เจ้าของกิจการอุตสาหกรรมส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์นั้นจึงตอบกลับมาว่า “ถูกอย่างนี้ ออกแบบดีหรือเปล่าครับ” เอราวรรณ จึงตอบไป “เป็นแค่ค่าวิชาชีพค่ะ ไม่เกี่ยวกับการออกแบบเลย ทางบริษัทฯทำตามความต้องการลูกค้าเสมอค่ะ” จากนั้นก็มีการเซ็นต์สัญญาว่าจ้างออกแบบตกแต่งภายในคฤหาสน์ดังกล่าว

 ณ บริษัทรับออกแบบบ้านที่เอราวรรณทำงานอยู่ “ดีมาก คุณเอ จ๊อบนี้คุณทำไปเลย” ชัยวัฒน์ ผู้จัดการบริษัทออกแบบบ้านที่เอราวรรณทำงานอยู่กล่าวกับเธอ เอราวรรณ ได้แต่นึกในใจว่าทำไมเธอไม่รับงานนี้ไปทำเองซะเลย ต้องทำผ่านบริษัทเพื่ออะไร และขณะที่เธอทำงานออกแบบคฤหาสน์หลังนี้เธอก็เฝ้านึกเสียดายเรื่องนี้ในใจอยู่ตลอดเวลา ความตั้งใจและแรงบันดาลใจในการทำงานจึงด้อยประสิทธิภาพลง และเมื่อทำงานเสร็จ เธอก็นำงานไปให้ชัยวัฒน์ตรวจก่อนนำไปพรีเซ้นต์ให้ลูกค้า หลังจากที่ชัยวัฒน์ตรวจแบบแล้ว วันต่อมาจึงเรียกเอราวรรณไปพบ และพูดขึ้นว่า “คุณเอ ตามสัญญาจ้างเนี้ยะ ลูกค้าต้องการบ้านแบบสไตล์ลอฟต์ แต่ที่คุณทำมานี่มันเกินเลยไปเป็นสไตล์รัสติก มันไม่ใช่นะครับ ลูกค้าเรารวยนะครับ ที่เขาเลือกสไตล์ลอฟต์คือเขาชอบรูปแบบของมันไม่ใช่ต้องการเน้นการใช้ของรียูสตกแต่ง ผมคิดว่าคุณต้องกลับไปแก้ไขใหม่ก่อนแล้วล่ะ” เอราวรรณ เกิดโทสะขึ้นมาทันที จึงตอบกลับไปว่า “คุณวัฒน์ค่ะ สไตล์ลอฟต์ คือ มันก็เป็นการใช้ของรียูสอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ แล้วถ้ากลับไปทำใหม่ หนูคิดว่าคงไม่ทันพรีเซ้นต์งานให้ลูกค้าหรอกค่ะ” ชัยวัฒน์รู้สึกว่าเอราวรรณมีท่าทีที่เปลี่ยนไป แต่เขาคิดว่ายังไงก็ต้องแก้ไขเพราะความพอใจของลูกค้าต้องมาก่อนจึงพูดในเชิงสั่งว่า “ยังไงก็ต้องแก้ครับ ผมขอให้คุณแก้ไขงานนี้ และขอให้ทันเวลาพรีเซ้นต์ให้ลูกค้าด้วย คุณคิดว่าทำได้ไม๊” เอราวรรณ หมดความอดกลั้นอีกต่อไปจึงได้พูดกับชัยวัฒน์ว่า “งั้นหนูขอบายค่ะ หนูคิดว่าเกินความสามารถที่จะทำได้ หนูขอลาออกแล้วกัน ขอบคุณค่ะ” ชัยวัฒน์ ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะในความคิดตอนนี้ของเขา เขาจะต้องรีบแก้งานนั้นด้วยตนเองจึงได้ปล่อยให้เอราวรรณลาออกไป

 หลังจากเก็บข้าวของกลับถึงบ้าน เอราวรรณ นั่งนึกทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด เธอก็ยังคิดว่าเธอถูกบีบคั้นมากกว่า ในใจซึ่งมีโลภะและโทสะครอบงำจิตใจของเธอให้นึกแต่เพียงด้านเดียวว่า เธอควรจะได้งานนั้นมาทำเองซึ่งนั่นเป็นผลมาจากการที่เธอเฝ้าแต่นึกแต่คิดถึงสิ่งนั้นตลอดเวลาที่ทำงานจ๊อบนั้น เมื่อนึกเมื่อคิดอยู่ตลอดเวลาก็เหมือนการท่องจำ มันจึงจำเข้าไปในจิตใจของเธอยากที่จะถอนออกมาได้ 

 หลายวันต่อมา ขณะที่เธอกำลังขับรถจะออกจากบ้านไปสัมภาษณ์งานที่สมัครไว้ทางอินเตอร์เน็ต ป้าสายผู้เป็นประธานหมู่บ้านที่ดูแลกิจการในหมู่บ้านที่เอราวรรณอาศัยอยู่ ได้เข้ามาคุยกับเธอ “หนูจ๊ะ ป้าขอคุยด้วยแป้บนึงนะ” เอราวรรณรีบตอบ “มีอะไรค่ะ พอดีหนูรีบอยู่ค่ะ” ป้าสายรีบบอกทันที “คือทางหมู่บ้านเราต้องการคนช่วยทำงานด้านบัญชีรับจ่ายของหมู่บ้านเรา ให้ทำเป็นงานประจำเลย ไม่ทราบว่าหนูพอรู้จักใครบ้างไม๊จ๊ะ” เอราวรรณ รีบตอบตัดบททันที “ถ้ามีคนรู้จัก หนูจะพามานะคะ ตอนนี้ขอตัวก่อนนะคะ” แล้วเอราวรรณก็ขับรถออกไป

 ณ บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง หลังจากผู้จัดการฝ่ายบุคคลได้ทำการสอบสัมภาษณ์เอราวรรณเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงแจ้งกับเอราวรรณว่า “แล้วทางเราจะติดต่อกลับไปครับ” เอราวรรณ จึงกลับบ้านโดยเริ่มมีความกังวลเกิดขึ้นในใจว่าจะได้งานที่ไหนทำ เอราวรรณมีความปรารถนาคืออยากเลี้ยงดูแม่ของเธอ ซึ่งมันเป็นหน้าที่ที่เธอคิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว

 เมื่อมาถึงบ้าน ป้าพิมล ปีนี้อยู่ในวัย 80 แล้ว เธอเป็นแม่ของเอราวรรณแค่มองเห็นอาการของลูกสาวก็รู้ได้ทันทีว่าผลการสัมภาษณ์เป็นเช่นไร จึงได้ปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะ แม่เชื่อว่าลูกแม่เก่ง” เอราวรรณ แทบจะน้ำตาไหล สิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยลืมได้เลย เมื่อตอนเธอเป็นเด็กเล็กๆ พ่อของเธอจากไป แม่ของเธอจึงหาเลี้ยงเธอมาด้วยความยากลำบาก ทะนุถนอมเธอเหมือนไข่ในหิน เธอยังจำสัมผัสไออุ่นจากอ้อมกอดของแม่ไม่เคยลืมเลือน วันนี้ถึงวันที่เธอต้องตอบแทนแม่ แต่เธอกลับเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้น และมันอาจกำลังเกิดขึ้นแล้วด้วย

 เช้าวันต่อมา ป้าพิมลตื่นขึ้นมาในตอนเช้าหลังจากทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะกำลังจะก้าวออกจากห้องน้ำเธอก็ลื่นล้มลง เสียงข้าวของหล่นดังทั่วบ้าน เอราวรรณจึงตื่นขึ้นแล้วรีบลงมาชั้นล่าง เธอร้องดังลั่น “แม่” 

 ณ โรงพยาบาล คุณหมอพูดกับเอราวรรณ “โรคกระดูกพรุนเป็นได้กับคนในวัยนี้ครับ ล้มนิดเดียวก็กระดูกหักได้ ก็คงต้องผ่าตัดครับ” เธอรีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากน้าของเธอ “ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวน้าจะดูแลให้ เอ ก็พยายามหางานทำให้ได้นะ น้าเป็นกำลังใจให้” น้าศักดิ์น้องของแม่ บอกกับเอราวรรณให้สู้กับปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ หลังจากนั้นเอราวรรณต่อสู้ดิ้นรนหางานทำอย่างไม่ลดละ คราวนี้เธอนึกย้อนกลับไปตอนก่อนที่เธอจะออกจากงานมา เธอเข้าใจในเหตุปัจจัยที่ทำให้ต้องเผชิญในวันนี้ ถ้าเธอไม่มีความโลภ ก็จะไม่เกิดโทสะ กรรมนี้มีปัจจัยเป็นมาอย่างนี้ๆ หากเธอมีสติในการดำเนินชีวิต เธอก็จะคิดได้ และเราก็ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ด้วย มีแต่จะต้องเดินหน้าต่อไป เอราวรรณ สมัครงานไว้หลายที่ แต่ละที่ก็ได้แต่บอกว่าจะติดต่อมา บางที่ก็ขอพิจารณาเรื่องฐานเงินเดือนก่อน เอราวรรณจึงยังเคว้งอยู่กับชีวิต และในที่สุดเธอก็นึกถึงเรื่องที่ป้าสายเคยบอกเธอไว้ เธอจึงเข้าไปหาป้าสาย ป้าสายพูดกับเธอว่า “ป้าดีใจถ้าหนูจะมาช่วยงานของหมู่บ้านเรา คณะกรรมการหมู่บ้านก็ให้ผลตอบแทนตามมาตรฐานที่จะให้ได้อยู่แล้ว และงานนี้ก็เหมือนเป็นงานจิตอาสานะ ช่วยเหลือชุมชน หมู่บ้านเราจะได้เจริญ” แล้วเอราวรรณก็ตัดสินใจทำงานจิตอาสาในชุมชนของเธอ และจากนั้นเอราวรรณก็ได้เข้าเรียนสมาธิที่สถาบันพลังจิตด้วย และ โลภะ โทสะ โมหะต่างๆในจิตก็ลดลงตามลำดับ

 ณ บ้านหรูย่านชานเมือง ขณะที่ วัฒโน กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อเขารับโทรศัทพ์ เสียงในโทรศัพท์ดังขึ้นว่า “อู๊ด อาว่าหุ้นตัวนี้ควรจะเทขายได้แล้ว จากการวิเคราะห์ของทีมงานของอา ราคาน่าจะสูงอยู่แค่นี้นาน ควรเอาเงินไปลงทุนตัวอื่นดีกว่า” วัฒโนจึงพิมพ์ข้อมูลใส่โน๊ตบุคส์ของเขาเพื่อสั่งโบรคเกอร์ให้ดำเนินการตามที่เพื่อนของพ่อบอกมา

 หลายปีก่อน หลังจากงานฌาปณกิจพ่อของเขา วัฒโนก็ได้รับมรดกนับสิบล้าน แต่มรดกที่เขาได้รับเป็นกระดาษใบหุ้นที่เขาไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย เพราะเขาไม่ได้เรียนมาทางนี้ ทำให้วัฒโนไม่ได้ทำงานในสายที่เขาเรียนมาเพราะต้องมาดูแลมรดกชิ้นนี้ เขาต้องพยายามศึกษาหาข้อมูลและหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สินที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้เขา วันรบเป็นเพื่อนของพ่อของวัฒโน ที่คร่ำหวอดในวงการจึงทำให้วันรบมีเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายต่างๆในการชักจูงนักลงทุนในตลาด ทำให้วัฒโนมีความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนของพ่อคนนี้ หลังจากที่วัฒโนได้เรียนรู้การซื้อขายมาพอสมควร เขาก็มั่นใจในตัววันรบเป็นอย่างมาก วันรบรู้จักกับผู้จัดการของบริษัทในตลาดหลายราย แต่ในธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่มีความเป็นวัตถุนิยมสูง อาศัยการฉวยโอกาส และไม่ค่อยมีความจริงใจซักเท่าไร หลังจากที่ วันรบ แนะนำให้วัฒโนซื้อขายหุ้นได้ซักพัก มีขาดทุนบ้างกำไรบ้าง แต่วัฒโนก็ได้กำไรซะเป็นส่วนใหญ่ เขาจึงไว้วางใจในตัววันรบเป็นอย่างมาก 

 และหลังจากเมื่อวันรบได้แนะนำให้วัฒโนเสนอขายหุ้นตัวดังกล่าวแล้วก็รีบติดต่อผู้ลงทุนอีกราย “มีผู้เสนอขายหุ้นตัวนี้มาแล้วครับ จะซื้อเลยไม๊ครับ” เสียงในโทรศัพท์ตอบกลับมา “แล้วมันจะขึ้นได้อีกอย่างที่ว่าหรือเปล่า” วันรบ รีบตอบกลับไป “แน่นอนครับ อัตราผลตอบแทนสูงขนาดนี้ ราคาขึ้นได้อีกแน่นอน” แล้วเสียงในโทรศัพท์ก็ตอบมา “โอเค ซื้อเลย คุณช่วยจัดการให้ผมด้วย เดี๋ยวผมทำมอบอำนาจไปให้” วันรบสร้างเครดิตให้กับตัวเขาเองกับผู้ลงทุนรายใหม่ๆเสมอ เพื่อจะได้ผู้ลงทุนที่เชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้นๆ เรื่อยไป หลังจากที่วันรบแนะนำให้ลูกค้าอีกรายจัดการซื้อหุ้นเสร็จ วันชัย เจ้าของกิจการนำเข้าส่งออกแห่งหนึ่งได้เข้ามาพบกับวันรบ และพูดขึ้นว่า “เรื่องที่เราคุยกันไว้ ตกลงคุณวันรบว่ายังไงครับ” วันรบจึงได้พาวันชัยเข้าไปที่ห้องทำงานของเขา หลังจากเข้าไปในห้องแล้ว วันรบจึงพูดขึ้นว่า “ผมขอ 5ครับ คุณวันชัย งานนี้ผมเสียเครดิตแน่ถ้าผมทำ” วันชัยนึกในใจอยู่ว่า หุ้นของบริษัทตนนั้นมันดีดราคาขึ้นสูงจนไม่คุ้มค่าการลงทุนแล้ว อัตราผลตอบแทนที่ได้รับต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแบบฟ้ากับเหว แต่เมื่อคำนวณดูแล้วถ้าสำเร็จ เขาก็จะได้กำไรส่วนต่างที่พอเพียงที่จะนำมาหมุนให้กิจการมีสภาพคล่องต่อไป เขาจึงตอบตกลงให้วันรบตามที่ขอ

 หลังจากวัฒโนสั่งขายหุ้นตัวนั้นไปแล้ว เขาก็ลองเช็คราคาของมันที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขา ปรากฏว่าราคาหุ้นตัวดังกล่าวยังพุ่งขึ้นอยู่ เขาจึงโทรศัพท์ไปหาวันรบ “คุณอาครับ ราคาหุ้นตัวที่ผมขายไปทำไมมันยังขึ้นอยู่ครับ” วันรบเตรียมตัวไว้ก่อนแล้วจึงตอบไปว่า “มันจะดีดขึ้นดีดลงแบบนี้ไปซักระยะนึงครับ เดี๋ยวมันก็จะลงมาอยู่ที่ราคาที่อู๊ดขายนั่นแหละ ผมไม่อยากให้อู๊ดเสี่ยงตรงจุดนี้ แต่ผมมีหุ้นอีกตัวน่าสนใจกว่าน่ะ ธุรกิจนำเข้าส่งออก ตัวนี้มันมีโอกาสขึ้นได้อีก อู๊ดสนใจไม๊” วัฒโนจึงตอบกลับ “แล้วหุ้นตัวที่ว่านี่มีความเสี่ยงแค่ไหนครับ” เสียงในโทรศัพท์ตอบกลับว่า “ความเสี่ยงต่ำมากและคุ้มค่าการลงทุน ธุรกิจนำเข้าส่งออกนี่ไม่มีวันตายหรอก” วัฒโนจึงสั่งให้ซื้อหุ้นตัวที่วันรบแนะนำตามกำลังทรัพย์ที่เขามี มันเป็นกิเลสชนิดนึงที่มีองค์ประกอบของ โลภะ และโมหะ มีความอยากได้จนทำให้เกิดความหลงผิดไปเชื่อถือในสิ่งที่ผิดๆโดยไม่ใช้สติพิจารณาความเป็นจริงให้ดี เขาจึงตัดสินใจสั่งซื้อไป และแล้วผลขาดทุนก็ตามมา

 วัฒโน หลังจากที่เขาต้องได้รับความเสียหายจากหุ้นตัวนี้แล้ว เขาก็เริ่มคิดได้ว่า มันเป็นความโลภความหลงของเขาเอง มันเป็นธรรมดาของสัตว์โลกที่ต้องการจะได้มา ทำให้ขาดสติพิจารณาผลที่ตามมา และหลังจากที่เขาได้เข้าเรียนสมาธิที่สถาบันพลังจิตแล้ว เขาก็มีสติ สร้างปัญญาให้เกิดขึ้น รู้สิ่งใดควรหรือไม่ควร กิเลสก็ได้เบาบางลงจากจิตใจของเขา

 นิดหน่อย สาวผู้รักการเดินทาง การเดินทางของนิดหน่อยยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด เธอยังคงเดินทางต่อไป ความสุขที่เธอได้รับจากการเดินทางมันทำให้เธอรู้สึกว่าโลกนี้น่าอยู่เพียงใด เธอจึงติดเพลินกับมัน ไม่คิดสิ่งใดอีก แม้แต่เรื่องความรัก นิดหน่อยเป็นผู้หญิงค่อนข้างสวย แถมยังรวยด้วย แต่ทำไมไม่มีชายใดที่เข้ามาในชีวิตของเธอเลย นิดหน่อยเคยคิดเรื่องนี้เหมือนกันแต่ก็ไม่ใส่ใจนัก เพราะชีวิตเธอมีความเพียบพร้อมไม่ขาดแคลนสิ่งใดอยู่แล้ว และเธอก็มีความสุขกับการท่องเที่ยวไป ทำบุญกุศลในที่ต่างๆไม่ขาดระยะ 

 แต่แล้วในวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเดินเล่นอยู่บริเวณชายหาดแห่งหนึ่ง เธอได้เห็นคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่ แล้วลูกของคนทั้งสองก็นั่งมองอยูแล้วก็ร้องไห้ไปด้วย เธอเกิดความสงสารเด็กคนนั้นอย่างมาก สิ่งหนึ่งได้ผุดขึ้นมาในสมองทันที สองคนนั้นเมื่อก่อนที่จะมาถึงวันนี้ก็คงจะมีความรักความเมตตาต่อกันมาก่อน แล้วทำไมวันนี้จึงมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ เด็กที่ไม่เคยเห็นว่าพ่อกับแม่มีความรักต่อกันมาอย่างไร แต่กลับได้เห็นความขัดแย้งเกียจชัง ความรุนแรง นี่ซินะที่เรียกว่าความเปลี่ยนแปลง ความรักที่รักมากก็ย่อมมีความห่วงหวงมาก ความสุขที่สุขมากก็ยิ่งมีความทุกข์มากเมื่อความสุขนั้นหายไป ความฉุกคิดนี้ได้เกิดขึ้นแก่เธออย่างที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ แล้วก็เกิดคำถามกับเธอว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร เราจะทำประโยชน์จากการมีชีวิตได้แค่นี้หรือ มีสิ่งไหนที่เรายังต้องทำอีกหรือไม่ แล้วความสับสนที่เกิดขึ้นในใจนี้ก็ได้รับความกระจ่างขึ้นเมื่อเธอได้เข้ามาเรียนสมาธิที่สถาบันพลังจิตแห่งนี้ เธอจึงมีความคิด มีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่จะต้องทำ และรู้ว่าชีวิตเกิดมาทำไม และควรจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป 

 ในห้องเรียน หลังจากอาจารย์สอนทฤษฎีเรื่องสมาธิและให้นักเรียนปฏิบัติสมาธิแล้ว อาจารย์ก็สรุปการเรียนในวันนั้น “อวิชชาหรือความไม่รู้เป็นตัวที่ทำให้มองไม่เห็นอริยสัจ ไม่รู้ว่ากำลังทุกข์ ไม่รู้สาเหตุที่เป็นทุกข์ ไม่รู้ว่าทุกข์นั้นดับได้ ไม่รู้หนทางที่จะดับทุกข์ อวิชชาเกิดมาพร้อมกับมนุษย์ เมื่อมีการเกิดมาแล้ว ความไม่รู้ก็เกิดมาพร้อมกัน อวิชชาเกิดได้จากนิวรณ์ คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ ความท้อแท้ ความคิดฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย การจะดับอวิชชาได้ต้องทำให้มีวิชชาหรือปัญญาให้เกิดขึ้น และจะมีปัญญาได้ ก็ต้องมีสติและสมาธิเป็นเครื่องสนับสนุนให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในเมื่อได้เกิดมาแล้วทั้งทีก็ควรจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่ออนาคตเสมอจึงเป็นการดี พระอาจารย์เคยสอนผมไว้ว่าแม้เราจะยังไม่ได้ดับสนิทให้ดวงจิตของเราในชาตินี้ แต่ถ้าเราได้สะสมพลังจิตไปเรื่อยๆ ย่อมมีซักวันในชาติใดชาติหนึ่งที่เราจะสามารถดับสนิทในดวงจิตนี้ได้ และเมื่อนั้นไม่ว่าความทุกข์หรือความสุขจะมีพลังมากมายแค่ไหน มันก็จะทำอะไรเราไม่ได้เลย”

8. นิมิต

ณ สถาบันพลังจิต 

ขณะที่อาจารย์คงกำลังนั่งสมาธินำนักเรียนสมาธิ เขาก็เกิดนิมิตขึ้น เขาเห็นกลุ่มอุกาบาตจำนวนมาก กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา แล้วเขาก็ได้ยินเสียง ๆ หนึ่ง “เราเริ่มมองเห็นความล่มสลายของดาวราหูแล้ว ท่านลองส่งกระแสสัมผัสกลุ่มก้อนหินยักษ์จำนวนมหาศาลที่กำลังพุ่งมานั่น” แล้วอาจารย์คงก็รู้สึกตัวออกจากภวังค์มา

ชูเดชก็เช่นกัน ขณะที่ชูเดชกำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ภาพหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเขา เขาเห็นกลุ่มอุกาบาตจำนวนมาก กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาเช่นกัน เมื่อเขาหันหลังกลับไปอีกฝั่งก็เห็นดาวดวงหนึ่งลอยเด่นอยู่ จากนั้นก็ได้ยินเสียง ๆ หนึ่งว่า “เราก็เห็นเช่นนั้น คงไม่กี่เพลาเป็นแน่ ท่านคิดการเช่นไรวานบอก” แล้วชูเดชได้พูดออกไปในความรู้สึกนั้นว่า “เมื่อมนุษย์หรือสัตว์ตายลง พลังกิเลสส่วนที่อยู่ในดวงจิตจะยังฝังแน่นในดวงจิต แต่ส่วนที่อยู่ในมวลกายจะหลุดออกมาแล้วเริ่มจับตัวกันเป็นกลุ่มคลื่นอีกครั้ง จากนั้นก็จะเริ่มหาแหล่งที่มีสิ่งมีชิวิตอื่นซึ่งมีพลังกิเลสในตัวอยู่ต่อไป” แล้วทันใดนั้นชูเดชก็หลุดออกจากภวังค์กลับมารู้สึกตัวว่านั่งสมาธิอยู่ที่สถาบันแห่งนี้ เขาจึงไปถามอาจารย์คงถึงเรื่องนี้ อาจารย์คงจึงอธิบายว่า “สิ่งที่คุณเห็นเป็นไปได้ทั้งความคิดที่จินตนาการขึ้นมาเอง หรืออาจจะเป็นสิ่งที่คุณเคยเห็นมาจริง ๆ ก็ได้” แต่อาจารย์คงก็เกิดความสงสัยขึ้นมาในใจเหมือนกันว่า ที่ชูเดชอธิบายมานั้นมันทำไมคล้ายกับภาพนิมิตของเขาเช่นกัน แต่ว่าเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้

ในช่วงหนึ่งของการเรียน ณ ห้องเรียนสมาธิ อาจารย์คงได้บรรยายไว้ว่า “การที่จะทำสมาธิได้ถึงแต่ละขั้นนั้น แต่ละคนแตกต่างกันก็เพราะว่าการจะมีพลังจิตถึงแต่ละขั้นต้องมีการสะสมกันมา บางคนสะสมมาหลายชาติก่อนจะมาเกิดในชาตินี้ แต่บางคนอาจจะเพิ่งได้สะสมมาไม่กี่ชาติ และแต่ละคนก็มีฐานจิตที่ต่างกัน คือ บางคนมีฐานใหญ่ บางคนฐานเล็ก จึงทำให้แต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นชาตินี้หากเรามีโอกาส เราก็ควรเร่งปฏิบัติให้มาก เจริญให้มาก เพื่อสะสมบุญวาสนาบารมีให้มากที่สุด... เมื่อพูดถึงนิมิต คำว่านิมิต คือ ภาพจำอย่างหนึ่งในจิตของผู้ปฏิบัติสมาธิ ขณะที่ผู้ปฏิบัติสมาธิเกิดอาการจิตว่าง ภาพจำในจิตใต้สำนึกจะปรากฏออกมา บางคนจะเห็นพระพุทธรูป บางคนเห็นสวรรค์ เห็นนรก บางคนเห็นเป็นภาพนิ่ง บางคนเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหว แล้วแต่จิตของแต่ละคนจะเกิดสัมผัสไป แต่ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็แล้วแต่ เหล่านี้ล้วนเป็นนิมิต เพราะฉะนั้นหากเราต้องการเข้าถึงฌานที่ลึกขึ้น แม้บางครั้งภาพที่เกิดขึ้นอาจเป็นการเตือนผู้ปฏิบัติสมาธิหรืออาจเป็นความจริง ก็ไม่ต้องใส่ใจในนิมิตเหล่านั้น เพราะนักปฏิบัติสมาธิที่ต้องการบรรลุสำเร็จย่อมไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะดูนิมิตเหล่านั้น นักปฏิบัติสมาธิจึงทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ที่คำบริกรรม ภาพเหล่านั้นจะหายไปเอง นี่เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีการบริกรรม เพราะเมื่อเราบริกรรม จิตจะจดจ่ออยู่เพียงคำบริกรรม ทำให้เกิดความเป็นหนึ่งในจิต อารมณ์ต่างๆในจิตจะหายไป จิตจึงนิ่งได้ และเมื่อจิตนิ่งแล้ว เราจึงไม่ต้องใช้คำบริกรรมอีก แต่หากเมื่อใดที่จิตเกิดมีความนึกความคิดขึ้นมาอีก ก็ต้องใช้คำบริกรรมต่อไปอีกในการยับยั้งไม่ให้จิตมีความนึกความคิดใดๆขึ้นมาได้.. ฯลฯ ...”

หลังเลิกเรียนวันนั้น ก่อนที่จะกลับบ้าน ชูเดช ก็ได้นั่งสมาธิที่ห้องนั่งสมาธิของสถาบัน เมื่อเข้าภวังค์แล้ว จากนั้นเขาก็ได้เห็นภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นภาพเหมือนหลุมหลุมหนึ่งในอวกาศ มันมีลักษณะเป็นหลุมดำมืดมีขนาดมหึมาในอวกาศและน่ากลัวมาก แล้วตัวเขาก็ลอยเข้าไปหามันอย่างรวดเร็ว เขาพยายามที่จะหยุดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะพลังดึงดูดของมันมหาศาลมากนัก เขาจึงถูกดูดเข้าไปในหลุมดำนั้น เมื่อเขาเข้าไปในหลุมดำนั้น เขารู้สึกว่ามันมืดสนิท เป็นความมืดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันรู้สึกว่าเป็นความมืดกว่าความมืดใดๆ ที่เขาเคยพบเห็น เพราะปกติความมืดก็ยังจะพอมีเหมือนการมองเห็นได้อยู่ แต่สำหรับความมืดนี้มันไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่ตัวของเขาเอง แล้วเขาก็รู้สึกตัวออกจากภวังค์ เขาจึงนึกขึ้นว่าเขาไม่เคยเห็นอวกาศหรือหลุมดำอะไรนี่ แล้วทำไมภาพนิมิตนี้จึงเกิดกับเขา และเขาก็นึกถึงเรื่องนี้ตลอดทางกลับบ้าน เมื่อกำลังจะเข้าบ้านก็เห็นลุงสอนยืนดักรออยู่หน้าบ้าน ชูเดช รู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลุงสอนโดนป้าแมวแผ้นกระบาลเมื่อวันก่อนจึงคิดว่าจะขอโทษลุงสอน “สวัสดีครับลุง วันนั้นผมแค่ล้อเล่นนะครับ ต้องขอโทษด้วยครับที่ทำให้ลุงโดนเออ...” ลุงสอนตอบกลับมาว่า “เอ็งไม่ต้องพูดแล้ว ทีหลังจะปล่อยมุขอะไรคิดให้ดีก่อน” แล้วลุงสอนก็ถามชูเดชด้วยความสงสัยอีกว่า “เอ็งไปเรียนสมาธิเป็นยังไงบ้างวะ อันนี้ไม่ต้องตอบกวนนะ ข้าอยากรู้จริงๆ แล้วที่เขาบอกว่านั่งสมาธิแล้วได้นิพพานเป็นยังไง” ชูเดชจึงตอบตามที่ตนเข้าใจในตำราของพระอาจารย์ของอาจารย์เขียนไว้ “การนั่งสมาธิ ก็เพื่อสร้างพลังจิต เมื่อเกิดพลังจิต ฐานจิตจะเก็บพลังจิตไว้ และบางส่วนถูกเก็บไว้ในฐานจิตติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ บางส่วนถูกใช้ในชีวิตประจำวันโดยที่เราไม่รู้ตัวว่าเราทุกคนต้องใช้พลังจิตในชีวิตประจำวัน และหากจะต้องการทำวิปัสสนาพลังจิตจะเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ การทำวิปัสสนาจะทำให้เกิดปัญญาญาณ แล้วจึงใช้ปัญญาญาณในการประหารกิเลส การประหารกิเลสเพื่อเข้าถึงนิพพาน ไม่รู้ลุงจะเข้าใจหรือเปล่า ที่ผมอธิบายมาเนี้ย” ลุงสอน แม้จะยังงงอยู่แต่ก็ถามต่อ “แล้วคนที่นั่งสมาธิเนี้ยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง” ชูเดชจึงตอบตามที่ตำราของพระอาจารย์ของอาจารย์เขียนไว้ “ประโยชน์ของสมาธิมีมาก เท่าที่พอจำได้ก็มี ทำให้หลับสบาย มีสมองปัญญาดี บรรเทาความเครียด จิตใจอ่อนโยน มีความรอบคอบ และที่สำคัญเวลาสิ้นลมจะพบทางดี” ลุงสอนจึงถามว่า “สิ้นลมพบทางดีมันเป็นยังไงวะ” ชูเดชจึงอธิบาย “คนเราเวลาตาย ทุกคนจะเข้าไปสู่ภวังค์ เป็นการหมดความรู้สึกในกายหยาบ ดวงจิตที่ได้ผ่านการนั่งสมาธิมาจะมีพลังจิต จิตที่มีพลังจิตจะมีสติแม้ในขณะเข้าภวังค์ เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาตายและเข้าภวังค์แล้ว จิตก็ยังมีสติสามารถจะเลือกได้ว่าควรจะไปในทิศทางใด นั่นแหละคือสิ้นลมพบทางดี ลุงลองคิดดูซิว่าถ้าลุงตายแล้ว แต่ลุงยังมีสติรับรู้ได้ว่าทางไหนดีทางไหนไม่ดี ลุงอยากจะไปพบทางดีหรือทางไม่ดีล่ะ” ลุงสอนมีท่าทางเหมือนจะเข้าใจแม้จะยังงงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรจากนั้นก็อนุโมทนาสาธุกับชูเดช แล้วชูเดชก็ขอตัวกลับบ้าน

เมื่อชูเดชเข้าบ้านแล้ว เขาก็นั่งสมาธิต่ออีก เมื่อเขาเข้าภวังค์แล้ว ในที่สุดเขาก็เข้าถึงจตฺตุถฌานหรือฌานที่สี่ ซึ่งตามสภาพจะมีแต่อุเบกขาความวางเฉย และเอกัคคตาความเป็นหนึ่งเท่านั้น เขาจึงได้ลองทำวิปัสสนา แต่นั่นเป็นการทำโดยใช้สัญญา (ความจำได้หมายรู้) เท่านั้น เพราะพลังจิตที่มียังไม่เพียงพอ เขาได้พิจารณากายหยาบของเขาและได้พบว่าในกายหยาบนั้นประกอบด้วย ดิน คือ เนื้อ กระดูก เส้นเอ็นและส่วนของร่างกายต่างๆที่เป็นของแข็ง น้ำ คือ เลือด น้ำเหลือง และส่วนของร่างกายที่เป็นของเหลว ลม คือ อากาศหรือแก็สต่างๆที่ปะปนอยู่ในเลือดและส่วนต่างๆของร่างกาย ไฟ คือ อุณหภูมิความร้อนในส่วนต่างๆของร่างกาย และเขาก็ได้พบว่าในทุกโมเลกุลของสสารในร่างกายของเขามีพลังกิเลสปะปนอยู่โดยที่มีลักษณะเป็นพลังงานสีดำแต่ว่าถูกห่อหุ้มด้วยพลังสติซึ่งมีลักษณะใส และพลังงานทั้งสองทำหน้าที่ดึงดูดกันระหว่างอิเลคตรอนกับนิวเครียส สิ่งที่เขาได้เห็นทำให้เขาเข้าใจได้ถึงว่า นั่นเป็นการกดทับพลังกิเลสไว้ด้วยพลังสติ ไม่ใช่การประหารพลังกิเลสอย่างถาวร นี่เองเขาจึงได้เข้าใจความหมายของคำว่า ศิลาทับหญ้า ที่พระอาจารย์ของอาจารย์ได้เขียนไว้ในตำราฝึกสมาธิ 

ในความมืดมิดมีเสียงของใครพูดกับชูเดชว่า “ท่านเปรื่อง ๆ ท่านรีบตามมาเร็ว มันกำลังเข้าไปในนั้นแล้ว ขอให้ท่านรีบ ไว ไว” แล้วทันใดนั้นเสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น ชูเดชจึงตื่นขึ้นจากฝันนี้ แล้วก็เข้าห้องน้ำชำระร่างกายออกไปทำงานในวันต่อมา

และเมื่อคืนที่ผ่านมาอีกเช่นกัน เป็นคืนที่อาจารย์คงได้ฝันเห็นการระเบิดของดวงดาวที่ทำให้มีดวงจิตของผู้เสียชีวิตลอยออกมาจากดาวดวงนั้น จากนั้นไม่นานนักพลังกิเลสมากมายก็เริ่มจับกลุ่มกันแล้วจึงกลายเป็นคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาอีกครั้ง พวกมันรวมตัวกันจนในที่สุดก็ถูกแรงผลักของการระเบิดดันให้คลื่นพลังกิเลสตัวนี้เคลื่อนตัวไปตามทิศทางของแรงนั้น

9. สมรภูมิดาวสัมมามิจฉา

 เมื่อหลายพันล้านปีก่อน ณ ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายล้านปีแสง กลุ่มเศษฝุ่นและแก๊สที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศมีการปะทะกัน แล้วเกิดแรงดึงดูดเข้ามารวมตัวกัน และในระยะเวลาที่ไม่อาจรู้ได้ว่ายาวนานแค่ไหน จนเกิดพลังบีบอัดมหาศาลของเหล่ามวลสสารเหล่านั้นและเมื่อมวลสสารจำนวนมากมายมหาศาลมีการบีบอัดมากยิ่งขึ้นก็เกิดความร้อนและมีการหมุนตัวจนเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น มีการหลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม จนในที่สุดก็เกิดเป็นดวงอาทิตย์ และระบบสุริยะก็เกิดขึ้น เกิดมีดาวเคราะห์ต่างๆที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ และก็มีดาวดวงหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายโลกของเรา มีองค์ประกอบเป็น ดิน น้ำ แก็ส ความร้อน หลังจากที่มีการบีบอัดกันของมวลสสารของดวงดาวแล้ว บริเวณเปลือกนอกของดาวดวงดังกล่าวก็คลายความร้อนลง แล้ววัฏจักรแห่งการเกิดดับของสิ่งมีชีวิตก็มีขึ้นในอีกหลายล้านปีต่อมา โดยเป็นกระบวนการกำเนิดสิ่งมีชีวิตในขั้นแรก ก็เริ่มตั้งแต่อุณหภูมิของดวงดาวที่อุ่นขึ้น จนทำให้เกิดพืชที่สร้างก๊าซออกซิเจน และใช้เวลาสะสมหลายล้านปีจนเกิดชั้นบรรยากาศครอบคลุมพื้นผิวของดวงดาว มีชั้นโอโซนที่ปกป้องรังสีที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนดวงดาว จึงทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตเซลเดียวขึ้น แต่ละชนิดของสัตว์เซลเดียวจะมีรหัสทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน การพัฒนาเป็นอยู่อย่างนี้เป็นเวลาอีกนับล้านปี และในบริเวณพื้นผิวดวงดาวส่วนที่เป็นมหาสมุทรก็กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีส่วนผสมในการเจริญพันธุ์แบบพืชผสมกับสัตว์ คือมีการสังเคราะห์แสงในการเจริญเติบโตในเวลากลางวัน และแบ่งตัวขยายจำนวนในเวลากลางคืนเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ จากนั้นก็เริ่มมีแพลงตรอน มีปะการัง มีปลา มีสัตว์ ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการผสมกันของสัตว์เซลเดียวหลากหลายประเภทมารวมกัน สิ่งมีชีวิตเซลเดียวเหล่านั้นมีการจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเซลเพื่อความดำรงอยู่และขยายเผ่าพันธุ์ของตน โดยกลุ่มของเซลต่างๆที่ได้รวมตัวกันนี้ จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยเซลจำนวนหลากหลายเซลที่เข้ามารวมกันขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซล เริ่มเป็นปรสิตที่ใช้การควบรวมกับสัตว์เซลล์เดียวหรือสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์อื่นๆเพื่อการดำรงอยู่และขยายเผ่าพันธุ์ ในที่สุดก็กลายเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างต่างๆหลากหลายชนิด และปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ใช้เวลานับล้านปีอีกเช่นกัน ทำให้มีประเภทและจำนวนสัตว์ที่มากขึ้น ส่วนพืชที่อยู่บนพื้นผิวดวงดาวก็มีพัฒนาการโดยอาศัยแสงของดวงอาทิตย์เพื่อการเจริญเติบโต เซลที่ประกอบกันเป็นสัตว์แต่ละตัวนั้น แต่ละเซลก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป บางเซลทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง บางเซลทำหน้าที่เป็นก้อนเนื้อต่างๆ บางเซลทำหน้าที่อยู่ภายในร่างของสัตว์เหล่านั้น และบางเซลก็ทำหน้าที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกของสัตว์เหล่านั้น การที่แต่ละเซลทำหน้าที่แตกต่างกันไปนั้นจำเป็นต้องมีการประสานงานเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกันระหว่างเซลเหล่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีระบบสั่งการขึ้น โดยระบบสั่งการนี้จะเป็นตัวควบคุมและจัดการเซลต่างๆในร่างกายของสัตว์เหล่านั้น เพื่อการควบคุมสั่งการโดยเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกันอยู่ในเซลส่วนต่าง ๆ โดยมีศูนย์กลางการควบคุมที่เรียกว่าสมอง และสมองหรือระบบสั่งการนี้ในอีกหลายล้านปีต่อมาก็ได้พัฒนาการควบคุม การสั่งการ เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำรงชีพและการขยายเผ่าพันธุ์ของเหล่าสรรพสัตว์เหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเหล่าสรรพสัตว์เหล่านั้น โดยสภาพของเซลแต่ละเซลซึ่งมีความไม่คงทนมีวันเสื่อมสลาย และเนื่องจากเป็นการผสมกันด้วยเซลหลากหลายชนิด ซึ่งเซลแต่ละชนิดนั้นก็มีวงจรชีวิตที่แตกต่างกัน มีอายุขัยที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเซลใดเซลหนึ่งหรือหลายเซลสิ้นสภาพหรือตายลงก็ส่งผลให้เสียความสมดุลในสรรพสัตว์เหล่านั้น การดำรงชีวิตอยู่ของสรรพสัตว์เหล่านั้นก็จบลง ระบบสั่งการต่างๆนั้นก็หายไป แต่อีกหลายล้านปีต่อมา ระบบสั่งการซึ่งเคยทำหน้าที่เพียงเพื่อควบคุมเซลต่างๆให้ทำงานเพียงเพื่อการดำรงชีพและการขยายเผ่าพันธุ์ก็ได้สร้างหน่วยความจำขึ้นมาเพื่อการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์ต่างๆ ที่เหล่าสรรพสัตว์ได้สัมผัสทั้งทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมีการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในรูปของรหัสสัญญาณกระแสไฟฟ้าภายในสมอง แต่เมื่อสรรพสัตว์เหล่านั้นตายลงตามสภาพแล้ว หน่วยความจำชั่วคราวเหล่านั้นก็หมดสภาพไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายล้านปี ระบบสั่งการที่มีหน้าที่เพียงเพื่อควบคุมสั่งการและจดจำนั้น กลับมีการเก็บสะสมอารมณ์และเกิดกิเลสต่างๆ ในขณะที่ร่างกายยังคงมีชีวิต การสะสมกิเลสเข้าไปทำให้เกิดความปรุงแต่งเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่กลายเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง จากระบบสั่งการที่เคยดับไปเมื่อสัตว์นั้นตายลงก็พัฒนากลายเป็นระบบสั่งการที่เป็นพลังงานที่ไม่ดับสูญและเก็บความจำได้ไม่จำกัด เพราะระบบสั่งการไม่ใช่เซลจึงไม่มีวันสิ้นสภาพ ทำให้เริ่มจากเมื่อมีการเกิดของสัตว์เหล่านั้น ระบบสั่งการหรือพลังงานนั้นก็จะเกิดมีขึ้น แต่ว่าไม่ดับไปเมื่อสัตว์เหล่านั้นตายลงเพราะกลายเป็นพลังงานอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่สสารที่มีวันเสื่อมสภาพ พลังงานดังกล่าวเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่ยังคงมีอยู่และคอยเข้าครอบครองสัตว์ที่ผ่านการปฏิสนธิและกำลังจะเกิดขึ้น เป็นพลังงานที่มีความเป็นอมตะเป็นนิรันดร์ จนกว่าจะถึงรอบหนึ่งแห่งวัฏฏะการหมุนเวียนของอายุขัยจักรวาลในกัปหนึ่งๆ อาจเรียกพลังงานนี้อีกอย่างหนึ่งว่าดวงจิต ในสรรพสัตว์แต่ละชีวิตจะมีดวงจิตคอยควบคุมสั่งการและจดจำสัมผัสต่างๆของสัตว์นั้น ดวงจิตจึงเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่ไม่มีวันดับสูญแม้ร่างสังขารของสัตว์เหล่านั้นตายลงไป

ในกระบวนการกำเนิดสิ่งมีชีวิตนี้ เหล่าสรรพสัตว์ต่างๆได้พัฒนาเผ่าพันธุ์ของตนมาตลอด ในอีกหลายล้านปีต่อมา สรรพสัตว์เหล่านั้นก็มีการพัฒนาเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันตามสภาพของเซลล์ที่เข้ามาประกอบ สัตว์บางชนิดก็สร้างโครงสร้างร่างกายให้สูงใหญ่แต่ก็ไม่ได้สร้างระบบการกินอาหารให้สมดุลกัน บางตัวก็สร้างระบบการกินอาหารสมบูรณ์แต่ก็สร้างระบบการหาอาหารไม่สมบูรณ์ สัตว์ทุกชนิดจึงมีความแตกต่างกัน บ้างก็เป็นสัตว์ที่อยู่บนบก บ้างอยู่ในน้ำ บ้างอยู่ในอากาศ บ้างก็มีลำตัวขนานกับพื้นดวงดาว บ้างก็มีลำตัวตั้งฉากกับพื้นดวงดาว แต่ดวงจิตที่เป็นพลังงานยังมีความยึดมั่นในความมีตัวตนซึ่งอยู่ในตัวของสรรพสัตว์เหล่านั้นก็มิได้สูญหายไปไหน ยังคงมีการวนเวียนอยู่ในร่างสังขารของสรรพสัตว์ต่างๆ ไม่จบสิ้น จากสังขารนั้นมาสังขารนี้และไปสังขารต่อๆไปไม่สิ้นสุด ในบรรดาสรรพสัตว์ที่มีทั้งหมดบนดาวดวงนี้ยังมีสัตว์ที่มีระบบสั่งการดีกว่าบรรดาสัตว์อื่นๆบนดวงดาวที่เรียกว่ามนุษย์ ซึ่งมนุษย์นี้เองที่ต้องใช้พลังกิเลสทำให้เกิดมีอารยธรรมขึ้น และบนดาวดวงนี้สรรพสัตว์ต่างๆ จึงมีดวงจิตควบคุมร่างกายในการดำรงชีพและขยายเผ่าพันธุ์ ทำให้มีการจดจำและการสะสมความนึกคิดที่มีพลังกิเลสไปเป็นอารมณ์ความรู้สึกต่างๆไว้ในหน่วยความจำนี้ไม่มีที่สิ้นสุด มีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีปะปนกันอยู่ และความจำทั้งหมดนี้ได้มีกิเลสปะปนสะสมมาตลอดเวลาแห่งการเกิดการดับมากขึ้นหรือน้อยลงต่างกันไป กิเลสที่ฝังอยู่ในความจดจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ก็คือ อุปนิสัยที่ดวงจิตมีติดมาและสะสมใหม่ตลอดเวลาของการเกิดดับนั้น ในดวงจิตที่มีกิเลสติดตามมาอยู่ตลอดเวลานี้เป็นปัจจัยทำให้เกิดความต้องการที่จะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ดวงจิตจึงไม่ยอมที่จะดับสูญไป และยังสร้างชุดคำสั่งต้นแบบของระบบการสั่งการไว้ประจำตัว หรือเรียกว่า อาทิสมานกายขึ้นตามติดดวงจิตนั้นไป ไม่ว่าดวงจิตนั้นจะไปอยู่ในสังขารใดก็จะมีรูปแบบการสั่งการหรืออุปนิสัยตามต้นแบบที่ได้เคยสร้างไว้ และทั้งหมดนั้นเป็นกระบวนการพัฒนาสิ่งมีชีวิตบนดาวสัมมามิจฉา อันไกลโพ้นห่างจากโลกของเราหลายล้านปีแสง 

ณ กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ บนดาวสัมมามิจฉา ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงเวลาปัจจุบันบนโลกของเรา กระแสพลังสติปะทะกับกระแสพลังกิเลสอยู่ที่บริเวณกลางมหาสมุทรและสลายตัวไปในบริเวณนั้นมานานกว่าพันปีแล้ว ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการยุติลง กระแสพลังจิตทั้งสองเกิดจากฝ่ายสัมมาและฝ่ายมิจฉาที่ต่อสู้กันมาเป็นระยะเวลายาวนาน จุดปะทะขยับไปทางฝ่ายสัมมาบ้าง ขยับไปทางฝ่ายมิจฉาบ้าง แล้วแต่ว่ากำลังของฝ่ายใดจะถดถอยลงหรือฝ่ายใดจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังไม่เคยมีฝ่ายใดที่เพลี้ยงพล้ำให้แก่กันเลย แต่ดาวดวงนี้ยังไม่เคยมีปรากฏการณ์คลื่นพลังกิเลสลอยผ่านอวกาศเข้ามาใกล้พื้นผิวเลย จนกระทั่งปัจจุบัน

ณ ประเทศมิจฉา เมืองหลวงชื่อ โมหะนคร มีประชากรจำนวนกว่าสองพันล้านคน ไม่มีศาสนา ยึดถือความสำเร็จเป็นเป้าหมายชีวิต ปรัชญาการดำรงชีวิตคือ ความสำเร็จในชีวิตต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ทุกวิถีทาง และทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเพื่อให้ตนเกิดความสำเร็จตามความต้องการเท่านั้น ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ยกย่องความมั่งคั่ง มีการพัฒนาในด้านต่างๆรวมถึงเทคโนโลยีทางด้านอวกาศ วิถีชีวิตของชาวมิจฉานั้นทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำงานแข่งขันกัน โดยไม่เลือกวิธีการว่าจะมาด้วยการแย่งชิง หรือด้วยการคดโกง โดยไม่ต้องมีความเมตตาต่อกัน ใครมีความเมตตาเกิดขึ้นก็จะถูกหาว่าเป็นคนโง่เขลาที่ให้ผู้อื่นหลอกลวงให้เกิดความสงสารได้ ในสังคมจึงมีความวุ่นวายอยู่ทุกเสมอๆ เพราะทุกคนกระทำทุกอย่างที่ตนจะทำได้เพียงแค่ไม่ผิดกฎหมายหรือกฎหมายไม่เห็นหรือออกกฎหมายเพื่อตนก็เพียงพอ ทุกลมหายใจของชาวมิจฉามีแต่พลังกิเลสที่เป็นพลังดึงดูดของอิเลคตรอนกับนิวเครียสในโมเลกุลของมวลกายของชาวมิจฉา ผู้นำประเทศ คือ พล.อ.ทมิฬ ผู้กระทำรัฐประหารคนล่าสุด 

เมื่อสิบปีก่อน ณ กรุงโมหะนคร “ผมทนเห็นการปกครองที่ปราศจากความยุติธรรมมานานพอแล้ว การทำรัฐประหารในครั้งนี้ผมทำเพื่อชาติ เพื่อพี่น้องชาวมิจฉาทุกคน และเมื่อผมสะสางงานเรียบร้อยแล้ว ผมก็พร้อมจะคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไป ด้วยความปรารถนาดี พล.อ. ทมิฬ” หลังจากจบการอ่านคำแถลงการณ์ของโฆษกกองทัพซึ่งทำการอ่านข้อความที่ประกาศเจตนารมณ์ในการทำรัฐประหารของพล.อ.ทมิฬ ผู้ทำรัฐประหารแล้ว ประเทศมิจฉาก็เข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน ประชาชนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคณะรัฐประหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนนั้นจุดปะทะของพลังสติกับพลังกิเลสได้เคยเคลื่อนที่เข้าประชิดเขตประเทศมิจฉาจนเกือบจะทะลุเข้าไปในประเทศมิจฉาแล้ว แต่หลังจากมีการทำรัฐประหารแล้ว พล.อ.ทมิฬได้สั่งเพิ่มกำลังพลนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิขึ้นมาอีกสามเท่าตัว ทำให้จุดปะทะเคลื่อนกลับออกมายังจุดเดิมอีก พล.อ.ทมิฬ หลังจากได้เป็นผู้นำประเทศแล้วก็เร่งสร้างสมอาวุธทุกชนิดรวมถึงอาวุธที่จะใช้ในการเพิ่มพลังกิเลสให้กับชาวโลกด้วยมิจฉาทิฏฐิของตน

ในวัยเด็ก ด.ช.ทมิฬ เกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย หลังจากเรียนจบโรงเรียนนายร้อยแล้ว เขายังได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยกิเลสา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิ ทมิฬฝึกปฏิบัติมิจฉาสมาธิได้อย่างไม่มีใครบนดวงดาวสามารถทำได้อย่างเขา เขาได้รางวัลมากมายจากมหาวิทยาลัยในการพัฒนามิจฉาสมาธิ อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย กำหนดเป้าหมายเพียงเพื่อให้เกิดความเจริญทางด้านวัตถุ การแข่งขันกันเพื่อให้เกิดแนวความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ ในทางปรัชญาก็มีแนวความคิดในเรื่องการผลิตพลังกิเลส เพราะตามแนวคิดนี้เห็นว่า มนุษย์ต้องมีกิเลสมีความต้องการเพื่อสนองตอบความสุขของตน แนวความคิดของเขาจึงได้รับการซึมซับแต่เรื่องการหาวิธีการที่จะเพิ่มกิเลสในตัวมนุษย์เพื่อให้มีการสะสม การยึดมั่น การหวงแหน การไขว่คว้ามาซึ่งทรัพย์สมบัติความมั่งคั่งใส่ตัวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับแนวทางนี้ ดังนั้นมิจฉาทิฏฐิในตัวเขาจึงแรงกล้าและไม่สามารถที่จะถอดถอนกิเลสออกจากใจของเขาได้ง่ายๆ เขาฝึกปฏิบัติสมาธิโดยใช้โลภะเป็นตัวตั้ง แล้วใช้โทสะเป็นแรงผลักดันให้เกิดพลังกิเลสขึ้น ในที่สุดโมหะที่แรงกล้าก็ฝังลึกอยู่ในดวงจิตของเขา 

หลังจากเขาทำรัฐประหารสำเร็จ เขาก็ตั้งตนเป็นประธานาธิบดี และได้ระดมทรัพยากรของชาติทุกอย่างมาเพื่อการสร้างอาวุธและพลังกิเลสเพื่อต่อสู้กับฝ่ายสัมมา โดยหวังว่าหากชนะฝ่ายสัมมาได้ เขาก็จะได้ครอบครองโลกใบนี้ ตามแผนการของเขาต้องการให้ออกซิเจนในโลกมีพลังกิเลสเป็นแรงขับเคลื่อนอิเลคตรอนให้เป็นร้อยเปอร์เซนต์ซึ่งออกซิเจนทั้งยี่สิบเปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศมีพลังกิเลสที่เข้าไปแทรกอยู่แล้วเพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และเขายังต้องการขจัดพลังสติที่ประชาชนฝ่ายสัมมาใช้กดทับพลังกิเลสอยู่ออกให้หมด เพื่อให้ประชาชนฝ่ายสัมมามีกิเลสและเกิดโมหะและบูชาวัตถุนิยม หากมีผู้ใดที่ขัดขืนก็จะสังหารทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นขวากหนามของตน เขาเคยคิดที่จะสร้างนิมิตเป็นฐานยิงพลังกิเลสเพิ่มเป็นฐานยิงที่สองแต่ไม่สำเร็จ เพราะหากสร้างฐานยิงที่สองแล้วเขาก็กลัวว่าพลังกิเลสที่ใช้ต้านพลังสติอยู่ในฐานยิงที่หนึ่งก็ต้องอ่อนกำลังลงและทำให้กระแสพลังสติเข้ามาถึงประเทศมิจฉาได้

หลายปีก่อน ณ ห้องทำงานของพล.อ.ทมิฬ “คุณจ่ายแค่นี้แล้วคิดจะบัญชาการยานอวกาศมิจฉาวี มันคุ้มไม๊ ไม่ใช่คุ้มคุณนะ มันคุ้มผมไม๊” พล.อ.ทมิฬ พูดเตือน พล.อ.ยศศักดิ์ หลังจากพล.อ.ยศศักดิ์ เสนอเงินซื้อตำแหน่งกัปตันยานมิจฉาวี ซึ่งเป็นยานอวกาศกู้ชีพที่ประเทศมิจฉาสร้างขึ้นไว้สำหรับใช้ในการศึกสงครามหากเกิดกรณีที่ประเทศสัมมาบุกเข้ามายึดประเทศมิจฉา แต่โดยความเป็นจริงทุกคนในกองทัพต่างรู้ดีว่าประเทศสัมมา คงไม่กระทำการเช่นนั้นแน่ เพราะประเทศสัมมานั้นมีเป้าหมายที่มีคุณธรรมมากกว่านั้นมาก “ผมทุ่มหมดตัวแล้วครับท่าน คือผมเห็นว่ามันเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานนี้ครับ” พล.อ.ยศศักดิ์ตอบเชิงขอความเห็นใจ ซึ่งจริงๆ แล้วจำนวนเงินที่เขาเสนอให้พล.อ.ทมิฬนั้นมันมากพออยู่แล้ว แต่ทมิฬมีความโลภเป็นนิสัยอยู่ จึงหยั่งเชิงเผื่อจะได้มากกว่านี้เท่านั้น เขาจึงพูดตัดบทขึ้นว่า “โอเค ถือว่าคุณติดผมอยู่ก็แล้วกัน เดี๋ยวผมเซ็นต์ให้” หลังจากนั้นพล.อ.ยศศักดิ์ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันยานอวกาศมิจฉาวีตามที่ตนปรารถนา

เวลาปัจจุบัน ณ ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังกิเลส ฝ่ายมิจฉา หลังจาก พล.อ.ทมิฬ ปฏิบัติมิจฉาสมาธิ เข้าภวังค์แล้วก็เข้าสู่ห้องบัญชาการแล้ว “ตอนนี้พลังสติของฝ่ายสัมมาเพิ่มเป็นหนึ่งพันล้านแล้วครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน พล.อ.ทมิฬ จึงสั่งให้เพิ่มกำลังสำรองเข้าไป “เพิ่มพลังกิเลสอีกสองหมื่นจะได้สูสีกัน เรากำลังรอพลังกิเลสเสริมจากอวกาศอยู่ หน่วยสำรวจค้นหาพลังกิเลสรายงานด้วย” เจ้าหน้าที่หน่วยสำรวจค้นหาพลังกิเลสในอวกาศรีบรายงานทันที “ในระยะประมาณหนึ่งพันแปดสิบล้านกิโลเมตร มีพลังกิเลสที่มี โลภะ 50.7245โทสะ 40.2697% โมหะ 9.0058% เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 30,000,000 KmHr ขนาดพื้นที่ 1,500,000 ตารางกิโลเมตร จะเข้าสู่จุดดึงดูดโลกภายใน 10 วันครับ” พล.อ.ทมิฬ จึงบัญชาการไปว่า “สแตนด์บายเครื่องดูดพลังไว้” จากนั้นพล.อ.ทมิฬก็ออกจากภวังค์ดึงความรู้สึกกลับเข้ามาสู่ห้องทำงานของเขา ซึ่งด้านหน้าของเขาเป็นจอเลเซอร์ที่มีไอคอนมากมายบรรจุอยู่ที่หน้าจอนั้น แล้วเขาก็ใช้นิ้วคลิกที่รูปโรบ๊อท ก็ปรากฏตัวเลขขึ้นมา 99เขาก็ยิ้มออกมาทันที แล้วจากนั้นก็มีโทรภาพสามมิติเข้ามาทางด้านซ้ายมือของเขา ผู้นั้นคือ พล.ท.อวิชชา พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ผมพล.ท.อวิชชา สังกัดหน่วยพัฒนาหุ่นยนต์พลังจิตขอรายงานความคืบหน้าแผนยุทธการหุ่นยนต์ครับ” จากนั้นพล.อ.ทมิฬจึงสั่งว่า “ว่ามา” แล้วพล.ท.อวิชชาซึ่งอยู่ในโทรภาพสามมิติก็รายงานต่อ “ขนาดนี้หุ่นยนต์พลังจิตทั้งหมดได้ผ่านการทดสอบในสนามทดสอบแล้วและพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้วครับ” พล.อ.ทมิฬ ผู้ให้กำเนิดโครงการสร้างหุ่นยนต์พลังจิตขึ้นเนื่องจากว่าการส่งกำลังทหารและอาวุธเพื่อบุกเข้าไปในประเทศสัมมานั้นล้มเหลวตลอด เพราะประเทศสัมมามีนักปฏิบัติสัมมาสมาธิที่สามารถใช้พลังสะกดจิตกองกำลังของฝ่ายมิจฉาได้นั่นเอง ทำให้กองกำลังทหารที่ถูกส่งไปต้องถอนกำลังกลับมาทุกครั้ง เขาจึงเกิดแนวคิดในการที่จะใช้หุ่นยนต์ซึ่งควบคุมด้วยพลังจิตของเหล่านักปฏิบัติมิจฉาสมาธิเข้าไปเพื่อทำลายระบบป้องกันของฝ่ายสัมมา หุ่นยนต์พลังจิตเป็นหุ่นที่มีความสูงสามสิบเมตร มีลักษณะโครงสร้างเหมือนมนุษย์ทุกประการแต่ไม่มีใบหน้า ที่ปลายแขนทั้งสองข้างมีมือที่มีนิ้วเพียงสามนิ้วโดยนิ้วที่หนึ่งกับนิ้วที่สามใช้สำหรับการหยิบจับ ส่วนนิ้วที่สองที่ปลายนิ้วเป็นรูเพื่อใช้ยิงแสงเลเซอร์ บริเวณท้องสามารถเปิดออกเพื่อยิงจรวด Missile ได้ และเป้าหมายของทมิฬนั้นต้องการให้หุ่นยนต์พลังจิตของเขาเข้าไปทำลายและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวสัมมาให้หมดสิ้นไปจากดาวดวงนี้เพื่อให้ทั้งโลกมีแต่ชาวมิจฉาเท่านั้น หุ่นยนต์พลังจิตแต่ละตัวจะถูกควบคุมโดยนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิสองคน โดยนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิคนที่หนึ่งจะนั่งสมาธิเข้าภวังค์แล้วส่งกระแสจิตเข้าควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นแต่ละตัวในระยะไกล ส่วนอีกคนก็นั่งสมาธิแล้วส่งกระแสจิตไปเป็นพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหว และหลังจากจบการรายงานแล้ว พล.อ.ทมิฬ จึงสั่งการทันที “ส่งกองกำลังหุ่นยนต์ทั้งหมดเข้าประชิดชายแดน รอคำสั่ง” พล.ท.อวิชชาก็รับคำสั่ง “รับทราบครับ” แล้วโทรภาพสามมิติก็ดับไป แล้วพล.อ.ทมิฬก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

ณ ประเทศสัมมา เมืองหลวงชื่อ ปัญญานคร มีประชากรจำนวนกว่าสองพันล้านคน ไม่มีศาสนา มีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือการหาหนทางสร้างความสุขให้กับมนุษย์ด้วยการหาทางขจัดความทุกข์ในการดำเนินชีวิตของประชาชน และมีการศึกษาในเรื่องการบรรลุความจริงแห่งชีวิตว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร ปรัชญาการดำรงชีวิตคือ มีเป้าหมายเพื่อค้นหาความจริงแห่งการกำเนิดของชีวิตให้ได้ เพื่อหาทางสร้างความสุขให้ประชาชน และในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาทางด้านวัตถุเช่นเดียวกัน แต่เป็นไปเพื่อการสร้างความสุขมากกว่าความต้องการระรานผู้อื่น ยึดถือความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต สังคมและความเป็นอยู่จึงมีแต่การถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างจริงใจไม่มีการเสแสร้ง มีความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และเกิดความยินดีกับผู้ที่มีความสุขด้วย ผู้นำประเทศ คือ ท่านประธานาธิบดีขันติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนล่าสุด

 ณ ศูนย์บัญชาการเครื่องยิงกระแสพลังสติฝ่ายสัมมา หลังจาก พล.อ.อนาคา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นั่งสมาธิเข้าภวังค์และก็เข้ามาสู่ห้องบัญชาการแล้วจึงพูดขึ้นว่า “เจ้าหน้าที่ช่วยรายงานสถานการณ์ให้ผมทราบด้วย” พล.อ.อนาคา พูดขึ้น “พบว่ามีพลังกิเลสอยู่ห่างออกไปหนึ่งพันแปดสิบล้านกิโลเมตรครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน พล.อ.อนาคาได้แต่นึกในใจพร้อมกับพูดว่า “นี่แหละคือข้อด้อยของพลังสติ เราไม่มีพลังสติที่จะคอยเสริมให้กับเรา เพราะพลังสติต้องเกิดจากการใช้ดวงจิตที่มีสติอยู่ แล้วทำสมาธิเพื่อให้เกิดสติเพิ่มขึ้นมาได้เท่านั้น ถ้าพลังกิเลสตัวนี้ถูกดูดเข้ามาได้ การต่อสู้นับพันปีที่ผ่านมาคงจะจบแค่นี้แน่” และเมื่อเขารับทราบสถานการณ์ในด้านการต่อสู้กันด้วยพลังจิตแล้ว พล.อ.อนาคาจึงออกจากภวังค์มา จากนั้นเขาก็เดินจากห้องนั่งสมาธิเข้าไปยังห้องทำงานของเขาแล้วติดต่อไปยังฝ่ายทหารที่รักษาการบริเวณชายแดนเพื่อรับรายงานข้อมูลสถานการณ์บริเวณชายแดนโดยสไลด์นิ้วบนจอเลเซอร์ตรงหน้าไปทางด้านขวา แล้วคลิกที่ไอคอนรูปแผนที่ ทันใดนั้นโทรภาพสามมิติก็ปรากฏขึ้นทางด้านขวา ผู้นั้นคือ พล.ท.สงบ รองผู้บัญชาการทหารพร้อมกับเสียงรายงานทันที “จากภาพดาวเทียมปรากฏกองกำลังทหารเคลื่อนที่เข้ามาทางชายแดนด้านตะวันตกครับ เมื่อขยายภาพดูแล้ว ปรากฏว่าเป็นหุ่นยนต์ครับ ผมให้หน่วยสอดแนมส่งอาทิสมานกายเข้าไปสำรวจกองกำลังทหารดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นหุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วยพลังจิตครับ การจะสะกดจิตเหมือนทุกครั้งไม่น่าจะทำได้แน่ ขนาดของกองกำลังนี้เท่าที่ประเมินในขั้นต้นไม่ต่ำกว่าห้าแสนนายครับ และจะเข้าประชิดชายแดนไม่เกิน24ชั่วโมงครับ ผมขอคำสั่งด้วยครับ” พล.อ.อนาคา เริ่มรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที ศึกด้านหนึ่งเป็นคลื่นพลังกิเลสที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ฝ่ายมิจฉาในด้านพลังจิต ส่วนอีกด้านเป็นกองทัพหุ่นยนต์ขนาดมหึมากำลังจะเข้ามาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวสัมมา เขาจึงตอบไปว่า “ผมจะขอประชุมฉุกเฉินกับท่านประธานาธิบดีก่อนแล้วจะติดต่อไป” แล้วพล.ท.สงบก็รับคำสั่ง “รับทราบครับ” 

ภายในห้องประชุมกองทัพ ท่านประธานาธิบดีขันติผู้เป็นประธานในที่ประชุมกล่าวขึ้นมาก่อน “ท่านอนาคา ท่านมีแผนรับมือไว้ยังไง” พล.อ.อนาคาจึงพูดขึ้นว่า “กองกำลังหุ่นยนต์ที่เคลื่อนมานั้น เราไม่สามารถสะกดจิตให้ถอนกำลังกลับไปได้ครับ เราต้องส่งกระแสพลังสติเข้าไปในประเทศมิจฉาให้ได้เพื่อสะกดจิตเหล่านักปฏิบัติมิจฉาสมาธิให้พวกเขาบังคับให้หุ่นยนต์ของพวกเขาถอนกำลังไป แต่ปัญหาตอนนี้คือกระแสพลังสติกับกระแสพลังกิเลสในนิมิตที่ยังยันกันอยู่กว่าพันปีแล้วนั้นทำให้เราไม่สามารถส่งกระแสพลังสติเข้าไปในประเทศมิจฉาได้ และยังมีข่าวร้ายอีกว่าในอวกาศมีคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมากำลังรอที่จะลงมาสัมผัสกับชั้นบรรยากาศของโลกเป็นตัวหนุนให้กับฝ่ายมิจฉาอีก ถึงเวลาที่เราต้องทุ่มกำลังกระแสพลังสติให้เด็ดขาดแล้วครับ” ประธานาธิบดีขันตินั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เหมือนกับผมจะรู้จิตใจของทมิฬนะ ก่อนที่เขาจะส่งทหารมาครั้งแรก ผมก็รู้ก่อนแล้ว ผมก็คิดว่าทำไมเขาไม่ใช้หุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วยพลังจิตจากระยะไกลมาโจมตีเรา แต่ก็เหมือนกับทมิฬก็รู้จิตใจของผมเขาจึงไปพัฒนาหุ่นยนต์พวกนี้มา ถึงเวลาแล้วซินะ เมื่อไม่มีทางเลือกแล้วผมคงต้องออกแถลงการณ์ให้ประชาชนทราบและขอให้ทุกคนร่วมใจกันซะที”

ณ ศูนย์แถลงข่าวทำเนียบประธานาธิบดี หลังจากประธานาธิบดีได้รับรายงานสถานการณ์และปรึกษากับพล.อ. อนาคาแล้ว ก็เตรียมออกแถลงการณ์ให้ประชาชนในประเทศสัมมารับทราบ โดยใช้การถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศสัมมา โฆษกของท่านประธานาธิบดีกล่าวขึ้น “ขอเชิญท่านประธานาธิบดีขันติ ขึ้นกล่าวปราศรัยครับ” จากนั้นทุกสำนักข่าวก็อยู่ในความเงียบ

“การต่อสู้อันยาวนานกว่าพันปีที่ผ่านมานี้ พวกเราพยายามต่อสู้มิให้พลังกิเลสเข้ามาครอบงำดวงจิตของเรา ที่ผ่านมาบรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้กับพลังกิเลสมาอย่างไม่คิดชีวิต และพวกเราได้รับภาระนั้นต่อมา ตามรายงานล่าสุดฝ่ายมิจฉาได้ส่งกองกำลังหุ่นยนต์ที่เราไม่สามารถจะสะกดจิตพวกมันได้ และยังมีคลื่นพลังกิเลสในอวกาศกำลังจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกในเวลาอันไม่นานซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราไม่อาจยับยั้งมันได้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนชาวสัมมนกลัวไม่ใช่หุ่นยนต์พวกนั้น แต่เป็นพลังกิเลสขนาดมหาศาลนี้ที่จะทำให้เราชาวสัมมาต้องรับเอาพลังกิเลสเข้าแทรกในจิตใจอย่างแน่นอน และเราอาจจะต้องพ่ายแพ้ตกเป็นทาสให้กับกิเลสต่อไป ข้าพเจ้าไม่รู้สึกเสียใจหากต้องพ่ายแพ้ในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าดวงจิตของข้าพเจ้าจะจุติไปภพใด ณ ที่แห่งไหน ดวงจิตของข้าพเจ้าก็จะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกิเลสตัวใดเด็ดขาด บัดนี้กองกำลังประหารกิเลสของเรากำลังมีปัญหาที่จะต้องประสบกับคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาที่จะเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศโลกของเรา ฝ่ายมิจฉาต้องดึงมันเข้ามาเป็นกำลังเสริมอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าขอให้ผู้ที่รักความสุขสบายและไม่ใส่ใจในภัยอันใหญ่หลวงนี้ยอมรับพลังกิเลสนั้นต่อไป แต่สำหรับผู้ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับกิเลสเหมือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านได้มาร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับข้าพเจ้า เราจะพร้อมใจกันทำสมาธิส่งกระแสจิตเข้าเครื่องแปลงสัญญาณส่งไปยังศูนย์บัญชาการเครื่องยิงกระแสเพื่อต้านภัยในครั้งนี้ และเราจะให้ฝ่ายมิจฉาและให้ทั้งจักรวาลได้รู้ว่าไม่มีพลังกิเลสใดครอบงำดวงจิตของเราชาวสัมมาได้ ถึงเวลาแล้วข้าพเจ้าขอเชิญพี่น้องทุกท่านร่วมกันนั่งสมาธิต้านภัยนี้เถิด” เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วบริเวณศูนย์แถลงข่าว 

หลังจากนั้นประชาชนของประเทศสัมมาทุกคนก็พร้อมใจกันทั้งประเทศนั่งสมาธิแล้วส่งกระแสจิตผ่านเครื่องแปลงสัญญาณเข้าสู่ศูนย์บัญชาการเครื่องยิงพลังสติ กระแสจิตจากทั่วทุกสารทิศในประเทศสัมมาพุ่งตรงไปยังศูนย์บัญชาการเครื่องยิงพลังสติของกองกำลังประหารกิเลส กลายเป็นพลังสติความเข้มข้นสูง แล้วก็พุ่งเข้าไปยังจุดปะทะกลางมหาสมุทร ทำให้จุดปะทะเคลื่อนเข้าใกล้ฝ่ายมิจฉาไปเรื่อยๆ เป้าหมายของฝ่ายสัมมาคือต้องเคลียร์จุดปะทะที่มีมาเป็นพันปีนี้ให้หมดไปก่อน แล้วจึงจะสามารถสะกดจิตเหล่านักปฏิบัติมิจฉาสมาธิที่ควบคุมหุ่นยนต์เหล่านั้นให้บังคับหุ่นของตนถอนกำลังกลับไป จากนั้นจึงยิงกระแสพลังสติทำลายคลื่นพลังกิเลสในอวกาศที่กำลังเคลื่นเข้าใกล้ทุกขณะ

ณ ห้องปฏิบัติการเครื่องยิงพลังกิเลสของฝ่ายมิจฉา หลังจากพล.อ.ทมิฬ ปฏิบัติมิจฉาสมาธิเข้ามาแล้ว “ตอนนี้พลังสติของฝ่ายสัมมาดันจุดปะทะเข้าใกล้มาแล้วครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน พล.อ.ทมิฬ เห็นว่าถ้ากระแสพลังสติเข้ามาในประเทศมิจฉาได้ อำนาจการสะกดจิตของฝ่ายสัมมาก็จะเข้ามาทันที เขาจึงออกคำสั่ง “พักยุทธการหุ่นยนต์ก่อน แล้วรวมพลส่งกระแสจิตเข้าเครื่องยิงทันที” เจ้าหน้าที่ประสานงานก็รีบส่งคำสั่งไปยังเหล่านักปฏิบัติมิจฉาสมาธิที่ควบคุมหุ่นยนต์ซึ่งกำลังเคลื่อนพลเข้าประชิดชายแดนอยู่ให้ยุติไว้ก่อน แล้วเร่งส่งกระแสพลังกิเลสเข้ามายังศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงพลังกิเลสทันที กองกำลังหุ่นยนต์ทั้งหมดเมื่อไม่มีการควบคุมจึงหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว 

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่กระแสพลังสติปะทะกับกระแสพลังกิเลสแล้วดันกันอยู่กลางมหาสมุทร เพราะว่าครั้งนี้ฝ่ายสัมมามีพลังสติจากประชาชนกว่าสองพันล้านคนทั้งประเทศที่ร่วมใจกันยิงเข้ามา จึงเป็นพลังสติที่เข้มแข็งและมีความเข้มข้นสูง ซึ่งพลังกิเลสจากเครื่องยิงของฝ่ายมิจฉาไม่อาจต้านทานได้ ทำให้กระแสพลังสติทะลุทะลวงเข้ามาถึงศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงพลังกิเลสของฝ่ายมิจฉาได้ทำให้นิมิตที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงพลังกิเลสของฝ่ายมิจฉาดับสลายไป จากนั้นทหารนักปฏิบัติสัมมาสมาธิหน่วยสะกดจิตของฝ่ายสัมมาก็ส่งกระแสพลังจิตสะกดให้ทหารนักปฏิบัติสมาธิฝ่ายมิจฉาสั่งให้ทหารหุ่นยนต์พลังจิตของตนถอนกำลังกลับเข้าไปยังประเทศมิจฉา จะมีก็แต่พล.อ.ทมิฬ ผู้มีมิจฉาทิฏฐิเข้มข้น เป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทนต่อการสะกดจิตได้เนื่องจากระบบสั่งการของเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิที่แรงกล้ามาก ในระบบสั่งการของพล.อ.ทมิฬเป็นระบบสั่งการที่ไม่เหมือนใคร เพราะเขาได้รับการฝึกถึงขั้นโลภะ โทสะเต็มร้อย ดังนั้นโมหะของเขาจึงอยู่คนละฟากกับความเป็นจริง ซึ่งไม่มีพลังสติใดจะเข้าไปกดทับได้เลย ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าว เขาจึงพยายามหาทางหนีออกจากจุดที่อยู่เพื่อรอวันกลับมาอีกครั้ง เมื่อเขาทราบจากรายงานว่าสถานการณ์ของฝ่ายตนกำลังจะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายใช้พลังกิเลสต่อต้านอย่างเต็มที่ ส่วนตัวเองนั้นก็เตรียมหาช่องทางหลบหนี โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำยานกู้ชีพเตรียมยานกู้ชีพไว้ เพื่อเดินทางไปยังยานอวกาศมิจฉาวี ซึ่งเป็นยานกู้ชีพขนาดใหญ่เท่าเมือง ๆ หนึ่งที่โคจรรอบดาวสัมมามิจฉาอยู่ จากนั้น พล.อ.ทมิฬ ก็ออกภวังค์จากห้องบังคับการฐานยิงกระแสพลังกิเลสไป เพื่อเก็บสัมภาระส่วนตัวที่ทำเนียบประธานาธิบดี และเตรียมเดินทางลี้ภัยออกนอกอวกาศ แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากโทรภาพเข้ามา ทมิฬจึงสั่งรับสาย ก็ปรากฏเป็นภาพของ พล.อ.ยศศักดิ์ “ผมจัดสถานที่เตรียมไว้พร้อมแล้วครับ ท่านประธานาธิบดี” พล.อ.ยศศักดิ์รายงานความพร้อมของสถานที่ที่จะรับทมิฬขึ้นไปอยู่บนยานมิจฉาวี ทมิฬจึงพูดขึ้น ว่า “ดีมาก เดี๋ยวอีกไม่เกินสามชั่วโมงผมน่าจะไปถึง ระหว่างนี้คุณคอยสังเกตสถานการณ์บนโลกไว้ก่อน อย่าเพิ่งทำอะไร”

และในที่สุดหลังจากมีการรวบรวมพลังสติจากประชาชนชาวสัมมาทุกคนเพื่อต้านภัยในครั้งนี้ และพลังสติที่ยิงจากฐานยิงในประเทศสัมมาได้ทะลุทะลวงเข้าสู่ประเทศมิจฉาแล้ว จึงมีการส่งกระแสพลังสติเข้าคลุมพลังกิเลสไว้ในทุกโมเลกุลของออกซิเจนในอากาศได้สำเร็จ และเมื่อมีการสะกดจิตนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิที่ควบคุมหุ่นยนต์พลังจิตให้ควบคุมทหารหุ่นยนต์พลังจิตของฝ่ายมิจฉาถอนกำลังกลับมา ประชาชนชาวมิจฉาซึ่งแต่เดิมมีแต่พลังกิเลสดึงดูดอิเลคตรอนกับนิวเครียสในโมเลกุลของสสารในแต่ละคนก็ถูกพลังสติเข้าเคลือบไว้ ทำให้เกิดมีการกดทับกิเลสไว้ได้ ชาวมิจฉาจึงลดกิเลสในตัวลงไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดพลังสติได้เข้าครอบคลุมพลังกิเลสและกดทับพลังกิเลสในชาวมิจฉาได้ทั้งหมด ซึ่งการนี้กว่าพลังสติจะแทรกเข้าไปในจิตใจของชาวมิจฉาได้หมดก็กินเวลาไปกว่า 7 วัน ทำให้เกิดกระแสความคิดล้มล้างเผด็จการขึ้นประชาชนชาวมิจฉาจำนวนมากได้ออกมาประท้วงขับไล่ พล.อ.ทมิฬ เพราะต้องการการเลือกตั้งที่ถูกต้อง เมื่อ พล.อ.ทมิฬ หายตัวลี้ภัยไปแล้ว รองประธาณาธิดีฝ่ายมิจฉาผู้รักษาการแทนได้มีการลงนามความร่วมมือกับประธานาธิบดีฝ่ายสัมมา และให้มีการรับเอาขั้นตอนการปฏิบัติสัมมาสมาธิเข้ามาเพื่อพัฒนาจิตใจของประชาชนชาวมิจฉา เพื่อให้ทั้งโลกอยู่ด้วยกันอย่างสงบต่อไป หลังจากพลังสติแทรกซึมเข้าไปในโมเลกุลของออกซิเจนบนโลกได้หมด 

ณ ทำเนียบประธานาธิบดีสัมมา “เขาไม่ได้อยู่บนโลกแล้วล่ะ เรารีบกำจัดคลื่นพลังกิเลสในอวกาศก่อนดีกว่า” ประธานาธิบดีขันติพูดกับพล.อ.อนาคา 

และแล้วคลื่นพลังกิเลสจากอวกาศก็เคลื่อนมาถึงพอดี ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงพลังสติจึงเปลี่ยนแนวยิงไปที่คลื่นพลังกิเลสดังกล่าว แล้วก็เริ่มทำลายพลังกิเลสที่กำลังจะเข้ามาในชั้นบรรยากาศของดวงดาว ทางด้านการสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดีทมิฬตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างฝ่ายสัมมาและมิจฉา ได้สอบสวนเอกสารต่างๆของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงได้พบข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบมากมาย ดังนั้นจึงได้มีการเร่งค้นหาตัว พล.อ.ทมิฬ เพื่อมาลงโทษ ซึ่งก่อนหน้านั้น ยานกู้ชีพของ พล.อ.ทมิฬ ได้ทะยานขึ้นสู่อวกาศและเข้าเทียบท่าบนยานมิจฉาวี ตามแผนการหนีของเขา และเขาต้องการลี้ภัยไปอยู่บนยานอวกาศมิจฉาวี ซึ่งเป็นยานที่มนุษย์สามารถอยู่บนนั้นได้ตลอดชีวิต ที่โคจรรอบดาวดวงนี้อยู่ แต่ว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนรายงานผู้บังคับบัญชาว่า “ไม่มีสัญญาณจากยานมิจฉาวีมาเจ็ดวันแล้วครับ” 

เมื่อเจ็ดวันก่อน บนยานอวกาศมิจฉาวี หลังจากยานกู้ชีพของ พล.อ.ทมิฬ เข้าเทียบท่ายานอวกาศมิจฉาวีแล้ว พล.อ.ทมิฬ ก็เดินเข้าห้องบังคับการบินของยานอวกาศมิจฉาวี จากนั้น พล.อ.ยศศักดิ์ กัปตันของยานอวกาศมิจฉาวีได้รายงานตัว “สวัสดีครับ ผมกัปตันยศศักดิ์ เป็นกัปตันยานอวกาศมิจฉาวี ขอรายงานว่าเหตุการณ์ปกติครับ” พล.อ.ทมิฬ ออกคำสั่งทันที “เตรียมจรวดนิวเคลียร์ไว้” พล.อ.ยศศักดิ์ ได้ยินดังนั้นจึงขอรายละเอียดคำสั่งกลับไปว่า “ไม่ทราบว่าท่านจะให้เตรียมโจมตีพิกัดเท่าไรครับ” พล.อ.ทมิฬ ต้องการที่จะทำลายหลักฐานต่างๆในประเทศมิจฉาก่อน เพราะหลักฐานการโกงกินของเขามีมากมายในแผ่นดินประเทศมิจฉา จึงสั่งให้ยิงจรวดนิวเคลียร์ไปยังโมหะนคร อันเป็นเมืองหลวงของประเทศมิจฉา “ยิงไปที่ โมหะนคร” พล.ท.ยศศักดิ์ ได้ฟังดังนั้นจึงรีบถาม “ท่านสั่งผิดไปหรือเปล่าครับ นั่นมันเมืองหลวงของเรานะครับ” พล.อ.ทมิฬ “คุณได้ยินชัดเจน ผมต้องเคลียร์ของเก่าให้หมดไปก่อน” พล.อ.ยศศักดิ์ “แต่ว่าพ่อแม่ลูกเมียญาติพี่น้องของท่านและพวกเราอยู่ที่นั่นนะครับ” พล.อ.ทมิฬ “ผมเป็นผู้บังคับบัญชา ผมมีอำนาจสั่ง ผมสั่งแล้วคุณต้องทำ ไม่ต้องมีเหตุผลอะไร ปฏิบัติเดี๋ยวนี้” พล.อ.ยศศักดิ์ “ท่านบ้าไปแล้ว ผมขอไม่ทำครับ และผมคิดว่าลูกเรือยานอวกาศมิจฉาวีทุกคนก็ไม่ทำครับ” พล.อ.ทมิฬ “ผมให้คุณมาบังคับการที่นี่ คุณอย่าลืมนะคุณติดผมอยู่ คุณจะขัดคำสั่งผมใช่ไม๊” จากนั้น พล.อ.ทมิฬก็ชักปืนเลเซอร์ข้างกายออกมาจ่อไปที่ พล.อ.ยศศักดิ์ “ผมสั่งให้คุณทำเดี๋ยวนี้” พล.อ.ยศศักดิ์ เห็นว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว พล.อ.ทมิฬ เหมือนลูกหมาตกน้ำที่เขาช่วยชีวิตไว้ บัดนี้กำลังจะใช้อำนาจที่เป็นแค่เงามาบังคับเขา เขาจึงพูดขึ้นว่า “ทมิฬ มึงหนีมาพึ่งกู แล้วมึงดูสภาพมึงตอนนี้ มึงยังคิดว่ามึงมีอำนาจอยู่เหรอ” พล.อ.ทมิฬ ได้ยินดังนั้นด้วยความโทสะไร้ความยั้งคิดจึงเหนี่ยวไกปืนทันที แสงเลเซอร์พุ่งออกจากปากกระบอกปืนทะลุศีรษะของ พล.อ.ยศศักดิ์ แต่ว่าลำแสงไม่หยุดแค่นั้นมันยังพุ่งตรงไปยังแผงควบคุมยานด้านหลัง พล.อ.ยศศักดิ์ ด้วย ทำให้แผงควบคุมเกิดการระเบิดขึ้น แล้วปฏิกิริยาการระเบิดแบบลูกโซ่ก็เกิดขึ้นไปทั่วทั้งยานอวกาศมิจฉาวีและลามไปถึงระเบิดนิวเคลียร์ที่มีอยู่บนยานดังกล่าว ทำให้ยานทั้งลำกลายเป็นผงฝุ่นอยู่ในอวกาศ ดวงจิตของทุกชีวิตบนยานอวกาศมิจฉาวี รวมทั้ง พล.อ.ทมิฬ ก็ล่องลอยออกไปในอวกาศ อย่างไม่มีจุดหมาย

 ณ โลกของเรา ระหว่างที่ชูเดชกำลังเดินทางกลับจากทำงานในวันหนึ่ง ลุงสอนเพื่อนบ้านได้ทักทายขึ้น “กลับแล้วเหรอ” ชูเดชจึงตอบกลับไป “ครับ” ลุงสอนจึงชวนคุยโดยพูดขึ้นอีกว่า “วันนี้เป็นไงบ้าง” ชูเดชจึงตอบ “ก็เรื่อย ๆ ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ” ลุงสอนจึงตอบ “เออ ไม่มีอะไร แค่อยากจะถามแกซักหน่อยว่าทำไมคนเราเวลาทำสมาธิต้องหลับตาวะ” ชูเดชจึงอธิบาย “อารมณ์และความนึกคิดเกิดจากประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งนั้น แล้วก็มีการปรุงแต่งไปสู่จิต ทำให้จิตมีอารมณ์และความนึกคิดต่างๆนาๆ ดังนั้นเวลาทำสมาธิเราต้องทำให้อารมณ์และความนึกคิดหมดไปให้มากที่สุด การเห็นเป็นประสาทสัมผัสที่ปิดได้ง่ายและดีที่สุดครับ” ลุงสอนพยักหน้ารับ แล้วชูเดชจึงอธิบายต่อ “ลุงน่าจะลองนั่งสมาธิดูมั่งนะครับ มันมีประโยชน์อย่างที่ผมเคยบอกลุงไปนั่นแหละ” แล้วลุงสอนก็ตอบแบบขอไปทีว่า “ลุงไม่ค่อยมีเวลาหรอก” แล้วชูเดชจึงพูดเผื่อให้ลุงสอนเปลี่ยนใจ “ไม่เป็นไรครับ ถ้าลุงมีเวลาพร้อมเมื่อไหร่ ผมยินดีให้คำแนะนำครับ” ลุงสอนจึงพูดตัดบทว่า “ขอบใจเอ็ง เดี๋ยวลุงเข้าบ้านก่อนนะ” ชูเดชจึงตอบ “ครับ ผมก็ต้องไปล่ะ” แล้วชูเดชก็เดินเข้าบ้านไป และนึกถึงคำของอาจารย์ว่า “คนบางคนยังไม่พร้อมกับเรื่องนี้”

10. หุ่นยนต์พลังจิต

จากเหตุการณ์บนดาวสัมมามิจฉา ประเทศมิจฉาเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านวัตถุซึ่งมีความเจริญถึงขั้นออกสู่อวกาศ มีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ อาวุธที่ทันสมัย แต่มีการพัฒนาจิตไปในทางมิจฉาสมาธิ มีการปฏิบัติสมาธิที่เป็นไปเพื่อการสร้างความเจริญทางด้านวัตถุโดยมีโลภะเป็นตัวนำ นักวิจัยฝ่ายมิจฉาได้วิจัยจนค้นพบว่า หากเติมพลังกิเลสเข้าไปในจิตแล้วจะทำให้มีความกระหายที่จะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแข่งขันกันแล้วจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศได้ ส่วนประเทศสัมมามีการพัฒนาทางด้านจิตใจ พยายามค้นหาวิธีการที่จะทำให้จิตนี้มีพลังจิตเพื่อค้นพบความสุขแห่งชีวิต ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักและแม้จะยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่นักวิจัยฝ่ายสัมมาได้วิจัยค้นพบวิธีการสะกดจิตได้ นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ไม่ว่าฝ่ายมิจฉาจะมีอาวุธมากมายเท่าไร ก็ไม่สามารถใช้กำลังทางทหารเข้ามายึดดินแดนทางฝ่ายสัมมาได้ เพราะเมื่อส่งกำลังทหารติดอาวุธเข้ามาในเขตประเทศสัมมาเมื่อไร ก็จะถูกพลังกระแสจิตสะกดจิตทหารเหล่านั้นทุกครั้ง และทุก ๆ ครั้งก็ถูกสะกดจิตให้ถอนทัพกลับไป การโจมตีด้วยจรวดหรือขีปนาวุธต่างๆ ก็ถูกกระแสพลังจิตที่ควบคุมวัตถุสิ่งของเข้าควบคุมวงจรคำสั่งในตัวจรวดนั้น แล้วสั่งให้ทำลายตัวเองก่อนที่จะเข้ามาในเขตประเทศสัมมาเสมอ และฝ่ายสัมมาก็ไม่เคยมีแนวความคิดที่จะบุกเข้าไปในฝ่ายมิจฉา เพราะถือว่าเป็นการเบียดเบียนซึ่งขัดต่อจิตใจที่มีแต่ความเมตตาและต้องการให้ฝ่ายมิจฉายอมรับโดยดีว่าพลังกิเลสที่พวกตนหลงบูชาอยู่นั้นเป็นพลังที่ทำให้เกิดแต่ความทุกข์ แต่พลังสติเป็นพลังที่ทำให้เกิดหนทางที่จะเห็นความจริงแห่งชีวิตซึ่งทำให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

แต่ทางฝ่ายมิจฉากลับเกิดความหวาดกลัวว่าวันใดวันหนึ่งฝ่ายสัมมาจะเข้ามาควบคุมจิตของฝ่ายตน จึงพยายามหาทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการยิงกระแสพลังกิเลสให้เข้าสู่เขตของประเทศสัมมา หรือการพยายามใช้กำลังทางทหารเพื่อที่จะกำจัดฝ่ายสัมมาให้ราบคาบก่อน ดังนั้นนับเป็นเวลามากกว่าพันปีบนดาวสัมมามิจฉานี้ จึงมีการต่อสู้กันด้วยพลังสติกับพลังกิเลสและไม่เคยยุติลงระหว่างนักปฏิบัติสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ ชั้นบรรยากาศของดวงดาวก็มีการสร้างเกราะพลังสติไว้ป้องกันไม่ให้มีคลื่นพลังกิเลสจากฝ่ายมิจฉาเข้ามาเจือปนกับออกซิเจนในอากาศได้ ซึ่งนั่นเป็นผลงานของนักวิจัยฝ่ายสัมมาที่ได้สร้างขึ้นมากว่าพันปีแล้ว มันทำหน้าที่ป้องกันมิให้ออกซิเจนที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศของดวงดาวมีพลังกิเลส โดยเมื่อออกซิเจนผ่านเข้ามาสู่เขตประเทศสัมมาเมื่อใด ก็จะถูกคลื่นพลังสติเข้าครอบคลุมพลังกิเลสไว้ทันที ทำให้มีการกดทับกิเลสไว้ได้ ซึ่งทางฝ่ายมิจฉาก็เคยมีความพยายามจะปล่อยคลื่นพลังกิเลสให้แทรกเข้าสู่ออกซิเจนในบรรยากาศของดวงดาวเช่นกัน แต่เมื่อไม่สำเร็จจึงยกเลิกโครงการนี้ไป แต่นักวิจัยฝ่ายมิจฉาได้ค้นพบว่า พลังกิเลสที่ถูกครอบด้วยพลังสตินั้นมีวันที่พลังสติจะอ่อนกำลังลงได้ ทำให้พลังกิเลสกลับมาเป็นแรงดึงดูดอิเลคตรอนกับนิวเครียสได้ใหม่อีกครั้ง ดังนั้นฝ่ายมิจฉาจึงใช้วิธียิงกระแสพลังกิเลสเข้มข้นเข้ามาตลอดเวลาและด้วยการยิงกระแสพลังจิตของฝ่ายมิจฉาเข้ามาตลอดเวลานี้ เครื่องยิงกระแสพลังจิตของทั้งสองฝ่ายจึงไม่เคยที่จะหยุดทำงานเลยมากว่าพันปี 

หลังจากชัยชนะของฝ่ายสัมมา การพัฒนาทางด้านสัมมาสมาธิขนานใหญ่ให้แก่ชาวมิจฉา เพื่อให้ชาวมิจฉาลดละพลังกิเลสที่มีอยู่ในโมเลกุลของมวลสสารในกายของชาวมิจฉาก็เริ่มขึ้น และจากการนี้ทำให้ทีมงานวิจัยของฝ่ายสัมมาจำเป็นต้องมีการตรวจสอบหน่วยงานต่างๆที่เคยทำงานรับใช้ พล.อ.ทมิฬ จนได้ค้นพบโครงการสร้างหุ่นยนต์พลังจิต ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้พลังจิตในการขับเคลื่อนและสั่งการ ทำให้ฝ่ายสัมมาไม่สามารถใช้พลังจิตสะกดจิตหุ่นยนต์เหล่านี้ได้ เพราะเป็นหุ่นยนต์ที่บังคับและควบคุมโดยมนุษย์ที่มีพลังจิตและได้รับการฝึกมิจฉาสมาธิมาอย่างดี ซึ่งตามโครงการนั้น พล.อ.ทมิฬ ต้องการที่จะส่งพวกมันเข้าไปในเขตสัมมาเพื่อปฏิบัติการยึดพื้นที่และสังหารชาวสัมมาให้หมดสิ้น ซึ่งหากโครงการนี้สำเร็จย่อมเป็นภัยต่อฝ่ายสัมมาและเป็นภัยต่อมนุษยชาติบนดาวดวงนี้อย่างแน่นอน เพราะมิจฉาสมาธินั้นเต็มไปด้วยความคิดความเชื่อที่ผิดๆ ไม่มีคุณธรรมนำจิตใจ นำมาซึ่งความวุ่นวายไม่สิ้นสุด 

ณ โกดังเก็บหุ่นยนต์พลังจิต มีลักษณะคล้ายโกดังเก็บเครื่องบินแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก สร้างเรียงกันเป็นแถวยาวกว่าห้าหมื่นแถว แต่ละแถวมีโกดังลักษณะนี้สิบแถว ภายในแต่ละโกดังก็แบ่งเป็นแผนกบำรุง แผนกซ่อม แผนกเก็บ ซึ่งเรียงกันมาตั้งแต่บริเวณด้านหลังสุดของโกดัง จนมาถึงช่วงกึ่งกลางของโกดังจึงเริ่มเป็นช่องสำหรับเก็บหุ่นยนต์ที่ผ่านกระบวนการบำรุงรักษาแล้ว โดยมีการเก็บหุ่นยนต์พลังจิตตามช่องไว้ช่องละหนึ่งตัว ช่องเก็บหุ่นยนต์มีความกว้าง 20 เมตร และสูง 120 เมตร หุ่นยนต์ทุกตัวมีความสูงประมาณ 30 เมตร ทั้งสองแขนติดอาวุธปืนยิงจรวดทำลายล้าง และจากการสำรวจจำนวนหุ่นยนต์ทั้งหมดเมื่อมีการนำกลับมาเก็บไว้หลังจากฝ่ายสัมมาสามารถถอนกำลังหุ่นยนต์เหล่านี้กลับมายังประเทศมิจฉาแล้ว ก็ปรากฏว่ามีช่องเก็บหุ่นยนต์ในโกดังแห่งหนึ่ง ซึ่งมีช่องหนึ่งที่ไม่มีหุ่นยนต์อยู่ เป็นช่องที่ว่างเปล่า เมื่อสอบถามไปยังนายทหารที่ดูแลโกดังแห่งนั้นก็ได้ทราบว่าตัวที่หายไปนั้นเป็นตัวที่ พล.อ.ทมิฬ ควบคุมอยู่

ณ ศูนย์บัญชาการกองทัพฝ่ายสัมมา “คุณรู้ใช่ไม๊ว่า คุณอาจไม่ได้กลับมา” ท่านประธานาธิบดีขันติพูดเตือนสติ พล.อ.อนาคา ซึ่งต้องการจะตามไปจัดการเจ้าหุ่นตัวที่หายไปและดวงจิตของพล.อ.ทมิฬให้ได้” แล้วท่านประธานาธิบดีได้ถามพล.อ.อนาคาว่า “คุณมีแผนจัดการยังไง” พล.อ.อนาคา จึงตอบว่า “ผมจะใช้พลังจิตควบคุมหุ่นตัวนี้กลับมาเก็บที่โกดังเพื่อไม่ให้ผู้ใดนำมันไปทำร้ายผู้อื่นได้ ส่วน ทมิฬ นั้นผมคิดว่าต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าจะนำดวงจิตของเขากลับมาได้หรือไม่ครับ งานนี้ผมจำเป็นต้องไปครับ” พล.อ.อนาคา พูดย้ำความต้องการของตนกับท่านประธานาธิบดี และพูดขึ้นอีกว่า “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าผมได้กลับมาหรือไม่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้หุ่นยนต์ตัวนี้กับดวงจิตของทมิฬไปทำร้ายมนุษย์บนดาวดวงไหนอีก” เมื่อท่านประธานาธิบดีเห็นว่าคงรั้งพล.อ.อนาคาไว้ไม่ได้จึงต้องปล่อยให้พล.อ.อนาคาดำเนินการต่อไป และอีกสองวันต่อมาหลังจากที่ พล.อ.อนาคาได้แต่งตั้ง พล.อ.สกทา ขึ้นเป็นผู้บัญชาการแทนตนแล้ว เขาจึงเริ่มปฏิบัติสมาธิส่งอาทิสมานกายของตนออกเดินทางค้นหาดวงจิตของพล.อ.ทมิฬทันที 

หลังจากที่ฝ่ายสัมมาได้ชัยชนะสามารถส่งกระแสพลังสติเข้าควบคุมจิตใจของชาวมิจฉาได้แล้ว และพล.อ.ทมิฬก็เสียชีวิตไปพร้อมกับยานอวกาศมิจฉาวี แต่ในโครงการหุ่นยนต์ของพล.อ.ทมิฬนั้น ก่อนที่โครงการนี้จะผ่านการทดสอบและนำไปปฏิบัติการแล้ว พล.อ.ทมิฬ ได้ให้วิศวกรรมผู้สร้างหุ่นยนต์พลังจิต ทดลองทำการดัดแปลงหุ่นยนต์ตัวหนึ่งให้มีที่เก็บดวงจิตได้ และมีการเชื่อมต่อดวงจิตเข้ากับระบบควบคุมหุ่นยนต์เพื่อควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงานตามคำสั่งได้ และยังมีการดัดแปลงอาวุธให้ทันสมัยขึ้นมีปืนเลเซอร์และอุปกรณ์ที่สามารถดูดคลื่นพลังกิเลสเข้ามาบีบอัดไว้ในอุปกรณ์ภายในของหุ่นยนต์ และยังดัดแปลงให้หุ่นยนต์สามารถลอยตัวได้ด้วยหลักการของสนามแม่เหล็ก โดยให้แม่เหล็กตัวผลักมีความเข้มกว่าแม่เหล็กตัวที่ถูกผลักแล้วให้แม่เหล็กตัวที่ถูกผลักเป็นตัวยึดโครงสร้างของหุ่นยนต์ไว้ ทำให้หุ่นยนต์สามารถลอยได้อย่างอิสระ หลังจากพล.อ.ทมิฬเสียชีวิตแล้วดวงจิตของเขาก็เข้าควบคุมหุ่นยนต์ตัวดังกล่าวทันที แล้วออกเดินทางไปในอวกาศเพื่อค้นหาคลื่นพลังกิเลสซึ่งเขาต้องการจะสะสมมันไว้ในถังเก็บในตัวหุ่นยนต์เพื่อล้างแค้นประเทศสัมมา ตามแรงโทสะที่เกิดในใจของทมิฬ

เมื่อพล.อ.อนาคาใช้อาทิสมานของตนออกเดินทางโดยอาศัยเครื่องตรวงจับสัญญาณซึ่งเป็นอุปกรณ์รับสัญญาณจากเครื่องส่งสัญญาณที่ติดอยู่บริเวณหน้าอกของหุ่นยนต์ที่ทมิฬสร้างขึ้น แต่ว่าทมิฬนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมมาก เมื่อเขาได้เข้าควบคุมหุ่นยนต์พลังจิตแล้ว เขาได้สั่งการให้หุ่นยนต์พลังจิตที่เขาควบคุมอยู่จัดการดึงเครื่องส่งสัญญาณติดตามที่ติดอยู่บริเวณหน้าอกออก แล้วขว้างอุปกรณ์นั้นไปคนละทิศทางกับที่เขาจะเดินทางไป ทำให้อุปกรณ์ส่งสัญญาณพุ่งไปตามแรงขว้างของหุ่นยนต์ทมิฬในทิศตรงข้ามกับที่เขากำลังจะเดินทาง เป็นผลให้พล.อ.อนาคาได้รับสัญญาณติดตามที่เป็นอีกทิศทางหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามกับที่ทมิฬกำลังเดินทาง และเมื่อพล.อ.อนาคา เดินทางออกมาจากดาวสัมมามิจฉาได้ไม่กี่ปีแสง เขาก็โชคร้ายและได้พบกับหลุมดำขนาดมหึมาอยู่เบื้องหน้าเขา พล.อ.อนาคาพยายามให้อาทิสมานของตนถอยห่างออกมา แต่ไม่ทันกาลแล้ว อาทิสมานกายของพล.อ.อนาคาจึงถูกหลุมดำนั้นดูดเข้าไป แล้วอาทิสมานกายของพล.อ.อนาคาก็หายเข้าไปในหลุมดำนั้น

เมื่อทมิฬเริ่มเดินทางออกมาจากดาวสัมมามิจฉาแล้ว ในใจของทมิฬนั้นเขาก็ยังต้องการกลับมาเกิดอีกครั้งในประเทศมิจฉาและสร้างอาณาจักรมิจฉาขึ้นมาใหม่ ซึ่งในการเดินทางของทมิฬนั้น เขาได้ทำแผนที่ UPS หรือ Universe Positioning System หรือระบบนำร่องจักรวาล ในการเดินทางไว้ตลอดเพื่อการเดินทางกลับมาอีกครั้ง ทมิฬต้องการค้นหาคลื่นพลังกิเลสในอวกาศให้มากที่สุดเพื่อกลับไปสู้กับสัมมาอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพบคลื่นพลังกิเลสในอวกาศ หุ่นยนต์ทมิฬก็เดินทางมาถึง ณ ดวงดาวแห่งหนึ่งในเวลาไม่นาน

 ในสมรภูมิสุดท้ายของมนุษย์แห่งดวงดาว หุ่นยนต์นักล่ามีความสูงสองเมตร มีลักษณะโครงร่างกายเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ใบหน้าของมันนั้นมีดวงตาดวงเดียวลักษณะเหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูป ไม่มีจมูก ปากก็ มีลักษณะเป็นรูขนาดเล็กเท่ากับรูเสียบสายลำโพง ที่ปลายแขนทั้งสองข้างมีมือและที่ปลายนิ้วมือทุกนิ้วมีรูไว้สำหรับยิงแสงเลเซอร์ได้ หลังของหุ่นยนต์นักล่าทุกตัวมีการสะพายกล่องบางๆขนาดเท่าลำตัวของพวกมัน และมีท่ออ่อนที่โค้งงอได้ขนาดเล็กเชื่อมต่อออกมาซึ่งพวกมันได้พันท่อนั้นไว้ที่คอของพวกมัน และในบริเวณซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง และบริเวณซากตึกแห่งหนึ่งมีเสียงคุยกันของมนุษย์สองคนสุดท้ายบนดาวดวงนี้ “เราสู้มันไม่ได้แน่ นายว่าเราควรทำยังไง” แจ็ค พูดขึ้นขณะที่ทั้งสองคนกำลังหลบอยู่ใต้โครงสร้างอาคารที่พังลงหลังจากโดนแสงเลเซอร์ของอากาศยานของพวกหุ่นยนต์นักล่ายิงใส่ทำให้อาคารนั้นพังลงแต่ก็ยังมีที่ว่างให้มนุษย์ทั้งสองคนหลบซ่อนตัวอยู่ได้ “เราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแผนการให้ได้ นายอยากอยู่ในกล่องหรือเปล่า ถ้านายยังไม่อยากอยู่ในกล่องก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อหนีไปจากตรงนี้” มาร์คตอบกลับคำถามของแจ๊คพร้อมกับมองลอดโครงสร้างอาคารที่ปรักหักพังออกไปด้านนอก เขามองเห็นหุ่นยนต์นักล่าจำนวนมากกำลังรื้อซากอาคารอยู่โดยเป้าหมายของพวกมันก็คือสังหารมนุษย์ให้หมดแล้วเก็บดวงจิตมนุษย์ไว้ ซึ่งอีกซักพักซากอาคารที่ทั้งสองคนหลบอยู่ก็คงจะโดนรื้อค้นเป็นที่ต่อไปแน่นอน มาร์คจึงพูดกับแจ็ค “เราว่านายกับเราควรจะแยกกันหนีจะดีกว่า ถ้าใครรอดไปได้ให้ทำตามแผนที่วางไว้ก็แล้วกัน” แจ็คหันมามองที่มาร์คก่อนจะพูดว่า “นี่เป็นหนทางเดียวใช่ไม๊” มาร์คไม่ตอบแต่พยักหน้า แจ็คจึงพูดต่อ “ขอบใจนายมากที่เคยช่วยเรา” จากนั้นมาร์คก็พูดขึ้น “นายพร้อมรึยัง” เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจแยกกันหนีไปคนละทางและเตรียมตัววิ่งออกจากซากอาคารนั้นแล้ว มาร์คก็ให้สัญญาณ “ไป” จากนั้นทั้งคู่ก็วิ่งออกจากซากอาคารนั้น โดยแยกกันไปคนละทาง ทันใดนั้น เจ้าหุ่นยนต์นักล่าก็จับสัญญาณความร้อนในตัวมนุษย์ได้ จึงหันมามองทั้งสองคน แล้วพวกมันก็ใช้ปืนเลเซอร์ยิงเข้าไปที่แจ๊คและมาร์คทันที ความเร็วในการวิ่งไม่สามารถสู้ความเร็วของแสงเลเซอร์ได้ทำให้ทั้งสองคนโดนแสงเลเซอร์ทะลุลำตัวและเสียชีวิตในเสี้ยววินาที และเมื่อทั้งสองคนเสียชีวิตแล้ว ดวงจิตของพวกเขาก็หลุดออกจากร่างทันที จากนั้นเจ้าหุ่นยนต์นักล่าก็จับท่อดูดที่เชื่อมต่อกับกล่องเก็บดวงจิตที่พวกมันสะพายไว้ข้างหลังของพวกมันทุกตัว มันยื่นปลายท่อดูดไปยังทิศทางที่ดวงจิตของคนทั้งสองปรากฏขึ้น จากนั้นดวงจิตของมาร์คก็ถูกดูดเข้าไปในท่อดูดของหุ่นยนต์นักล่าที่ยื่นปลายท่อใกล้ที่สุดก่อน ส่วนดวงจิตของแจ็คก็ถูกดูดเข้าสู่กล่องเก็บดวงจิตของหุ่นยนต์นักล่าอีกตัวที่ถือท่อดูดดวงจิตอยู่ใกล้เขา

บนดาวหุ่นยนต์นี้เมื่อหลายพันล้านปีก่อน เริ่มมีกระบวนการกำเนิดสิ่งมีชีวิต แต่สิ่งมีชีวิตที่อุบัติขึ้นนั้น มีลักษณะเป็นพืช คือ เซลล์ต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต ณ ดวงดาวนี้ไม่มีระบบประสาทรับความรู้สึก ทำให้มีชีวิตแต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องมีระบบสั่งการใด ๆ จนกระทั่งหลายล้านปีต่อมา เซลล์ประเภทที่ไม่มีผนังเซลล์ได้ก่อกำเนิดขึ้นและรวมตัวเข้ากับเซลล์ประเภทที่มีรงควัตถุหรือสสารที่ดูดกลืนแสงได้ ทำให้สิ่งมีชีวิตนี้สร้างระบบสั่งการขึ้นเพราะไม่สามารถสร้างอาหารเองได้เต็มที่ และเพราะเซลล์บางส่วนต้องการสารอาหารอื่นนอกจากที่เซลล์บางส่วนได้สร้างขึ้นมา และเนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อีก ดังนั้นเพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์จึงสร้างระบบสั่งการขึ้น ระบบสั่งการที่เกิดขึ้นนี้มีการหยุดนิ่งเป็นเวลานานเพราะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยตนเอง ระบบสั่งการจึงมีการสร้างพลังสติและมีความเข้มข้นของสติมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เกิดพลังญาณ ระบบสั่งการนี้จึงใช้ญาณที่มีในการพัฒนาเซลล์ที่มีอยู่ทั่วไป มื่อมีการวมตัวกันของเซลล์แล้วก็จะสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่นั้นมาจึงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นอีกชนิดหนึ่งนั่นคือ มนุษย์ โดยต้นไม้แห่งชีวิตจะรวบรวมเซลล์ต่างๆ บนดวงดาวมาทำกระบวนการสร้างขึ้น ต้นไม้แห่งชีวิตจึงเป็นแหล่งกำเนิดมนุษย์บนดวงดาว และดาวดวงนี้ไม่มีสัตว์อื่นนอกจากมนุษย์และพืชเท่านั้น ต้นไม้แห่งชีวิตนี้จะสร้างระบบสั่งการขึ้นก่อน จากนั้นจึงใช้พลังญาณที่มีพัฒนาเซลล์ที่มีอยู่ทั่วไปสร้างเป็นผลของต้นไม้แห่งชีวิตให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ มีตัวตนมีสสารเกิดขึ้นและเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเปลือกนอกของผลนี้ก็จะแยกออกจากกันปรากฏเป็นมนุษย์ขึ้น นอกจากนี้ระบบสั่งการหรือดวงจิตของมนุษย์ที่ตายแล้วกับดวงจิตที่เร่ร่อนมาจากอวกาศทั้งหมดสามารถเข้าไปอยู่ในกระบวนการสร้างผลของต้นไม้แห่งชีวิตนี้ได้ ต้นไม้แห่งชีวิตเป็นต้นไม้ในนิมิต มีเพียงดวงจิตเท่านั้นที่เข้าถึงได้ ระยะเวลาของกระบวนการสร้างการเกิดเป็นประชากรบนดาวดวงนี้ เมื่อระบบสั่งการได้เข้าไปอยู่ในผลของต้นไม้ได้แล้วจากนั้นไม่กี่นาทีมนุษย์ที่มีรูปธรรมหรือมีตัวตนก็กำเนิดขึ้นเป็นมนุษย์ทันที โดยที่ไม่มีเพศ และเป็นผู้ใหญ่ทันที พร้อมจะใช้ชีวิตต่อไป ต้นไม้แห่งชีวิตนี้เริ่มสร้างมนุษย์ในหลายล้านปีต่อมา ดังนั้นต้นไม้แห่งชีวิตนี้จึงเป็นแหล่งกำเนิดประชากรบนดาวดวงนี้ แต่ว่าดาวดวงนี้ไม่มีสัตว์อื่นใดเลยนอกจากมนุษย์ มนุษย์บนดาวดวงนี้จึงกินแต่พืชเป็นอาหารที่ให้พลังงานเท่านั้น และจากนั้นมนุษย์ก็ได้สร้างอารยธรรมที่มีความเจริญด้านวัตถุตั้งแต่เริ่มรู้จักใช้หิน ใช้เหล็ก และใช้ความร้อน และพัฒนาต่อมาจนกระทั่งสร้างหุ่นยนต์ได้ ในที่สุดถึง ณ เวลาปัจจุบัน

ก่อนหน้าที่หุ่นยนต์ทมิฬจะเดินทางมาไม่กี่สิบปี ดาวดวงนี้เคยมีมนุษย์จำนวนมากอยู่อาศัย การพัฒนาอารยธรรมของดาวดวงนี้มีการมุ่งเน้นไปในการพัฒนาทางด้านเครื่องยนต์กลไกเท่านั้น ไม่มีการพัฒนาทางด้านอวกาศเพราะมนุษย์บนดาวดวงนี้มีแนวความคิดเพียงต้องการพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการใช้งานทางการเกษตรเท่านั้น และเมื่อวิวัฒนาการของมนุษย์บนดาวดวงนี้ก้าวสู่ยุคเอไอแล้ว หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาระบบสั่งการหุ่นยนต์ให้มีความคิดและมีอารมณ์เกิดขึ้นเองได้อย่างอิสระ มันเป็นแนวความคิดที่ต้องการจะให้หุ่นยนต์มีความสามารถช่วยมนุษย์ในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆเพื่อให้มีวิวัฒนาการที่สูงขึ้น แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของมนุษยชาติบนดาวดวงนี้ เพราะเมื่อหุ่นยนต์พวกนี้มีความคิดและมีอารมณ์ขึ้นมาแล้ว มันก็เกิดความต้องการ ความยึดมั่นถือมั่น ความหวงแหน ความปกปักรักษา ความไม่พอเพียง ความโลภ ความโทสะ และเมื่อพวกมันมีความคิดและอารมณ์เกิดขึ้น ทำให้พวกมันเกิดความหวาดกลัวว่ามนุษย์ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา ซักวันหนึ่งมนุษย์ก็สามารถจะทำลายมันได้เช่นกัน มันจึงเกิดความคิดที่จะกำจัดมนุษย์ให้หมดไปให้ได้ และในที่สุดพวกมันก็มีการสร้างอาณาจักรของตนเองและทำการปฏิวัติเพื่อความเป็นอิสระจากมนุษย์โดยการนำของระบบสั่งการQ1 ซึ่งเป็นระบบสั่งการหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อกับหุ่นยนต์ทุกตัวบนดาวดวงนี้Q1 มีความคิดและอารมณ์ที่เป็นอิสระจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง Q1ได้สั่งให้โรงงานผลิตหุ่นยนต์สร้างหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อการควบคุมโดยQ1 เท่านั้น และติดตั้งอาวุธให้กับหุ่นยนต์ที่สร้างใหม่ทุกตัว กลายเป็นกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาและให้กองกำลังนั้นมีความคิดและอารมณ์แค่ทำตามคำสั่งของQ1 เท่านั้น จากนั้น Q1ก็สั่งให้หุ่นยนต์นักล่าของตนเริ่มสังหารมนุษย์ทุกคนเพื่อต้องการให้มนุษย์หมดไปจากโลก และให้ดาวดวงนี้เหลือแต่หุ่นยนต์เท่านั้น ถึงแม้ว่าหุ่นยนต์พวกนี้จะมีความคิดและมีอารมณ์เกิดขึ้นเองได้ แต่สิ่งหนึ่งที่หุ่นยนต์พวกนี้ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้นั่นคือ พลังจิต พวกมันไม่สามารถทำให้ระบบสั่งการของพวกมันเกิดความมีสติและสร้างพลังจิตขึ้นได้ เพราะประสาทรับรู้ของพวกมันเป็นไปตามวงจรไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากดวงจิตที่มีระบบสั่งการที่ละเอียดอ่อนกว่า ที่ผ่านมาแม้ Q1 จะพยายามฆ่ามนุษย์ทุกคน แต่เมื่อมนุษย์ถูกสังหารตายไป ก็ปรากกฏว่าดวงจิตยังคงอยู่ ดังนั้นดวงจิตของมนุษย์ที่ถูกสังหารจึงเดินทางเข้าไปสู่กระบวนการผลของต้นไม้แห่งชีวิต ก็ทำให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกได้ จากการวิเคราะห์คำนวณของ Q1 ทำให้ Q1 รู้ว่าไม่ว่ามันจะสังหารมนุษย์ไปเท่าใดก็จะต้องมีมนุษย์กลับมาเกิดอีกได้และคงจะมีซักวันที่มนุษย์จะกลับมาทำลายพวกมันQ1 เคยพยายามให้หุ่นยนต์นักล่าค้นหาต้นไม้แห่งชีวิต แต่ยังไม่เคยมีหุ่นยนต์ตัวใดหาพบ เพราะต้นไม้แห่งชีวิตนี้เป็นนิมิตอย่างหนึ่งซึ่งมีแต่ดวงจิตเท่านั้นที่จะสัมผัสได้ ดังนั้น Q1 จึงเริ่มศึกษาวงจรความมีชีวิตของมนุษย์ จนQ1 รู้ว่าเมื่อมนุษย์เสียชีวิตแล้ว มนุษย์ยังคงมีระบบสั่งการเดิมหรือดวงจิตนั่นเองที่ยังเหลืออยู่เพื่อไปสู่การกำเนิดใหม่ ดังนั้นเมื่อมนุษย์มีดวงจิตที่พวกมันยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่ Q1 จึงสร้างกล่องเก็บดวงจิตมนุษย์ขึ้น โดยใช้รหัสสัญญาณไฟฟ้าแรงสูงที่Q1 คิดค้นและพัฒนาขึ้นทำการเหนี่ยวนำดึงระบบสั่งการเดิมหรือดวงจิตของมนุษย์ซึ่งเป็นคลื่นพลังงานและมีรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีแรงต่ำกว่าเข้าไปทางท่อดูด แล้วให้ระบบสั่งการหรือดวงจิตนั้นวิ่งวนอยู่ในสายแพไฟฟ้าที่เป็นระบบบัสและควบคุมด้วยโปรเซสเซอร์อีกชั้นหนึ่ง ระบบสั่งการหรือดวงจิตจึงวิ่งวนไปมาไม่รู้จบอยู่ในกล่องดังกล่าว ในกล่องเก็บดวงจิตหนึ่งกล่องสามารถเก็บระบบสั่งการหรือดวงจิตได้หนึ่งดวง เมื่อดวงจิตถูกดูดเข้าไปก็จะไม่สามารถกลับออกมาได้ เพราะระบบสั่งการหรือดวงจิตของมนุษย์จะเคลื่อนที่วนอยู่ในสายแพไฟฟ้านั้นไม่สามารถหลุดออกมาภายนอกได้ กล่องเก็บดวงจิตทุกกล่องก็จะถูกควบคุมจากศูนย์กลางซึ่งควบคุมโดย Q1 อีกชั้นหนึ่งและหลังจากที่พวกมันสังหารมนุษย์แล้วพวกมันจะเก็บดวงจิตของมนุษย์ไว้ในกล่องและเก็บไว้อย่างนั้น มีคลังจัดเก็บกล่องดวงจิตจำนวนมากที่ Q1 สร้างไว้ โดย Q1 ได้สร้างหุ่นยนต์นักวิจัยเพื่อหาวิธีกำจัดดวงจิตของมนุษย์ โดยมีการนำดวงจิตที่เก็บไว้ไปทำการค้นคว้าและหาวิธีการต่างๆ เพื่อกำจัดดวงจิตนั้นตลอดมา Q1 ได้สร้างเครื่องมือต่างๆ เพื่อจะหาคำตอบของวิธีการกำจัดมนุษย์ให้หมดไปจากดวงดาว และ Q1 ยังเคยสร้างเครื่องย้อนเวลาเพื่อกลับไปดูแหล่งกำเนิดมนุษย์ แต่สิ่งที่ได้เห็นคือ ลูกกลมๆสีขาวปรากฏขึ้นบนพื้นผิวดวงดาวแล้วก็มีมนุษย์อยู่ภายในเท่านั้น จึงไม่สามารถรู้ว่ามนุษย์มาจากไหน และต้นไม้แห่งชีวิตอยู่ที่ไหน ทำให้ Q1 ยังไม่สามารถประสบความสำเร็จในการกำจัดมนุษย์จนกระทั่งปัจจุบันที่เหลือมนุษย์ที่มีตัวตนสองคนสุดท้ายและตอนนี้ก็ถูกเก็บเข้ากล่องเก็บดวงจิตไปแล้ว

หลังจากที่หุ่นยนต์ทมิฬปรากฏตัวบริเวณวงโคจรของดาวดวงนี้ หุ่นยนต์ทมิฬได้ลอยเข้าไปในชั้นบรรยากาศด้วยแรงดึงดูดของดวงดาวนี้ ในความคิดของทมิฬนั้นต้องการหาทางที่จะไปเกิดใหม่อีกครั้งบนดาวสัมมามิจฉาเพื่อสร้างอาณาจักรมิจฉาให้เป็นอย่างที่มิจฉาเคยเป็น เขาจึงตั้งทิฏฐิในจิตไว้ตลอดเวลาที่ดวงจิตของเขาลอยลงมาบนดาวดวงนี้ จนกระทั่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงดาว หุ่นยนต์ทมิฬจึงได้เปิดระบบลอยตัวด้วยแม่เหล็กซึ่งทมิฬได้ให้วิศวกรแห่งประเทศมิจฉาดัดแปลงและติดตั้งไว้ให้ จนเมื่อหุ่นยนต์ทมิฬลอยลงมาถึงพื้นผิวของดวงดาวเขาจึงได้เห็นสภาพภูมิประเทศและสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนดาวดวงนี้ ซากอาคารบ้านเรือนที่ปรักหักพัง และหุ่นยนต์นักล่ากำลังไล่สังหารมนุษย์สองคนสุดท้ายของดวงดาวและใช้ท่อดูดดวงจิตเก็บดวงจิตของมนุษย์สองคนสุดท้ายนั้นไว้ในกล่องเก็บดวงจิต หลังจากที่หุ่นยนต์นักล่าซึ่งมีความสูงเพียงสองเมตรกำลังดูดดวงจิตของมนุษย์ที่พวกมันสังหารเก็บเข้าไว้ในกล่องเก็บดวงจิต หุ่นยนต์ทมิฬก็หาช่องทางสื่อสารกับหุ่นยนต์ตัวที่เป็นหัวหน้าโดยใช้เครื่องแปลรหัสสัญญาณไฟฟ้า “พวกท่านทำอะไรอยู่” ทมิฬเริ่มบทสนทนาก่อน “เรากำลังเก็บดวงจิตมนุษย์เพื่อใช้ในงานวิจัย” หุ่นยนต์หัวหน้านักล่าส่งสัญญาณตอบ ทมิฬจึงพูดขึ้นว่า “เราขอพบผู้ที่มีอำนาจสูงสุดที่ควบคุมดาวดวงนี้ ท่านช่วยนำเราไปพบท่านผู้นั้นได้หรือไม่” หุ่นยนต์นักล่าตัวหัวหน้านั้นไม่ได้ถูกออกแบบให้คิดไปในทางอื่นนอกจากภารกิจสังหารมนุษย์และเก็บดวงจิตเท่านั้น จึงตอบรับและเดินนำหน้าพาหุ่นยนต์ทมิฬซึ่งมีขนาดลำตัวสูงกว่าสามสิบเมตรเดินตามไป ที่ศูนย์บัญชาการกองทัพหุ่นยนต์ ระหว่างการเดินทาง ทมิฬได้คิดแผนการอย่างหนึ่งขึ้น ด้วยจิตที่เป็นอกุศลและเพื่อสนองตอบกิเลสของตน เมื่อเขาเห็นพฤติกรรมของพวกหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติงานอยู่ ทำให้เขาพอจะเดาออกได้ว่าเป้าหมายของหุ่นยนต์พวกนี้คงต้องการจะกำจัดมนุษย์ให้หมดไปเพื่อครอบครองดวงดาวนี้ เขาจึงคิดที่จะเข้าร่วมงานด้วยกันก่อนและจากนั้นจึงหาหนทางควบคุมกองกำลังหุ่นยนต์พวกนี้ แล้วค่อยหาหนทางเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากอำนาจและกำลังพลที่มีต่อไป และเมื่อหุ่นยนต์ทมิฬเดินทางมาถึงศูนย์บัญชาการกองทัพหุ่นยนต์แล้ว

ณ ศูนย์บัญชาการกองทัพหุ่นยนต์ มีลักษณะเป็นรูปโดมแก้วสูงกว่าพันเมตร และมีขอบเขตของโดมแก้วที่กว้างใหญ่มาก หากว่าเข้าไปยืนใกล้ผนังโดมแล้วแทบจะไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของโดมทั้งสองฝั่งได้เลย เมื่อหุ่นยนต์ทมิฬเดินตามหุ่นยนต์นักล่าตัวหัวหน้ามาใกล้จะถึงประตูทางเข้าโดม “ท่านรอที่นี่ก่อน” หุ่นยนต์นักล่าตัวหัวหน้าพูดกับหุ่นยนต์ทมิฬแล้วมันก็เดินเข้าไปคุยกับหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยที่บริเวณทางเข้าโดมแก้วนั้น และเมื่อหุ่นยนต์นักล่าตัวหัวหน้ารายงานข้อมูลให้หุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยแล้ว ซักพักก็มีภาพสามมิติขนาดใหญ่กว่าร้อยเมตรฉายออกมาบนท้องฟ้าซึ่งเป็นใบหน้าหุ่นยนต์นักล่าขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือโดมแก้วนั้น นั่นเป็นภาพที่ Q1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการสนทนากับผู้มาเยือน เมื่อหุ่นยนต์ทมิฬเห็นดังนั้นแล้วจึงเริ่มแผนการของเขาทันที “ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยสร้างอาณาจักรหุ่นยนต์ให้หุ่นยนต์ได้ครอบครองจักรวาล” Q1จึงถามกลับมา “เจ้าจะทำอย่างไร” ทมิฬจึงอธิบาย “ข้าเดินทางผ่านจักรวาลมาไกลมาก ท่านรู้หรือไม่ว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่แค่ไหน มีดวงดาวที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มากมายที่พร้อมจะมากำจัดพวกท่าน แต่หลังจากที่ข้าเดินทางไปทั่วจักรวาล ข้าจึงรู้และเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง” ทมิฬเริ่มใส่ไข่ให้กับความสามารถและประสบการณ์ของเขา เพื่อทำให้ Q1 เชื่อถือในความสามารถของเขา “ถ้าพวกท่านสนับสนุนข้า ข้าจะนำพาพวกท่านสร้างอาณาจักรหุ่นยนต์ที่ยิ่งใหญ่ได้ในจักรวาลนี้” Q1 นั้นแม้จะมีความฉลาดในการคิดค้นเรื่องเครื่องยนต์กลไก แต่ระบบการคิดก็มีอยู่ในเขบเขตจำกัด เป็นความคิดในรูปแบบเดิมๆตรงๆ ไม่มีเล่ห์กล และไม่สามารถสร้างสรรค์หรือจินตนาการสิ่งใหม่ๆที่ละเอียดอ่อนและยังไม่เคยมีการคิดมาก่อนได้ ทำให้ Q1ไม่สามารถมีวิวัฒนาการในด้านอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การเดินทาง และด้านอื่นๆ นอกจากการพัฒนาอาวุธและเครื่องยนต์กลไกเท่านั้น Q1 จึงไม่มีทางจะรู้ได้ว่าสิ่งที่หุ่นยนต์ทมิฬพูดนั้นมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ จึงตอบกลับมาว่า “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร” ทมิฬนั้นเมื่อเห็นว่า Q1 เกิดความสนใจแล้วเขาจึงพยายามที่จะชักจูงให้ Q1 สนับสนุนความคิดของเขา “เราต้องเริ่มมีการสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถเดินทางไปในอวกาศได้ เราจะสร้างหุ่นยนต์พวกนี้เป็นนักรบแล้วเราจะยึดครองดวงดาวทั้งหมดในจักรวาล กำจัดมนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากจักรวาลนี้” Q1จึงทำการประมวลผลคำตอบของทมิฬ หลังจากนั้น “แล้วข้าต้องทำอย่างไร” ทมิฬเห็นว่าได้จังหวะแล้วจึงเริ่มดึงอำนาจมาทันที “ท่านเพียงแต่ส่งมอบอำนาจในการสั่งการผลิตหุ่นยนต์ให้กับข้า ส่วนข้าจะทำการผลิตหุ่นยนต์ที่มีสมรรถนะที่สูงขึ้นเพื่อการครอบครองจักรวาลของท่านต่อไป”Q1 นั้นเหมือนด๊อกเตอร์ในการสร้างหุ่นยนต์แต่ในเรื่องเล่ห์เหลี่ยมและไหวพริบนั้นเหมือนเด็กอนุบาลQ1 จึงตกลงให้ทมิฬมีรหัสคำสั่งการผลิตหุ่นยนต์ในโรงงานผลิตหุ่นยนต์ของตน

เมื่อทมิฬได้รหัสคำสั่งผลิตหุ่นยนต์จาก Q1 แล้ว เขาก็เริ่มเข้าควบคุมเครื่องจักรที่ผลิตหุ่นยนต์ให้ผลิตหุ่นยนต์โดยใช้แบบแปลนที่เขามีมาเมื่อตอนที่เขาอยู่ในประเทศมิจฉา แต่เนื่องจากโรงงานที่ผลิตนั้นเป็นโรงงานผลิตหุ่นยนต์ขนาดเล็ก เขาจึงต้องขอให้ Q1สร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ทำให้หุ่นยนต์ที่สร้างใหม่นี้มีขนาดสามสิบเมตรเท่ากับหุ่นยนต์ทมิฬ นอกจากนั้นทมิฬยังได้พยายามศึกษาโปรแกรมคำสั่งและอุปกรณ์บางอย่างที่เป็นเทคนิคพิเศษซึ่งQ1 มีอยู่ คือ สามารถสั่งให้หุ่นยนต์ทุกตัวทำงานโดยผู้สั่งการเพียงคนเดียวได้และมีอุปกรณ์ขยายกำลัง โดยเมื่อรับคลื่นพลังจากชุดคำสั่งซึ่งเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าเพียงเล็กน้อย อุปกรณ์นี้จะนำรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ได้รับมาขยายเป็นพลังขับเคลื่อนในตัวของมันได้ เมื่อเขาได้ศึกษาจนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ทมิฬจึงทำการสร้างหุ่นยนต์โดยที่มีการบันทึกโปรแกรมชุดคำสั่งให้เขาเป็นผู้มีอำนาจควบคุมหุ่นยนต์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ทั้งหมดรวมทั้งหุ่นยนต์ที่เขาจะเข้าไปควบคุมตัวใหม่สำหรับเขาด้วย แล้วหุ่นยนต์รุ่นใหม่ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยหุ่นยนต์รุ่นเก่าทั้งหมดรวมทั้งหุ่นยนต์ที่ทมิฬใช้อาศัยเดินทางมายังดวงดาวหุ่นยนต์ก็ถูกปลดระวางแล้วนำมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้สร้างหุ่นยนต์รุ่นใหม่จนหุ่นยนต์รุ่นเก่าหมดไป หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ทมิฬได้สร้างหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่เขามีอำนาจในการควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีอำนาจมากขึ้นตามแผนของเขา โดย Q1ไม่มีโอกาสรู้เลยเพราะเขายังไม่ได้ให้โปรแกรมใหม่นั้นทำงานทันที แต่ได้ตั้งเวลาที่จะUpdate โปรแกรมคำสั่งใหม่ไว้ในหุ่นยนต์รุ่นใหม่พร้อมกันทั้งหมด จากนั้นการนับเวลาถอยหลังก็เริ่มขึ้น และแล้ววันที่จะมีการ Update โปรแกรมก็มาถึง

ณ ศูนย์บัญชาการกองทัพหุ่นยนต์ ภายในห้องซึ่งเป็นที่ตั้งของ Q1 หลังจากถึงเวลาที่มีการ Update โปรแกรมให้กับหุ่นยนต์ทุกตัวแล้ว ทมิฬได้สั่งให้หุ่นยนต์ตัวหนึ่งซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำภายในห้องที่ตั้งของQ1 ซึ่งภายในห้องมีลูกแก้วเลเซอร์บอลจำนวนมาก และลูกแก้วของ Q1 เป็นลูกแก้วที่ใหญ่ที่สุดอยู่บริเวณกลางห้อง โดยรอบๆลูกแก้ว Q1 เป็นลูกแก้วจำนวนมากตั้งอยู่รอบๆ แต่ละลูกก็มีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปมาอยู่ภายในลูกแก้วนั้น ลูกแก้วแต่ละลูกก็คือระบบสั่งการต่างๆ ที่ Q1 สร้างขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ จากนั้นหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำภายในห้องก็ปิดสวิทช์ส่งกำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้แก่ลูกแก้วQ1 แล้วกระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ในลูกแก้ว Q1 ก็ดับลงทันที เป็นการ Shut down ระบบไฟฟ้าที่ส่งเข้าไปเลี้ยง Q1 ทำให้ Q1 หายไปจากสารบบของระบบสั่งการหุ่นยนต์ทั้งหมดบนดาวดวงนี้ในทันที และหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำภายในห้องที่ตั้งของ Q1 เดินออกมาจากห้องและไปเป็นวัตถุดิบในเครื่องรีไซเคิลหุ่นยนต์ต่อไป และหุ่นยนต์ทมิฬก็ปรากฏร่างอยู่เหนือโดมศูนย์บัญชาการกองทัพหุ่นยนต์ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ข้าคือพระเจ้า” ทมิฬพูดขึ้นท่ามกลางฝูงหุ่นยนต์จำนวนหนึ่งล้านตัวที่ยืนเข้าแถวรอคำสั่งของเขา แล้วทมิฬก็ออกคำสั่งให้หุ่นยนต์ทั้งหมดเตรียมปฏิบัติการตามแผนการของเขา 

ในตอนแรกทมิฬนั้นต้องการค้นหาคลื่นพลังกิเลสให้ได้มากที่สุดเพื่อกลับไปล้างแค้นประเทศสัมมา แต่เมื่อเขามีกำลังหุ่นยนต์จำนวนมากขนาดนี้เขาจึงคิดจะสู้กับประเทศสัมมาโดยใช้หุ่นยนต์พวกนี้ ดังนั้นเขาจึงได้สร้างหุ่นยนต์ที่ชำนาญการสร้างยานอวกาศทำการสร้างยานอวกาศขนาดใหญ่ที่บรรทุกหุ่นยนต์ทั้งหมดได้ และเตรียมตัวออกเดินทางกลับไปล้างแค้นสัมมาตามแผนที่การเดินทางที่เขาได้ทำไว้เมื่อตอนที่หนีออกมาจากดาวสัมมามิจฉา

หนึ่งปีต่อมา ณ ห้วงอวกาศในบริเวณวงโคจรของดาวสัมมามิจฉา ยานอวกาศ RBT ของทมิฬซึ่งบรรทุกหุ่นยนต์ทหารหนึ่งล้านตัวก็ปรากฏขึ้น และกำลังมุ่งตรงสู่ดาวสัมมามิจฉา 

ณ ศูนย์บัญชาการกองทัพฝ่ายสัมมา “ท่านครับ สัญญาณเรดาห์ตรวจพบยานอวกาศขนาดใหญ่มากครับ” ร.อ.สัญญา รายงานข้อมูลให้แก่ พล.อ.สกทา จากนั้นสัญญาณภาพบนจอขนาดใหญ่ในห้องควบคุมการปฏิบัติการทางทหารของประเทศสัมมาก็ปรากฏภาพยานอวกาศขนาดใหญ่เท่ากับเมืองๆหนึ่งปรากฏขึ้น “ขอรายงานรายละเอียดของยานด้วย” พล.อ.สกทาขอข้อมูลเพิ่มเติม “กว้าง 50 กิโลเมตร ยาว 100 กิโลเมตร สูง 5 กิโลเมตรครับ จากการสแกนด้วยพลังจิตแล้ว เป็นยานที่บรรทุกกองทหารและมีอาวุธจำนวนมากครับ” พล.อ.สกทา จึงออกคำสั่ง “ให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อม”

 เมื่อยานอวกาศ RBT ของทมิฬเดินทางมาถึงระยะที่เข้าใกล้แรงดึงดูดของดวงดาวสัมมามิจฉา เขาจึงสั่งยิงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ออกมาจากช่องยิงอาวุธของยานอวกาศRBT ทันทีโดยมีเป้าหมายที่กรุงโมหะ เพราะทมิฬต้องการทำลายสิ่งที่เขาเคยทำไว้ก่อนเพราะที่นั่นเป็นคลังเก็บอาวุธที่อาจนำมาต่อสู้เขาได้ ทันใดนั้นทั้งขีปนาวุธและหุ่นยนต์ทหารของเขารวมถึงยานอวกาศ RBT ก็หายวับไป เหลือแต่ดวงจิตของทมิฬที่ลอยอยู่ในอวกาศเท่านั้น ณ ศูนย์บัญชาการกองทัพฝ่ายสัมมา สัญญาณภาพบนจอขนาดใหญ่ภายในห้องควบคุมก็เป็นภาพยานอวกาศ RBT ทั้งลำหายไปเฉยๆ โดยไม่มีสาเหตุ

ก่อนหน้านั้น ณ ดวงดาวของหุ่นยนต์ หลังจากทมิฬนำกองกำลังหุ่นยนต์ของเขาเดินทางออกมาจากดวงดาวของหุ่นยนต์ ณ ห้องวิจัยที่Q1 เคยสร้างไว้เพื่อค้นหาวิธีดับดวงจิตมนุษย์ ซึ่งทมิฬไม่ได้นึกถึงในเรื่องนี้เพราะไม่อยู่ในแผนการของเขา หุ่นยนต์นักวิจัย Q2789 ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ Q1 สร้างขึ้นมาให้ทำงานนี้ได้ทำการทดลองนำดวงจิตที่เพิ่งได้รับมาออกจากกล่องดวงจิต โดยการโหลดรหัสสัญญาณไฟฟ้านั้นเข้าเครื่องทดสอบ ในขณะที่โหลดอยู่นั้นเกิดแผ่นดินไหวขึ้นบนดาวหุ่นยนต์นี้ เพราะยานอวกาศของทมิฬที่ออกเดินทางไปมันมีขนาดที่ใหญ่มาก ดังนั้นแรงส่งยานจึงส่งผลให้แผ่นดินสะเทือนไปถึงโรงงานผลิตไฟฟ้าของ Q1 และตอนที่ทมิฬเร่งผลิตหุ่นยนต์รบของเขา วัตถุดิบใดที่เขาขาดแคลนเขาก็จะจัดการหามาสนับสนุนทันที รวมไปถึงระบบกำลังไฟฟ้าสำรองที่เคยมีอยู่ ก็ถูกทมิฬสั่งให้รื้อออกเพราะต้องการวัตถุดิบจำนวนมากในการสร้างยานอวกาศสำหรับภารกิจตามแผนการของตนในตอนนั้น ทำให้การส่งกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องทดสอบซึ่งมีระบบควบคุมดวงจิตไม่ให้หลุดออกจากเครื่องทดสอบเกิดหยุดทำงาน จึงส่งผลทำให้ดวงจิตดวงดังกล่าวหลุดออกมาจากเครื่องทดสอบได้ ดวงจิตดวงดังกล่าวจึงพุ่งตรงไปยังต้นไม้แห่งชีวิตทันที นั่นคือดวงจิตของแจ็คนั่นเอง หลังจากยานของทมิฬออกห่างไปไกลแล้วระบบไฟฟ้าก็กลับมาทำงานตามปกติ แต่ว่าดวงจิตของแจ็คได้หลุดออกมาจากพันธนาการแล้ว ดวงจิตของแจ็คจึงพุ่งเข้าไปยังผลของต้นไม้แห่งชีวิต จากนั้นไม่นานผลของต้นไม้ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกกลมๆสีขาว ก็เริ่มสุกแล้วก็หลุดออกมาจากขั้ว แล้วจึงปรากฏเป็นรูปที่มีตัวตนขึ้นเป็นลูกกลมๆสีขาววางอยู่บนพื้นผิวของดวงดาว แล้วเปลือกด้านนอกก็เริ่มแยกเป็นสี่ส่วนออกจากกัน ภายในปรากฏเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตและดวงจิตพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไป เมื่อแจ๊คได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งเขาจึงรีบตรงไปยังศูนย์บัญชาการหุ่นยนต์ทันที ซึ่งตอนนี้ทั้งดวงดาวมีแต่เขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ และศูนย์บัญชาการหุ่นยนต์คือเป้าหมายที่เขาจะต้องไปให้ถึงและปฏิบัติตามแผนการที่กองทหารของมนุษย์เคยวางแผนไว้

แผนที่แจ็คต้องทำก็คือ แผนการที่กองกำลังต่อต้านหุ่นยนต์ได้วางแผนไว้เมื่อหลายปีก่อน หลังจากที่ Q1 เริ่มสังหารมนุษย์นั้น มนุษย์ก็พยายามต่อสู้กับหุ่นยนต์พวกนี้ไม่ว่าจะสร้างกองทหารเข้าต่อสู้ รวมไปถึงการพยายามเข้าไปปิดสวิทช์ Q1 แต่ในที่สุดมนุษย์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่มนุษย์ทุกคนรู้ว่าศูนย์บัญชาการหุ่นยนต์ มีห้องที่เป็นที่ตั้งระบบสั่งการของ Q1และเป็นห้องที่เก็บเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีที่ Q1 คิดค้นขึ้นซึ่งเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ผู้นำและเสนาธิการทหารของฝ่ายมนุษย์ต้องการคือ เครื่องย้อนเวลาที่ Q1 คิดค้นขึ้น เพราะตอนที่ Q1 ส่งหุ่นมาสังเกตการเกิดของมนุษย์ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีคนเห็นเจ้าหุ่นตัวนี้เข้า พวกเค้าจึงนำตัวเจ้าหุ่นนี้ไปตรวจสอบจึงได้พบว่ามันเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกส่งมาจากอนาคต ทำให้มนุษย์รู้ว่า Q1 มีเครื่องมือย้อนเวลา จากนั้นพวกเขาก็เริ่มอ่านคู่มือของเครื่องย้อนเวลาจนเข้าใจวิธีการทำงานของมันได้อย่างละเอียด ทำให้พวกเขารู้ว่า เครื่องย้อนเวลานี้เป็นเครื่องย้อนเวลาที่ย้อนเวลาได้เฉพาะเวลาในโลกเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องย้อนเวลาที่ย้อนเวลาในจักรวาลได้ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของโลกมันจะถูกย้อนเวลากลับไปได้เหมือนกับไม่ได้มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเลย พวกกลุ่มต่อต้านหุ่นยนต์จึงต้องการใช้มันเพื่อย้อนเวลากลับไปในตอนก่อนที่มนุษย์จะคิดสร้างหุ่นยนต์AI ที่มีความคิดอิสระ โดยหวังว่าจะไม่มีมนุษย์ที่คิดจะสร้างหุ่นยนต์ที่มีระบบสั่งการที่เป็นอิสระจากการควบคุมพวกนี้ขึ้นอีก หุ่นยนต์พวกนี้ไม่มีพลังสติ มันมีแต่พลังกิเลสล้วนๆและไม่ว่าจะพวกมันจะกระทำการสิ่งใดจึงเต็มไปด้วยพลังแห่งกิเลสทั้งสิ้น ความรุนแรงจึงมากขึ้นๆตลอดเวลา 

และในที่สุด เมื่อแจ๊คเดินทางมาถึง ณ ห้องที่เป็นที่ตั้งระบบสั่งการของ Q1 เขาจึงรีบตรงเข้าไปยังเครื่องย้อนเวลาซึ่งเป็นลูกแก้วขนาดใหญ่เท่าหน้าอก ภายในลูกแก้วนั้นมีกระแสไฟฟ้าวิ่งไปวิ่งมาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อแจ๊คสัมผัสลูกแก้วนั้น ก็ปรากฏจอภาพเลเซอร์ขนาดห้าสิบนิ้วขึ้นมาด้านหน้าลูกแก้วบริเวณที่แจ๊คยืนอยู่ บนหน้าจอปรากฏเมนูคำสั่งเป็นไอคอนสองรูป รูปทางซ้ายเป็นรูปลูกศรวนทวนเข็มนาฬิกา รูปทางขวาเป็นรูปเครื่องหมายเท่ากับในแนวตั้ง แจ๊คจึงคลิกที่รูปทางซ้าย จากนั้นหน้าจอก็เปลี่ยนไปเป็นตัวเลขแสดงปีหกหลัก และแป้นตัวเลขเพื่อให้คลิกตัวเลขใส่เข้าไป ตามแผนการที่แจ๊คได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการนั้นเขาต้องย้อนเวลาให้กลับไปสู่เวลาที่มนุษย์คิดค้นวิธีสร้างระบบสั่งการอิสระของหุ่นยนต์ ซึ่งนั้นเป็นปี 2570 เขาจึงคลิกตัวเลขบนแป้นตัวเลขทันที หลังจากนั้นศูนย์บัญชาการหุ่นยนต์ขนาดมหึมาก็หายวับไปในพริบตา ดวงจิตที่ถูกขังไว้ในกล่องเก็บดวงจิตจำนวนหลายพันล้านดวงจิตก็หลุดออกมาเป็นอิสระเพราะกล่องที่เก็บดวงจิตอันตธานหายไปเช่นกัน จากนั้นดวงจิตทุกดวงก็พุ่งเข้าไปหาต้นไม้แห่งชีวิตทันที เพื่อจะได้กำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง 

11. ดาวอนัตตา

 ในอนาคตข้างหน้า ณ ห้วงอวกาศ อันห่างไกลจากโลกไปหลายล้านปีแสง มีปรากฏการณ์อันเป็นธรรมดาและปกติได้เกิดขึ้น หลังจากกลุ่มเศษฝุ่นและแก๊สในอวกาศหรือโซลาร์เนบิวลาSolar Nebula เกิดการบีบอัดจนมีการหมุนตัวและเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น เกิดการหลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียมจนกลายเป็นดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ขึ้น และก็มีดาวดวงหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายโลกของเรา มีองค์ประกอบเป็น ดิน น้ำ แก็ส ความร้อน และหลังจากเปลือกนอกของดาวดวงดังกล่าวคลายความร้อนลง หลายล้านปีต่อมาจึงมีกระบวนการกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้ หลังจากผ่านกระบวนการกำเนิดสิ่งมีชีวิตตามขั้นตอนปกติที่เกิดขึ้นบนดาวที่เกิดใหม่จนกระทั่งมีดวงจิตที่ไม่มีวันจะดับได้เกิดขึ้นแล้ว การพัฒนาเพื่อการดำรงชีพและสืบสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ดำเนินไป สิ่งมีชีวิตที่มีระบบสั่งการดีกว่าสัตว์อื่นที่เรียกว่ามนุษย์ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาการดำรงชีพและการขยายเผ่าพันธุ์ ทำให้เกิดอารยธรรมที่สูงกว่าสัตว์อื่นๆที่อาศัยอยู่ร่วมกันบนดาวดวงนี้ ซึ่งการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์บนดาวดวงนี้มีการพัฒนาวิทยาการที่ล้ำหน้าไปมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการแพทย์

เมื่อหลายหมื่นปีก่อนปัจจุบัน ดร.วิมังสา สไลด์หน้าจอเลเซอร์ตรงหน้าของเขาไปทางด้านล่างเลื่อนลงมาจนปรากฏไอคอนรูปแฮมเบอร์เกอร์ แล้วเขาก็คลิกที่ไอคอนดังกล่าวจากนั้นหน้าจอเลเซอร์ก็ปรากฏเมนูอาหารให้เลือก แล้วเขาก็เลือก ขนมปังไข่ดาวแฮมชีสและกาแฟ เป็นอาหารเช้า หลังจากคลิกเลือกแล้ว เขาจึงเดินไปหยิบอาหารที่ตู้ส่งอาหารที่ฝังอยู่บริเวณฝาผนังห้องทำงานด้านซ้ายมือของเขา แล้วเขาก็เปิดฝาตู้ที่มีลักษณะเหมือนฝาตู้ไมโครเวฟออก ก็ปรากฏชุดอาหารตามสั่งทันที เขาจึงหยิบออกมาแล้วกลับมาที่โต๊ะทำงานแล้วจึงนั่งรับประทานที่โต๊ะทำงานของเขา แล้วเขาก็สไลด์หน้าจอเลเซอร์ไปที่ไอคอนรูปโลก แล้วคลิก ก็ปรากฏทีวีสามมิติขึ้น เป็นนักข่าวกำลังนั่งอ่านรายงานข่าวประจำวัน “องค์การพัฒนาการดำรงชีพของสภาประชาชนโลกได้รายงานผลการปฏิบัติงานในเรื่องการจัดหาและแจกจ่ายปัจจัยสี่ให้กับมนุษย์ว่า ปัจจุบันนี้มนุษย์ทุกคนบนโลกมีปัจจัยสี่ครบแล้ว ซึ่งนับเป็นความสำเร็จขององค์การพัฒนาการดำรงชีพของสภาประชาชนโลก หลังจากได้ดำเนินการเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่าสิบปี ซึ่งส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่บนโลกได้เมื่อเกิดมาโดยไม่ต้องอาศัยเงินจับจ่ายในการจัดหาปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีพ โดยก่อนที่จะมีโครงการนี้ยังมีมนุษย์ที่ขาดแคลนปัจจัยสี่จำนวนมาก และกว่า 30เป็นประชากรที่เกิดใหม่ ทำให้องค์การฯต้องเร่งผลิตเครื่องผลิตและส่งอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชนทุกคนบนโลก และจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ระบบเศรษฐกิจก็จะเปลี่ยนแปลงไป...” แล้วก็มีเสียงเตือน Email เข้ามา ดร.วิมังสาจึงคลิกที่ไอคอนรูปซองจดหมายที่หน้าจอเลเซอร์ของเขา แล้วก็ปรากฏภาพสามมิติของ ดร.จิตตะ ซึ่งเป็นเพื่อนที่ทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งร่วมกัน แล้ว ดร.จิตตะในภาพสามมิติก็พูดขึ้นว่า “สำเร็จแล้ว วิมังสา นี่เป็นความสำเร็จของมนุษยชาติ ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับคุณ” ดร.จิตตะ พูดด้วยความตื่นเต้น แล้วก็พูดต่ออีกว่า “หลังจากที่ผมส่องกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนพิเศษดูโมเลกุลของเซลเนื้อเยื้อบนแผ่นกระจกใส ผมเห็นว่ามันไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในระดับโมเลกุล แต่โมเลกุลของเซลยังมีการดำรงชีพอยู่เป็นปกติ คือ มีความมีชีวิตอยู่แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากการถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของสิ่งมีชีวิตสำเร็จ” ดร.วิมังสา ยิ้มอย่างภูมิใจ หลังจากนั้นเขาก็บันทึกวีดีโอเป็น Email ตอบกลับดร.จิตตะ และหลังจากการทดลองในขั้นที่หนึ่งสำเร็จ จึงมีการทดลองในขั้นที่สองต่อไป โดยขั้นที่หนึ่งเป็นการทดลองในสัตว์ก่อน ส่วนในขั้นที่สองนี้เป็นการส่งคลื่นรหัสสัญญาณกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสมองของมนุษย์ เพื่อให้สมองสร้างคำสั่งระบบสั่งการขึ้นมาใหม่ โดยสมองหรือระบบสั่งการภายในของร่างกายจะสั่งการให้เซลล์ในร่างกายทุกส่วนหยุดการเปลี่ยนแปลงแต่ให้มีการดำรงชีพอยู่ และนี่คือความสำเร็จที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตมีความคงอยู่เป็นอมตะได้

หลังจากนั้นไม่กี่สิบปี ณ ที่ประชุมสภาประชาชนโลก ตัวแทนจากประเทศหนึ่งได้พูดอภิปรายขึ้นว่า “ถ้าคนทั้งโลกมีชีวิตเป็นอมตะ โลกจะมีที่อยู่อาศัยเพียงพอหรือไม่ครับท่านประธาน” ตัวแทนจากประเทศตะวันตกทักท้วงต่อการที่สภาประชาชนโลกกำลังพิจารณาอนุญาตให้ใช้เครื่องแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองเพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ในตัวมนุษย์ ซึ่งในการประชุมนี้ ดร.จิตตะ ได้เข้าร่วมประชุมด้วย หลังจากที่เขาทดลองกับหนูสำเร็จแล้ว เขาได้พัฒนาวิธีการดังกล่าวและสร้างเครื่องแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้านี้ขึ้นเพื่อใช้กับมนุษย์ที่ต้องการชีวิตอมตะ แต่การจะนำมาใช้กับมนุษย์ได้นั้นจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากสภาประชาชนโลกก่อน “และมนุษย์ยังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือไม่ ถ้ามนุษย์ไม่มีวันตาย” ตัวแทนจากประเทศตะวันออกให้ข้อคิดเพิ่มเติมตามมาอีก โดยหลังจากการอภิปรายเรื่องนี้จบลง ประธานในที่ประชุมได้กล่าวสรุปว่า “การที่มนุษย์มีความเป็นอมตะแล้วจะยังคงเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาแต่อย่างใด เพราะมนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์อยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นอมตะหรือไม่ ส่วนปัญหาเรื่องการที่มนุษย์จะล้นโลกนั้น เนื่องจากว่ายานสำรวจอวกาศ Z2783 ที่ส่งไปสำรวจอวกาศและดวงดาวเพื่อหาบ้านใหม่นั้นยังไม่พบดาวดวงไหนที่มนุษย์จะอยู่ได้ และได้เดินทางไกลออกไปจนเกินความสามารถที่มนุษยชาติจะอพยพมนุษย์บนโลกไปอยู่อาศัยได้ถ้าหากว่าพบดาวดวงนั้นจริง และจากการอภิปรายทั้งหมดจึงสรุปว่าขอให้ทุกประเทศลงมติรับรองหรือไม่รับรองในประเด็นที่ว่า ผู้ที่ต้องการมีชีวิตอมตะจะต้องไม่มีการเจริญพันธุ์ในตัวของบุคคลนั้นๆ ...” หลังการประชุมเสร็จสิ้น โดยที่ผลก็เป็นไปตามความคาดหมาย คือ ผู้ใดต้องการชีวิตอมตะ ผู้นั้นต้องไม่มีการเจริญพันธุ์หรือต้องทำหมันนั่นเอง และมีผลทำให้มนุษย์บนดาวดวงนี้เริ่มกลายเป็นมนุษย์อมตะที่ไม่มีวันตาย และมีการใช้เครื่องนี้กันอย่างกว้างขวางไปทั่วทั้งดวงดาว

หลายหมื่นปีต่อมา “ผมรู้สึกเบื่อมากครับ” คนไข้คนหนึ่งพูดกับจิตแพทย์ “ชีวิตผมตั้งแต่เช้าตื่นมาก็กิน พอเที่ยงก็กิน พอเย็นก็กิน แล้วก็เข้านอน แล้วก็ตื่น ผมทำอย่างนี้มาตลอด แล้วผมเริ่มรู้สึกตัวว่าเบื่อเมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีมานี้เอง แล้วคุณหมอว่าผมควรจะเบื่อไม๊” จิตแพทย์พยักหน้าและพูดว่า “คุณควรจะหาอะไรทำบ้างเพื่อจะได้ไม่เบื่อ” แล้วคนไข้ก็ตอบว่า “สิ่งที่ทำแล้วเพลิดเพลินทุกอย่างที่มนุษย์เคยมีการทำกันมา ผมทำมาหมดแล้วและทำซ้ำทำซากจนผมเบื่อมาก คุณหมอคิดว่าผมควรจะทำอะไรได้อีกครับ” จิตแพทย์จึงตอบ “ผมจะให้ยาคุณไปรับประทานก่อนนอนนะครับ เป็นยาระงับประสาทน่าจะทำให้คุณผ่อนคลายได้บ้าง” แล้วคนไข้ก็ถูกควบคุมตัวกลับออกมาจากห้องทำงานของจิตแพทย์เพื่อไปยังห้องกักบริเวณคนไข้ทางจิต และภายในห้องทำงานของจิตแพทย์ จิตแพทย์ได้พูดกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวคนไข้มาว่า “ที่เขาพยายามฆ่าตัวตายนั้นเพราะเกิดความเบื่อหน่ายการมีชีวิต มนุษย์เราถ้ามีชีวิตที่ซ้ำซากจำเจอยู่ตลอด คุณคิดดูนะไม่ใช่สิบปียี่สิบปี แต่เขาอายุกว่าสามพันปีแล้ว ถ้าเป็นคุณ คุณจะรู้สึกยังไง” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงถามขึ้นว่า “แล้วผมต้องควบคุมตัวเขาไปตลอดใช่ไม๊” จิตแพทย์พยักหน้าพร้อมกับตอบว่า “ผมคิดว่าคงต้องเป็นตามนั้น”

หลังจากที่มนุษย์ทุกคนบนดวงดาวมีความเป็นอมตะมาแล้วหลายหมื่นปี มนุษย์อมตะจำนวนมากบนโลก เกิดอาการขึ้นอย่างหนึ่งคือเมื่อใช้ชีวิตอยู่นานเกินไป ตามปกติวิสัยของมนุษย์ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตที่มีแต่ความซ้ำซากจำเจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารสังเคราะห์ ที่แม้จะมีให้กินฟรีตลอดไป แต่มนุษย์อมตะเกือบทั้งโลกก็มีอาการเบื่ออาหารขึ้นมา ด้วยเหตุที่ว่าบางคนก็กินข้าวผัดกระเพรามานานกว่าร้อยปีแล้ว หรือการเล่นเกมส์ บางคนก็เล่นมานานเป็นพันปี การหาความบันเทิงในชีวิต วันต่อวันที่ผ่านไปก็มีความสุขบ้างความทุกข์บ้างวนเวียนไปซ้ำซากอยู่อย่างนั้น จึงมีแนวความคิดที่จะหาสิ่งใหม่ๆมาจรรโลงจิตใจให้กับประชากรบนโลก จนกระทั่งนักปราชญ์แห่งสถาบันวิจัยระบบสั่งการมนุษย์ที่ศึกษาเรื่องของปรัชญาชีวิตอยู่ ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยทางการแพทย์ คิดค้นระบบสั่งการเวอร์ชั่น 1.1 เพื่อบรรจุเข้าไปในเครื่องแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าขึ้น ในเวอร์ชั่นนี้เป็นระบบคำสั่งให้สมองสามารถที่จะมีการหยุดคิดได้เมื่อต้องการ ดังนั้นเมื่อสมองมีระบบหยุดการคิดได้ก็ทำให้เกิดความเป็นสมาธิขึ้น มีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านจิต คือ ทำให้เกิดเป็นฌานขึ้น ฌานนี้เป็นตัวทำให้จิตใจเกิดความสุขได้ แต่ฌานก็ยังไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องนัก เพราะว่าหลังจากที่มีการส่งรหัสสัญญาณกระแสไฟฟ้าเข้าไปเปลี่ยนรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองด้วยระบบสั่งการเวอร์ชั่น 1.1 แล้ว ก็ได้รับการตอบรับและมีมนุษย์อมตะจำนวนมากเข้ามารับการปรับเปลี่ยนระบบสั่งการมาเป็นเวอร์ชั่น 1.1 กันขนานใหญ่ 

หลายพันปีต่อมา ณ ห้องชันสูตรผู้เสียชีวิตรายหนึ่ง “ไม่มีบาดแผล ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีสารพิษอะไรในร่างกาย สิ่งเดียวที่เป็นไปได้คือหัวใจหยุดเต้นโดยไม่มีสาเหตุ เรื่องนี้ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นรายที่ 700 แล้วในรอบหลายพันปีมานี่ ” คุณหมอผู้ทำการชันสูตรแจ้งผลการชันสูตรแก่เจ้าหน้าที่ด้วยความสับสนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก หลังจากนั้นก็เริ่มมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากขึ้นๆ ในที่สุดจึงเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพที่ทำให้มนุษย์อมตะทั้งดวงดาวเกิดความหวาดกลัวเหตุการณ์เสียชีวิตปริศนานี้ นอกจากนี้จากกรณีที่มีการอัปเดทเวอร์ชั่นเป็น 1.1 กันโดยทั่วไปแล้ว ก็ปรากฏผลเสียในที่สุด

ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง “ผมคงต้องใช้ยาสลายนาโนชิปทั้งหมดให้ออกจากร่างกายก่อน แล้วจึงส่งนาโนชิปตัวใหม่เข้าไปติดตั้งในร่างกายของคุณ ช่วงระหว่างที่มีการถ่ายนาโนชิปออกจากร่างกายและติดตั้งเข้าไปใหม่ก็ใช้เวลาไม่นานครับ ประมาณสิบห้านาที” คนไข้พยักหน้า “ครับ” แล้วหมอก็ส่งยาสลายนาโนชิปให้คนไข้กิน เมื่อคนไข้กินเข้าไปแล้ว หมอก็เริ่มจับเวลาทันที ยาสลายนาโนชิปนี้จะเข้าไปสลายนาโนชิปที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์อมตะ นาโนชิปนี้จะทำหน้าที่รับสัญญาณรหัสกระแสไฟฟ้าจากสมองที่สั่งการให้เซลล์ต่างๆในร่างกายไม่มีความเสื่อมนั่นเอง เมื่อหมอเห็นเวลาว่าครบเจ็ดนาทีครึ่งแล้ว หมอก็ส่งยาแคปซูลบรรจุนาโนชิปจำนวนกว่าหมื่นตัวเข้าไปติดตั้งภายในร่างกายใหม่อีกครั้ง นาโนชิปพวกนี้ก็จะเริ่มไหลไปตามกระแสเลือดเข้าไปประจำตำแหน่งที่ได้ป้อนโปรแกรมไว้ก่อนแล้วที่จะให้คนไข้กิน “นี่ครับยาแคปซูลนาโนชิป” หลังจากคนไข้กินแล้ว หมอก็ให้คนไข้นอนพักเจ็ดนาทีครึ่งเพื่อให้นาโนชิปเข้าประจำตำแหน่งของมัน ระหว่างนั้นหมอก็บอกวิธีปฏิบัติตัวให้กับคนไข้ “คุณไม่ควรจะเข้าไปอยู่ในฌานนานๆ มันมากเกินไป มันจะทำให้นาโนชิปบางตัวเสียหาย เพราะฉะนั้นคุณควรจะมีการเปลี่ยนอิริยาบถบ้างนะครับ” คนไข้พยักหน้า เมื่อครบเจ็ดนาทีครึ่งแล้วหมอก็ให้คนไข้กลับบ้านได้

จากโปรแกรมที่ทำให้สมองหยุดนิ่งนี้ มันกลับกลายเป็นผลให้มนุษย์อมตะบางคนเกิดอาการที่สมองหยุดนิ่งถึงขั้นติดอยู่ในฌานอย่างนั้นโดยไม่กินไม่นอนเลยเป็นปี เพราะผลจากการที่เข้าฌานนั้นทำให้จิตเกิดความสงบและความสุข ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาการหลงฌานขึ้น จึงต้องการที่จะอยู่ในฌานนั้นเป็นเวลานานๆ จนเข้าสู่อรูปฌาน การที่จิตเข้าสู่อรูปฌานแล้ว จะทำให้มีความไม่รู้สึกว่ามีตัวตนเลย มนุษย์อมตะทั้งหลายจึงเข้าอยู่แต่ในฌานและใช้เวลาในการเข้าไปอยู่ในฌานนานๆ จึงเป็นผลให้ร่างกายเกิดทุพพลภาพและต้องเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมาก นักปราชญ์แห่งสถาบันวิจัยระบบสั่งการมนุษย์จึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยทางการแพทย์อีกครั้งเพื่อคิดหาวิธีที่จะแก้ไขเรื่องนี้ โดยการระดมความคิดจากนักวิทยาศาสตร์ นักปราชญ์ จำนวนกว่าสามร้อยล้านคนเข้ามาทำการคิดค้นวิจัยและเป็นการระดมสมองที่ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์แห่งการค้นคว้าบนดาวดวงนี้ก็ว่าได้ และในการนี้ได้ใช้เวลาไปกว่าเจ็ดพันปี จนในที่สุดก็ได้พบกับผู้ที่กำลังจะเสียชีวิตรายหนึ่งเข้าจนได้ จากการใช้วิธีสุ่มตรวจจับรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของมนุษย์อมตะโดยทั่วไป แล้วบันทึกรหัสสัญญาณนั้นไว้และเมื่อผู้ที่ถูกสุ่มเสียชีวิตก็จะตรวจสอบข้อมูลรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองนั้นย้อนหลังกลับไปได้ ซึ่งนั่นทำให้นักวิจัยได้พบสาเหตุแห่งการเสียชีวิตของมนุษย์อมตะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดร.วิมังสา ก็ยังใช้ชีวิตประจำวันของเขาเช่นเคย หลังจากได้ชุดอาหารตามสั่งมาแล้ว เขาก็คลิกที่รูปโลกเพื่อติดตามข่าวสาร นักข่าวได้รายงานว่า “สาเหตุที่ยานสำรวจอวกาศ Z2783 ขาดการติดต่อไปนั้นอาจจะเนื่องมาจากระยะห่างจากโลกมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถควบคุมและติดต่อได้ แต่อย่างไรก็ตาม องค์การพัฒนาโลกใหม่ของสภาประชาชนโลกก็จะพยายามติดต่อยานดังกล่าวต่อไป ข่าวต่อไป นักดาราศาสตร์ของสถาบันดาราศาสตร์ได้คำนวณอายุคงเหลือของโลกไว้แล้วว่า มีเวลาไม่เกินสองหมื่นห้าพันปีนับจากนี้ พร้อมกับเสนอแนะให้เร่งดำเนินการหาโลกใหม่ให้ได้โดยเร็ว...” ยังไม่ทันดูข่าวจบ ดร.วิมังสาก็สไลด์หน้าจอเลเซอร์ของเขาไปที่ไอคอนรูปประตู จอภาพก็ปรากฏไอคอนรูปสถานที่ต่างๆ แล้วเขาก็คลิกที่ไอคอนรูปห้องประชุม ทันใดนั้น ดร.วิมังสาก็ไปถึงห้องประชุมใหญ่สถาบันวิจัยทางการแพทย์ทันที

 ณ ห้องประชุมใหญ่สถาบันวิจัยทางการแพทย์ ได้เริ่มประชุมกันถึงข้อมูลที่ได้รับจาก “เดิมรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของเขาเป็น 01010101 แต่หลังจากที่เขาทำสมองหยุดนิ่งได้สองวัน รหัสสัญญาณในสมองของเขากลายเป็น 00000001 แล้วหลังจากนั้น 7 วันรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของเขาก็หายไปทันที อันนี้ผมขออธิบายตามข้อมูลที่ได้นะครับ ไม่ทราบว่าท่านใดมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างในเรื่องนี้” ประธานในที่ประชุมสอบถามผู้เข้าประชุมเพื่อขอความเห็น “การทำให้สมองหยุดนิ่งจนเกิดการเปลี่ยนแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองนั้นน่าจะเป็นไปได้ว่าเขามีความคิดที่ว่างเปล่าเกิดขึ้น รหัสสัญญาณจึงเปลี่ยนไป แต่หลังจากนั้น 7 วันรหัสสัญญาณไฟฟ้าหายไปเฉยๆนี่ ผมไม่เข้าใจจริงๆ” ดร.จิตตะ ซึ่งได้เข้าประชุมร่วมด้วยพูดขึ้น แล้วหัวหน้านักปราชญ์ซึ่งเป็นผู้แทนจากกลุ่มนักปราชญ์ที่ค้นคว้าเรื่องปรัชญาชีวิตก็พูดขึ้นว่า “เมื่อสมองไม่คิดอะไรก็จะเกิดสมาธิคือความจดจ่อแต่เป็นความจดจ่อในความว่างเปล่า ทำให้เกิดการมองเห็นว่าทุกสิ่งไม่มีตัวตน จึงเกิดการเห็นความจริงในชีวิตขึ้นว่าระบบสั่งการของสิ่งมีชีวิตนั้นมันไม่มีตัวตนมาตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อรู้ว่าไม่มีระบบสั่งการก็รู้ว่าไม่มีจิตนั่นเอง นี่เป็นแนวความคิดในเรื่องความจริงแห่งชีวิต ผมเข้าใจแล้วและตอนนี้ผมจะสรุปให้ทุกท่านได้รับทราบไว้” ทุกคนในที่ประชุมหันมองมาที่นักปราชญ์ผู้นั้น แล้วนักปราชญ์ผู้นั้นก็พูดต่อ “เมื่อจิตได้รู้ความจริงว่าระบบสั่งการในสมองของตนไม่มีตัวตน ระบบสั่งการในสมองจึงเกิดความรู้ตัวขึ้น จากนั้นสมองก็จะทำการเปลี่ยนรหัสสัญญาณไฟฟ้าให้พร้อมที่จะนับถอยหลังเพื่อ Shut down ระบบสั่งการนั้น เหมือนกับการถอดรหัสอะไรบางอย่างได้สำเร็จ และเมื่อถอดรหัสสำเร็จแล้วก็ต้องใช้เวลา 7 วันในกระบวนการ Shut down นี้ เมื่อครบเวลาแล้ว ระบบสั่งการก็จะหยุดทำงาน ดวงจิตก็จะดับสนิทลง” ทุกคนในที่ประชุมต่างเริ่มพูดคุยถกเถียงกัน แล้วนักปราชญ์ท่านนั้นจึงตัดบทว่า “สรุปง่ายๆ คือ เมื่อรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของมนุษย์มีรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองเป็น 00000001 เมื่อไหร่ก็ต้องมีการเริ่มนับถอยหลังไป 7 วัน หลังจากนั้นระบบสั่งการทั้งหมดก็จะหยุดทำงาน ทำให้ดวงจิตดับไปด้วย เราควรเผยแพร่เรื่องนี้ให้ประชาชนได้ทราบไว้” 

จากการที่ได้ทราบถึงกระบวนการเพื่อการดับสนิทแห่งดวงจิตว่าคืออะไรแล้ว จึงมีการคิดค้นและสร้างรหัสสัญญาณที่เป็นคำสั่งให้สมองทำการเปลี่ยนรหัสสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่รหัสสัญญาณ 00000001 ที่ทำให้ความนึกคิดเกิดหยุดนิ่งได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ และเมื่อความคิดหยุดนิ่งได้แล้วระบบสั่งการในสมองก็จะเข้าสู่กระบวนการ Shut down ต่อไป มันคือเวอร์ชั่น 1.2 ซึ่งเป็นการถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่เคยมีอยู่ก่อน จากนั้นจึงแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าใหม่ให้เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมอง เพื่อให้รหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนเป็น 00000001 แล้วจากนั้นสมองจะเริ่มกระบวนการนับถอยหลังเพื่อการShut downซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้จิตเห็นถึงสภาพความจริงที่เป็นและทำให้สามารถเข้าใจระบบสั่งการที่เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของตนได้ และนำชุดคำสั่งใหม่นี้บรรจุไว้เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าในเวอร์ชั่น 1.2 เพื่อให้มนุษย์อมตะที่เบื่อหน่ายกับชีวิตและไม่ต้องการจะมีตัวตนต่อไปได้เข้ามาอัปเดทระบบสั่งการเวอร์ชั่นนี้ เป็นการการุณยฆาตตัวเองโดยไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยเมื่อผู้ใดทำสมองหยุดนิ่งจนได้รหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองเป็น 00000001 แล้ว จะทำให้รู้ว่าหลังจากนั้น 7 วันดวงจิตก็จะดับได้สนิทอย่างนิรันดร์ ซึ่งมนุษย์อมตะผู้ใดที่เกิดความเบื่อหน่ายซ้ำซากในชีวิตก็จะมีหนทางที่จะดับสนิทดวงจิตของตนได้โดยไม่มีการกลับมาเกิดอีก จากนั้นก็มีการเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ทำให้มีการเข้ามาอัปเดทเวอร์ชั่นนี้เป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกระแสความนิยมของมนุษย์อมตะที่เบื่อหน่ายกับการมีชีวิตและต้องการจะเข้าสู่การดับสนิทแห่งดวงจิตขึ้น ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวที่มีข่าวจากนักดาราศาสตร์แห่งสถาบันดาราศาสตร์แห่งโลกที่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งศึกษาระบบดวงดาวและแกแล็คซี่และได้พบว่าดวงดาวที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นมีการเกิดและแตกดับมาแล้วถึง 4 ครั้ง พวกเขาให้ชื่อการเกิดดับในแต่ละครั้งว่า วัฏจักรเกิดดับ โดยแต่ละวัฏจักรเกิดดับแต่ละครั้งใช้เวลานานมาก และเมื่อมาถึงปัจจุบันดาวดวงนี้ก็กำลังเข้าสู่กระบวนการเกิดดับที่ 5 ในอีกไม่นาน ผลการวิจัยได้ออกมาเป็นรายงานสรุปผลการคำนวณอายุขัยของดาวดวงนี้ว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองหมื่นปีดาวดวงนี้ก็จะได้เวลาแตกดับในวัฏจักรเกิดดับที่ 5 ทำให้มนุษย์อมตะทั้งหลายเริ่มมีความกังวลว่าตนอาจจะต้องอยู่เผชิญกับความแตกดับของดาวดวงนี้ ซึ่งหนทางที่จะหาบ้านใหม่ก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ทันกาล ความนิยมในเวอร์ชั่น 1.2 ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น และแล้ว

หลังจากนั้นหลายพันปีต่อมา ณ ห้องประชุม สถาบันวิจัยระบบสั่งการของมนุษย์ “หลายพันปีมานี่ ประชากรโลกได้ลดจำนวนลงมาเรื่อยๆ จากตัวเลขสถิตินี้ผมคิดว่า มนุษย์คนสุดท้ายบนโลกคงจะดับดวงจิตได้ก่อนโลกเราจะหมดอายุขัยอย่างแน่นอน มีใครต้องการเสนอแนะอะไรไม๊ครับ” ที่ประชุมมีแต่ความเงียบผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างกำลังคิดว่าการดับแห่งดวงจิตนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้วในเวลานี้ ฉันทะจึงพูดปิดท้ายการประชุมว่า “ถ้าไม่มีใครมีความเห็นอะไรแล้ว ผมขอปิดการประชุมแต่เพียงเท่านี้ครับ” เมื่อฉันทะผู้เป็นประธานในที่ประชุมได้กล่าวปิดการประชุมแล้ว จากนั้นห้องประชุมก็หายไปเมื่อฉันทะสไลด์นิ้วของเขาบนจอเลเซอร์ด้านหน้าไปทางด้านขวาแล้วคลิกที่รูปเตียงนอน ทันใดนั้นเขาก็ไปถึงห้องนอนของเขาทันที ฉันทะก็เป็นมนุษย์อมตะคนหนึ่งที่ต้องการดับดวงจิตของตัวเองเช่นกัน หลังจากที่เขาเริ่มเบื่อหน่ายการมีอยู่ในชีวิตที่มีแต่ความซ้ำซากจำเจเมื่อ 800 ปีก่อน และเมื่อเขามาถึงห้องนอนแล้ว เขาก็ขึ้นไปนั่งบนเตียง จากนั้นเขาก็เริ่มทำสมองให้หยุดนิ่ง และในที่สุด รหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของเขาก็เกิดการแปลงรหัสสัญญาณให้เข้าสู่รหัส 00000001 และ หลังจากนั้นอีก 7 วัน ฉันทะก็สามารถดับดวงจิตได้สนิทนิรันดร์

หลายพันปีต่อมา ณ ห้องนอนของ ดร.จิตตะ ได้รับสัญญาณเตือนโทรภาพเข้ามา เขาจึงใช้นิ้วคลิกภาพโทรภาพบนจอเลเซอร์โฮโลแกรมด้านหน้าของเขา ทำให้ปรากฏภาพสามมิติของ ดร.วิมังสา จากนั้น ดร.วิมังสาก็พูดขึ้นว่า “จิตตะ ผมคิดว่าผมกำลังจะได้ไปในอีก 7 วันนี้แล้ว” ดร.จิตตะจึงตอบกลับไปว่า “ผมยินดีด้วยกับคุณ ต่อไปคงจะมีแต่ผมคนเดียวบนดาวดวงนี้แล้ว แต่ผมก็จะเพียรทำสมองหยุดนิ่งต่อไป ขอให้คุณดับสนิทนิรันดร์” 

ดร.จิตตะทำสมองหยุดนิ่งมากว่า 700 ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถทำให้รหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองเป็น 00000001 ได้ ด้วยเหตุที่ว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในใจเขาตลอดเวลา นั่นคือ วิจิกิจฉารุนแรง มันเป็นความลังเลสงสัยที่เขายังมีอยู่ในใจ เขายังคงเห็นสภาพความมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตตลอดเวลา จึงทำให้ไม่สามารถเกิดศรัทธาในเรื่องอนัตตาหรือความไม่มีตัวตนได้ แม้ว่าเขาจะมีการอัปเกรดเวอร์ชั่น 1.2 แล้วก็ตาม และขณะนี้ดร.วิมังสาผู้ที่คอยให้คำแนะนำเขาเสมอในขณะที่บนดาวดวงนี้มีประชากรเพียง 2 คน ซึ่งเขาและ ดร.วิมังสาเป็นสองคนสุดท้ายบนดาวดวงนี้ในช่วงกว่า 300 ปีที่ผ่านมา และจิตตะก็ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของเขาไปแล้ว ความโดดเดี่ยวเกิดกับ ดร.จิตตะทันที เขาจึงนั่งลงทำสมองให้หยุดนิ่งต่ออีก แต่ครั้งนี้เขากลับพบว่าเขามีกายอีกกายหนึ่งในตัวของเขานั่นคือ อาทิสมานกาย ซึ่งเป็นระบบสั่งการต้นแบบของสิ่งมีชีวิตที่ดวงจิตสร้างไว้ แล้วเขาก็พบอีกว่าเมื่อดวงจิตของเขาเข้าไปสัมพันธ์กับอาทิสมานกายแล้ว เขาสามารถนำอาทิสมานกายของเขาออกไปท่องเที่ยวได้ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นเขาจึงใช้อาทิสมานกายของเขาออกไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ และเขาก็ใช้เวลากับเรื่องนี้นับเป็นร้อยปีในการท่องเที่ยวไปทั่วทั้งดวงดาว หลังจากที่เขาท่องเที่ยวไปจนทั่วทั้งดวงดาวจนไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนอีกแล้วบนโลกของเขา จากนั้น ดร.จิตตะจึงเริ่มใช้อาทิสมานกายของเขาออกท่องเที่ยวไปในอวกาศ ไปเที่ยวดวงดาวใกล้เคียง อยู่บนดาวดวงนั้นบ้างดวงนี้บ้างเป็นประจำ 

วันหนึ่งเขาใช้อาทิสมานกายของเขาลงไปเที่ยวบนดาวที่กำลังจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดใหม่ดวงหนึ่ง ทำให้เขาได้เห็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนที่โดยการใช้เนื้อเยื่อที่เป็นเหมือนเนื้อเหลวๆ ไหลไปโดยการสัมผัสเพื่อหาอาหารและขยายเผ่าพันธุ์ แล้วเขาก็มองไปยังอีกทิศนึงของดวงดาว เขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์อีกตัวหนึ่งแต่ตัวนี้มีร่างกายสูงใหญ่กว่าห้าเมตรมีมือใหญ่เท่าใบลานแต่มีปากเท่ารูเข็มเท่านั้น และมันพยายามฉีกเนื้อเยื่อส่วนที่กำลังเน่าเปื่อยทิ้งอยู่ตลอดเวลา เขาจึงมองไปยังอีกทิศหนึ่งของดาวดวงนี้ก็เห็นยานอวกาศลำหนึ่งปรากฏขึ้น ในตอนนั้นเขาคิดแค่ว่าคงเป็นมนุษย์จากดาวดวงอื่นที่กำลังหาดวงดาวเพื่ออยู่อาศัย หรือเป็นพวกเร่ร่อนในอวกาศเท่านั้น และเนื่องจากเขาเป็นดวงจิตท่องเที่ยว เขาจึงไม่อาจติดต่อกับยานลำนั้นได้ จากนั้นเขาก็มองไปที่ริมแม่น้ำบนดาวดวงนี้ ก็เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เกือบจะสมบูรณ์แล้ว เพราะว่ามันมีหัวที่เหมือนมนุษย์แต่มีลำตัวเป็นเหมือนงู ดร.จิตตะเกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่าสิ่งมีชีวิตพวกนี้จะมีดวงจิตสั่งการหรือไม่ แล้วเขาก็กลับมายังโลกของเขาอีก เขาออกท่องเที่ยวไปยังดวงดาวต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่เขาพาอาทิสมานกายของตนออกไปในอวกาศเช่นเคย ทันใดนั้นเขาก็ได้พบกับหลุมดำขนาดใหญ่ และแล้วอาทิสมานกายของ ดร.จิตตะ ก็ถูกดูดเข้าไปในหลุมดำนั้น แล้วก็หายไปในที่สุด

และด้วยความที่ ดร.จิตตะ ฝึกทำสมองหยุดนิ่งมานานเป็นร้อยๆปี จึงทำให้เขามีพลังจิตและมีสติที่เข้มข้น อันนี้ก็เนื่องมาจากการที่ถือได้ว่า ดร.จิตตะได้ปฏิบัติมามากเจริญมามาก ทำให้เขามีสติมั่นคงและเขาสัมผัสได้ว่าเมื่อผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์มาแล้ว ภายในหลุมดำปรากฏหลุมเป็นหลุมที่มีแสงสีขาว ภายในหลุมมีลักษณะเหมือนมีการหมุนอยู่ แต่บริเวณตรงกลางมีแต่ความมืดมิด แต่มีเศษฝุ่น ก๊าซ และแสงต่าง ๆ ถูกดูดเข้าไปภายในหลุม และดวงจิตของเขาก็เช่นกัน ดวงจิตของเขาถูกดูดเข้าไปในหลุมนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ดวงจิตของเขาย้อนเวลากลับไปโดยไม่รู้จุดหมาย ดร.จิตตะ รู้สึกว่าดวงจิตของเขาอยู่ในความมืดอย่างนั้นโดยไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไร และแล้วเขาก็หลุดออกมาจากหลุมดำ หลังจากนั้นดวงจิตของ ดร.จิตตะ ก็พบกับดาวดวงหนึ่งที่มีแสงสีฟ้าสว่างสดใสอยู่เบื้องหน้าดวงจิตของเขา เขาจึงพาดวงจิตของเขาลอยเข้าไปยังดาวดวงนั้น และดาวดวงนั้นคือโลกของเรานั่นเอง เมื่อดวงจิตของวิมังสาเข้ามาบนโลก เขาได้สัมผัสกับนิมิตมากมายบนโลก ในขณะที่ดวงจิตของเขาลอยเคว้งคว้างอยู่นั้น เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในนิมิตนิมิตหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นนิมิตของใคร แต่มันเป็นของนิมิตของอาจารย์คงนั่นเอง

ณ ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติในนิมิตของอาจารย์คง ที่สถาบันพลังจิตของเขา ดวงจิตของ ดร.จิตตะ สัมผัสเห็นอาทิสมานกายของอาจารย์คงกำลังควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงพลังกระแสสติ ดร.จิตตะ จึงปรากฏอาทิสมานกายของเขาซึ่งอยู่ในชุดสูทสีขาวเข้าไปในศูนย์นั้น เมื่ออาจารย์คงได้เห็น “ท่านเป็นใครครับ” อาจารย์คงถามด้วยความสงสัย ดร.จิตตะ จึงตอบไปว่า “เราชื่อจิตตะ เรามาจากดวงดาวที่กำลังจะแตกดับและเข้าสู่ความเป็นอนัตตาในอวกาศ โลกของเรามีวิวัฒนาการที่ก้าวล้ำกว่าโลกของท่านมาก ถึงขั้นที่ทำให้กายหยาบของมนุษย์เป็นอมตะได้ บนโลกของเรา ณ เวลาที่เราจากมานั้นมีเราเพียงผู้เดียวบนดาวดวงนั้น ท่านกำลังทำอะไร สร้างนิมิตขึ้นมาเพื่ออะไร” อาจารย์คงจึงอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง จากนั้น ดร.จิตตะ จึงพูดขึ้นว่า “เราอนุโมทนาบุญกับท่านด้วย แต่ถ้าจะให้ดีแล้ว วิธีที่มนุษย์จะประหารพลังกิเลสให้หมดไปจากจักรวาลนั้น ควรจะเริ่มจากการประหารกิเลสในใจของตนให้ได้ก่อน ควรจะให้มนุษย์เหล่านั้น มีการสะสมพลังจิตแล้วสร้างปัญญาญาณขึ้น จะทำให้พลังกิเลสเหล่านั้นหมดไปได้ดีกว่า ท่านเห็นว่าดีไม๊” อาจารย์คงจึงตอบไปว่า “ณ เวลานี้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเกิดปัญญาญาณได้ เพราะมนุษย์มีกรรมแตกต่างกัน การที่มนุษย์จะมีดวงตาเห็นธรรมได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอวิชชาในปัจจุบันและกรรมของเขาเองในอดีต ผมก็เคยคิดถึงสิ่งที่ท่านจิตตะพูดครับ แต่มันเป็นแค่ความฝันหรือความหวังเท่านั้น” ดร.จิตตะ จึงได้พูดขึ้นต่ออีกว่า “เมื่อครั้งที่โลกของเราค้นพบวิธีทำให้มนุษย์เป็นอมตะ มีการถกเถียงกันในวงกว้างว่า เราจะใช้มันดีไม๊ ในเมื่อดวงดาวยังมีอายุขัย แล้วถ้ามนุษย์เป็นอมตะไม่มีอายุขัย มนุษย์ก็ต้องหาดาวดวงใหม่เพื่อใช้อยู่อาศัยไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ ที่ผ่านมาเคยมียานสำรวจหาบ้านใหม่ของโลกเราเดินทางมายังดวงดาวของท่านด้วย ในตอนนั้นคณะกรรมการลงมติว่าจะเข้ายึดดาวของท่าน แต่หลังจากมีการโหวตโดยประชากรบนโลกของเรา ก็ปรากฏผลออกมาว่าไม่ควรมีการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นในจักรวาลเพื่อความคงอยู่ของตน จากนั้นต่อมานักปราชญ์แห่งสถาบันวิจัยระบบสั่งการมนุษย์ได้ค้นคว้าจนพบหลักความจริงข้อนึงในจักรวาลว่า จักรวาลที่แท้จริงคือความว่างเปล่านั่นเอง ความจริงคือในจักรวาลนี้ไม่มีสิ่งใดเลย มีแต่ความว่างเปล่าการกำเนิดดวงดาวต่างๆ มีเกิดมีดับอยู่อย่างนั้นเป็นอย่างนั้นตลอดมา ตามสภาวะธรรมที่เป็นจริงนั้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อระบบสั่งการหรือดวงจิตในสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเองได้ ก็ย่อมดับเองได้เช่นกัน เพียงแต่ดวงจิตแต่ละดวงมีวาระต่างกัน ทำให้ยังไม่ถึงเวลาที่จะดับได้เท่านั้น เช่น ดวงจิตของเราที่ยังไม่ถึงเวลาดังกล่าว แต่เราก็จะมีความเพียรปฏิบัติต่อไป เรานับถือการต่อสู้ของพวกท่านที่ทำเพื่อมนุษย์ผู้อื่นและเราขอให้อานิสงที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ท่านได้บรรลุโดยเร็ว” อาจารย์คงจึงรับพร “สาธุ” แล้ว ดร.จิตตะ ก็พูดขึ้นว่า “เรามีสิ่งหนึ่งที่จะให้ท่าน มันคือ ดวงแก้วอนัตตา ภายในเป็นข้อมูลชุดคำสั่งที่เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าเพื่อทำการปรับรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของสิ่งมีชีวิตให้เข้าสู่รหัสสัญญาณ 00000001 อันนี้เรานิมิตมันขึ้นมา ขอให้ท่านเก็บมันไว้ มันอาจจะช่วยท่านได้ วิธีการใช้ก็แค่เพ่งที่ลูกแก้วจนเกิดกระแสขึ้นแล้วส่งมันไปยังดวงจิตของสิ่งมีชีวิตที่ถูกพลังกิเลสครอบงำอยู่ มันจะเข้าไปถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าเดิมในสมองแล้วใส่ชุดคำสั่งใหม่เข้าไป ทำให้สมองหยุดความนึกคิดได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ มันเป็นเครื่องช่วยให้มีโอกาสดับดวงจิตได้เร็วขึ้น ขอให้ท่านรับมันไว้เถอะ” อาจารย์คงจึงถามกลับไปว่า “แล้วทำไมท่านไม่ทำให้ดวงจิตของท่านดับได้ล่ะครับ” ดร.จิตตะจึงตอบว่า “เราอัปเกรดแล้ว แต่ดวงจิตของเราคงจะมีปัญหาอะไรซักอย่าง ทำให้เราไม่สามารถดับดวงจิตของเราได้” แล้วอาจารย์คงก็ยื่นมือรับดวงแก้วอนัตตานั้นมา มันเป็นลูกแก้วขนาดเท่าฝ่ามือ จากนั้น ดร.จิตตะ ก็พูดขึ้น “เราต้องไปแล้ว” อาจารย์คงจึงถามไปว่า “แล้วท่านจะทำยังไงต่อจากนี้” ดร.จิตตะ จึงตอบว่า “เราจำเป็นต้องจุติย้ายภพเพื่อให้เกิดการปฏิบัติและทำความเพียรต่อไป โดยหวังว่าซักวันหนึ่งเราจะสามารถดับดวงจิตของเราได้” อาจารย์คงจึงพูดขึ้น “ขอให้ท่านสำเร็จ” แล้ว ดร.จิตตะ ก็กล่าวลา “ลาก่อน” ดวงจิตของ ดร.จิตตะในรูปชายใส่สูทสีขาวก็หายวับไป อาจารย์คงมองดวงแก้วอนัตตาและคิดในใจ สิ่งนี้แหละที่เป็นพลังในการทำวิปัสสนา แต่ว่าเขาคิดว่าเขายังมีงานต้องทำอยู่ จึงเก็บดวงแก้วนั้นไว้ในนิมิตของเขาก่อน

หลังจาก ดร.จิตตะ จากไปแล้วไม่นาน ชูเดช ก็เข้าภวังค์มาสู่ห้องปฏิบัติการของสถาบันเช่นกัน เพราะเขาต้องการถามปัญหาเกี่ยวกับการเรียนสมาธิ เมื่อชูเดชเข้ามาถึงแล้ว “ผมมีปัญหาอยากถามอาจารย์ครับ” ชูเดชไม่แน่ใจว่าอาจารย์สะดวกตอบหรือเปล่าจึงเกิ่นนำก่อน อาจารย์จึงพูดว่า “ถามมาได้เลยครับ คุณชูเดช” แล้วชูเดชก็ถามว่า “เมื่อเราได้ญาณแล้วเราก็สามารถเข้าสู่วิปัสสนาได้ใช่ไม๊ครับ แล้วเราก็จะสามารถประหารกิเลสในจิตของเราได้ แล้วถ้าเราตายแล้วและมีแต่ดวงจิต เราจะสามารถประหารพลังกิเลสในจิตได้หรือไม่ครับ” อาจารย์คงจึงตอบว่า “การที่เราจะรบชนะอะไรซักอย่าง ถ้าเราไม่เห็นศัตรู เราจะไม่มีวันรู้ว่าเรารบกับใครแล้วชนะหรือไม่อย่างไร กายหยาบนี้จะเป็นเครื่องมือบอกให้เรารู้ว่าเรามีศัตรูคือพลังกิเลสที่อยู่ในจิตใจของเรา ถ้าเราไม่มีกายหยาบรับรู้ว่าเรามีพลังกิเลส เราก็ไม่สามารถจะรู้ว่าเราสู้อยู่กับอะไรและทำให้เราไม่รู้ว่าจะรบให้ชนะได้อย่างไร” เมื่อเข้าใจแล้วชูเดชจึงถามต่อว่า “ผมสงสัยว่าทำไมอาจารย์ไม่ทำวิปัสสนาต่อครับ เพราะระดับอาจารย์น่าจะได้ญาณแล้ว และสามารถทำได้” อาจารย์จึงตอบว่า “การจะทำวิปัสนานั้นมันต้องมีความเพียบพร้อมอย่างมาก แม้จะเข้าถึงจตฺตุถฌานแล้ว ถ้าจิตไม่พร้อมก็ไม่เกิดอาสาวักขยญาณ อีกอย่างนึงถ้าผมทำวิปัสสนาไปแล้ว นิมิตทุกอย่างที่มีนี้มันจะหายไปหมด เพราะผมจะละทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งสู่ความดับทุกข์อย่างเดียว ผมรู้สึกว่าผมมีหน้าที่ที่จะต้องทำอยู่ และกำลังรอกำจัดพลังกิเลสในอวกาศให้หมดไปจากอวกาศให้ได้ก่อน ซึ่งผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้ผมคิดว่าผมยังไม่พร้อมที่จะไปยังจุดนั้น อาจจะเป็นวิบากหรืออะไรบางอย่างที่ยังไม่ให้ผมไปก็ได้ จึงทำให้ความรู้สึกของผมรู้สึกว่าผมยังไม่อยากไปจุดนั้น” ที่จริงแล้วในดวงจิตของอาจารย์คงนั้นยังคงติดอยู่ในวิปัสนูปกิเลสนั่นเอง เพราะเขายังมีความเห็นว่า นั่นเป็นเขา นี่เป็นเรา นั่นเป็นของเขา นี่เป็นของเรา ความเห็นจริงจึงยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจของอาจารย์คง จากนั้นทั้งคู่ก็จบบทสนทนา ชูเดชจึงขอตัวกลับบ้าน ส่วนอาจารย์คงก็เฝ้าสังเกตสถานการณ์ในอวกาศและตรวจสอบความเรียบร้อยภายในนิมิตห้องปฏิบัติการควบคุมเครื่องยิงกระแสพลังสติของเขาได้ซักพัก เขาจึงออกจากภวังค์แล้วกลับบ้าน

หลังจากอาจารย์คงกลับถึงบ้านและทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยและเตรียมเข้านอนแล้ว เขาก็นั่งสมาธิอีกครั้ง เมื่อเขาเข้าภวังค์และเลื่อนระดับจาก ปฐมฌานไปถึงจตฺตุถฌานแล้ว เขาจึงใช้ญาณพิจารณารูปกายตั้งแต่ปัจจุบันถอยหลังไปเรื่อยๆ จนถึงขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา และในที่สุดเขาก็เกิดความจำเดิมขึ้นและได้เห็น ณ ห้วงอวกาศอันไม่มีที่สิ้นสุด เขาเห็นคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาจากดาวราหูเบื้องหน้าของเขากำลังถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ และความจำเดิมของเขาก็คือ เขาติดตามมันมาและดวงจิตของเขาก็กำลังถูกดูดตามเข้าไปด้วย แต่ขณะที่อยู่ในหลุมดำนั้น คลื่นพลังกิเลสถูกดูดเข้าไปในหลุมตรงกลาง และดวงจิตของเขาก็ถูกดูดเข้าตามเข้าไปบริเวณนั้นด้วย และในที่สุดเขาก็ได้เห็นแต่ความมืดสนิท จากนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีกระแสน้ำไหลวนไปมารอบตัวเขา แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกจาก หู ตา จมูก ลิ้น กาย ซักพักหนึ่ง เขาจึงรู้สึกว่าตัวเขาไหลไปตามกระแสน้ำ แล้วได้พบกับแสงสว่างจ้าจนรู้สึกแสบตา และได้ปะทะกับอากาศที่เย็นจนหนาว แล้วเขาก็ร้องออกมาสุดเสียง จากนั้นอาจารย์คงก็ออกจากภวังค์ บัดนี้เขาได้รู้ถึงสาเหตุที่เขายังไม่ต้องการจะทำวิปัสสนาแล้ว 

12. ศึกพลังจิตสะท้านโลก

 ณ ห้วงอวกาศรอบดาวสัมมามิจฉา ดวงจิตของทมิฬที่ลอยอยู่ในอวกาศใกล้กับดาวสัมมามิจฉาเป็นดวงจิตที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้ด้วยตัวเอง เพราะไม่มีพลังสตินำทางไป ทำให้ดวงจิตของทมิฬถูกแรงดึงดูดของหลุมดำซึ่งเป็นหลุมดำที่พล.อ.อนาคาถูกดูดเข้าไปก่อนหน้านั้น แต่หลุมดำนี้มีการแปรปรวนของเวลาสูง สิ่งที่ถูกดูดเข้ามาอาจไปตกในเวลาที่เหมือนกันหรือต่างกันไปอย่างไม่มีระบบ แล้วทมิฬก็รู้สึกว่าหลุมดำมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ แล้วในที่สุดเขาก็หมดความรู้สึก และเมื่อทมิฬรู้สึกตัวอีกครั้งก็ปรากฏจุดสีขาว แล้วกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเขา ซึ่งเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาเข้าไปหามันหรือมันพุ่งเข้ามาหาเขา แต่ที่เขาสัมผัสได้คือ เขากำลังปะทะกับแสงสีขาวนั้น ทันใดนั้นเขาก็ไม่มีความรู้สึกอีก

 เมื่อสี่สิบปีก่อน ณ โลกของเรา 

 ทมิฬกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางสายน้ำที่กำลังไหลวนไปมา และไม่รู้ว่านานเท่าไร จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขามีร่างกายที่รับสัมผัสได้ทั้งจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย และทันใดนั้นเมื่อเขาได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกของเขา เขาก็ร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง และหลังจากนั้นภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล “ชื่อขจรยศ ค่ะ” คุณแม่ลูกอ่อนบอกกับหัวหน้าพยาบาล แล้วหัวหน้าพยาบาลก็ออกจากห้องพักฟื้นไป

สี่สิบปีต่อมา 

นายขจรยศ เจ้าของธุรกิจผิดกฎหมายแทบจะทุกชนิด ทั้งบ่อน ซ่อง ค้าอาวุธ ยาเสพติด เขากว้างขวางในวงการมิจฉาชีพ และทุกคนในวงการต่างขนานนามว่า เจ้าพ่อขจร เขามีทรัพย์สินและบริวารมากมาย กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้เพราะว่าบริวารที่เป็นลูกสมุนของเขาเป็นผู้ที่มีความรู้ร่ำเรียนมาสูง แต่มีกิเลสซึ่งใช้ความโลภเป็นตัวนำในแนวเดียวกับเขา จึงใช้ความรู้ที่มีในการหลบเลี่ยงกฎหมายได้ทุกครั้งของการกระทำผิด แม้ในด้านการปฏิบัติสมาธิก็เช่นกัน เขาใช้โลภะเป็นที่ตั้ง ใช้โทสะเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติมิจฉาสมาธิ และมันเป็นมิจฉาสมาธิเต็มรูปแบบ ทั้งยังฝึกบรรดาลูกสมุนของเขาให้สามารถปฏิบัติได้เช่นกัน เขาได้นิมิตศูนย์ปฏิบัติการเครื่องส่งพลังกิเลสขึ้นบนโลกใบนี้ ตามพลังมิจฉาทิฏฐิที่ฝังตัวอยู่ในจิตของเขา เจ้าพ่อขจรได้สร้างเครื่องยิงกระแสพลังกิเลสและเครื่องดูดพลังกิเลสขึ้นในนิมิตของเขา และเขาพร้อมแล้วที่จะทำให้ออกซิเจนของโลกใบนี้มีพลังดึงดูดอิเลคตรอนกับนิวเครียสด้วยพลังกิเลส

ณ สถาบันพลังจิตฯ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนหลักสูตรสมาธิของชูเดชและเพื่อนๆร่วมรุ่น “ผมได้สร้างนิมิตเครื่องแปลงสัญญาณให้พวกคุณทุกคนไว้แล้ว รุ่นนี้ผมคิดว่าเป็นรุ่นไฟแรง เพราะทำสมาธิได้ฌานกันเร็วและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีด้วย ผมขอชมเชย และยินดีด้วยที่ทุกคนจะจบการศึกษาแล้ว ขอให้พวกคุณทุกคนร่วมกันทำงานนี้เพื่อจักรวาลปลอดจากพลังกิเลส เป็นบุญกุศลแก่พวกคุณต่อไป” อาจารย์คงได้กล่าวปัจฉิมนิเทศให้แก่นักเรียนสมาธิ แล้ว ชูเดช เอราวรรณ วัฒโน นิดหน่อย ทั้งสี่คนรวมทั้งเพื่อนร่วมห้องเรียนทุกคนก็เข้ารับใบประกาศนียบัตรกันตามลำดับ และหลังจากรับมอบใบประกาศนียบัตรกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ทันที่ทุกคนจะออกจากห้องเรียน “พบคลื่นพลังกิเลสขนาดมหาศาลกำลังใกล้เข้ามาครับ” เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังรายงานให้อาจารย์ทางโทรจิต อาจารย์คงจึงพูดกับนักเรียนสมาธิทุกคนว่า “งานเข้าแล้ว ผมว่านี่คงเป็นความท้าทายครั้งแรกหลังจากที่พวกคุณจบการศึกษากัน ทุกคนพร้อมไม๊” นักเรียนทุกคนรับคำ “พร้อมครับ,ค่ะ” แล้วทุกคนก็นั่งสมาธิเข้าภวังค์เดินไปยังกระเบื้องแผ่นที่เจ็ด จากนั้นทั้งหมดก็เข้าสู่ห้องปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ก็รายงานทันที “จากการวิเคราะห์สภาพแล้ว มีข้อมูลดังนี้ครับ พลังกิเลสตัวนี้มี โลภะ 60.2356โทสะ 30.4352% โมหะ 9.3292% เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 100,000 Km : Hr ขนาดพื้นที่ 1,215,578,300 ตารางกิโลเมตรครับ” อาจารย์พูดขึ้นว่า “ตั้งมั่นให้พร้อม ให้ทุกสาขาเริ่มส่งพลังสติเขามาที่เครื่องรับได้เลย เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องยิงให้ยิงเมื่อสั่ง” เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตอบรับทันที “รับทราบครับ” อาจารย์คงจ้องมองไปยังจอภาพโค้งบริเวณเพดานห้องปฏิบัติการ บนจอภาพเป็นรูปอวกาศที่มีดาวดวงเล็กดวงน้อยกระจายอยู่มากมาย ตรงกลางจอเป็นภาพคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมากว่าที่เขาเคยพบ แล้วอาจารย์คงถึงกับเปรยขึ้นว่า “ตัวนี้ใหญ่ที่สุดในชีวิตผมเลย” ยังไม่ทันที่อาจารย์คงจะสั่งการอะไร อยู่ๆ คลื่นพลังดังกล่าวก็ถอยร่นออกไป เมื่อจอภาพจับภาพตามไปก็พบว่ามันกำลังไหลลงมายังโลกอย่างรวดเร็วเหมือนน้ำไหลลงรูระบายน้ำ บริเวณจุดๆหนึ่งซึ่งยังไม่ทราบพิกัดที่แน่นอน อาจารย์จึงรีบสั่งการทันที “ตรวจสอบพิกัดเร็ว ก่อนที่มันจะหายไป” เจ้าหน้าที่รีบสไลด์หน้าจอเลเซอร์ของตนแต่ได้พิกัดที่ไม่แน่ชัดซึ่งได้ข้อมูลแต่เพียงว่าอยู่บริเวณอ่าวไทยเท่านั้น อาจารย์คงจึงสั่งให้เพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังในบริเวณดังกล่าวไว้ และให้พยายามค้นหาคลื่นพลังกิเลสที่หายไปนี้ แล้วให้นักเรียนทั้งหมดก็ออกจากภวังค์แล้วกลับบ้านไปก่อน

 อาจารย์คงได้บอกกับนักเรียนทุกคนว่า “มันผิดปกติแล้ว ต้องมีอะไรบางอย่างดึงดูดคลื่นพลังกิเลสตัวนี้ลงมายังโลก ผมสังหรณ์ใจว่ามันจะเป็นเรื่องไม่ดีเป็นแน่ ระหว่างนี้ผมขอให้ทุกคนหากปฏิบัติสมาธิก็ช่วยกันสำรวจบริเวณดังกล่าวด้วย” นักเรียนทุกคนตอบรับ “ครับ,ค่ะ” อาจารย์คงจึงพูดต่ออีกว่า “ขอบคุณทุกคนมาก” 

 ที่บ้านชูเดช ในขณะที่เขานั่งสมาธิเข้าภวังค์อยู่ และเขาก็ได้เห็นในอวกาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวมากมาย ชูเดชรู้สึกว่าเขาเป็นดวงจิตดวงหนึ่งลอยอยู่ แต่ทำไมจึงรู้สึกว่าตัวเขาไม่ได้ชื่อชูเดช แต่กลับรู้สึกว่าตัวเขาชื่อ เปรื่อง แล้วก็ยังรู้สึกได้อีกว่าเขายังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เขากำลังตามหา เป็นปราชญ์ที่มีนามว่าจรรยา ซึ่งร่วมทางมาด้วยกัน แต่เขาก็ไม่พบดวงจิตของใครเลย ณ ที่นั้น และแล้วก็ปรากฏหลุมดำขนาดมหึมา แล้วดวงจิตของเขาก็ถูกดูดเข้าสู่หลุมดำ เขาจึงรู้สึกว่าหลุมดำมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ แล้วในที่สุดเขาก็พบแต่ความมืดมิด และแล้วก็ปรากฏจุดสีขาว แล้วกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเขา ซึ่งเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาเข้าไปหามันหรือมันพุ่งเข้ามาหาเขา แต่ที่เขาสัมผัสได้คือ เขากำลังปะทะกับแสงสีขาวนั้น ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังอยู่ในกระแสน้ำวนไปมา และไม่รู้ว่านานเท่าไร จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขามีร่างกายที่รับสัมผัสได้ทั้งจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย และทันใดนั้นเมื่อเขาได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกของเขา เขาก็ร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง แล้วชูเดชก็ออกจากภวังค์

ณ คฤหาสน์หรูบนเกาะแห่งหนึ่งกลางอ่าวไทย

 เจ้าพ่อขจรกำลังสั่งการลูกน้อง “เฮ้ย ของที่ให้ส่งไปให้ไอ้เจ๋งก๊วนยา เมื่อวานเป็นไงมั่ง เรียบร้อยดีไม๊” ลูกน้องรีบรายงานทันที “เรียบร้อยครับนาย ไอ้เจ๋งมันบอกว่าล็อตหน้าขอเพิ่มเป็นสองเท่าครับนาย แล้วพวกมันจะติดต่อมาใหม่ครับ” เจ้าพ่อขจร “ดีมาก พวกมึงจัดการงานที่เหลือให้เสร็จแล้วก็ไปพักกันได้” ลูกน้องรับคำ “ครับ” แล้วเจ้าพ่อขจรก็เข้าไปในคฤหาสน์ ภายในคฤหาสน์มีลูกน้องอีกกว่าสิบคนกำลังปฏิบัติมิจฉาสมาธิอยู่ เจ้าพ่อขจรจึงนั่งลงบนโซฟาหรูแล้วก็ทำสมาธิเข้าภวังค์แล้วห้องรับแขกหรูก็กลายเป็นห้องปฏิบัติการทางอวกาศทันที เขาเดินไปกลางห้องพร้อมสั่งการ “พลังกิเลสที่ดูดมาเมื่อวันก่อนเป็นไงบ้าง “มีสภาพดังนี้ครับ มี โลภะ 60.2356โทสะ 30.4352% โมหะ 9.3292% ครับ” เจ้าพ่อขจรจึงยิ้มด้วยความรู้สึกพอใจกับความสำเร็จในครั้งนี้ 

 ณ ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติของสถาบันพลังจิต “ข่าวจากสำนักข่าวไทย ขณะนี้มีการโจมตีตอบโต้สหรัฐด้วยการยิงขีปนาวุธ 9M729 ติดหัวรบนิวเคลียร์เข้าไปใน 10 เมืองของสหรัฐแล้ว หลังจากที่สหรัฐส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซงโดยอ้างเหตุความมั่นคงว่า มีการให้การสนับสนุนขบวนการผู้ก่อการร้ายในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันทางการจีนได้มีการสั่งให้เตรียมขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ไว้เช่นกัน สหประชาชาติได้มีมติเรียกประชุมฉุกเฉินในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...” แล้วก็มีเสียงของอาจารย์คงพูดขึ้น “ผมขอไม่ดูต่อนะ” นักเรียนสมาธิทุกคนก็ละสายตาจากจอภาพโค้งบนเพดานห้อง แล้วหันมามองที่อาจารย์คง จากนั้นอาจารย์คงก็พูดอีกว่า “เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญญาณอนาคตส่งให้ผมดูเมื่อวาน มันเป็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และผมคิดว่าสาเหตุต้องมาจากพลังกิเลสที่หายไปอย่างลึกลับบริเวณอ่าวไทยอย่างแน่นอน ผมได้สั่งเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเป็นสองเท่าแล้ว โดยเฉพาะในบริเวณดังกล่าว ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันด้วยอีกแรง” แล้วทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ก็รายงานเข้ามา “พบพลังกิเลสครับ แต่น้อยมากปริมาณแค่ 1 ตารางเมตรเท่านั้น ตอนนี้มันแทรกเข้าไปในออกซิเจนแล้วครับ” 

 ณ หมู่บ้านชาวประมง เท่ง เด็กหนุ่มนิสัยดีประจำหมู่บ้าน กำลังตรวจเช็คแหของตนเพื่อเตรียมออกเรือจับปลาอันเป็นกิจวัตรประจำ แล้วก็มีเสียงไต้ก๋งเรียก “เฮ้ย เท่ง เสร็จรึยัง” เท่ง รีบตอบ “ใกล้เสร็จแล้วครับ ถ้าเสร็จแล้วเดี๋ยวผมขนขึ้นเรือเลยนะครับ” ไต้ก๋งจึงตอบกลับ “เออ” หลังจากนั้นไม่นานเรือประมงก็แล่นออกไป เท่ง ไม่มีพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ของเท่งเสียชีวิตไปหมดแล้ว ไต้ก๋งเรือซึ่งเป็นญาติห่างๆทางพ่อก็รับมาเลี้ยงดู ก่อนที่พ่อของเท่งจะเสียชีวิตได้สั่งเสียไว้กับไต้ก๋งว่าให้เท่งเลือกว่าจะเรียนหนังสือหรือเป็นชาวประมงเหมือนกับเขา แล้วเท่งก็เลือกที่จะดำเนินชีวิตตามแบบพ่อของเขา ไต้ก๋งเลี้ยงดูเท่งเหมือนลูกแท้ ๆ ของตัวเอง เพราะไต้ก๋งก็ไม่มีเมียไม่มีลูก หลังจากที่เมียคนแรกของแกตาย แกก็ไม่คิดจะหาเมียใหม่อีก เพราะแกคิดว่าการทำอาชีพชาวประมงเป็นความสุขที่พอเพียงแล้วสำหรับแก

ขณะที่เรือของพวกเขาอยู่บริเวณทะเลอ่าวไทย วันนี้ได้ปลาค่อนข้างน้อย ไต้ก๋งเห็นว่าคงจะไม่คุ้มค่าใช้จ่ายหากยังอยู่ต่อ จึงหันหัวเรือกลับเข้าฝั่ง ในระหว่างเดินทางกลับเข้าฝั่งนั้น ปรากฏว่าเรือของพวกเขาต้องผ่านบริเวณที่พลังกิเลสได้แทรกเข้าไปในโมเลกุลของออกซิเจนและยังคงลอยตัวอยู่พอดี และขณะที่เรือแล่นผ่านนั้น ออกซิเจนส่วนหนึ่งได้เข้าสู่ปอดของเท่งที่นอนหลับพักผ่อนอยู่บนเรือในระหว่างทางขากลับ เขาจึงได้รับออกซิเจนที่มีพลังกิเลสแทรกอยู่ และแล้วเขาก็ฝันไปว่า ขณะที่เขากำลังทำงานตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆบนเรือโดยคำสั่งของไต้ก๋ง แต่ไต้ก๋ง กำลังเข้าไปปลุกปล้ำ ชบา คนรักของเขา เขาจึงรีบวิ่งเข้าไป “ไอ้เท่ง มึงมาทำไม กูสั่งให้เช็คของบนเรือ” เท่งตอบ “ไต้ก๋ง จะทำอะไรแฟนผม ไต้ก๋งทำอย่างงี้ได้ไง” แล้วทั้งสองคนก็เกิดการชกต่อยกัน ไต้ก๋ง เห็นมีดพร้าวางอยู่ใต้ต้นมะพร้าว จึงคว้าเอามาแล้วก็ฟันที่หน้าอกของเท่ง ทำให้เท่งบาดเจ็บ จากนั้นก็ฟันเข้าที่คอของเท่งอีก เท่งจึงตกใจตื่นขึ้นมา 

เหตุการณ์เมื่อวานก่อนวันนี้ “เฮ้ย ไอ้เท่ง แฟนเอ็งสวยขนาดนี้ไม่กลัวไต้ก๋งคว้าไปกินเหรอวะ” เพื่อนของเท่งกระเซ้าเย้าแหย่เท่ง เท่งจึงตอบไปว่า “มึงจะบ้า ชบาเป็นคนดี อายุไต้ก๋งแก่กว่าพ่อชบาซะอีก ไต้ก๋งก็เหมือนพ่อกู มึงนี่ปากพล่อยนะเนี้ย” แล้วการสนทนาก็จบลงเมื่อเท่งรีบเดินออกมาจากวงเพื่อนปากเสียนั่น แล้วก็เดินไปที่บ้านของชบา ก่อนจะเข้าถึงบ้านของชบา เขาก็ได้ยินเสียงออกมาจากบนบ้าน เขาจึงยืนแอบใต้ถุนเรือนฟัง ก็ได้ยินเสียงเบา ๆจับใจความได้ว่า “หนูนับถือไต้ก๋งเหมือนพ่อนะ” แล้วหลังจากนั้นซักครู่เขาก็เห็นไต้ก๋งเดินลงมาจากบ้านของชบา แล้วก็เดินจากไป หลังจากไต้ก๋งเดินออกไปไกลแล้ว เขาจึงรีบขึ้นไปบนบ้านพร้อมกับถามว่า “เมื่อกี้ไต้ก๋งมาทำอะไร” ชบา จึงตอบไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกพี่ วันนี้พี่กินข้าวมารึยัง เดี๋ยวชั้นหาให้กินนะ” เท่ง ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ

และวันนี้ หลังจากเท่งตกใจตื่นขึ้น เขาหันไปมองไต้ก๋ง เห็นไต้ก๋งกำลังบังคับเรือพร้อมกับคุยโทรศัพท์อยู่ “เฮ้ย มันให้ข้าช่วย ข้าก็ขัดไม่ได้” จากนั้นเท่งก็เกิดโมหะและโทสะอย่างแรงกล้าโดยที่ขาดสติในการยั้งคิด อารมณ์นี้เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันด้วยฤทธิ์ของพลังกิเลสที่มีอยู่ในออกซิเจนที่เขาได้รับเข้าไป เท่งจึงคว้าฉมวกข้างลำเรือแทงเข้าไปที่หน้าอกของไต้ก๋งอย่างแรง ทำให้ไต้ก๋งหงายหลังลงไปกองอยู่กับพื้นภายในห้องบังคับเรือ แต่เสียงในโทรศัพท์ก็ยังพูดต่อ “เอ็งให้มันยืมไป แล้วเอ็งมีใช้เหรอ เห็นบอกว่าช่วงนี้ได้ปลาน้อยไม่ใช่เหรอ...” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบใดๆจากไต้ก๋งอีกต่อไป

 ที่บ้านของชบา “ยายเมี้ยนโทรมาบอกแม่ แล้วแม่ก็เลยรีบไปเอามา กระเป๋าตังค์มันตกอยู่ใต้ถุนบ้านแก เดี๋ยวไต้ก๋งเค้ากลับมาเอ็งก็เอาไปคืนเค้านะ” ชบาตอบ “จ๊ะแม่” 

ณ คฤหาสน์หรูบนเกาะแห่งหนึ่งบริเวณอ่าวไทย ลูกน้องของเจ้าพ่อขจรผู้ปฏิบัติมิจฉาสมาธิออกจากภวังค์มาแล้ว ลูกน้องของเจ้าพ่อขจรคนหนึ่งที่ปฏิบัติมิจฉาสมาธิจึงพูดถาม “เจ้านายจะใช้พลังกิเลสทำอะไรหรือครับ” เจ้าพ่อขจรตอบลูกน้องของเขา “พลังกิเลสนี่มันจะทำให้คนมีกิเลสมากขึ้น” เจ้าพ่อขจรหัวเราะนิดนึงก่อนจะอธิบายให้ลูกน้องฟังต่ออีกว่า “พลังกิเลส ที่ส่งออกไปหลังจากมันแทรกตัวเข้าไปในออกซิเจนแล้ว มันจะกระจายไปทั่ว คนที่ได้รับเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดมีกิเลสเข้าไปนอนเนื่องอยู่ในจิตใจ เมื่อมีกิเลสมากขึ้น กิจการบ่อน ซ่อง ยาเสพติด อาวุธ ก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าซิวะ” เจ้าพ่อขจรอธิบายแผนที่ตนวาดหวังไว้ 

ณ ศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันพลังจิต หลังจากที่นักเรียนทุกคนกลับไปแล้ว อาจารย์คงยังนั่งสมาธิเข้าภวังค์อยู่ในศูนย์ปฏิบัติการเพื่อพยายามหาพลังกิเลสที่หายไปนั้น ทันใดก็ปรากฏชายในชุดสูทสีขาวผูกเน็คไทขาว ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับพูดว่า “เราหวังว่าชุดนี้คงเหมาะกับดาวดวงนี้นะ” อาจารย์คงรู้สึกแปลกใจที่มีอาทิสมานกายเข้ามาในนิมิตของเขาได้ เพราะถ้าไม่รู้รหัสทางเข้าก็จะไม่สามารถเข้ามาในนิมิตนี้ได้ จึงถามขึ้น “ท่านเป็นใคร เข้ามาในนิมิตนี้ได้ยังไงครับ” ชายชุดขาวจึงเล่าให้ฟัง “เราคือ พล.อ.อนาคา เรามาจาก ณ ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ห่างจากดาวดวงนี้ไปหลายล้านปีแสง เราเป็นประชากรของประเทศสัมมา เราชำนาญการเข้าออกในนิมิต เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย เราเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเดินทางติดตามดวงจิตของ พล.อ.ทมิฬ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศมิจฉา ด้วยญาณของเรา ทำให้รู้ว่าตอนนี้เขาได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์อยู่บนดาวดวงนี้แล้ว พลังกิเลสในตัวเค้าแรงมาก” อาจารย์คงรีบถามต่อว่า “งั้นท่านคงจะรู้ว่าพลังกิเลสที่หายไปอยู่ที่ไหน” แล้วพล.อ.อนาคาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดบนดาวสัมมามิจฉาให้อาจารย์คงฟัง ก่อนจะสรุปว่า “จากที่ท่านบอกว่ามีพลังกิเลสหายไปนั้น พลังกิเลสเหล่านั้นคงจะถูกเก็บไว้ในถังเก็บที่ไม่สามารถตรวจพบได้ ซึ่งมันก็คงถูกนิมิตขึ้นโดย พล.อ.ทมิฬ และเท่าที่รู้ตอนนี้เขาเป็นประชากรบนดาวดวงนี้ไปแล้ว ทมิฬต้องมีแผนการร้ายอะไรซักอย่างเป็นแน่ ท่านต้องหาทางยับยั้งแผนการชั่วร้ายของ พล.อ.ทมิฬให้ได้ เรา ผ่านหลุมดำมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่พลังกิเลสในจิตของทมิฬนั้นมีกระแสที่แรงมาก และได้ปรากฏขึ้นในญาณของเรา เราจึงเดินทางตามกระแสนั้นจนมาถึงดาวของท่าน เพื่อนำดวงจิตของทมิฬกลับไปแล้วกำจัดพลังกิเลสในดวงจิตของเขา เราหวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือด้วย” อาจารย์คงรีบตอบทันที “ผมยินดีครับ งั้นเราเริ่มประชุมเรื่องการปฏิบัติการกันเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลา” พล.อ.อนาคา ได้อธิบายความคิดของเขา “เรื่องนี้อย่างที่บอกไว้ว่า ต้องเป็นฝีมือของทมิฬแน่ๆ เพราะเค้าเก่งเรื่องนี้มาก และคิดว่าเค้าคงกำลังจะปล่อยพลังกิเลสนี้ออกมาแทรกเข้าสู่โมเลกุลของออกซิเจนในอากาศอย่างแน่นอนในไม่ช้า ทางที่เราจะทำได้ตอนนี้คือ ให้เตรียมกระแสพลังสติให้พร้อมยิงในทันทีที่พบพลังกิเลส เพราะพลังกิเลสจะแตกตัวแล้วแทรกเข้าไปในออกซิเจนทันทีที่ถูกปล่อยออกมา” อาจารย์คงจึงพูดขึ้น “ทางฝ่ายเราได้พบมันปรากฏอยู่และแตกตัวไปครั้งนึงแล้ว แต่ปริมาณน้อยมาก” พล.อ.อนาคาจึงตอบว่า “อันนั้นน่าจะเป็นการทดลองใช้งานของทมิฬ” แล้ว พล.อ.อนาคาก็นิมิตปืนยิงกระแสพลังสติขึ้นมาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “นี่เป็นปืนยิงกระแสพลังสติที่เราคิดค้นขึ้น สามารถดึงพลังสติจากแหล่งจ่ายพลังงานได้ตลอดเวลาไม่มีวันที่กระสุนจะหมด มันจะสามารถสลายพลังกิเลสได้เหมือนเครื่องยิงกระแสขนาดใหญ่ แต่นี่เป็นขนาดพกพา” อาจารย์คงเริ่มสงสัยจึงถามว่า “เราต้องใช้ด้วยหรือครับ” พล.อ.อนาคาจึงอธิบายเพิ่มเติม “เราอาจจะต้องใช้มัน เพื่อทำลายคลื่นพลังกิเลสในระยะประชิด” แล้ว พล.อ.อนาคา ก็นิมิตแว่นคาดศีรษะให้ปรากฏพร้อมกับพูดขึ้นว่า “และนี่เป็นแว่นสแกนพลังกิเลส เมื่อเราส่องผ่านแว่นนี้ จะทำให้เห็นได้ว่าใครมีพลังกิเลสที่เกิดจากมิจฉาสมาธิแฝงอยู่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ควรจะต้องมีไว้ติดตัวเพื่อความปลอดภัยด้วย ผมนิมิตไว้เยอะ” อาจารย์คงจึงพูดเชิงจะขอไว้ใช้บนโลก “ถ้ามีแจกคนบนโลกนี้ทุกคนก็ดี จะได้ส่องให้รู้ว่าคนไหนดีคนไหนมีกิเลส” พล.อ.อนาคาจึงตอบ “เราให้ท่านเก็บไว้แล้วกันซักพันอันน่าจะพอ” แล้วอาจารย์คงก็กล่าวขอบคุณ

เย็นวันนั้นหลังจากนักเรียนทุกคนเลิกงานแล้ว ต่างก็เดินทางมาที่สถาบันพลังจิตแห่งนี้ หลังจากที่นักเรียนทุกคนเข้าภวังค์มาสู่ห้องปฏิบัติการแล้ว อาจารย์คงได้แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักพล.อ.อนาคาเป็นที่เรียบร้อย ทุกคนก็เริ่มใช้กระแสจิตสำรวจบริเวณอ่าวไทยเพื่อค้นหาสถานที่เก็บคลื่นพลังกิเลส ทันใดนั้นก็มีเสียงเจ้าหน้าที่รายงาน “พบพลังกิเลสลอยขึ้นมาบริเวณอ่าวไทยครับ” แล้วจอภาพโค้งบนเพดานศูนย์ปฏิบัติการก็ปรากฏภาพคลื่นพลังกิเลสพุ่งออกมาจากเกาะๆหนึ่งบริเวณอ่าวไทย และกำลังจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ อาจารย์คง และ พล.อ.อนาคา พูดขึ้นพร้อมกันเหมือนจะรู้ใจกันว่า “ปฏิบัติการเริ่มแล้ว” อาจารย์จึงสั่งให้ยิงเครื่องยิงกระแสพลังสติไปยังจุดที่คลื่นพลังกิเลสพุ่งออกมา แต่เนื่องจากกระแสพลังกิเลสมีการแพร่กระจายทันทีเมื่อพุ่งออกมาจากเครื่องยิงของฝ่ายเจ้าพ่อขจรทำให้กระแสพลังสติไม่สามารถกำจัดพลังกิเลสได้หมด พล.อ.อนาคา จึงพูดกับอาจารย์คงว่า “ต้องใช้หน่วยปฏิบัติการจู่โจมเข้าไปสลายบริเวณนั้น” อาจารย์คงจึงพูดขึ้นว่า “ขออาสาเข้าไปจัดการที่จุดนั้น มีใครอาสาบ้าง” นักเรียนสมาธิทุกคนต่างพร้อมใจกันขานรับ “ผมครับ,ดิชั้นค่ะ” จากนั้น พล.อ.อนาคา ก็นิมิตปืนยิงกระแสพลังสติแจกให้กับทุกคน หลังจากทุกคนรับไปแล้ว อาจารย์คงก็นิมิตเครื่องส่งอาทิสมานกายขึ้นเท่ากับจำนวนของอาสาสมัครที่จะเดินทางไป แล้วทั้งหมดก็เดินไปเข้าแคปซูลเครื่องส่งอาทิสมานกาย ซึ่งมีลักษณะรูปทรงเหมือนแคปซูลยาสามารถเข้าไปในนั้นได้ครั้งหนึ่งคน และมีประตูเปิดเป็นกระจกใส ทั้งหมดจึงเข้าไปในนั้น เมื่อทุกคนเข้าไปหมดแล้ว อาจารย์คงก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งแคปซูลคลิกที่ส่งไปยังเป้าหมายทันที

ณ คฤหาสน์หรูของเจ้าพ่อขจรบนเกาะแห่งหนึ่งบริเวณอ่าวไทย อาทิสมานกายของนักเรียนสมาธิก็ปรากฏตัวลอยอยู่เหนือคฤหาสน์ดังกล่าว จากนั้นทุกคนก็ใช้ปืนยิงกระแสพลังสติยิงเข้าสลายพลังกิเลสที่กำลังแพร่กระจายไปโดยรอบเหนือคฤหาสน์นั้น และแล้ว อาทิสมานกายที่เป็นลูกน้องของเจ้าพ่อขจรก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปืนยิงกระแสพลังกิเลส และได้ยิงเข้ามาทางนักเรียนสมาธิ แต่กระแสพลังกิเลสที่ยิงมามีสภาพที่เคลื่อนตัวได้ช้ากว่าเพราะมันมีการดึงดูดกันกับกระแสพลังกิเลสจากเครื่องยิงตัวใหญ่ นักเรียนสมาธิจึงสามารถหลบได้ทันและยิงกระแสพลังสติสลายพลังกิเลสที่พุ่งเข้ามาได้ทุกคน เจ้าพ่อขจรเห็นดังนั้นจึงสั่งให้หยุดเครื่องยิงตัวใหญ่ก่อนและถอนกำลังของฝ่ายตนกลับ เมื่อลูกสมุนเจ้าพ่อขจรหายไปหมด และเครื่องยิงพลังกิเลสหายไปแล้ว อาจารย์คงจึงสั่งให้เจ้างหน้าที่ส่งแคปซูลคลิกหน้าจอดึงนักเรียนสมาธิทุกคนกลับเข้ามาสู่ห้องปฏิบัติการของสถาบัน แล้ว พล.อ.อนาคาจึงขอคุยกับอาจารย์คงในห้องวางแผนปฏิบัติการ

ภายในห้องวางแผนปฏิบัติการ ณ ศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันพลังจิต พล.อ.อนาคา พูดขึ้นว่า “พลังกิเลสเป็นพลังที่เข้าไปเป็นพลังดึงดูดกันระหว่างอิเลคตรอนกับนิวเครียสในโมเลกุลของสสาร ดังนั้นถ้าสามารถยิงพลังสติใส่ผู้มีกิเลสแล้ว พลังสติจะเป็นพลังที่เข้าไปเคลือบพลังกิเลสไว้เท่านั้นไม่สามารถทำอะไรพลังกิเลสได้ ดุจศิลาทับหญ้า ถ้าไม่มีสสารก็ไม่มีโมเลกุล ไม่มีโมเลกุลก็ไม่มีนิวเครียสและอิเลคตรอน ในขณะที่เราผ่านหลุมดำมานั้น เรารู้สึกว่าเราไม่มีตัวตน ไม่มีกาลเวลา ไม่มีแก่นสารใดๆ ทุกๆสิ่งที่เราได้เคยสัมผัสมาทั้งทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเป็นการสมมติขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่มีเรา ไม่มีใคร ไม่มีตัวตนใดๆ เพราะจริงๆแล้ว ทุกๆอย่างในอวกาศเป็นความว่างเปล่า ความจริงในอวกาศคือความว่างเปล่า ไม่มีพลังงานต่าง ๆ เลยด้วยซ้ำ เรารู้สึกยินดีกับดาวของท่านที่มีมหาบุรุษตรัสรู้เรื่องนี้ ซึ่งบนโลกของเราไม่มีใครมีความรู้เรื่องนี้เหมือนบนดาวของท่าน การปฏิบัติสมาธิที่โลกของเราจึงยังไม่ถึงจุดที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ซักที” พล.อ.อนาคาพูดกับอาจารย์คง หลังจากที่นักเรียนสมาธิทุกคนกลับเข้าศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงของสถาบันแล้ว จากนั้นอาจารย์คงจึงถามต่อว่า “แล้วท่านมีแผนการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้” พล.อ.อนาคา กล่าวตอบ “เราต้องส่งอาทิสมานกายไปเพื่อค้นหาถังเก็บพลังกิเลสของทมิฬอีก เพื่อยิงกระแสพลังสติสลายถังเก็บนั้น แต่คงจะต้องฝ่าด่านลูกน้องบริวารของทมิฬไปให้ได้ก่อน” อาจารย์คงจึงถามต่ออีกว่า “แล้วเราต้องทำยังไงครับ” พล.อ.อนาคา “ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่าที่ตั้งของทมิฬอยู่ที่ไหน แต่เขาอาจจะนิมิตศูนย์ปฏิบัติการของไว้อีกที่นึงก็ได้ แต่เราคิดว่าไม่น่าจะห่างไกลกันหรอก เรายังหาไม่เจอเพราะทมิฬคงจะนิมิตม่านบังนิมิตไว้ ญาณของเราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนถังเก็บนี้เราคิดว่าต้องอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังกิเลสนั่นแหละ เราจึงต้องค้นหาศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังกิเลสในนิมิตของเขาให้ได้ก่อน แล้วเราจึงจะสามารถเข้าไปจัดการกับถังเก็บได้” อาจารย์คงนั้นสร้างศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติโดยใช้กระเบื้องแผ่นที่เจ็ดเป็นกุญแจในการจะเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการและเขานิมิตไว้ใต้พื้นดินของสถาบัน เขาจึงเข้าใจดีว่าการจะเข้าไปยังศูนย์ปฏิบัติการของทมิฬก็คงต้องมีกุญแจหรือรหัสอะไรซักอย่างที่สามารถเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติเครื่องยิงในนิมิตของทมิฬได้เช่นกัน อาจารย์คงจึงมีแผนที่จะส่งอาทิสมานกายเข้าไปในคฤหาสน์นั้น โดยการส่งอาทิสมานกายของชูเดชไปสำรวจรอบๆคฤหาสน์ของเจ้าพ่อขจรก่อน “งั้นผมคิดว่าจะส่งคนของผมไปสำรวจบริเวณคฤหาสน์ของเจ้าพ่อขจรดู ท่านว่าดีไม๊” อาจารย์คงเสนอแผนการขึ้น “คงจะต้องทำเช่นนั้นแหละ” พล.อ.อนาคา ตอบ แล้วอาจารย์คงก็ขอให้ชูเดชเข้าแคปซูลไปสำรวจทันที

เมื่ออาทิสมานกายของชูเดชปรากฏขึ้นบริเวณคฤหาสน์ของเจ้าพ่อขจร เขาจึงสำรวจโดยรอบทำให้พบว่าบริเวณโดยรอบมีการสร้างศาลาไม้เล็กๆไว้ และเขาสัมผัสได้ว่ามันมีกระแสพลังอย่างหนึ่งที่ส่งออกมา เมื่อเขาเข้าไปใกล้ๆ กระแสพลังนั้นก็มีการสั่น และทำให้อาทิสมานกายได้รับแรงสั่นสะเทือนนั้นด้วย จากนั้นอาทิสมานกายของลูกน้องเจ้าพ่อขจรก็ปรากฏตัวขึ้น ชูเดชจึงรีบรายงานกลับมา อาจารย์คงจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ดึงชูเดชกลับมาที่ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติของสถาบันเช่นกัน “ผมคิดว่ามันเป็นเครื่องตรวจจับอาทิสมานกายครับ” ชูเดชออกความเห็นหลังจากได้รายงานเหตุการณ์ต่างๆให้อาจารย์คงได้รับทราบแล้ว อาจารย์คงจึงพูดขึ้นว่า “ไม่ผิด ตอนนี้เรารู้แค่ว่าที่ตั้งของเป้าหมาย แต่ศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังกิเลสของเจ้าพ่อขจรที่นิมิตไว้ยังไม่แน่นอน แต่คงจะอยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์นั้นและคงมีการตรวจตราตลอดเวลา เราต้องจัดการเครื่องตรวจจับนี้ก่อนจึงจะเข้าไปสำรวจเพิ่มเติมได้ ขอเวลาผมคิดหาวิธีก่อน ตอนนี้พวกคุณทุกคนกลับไปก่อนก็แล้วกัน” แล้วนักเรียนสมาธิทุกคนก็ออกจากภวังค์กลับเข้าสู่ห้องเรียน แล้วทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

หลังจากชูเดชกลับถึงบ้านชำระร่างกายเสร็จสรรพแล้ว เขาก็ตั้งใจจะนั่งสมาธิซักพักก่อนเข้านอน และหลังจากเขาเข้าภวังค์แล้ว เขาจึงได้เห็น ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายล้านปีแสง ได้เกิดการระเบิดของดวงดาว และเขาเกิดการรับรู้ได้ว่าดาวดวงนั้นคือ ดาวราหูนั่นเอง หลังจากดาวราหูแตกดับแล้ว คลื่นพลังกิเลสปริมาณมหึมาขนาดพื้นที่ 1,215,578,300 ตารางกิโลเมตร ได้เคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่ดาวราหูแตกดับ พร้อมกับดวงจิตของเขากับปราชญ์จรรยาที่ติดตามคลื่นพลังกิเลสตัวนี้มาด้วยกันอย่างไม่ลดละ และไม่รู้ว่าเวลานานเท่าไร หลังจากนั้นในนิมิตของชูเดชก็ได้เห็น คลื่นพลังกิเลสดังกล่าวถูกดูดเข้าสู่หลุมดำ และตอนนั้นดวงจิตของปราชญ์จรรยาซึ่งลอยตามติดคลื่นพลังกิเลสนั้นแบบกระชั้นชิดมาก ทำให้ถูกดูดตามเข้าไปด้วย ก่อนที่จะเข้าไปในหลุมดำเขาก็ได้ยินเสียงจากปราชญ์จรรยาซึ่งส่งกระแสจิตบอกแก่เขาว่า “เราจะตามติดไปก่อน ขอให้เราได้ไปจุติยังปฐพีเดียวกันกับท่าน เราจักอธิษฐานเยี่ยงนี้” ยังไม่ทันที่เขาจะตอบอะไร ดวงจิตของปราชญ์จรรยาก็หายเข้าไปในหลุมดำตามคลื่นพลังกิเลสนั้น เขาเกิดความกังวลว่าหากตามเข้าไปในหลุมดำแล้วอาจจะไม่มีวันได้พบกับคลื่นพลังกิเลสตัวนี้อีก และอาจจะไม่ได้พบกับปราชญ์จรรยาด้วย หลังจากลังเลอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไร และในที่สุดเขาจึงตัดสินใจ อธิษฐานจิต “เราจะตามคลื่นพลังกิเลสนั้นไป เราจะจุติบนปฐพีเดียวกับปราชญ์จรรยา” เขาอธิษฐานจิตไปเรื่อยๆจนหายเข้าไปในหลุมดำนั้น จากนิมิตที่ได้เห็น ชูเดชจึงได้รู้ว่าที่จริงเขาเป็นใคร แต่ปราชญ์จรรยานั้นชูเดชยังไม่แน่ใจว่าเป็นใครกันแน่ แล้วชูเดชก็ออกจากภวังค์ไป

 ณ คฤหาสน์หรูของเจ้าพ่อขจรบนเกาะแห่งหนึ่งบริเวณอ่าวไทย หลังจากเจ้าพ่อขจรรับรู้ได้ว่ามีกลุ่มคนกำลังขัดขวางแผนการของเขา เขาจึงต้องคิดหาแผนการใหม่ “ถังเก็บเหลือพลังเท่าไหร่” เจ้าพ่อขจรถามอย่างอารมณ์ไม่ดี ลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรจึงตรวจสอบตัวเลขที่หน้าจอเลเซอร์ตรงหน้าแล้วรายงาน “ปริมาณขนาดพื้นที่ 1,212,124,000 ตารางกิโลเมตรครับเจ้านาย” เขาบ่นพึมพำ “เสียไปนิดหน่อย” จากนั้นเขาก็นิมิตสร้างเครื่องยิงกระแสพลังกิเลสขึ้นมาเพิ่มอีกเจ็ดตัวเพื่อยิงไปในทิศทางให้ครบทั้งแปดทิศ และสั่งให้ลูกน้องเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับจอเลเซอร์ควบคุมของทุกคน หลังจากนั้นเจ้าพ่อขจรก็พูดขึ้นว่า “กูจะรอให้พวกมันตายใจก่อน ตอนนี้ต้องอยู่เงียบๆซักพัก กบดานไม่ให้พวกมันเห็นการเคลื่อนไหว แล้วพวกมึงก็ทำตัวตามปกติไปก่อน ไม่กี่วันนี้กูจะปล่อยพลังให้สุด ๆ ไปเลย” แล้วเจ้าพ่อและลูกสมุนก็ออกจากภวังค์ไป

ณ ศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันพลังจิต โรงเรียนสอนสมาธิ วันต่อ ๆ มา หลังจากที่นักเรียนสมาธิทุกคนนั่งสมาธิเข้าภวังค์สู่ห้องปฏิบัติการแล้ว อาจารย์คงก็อธิบายแผนการ “ต้องใช้แผนแทรกซึมเข้าไป เราต้องส่งอาทิสมานกายเข้าไปในพื้นที่ แล้วใช้แว่นสแกนกิเลสหาคนที่มีมิจฉาสมาธิในบริเวณนั้น จากนั้นต้องสะกดรอยตามไป เมื่อลูกน้องของเจ้าพ่อขจรมีการปฏิบัติมิจฉาสมาธิ เราอาจจะเห็นกุญแจหรือรหัสที่ใช้เข้าศูนย์ปฏิบัติการของเจ้าพ่อขจรได้” แล้ว พล.อ.อนาคา ก็เสริมขึ้นว่า “ปัญหาในตอนนี้คือการรวบรวมนักปฏิบัติสมาธิ เพื่อเตรียมพลังสติไว้ให้มากที่สุด เพราะว่าคลื่นพลังกิเลสที่อยู่ในกำมือของทมิฬ มันมหาศาลมาก เขาสามารถที่จะปล่อยมันออกมาได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยิงก็ได้ แต่เราคิดว่านั่นคงเป็นหนทางสุดท้าย เพราะเขาคงจะต้องการปล่อยพลังกิลสเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น” อาจารย์คงจึงพูดขึ้นว่า “สาขาของสถาบันอาจจะมีไม่พอ ผมจำเป็นจะต้องเข้าไปศูนย์ใหญ่เพื่อขอกำลังพล และคิดว่าคงรู้ผลในวันสองวันนี้” หลังจากที่ทุกคนรับทราบแผนการแล้ว นักเรียนสมาธิทั้งรุ่นก็เริ่มนั่งสมาธิเร่งปฏิบัติและสะสมพลังจิตเข้าสู่ถังเก็บให้มากที่สุด

การปฏิบัติสมาธิครั้งนี้ของชูเดชทำให้เขาได้เห็นนิมิตหนึ่ง หลายสิบปีก่อน ณ ห้วงอวกาศเหนือพื้นโลกของเรา เขารู้สึกว่าเขาเป็นปราชญ์ชื่อเปรื่องที่ตามปราชญ์จรรยามา และพยายามส่งกระแสจิตติดต่อ “ทำไมข้าหาไม่พบ ท่านอยู่ที่ใด ข้าจักต้องลงไปจุติก่อนแล้ว” ปราชญ์เปรื่องส่งกระแสออกไปเพื่อติดต่อกับปราชญ์จรรยา แต่แล้วดวงจิตของปราชญ์เปรื่องก็พุ่งสู่ชั้นบรรยากาศของโลก และแล้วก็ปรากฏจุดสีขาว แล้วกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเขา ซึ่งเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาเข้าไปหามันหรือมันพุ่งเข้ามาหาเขา แต่ที่เขาสัมผัสได้คือ เขากำลังปะทะกับแสงสีขาวนั้น ทันใดนั้นเขาก็ไม่มีความรู้สึกอีก แล้วเขาก็กลับมารู้สึกตัวว่าตัวเองว่าอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำซึ่งกำลังไหลวนไปมา ไม่รู้ว่านานเท่าไร แล้วก็รู้สึกว่าตนเองกำลังไหลไปตามสายน้ำ ทันใดนั้นเมื่อเขาได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกของเขา เขาก็ร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง “มาแล้ว เปเล่ของพ่อ” เสียงแผ่วๆดังขึ้นในหูของเขา 

 หลังจากนั้นชูเดชก็ออกจากภวังค์เข้ามาสู่ห้องปฏิบัติการของสถาบัน เขาก็เห็นอาจารย์คงยืนอยู่กลางห้องปฏิบัติการของสถาบัน แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้นว่า “ท่านทำหรือยัง” ทันใดนั้นชูเดชก็สำนึกขึ้นได้ทันทีว่าเขาเป็นใครมาทำอะไรบนโลกใบนี้ เขาจึงเอ่ยถามอาจารย์คงว่า “แสดงว่าอาจารย์คือปราชญ์จรรยา?” อาจารย์คงไม่ตอบแต่พยักหน้ารับ แล้วก็พูดขึ้นว่า “ในที่สุดคุณก็ตามมาทันกัน คุณพร้อมหรือยัง” ชูเดช จึงตอบไปว่า “ผมพร้อมแล้วครับ ผมคิดว่าตอนนี้วิชาญาณเกิดกับผมแล้ว”

 ณ บริเวณที่นั่งพักของสถาบันพลังจิต โรงเรียนสอนสมาธิ “เอ ได้ขั้น 4 ไม่นานเลย จะให้ขยายเวลายังไงดี จึงจะได้ขั้นสูงขึ้นไปอีก” เอราวรรณ พูดขึ้นกลางวงสนทนาซึ่งมี ชูเดช วัฒโน และนิดหน่อย รับฟังอยู่ แล้ววัฒโนก็พูดขึ้น “ผมก็เหมือนกัน” ตามด้วยนิดหน่อย “นิดก็อยู่ในขั้น 4 ได้ไม่นานเหมือนกัน” จากนั้นชูเดชก็พูดขึ้นว่า “ผมคิดว่าทุกคนยังขาดอุเบกขา เพราะว่าการปล่อยวางไม่เคร่งเครียดและไม่ต้องการอะไรจะทำให้จิตปราศจากอารมณ์แบบเกือบสิ้นเชิง ทุกคนต้องวางอุเบกขาให้ได้ ไม่ต้องใส่ใจหรือคาดหวังสิ่งใด” วัฒโนซึ่งฟังอยู่ จึงถามชูเดชว่า “แล้วพี่จะให้วางอุเบกขายังไง” ชูเดช อธิบายต่อ “การวางอุเบกขา คือ การปล่อยให้มันเป็นไปของมัน ไม่ต้องสนใจว่าจะได้อะไร ไม่ต้องคิดว่ากำลังต้องการอะไรจากสิ่งที่ทำอยู่ จะทำให้จิตนิ่งและมีสติรับรู้ในเวลาปัจจุบันเท่านั้น รับรู้และดูเฉยๆ อยู่อย่างนั้น แล้วปล่อยให้จิตเข้าสู่ฌาน 4 ไปเอง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเอง เราบังคับมันไม่ได้ อันนี้ผมได้ประสบการณ์มาจากตอนที่ติดอยู่ในคลื่นพลังกิเลส” จากนั้นทั้งสี่คนก็สนทนากันเรื่องต่างๆในชีวิต ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

 เช้าวันต่อมา “ปราชญ์เปรื่อง ๆ ๆ ๆ ชูเดช ๆ ๆ” อาจารย์คงได้ส่งกระแสจิตเรียกชูเดชให้ตื่นขึ้น ทำให้ชูเดชตื่นขึ้นมาและนั่งอยู่บนเตียงภายในห้องนอนของเขา จากนั้นก็นั่งสมาธิเข้าภวังค์แล้วจึงส่งกระแสจิตติดต่อกลับไป “อาจารย์เรียกผมใช่ไม๊ครับ” อาจารย์คงตอบ “ใช่ และผมกำลังเรียกทุกคนมา” จากนั้นชูเดช วัฒโน เอราวรรณ นิดหน่อย และนักเรียนสมาธิทั้งรุ่นก็รีบมาที่สถาบัน แล้วจึงเริ่มนั่งสมาธิเข้าภวังค์มาสู่ห้องปฏิบัติการของสถาบัน อาจารย์คงยืนอยู่กลางห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติ โดยมี พล.อ.อนาคา ยืนอยู่ข้างอาจารย์ ซักพักนักเรียนสมาธิทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นในห้องปฏิบัติการนั้น แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้นว่า “ผมติดต่อศูนย์ใหญ่แล้ว เราได้กำลังพลมาเพิ่มจำนวนมากและพร้อมจะส่งพลังจิตเข้ามาที่สถาบัน แต่เราต้องเตรียมถังเก็บ ผมอยากให้ทุกคนช่วยกันนิมิตถังเก็บพลังจิตนี้ เพราะแต่ละคนจะต้องมีการเชื่อมต่อปืนยิงกระแสกับเครื่องแปลงสัญญาณจากถังเก็บนี้ จึงขอให้ทุกคนมาในวันนี้” หลังจากนั้น พล.อ.อนาคาก็พูดขึ้น “ถังเก็บนี้ต้องนิมิตให้สามารถกักเก็บพลังจิตได้โดยเชื่อมต่อกับเครื่องส่งสัญญาณของศูนย์ปฏิบัติการฯ ซึ่งที่ศูนย์จะทำการแปลงสัญญาณส่งไปให้ ปืนยิงกระแสพลังจิตของทุกคนก็จะใช้พลังสติจากถังเก็บของแต่ละคน” แล้วทุกคนก็นั่งสมาธิเข้าภวังค์นิมิตถังเก็บพลังสติขึ้น เมื่อทุกคนนิมิตถังเก็บของแต่ละคนได้แล้ว อาจารย์จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่เริ่มปล่อยพลังสติ โดยแปลงพลังสติที่ได้รับมาส่งผ่านเครื่องส่งสัญญาณของศูนย์ปฏิบัติการไปเข้าถังเก็บของแต่ละคน และแล้วพลังจิตของนักปฏิบัติสมาธิที่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้จากทั่วทุกสารทิศก็หลั่งไหลเข้ามาสู่ถังเก็บที่ทุกคนนิมิตไว้

วันต่อมา ณ คฤหาสน์หรูของเจ้าพ่อขจรบนเกาะแห่งหนึ่งบริเวณอ่าวไทย บริเวณป้อมยามหน้าทางเข้าคฤหาสน์“ไอ้สันมันมาช้ามาก มันมัวทำไรวะ” ยิ่งยศ ลูกสมุนเจ้าพ่อขจรพูดผ่านโทรศัพท์ให้ เผด็จ เพื่อน ร.ป.ภ.ที่อยู่ข้างห้องพักของ สัน ลูกสมุนอีกคนของเจ้าพ่อขจร “กูโทรไปมันก็ปิดเครื่อง แ_งกวน__น” เผด็จ จึงตอบไปว่า “เมื่อคืนเห็นมันพาเด็กมาที่ห้องโว้ย สงสัยคางเหลือง” แล้วทันใด สัน ก็เดินเข้ามาที่ป้อม “เฮ้ย ไอ้ยศ ไอ้สั..ว์มึงเสียเวลานิดหน่อย มึงบ่นเหรอ ไอ้เย” ยิ่งยศ จึงตอบกลับไป “ไอ้...ดาน มึงมาช้าแ...งมัวล่อเด็กเพลินเลยซิมึง ไอ้..า เดี๋ยวทีกูมั่ง กูจะดูว่ามึงจะบ่นไม๊” สัน จึงตอบ “ไอ้..วาย มึงจะไปไหนก็ไป ไอ้...” “ไอ้...” “ไอ้...” หลังจากชุมนุมสวนสัตว์กันเสร็จแล้ว สันก็เข้ามารับหน้าที่ต่อจากยิ่งยศ จากนั้นยิ่งยศก็กลับออกมา ขณะที่ยิ่งยศกำลังเดินกลับเข้าไปห้องพัก เขาก็นึกถึงว่าวันนี้ขอนอนให้เต็มอิ่มก่อนแล้วค่อยออกไปหาอะไรกิน และแล้วอาทิสมานกายชูเดชก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมปืนยิงกระแสพลังจิต ชูเดชใช้แว่นส่องดูยิ่งยศแล้วไม่เห็นว่ายิ่งยศมีพลังกิเลสจากมิจฉาสมาธิ แต่มีพลังกิเลสในโมเลกุลของมวลกายอยู่ ชูเดชจึงลองยิงพลังสติเข้าไปที่ร่างของยิ่งยศเพื่อทดสอบว่าปืนสามารถใช้งานได้ เพียงไม่กี่วินาที ทันใดนั้นยิ่งยศก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆขึ้นมา สิ่งที่ยิ่งยศไม่เคยคิดก็เกิดขึ้น เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีอะไรมากไปกว่าการกิน เล่น เที่ยว แล้วก็หมกหมุ่นอยู่แต่อบายมุขทุกชนิด แต่ตอนนี้เขากำลังนึกถึงแม่ พ่อของเขา เขานึกภาพแม่และพ่อของเขาตอนที่ได้จากมา ป่านนี้แม่กับพ่อของเขาจะกินอะไร นอนยังไง และ ถ้าแม่กับพ่อของเขารู้ว่าเขาทำงานอะไร พวกเขาจะคิดยังไง ยิ่งยศ เข้าทำงานเป็น รปภ. ในบริษัทยามแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ก่อนที่จะมาเป็น รปภ.อิสระทำงานให้กับเจ้าพ่อขจร เขารู้ดีว่าเจ้าพ่อขจรทำธุรกิจอะไร แต่ด้วยค่าจ้างที่สูง มันจึงยั่วยวนใจให้เขาทำ และเขาก็ไม่เคยคิดว่ามันจะผิดตรงไหน แต่เมื่อยิ่งยศได้รับพลังสติเข้าไปแล้ว พลังสติได้เข้าไปเคลือบพลังกิเลสในตัวของเขา มวลสสารในตัวเขาจึงขับเคลื่อนด้วยพลังสติที่กดทับกิเลสไว้ สมองของเขาจึงเกิดความคิดสำนึกในความผิดชอบชั่วดีขึ้น เขานึกถึงว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมันทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน แล้วถ้าหญิงที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณีเป็นลูกเป็นหลานของเขา เขาจะรู้สึกยังไง บ่อนการพนันทำให้นักเล่นเสียคนมามากมายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวขายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือที่ดิน แล้วพ่อแม่ลูกเมียของพวกเขาเหล่านั้นจะทำยังไงต่อไปกับชีวิต ยาเสพติดที่ทำลายชีวิตและร่างกายของผู้เสพ ถ้าเขามีลูกมีหลานแล้วลูกหลานของเขาต้องติดยาเสพติดบ้างเขาจะรู้สึกอย่างไร และอีกหลายความคิดที่ประดังเข้ามาในสมองของเขาโดยที่เขาไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง และระหว่างที่เขาเดินคิดอะไรอยู่ซักพักก็กลับมาถึงห้องพักพอดี แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงคนร้องออกมาจากห้องของสัน

ภายในห้องของสัน เผด็จกำลังใช้กำลังปลุกปล้ำเด็กหญิงคนหนึ่งอยู่ “น้าสงสารหนูเถอะ ช่วยพาหนูกลับบ้าน หนูอยากกลับบ้าน หนูคิดถึงพ่อแม่ ช่วยหนูด้วย” เผด็จที่อยู่ในอาการหน้ามืดจึงตอบไปว่า “เดี๋ยวให้พี่มีความสุขก่อนนะ แล้วพี่จะพาไปที่ดีกว่า แล้วหนูอาจจะไม่อยากกลับบ้านก็ได้” แล้ว เผด็จก็ใช้สองมือจับแขนทั้งสองข้างของเด็กสาว แล้วใช้ปากสัมผัสที่คอของเด็กสาว เด็กสาวได้จังหวะจึงกัดเข้าที่ใบหูของเผด็จอย่างแรง เมื่อเผด็จโดนกัดแล้วทำให้เขาเกิดแรงโกรธขึ้น “อีนี่ วอนซะแล้ว เดี๋ยวกูจะทำให้มึงหมดฤทธิ์” ทันใดนั้นยิ่งยศก็ถีบประตูจนกลอนประตูที่ล็อคไว้หักออกจากกัน “เฮ้ย เผด็จ หยุด” ยิ่งยศร้องเตือนเผด็จ แต่เผด็จด่ากลับมาว่า “มึงเป็น เ...ย ไรวะ มาห้ามกู ตอนนี้กูไม่ว่างเดี๋ยวค่อยคุยกัน” เผด็จพูดไม่ทันหมดคำ ยิ่งยศก็ล็อคคอเผด็จดึงขึ้นมาจากร่างของเด็กสาว พอเผด็จตั้งตัวได้จึงยกหมัดขวาชกเข้าที่หน้าของยิ่งยศ ขณะนั้นอาทิสมานกายของชูเดชได้ตามเข้าไปด้วย ชูเดชจึงยิงพลังสติไปที่เผด็จทันที ทำให้เผด็จเกิดอาการนิ่งและเริ่มมีสติขึ้นมา ยิ่งยศเห็นเผด็จเริ่มหยุดนิ่งเขาจึงพูดขึ้นว่า “เผด็จ นายฟังก่อน เรากำลังเตือนนาย ถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกหลานของนาย นายจะรู้สึกยังไง” เผด็จเริ่มรู้สึกตัวและมีสติขึ้นมาอีก แต่ด้วยความสงสัยจึงพูดว่า “เฮ้ย ไอ้ยิ่ง นายเป็นไรวะ ปกตินี่นายก็มีแต่สัตว์ออกมาจากปากนาย ทำไมตอนนี้นายมีแต่ดอกพิกุลวะ” เมื่อยิ่งยศเห็นว่าอาการของเผด็จสงบลงแล้วจึงพูดขึ้น “เรามาคิดดูแล้ว พวกเรากำลังทำอะไร นายคิดดูซิถ้าพ่อแม่ญาติพี่น้องของนายรู้ว่านายกำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาจะรู้สึกยังไง” เผด็จ ก็ยังเกิดความงุนงงสงสัยอยู่ว่ามันเกิดอะไรกับเพื่อนของเขาและตัวของเขาด้วย เผด็จนั้นเคยเป็นนักเรียนอาชีวะแต่เรียนไม่จบเพราะไปนับถือสถาบันนิยม ยกพวกกันไปตีกับคนโน้นทีคนนี้ที สุดท้ายต้องติดคุกแล้วก็เรียนไม่จบ หลังจากออกจากคุกก็มาทำงานเป็นยามให้กับเจ้าพ่อขจร ตามเพื่อนๆในคุกที่แนะนำกันมา หลังจากเถียงกันอยู่ซักพัก เผด็จ ได้รับคำเตือนจากเพื่อนซึ่งเป็นคำเตือนที่ทำให้เขาได้สติขึ้นมา เขาเคยทำให้พ่อแม่ผิดหวังจากการที่เขาไม่สามารถสำเร็จการศึกษา แล้วนี่เขากำลังจะทำสิ่งที่เลวร้ายให้พ่อแม่ของเขาต้องอับอายอีกหรือนี่

หลายปีก่อน “เผด็จ กินข้าวเสร็จยัง” เสียงของ วิชัย พ่อของเผด็จ เผด็จจึงตอบ “เสร็จแล้วครับ” “งั้นรีบมาอ่านหนังสือเลย มาเดี๋ยวพ่อจะติวให้ พรุ่งนี้ต้องสอบแล้ว ถ้าไม่ได้ที่เรียนที่นี่ก็ไม่มีที่เรียนแล้ว ตั้งใจหน่อยนะลูก” เผด็จตอบ “ครับ” แล้วก็มีเสียงของ วิไล แม่ของเผด็จตามมา “พ่ออย่าเคี่ยวเข็ญลูกมากนะ สอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะลูก” หลังจากนั้น ก็มีประกาศผลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในโรงเรียนอาชีวะออกมา เผด็จจึงได้เข้าศึกษาในสถาบันแห่งนี้ หลังจากเปิดภาคการศึกษาได้ไม่นาน เผด็จและพวกก็ผ่านการยกพวกตีกับเด็กสถาบันอื่นมาหลายครั้ง “วันนี้ เป็นวันก่อตั้งสถาบัน มันต้องมีการประกาศศักดากันหน่อย” รุ่นพี่คนหนึ่งในโรงเรียนอาชีวะพูดขึ้น หลังจากที่เรียกพวกรุ่นน้องเข้ามาประชุมกันในห้องเรียนหลังเลิกเรียน “ใครได้หัวเข็มขัดมากที่สุดได้เป็นหัวหน้ารุ่นโว้ย” หลังจากนั้น ทั้งหมดก็เริ่มออกตะเวณหานักเรียนของสถาบันอื่น และในที่สุดก็ได้พบกับกลุ่มนักเรียนสถาบันอื่นเข้า โดยอีกฝ่ายมีจำนวนคนน้อยกว่าจึงวิ่งหนีกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง ซักพักใหญ่ เพื่อนของเผด็จก็คุยโอ้อวดว่า “เฮ้ย ไอ้เด็จ กูได้สามแล้วเพื่อน มึงได้เท่าไหร่แล้ววะ” เผด็จตอบไปอย่างหัวเสีย “แม่งวิ่งไวชมัด เดี๋ยวกูจะโชว์ออฟแซงมึงเอง” แล้วเผด็จก็วิ่งตามเด็กอาชีวะต่างสถาบันอีกคนหนึ่งที่หลงวิ่งเข้าไปในซอยตัน เผด็จนึกในใจว่าอย่างน้อยต้องได้แล้วหนึ่ง เมื่อเด็กนั่นเห็นว่าเป็นทางตันแล้ว เขาจึงร้องขอความเห็นใจ “พี่ อย่าทำผม ผมไม่เคยมีเรื่องกับใคร ผมจะรีบกลับบ้านไปหาพ่อแม่ครับ พ่อแม่ผมรออยู่” ความคิดของเผด็จในตอนนั้นคิดเพียงแต่ว่า เขาไม่ต้องการเป็นลูกน้องใครในรุ่น และเขาต้องเป็นหัวหน้ารุ่นเท่านั้น ด้วยความขาดสติเลยไม่สนใจว่าใครจะเป็นยังไง เขาจึงใช้มีดสปาต้าที่ถือในมือฟันเข้าที่อกของเด็กอาชีวะต่างสถาบัน เด็กผู้เคราะห์ร้ายล้มลงและสิ้นใจในเวลาต่อมา

 ณ ศาลฏีกา “...นายเผด็จ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ให้ลงโทษประหารชีวิต เนื่องจากจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี จึงให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่งเป็นจำคุกยี่สิบห้าปี...” ก่อนที่เผด็จจะเดินเข้าห้องขัง “ฮือ ๆ ใครมันทำให้ลูกแม่เป็นอย่างนี้” เสียงร่ำไห้ของ วิไล แม่ของเผด็จ ในตอนนั้นเผด็จก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน เขานึกถึงเมื่อตอนที่เขายังเด็ก แม่ของเขายกเท้าของเขาขึ้นมาจูบที่ฝ่าเท้า เขารู้สึกจั๊กกะจี้จึงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข แล้วแม่ก็ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อเห็นว่าเขามีความสุข แล้ววันนี้เขากลับทำให้น้ำตาของแม่และพ่อไหลออกมา ตอนที่เขาได้เห็นสภาพนั้น เสี้ยวหนึ่งในความคิดของเขาตอนนั้นได้เกิดความคิดว่าเขาทำอะไรลงไป และรู้สึกถึงความผิดที่ได้กระทำไป แต่หลังจากวันนั้นเผด็จก็ได้พบกับคนในวงการอาชญากรรมมากมาย ซึ่งเขาต้องติดเข้าไปอยู่ในวังวนของวงการนั้น เพราะเมื่อได้เข้าไปอยู่ในสารบบของวงการนั้นแล้ว จะทำตัวต่างจากกระแสสังคมของคนในวงการนั้นยาก นอกจากคนๆนั้นจะต้องมีพลังสติที่มั่นคงเท่านั้นจึงจะสามารถหลุดออกมาจากวังวนนั้นได้ แต่ไม่ใช่จิตใจของเผด็จในตอนนั้น หนทางชีวิตของเผด็จจึงต้องเป็นไปตามกระแสของคนในวงการ จนในที่สุดก็ได้เป็น รปภ.ของเจ้าพ่อขจร โดยยิ่งยศเป็นคนชักชวนให้เผด็จได้เข้าไปทำงานที่นั่น

 ณ ห้องพักของสัน หลังจากที่ยิ่งยศพูดกล่อมเกลาจิตใจของเผด็จด้วยอำนาจของพลังสติแล้ว เผด็จก็เหมือนกับมีดวงตาเห็นทางสว่างขึ้น ทั้งสองคนจึงตกลงจะพาเด็กหญิงหนีออกจากซ่องนรก แล้วทั้งสามคนก็เดินออกจากบ้านพักคนงานภายในบริเวณคฤหาสน์ของเจ้าพ่อขจร ขณะที่ยิ่งยศกำลังจะปีนออกจากรั้วคฤหาสน์ก็เห็นศาลไม้หลังหนึ่ง ภายในมีลูกแก้วสีดำวางอยู่ ด้านหน้าศาลนั้นมีดอกไม้วางสักการะอยู่ ยิ่งยศไม่รู้หรอกว่าลูกแก้วสีดำนั้นคือ เครื่องมือตรวจจับอาทิสมานกาย มันจะทำหน้าที่ตรวจจับอาทิสมานกายที่ผ่านเข้ามาในเขตคฤหาสน์แล้วรายงานไปยังห้องปฏิบัติการของเจ้าพ่อขจร เมื่อทั้งสามคนปีนข้ามรั้วออกมาแล้ว ก็รีบวิ่งไปที่ถนน ทันใดนั้น ยิ่งยศ ก็ได้ยินเสียงๆหนึ่งเข้ามาในหูของยิ่งยศ “คุณต้องทำลายลูกแก้วบนศาลาไม้นั้น” ยิ่งยศหยุดชะงัก เผด็จเห็นอาการของยิ่งยศจึงถาม “เฮ้ย เป็นอะไรวะ” ยิ่งยศจึงบอกไปว่า “นายพาเด็กหนีไปก่อน เดี๋ยวเราขอเคลียร์บางอย่างแล้วจะตามไป ถ้ามีรถไปแล้วให้รีบพาไปลงเรือแล้วไปหาตำรวจเลย โอเคนะ” เผด็จรับคำแล้วก็พาเด็กวิ่งออกสู่ถนนไป ส่วนยิ่งยศก็ย้อนกลับเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์อีกครั้ง เขานึกในใจว่า ไม่ว่าเสียงนั้นจะมาจากไหน แต่น่าจะเป็นเสียงที่หวังดีและต้องการความช่วยเหลือจากเขา เขาจึงหยิบก้อนหินในบริเวณนั้นเข้าไปยังศาลาไม้แล้วก็ทุ่มมันลงไปที่ลูกแก้ว ลูกแก้วก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเขาก็ปีนข้ามกำแพงออกไป

 ณ ท่าเรือโดยสารเข้าฝั่งของเกาะ เผด็จก็ส่งเงินค่ารถสำหรับไปสถานีตำรวจให้เด็กสาวและบอกว่า “เข้าฝั่งแล้วรีบไปหาตำรวจเลย” และพาเด็กสาวลงเรือไป หลังจากเรือพาเด็กสาวออกจากท่าเรือไปแล้ว เผด็จก็ยังคงรอยิ่งยศอยู่เพราะว่ายิ่งยศยังมาไม่ถึง ขณะนั้นเผด็จก็นึกถึงพ่อกับแม่ของเขา ถ้าเขากลับถึงบ้านสิ่งแรกที่คิดจะทำคือการเข้าไปกราบท่านทั้งสอง และเขาก็พร้อมแล้วที่จะเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ต่อไป ระหว่างที่รอยิ่งยศอยู่นั้น เผด็จไม่รู้เลยว่ามีลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรอีกสามคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พวกมันเดินเข้ามาหาเผด็จ คนหนึ่งในนั้นพูดขึ้นว่า “มึงทำไรวะ มึงส่งเด็กไปไหน” เผด็จจำได้ว่าพวกนี้เป็นพวกลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรที่ทำงานอยู่ในคฤหาสน์ เขาจึงรีบวิ่งหนีเข้าไปในตลาด พวกลูกสมุนทั้งหมดก็วิ่งตามไป ในที่สุดก็มาถึงทางตันบริเวณที่ทิ้งขยะของตลาดนั้น “มึงหนีไม่พ้นแล้ว มีอะไรจะพูดไม๊” เผด็จเห็นว่าเมื่อหมดหนทางหนีจึงคิดจะวิ่งฝ่าพวกลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรออกมา แต่เมื่อวิ่งฝ่าเข้ามายังไม่ทันถึงตัวพวกลูกสมุนเจ้าพ่อขจร ก็มีเสียงดังขึ้น “ปัง ๆ ๆ” แล้วเผด็จก็ล้มลงและหลับไปชั่วนิรันดร์

 ณ คฤหาสน์หรูของเจ้าพ่อขจร เจ้าพ่อขจรสั่งให้ลูกสมุนที่อยู่ในนิมิตห้องปฏิบัติการภายในคฤหาสน์ ปฏิบัติมิจฉาสมาธิเตรียมการต่างๆไว้ให้พร้อม แล้วเขาก็นั่งปฏิบัติมิจฉาสมาธิโดยได้นิมิตอุปกรณ์นำร่องติดตั้งไว้กับถังเก็บพลังกิเลสสำหรับแผนฉุกเฉิน คือ เพื่อว่าหากเกิดกรณีที่เขาต้องเพลี้ยงพล้ำ เมื่อมีอาทิสมานกายของใครเข้ามาถึงตัวเขาได้ ถังนี้ก็จะถูกปล่อยออกไปในอวกาศทันที แล้วจากนั้นเขาก็จะนำถังเก็บพลังกิเลสทั้งหมดเดินทางไปกับจิตของเขา และจะนำมันไปใช้ในภพหน้าต่อไป อันนี้เป็นความสามารถที่พิเศษของเขา มันเป็นมิจฉาสมาธิชั้นสูง ที่กิเลสในตัวของเขาได้พัฒนามิจฉาสมาธิสะสมมาในแต่ละภพแต่ละชาติที่เขาเกิด จึงสามารถนำพลังงานบางอย่างไปกับจิตของเขาได้

 วันต่อมา ณ ห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสจิตของสถาบันพลังจิต เมื่อลูกแก้วตรวจจับอาทิสมานกายของเจ้าพ่อขจรถูกสันทุบแตกแล้ว อาทิสมานกายของชูเดชก็ได้เข้าไปสำรวจในบริเวณคฤหาสน์ จากนั้นก็รายงานสภาพภายในคฤหาสน์เข้ามายังห้องปฏิบัติการ “เขาส่งกระแสจิตติดต่อกลับมาแล้วครับ” เสียงของเจ้าหน้าที่รายงาน แล้วภาพภายในคฤหาสน์ของเจ้าพ่อขจรก็ปรากฏขึ้นบนจอภาพในห้องปฏิบัติการของสถาบัน ทั้งอาจารย์คง และ พล.อ.อนาคา จึงเริ่มปรึกษาและวางแผนปฏิบัติการในครั้งนี้จากข้อมูลที่ชูเดชส่งกลับมา “ผมคิดว่าคงเป็นห้องประชุมในคฤหาสน์ เพราะบริเวณหน้าห้องมีลูกสมุนเฝ้าอยู่ ซึ่งผิดสังเกตอยู่” อาจารย์คงเสนอความเห็น พล.อ.อนาคาจึงตอบ “เราก็ว่าคงไม่ผิด ทมิฬคงจะใช้ห้องนี้เป็นห้องปฏิบัติการ แต่เรายังไม่รู้รหัสที่จะเข้านิมิตในห้องปฏิบัติการเลย” ทันใดนั้นเสียงเจ้าหน้าที่ก็รายงานขึ้นว่า “ชูเดชรายงานเป็นเสียงบันทึกเข้ามาครับ ผมขออนุญาตเปิดนะครับ” อาจารย์จึงตอบ “เปิดเลย” ข้อมูลเสียงจึงดังขึ้น “เฮ้ย ไอ้จอน ที่พวกนักปฏิบัติพูดกันว่า ให้หาประตูสีดำให้เจอนี่มันอะไรวะ กูเห็นทั้งคฤหาสน์มีแต่สีน้ำตาล” เป็นบันทึกเสียงลูกสมุนเจ้าพ่อขจรระดับที่ไม่ได้เป็นนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิคุยกัน แล้วทั้งอาจารย์คงและพล.อ.อนาคาก็ยิ้มออก แล้วอาทิสมานกายของชูเดชก็กลับมาปรากฏที่ห้องปฏิบัติการของสถาบัน “ข้อมูลเป็นไงบ้างครับ” ชูเดชรีบถาม อาจารย์จึงยิ้มและตอบ “ตรงประเด็นมาก ขอบคุณมาก ตอนนี้พวกคุณกลับไปพักผ่อนออมแรงกันก่อนนะ พรุ่งนี้เราค่อยว่ากันใหม่” แล้วทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับบ้าน 

 วันต่อมาหลังจากนักเรียนทุกคนเลิกงานแล้วก็เดินทางมาที่สถาบันพลังจิต เมื่อ ชูเดช เอราวรรณ วัฒโน และนิดหน่อย เข้ามาพร้อมกับนักเรียนสมาธิทั้งรุ่นเข้ามาสู่ห้องปฏิบัติการแล้ว อาจารย์คงจึงสั่งการทันที “ทุกคนรับปืนยิงกระแสและเตรียมเข้าเครื่องส่งอาทิสมานกายได้” ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่คนเดิมก็รายงาน “มีรายงานเข้ามาแล้วครับ ผมแนบไฟล์ข้อมูลเข้าเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางไว้แล้วครับ” “ขอบคุณ” หลังจากอาจารย์คงรับทราบแล้ว ก็เปิดไฟล์แนบขึ้น บนจอโค้งบนเพดานห้องศูนย์ปฏิบัติการของสถาบันก็ปรากฏรูปภาพภายในคฤหาสน์นั้น ถ้าดูแล้วก็ปกติธรรมดาเหมือนกับคฤหาสน์ทั่วไป มีข้าวของเครื่องใช้เป็นปกติทุกอย่าง และเห็นลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรนั่งรอคำสั่งเจ้าพ่ออยู่บริเวณโถงรับแขกของคฤหาสน์ แต่ไม่เห็นตัวเจ้าพ่อขจรซึ่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว และลูกสมุนนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิซึ่งทั้งหมดอยู่ในห้องประชุม เนื่องจากทั้งสองห้องนั้นไม่สามารถเข้าไปได้เพราะมีเครื่องตรวจจับและป้องกันอาทิสมานกายเข้าไป “ทำไมไม่เห็นเครื่องยิงพลังกิเลสเลย” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดขึ้น “ประตูสีดำ มันคือรหัสเข้าศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงพลังกิเลส เหมือนกระเบื้องแผ่นที่เจ็ดของเรา” อาจารย์คงบอกทางเข้าสู่ห้องปฏิบัติการให้นักเรียนทุกคนทราบ แต่ทันใดนั้น “พบพลังกิเลสถูกยิงออกมาแล้วครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน อาจารย์คงจึงสั่งการทันที “เริ่มปฏิบัติการได้” จากนั้นทุกคนก็เข้าเครื่องส่งอาทิสมานกาย แล้วอาทิสมานกายของทุกคนพร้อมปืนยิงกระแสก็ไปปรากฏ ณ บริเวณคฤหาสน์ของเจ้าพ่อขจร “กระแสมันพุ่งออกไปแปดทิศครับอาจารย์ ทำไงดีครับ” อาจารย์คงจึงสั่งว่า “กระจายกันล้อมให้เป็นวงกว้างรอบเครื่องยิงพลังกิเลสไว้ แล้วยิงทันที” จากนั้นชูเดชก็ลอยไปดักที่ทิศเหนือ เอราวรรณ ทิศตะวันออก วัฒโน ทิศใต้ นิดหน่อย ทิศตะวันตก แล้วทุกคนก็เข้าแถวกันเป็นวงกลมรอบบริเวณที่พลังกิเลสกำลังแพร่กระจาย แล้วก็เริ่มยิงสลายพลังกิเลสนั้น และก็ปรากฏอาทิสมานกายของฝ่ายเจ้าพ่อขจรจำนวนแปดคนปรากฏขึ้นทางด้านหลังของเหล่านักปฏิบัติสมาธิผู้กล้าและกำลังจะยิงพลังกิเลสเข้ามาทั้งแปดทิศ ชูเดชจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ “พี่ ๆ ช่วยยิงคุ้มกันให้ทุกคนด้วย” แล้วคนที่อยู่ด้านข้างซ้ายและขวาของทั้งชูเดช เอราวรรณ วัฒโน และนิดหน่อย ก็หันหลังกลับไปยิงกระแสสติสลายกระแสพลังกิเลสที่พุ่งเข้ามา ขณะเดียวกัน “ผมไปก่อนนะ ผมต้องเข้าไปให้ถึงตัวทมิฬให้ได้” จากนั้น พล.อ.อนาคา ก็เข้าเครื่องส่งอาทิสมานกายแล้วก็ไปปรากฏภายในคฤหาสน์ จากนั้นเขาก็ใช้ปืนยิงกระแสยิงกระแสพลังสติไปยังลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรทุกคนที่นั่งรอคำสั่งอยู่ภายในคฤหาสน์นั้น จากนั้นลูกสมุนของเจ้าพ่อที่ได้รับกระแสพลังสติเข้าไป ทำให้พลังสติเข้าไปเคลือบพลังกิเลสที่ขับเคลื่อนอิเลคตรอนในโมเลกุลของมวลสารในร่างกายของพวกเขา สมองของพวกเขาก็เกิดความรู้สึกอ่อนโยนมีเมตตาขึ้น “นี่พวกเราทำอะไรลงไปเนี้ย” ลูกสมุนคนหนึ่งพูดขึ้น แล้วอีกคนก็พูดต่อ “พวกเราเคยคิดบ้างไม๊ว่า งานที่ทำอยู่นี่มันเป็นงานที่สกปรก ทำลายสังคม คนที่จะได้รับความเดือดร้อนไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ลูกหลานเราทั้งนั้น ถ้าลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาแล้วรู้ว่าต้นเหตุที่สังคมเป็นอย่างนี้เพราะเรามีส่วนในการสร้างให้กับพวกเขา เราก็จะถูกด่าไล่หลังไป พวกเราภูมิใจในจุดนั้นรึ” วันชัย หัวหน้าผู้ดูแลคฤหาสน์พูดด้วยอำนาจแห่งพลังสติที่ได้รับ แล้วเขาก็พูดต่อว่า “ผมจะขอลาออกจากงานนี้ ให้พวกคุณทุกคนคิดเอาเองแล้วกันว่าจะอยู่หรือจะไป” จากนั้นลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรที่ได้รับกระแสพลังสติทุกคน ต่างคนก็ต่างออกจากคฤหาสน์นั้นไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา และในขณะที่ วันชัย กำลังจะออกจากห้องโถงของคฤหาสน์ เขาก็ได้ยินเสียงเข้ามาในหูของเขาว่า “คุณต้องแกะผ้ายันต์ที่ห้องประชุมและห้องทำงานของเจ้าพ่อออกให้ผมด้วย” วันชัย นึกในใจว่า ไม่ว่าเสียงนั้นจะมาจากไหน แต่น่าจะเป็นเสียงที่หวังดีและต้องการความช่วยเหลือจากเขา เขาจึงรีบเอาเก้าอี้มาวางหน้าประตูห้องประชุมแล้วปีนขึ้นไปแกะผ้ายันต์ที่ปิดอยู่เหนือประตูทางเข้าห้องประชุมออก แล้วก็ใช้เก้าอี้ตัวเดิมไปแกะผ้ายันต์ที่เหนือประตูหน้าห้องทำงานของเจ้าพ่อขจร ต่อจากนั้นจึงรีบออกจากคฤหาสน์ไป ทำให้อาทิสมานกายของ พล.อ.อนาคา สามารถเข้าไปในห้องทั้งสองห้องได้ เมื่อ พล.อ.อนาคา เข้าไปในห้องประชุมก็เห็นลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรแปดคนกำลังนั่งปฏิบัติมิจฉาสมาธิอยู่ เขาจึงใช้ปืนพกที่บรรจุกระสุนพลังสติอัดแน่นยิงใส่พวกลูกสมุนของเจ้าพ่อขจรทุกคน และแล้วเหนือคฤหาสน์ อาทิสมานกายของลูกสมุนเจ้าพ่อก็หายไปทีละคนจนหมด 

ในห้องประชุมของคฤหาสน์ที่ลูกสมุนของเจ้าพ่อเคยปฏิบัติมิจฉาสมาธิ “ผมหวังแค่ว่ากรรมในครั้งนี้อย่าได้ตามผมทันเลย ผมจะปฏิบัติสัมมาสมาธิให้เป็นคุณแก่โลกเพื่อหนีวิบากกรรมในครั้งนี้” อีกคนก็พูดขึ้นว่า “พวกเราเคยปฏิบัติกันมาอย่างผิดๆ เราควรจะทำดีเพื่อแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดมาแล้ว น่าจะช่วยให้สังคมดีขึ้น” แล้วทุกคนก็ออกจากห้องประชุมแล้วเดินออกจากคฤหาสน์ไป 

 ในห้องทำงานของเจ้าพ่อขจร “พบกันอีกแล้วนะ ทมิฬ” พล.อ.อนาคา พูดขึ้นเมื่ออาทิสมานกายของเขาเข้าไปในห้องปฏิบัติการที่นิมิตขึ้นโดยเจ้าพ่อขจร “มึงเป็นใคร กูไม่รู้จักมึง” พล.อ.อนาคา จึงใช้ปืนพกบรรจุกระสุนพลังสติยิงใส่ที่อกด้านซ้ายบนของอาทิสมานกายเจ้าพ่อขจรทันที เมื่อพลังสติแทรกซึมเข้าไปเคลือบคลุมพลังกิเลสแล้ว เจ้าพ่อขจรนั้นแม้จะปฏิบัติมิจฉาสมาธิมามาก แต่ก็เป็นการทำสมาธิให้เกิดมิจฉาญาณเช่นกัน จึงทำให้เขาสามารถมองเห็นอดีตชาติของตนได้ แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า “มึงจะขัดขวางกูทุกภพทุกชาติเลยหรือไง” เจ้าพ่อขจรพูดโดยความรู้สึกของทมิฬ แล้วพล.อ.อนาคาก็พูดขึ้นอีก “หยุดซะที ทมิฬ ท่านควรจะหยุดได้แล้ว ดวงจิตของท่านสะสมกิเลสมามากก่อกรรมมามาก ควรจะได้รับการสะสางซะที” เจ้าพ่อขจรจึงพูดอย่างภาคภูมิใจขึ้นว่า “กูส่งถังเก็บพลังกิเลสออกไปแล้ว และเดี๋ยวกูก็จะตามไป พวกมึงไม่มีวันหยุดกูได้” แล้วเจ้าพ่อขจรก็หัวเราะ เมื่อได้ยินดังนั้น พล.อ.อนาคา ก็รีบส่งกระแสจิตบอกอาจารย์คงทันที “พวกท่านรีบไปจัดการกับถังเก็บพลังกิเลสนั้นก่อน ใช้แว่นส่องกิเลสจะทำให้มองเห็นถังได้ รบกวนทุกคนด้วย ทางนี้เราจะจัดการกับทมิฬเอง” เมื่ออาจารย์คงได้รับข้อความแล้ว เขาจึงส่งกระแสจิตติดต่อกับ ชูเดช และนักเรียนสมาธิทุกคนให้ช่วยกันค้นหาถังเก็บพลังกิเลสนั้น แล้วอาทิสมานกายทั้งหมดก็ลอยขึ้นสู่อวกาศไป เมื่อ พล.อ.อนาคาส่งข่าวให้อาจารย์คงแล้ว พล.อ.อนาคา จึงใช้ปืนยิงกระสุนพลังสติใส่เจ้าพ่อขจรอีกที่บริเวณเดิม คราวนี้อาทิสมานกายของเจ้าพ่อขจรเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลง เขาเริ่มหยุดและยืนนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น แล้วในนิมิตของเจ้าพ่อขจรก็เกิดภาพนิมิตขึ้น

 ณ ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ เจ้าพ่อขจรรู้สึกได้ว่าตัวเขาเป็นทหารยศพลเอง ชื่อ อำนาจ เป็นผู้นำทางทหารที่ปฏิวัติการปกครองในประเทศเกษตรบุรีบนดาวราหู แต่ว่าดวงจิตของเขากำลังลอยอยู่บนอวกาศอย่างไม่มีจุดหมาย เหมือนกับว่าต้องอยู่อย่างนั้นตลอดไป และไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จนดวงจิตของเขาได้สัมผัสกับหลุมดำขนาดมหึมา ที่ดึงดูดดวงจิตของเขาเข้าไป แล้วเขาก็หมดความรู้สึกและอยู่ในความมืดอย่างนั้น แล้วจึงเริ่มรู้สึกว่าเขาเริ่มมีสัมผัสทั้งหกอีกครั้งโดยอยู่ในกระแสน้ำที่ไหลวนไปมา ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกว่าเขากำลังไหลไปตามกระแสน้ำแล้วก็ปรากฏแสงสว่างจ้าจนรู้สึกแสบบริเวณเปลือกตา และไอเย็นจนรู้สึกแสบผิวหนัง เขาจึงร้องออกมาอย่างสุดเสียง 

 ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศมิจฉา บนดาวสัมมามิจฉา “ชื่อทมิฬ ชั้นต้องการให้ลูกชั้นเป็นทหาร เค้าจะได้มีเกียรติมียศ นำความเจริญและมั่งคั่งมา รวย รวย รวย” เสียงคุณแม่บอกกับพยาบาลที่ดูแล หลังจากนั้นสามสิบปีต่อมา เขาก็ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งระดับสูงในกองทัพของประเทศมิจฉา พล.อ.อนาคา จึงพูดขึ้นอีกว่า “เราไม่รู้ว่าท่านเป็นใครมานะ แต่เราเห็นกิเลสที่หนาแน่นของท่านยังไม่จางหายไปเลย” จากนั้น พล.อ.อนาคา จึงยิงใส่อาทิสมานกายของเจ้าพ่อขจรอีกหนึ่งนัด คราวนี้ทำให้เขาเกิดนิมิตที่ลึกลงไปอีก ณ ห้วงอวกาศ เจ้าพ่อขจรรู้สึกได้ว่าเขาเป็นปราชญ์ในวังมหาสุวรรณ นครทองคำ ชื่อ มั่ง และเขาลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้น หลังจากดาวแห่งทองคำแตกดับดวงจิตของเขาก็ลอยออกมาจากจุดนั้น เขาพยายามสัมผัสหาดวงจิตของปราชญ์เปรื่อง แต่เขาไม่สามารถที่จะสื่อสารกับใครได้ แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขากำลังเคลื่อนตามกระแสคลื่นพลังกิเลสปริมาณมหาศาลลงไปยังดาวราหู จากนั้นเขาก็ได้เกิดอีกครั้งในชื่อ อำนาจ และกลายเป็นจอมพลอำนาจผู้ไร้ความเมตตา การสังหารหมู่ที่เขาเป็นคนสั่งการในครั้งนั้นมันยังฝังใจเขาอยู่ กระสุนพลังสตินัดนี้ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเขาได้สะสมกิเลสมามากมายเท่าไร จากจุดเริ่มต้นแค่รู้สึกอิจฉาและริษยาปราชญ์เปรื่องที่ได้เป็นปราชญ์ประจำตัวของเจ้าวิชิตพลแห่งนครทองคำ นับจากนั้นมาพลังกิเลสได้เจริญเติบโตในจิตของเขามาตลอด สะสมมาทุกภพทุกชาติ แล้วพล.อ.อนาคาจึงพูดขึ้นว่า “เราหวังว่าท่านคงจะได้เห็นความเป็นมาของตัวท่านแล้ว ท่านพร้อมจะไปกับเราหรือยัง” เจ้าพ่อขจรจึงพูดขึ้นว่า “เราเข้าใจทุกอย่างแล้ว พลังกิเลสนี้มันช่างมีความรุนแรงมาก มันเพิ่มขึ้นตลอดตามหนทางแห่งการเกิดดับในแต่ละช่วงที่ผ่านมา เราตัดสินใจแล้ว เราจะละทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นเดินทางไปสู่เส้นทางสายใหม่ที่เราได้พบ ณ ดาวดวงนี้” พล.อ.อนาคาจึงถามด้วยความสงสัย “ท่านพบอะไร” เจ้าพ่อขจร “หนทางที่จะดับทุกข์ให้หมดจากจิตใจ เราจะสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเป็นสาธารณกุศล แล้วเราจะบวช แต่เราอยากจะขอให้ท่านช่วยกำจัดถังเก็บพลังกิเลสที่เราปล่อยออกไปในอวกาศด้วย ถังเก็บนี้จะสลายตัวไปและปลดปล่อยพลังกิเลสออกมาทันทีที่มันเข้าใกล้ดวงดาวดวงใดดวงหนึ่ง มันจะอันตรายมากถ้ามันได้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เราต้องขออโหสิกรรมจากท่านด้วย” พล.อ.อนาคานั้นตั้งแต่ได้เข้ามาเยือนโลกของเราก็ไม่ได้รู้หรือได้ศึกษาเรื่องปรัชญาบนโลกของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาสัมผัสได้ด้วยญาณที่เขามี เขารู้สึกว่าที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนทมิฬได้เท่านั้น เขาจึงตอบกลับไปว่า “เราไม่รู้ว่าท่านจะทำอะไร แต่เราพอจะสัมผัสได้ว่ากิเลสของท่านเบาบางไปมากแล้ว และสิ่งที่ท่านกำลังจะทำนั้นคงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง เราคงจะต้องกลับสัมมามิจฉาไปเพียงลำพัง เราขอให้ท่านจะหาหนทางหลุดพ้นจากกิเลสได้โดยเร็ว โชคดี”

 ขณะเดียวกันนั้น ณ ห้องปฏิบัติการของสถาบัน “อวกาศกว้างใหญ่มาก คนของเราไม่พอแน่” ยังไม่ทันที่อาจารย์คงจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นก็ปรากฏนักเรียนสมาธิจากรุ่นต่างๆ ของสถาบันปรากฏอาทิสมานกายขึ้น หนึ่งในจำนวนนั้นพูดขึ้น “อาจารย์ พวกเรารู้สึกว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่ดี เลยแวะเข้ามาดู ต้องการให้ช่วยอะไรหรือเปล่า” อาจารย์คงเริ่มมีความหวังขึ้นมาทันที “พวกคุณมาได้ทันเวลาพอดี ตอนนี้พวกเรากำลังตามหาถังเก็บพลังกิเลสที่หลุดไปในอวกาศ” หลังจากอาจารย์คงอธิบายเรื่องทั้งหมดและส่งแว่นส่องกิเลสที่ พล.อ.อนาคา นิมิตเตรียมไว้ให้ก่อนหน้านั้นแล้ว เหล่านักปฏิบัติสมาธิจากรุ่นต่าง ๆ ก็ส่งอาทิสมานกายของตนออกไปในอวกาศทันที ขณะนั้นชูเดชได้แวะกลับเข้ามาที่ห้องปฏิบัติการพอดี และทันทีที่เขาเห็นคุณป้าคนหนึ่งเข้า เขาถึงกับตาค้างจ้องไม่กระพริบ แต่ก่อนที่ชูเดชจะพูดอะไร อาจารย์คงเห็นอาการของชูเดชจึงพูดขึ้นว่า “พี่เค้าชื่อจันทนีย์ เป็นฝาแฝดกับพี่จันทนาครับ ไม่ต้องสงสัยอะไร”

 ณ ห้วงอวกาศสุดเวิ้งว้าง การค้นหาถังเก็บพลังกิเลสที่อยู่ในอวกาศไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนจึงต้องพยายามค้นหาต่อไป และยังไม่มีวี่แววว่าจะได้พบในวันสองวันนี้ อาจารย์คงจึงพูดกับนักเรียนทุกคนว่า “ผมหวังว่าซักวันหนึ่งเราจะพบมัน และขอให้ทุกคนทุกครั้งที่ปฏิบัติสมาธิ ช่วยกันค้นหาต่อไป และขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยงานในครั้งนี้” แล้วอาจารย์คงก็นึกอยู่ในใจ “ขอเคลียร์จ๊อบนี้ก่อนนะ ดวงแก้วอนัตตา แล้วเราค่อยเจอกัน”

 ถังเก็บคลื่นพลังกิเลสของเจ้าพ่อขจรเมื่อลอยออกสู่อวกาศมันก็เพิ่มความเร็วจนห่างออกไปจากโลกจนไปถึงบริเวณหลุมดำแห่งหนึ่ง จากนั้นมันก็ถูกหลุมดำดูดเข้าไปและในที่สุดมันก็ไปปรากฏอยู่ในวงโคจรของดาวแห่งนครทองคำแล้วถังนั้นก็สลายไปคลื่นพลังกิเลสที่ถูกอัดแน่นก็กระจายออกมาทันที

 ในขณะที่ทุกคนกำลังค้นหาถังพลังกิเลสอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญอนาคตังญาณท่านหนึ่งได้ส่งกระแสจิตบอกกับอาจารย์คง “อาจารย์ครับ เหมือนผมจะเห็นเศษฝุ่นจำนวนมากลอยไปตามวงโคจรของโลกครับ แต่ผมไม่เห็นโลกของเราเลย” อาจารย์จึงส่งกระแสจิตตอบ “อาจจะเป็นเพียงความนึกคิดก็ได้ครับ ตอนนี้เราช่วยกันหาถังพลังกิเลสกันก่อนเถอะ”

………………… ขอได้รับความขอบคุณ ..........................

สารบัญ

CONTENT

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

นิยาย รัก

81.82K
ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

นิยาย แฟนตาซี

279.32K
Evolution  the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

นิยาย แฟนตาซี

61.98K
หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.12M
สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

นิยาย แฟนตาซี

137.26K
หมื่นจักรภพสยบราชันย์

หมื่นจักรภพสยบราชันย์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.67M
บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.31M
กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

683.21K
จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.56M
จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี

3.03M

รายการรีวิว

REVIEW

ปักหมุด