ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2

ติดตาม
ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2
นิยาย แฟนตาซี
เมื่อยานส่งสัญญาณมาช้ากว่า แสดงว่าตอนที่ยานลำนั้นส่งสัญญาณมามันอยู่ในอดีตเมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว การทดลองครั้งนี้สำเร็จ
Chookiat Choo Chookiat Choo : เจ้าของเรื่อง
89

อ่าน

0

ตอน

0

คอมเมนต์

1. กรรม

  ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” ชาญชัย บริกรรมในใจอย่างต่อเนื่องตามคำสอนของอาจารย์ที่สถาบันปรัชญาแห่งโลก ก่อนที่เขาจะเข้ามาศึกษาที่นี่ มันเริ่มต้นหลังจากที่เขาต้องเสียลูกสาวไป ชาญชัยก็เริ่มเป็นคนเศร้าซึม มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ แบบซังกะตาย เขาเริ่มหยุดชีวิตของเขา ไม่คิดว่าจะมีความหวังอะไรต่อไปแล้วในชีวิต “เข้มแข็งไว้นะชาญ” อมรวรรณเพื่อนสาวที่เขาเคยแอบปลื้มสมัยเรียนได้บอกกับเขาหลังจากเอมิกาจากไปแล้ว นี่เป็นคำพูดประโยคเดิม แต่เป็นครั้งที่สอง เพราะครั้งแรกนั้นเธอก็พูดแบบนี้ตอนที่เอมอรภรรยาของชาญชัยเสียชีวิต วันนั้นหลังจากเลิกงานที่สถาบันดาราศาสตร์ในขณะที่ชาญชัยกำลังขับยานกลับบ้านด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติ เขาก็สังเกตเห็นป้ายของสถาบันปรัชญาแห่งโลก ตอนนั้นเขาไม่เคยรู้เลยว่าสถาบันนี้ศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์ทางด้านไหน และตอนนั้นก็ไม่รู้อะไรที่ดลจิตดลใจให้เขาลองเลี้ยวกลับไปดูที่สถาบันแห่งนี้ พอดีช่วงนั้นยังมีคนที่มาเรียนรอบค่ำที่สถาบันปรัชญาแห่งโลกนี้ จึงทำให้ยังมีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่

 “ในหลักสูตรของสถาบันก็จะมี 3 วิชาที่ให้คุณศึกษานะครับ วิชาแรกก็คือ วิชาปรัชญาการใช้ชีวิต วิชาความเป็นจริงของชีวิต วิชาการฝึกสมาธิ” เจ้าหน้าที่ของสถาบันอธิบายหลักสูตรให้ชาญชัยฟัง พอชาญชัยได้ยินคำว่า วิชาการฝึกสมาธิ ก็ทำให้เขานึกถึงเอมิกาขึ้นมาทันที เพราะเท่าที่ชาญชัยรู้จากเพื่อนของเอมิกาก็คือ เอมิกาก็เคยศึกษาในเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มันทำให้เขาตัดสินใจสมัครเรียนที่สถาบันปรัชญาแห่งโลกนับแต่นั้นมา

 วันหนึ่งในขณะที่ฝึกปฏิบัติสมาธืที่สถาบันแห่งนี้ หลังจากที่ชาญชัยบริกรรมจนจิตของเขาเริ่มมีความสงบและสามารถละอารมณ์ความเสียใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาแล้ว ทันใดนั้นก็เริ่มมีนิมิตปรากฏขึ้นในจิต เขาเห็นอวกาศที่เวิ้งว้างได้ชั่วครู่ จากนั้นก็เห็นฝุ่นผงจำนวนมหาศาลลอยอยู่ในอวกาศเบื้องหน้า เขาสัมผัสได้ว่าบริเวณรอบ ๆ มีดวงจิตอื่น ๆ อีกมากมายที่ล่องลอยอยู่ แล้วเขาก็ถอยห่างออกมาจากฝุ่นผงพวกนั้น ถอยออกมาไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แล้วเขาก็ออกจากภวังค์ “อาจารย์ครับผมเห็นฝุ่นผงในอวกาศมากมาย แล้วผมก็รู้สึกว่ารอบ ๆ ตัวผมมีดวงจิตมากมายล่องลอยอยู่ครับ” ชาญชัยถามอาจารย์ผู้สอน “สิ่งที่เห็นเป็นไปได้ทั้งความจริงและจินตนาการ เพราะเวลาที่คุณทำสมาธิและเข้าภวังค์แล้วสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ผมยังเคยเห็นดาวสีฟ้า และได้ลงไปบนดาวดวงนั้น ปรากฎว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ด้วย หลังจากผมลงไปบนดาวดวงนั้นแล้ว ผมก็ได้ยินคนบนดาวดวงนั้นเขาเรียกอาการแบบนี้ว่านิมิต” อาจารย์ผู้สอนตอบ ชาญชัยรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องนี้จึงถามอาจารย์ต่อ “อาจารย์คิดว่ามีดาวดวงนั้นจริงหรือเปล่าครับ” อาจารย์ตอบ “มีจริงแน่นอน แต่หลายปีมาแล้ว และผมก็ไม่เคยเห็นดาวดวงนั้นอีกเลย” “หมายความว่ายังไงครับ” ชาญชัยจึงรีบถามต่ออีก “ตอนที่ผมเห็นดาวดวงนั้นแล้วผมออกจากสมาธิ ผมก็ไปที่สถาบันดาราศาสตร์ ปรากฏข้อมูลที่ได้รับคือ ดาวดวงนั้นน่าจะมีอยู่จริง แต่คงห่างไปหลายพันล้านปีแสง เราไม่สามารถเดินทางไปด้วยยานอวกาศที่มีอยู่ในตอนนั้น แต่ผมได้ทำเรื่องขอทางสถาบันปรัชญาแห่งโลกไว้แล้ว ถ้าเรามียานอวกาศที่มีสมรรถนะมากพอเราน่าจะเดินทางไปสำรวจได้ ตอนนี้เท่าที่ผมรู้เรามียานที่เร็วที่สุดแค่เกือบเท่าความเร็วแสงเท่านั้น” หลังจากสนทนากันเรื่องอื่น ๆ ซักพัก ชาญชัยก็ขอตัวกลับบ้าน เมื่อเขากลับไปถึงบ้าน เขาก็เกิดอาการเศร้าซึมขึ้นอีกเมื่อได้เห็นข้าวของหลาย ๆ อย่างที่เอมิกาเคยใช้วางอยู่ภายในบ้าน แล้วความคิดหนึ่งก็แว๊บขึ้นมาในสมองของเขา เขานึกถึงอมรวรรณขึ้นมาทันที

 เมื่อยี่สิบปีก่อน “Xn+ Yn = Zn คุณคิดว่าคุณพิสูจน์สมการนี้ได้ไม๊” อมรวรรณถามชาญชัย “คุณสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ” ชาญชัยถามกลับ อมรวรรณจึงตอบ“สมการนี้แหละที่ยากที่สุดที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ ถ้าคุณพิสูจน์ได้ชั้นเลี้ยงข้าวคุณมื้อนึงเลย คุณคิดว่ายังไงล่ะ” ชาญชัยนั้นนึกชอบอมรวรรณมานานแล้ว ในสายตาของชาญชัยนั้นอมรวรรณสวยกว่าเอมอรแม่ของเอมิกา นอกจากสวยกว่าแล้วยังเก่งกว่าด้วย แต่ชาญชัยนั้นเป็นคนที่แปลก ถ้าเจอคนที่ใช่เมื่อไหร่เขาต้องเข่าอ่อนทุกที พูดอะไรไม่ค่อยถูก “เออ อ่า ผมคิดว่าคงพิสูจน์ไม่ได้แน่ มันเป็นสมการที่ยากจริงๆ” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ อมรวรรณจึงพูดขึ้นว่า “แปลกนะ บางทีอยากจะพูดอะไรแล้วพูดไม่ออกเนี่ย” ชาญชัยยิ่งรู้สึกตกใจขึ้นมาทันที เขาคิดไปถึงว่านี่อมรวรรณรู้จิตใจเขาด้วยหรือนี่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อมรวรรณก็นึกชอบชาญชัยเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเอมอรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอได้รู้จักกับชาญชัยก่อนแล้ว และเอมอรก็เป็นคนแนะนำให้เธอได้รู้จักกับชาญชัยตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยกัน เธอจึงยังได้แต่เก็บความรู้สึกลึก ๆ ในใจอยู่แค่นั้น “คืนนี้อย่าลืมไปนะ” อมรวรรณกำชับชาญชัยว่าอย่าพลาดปาร์ตี้เลี้ยงฉลองการสอบกลางภาคของมหาวิทยาลัยเสร็จ ทั้งชาญชัย เอมอร อมรวรรณ นั้นเคยเรียนชั้นมัธยมปลายมาด้วยกัน และได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อด้วยกัน ทั้งสามคนสนิทกันมาก ชาญชัยกับอมรวรรณมักจะช่วยติวให้เอมอรเสมอในเรื่องการเรียน

 ณ คาซ่าบาร์ เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและนักศึกษาที่มาสังสรรค์กัน “โต๊ะ 23 ไปเลย” เอมอรบอกอมรวรรณ แล้วทั้งคู่ก็เดินไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมสั่งเครื่องดื่มกับหุ่นยนต์พนักงานเสริฟ ซักพักชาญชัยก็เข้ามา เอมอรยกมือกวักเรียกชาญชัย ชาญชัยจึงเดินตรงไปหาทั้งสองสาว “ขอบใจนะ ช่วยติวให้อ่ะ” เอมอรเริ่มบทสนทนาก่อน “ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” ชาญชัยตอบอย่างสุภาพ “จะเอาน้ำอะไรคะ” เอมอรถาม “ขอน้ำส้มแล้วกันครับ” เอมอรหัวเราะพร้อมกับพูดขึ้น “นี่คุณอายุเท่าไหร่แล้ว หัดดื่มเครื่องดื่มผู้ใหญ่บ้างซิ” แล้วเอมอรก็สั่ง “ขอไวน์ให้คุณผู้ชายที่นึงค่ะ” หุ่นยนต์รับคำสั่งแล้วจึงไปที่บาร์รอรับเครื่องดื่ม “ผมดื่มไม่เป็นนะครับ” ชาญชัยปฏิเสธเครื่องดื่มแต่สุดท้ายก็ทนการคะยั้นคะยอของเอมอรไม่ได้ วันนั้นชาญชัยต้องใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติกลับบ้าน และต้องนอนในยานของเขาจนเช้าวันต่อมา และเสียงโทรภาพก็ดังขึ้น “ชาญ ตื่นยัง” อมรวรรณติดต่อเข้ามา ชาญชัยจึงรู้สึกตัว เมื่อเขาคลิกรับที่หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า ภาพสามมิติของอมรวรรณก็ปรากฏ “เป็นไงบ้าง โอเคไม๊” อมรวรรณรีบถามทันที ชาญชัยจึงตอบ “ผมโอเค ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ยังงง ๆ อยู่” อมรวรรณเห็นจากภาพสามมิติที่โทรภาพของเธอจึงบอกชาญชัยว่า “นอนในยานเลยหรือนี่ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนจะได้สดชื่น ดีนะที่วันนี้ไม่ต้องเรียน” “ขอบคุณมากนะอร” ขาญชัยตอบ ในขณะที่ภายในใจของเขารู้สึกดีมาก ๆ ที่คนซึ่งเขาแอบปลื้มมีความเป็นห่วงเป็นใย แต่ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาญชัยกับอมรวรรณนั้นจะมีความลึกซึ้งมากแค่ไหน แต่แล้วในที่สุดชาญชัยก็แต่งงานกับเอมอรและเริ่มสร้างครอบครัวของเขา ในวันที่อมรวรรณได้รับคำเชิญไปงานแต่งงาน ไม่ใช่วันแรกที่เธอรู้ว่าชาญชัยต้องแต่งงานกับเอมอร แต่มันเป็นวันที่หัวใจของเธอรู้สึกหวิว ๆ และเศร้าใจอย่างสุด ๆ หลังจากที่ชาญชัยแต่งงานกับเอมอรแล้ว ตลอดระยะเวลาหลายปีได้ผ่านไปอมรวรรณก็มุ่งมั่นกับการทำงานที่สถาบันการบินแห่งโลก “อดทนไว้นะผู้หมวด แต่ถ้าถึงจุดที่ไม่ไหวให้กดปุ่มฉุกเฉินทันที” อมรวรรณกำชับกับ ผู้หมวดนักบินที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครทดสอบสมรรถนะของยานอวกาศที่เธอเป็นคนออกแบบ แล้วเสียงของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครื่องตรวจวัดชีพจรของนักบินก็รายงาน “หัวใจเค้าเต้นเร็วมากครับ แต่ยังไม่เกินขีดอันตราย ดร.จะให้หยุดปฏิบัติการไม๊ครับ” อมรวรรณจึงสั่ง “ยังค่ะ ที่ชั้นรออยู่คือ นักบินกดปุ่มฉุกเฉินเท่านั้น เพราะนาโนชิปในร่างกายนักบินยังทำงานปกติ ชั้นว่ารอบนี้น่าจะผ่านได้” และเมื่อยานอวกาศทำความเร็วได้ถึงระดับความเร็วแสงแล้ว ก็มีสัญญาณเตือนเข้ามา เจ้าหน้าที่จึงรีบรายงาน “อีก 3 นาที ดาวเคราะห์น้อยขวางอยู่ครับ” อมรวรรณจึงสั่งไปยังนักบิน “ทำลายเป้าหมายด่วน” แล้วนักบินในยานอวกาศจึงลดความเร็วแล้วก็กดปุ่มยิงขีปนาวุธความเร็วสูงทันที และไม่กี่วินาที ขีปนาวุธก็เข้าปะทะกับดาวเคราะห์น้อยนั้นแหลกเป็นผุยผงชั่วพริบตา อมรวรรณจึงสั่งการต่อ “เริ่มปรับความเร็วใหม่ เมื่อได้ความเร็วแสงแล้ว ส่งสัญญาณจับรอยต่อของเวลาให้ได้” และเมื่อยานอวกาศได้ความเร็วเท่ากับแสงแล้ว ในที่สุดยานก็เข้าไปอยู่ในอุโมงค์เวลา จากนั้นนักบินก็บังคับยานข้ามเวลาไป แล้วก็ส่งสัญญาณการติดต่อออกไป ณ เวลานั้น แล้วนักบินก็กลับมาที่ฐานบินในสถาบันการบินหลังเสร็จภารกิจ “ทีนี้เราต้องรอการติดต่อกลับ” สามชั่วโมงผ่านไป “สัญญาณส่งมาแล้วครับ” เจ้าหน้าที่สื่อสารรายงาน “ดีมาก”อมรวรรณแสดงสีหน้าพึงพอใจ แล้วเจ้าหน้าที่ก็รายงานเพิ่ม “สัญญาณนี้ส่งมาเมื่อยานเข้าอุโมงค์แล้ว เป็นเวลาปัจจุบัน 3 ชั่วโมง 15 นาที 3 วินาทีครับ” เมื่อเธอเช็คหน้าจอโฮโลแกรมของเธอก็ปรากฏว่าเวลาที่เธอรอก็เป็นเวลานี้เช่นกัน “สำเร็จ” อมรวรรณพูดออกมาด้วยความดีใจแล้วจึงพูดต่อ “เมื่อยานส่งสัญญาณมาช้ากว่า แสดงว่าตอนที่ยานลำนั้นส่งสัญญาณมามันอยู่ในอดีตเมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว การทดลองครั้งนี้สำเร็จ ขอบคุณอาจารย์ ขอบคุณทุกคน” ในการทดลองนั้นเธอให้นักบินหลังจากที่เข้าอุโมงค์เวลาไปยังเวลาเป้าหมายได้แล้วให้ติดต่อกลับมาที่ฐานทันที และเมื่อสัญญาณนั้นมาถึงที่ฐานใน 3 ชั่วโมงต่อมา ก็แสดงว่ายานข้ามเวลาไปในอีก 3 ชั่วโมงข้างหน้า นับจากนักบินเริ่มส่งสัญญาณกลับมา และมันทำให้สัญญาณนั้นมาถึงฐานในอีก 3 ชั่วโมงต่อมา จากการทดลองครั้งนั้นเธอจึงเร่งปรับปรุงสมรรถนะของยานให้มีออฟชั่นมากขึ้น และแล้วเธอก็ส่งผลงานเข้าสู่ส่วนกลางทันที มันเป็นยานข้ามเวลาสามารถไปยังอนาคตและกลับอดีตได้ด้วยซึ่งอมรวรรณได้รับช่วงการค้นคว้ามาจากหัวหน้าฝ่ายและยังเป็นอาจารย์ของเธอด้วย แต่ตอนนี้เขาเกษียณไปแล้ว และเธอก็มุ่งมั่นทำงานนี้ต่อจากเขา เธอจึงรีบติดต่อไปหาเขาทันที “หัวหน้าคะ สำเร็จแล้วหนูส่งผลงานเข้าส่วนกลางแล้วค่ะ” “เก่งมาก อมรวรรณ สมแล้วที่ผมฝากงานนี้ไว้กับคุณ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมคงไม่ต้องใช้มันแล้วล่ะ” อดีตหัวหน้าตอบ อมรวรรณจึงถาม “อ้าวทำไมคะ” “ผมได้ค้นพบว่าบางสิ่งบางอย่างเมื่อทำไปแล้ว ทุกอย่างย่อมมีผลเสมอ ถ้าผมใช้ยานนี้ ผมกลัวว่ามันจะมีผลเสียหายตามมาได้ ขอบคุณนะที่คุณมุ่งมั่น ตอนนี้พอดีผมอยู่ที่สถาบันปรัชญาแห่งโลก กำลังเรียนอยู่ ยังไงเดี๋ยวผมติดต่อกลับไปใหม่นะ ขอบคุณอีกครั้ง” จากนั้นสัญญาณโทรภาพก็หายไป อมรวรรณจึงรู้สึกสับสนนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร

 กลับมาที่ปัจจุบัน เมื่อชาญชัยนึกถึงอมรวรรณขึ้นมาแล้วเขาจึงรีบโทรภาพหาอมรวรรณทันที แล้วภาพสามมิติของอมรวรรณปรากฏ “สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ” อมรวรรณพูดขึ้น ชาญชัยจึงตอบไปว่า “ผมรู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีความหมายซะเลยตอนนี้ พอดีนึกถึงคุณขึ้นมา” “ชาญ คุณเป็นคนเก่งและเข้มแข็งนะ ชั้นว่าคุณสู้ได้แน่นอน ชั้นเป็นกำลังใจให้นะ อย่างน้อยก็ยังมีตัวคุณเองที่จะต้องดูแลตัวเอง เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งได้” อมรวรรณพยายามให้กำลังใจ แต่อีกใจนึงก็คิดถึงว่าการกลับไปฟื้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่มันคงจะเร็วเกินไป ชาญชัยเพิ่งผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิตมาไม่นาน ดังนั้นเธอจึงควรรอเวลาให้เหตุการณ์มันคลี่คลายก่อน “ขอบคุณนะ อร ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว ขอบคุณจริงๆ” “จ๊ะ ถ้าไม่สบายใจอะไรก็โทรมาหาชั้นได้นะ” ตอนนี้อมรวรรณต้องการแค่ได้กลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยปล่อยให้เวลาพาไปเท่านั้น “ขอบคุณมาก ราตรีสวัสดิ์นะ” ชาญชัยตอบด้วยความซาบซึ้ง “ราตรีสวัสดิ์เช่นกัน” แล้วสัญญาณโทรภาพก็หายไป มันก็แปลกที่เมื่อชาญชัยแค่ได้โทรภาพหาอมวรรณเท่านั้น เขาก็รู้สึกดีขึ้นมาในทันที

 หลังจากนั้นชาญชัยก็คร่ำเคร่งกับวิชาปรัชญาที่สถาบันปรัชญาแห่งโลก ซึ่งที่นั่นมีการสอนเรื่องปรัชญาการใช้ชีวิต ความเป็นจริงของชีวิต และการฝึกสมาธิ “ความคิดผมสับสนปั่นป่วนมากครับอาจารย์ เดี๋ยวก็คิดนั่น เดี๋ยวก็คิดนี่ ผมควรทำยังไงครับ” ชาญชัยบอกอาการของตนกับอาจารย์ผู้สอน “ไม่ต้องกังวลครับ ในชีวิตทุกคนก็คิดอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งยามหลับ คิด คิด คิด แล้วก็คิด สมองของมนุษย์มีไว้คิดอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำสมองของเราไม่ให้คิดได้สำเร็จ นี่แหละความมหัศจรรย์จึงจะเกิดขึ้น คนที่เริ่มฝึกใหม่ ๆ ก็จะเป็นอย่างนี้ทุกคน ขอแค่ให้ทำบ่อย ๆ ฝึกบ่อย ๆ ก็จะทำได้ทุกคน” อาจารย์ตอบและให้กำลังใจกับชาญชัย ชาญชัยจึงพยายามฝึกทุกวันทั้งเช้าทั้งเย็น และในวันต่อ ๆ มา หลังจากชาญชัยเลิกงานเขาก็ไปเรียนที่สถาบันปรัชญาแห่งโลกอย่างไม่หยุดหย่อน และในห้องเรียนวิชาสมาธิวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิอยู่ จิตก็เริ่มสงบ จากนั้นเขาก็เข้าภวังค์ แล้วนิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเขา 

 ในขณะที่อาทิสมานกาย (กายอีกกายหนึ่งในตัวมนุษย์) ของเขานั่งอยู่ภายในวัตถุทรงกลมสีเทาที่เขาไม่สามารถมองเห็นหนทางใด ๆ เลยนอกจากความมืดมิด ภาพนิมิตที่อยู่ในภวังค์อีกชั้นหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเขา ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ภายในห้องตรวจของศัลยแพทย์ท่านหนึ่ง คุณหมอ “คุณมีอาการตาพร่าหรือเปล่า” ชาญชัยตอบ “ไม่มีครับ” คุณหมอ “เวลาเดินมีอาการเซจะล้มไม๊ครับ” ชาญชัยตอบ “ไม่มีครับ” คุณหมอ “เดินชนอะไรบ้างไม๊” ชาญชัยตอบ “ไม่มีครับ” คุณหมอ “มือกำได้สะดวกไม๊” ชาญชัยตอบ “สะดวกครับ” คุณหมอ “ปวดหัวอีกไม๊” ชาญชัยตอบ “ไม่มีครับ” คุณหมอ “มีอาการชักอีกไม๊” ชาญชัยตอบ “ไม่มีครับ แล้วผมสามารถออกกำลังกายอะไรได้ปกติไม๊ครับ” คุณหมอ “ได้ครับ แต่ผมขอนัดดูอาการทุกปีนะ” ชาญชัยตอบ “ครับ” แล้วหลังจากนั้นนิมิตนี้ก็ยังเห็นย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าคือเมื่อเดือนที่แล้วที่สนามฟุตบอลที่เขามีอาการชักและหมดสติ และหลังจากเขาออกจากภวังค์ทั้งหมดแล้ว “อาจารย์ครับ ผมเห็นและรู้สึกว่าผมไม่ใช่ผมครับ” ชาญชัยนำสิ่งที่เขาได้พบไปถามอาจารย์ “ในเคสของคุณเนี่ย ผมคิดว่ามันไม่ธรรมดาซะแล้ว สิ่งที่คุณเล่ามามันน่าจะเป็นเหตุการณ์จริง คุณเชื่อเรื่องการตายแล้วเกิดไม๊” ชาญชัยถามย้ำ “ตายแล้วเกิด มันจะเป็นไปได้ไงครับ” อาจารย์รีบอธิบาย “ในวิชาปรัชญานั้น มีเรื่องหนึ่งคิดว่าคุณยังเรียนไม่ถึง มันเป็นบันทึกของศาสตราจารย์ในวิชาปรัชญาท่านหนึ่งที่ได้เขียนไว้ว่า คนเราตายแล้วเกิด ที่คนเราตายนั้นคนเราตายไปแต่ร่างกายเท่านั้น แต่ระบบสั่งการของเราไม่ได้ตายไปด้วย เพราะระบบสั่งการไม่ใช่เซลล์ที่มีชีวิต ไม่ใช่สสารมันจึงยังคงอยู่ต่อไป กลายเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่พยายามจะเกิดมามีร่างกายอีกครั้ง แต่ท่านไม่ได้ให้เหตุผลว่าเพราะเหตุใดนี่เป็นเรื่องที่นักวิชาปรัชญาถกเถียงกันมานานแล้ว” ชาญชัยจึงถามต่ออีก “ที่อาจารย์อธิบายมาก็หมายความว่าผมเคยเป็นคนอื่นเหรอครับ” อาจารย์พยักหน้าแล้วพูดต่อ “มันเป็นความลับของธรรมชาติที่เรายังศึกษาไปไม่ถึง ต่างจากความรู้ทางเทคโนโลยีของเราที่ก้าวหน้าไปไกลเหลือเกิน แล้วถ้าเราประกาศความรู้เรื่องนี้ออกไปก็คงไม่มีคนสนใจ เพราะทุกคนบนโลกเราต่างเชื่อกันว่า การเกิดแล้วตายเป็นการดับสูญไปนิรันดร์” ชาญชัยจึงถาม “แล้วอาจารย์คิดว่าผมเป็นคนที่ผมเห็นในนิมิตนั้นด้วยใช่ไม๊ครับ” อาจารย์ตอบ “คุณอาจจะเคยเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยนะ ที่คุณบอกว่าคุณคุยกับหมอน่ะ ผมคิดว่าอย่างนั้น” ชาญชัยยิ่งอยากรู้มากขึ้นจึงถาม “แล้วต้องทำยังไงครับถึงจะได้ไปต่อ” อาจารย์จึงให้คำแนะนำ “คุณต้องปฏิบัติให้มากขึ้น ผมคิดว่าคุณมาถูกทางแล้ว” หลังจากวันนั้นชาญชัยก็เร่งปฏิบัติเพื่อค้นหาความจริงให้ได้ และจากการที่เขาต้องนั่งสมาธิทุกวัน ๆ มันจึงทำให้เขาเริ่มคลายความทุกข์โศกจากความสูญเสียที่ได้รับในชาตินี้ลงได้ส่วนหนึ่งด้วย

  ณ โลกของเรา เจ้าพ่อขจรหลังจากที่เขาอำลาวงการเจ้าพ่อและได้รู้ความจริงของตนเองว่าเขาเป็นใครแล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งหมดเขาก็บริจาคให้องค์กรการกุศลได้แบ่งกันไปเพราะเจ้าพ่อขจรไม่มีลูกเมียหรือทายาท จากนั้นเขาก็เตรียมตัวที่จะออกบวชเพื่อสร้างสมบารมีให้กับชีวิต เขาจึงคิดว่าจะไปบวชที่วัดห่างไกลจากเมืองและอยู่ในชนบทเพื่อปลีกวิเวกและหาที่สงบ

  ณ วัดแห่งหนึ่งในชนบท “พรุ่งนี้แล้วนะ ขานนาคคล่องหรือยังล่ะ” พระอาจารย์ที่จะอุปสมบทให้ขจรถามความพร้อมของขจร หลังจากที่เจ้าพ่อขจรนุ่งขาวห่มขาวเพื่อเตรียมอุปสมบทมาแล้ว 7 วัน และพระอาจารย์ให้เขาพยายามท่องขานนาคให้ได้ก่อนที่จะทำพิธีอุปสมบท “ผมคิดว่าท่องได้แล้วครับอาจารย์” ขจรตอบอย่างนอบน้อม “เอาให้แม่น ๆ นะ การที่เราจะจำได้อย่างไม่ลืม มีวิธีเดียวคือ เราต้องเข้าใจความหมายของมันด้วย มันจึงจะเห็นคุณค่า คนที่มีบารมีพอเท่านั้นนะ ถึงจะได้บวช ไม่ใช่ทุกคน” พระอาจารย์กำชับให้เห็นความสำคัญของการบวชที่ไม่ใช่ทำเป็นแฟชั่น แต่ให้บวชเพื่อได้ศึกษาหลักธรรมของศาสนาด้วย “ครับ ผมจะท่องให้ขึ้นใจเลยครับ” ขจรตอบและขอลากลับบ้านเนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับเอกสารกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่จะต้องโอนให้กับองค์กรการกุศล พระอาจารย์จึงอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ก็ให้รีบกลับมาให้ทันเวลาในวันรุ่งขึ้น และหลังจากนัดเวลาและกราบลาพระอาจารย์ผู้ที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว เขาก็เดินทางกลับบ้าน ในขณะที่เจ้าพ่อขจรขับรถออกมานอกวัด เขาก็เริ่มท่องขานนาคไปตลอดทาง ทันใดนั้นก็มีรถกระบะคันหนึ่งแซงขึ้นไปทางด้านขวามือของรถเขา แล้วก็ขับมาอยู่ด้านหน้าจากนั้นก็เบรคกระทันหัน ทำให้ขจรต้องเบรคตามไปด้วย แล้วชายฉกรรจ์สามคนก็ลงจากรถพร้อมอาวุธสงครามครบมือ จากนั้นเสียงปืนก็ดังสนั่นหวั่นไหวกว่าสี่สิบนัดไปทั่วบริเวณดังกล่าว

 เมื่อวานนี้ ณ บ้านของเจ๋งก๊วนยา “ลูกพี่ตอนนี้มันเข้าไปอยู่ที่วัด 7 วันแล้วครับ พรุ่งนี้ประมาณสิบโมงมันจะกลับไปที่บ้านมันแล้วถึงจะบวชที่วัดนั้น ผมถามเด็กวัดมาแล้ว จัดการมันตอนออกมาจากวัดดีไม๊พี่” ปึ้ดลูกน้องของเจ๋งก๊วนยารายงานผลการสะกดรอยตามเจ้าพ่อขจร เจ๋งก๊วนยา เป็นลูกค้าคนสำคัญของเจ้าพ่อขจร เขาคิดว่าเมื่อเจ้าพ่อขจรอำลาวงการแล้วเจ้าพ่อขจรคงต้องส่งรายชื่อลูกค้าให้ทางการเป็นแน่ และถ้าปล่อยไว้อีกไม่นานชื่อของเขาก็คงจะติดเข้าไปอยู่ในแบล็คลิสด้วย เขาจึงคิดจะกำจัดเจ้าพ่อขจรเพื่อป้องกันตัวเองไว้ก่อน จึงส่งปึ้ดไปสะกดรอยตามเจ้าพ่อขจรทุกฝีก้าว “มึงไปจัดมือดีมาซักสามคนไปเคลียร์เรื่องนี้ให้จบ” แล้วปึ้ดก็ดำเนินการตามคำสั่งลูกพี่ได้สำเร็จ

 ขจรนั้นในขณะก่อนจะสิ้นใจ เขากำลังท่องขานนาคอยู่ จึงทำให้จิตของเขาอยู่ในภวังค์ที่ถือได้ว่าเป็นบุญ เพราะเขากำลังตั้งจิตของเขาให้เป็นไปเพื่อการละกิเลสทั้งปวงให้ได้ แม้ดวงจิตของขจรนั้นในอดีตชาติได้ก่อเวรสร้างกรรมไว้มากมาย เริ่มจากเกิดเป็นพล.อ.อำนาจบนดาวราหู แล้วก็มาเกิดเป็นพล.อ.ทมิฬ บนดาวสัมมามิจฉา แต่ทว่าชาติที่เขาเป็นปราชญ์มั่งนั้นเขาก็ได้ทำบุญกุศลไว้มากมายเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออานิสงส์ของผลบุญที่ยังไม่หมดผล ผลวิบากของกรรมจึงยังตามมาไม่ทัน ทำให้ดวงจิตของขจรยังพอมีหวังที่ได้แก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะหากว่าผลบุญที่ทำมาหมดไปหรือกินบุญเก่าหมดแล้ว เมื่อนั้นแหละผลหรือวิบากของกรรมที่เคยทำซึ่งกดบัตรคิวรออยู่ข้างหน้าก็จะเป็นหนทางต่อไปสำหรับดวงจิตของขจร

 แต่เนื่องจากดวงจิตของขจรมีกิเลสที่ค่อนข้างมากสะสมอยู่ จึงถูกแรงดึงดูดพาขึ้นไปในอวกาศตามแรงพลังกิเลสที่มีอยู่ในดวงจิต แต่ยังไปไม่ถึงดวงดาวแห่งกิเลสซึ่งเป็นดาวที่มีพลังกิเลสหนาแน่นและกำลังอยู่ในช่วงของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตตามวัฏจักรของดวงดาว ดวงจิตของขจรก็ได้พบหลุมดำขนาดมหึมาเสียก่อน เขาจึงถูกดูดเข้าไปในนั้น แล้วหลุมดำก็พาดวงจิตของขจรย้อนเวลากลับไป จากนั้นดวงจิตของขจรก็ได้สัมผัสกับแสงสว่างจ้า แล้วเขาก็มารู้สึกตัวอีกครั้งว่ามีกระแสน้ำไหลวนรอบตัวเขา และเขาก็เริ่มรู้สึกสัมผัสได้ว่าเขามีร่างกายขึ้นอีกครั้งนึง จากนั้นเขาก็เริ่มไหลไปตามสายน้ำ จนได้พบกับแสงสว่างจ้าอีก พร้อมกับความเย็นที่สัมผัสร่างกายจนรู้สึกแสบไปทั่วร่างกาย เขาจึงร้องออกมาอย่างสุดเสียง

 ณ ห้วงอวกาศห่างจากโลกไปหลายล้านปีแสง สี่สิบปีก่อนที่โรงพยาบาลสัมมาธานี ห้องพักผู้ป่วยหลังคลอด “ตื่นแล้วหรือคะ ดีใจด้วยนะคะ คุณได้ลูกชายค่ะ พอจะให้ข้อมูลไหวไม๊คะ” พยาบาลแผนกสูตินารีเวชของโรงพยาบาลถามคุณแม่ที่เพิ่งคลอดทารก “ไหวจ๊ะ ถามมาเลย” พยาบาลจึงเริ่มถาม “ตั้งชื่อไว้แล้วหรือยังคะ” เธอจึงตอบ “ชื่อจริง ขันติ ชื่อเล่น ขันค่ะ” แล้วความมหัศจรรย์ของจักรวาลก็เกิดขึ้น เมื่อในวันเดียวและเวลาเดียวกันนั้น เด็กชายทมิฬก็ลืมตาออกมาดูโลกเช่นกัน ดวงจิตดวงเดียวกันแต่ต้องมาอยู่ในชาติเดียวกัน และมันเป็นดวงจิตที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ฝ่ายหนึ่งเป็นดวงจิตที่ต้องการสร้างสมบุญบารมี ส่วนอีกฝ่ายเป็นดวงจิตที่เต็มไปด้วยพลังกิเลส

 เด็กชายขันติ เติบโตมาในเมืองปัญญานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศสัมมา ประเทศนี้เป็นประเทศรักสงบ คนในประเทศมีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตคือการหาหนทางสร้างความสุขให้กับมนุษย์ด้วยการหาทางขจัดความทุกข์ในการดำเนินชีวิต และมีการศึกษาในเรื่องการบรรลุความจริงแห่งชีวิตว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร ปรัชญาการดำรงชีวิตคือ มีเป้าหมายเพื่อค้นหาความจริงแห่งการกำเนิดของชีวิตให้ได้ และในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาทางด้านวัตถุไปด้วย แต่เป็นไปเพื่อการสร้างความสุขมากกว่าความต้องการระรานผู้อื่น ยึดถือความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิต สังคมและความเป็นอยู่มีแต่การถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างจริงใจไม่มีการเสแสร้ง มีความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และเกิดความยินดีกับผู้ที่มีความสุขด้วย ชีวิตของขันติจึงได้รับการปลูกฝังแต่คุณธรรมมาตั้งแต่เด็ก

 เด็ก ๆ ในประเทศสัมมาทุกคนเมื่อมีอายุเข้าเกณฑ์ ต่างก็ต้องผ่านการฝึกสมาธิเพื่อสร้างพลังสติ เพราะต้องป้องกันประเทศจากประเทศมิจฉา เด็ก ๆ ทุกคนเมื่ออายุครบสิบห้าปี ก็จะได้เรียนวิชาการฝึกสมาธิสร้างพลังสติที่เป็นหลักสูตรภาคบังคับของการศึกษาในประเทศสัมมา ขันติก็เช่นเดียวกัน และเขาก็เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ซะด้วย

 ณ โรงเรียนธรรมาวิทยา “เธอเห็นอะไรขันติ” อาจารย์ผู้สอนถามขันติ เขาจึงตอบ “ผมเห็นแสงครับ เป็นสีขาวสว่างจ้ามาก” อาจารย์จึงแนะนำ “เธอไม่ต้องใส่ใจแสงนั้นมากนัก แต่ควรทำความคิดให้หยุดนิ่งตลอดเวลา เพราะเมื่อเธอสนใจแสงนั้น มันจะทำให้ความคิดของเธอไม่หยุดนิ่ง” “ครับ” ขันติตอบ เมื่อเด็กชายขันติถูกออกให้ไปพูดหน้าชั้นเรื่องอนาคตของฉัน “ผมชอบช่วยเหลือคนครับ ผมอยากเห็นทุกคนบนโลกมีความสุข ไม่มีความขัดแย้ง อยากให้โลกมีสันติสุขตลอดไป ผมอยากเป็นประธานาธิบดีครับ” เพื่อนปรบมือกันลั่น และแล้วสามสิบปีต่อมา “ขอบคุณทุก ๆ คะแนนเสียงที่ไว้วางใจให้ผมรับใช้ทุกท่าน ผมจะนำประเทศของเราให้เดินหน้าต่อไป และจะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกให้ได้” เสียงปรบมือของผู้ที่มาเป็นสักขีพยานในพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีของขันติ และเสียงนั้นยังก้องอยู่อย่างนั้นนานจนทำให้เขานึกถึงตอนที่เขาออกไปพูดหน้าชั้นเรียนในครั้งนั้น

 เด็กชายทมิฬ เติบโตมาในเมืองโมหะนคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมิจฉา ประเทศนี้เป็นประเทศแห่งการแข่งขัน ยึดถือความสำเร็จเป็นเป้าหมายชีวิต ปรัชญาการดำรงชีวิตคือ ความสำเร็จในชีวิตต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ทุกวิถีทาง และทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเพื่อให้ตนเกิดความสำเร็จตามความต้องการเท่านั้น วิถีชีวิตของชาวมิจฉานั้นทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำงานแข่งขัน ทุกลมหายใจของชาวมิจฉามีแต่พลังกิเลสที่เป็นพลังดึงดูดของอิเลคตรอนกับนิวเครียสในโมเลกุลของมวลกายของชาวมิจฉา เด็กชายทมิฬจึงได้รับการปลูกฝังแต่กิเลสมาตั้งแต่เด็ก ทมิฬก็เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในมิจฉาสมาธิเช่นกัน และเขาก็ได้เป็นผู้นำของประเทศมิจฉา

 เหตุการณ์ครั้งหนึ่งก่อนสงครามหุ่นยนต์พลังจิตซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของสมรภูมินี้ ตอนนั้นเป็นเวลาเช้า “เครื่องบินทิ้งระเบิด 3,000 ลำเข้าประจำการและพร้อมปฏิบัติการแล้วครับ” ผู้บัญชาการทหารอากาศรายงานความพร้อมกับ พล.อ.ทมิฬเห็นว่ามันเป็นเวลาที่สมควรแล้วจึงออกคำสั่ง “ออกปฏิบัติการได้” พล.อ.ทมิฬออกคำสั่งให้ปฏิบัติการทันที แล้วเครื่องบินทิ้งระเบิดทั้งหมดก็ออกเดินทาง โดยมีเป้าหมายที่ประเทศสัมมานั่นเอง

 ณ ทำเนียบประธานาธิบดีประเทศสัมมา “วันนี้เค้าจะส่งเครื่องบินรบมาย่างแน่นอน” ประธานาธิบดีขันติกล่าวกับผู้ช่วย “ทำไมท่านแน่ใจอย่างนั้นครับ” ผู้ช่วยจึงถามด้วยความสงสัย “ถ้าผมเป็นเค้าผมก็จะทำอย่างนี้แหละ เพราะอากาศปลอดโปร่งมาก และจุดปะทะของกระแสพลังสติกับพลังกิเลสก็กินพื้นที่เข้าไปยังมิจฉามากแล้วด้วย เค้าจะต้องส่งอะไรมาก่อกวนเราแน่นอน ผมอยากให้หน่วยรบพลังจิตเตรียมรับมือด้วย” ผู้ช่วยของเขาจึงถ่ายทอดคำสั่งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกต่อหนึ่ง

  ณ ห้องบัญชาการของสำนักงานทหารสูงสุดแห่งสัมมา เมื่อเครื่องบินของฝ่ายมิจฉาเข้าเขตแดนของประเทศสัมมาแล้ว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงสั่งการจากศูนย์ปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติ “เริ่มได้” นักรบสมาธิทั้งหลายจึงเปลี่ยนจุดที่ส่งพลังสติไปยังฝูงบินนั้น จากนั้นก็เพ่งจิตให้เกิดสัญญาณไฟฟ้าในระบบดิจิตอล แฮกค์ข้อมูลต่างๆ ของเครื่องบิน โดยใช้เวลาไม่มากนัก “เราควบคุมได้ทั้งหมดแล้วครับ” เจ้าหน้าที่ข่าวสารรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดให้กลับไปยังที่เดิม” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งประเทศสัมมาจึงออกคำสั่งให้ปฏิบัติการยึดเครื่องบินทุกลำให้บินกลับไปยังจุดที่บินขึ้นมา จากนั้นเครื่องบินทั้งหมดก็หันหัวกลับไป “พวกเค้ากลับไปแล้วครับ” ทหารสื่อสารนายหนึ่งซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์บนจอเรดาร์ที่ตรวจจับจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในรูปธรรมได้รายงานความเคลื่อนไหวของฝูงบินดังกล่าว

 หลายปีต่อมาหลังจากที่ทมิฬส่งฝูงบินไปก่อกวนนับสิบครั้ง “พวกสัมมามันรู้ความเคลื่อนไหวของเราตลอดเลย มันรู้ได้ยังไง แล้วในกองทัพมีสปายหรือเปล่าวะ” ทมิฬสบถออมาด้วยความแค้น หลังจากได้รับรายงานเข้ามาว่า ครั้งนี้กองกำลังของเขาก็ถูกสะกดด้วยพลังจิตให้เดินทางกลับมาที่ฐานทัพอีกเช่นเคย หลังจากมาถึงฐานทัพแล้วทุกคนก็รู้สึกตัวขึ้นอย่างงง ๆ ว่าทำไมถึงกลับมาอยู่ที่ฐานทัพได้ ทมิฬจึงคิดแผนการใหม่ เขาเริ่มสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์สังหารขนาดยักษ์ขึ้น โดยให้พล.ท.อวิชชา เป็นผู้ดำเนินการโครงการนี้ และปีต่อมาโครงการก็สำเร็จไปกว่า 99% พล.ท.อวิชชาจึงรายงานผล “ผมพล.ท.อวิชชา สังกัดหน่วยพัฒนาหุ่นยนต์พลังจิตขอรายงานความคืบหน้าแผนยุทธการหุ่นยนต์ครับ” จากนั้นพล.อ.ทมิฬจึงสั่งว่า “ว่ามา” แล้วพล.ท.อวิชชาซึ่งอยู่ในโทรภาพสามมิติก็รายงานต่อ “ขนาดนี้หุ่นยนต์พลังจิตทั้งหมดได้ผ่านการทดสอบในสนามทดสอบแล้วและพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้วครับ” พล.อ.ทมิฬ ผู้ให้กำเนิดโครงการสร้างหุ่นยนต์พลังจิตขึ้นเนื่องจากว่าการส่งกำลังทหารและอาวุธเพื่อบุกเข้าไปในประเทศสัมมานั้นล้มเหลวตลอด เพราะประเทศสัมมามีนักปฏิบัติสัมมาสมาธิที่สามารถใช้พลังสะกดจิตกองกำลังของฝ่ายมิจฉาได้นั่นเอง ทำให้กองกำลังทหารที่ถูกส่งไปต้องถอนกำลังกลับมาทุกครั้ง เขาจึงเกิดแนวคิดในการที่จะใช้หุ่นยนต์ซึ่งควบคุมด้วยพลังจิตของเหล่านักปฏิบัติมิจฉาสมาธิเข้าไปเพื่อทำลายระบบป้องกันของฝ่ายสัมมา หุ่นยนต์พลังจิตเป็นหุ่นที่มีความสูงสามสิบเมตร มีลักษณะโครงสร้างเหมือนมนุษย์ทุกประการแต่ไม่มีใบหน้า ที่ปลายแขนทั้งสองข้างมีมือที่มีนิ้วเพียงสามนิ้วโดยนิ้วที่หนึ่งกับนิ้วที่สามใช้สำหรับการหยิบจับ ส่วนนิ้วที่สองที่ปลายนิ้วเป็นรูเพื่อใช้ยิงแสงเลเซอร์ บริเวณท้องสามารถเปิดออกเพื่อยิงจรวด Missile ได้ และเป้าหมายของทมิฬนั้นต้องการให้หุ่นยนต์พลังจิตของเขาเข้าไปทำลายและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวสัมมาให้หมดสิ้นไปจากดาวดวงนี้เพื่อให้ทั้งโลกมีแต่ชาวมิจฉาเท่านั้น หุ่นยนต์พลังจิตแต่ละตัวจะถูกควบคุมโดยนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิสองคน โดยนักปฏิบัติมิจฉาสมาธิคนที่หนึ่งจะนั่งสมาธิเข้าภวังค์แล้วส่งกระแสจิตเข้าควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นแต่ละตัวในระยะไกล ส่วนอีกคนก็นั่งสมาธิแล้วส่งกระแสจิตไปเป็นพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหว และหลังจากจบการรายงานแล้ว พล.อ.ทมิฬ จึงสั่งการทันที “ส่งกองกำลังหุ่นยนต์ทั้งหมดเข้าประชิดชายแดน รอคำสั่ง” พล.ท.อวิชชาก็รับคำสั่ง “รับทราบครับ” แล้วโทรภาพสามมิติก็ดับไป แล้วพล.อ.ทมิฬก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

 ณ ประเทศสัมมา “คราวนี้ทมิฬคงจะไม่ใช้กองทัพที่เราสามารถสะกดจิตมาแน่ เขาคงต้องหาวิธีอื่น แต่ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าเขาจะใช้วิธีอะไร” ขันติพูดกับอนาคา ในสงครามพลังกิเลสกับพลังสติ ทั้งทมิฬและขันติต่างมีความรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามเห็นความคิดของฝ่ายตนอยู่ตลอดเวลา ทั้งทมิฬและขันติต่างก็สัมผัสได้ในเรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้ติดใจคิดอะไร

 ณ ทำเนียบประธานาธิบดีประเทศสัมมา “เค้าคงไม่หยุดแค่นี้แน่ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะอยู่กันอย่างสันติไม่ได้” ประธานาธิบดีขันติพูดกับผู้ช่วยของเขา แล้วมันก็จริงอย่างที่ขันติพูด ทมิฬยังส่งฝูงเครื่องบินรบมาอีกหลายครั้ง ก่อนที่เขาจะเลิกล้มความตั้งใจที่จะยึดประเทศสัมมาด้วยวิธีนี้ เปลี่ยนมาใช้กองทัพหุ่นยนต์สังหารแทน

 หลังจากทั้งสองประเทศทำสงครามครั้งสุดท้าย เมื่อกระแสพลังสติซึ่งปะทะกับกระแสพลังกิเลสอยู่ที่บริเวณกลางมหาสมุทรและสลายตัวไปในบริเวณนั้นมานานกว่าพันปีได้ยุติลง ความสันติสุขก็เกิดขึ้นกับดาวสัมมามิจฉาสมดังความตั้งใจของขันติ

 หลังจากอนาคาเดินทางตามล่าทมิฬมาถึงโลกเราแล้ว เขาก็เดินทางกลับด้วยอุปกรณ์นำทางอวกาศ ณ ห้องทำงานของประธานาธิบดีขันติ “คุณกลับมาจนได้นะอนาคา ร่างกายของคุณ เราเก็บไว้อย่างดี ผมรู้สึกว่าคุณไปไม่นานนะ” ประธานาธิบดีขันติพูดกับพล.อ.อนาคา อนาคาจึงตอบ “ผมสนุกมาก ทมิฬเปลี่ยนไปแล้วตอนที่ผมเดินทางกลับมา ไม่รู้ตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง” ขันติจึงถามต่อ “ผมคิดว่าเขาคงไปที่ชอบของเขาแน่นอน ที่คุณบอกว่า คุณปล่อยเขาไปเพราะเขาได้รับพลังสติจนสามารถจำอดีตชาติของตัวเองได้ ชาติก่อนเขาเป็นใครกัน” ขันติถามด้วยความอยากรู้ อานาคาจึงตอบ “ผมไม่รู้หรอก แต่ผมใช้แว่นส่องกิเลสแล้วเห็นกิเลสในตัวเขามันน้อยมากแต่ยังไม่หมดไป ผมจึงคิดว่าควรปล่อยให้เขาได้ตัดสินใจแก้ไขชีวิตตัวเอง แต่ที่ผมไปเจอมาบนดาวดวงนั้น มันช่างเป็นดาวที่สงบและน่าจะมีแต่คนมีความสุข มันมีสีฟ้าสด แล้วยังมีอาจารย์คง ผู้นำขบวนการสร้างพลังสติต่อสู้กับคลื่นพลังกิเลสด้วย น่าชื่นชม และยิ่งไปกว่านั้นผมได้รู้ตำนานความเป็นมาว่า ศาสดาของพวกเขาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และเป็นผู้มีเมตตาสั่งสอนผู้คนบนดาวดวงนั้น สิ่งที่มหาบุรุษผู้นั้นรู้ ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าคืออะไร แต่ท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้ว” ขันติยิ่งเกิดความอยากรู้มากขึ้นอีก “ดับขันธปรินิพพานคืออะไร” อนาคาจึงตอบ “ดับสนิท ไม่มีอะไรเหลือ กิเลสไม่มีอีกต่อไป” ขันตินั้นเพียงแค่ได้รู้เรื่องนี้ก็เกิดความเลื่อมใสบูชาขึ้นมาทันที “ผมคิดว่าเป็นความมหัศจรรย์ของจักรวาลที่ไม่เกิดขึ้นง่ายๆแน่ๆ และไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จะมีผู้รู้แบบท่านอีก” “สี่อสงขัยแสนกัป คือรอบที่ผ่านมาครับ” อนาคาตอบ แล้วจึงถามขันติบ้าง “สถานการณ์บนโลกเป็นยังไงบ้างครับท่าน” ขันติจึงตอบ “เรากำลังพัฒนาจิตให้กับชาวมิจฉา ส่วนพลังกิเลสในออกซิเจนบนโลก ผมได้สลายไปหมดแล้ว ยังมีแต่พลังกิเลสในมวลกายของคนที่ยังมีอยู่ เราใช้พลังสติไปทำได้แค่เคลือบพลังกิเลสในตัวพวกเขาไว้เท่านั้น แม้แต่คุณกับผม เราก็ทำได้แค่นั้นจริง ๆ แต่มันก็ดีกว่าที่เราปล่อยให้พลังกิเลสสร้างความวุ่นวายบนโลก” อนาคาจึงตอบ “ขอบคุณสำหรับการที่เก็บร่างกายของผมไว้อย่างดีนะครับ ผมพร้อมกลับมาทำหน้าที่รับใช้ท่านต่อแล้วครับ ท่านประธานาธิบดี” ขันติจึงตอบ “อย่าเรียกว่ารับใช้เลย เรียกว่าร่วมงานกันดีกว่า ยินดีที่ได้ร่วมงานกับคุณอีก” แล้วทั้งคู่ก็เริ่มปรึกษางานกัน

 ณ ดาวอนัตตา ก่อนที่วงการแพทย์จะเจริญก้าวหน้าถึงขั้นทำให้มนุษย์เป็นอมตะนั้น ยังมีเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญเกิดขึ้น “คุณผู้รวยที่สุดในโลก ต้องการให้รับใช้อะไรดีคะ” สตางค์จึงคลิกไอคอนรูป ฟันเฟือง จากนั้นเขาก็คลิกไอคอนรูปปาก แล้วก็คลิกที่รูปตัวบุคคล จากนั้นเขาก็พิมพ์ข้อความใส่ในแถบข้อความว่า “ผู้มีความสุขที่สุดในโลก” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ แต่เขาทำมาแล้วนับเป็นสิบครั้งที่เขาเปลี่ยนชื่อคำเรียกตัวเองมา แต่ว่าเขาก็ยังไม่ได้คำเรียกชื่อที่ถูกใจซักทีตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งวันนี้ จากนั้นเขาก็โทรภาพเข้าไปที่บริษัท แล้วภาพสามมิติของเลขาของเขาก็ปรากฏ “มีอะไรให้รับใช้คะท่านผู้มีความสุขที่สุดในโลก” เขาจึงออกคำสั่ง “รายงาน” แล้วเลขาก็เริ่มรายงานสถานการณ์ของบริษัททั้งหมด ทำให้เขารู้ว่าตอนนี้บริษัทที่เขาสร้างขึ้นนั้น กำลังทำเงินให้เขาอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ทรัพย์สินงอกเงยอยู่ตลอดเวลา แต่กว่าเขาจะรับข้อมูลได้หมด ก็ใช้เวลาไปไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งมันก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี เขาจึงพักรับประทานอาหาร เขาคลิกที่ไอคอนรูปแฮมเบอร์เกอร์ แล้วจอภาพโฮโลแกรมก็ปรากฏเมนูอาหารขึ้นมาให้เขาเลือก ถึงตอนนี้เขาเริ่มเกิดความสับสนในความคิดว่า ทุกวันเขาต้องใช้เวลารับข้อมูลความมั่งคั่งของตน และใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง มันเป็นความสุขหรือความทุกข์กันแน่ ช่วงบ่ายเขาจึงออกไปเดินเล่นหลังคฤหาสน์ ขณะที่เขาเดินอยู่นั้นก็เกิดอาการวูบและหมดสติ หุ่นยนต์รับใช้รีบเข้ามาปฐมพยาบาล แล้ว 1 นาทีต่อมายานพยาบาลก็เหาะมาจอดบริเวณหลังคฤหาสน์นำตัวสตางค์ส่งโรงพยาบาลทันที

 สตางค์มารู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาล ภาพสามมิติของหมอจึงปรากฏขึ้น เป็นลมธรรมดาครับไม่มีอะไร ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี สาเหตุมาจากความเครียด และเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยไปหน่อยเท่านั้นเอง ตอนนี้ผมสั่งพยาบาลให้ยาคุณเรียบร้อยแล้ว คุณกลับบ้านได้เลย” หลังจากที่สตางค์กลับบ้าน เขาจึงเกิดความคิดว่า นี่เขากำลังทำอะไรกับชีวิต อายุของเขาก็เข้าวัยกลางคนแล้ว ต่อไปข้างหน้าก็เข้าสู่วัยชรา แล้วก็ตายเท่านั้นหรือ วันต่อมาเขาจึงลงประกาศให้ทุนวิจัยกับนักวิจัยที่สามารถคิดค้นวิธีที่จะทำให้คนไม่ต้องตายไม่ว่าด้วยวิธีใด หลังจากประกาศไปแล้ว นักวิจัยจากทุกมุมโลกก็ติดต่อเข้ามาเพื่อขอทุนทำวิจัยในเรื่องนี้ รวมทั้งจิตตะและวิมังสาด้วย ในห้องนั่งเล่นของสตางค์ ภาพสามมิติของจิตตะปรากฏอยู่ตรงหน้าสตางค์ หลังจากได้แนะนำตัวแล้ว จิตตะก็เริ่ม present งานของเขาทันที “ผมกำลังถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองมนุษย์ และตอนนี้สามารถรู้แล้วว่ารหัสมีความถี่เท่าไหร่ และถ้าผมเขียนโปรแกรมสั่งการบรรจุเข้าไปโดยใช้รหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ควบคุมเซลล์ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้สำเร็จ มนุษย์จะไม่มีเซลล์ที่ตายเลย ผมคิดว่านี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้ครับ” สตางค์จึงถาม “แล้วจะใช้เวลาเขียนโปรแกรมนานไม๊” จิตตะจึงตอบ “การเขียนโปรแกรมนี้มีความละเอียดอ่อน ถ้าเขียนคนเดียวน่าจะใช้เวลาประมาณสองพันห้าร้อยปีครับ แต่ถ้าเพิ่มคนเขียนก็จะใช้เวลาลดลง เพราะผมจะแบ่งส่วนงานออกเป็น Sector ไปแบ่งกันเขียนได้” สตางค์จึงถามเพิ่ม “ถ้าอยากดูผลงานภายใน 1 เดือน คุณทำได้ไม๊” จิตตะจึงตอบ “จำนวนคนเขียนอาจจะไม่พอครับ ต้องใช้งบสูงมากถ้าจะจ้างคนมาเขียนเพิ่มขึ้น ถ้าต้องการภายใน 1 เดือน ก็คงต้องใช้คนเขียนประมาณ 30,000 คนน่าจะได้ครับ” สตางค์จึงพูดขึ้น “งั้นคุณวางบิลมาเลย เดี๋ยวผมโอนให้” จิตตะรีบตอบด้วยความยินดี “เดี๋ยวผมส่งไฟล์แนบไปให้นะครับ ขอบคุณมากครับ”

 หนึ่งเดือนต่อมา ภาพสามมิติของจิตตะก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าสตางค์อีกครั้ง “ที่คุณเห็นจอภาพในคอมพิวเตอร์ด้านซ้ายของผม นี่เป็นเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ได้รับการโหลดรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ดัดแปลง ส่วนจอภาพด้านขวาเป็นเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการโหลดรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ดัดแปลงแล้ว คุณจะเห็นว่าเซลล์ในจอภาพด้านซ้ายมีการเกิดใหม่และตายลงตลอดเวลา ส่วนเซลล์ในจอภาพด้านขวาไม่มีการเกิดใหม่และตายลงครับ” สตางค์จึงถาม “แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งมีชีวิตในจอคอมพิวเตอร์ด้านขวาของคุณมันจะไม่มีวันตาย” จิตตะจึงรีบอธิบาย “ผมขออธิบายนิดนึงก่อนว่า โดยปกติเซลล์ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะมีการตายลงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเซลล์พวกนี้ตายลงมันก็จะมีการเกิดเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่เมื่อใดที่การทดแทนอ่อนกำลังลง เมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตก็จะเริ่มเสียสมดุลในร่างกาย จึงเกิดโรคได้ง่ายและเมื่อถึงที่สุดก็จะไม่มีการทดแทนเซลล์ เมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตก็จะตาย แต่พอเราใส่รหัสสัญญาณไฟฟ้าดัดแปลงเข้าไปแล้ว สมองจะเริ่มสั่งงานด้วยคำสั่งใหม่ให้เซลล์ต่าง ๆ หยุดการเปลี่ยนแปลงแต่ยังให้มีความเคลื่อนไหวได้ ไม่ทราบว่าคุณสตางค์เข้าใจหรือไม่ครับ” สตางค์ตอบ “โอเค แล้วมันจะใช้กับมนุษย์ได้เมื่อไหร่” จิตตะจึงรายงานความคืบหน้าต่อ “ตอนนี้ผมส่ง Email ไปให้สภาแล้วกำลังรออนุมัติอยู่ คิดว่าไม่เกิน 7 วัน เราจะได้รับอนุมัติให้ทำการทดลองกับมนุษย์ครับ”

 ในที่สุดการดัดแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของมนุษย์บนดาวดวงนี้ก็ได้รับนิยมอย่างมาก ภายใต้เงื่อนไขห้ามมิให้บุคคลผู้ดัดแปลงรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองมีการเจริญพันธุ์ ดังนั้นทุกคนที่เข้ามาติดตั้งโปรแกรมรหัสสัญญาณไฟฟ้านี้ต้องทำหมันก่อนเท่านั้น เพื่อมิให้เกิดภาวะประชากรล้นโลก และหลายพันปีต่อมามนุษย์บนดาวดวงนี้ก็กลายเป็นมนุษย์อมตะทั้งหมด

 ณ โลกของเรา ที่สถานีรถไฟความเร็วสูงเชียงใหม่ ภายในห้องที่จัดไว้ให้นั่งสมาธิบริเวณสถานีแห่งนี้ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “ขอโทษครับ” ดร.เกียรติพูดขอโทษคนที่เข้ามานั่งสมาธิในห้องนั้น แล้วเขาก็รีบออกจากห้องมา แล้วจึงกดรับโทรศัพท์ แล้วเขาก็พูด“ฮัลโหล” เสียงในสายจึงพูดขึ้น “ดร.ครับเดี๋ยวไม่เกินสิบนาทีถึงแน่ครับ” ดร.เกียรติจึงตอบ “ปะยางเสร็จแล้วเหรอ” “เรียบร้อยครับ ขอโทษด้วยครับ” ดร.เกียรติจึงตอบ “ไม่เป็นไร” แล้วเขาก็วางโทรศัพท์ ดร.เกียรติ เพิ่งเดินทางกลับจากไปส่งเอกสารรายงานตัวจริงเรื่องดาวเคราะห์น้อยที่เขาพบด้วยตนเองที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ในกรุงเทพ แล้วจึงเดินทางกลับเชียงใหม่ แล้วผู้ช่วยของเขาก็จะขับรถมารับเขากลับบ้านซึ่งอยู่ในบริเวณหอดูดาว แต่ผู้ช่วยของเขาขับรถไปทับตะปูเข้า ทำให้ต้องเสียเวลาตามนัดหมาย เขาจึงไปนั่งสมาธิในสถานีรถไฟความเร็วสูงที่จัดห้องไว้ให้ เมื่อมาถึงบ้าน “ดร.แน่ใจไม๊ครับ ว่ามันจะมา” ผู้ช่วยของดร.เกียรติ ถามความแน่ใจอีกครั้ง “มันมาแน่ ถ้าโชคดีที่สุดผิวของมันก็จะเฉียดกับผิวของพื้นโลก ซึ่งมันก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับการพุ่งชนเท่าไหร่เลย เพราะมันจะดึงชั้นบรรยากาศของโลกไปหมด แล้วทำให้พวกเราอาศัยอยู่บนโลกไม่ได้อยู่ดี ผมตื่นเต้นจนลืมแวะไปหาอาจารย์คงเลย เดี๋ยวต้องโทรจิตถามเรื่องนี้กับอาจารย์คงให้แน่นอนก่อน” ดร.ตอบ “ผมว่าโทรศัพท์ไปก็ได้นะครับ” ผู้ช่วยของเขาเสนอ “เออจริง ผมรู้สึกสับสนกับดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มาก วงโคจรของมันกว้างจนทำให้เราคำนวณวงโคจรของมันได้ยาก และถ้าการคำนวณในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ผิดพลาด มันชนโลกเราแน่นอน” จากนั้นดร.เกียรติก็โทรศัพท์หาอาจารย์คง เมื่ออาจารย์คงรับสายแล้ว “สวัสดีครับอาจารย์ ผมเกียรตินะ” อาจารย์คงจึงตอบ “สวัสดีครับ ดร. มีอะไรให้ช่วยไม๊ครับ” ดร.เกียรติรีบยิงประเด็นทันที “ผมอยู่ที่หอดูดาวที่เชียงใหม่ และตอนนี้พบดาวเคราะห์น้อยดวงนึง คิดว่ามันกำลังจะพุ่งชนโลก อาจารย์ว่ามันจะเกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ครับ” อาจารย์คงจึงตอบ “ใจเย็นนะครับ ผมคิดว่าคงต้องให้ผู้ชำนาญอนาคตังญาณพิจารณาก่อน ขอบคุณนะครับที่แจ้งข้อมูล” ดร.เกียรติจึงตอบ “ผมขอให้การคำนวณนี้ผิดพลาดด้วยเถอะ” อาจารย์คงจึงตอบ “ทุกสิ่งมีเกิดก็ต้องมีดับ อย่างที่เรารู้กันอยู่ครับด๊อกเตอร์” ดร.เกียรติจึงพูดขึ้น “ผมเข้าใจครับ เพียงแต่คิดว่ามันเร็วไปหน่อยแค่นั้นเอง ขอบคุณนะครับอาจารย์ ผมฝากด้วยนะ” ดร.เกียรติ เป็นผู้ชำนาญการทางด้านดาราศาสตร์มานานหลายปี เขาเคยเรียนสมาธิมารุ่นเดียวกับอาจารย์คง และเขาก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาลด้วย ทำให้เขารู้ว่าคนที่จะรู้อนาคตได้อย่างแน่นอนนั้นต้องเป็นผู้มีอนาคตังญาณ การคำนวณทางคณิตศาสตร์นั้นย่อมมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้ รวมทั้งวงโคจรที่กว้างมากของดาวเคราะห์น้อย จึงทำให้การคำนวณอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ เขาจึงต้องขอให้อาจารย์คงช่วยด้วยอีกแรง

 ณ สถาบันของอาจารย์คง “ขอบคุณมากทุกคนที่มาช่วยกัน” อาจารย์คงกล่าวขอบคุณนักเรียนสมาธิหลังจากที่เสร็จภารกิจที่มาร่วมกันปฏิบัติภารกิจต่อสู้กับคลื่นพลังกิเลส “ช่วงนี้พวกมันมาถี่มาก ผมหวังว่าพวกคุณคงไม่ท้อนะ” อาจารย์คงพยายามให้กำลังใจทุกคน ทั้งหมดจึงตอบพร้อมกัน “สู้ ๆ ครับ อาจารย์” ทั้งชูเดช วัฒโน เอราวรรณ และนิดหน่อย กับเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมดซึ่งยังคิดถึงสถาบันไม่ยอมรับอุปกรณ์ส่งพลังสติ แต่ขอเข้ามาที่ห้องปฏิบัติการนี้เพื่อช่วยกำจัดคลื่นพลังกิเลส ทุกคนก็รู้สึกดีใจที่ภารกิจสำเร็จแต่โดยดี คลื่นพลังกิเลสนั้นเข้าใกล้โลกตั้งแต่รุ่นที่ชูเดชเริ่มปฏิบัติภารกิจถ้านับรวมครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สี่สิบสี่แล้ว แล้วชูเดชจึงพูดขึ้น “อาจารย์ครับแล้วถังเก็บพลังกิเลสของเจ้าพ่อขจรที่ยังหาไม่เจอ เราจะทำยังไงครับ” อาจารย์คงจึงตอบ “ผมคิดว่าเราคงทำได้แค่เฝ้าระวังไม่ให้คลื่นพลังกิเลสลงมาที่โลกเท่านั้น เราคงออกไปตามหามันไม่ได้แน่” แล้วทุกคนก็ขอตัวกลับบ้านกัน ส่วนชูเดชกับอาจารย์คงได้อยู่กันตามลำพังแล้ว อาจารย์คงจึงพูดขึ้น “คุณรู้แล้วใช่ไม๊ว่าคุณเป็นใคร” ชูเดชพยักหน้า แล้วอาจารย์คงจึงพูดต่อ “จริง ๆ แล้วผมอยากจะเข้าไปดำเนินวิปัสสนานะ แต่นี่คงเป็นวิบากอะไรซักอย่างที่ผมยังต้องทำหน้าที่ก่อน หวังว่าคุณคงรู้สึกเช่นเดียวกันนะปราชญ์เปรื่อง” ชูเดชจึงตอบ “ครับ ผมก็คิดเช่นเดียวกัน อาจารย์ปราชญ์จรรยา”

 สัปดาห์ต่อมา ณ ห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติ หลังจากที่อาจารย์คงเหยียบกระเบื้องแผ่นที่ 7 แล้วเขาก็เข้ามาที่ห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติแล้ว “อาจารย์ครับ ข่าวไม่ดีมาก ๆ ผงฝุ่นจะเต็มไปทั่วตามวงโคจรของโลก จากนั้นโลกก็หายไป แต่ว่าหลังจากที่ผมไม่เห็นโลกของเราแล้ว ซักพักผมก็กลับมาเห็นโลกของเราอีก แต่มันเป็นภาพจางๆ ผมไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไงกันแน่ ภาพผงฝุ่นนั้นเหมือนกับตอนที่พวกเรากำลังค้นหาถังพลังกิเลสครับ มันเหมือนกันมาก” ผู้ชำนาญอนาคตังญาณรายงานสิ่งที่เขาได้สัมผัส “ถ้าอย่างนั้น ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้ว โลกอาจกำลังอยู่ในอันตราย เราควรรีบบอกให้ทุกคนเร่งปฏิบัติให้มากเพื่อความดับแห่งทุกข์ทั้งมวล อย่างน้อยพวกเราก็ได้ทำในสิ่งที่คุ้มกับการเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว พวกคุณกลับไปพักผ่อนกันเถอะ” หลังจากทุกคนกลับออกจากภวังค์ไปแล้ว อาจารย์คงก็นั่งลงตรงที่นั่งของเขา แบมือออกมาทันใดนั้นดวงแก้วอนัตตาที่ดร.จิตตะให้กับอาจารย์คงไว้ก็ปรากฏอยู่บนมือของเขา แล้วเขาก็นึกในใจ “แล้วเราต้องทำยังไงกับมันเนี่ย” ทันใดนั้น แสงเลเซอร์ก็พุ่งออกมาจากดวงแก้วอนัตตาเป็นเมนูคำสั่งต่าง ๆ บนจอโฮโลแกรม แล้วก็มีเสียงพูดขึ้น “คุณต้องการคำอธิบายไอคอนหรือไม่” อาจารย์คงไม่รู้ว่ามันจะพูดภาษาไทยได้ หลังจากอึ้งอยู่แป๊บนึง เขาจึงพยักหน้ารับ เท่านั้นเองก็มีเสียงพูดขึ้นอีก “กรุณาเลือกไอคอน” อาจารย์คงจึงลองคลิกที่ไอคอนรูปกลุ่มดาวล้อมกันเป็นวงกลม แล้วก็มีเสียงพูด “เนวิเกเตอร์นำทางจักรวาล หากต้องการระบุตำแหน่งให้คลิกที่ดาวตรงกลาง” แต่อาจารย์คงลองคลิกที่ไอคอนรูปเส้นวงกลมสีขาวอีกไอคอนนึง จึงมีเสียงพูด “โปรแกรมปรับรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมอง หากต้องการใช้งานให้มองที่ดวงแก้วอนัตตา 1 นาที” อาจารย์คงจึงเพ่งที่ดวงแก้วอนัตตา แต่ยังไม่ถึง 1 นาที ชูเดชก็ปรากฏตัวเข้ามาในห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติ ทำให้คำสั่งต้องยกเลิก จึงมีเสียงพูด “คำสั่งยกเลิก ท่านไม่ทำรายการตามเวลาที่กำหนด” อาจารย์คงจึงกำมือ ทำให้ดวงแก้วอนัตตาหายไปทันที แล้วชูเดชก็พูดขึ้น “อาจารย์ครับ ทำไมวันนี้ไม่มีใครในนี้เลย” อาจารย์คงจึงตอบ “ชูเดช ตอนนี้โลกของเรากำลังจะถึงกาลอวสานแล้ว ผมก็รู้สึกเหมือนกับดร.เกียรติเพื่อนร่วมรุ่นของผมเหมือนกันว่าทำไมมันถึงมาเร็วนัก ผมขอแนะนำให้คุณเร่งปฏิบัติให้มากเจริญให้มากก่อนที่จะถึงเวลานั้น” ชูเดชจึงถาม “มันเกิดขึ้นได้ยังไงครับ แล้วเมื่อไหร่” อาจารย์คงจึงตอบ “ผู้ชำนาญอนาคตังญาณบอกว่า เร็ว ๆ นี้ แต่ว่าการใช้อนาคตังญาณในครั้งนี้มีปัญหานิดหน่อยว่า โลกของเรากลับมาปรากฏได้อีกครั้ง มันค่อนข้างแปลกมาก แต่ทางที่ดีเราทุกคนก็ควรจะทำอย่างที่ผมบอกนั่นแหละ จะได้ไม่เสียเวลาที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้” แล้วทั้งลูกศิษย์อาจารย์ก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระเกี่ยวกับชาติที่มาผ่านมาของทั้งสองคน จากนั้นก็แยกย้ายกันออกจากห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติไป

 วันนั้นขณะที่ชูเดชกำลังจะเข้าบ้าน และระหว่างทางก็คิดเรื่องที่อาจารย์คงพูดตลอดเวลา แต่เมื่อลุงสอนเห็นชูเดชกำลังจะเดินเข้าบ้าน เขาจึงเรียกชูเดช “ชู ลุงขอปรึกษาอะไรหน่อย” ชูเดชเห็นลุงสอนมีท่าทีเคร่งเครียดมากวันนี้ จึงเข้าไปหาแล้วถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ สีหน้าไม่ค่อยดี” “นังแมวมันด่าลุง มันด่าลุงทุกวัน แล้วมันด่าลุงทำไมวะ ข้าว่าข้าจะไม่ทนแล้ว ข้าจะหย่ากับมัน” ชูเดชจึงพูดขึ้น “ลุงสอนอยู่กับป้าแมวมากี่ปีแล้วครับ” ลุงสอนจึงตอบ “ข้าอยู่กับมันมาสามสิบกว่าปีแล้ว ตลอดเวลามันก็ด่าแต่ข้าอยู่นั่นแหละ” ลุงสอนตอบด้วยโทสะ “ป้าแมวแกด่าลุงตลอดสามสิบกว่าปีเลย หรือว่าลุงสอนคิดไปเองครับ” ลุงสอนนิ่งซักแป้บแล้วก็พูดขึ้น “มันก็มีพูดดีมั่งด่ามั่งนั่นแหละ” ชูเดชจึงพูดขึ้น “เห็นไม๊ ป้าแมวก็ไม่ได้ด่าลุงตลอดเวลา แล้วลุงเคยด่าป้าแมวมั่งหรือป่าว” ลุงสอนจึงตอบ “ข้าก็มีด่ามั่งอะไรมั่งเหมือนกัน” ชูเดชจึงพูด “นั่นซิ คนเราก็มีด่ามั่งชมมั่ง มันเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว แล้วพวกคำด่านี่มันก็ไม่ใช่ดาบไม่ใช่ปืน มันไม่ได้มาทิ่มมาแทงผิวหนังเราได้ซักหน่อย แล้วเราจะไปเจ็บไปทุกข์กับมันเพื่ออะไร” ลุงสอนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายความเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วลุงสอนก็พูดขึ้น “แล้วข้าต้องทำยังไง มันถึงจะเลิกด่าข้าซะที” ชูเดชจึงตอบ “เรื่องนี้ไม่ยากครับ คนที่จะด่าใครนั้น ก่อนอื่นเค้าจะต้องมีโทสะก่อน พอเกิดโทสะแล้ว เค้าจะเริ่มหาทางที่จะปล่อยโทสะนั้นส่งไปให้กับคนที่ถูกด่าเพื่อให้คนที่ถูกด่าได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ ซึ่งถ้าคนที่ถูกด่ามีความเดือดเนื้อร้อนใจ การด่าก็จะประสบความสำเร็จ คนด่าก็จะคิดว่าสามารถด่าให้คนถูกด่าเกิดความทุกข์ความเดือดเนื้อร้อนใจได้ แต่ถ้าคนที่ถูกด่าไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจกับคำด่าที่ได้ยิน การด่าในแต่ละครั้งก็จะไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ลุงคิดว่าเค้าจะรู้สึกยังไง” ลุงสอนได้ฟังจึงเริ่มคิดได้ จึงพูดขึ้นว่า “เออ ก็จริงว่ะ ขอบใจนะที่ชี้ทางสว่างให้” แล้วชูเดชก็ขอตัวเข้าบ้าน



2. วิบาก

 ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น บางครั้งที่เรามองไปในอวกาศแล้วเห็นว่าไม่อะไรนั้น อาจจะมีดวงดาวอีกมากมายที่มันไกลจนแสงเดินทางมาไม่ถึงก็เป็นได้ ดังนั้นในจักรวาลนี้ทุกวินาทีจึงมีดาวที่เกิดใหม่และดาวที่ดับสูญอยู่ตลอดเวลา และคงไม่มีดาวดวงไหนในจักรวาลที่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยดาวทุกดวงมีตำแหน่งที่โคจรแตกต่างกันอยู่แล้ว และก็ไม่ใช่ดาวทุกดวงที่จะมีสิ่งมีชีวิต ดาวที่จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีปัจจัยต่างๆ ที่สามารถทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตบนดาวที่เกิดใหม่ก็คือ กิเลส เมื่อนึกถึงกิเลส ก็มักจะคิดว่ามีแต่สิ่งที่ไม่ดีเสมอ แต่ในความเป็นจริงนั้นกิเลสนี้เป็นตัวที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต ทำให้มีการดำเนินชีวิต ทำให้มีการสร้างสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล ทั้งหมดนี้เกิดจากกิเลสทั้งนั้น แต่ที่กิเลสทำให้สรรพสัตว์เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ก็เนื่องมาจากการใช้กิเลสจนเกินความพอดี สิ่งที่ทำให้มีการใช้กิเลสจนเกินความพอเพียงนั่นก็คือ การขาดสติ พลังสติเป็นตัวที่จะคอยยับยั้งไม่ให้พลังกิเลสมีมากเกินไป ระบบสุริยะและดาวที่เกิดขึ้นใหม่จำเป็นที่จะต้องใช้กิเลสในการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้น เมื่อดาวดวงใดมีปัจจัยที่เพียงพอต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต บรรยากาศของดาวดวงนั้นจะทำปฏิกิริยากันจนทำให้เกิดแรงดึงดูดพลังกิเลสให้เข้ามาในชั้นบรรยากาศ ดวงดาวเกิดใหม่ในจักรวาลที่จะมีสิ่งมีชีวิตจึงเป็นเป้าหมายของพลังกิเลสที่จะมุ่งตรงไปควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาว ดังนั้นเมื่อดวงจิตดวงใดที่มีกิเลสในดวงจิต ดวงจิตนั้นก็จะต้องถูกแรงดึงดูดนี้พาไปสู่ดาวดวงนั้นด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งมีกิเลสในดวงจิตมากเท่าไหร่ แรงดึงดูดก็ยิ่งมากเท่านั้น

 ณ ดาวดวงหนึ่งห่างจากโลกหลายปีแสง ดาวดวงนี้กำลังอยู่ในช่วงของการกำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เริ่มจากสัตว์เซลล์เดียว ซึ่งตามกระบวนการนั้นตอนนี้อยู่ในขั้นที่สัตว์เซลล์เดียวเริ่มมีการผสมกันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ขึ้น และเป็นปรสิตชนิดหนึ่ง มันเป็นการรวมตัวกันของสัตว์เซลล์เดียวหลากหลายชนิดเข้ามาควบรวมกัน ในปรสิตแต่ละตัวจึงมีระบบสั่งการเกิดขึ้นมาควบคุมเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ที่เข้ามารวมตัวกัน ให้มีการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหารเพื่อมาเป็นพลังงานและขยายเผ่าพันธุ์ ดังนั้นจึงเริ่มมีดวงจิตเข้ามาควบคุมระบบสั่งการของพวกมัน ทันใดนั้นก็ปรากฏยานอวกาศขึ้นลำหนึ่ง มีคนสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่บนยานลำนั้น “ชาญชัย คุณให้ชั้นพาคุณมาที่นี่ทำไม” ดร.อมรวรรณถามชาญชัย เขาจึงอธิบายว่า “ก่อนจะทำภารกิจผมอยากพาคุณมาบนดาวดวงนี้ ให้คุณเห็นการกำเนิดสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติในจักรวาล คุณเห็นก้อนเนื้อเหลวๆนั่นไม๊” ดร.อมรวรรณพยักหน้า แล้วชาญชัยก็อธิบายต่อ “มันเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ซึ่งมีระบบสั่งการควบคุมเซลล์ต่าง ๆ ในตัวของมันให้ปฏิบัติตามความต้องการของระบบสั่งการ พวกมันไม่มีตา หู จมูก ลิ้น มีแต่กายเท่านั้น สัตว์ทุกชนิดมีดวงจิต เพราะมันมีการเคลื่อนไหวด้วยตัวมันเอง ดังนั้นมันจึงต้องมีระบบสั่งการ ดวงจิตของสัตว์พวกนี้ไม่สามารถที่จะมีความคิดหลุดออกจากกายของพวกมันได้ มันจึงใช้ความคิดเพียงเพื่อความอยู่รอดไปวัน ๆ เท่านั้น และคงต้องใช้เวลาอีกนาน ซึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จนกว่าจะถึงเวลาหนึ่งที่ดวงจิตของพวกมันได้พัฒนาจนสำนึกได้ว่า มันต้องมีมวลกายที่ซับซ้อนมากกว่านี้ ดวงจิตจึงจะสามารถย้ายออกจากเนื้อเยื่อพวกนี้ได้ หรือถ้าดวงจิตที่เป็นระบบสั่งการของสัตว์พวกนี้เคยเป็นดวงจิตในสัตว์อื่นมาก่อนแต่ได้สร้างกรรมโดยมีพลังกิเลสเป็นตัวผลักดัน ทำให้กิเลสนั้นฝังอยู่ในดวงจิตของพวกมัน ดวงจิตพวกนี้ก็ต้องคลายกิเลสออกให้หมดก่อนจึงจะสำนึกได้ แล้วดวงจิตพวกนี้จึงจะย้ายออกไปจากสัตว์เหล่านี้ได้ อร ถ้าผมไม่ได้ไปเรียนปรัชญาที่สถาบันปรัชญาแห่งโลก ผมคงยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ผมต้องการอะไรในชีวิตที่ผมเกิดมานี้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว ที่ผมพาคุณมานี่ ผมแค่อยากให้คุณรู้ว่า ผมเคยเป็นมนุษย์บนดาวดวงอื่นมาก่อน เหมือนกับสัตว์พวกนี้แหละที่เคยเป็นมนุษย์บนดาวดวงอื่นมาก่อนเช่นกัน แต่ตอนที่เป็นมนุษย์ผมพยายามลดกิเลสในตัวตนลงได้ระดับหนึ่ง ผมถึงได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง” ดร.อมรวรรณเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที “กิเลส คืออะไร” ชาญชัยจึงตอบว่า “ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก แต่พอผมรู้ว่าผมเป็นใครความจำเดิมมันก็ผุดขึ้นมาทันที กิเลสมันเป็นความต้องการอย่างหนึ่งของสรรพสัตว์ ที่ต้องการปัจจัยจนเกินทางสายกลาง แล้วสร้างกรรมให้เกิดวิบากตามมา” ดร.อมรวรรณยิ่งมีสีหน้างุนงงขึ้นอีก จึงถามต่อ “กรรม วิบาก คืออะไร” ชาญชัยจึงอธิบายต่อ “กรรมคือการกระทำ วิบากคือผลของการกระทำนั้น เมื่อดวงจิตมีกิเลสมากก็กระทำแต่สิ่งที่สนองความต้องการของตนโดยไม่มีสิ้นสุดทำให้เกิดโทษกับตัวของเขาเอง และกิเลสที่เกิดขึ้นนี้ก็จะฝังตัวนอนเนื่องอยู่ในดวงจิตนั้น เมื่อร่างกายเสื่อมสภาพหรือตายลง กิเลสที่มีในโมเลกุลของมวลกายก็หลุดออกมา แต่ดวงจิตก็ยังคงเก็บกิเลสส่วนหนึ่งไว้ในดวงจิตนั้นๆ เมื่อดวงจิตได้จุติไปภพใหม่ คือการมีมวลกายใหม่ ดวงจิตพวกนี้ก็จะใช้กิเลสที่ฝังตัวอยู่นี้ไปกระทำสิ่งที่ตอบสนองความต้องการของตนต่อไป จนกว่าจะหลุดพ้นออกจากกิเลสได้นั่นแหละจึงจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด” ดร.อมรวรรณ จึงถามต่อ “มันมีการเวียนว่ายตายเกิดด้วยหรือ คนลนโลกของเราคงไม่มีใครเชื่อเรื่องแบบนี้แน่” ชาญชัยจึงตอบ “ที่ผมต้องทำภารกิจนี้ก็เพราะผมเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนี่แหละ ถ้าคุณสามารถทำสมองให้หยุดนิ่งจนเกิดญาณได้ คุณก็อาจจะรู้ได้ว่าคุณก็เคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วเหมือนกัน” อมรวรรณจึงถามต่อ “สิ่งที่คุณกำลังจะบอกชั้นคือ คุณเคยเป็นคนอื่นมาแล้วงั้นเหรอ” ชาญชัยพยักหน้า และตอนนี้ชาญชัยคิดว่าถ้าจะอธิบายต่อเรื่องนี้คงไม่จบง่าย ๆ แน่ จึงบอกกับดร.อมรวรรณว่า “ซักวันคุณจะรู้เอง คุณน่าจะลองไปที่สถาบันปรัชญาแห่งโลกนะ รับรองคุณอาจจะได้พบอะไรดี ๆ แต่ตอนนี้ขอให้คุณรู้ไว้แค่ว่า บางทีที่เราต้องการอะไรโดยไม่ยั้งคิดจนขาดสติ มันจะทำให้เราลืมไปว่าเมื่อทำแล้วทุกอย่างมีผลทั้งนั้น สัตว์พวกนี้มีระบบสั่งการเหมือนกับพวกเรา เพียงแต่ว่าพวกมันระลึกไม่ได้ว่าพวกมันเคยเป็นมนุษย์ และพวกมันจะใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณที่มีอยู่ตามสภาพของมวลกายนั้น แต่เมื่อใดที่พวกมันสามารถละความอยากที่ฝังลึกในจิตได้ พวกมันจะสามารถสำนึกได้ว่า พวกมันต้องหาทางหยุดการเวียนว่ายตายเกิดนั่นแหละ ดวงจิตของพวกมันก็จะหลุดออกจากสัตว์พวกนี้ไปโดยอัตโนมัติ ตอนที่ผมนั่งสมาธินั้น ผมได้เห็นมาแล้วว่าชีวิตที่เราคิดว่ามีเรามีเขาที่เป็นอยู่นั้น มันน้อยกว่าธรรมชาติของจักรวาลที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะมีอะไร เรารีบไปทำภารกิจเถอะ” ชาญชัยพูดตัดบทให้ ดร.อมรวรรณ พาเขาไปยังเวลาและเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดร.อมรวรรณจึงพยักหน้าแล้วคลิกที่จอโฮโลแกรมตรงหน้าเธอเพื่อควบคุมยานข้ามเวลาเดินทางต่อไป แล้วยานอวกาศลำดังกล่าวก็หายวับไปทันที

 หลังการระเบิดของดาวแห่งมหานครทองคำ ดวงจิตของผู้ที่เสียชีวิตทุกดวงจะต้องเข้าสู่ภวังค์ ดังนั้นทุกดวงจิตจึงรู้สึกเหมือนกับอยู่ในความฝัน ดวงจิตที่มีสติเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมความฝันได้ ส่วนดวงจิตที่ขาดสติก็ได้แต่ลอยไปตามวิบากของตน ดวงจิตของพระยาธาตุ พระยาเผด็จ พระยาคุ้ม ดวงจิตทั้งสามได้ลอยห่างออกมาโดยที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ เพราะดวงจิตที่มีพลังกิเลสทุกดวงจะถูกกลุ่มคลื่นพลังกิเลสในอวกาศที่มีมากกว่าดึงดูดให้เข้าไป พระยาธาตุมีความโลภโดยไม่เคยคิดว่าการสร้างอาวุธร้ายแรงของเขาจะทำให้คนตายเท่าไหร่และเขายังรู้สึกเสียดายกับความสำเร็จข้างหน้าที่รออยู่ พระยาเผด็จมีความโลภต้องการอำนาจไม่ว่าจะต้องทรยศหักหลังใครก็ตาม และยังเสียดายในอำนาจบารมีลาภยศต่าง ๆ ที่ตนกำลังได้รับ สำหรับพระยาคุ้มผู้มีความโลภในทรัพย์สินที่หามาโดยการเบียดบังจากผู้อื่นก็ยังอาลัยอาวรณ์กับความมั่งคั่งของตนที่เคยมี ด้วยเหตุที่คลื่นพลังกิเลสส่วนหนึ่งได้เข้าไปผสมรวมอยู่ในดวงจิตของพวกเขา ดวงจิตของพวกเขาจึงถูกแรงดึงดูดจากคลื่นพลังกิเลสที่มีปริมาณมากว่า ซึ่งที่นั้นก็คือที่นี่ ที่ที่สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์กำลังคายพลังกิเลสออกมาและมันทำให้ทั้งดวงดาวเต็มไปด้วยพลังกิเลส อาจเรียกได้ว่ามันคือ ดาวแห่งกิเลส เพราะมันเป็นดาวที่กำลังจะสร้างสิ่งมีชีวิตโดยใช้กิเลสเป็นตัวผลักดัน และแล้วในที่สุดเมื่อดวงจิตของพระยาทั้งสามไม่สามารถควบคุมดวงจิตของตนได้ จึงต้องปล่อยให้ดวงจิตของตนล่องลอยไป จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงหลุมขนาดมหึมา แล้วก็รู้สึกว่าดวงจิตของพวกเขากำลังลอยเข้าไปในหลุมดำนั่น แล้วทันใดนั้น ดวงจิตของพระยาธาตุก็สัมผัสได้ว่าเขาเข้าไปเป็นระบบสั่งการของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ตัวหนึ่ง แต่ทว่าเขาไม่สามารถจะลุกขึ้นมาได้เพราะกายภาพนั้นเป็นเพียงเนื้อเยื่อที่กำลังไหลไป คือมีลักษณะเหมือนก้อนเนื้อแต่เป็นของเหลว ไม่มีโครงสร้างร่างกายเป็นรูปร่างใด ๆ แต่มีระบบสั่งการที่มีความคิดคอยควบคุม และในความคิดนั้นกำลังหาทางไปรวมกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอื่น ๆ มันค่อย ๆ คืบไป ๆ ๆ โดยไม่รู้ทิศทาง จิตของพระยาธาตุรู้สึกได้ว่าเขาไม่สามารถเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น และลิ้มรส มีแค่เพียงสัมผัสได้เท่านั้น และตอนนี้กำลังควบคุมให้สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ตัวนี้สัมผัสกับสิ่งรอบข้างเพื่อความอยู่รอดและหาสัตว์เซลล์เดียวตัวอื่นเพื่อที่จะมาทำเป็นโครงสร้างร่างกายต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไร เมื่อพระยาธาตุเคลื่อนก้อนเนื้อเหลว ๆ นี้ไปโดยวิธีสัมผัสจนพบสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอื่น เขาก็จะเคลื่อนก้อนเนื้อเหลวๆนี้เข้าไปผสมรวมกันสัตว์เซลล์เดียวนั้น ถ้าหากว่าสามารถเข้ากันได้กับเซลล์ที่มีอยู่ก็จะเริ่มมีการส่งความรู้สึกเข้าส่วนกลางของระบบสั้งการนี้ เซลล์ทั้งหลายในตัวสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์นี้ บางชนิดดูดซับอากาศ บางชนิดดูดซับเซลล์อื่น บางชนิดก็ดูดซับน้ำ มาเป็นอาหารเพื่อให้มีพลังงานในการขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป บัดนี้พระยาธาตุนั้นได้กลายเป็นปรสิตชนิดหนึ่งบนดาวดวงนี้ไปแล้ว และอาจต้องใช้เวลาที่นี่จนกว่าจะหมดวิบากในครั้งนี้ แต่ถ้าเขาสามารถควบรวมกับสิ่งมีชิวิตเซลล์เดียวอื่นได้ถึงขั้นที่เป็นสัตว์มีรูปร่างก็ยังไม่รู้ว่าจะกลายเป็นสัตว์ชนิดใดบนดาวดวงนี้

 ในบริเวณที่ไม่ไกลกันนักบนดาวดวงนี้ ดวงจิตของพระยาเผด็จก็เข้าไปควบคุมระบบสั่งการของสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ในขณะที่มันถือกำเนิดขึ้น มันประสบความสำเร็จจากการใช้สัตว์เซลล์เดียวชนิดอื่นในการสร้างโครงสร้างของร่างกายจนมีกระดูก จึงทำให้มันสามารถลุกขึ้นให้ลำตัวตั้งฉากกับพื้นผิวของดวงดาวได้ แต่จากที่มันมุ่งจะพัฒนากระดูกที่โครงสร้างของร่างกายให้ใหญ่โตจนความสูงของมันมีกว่าห้าเมตร และเมื่อมันพัฒนาแต่โครงสร้าง ดังนั้นการพัฒนากายภาพด้านอื่น ๆ จึงไม่ได้รับการพัฒนาให้เท่าเทียมกัน เป็นผลให้ร่างกายบางส่วนไม่สมประกอบที่จะเป็นร่างกายของมนุษย์ได้ เช่น การกินอาหารของพวกมันที่ได้พัฒนาไปเพียงแค่เท่ารูเข็มเท่านั้น มันจึงผอมโซไร้เรี่ยวแรง เมื่อเกิดความหิวมันจึงได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัส เซลล์ที่มารวมกันเป็นร่างกายในส่วนที่ไม่ได้รับอาหารก็ตายลง ทำให้บางครั้งมันจึงจำเป็นที่จะต้องใช้มือเท่าใบลานของมันฉีกเนื้อเยื้อส่วนที่ตายแล้วทิ้งไปตลอดเวลา เพื่อลดความเจ็บปวดของเซลล์ที่เน่าเปื่อยลง

 ณ อีกฟากของดวงดาว ดวงจิตของพระยาคุ้มได้เข้าควบคุมระบบสั่งการของสัตว์ชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมากกว่าสัตว์สองชนิดที่กล่าวมาแล้ว คือมีระบบการกินอาหาร การขับถ่าย การดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อการขยายเผ่าพันธุ์ แต่ไม่มีแขนไม่มีขา มีใบหน้าเหมือนจะเป็นมนุษย์แต่มีลำตัวเป็นเหมือนงู เที่ยวเลื้อยหาอาหารกินอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เลื้อยไปนั้นลำตัวของมันต้องเสียดสีกับพื้นดินทำให้มันต้องลอกคราบเนื้อเยื้อที่ตายออกจากลำตัวอยู่เสมอ

 บนดาวดวงนี้มีสัตว์พวกนี้อยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนสัตว์ทั้งสามตัวนี้ยังมีอายุที่ไม่แน่นอน อาจจะเป็นร้อยปี อาจจะเป็นพันปี หรืออาจจะเป็นหมื่นปี ขึ้นอยู่กับการคายพลังกิเลสให้ออกจาดวงจิตได้หมดก่อน ดวงจิตของพระยาธาตุต้องสำนึกให้ได้ว่าที่เขาทำเมื่อครั้งเป็นมนุษย์นั้นทำโดย โลภะ หรือ โทสะ หรือโมหะ เมื่อรู้แล้วพลังกิเลสส่วนที่ถูกรับรู้ก็จะคายออกมา พระยาเผด็จ พระยาคุ้ม ก็เช่นกัน แต่ด้วยความมีอวิชชาอยู่ในจิตของพวกเขา พวกเขาจึงยังจำไม่ได้ว่าเคยเป็นมนุษย์บนดาวแห่งนครทองคำ และมีฐานะตำแหน่งความมั่งคั่งในทรัพย์สินมากมาย ซึ่งตอนนี้พวกเขายังคงต้องติดอยู่ในสัตว์พวกนี้อีกนาน ในความทุกข์ทรมานที่เป็นอยู่นี้ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ตัวอื่น ๆ บนดาวดวงนี้ก็มีเหตุมีปัจจัยมาไม่ต่างกัน เคยทำสิ่งใดไว้แม้จะไม่มีใครรู้ แต่ดวงจิตนั้นรู้ทุกอย่างในสิ่งที่กระทำ เพียงแต่ไม่เคยรู้ว่าที่กระทำไปนั้นมันมีพลังกิเลสเป็นตัวผลักดันให้คิดให้ทำ ดวงจิตจากทุกมุมของจักรวาลจึงต้องจุติมาอยู่บนดาวดวงนี้และดาวดวงอื่นๆ ในจักรวาลที่วิวัฒนาการยังอยู่ในกระบวนการกำเนิดสิ่งมีชีวิตนี้ และทำให้บนดาวดวงนี้เต็มไปด้วยคลื่นพลังกิเลสที่สัตว์เหล่านั้นคายออกมา ด้วยเหตุนี้ดวงจิตที่มีพลังกิเลสปะปนอยู่จึงถูกดึงดูดเข้ามายังดาวดวงนี้เสมอ ยิ่งมีพลังกิเลสในดวงจิตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีแรงดึงดูดมากขึ้นเท่านั้น

 ดาวที่มีพัฒนาการทุกดวงจะต้องผ่านช่วงเวลานี้ก่อนที่จะเป็นดาวที่มีสิ่งมีชีวิตอย่างโลกของเรา ในช่วงเวลานี้บนดาวดวงนี้จึงเต็มไปด้วยพลังกิเลสของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่คายพลังกิเลสออกมา และเมื่อสัตว์เหล่านี้คายพลังกิเลสออกมามากจนเกินแรงดึงดูดของดวงดาวจะดึงไว้ได้ มันจึงหลุดออกไปในอวกาศและออกเดินทางตามแรงดึงดูดของคลื่นพลังกิเลสที่มีมวลมากว่าต่อไป และหลายล้านปีต่อมาสัตว์ทั้งหลายบนดวงดาวนี้ก็จะเริ่มมีวิวัฒนาการ คือเริ่มมีสติคือความระลึกได้เกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย พลังกิเลสในอากาศบนดวงดาวก็ค่อย ๆ จางหายไปเพราะพลังสติที่เกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นตัวทำลายพลังกิเลสได้ แต่พลังกิเลสในดวงจิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา เพราะสติที่เกิดขึ้นนั้นทำได้แค่เพียงการกดทับพลังกิเลสไว้แต่เพียงส่วนของกายภาพได้ชั่วคราว มิได้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อพลังสติขาดช่วงไปพลังกิเลสก็เข้ามา มันมีการเกิดดับเกิดดับอย่างนี้ตลอดเวลา เมื่อใดที่พลังสติมีอยู่ก็กระทำแต่สิ่งที่ถูกที่ควร แต่ถ้าเมื่อใดที่พลังสติอ่อนไปพลังกิเลสที่มีอยู่ก็พร้อมที่จะทำงานทันที

 เมื่อมีดาวดวงหนึ่งหายไปจากวงโคจร แรงดึงดูดระหว่างแกแล็คซี่ก็ขาดสมดุลที่มีอยู่แต่เดิม ทำให้ดวงดาวต่าง ๆ ในแกแล็คซี่เกิดความเปลี่ยนแปลงทันที ห่างจากวงโคจรของดาวแห่งนครทองคำไม่กี่ปีแสง ผลกระทบจากการสลายไปของดาวแห่งนครทองคำทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อแรงดึงดูดระหว่างแกแลคซี่ต่าง ๆ รวมไปถึงกลุ่มอุกาบาตที่โคจรโดยรอบของดาวราหูก็ได้รับผลกระทบนั้นด้วย เมื่อมีดาวหายไปดวงหนึ่ง แรงดึงดูดระหว่างแกแลคซี่ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงไป และเป็นผลให้อุกาบาตดังกล่าวซึ่งมีจำนวนมหาศาลกำลังโคจรตามแรงดึงดูดของแกเล็คซี่อื่นที่เคยมีดาวแห่งนครทองคำขวางแรงดึงดูดนั้นอยู่ ทำให้กลุ่มอุกาบาตนั้นพุ่งเข้าไปหาดาวราหูอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 ณ ดาวราหู “ท่านเห็นว่าคลื่นพลังกิเลสตัวนี้คงจะหลุดออกมาจากดาวดวงนี้แน่ฤา” ดวงจิตของปราชญ์จรรยาส่งกระแสถามดวงจิตของปราชญ์เปรื่อง “ที่ข้าไม่ลงไปเกิดใหม่บนดาวดวงนี้อีก ด้วยเหตุว่าคงมิทันการเป็นแน่ ชาวดาวราหูได้รับพลังกิเลสในอากาศของพวกเขาแล้ว และอากาศในดาวราหูก็เต็มไปด้วยพลังกิเลสแล้วด้วย หากลงไปเกิดข้าคงได้รับพลังกิเลสแทรกเข้ามาในดวงจิตเป็นแน่ ข้าจักรอเมื่อวาระสุดท้ายของดาวราหูมาถึง” หลังจากที่ปราชญ์เปรื่องและปราชญ์จรรยาคิดจะรอวันที่คลื่นพลังกิเลสหลุดออกมาจากดาวดวงนี้ และจะติดตามมันไปเพื่อทำลายให้หมดสิ้น สถานการณ์บนดาวราหูก็เริ่มเป็นไปตามแรงคลื่นพลังกิเลส ประเทศโรคาสถานนั้นเริ่มมีการสั่งสมอาวุธร้ายแรงเรียกว่า จรวดมหาประลัย แรงระเบิดของมันนั้นสามารถแผ่รังสีความร้อนไปได้กว้างถึง 2,000 กิโลเมตร และผู้นำของโรคาสถานอย่างจอมพลอาสัญญีที่ได้รับคลื่นพลังกิเลสก็เริ่มที่จะหมดความอดทนจากการคว่ำบาตรของนานาชาติ เขาจึงประกาศไปทั้งโลกผ่านสื่อทุกชนิดว่า “ผมในฐานะผู้นำของประชาชนชาวโรคาสถาน ผมจะไม่ยอมให้ประชาชนของผมอดตาย ตอนนี้ระเบิดของผมพร้อมที่จะใช้งานเพื่อความอยู่รอดของชาวโรคาสถาน ประเทศที่เข้ามาเจรจาค้าขายกับชาวโรคาสถาน ประชาชนชาวโรคาสถานจะยกให้เป็นประเทศที่ปลอดจากการโจมตีด้วยจรวดมหาประลัยนี้ ส่วนประเทศใดที่ยังบีบคั้นชาวโรคาสถาน ผมจะไม่อดทนอีกต่อไป ผมจะให้เวลาตัดสินใจเจ็ดวัน หากยังไม่มีประเทศใดเข้ามาเจรจากับโรคาสถาน ผมจะดำเนินการตามแผนการของชาวโรคาสถานต่อไป”

 ณ สภาผู้นำโลก หลังจากเรียกประชุมฉุกเฉินแล้ว ใน 24 ชั่วโมงต่อมา ทุกประเทศก็เริ่มการประชุมทันที เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว ประธานที่ประชุมได้ให้เลขาธิการที่ประชุมอ่านรายงานผลหลังการประชุมที่ผู้นำจากประเทศต่างๆได้ประชุมกันอย่างตึงเครียด “...ผลการประชุมสรุปได้ดังนี้ ชาวโลกมีหลักการให้มนุษย์ทุกคนมีอิสระในความเป็นมนุษย์และจะไม่มีใครมาข่มขู่เพื่อเอาเปรียบได้ ดังนั้นทุกประเทศจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธเบาและอาวุธหนักเข้ายึดโรคาสถานและนำตัวจอมพลอาสัญญีมาลงโทษในฐานะอาชญากรสงครามต่อไป การปฏิบัติการครั้งนี้เพื่อปลดปล่อยชาวโลกจากการคุกคามของผู้ที่ไม่ประสงค์ดี โดยให้เริ่มปฏิบัติการทันที...”

 กองกำลังนานาชาติจากทุกมุมโลกจึงมุ่งสู่ประเทศโรคาสถานในทันทีหลังจากการประกาศผลการประชุมไม่กี่ชั่วโมง และทางฝั่งโรคาสถานก็เช่นกัน จอมพลอาสัญญีสั่งให้เตรียมจรวดมหาประลัยที่มีอยู่กว่าสองพันลูกให้อยู่ในสภาพพร้อมยิงทันที เขาเรียกประชุมเสนาธิการทหารเช่นกันหลังจากทราบผลการประชุมของสภาผู้นำโลกในครั้งนี้ “ผมเสนอว่าให้เริ่มโจมตีประเทศสหราชก่อน เพราะเป็นประเทศที่มีกองกำลังติดอาวุธมากที่สุด” พลเอกลาโมพูดเสนอความเห็นของตน แล้วพลเอกทาโสก็รีบพูดขึ้น “ประเทศโลหะนครมีอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในกลุ่มประเทศศัตรูของเรา ผมว่าควรโจมตีประเทศนี้ก่อนจะดีกว่าครับ และผมคิดว่าการโจมตีในครั้งแรกนี้เราควรทำเพื่อข่มขวัญชาวโลกก่อนจะดีกว่า” จอมพลอาสัญญีนิ่งคิดอยู่ซักพักก่อนจะพูดขึ้นว่า “คนอื่นมีความเห็นอะไรไม๊” ทุกคนนิ่งเงียบ เขาจึงพูดขึ้นอีกว่า “ถ้าไม่มีใครมีความเห็นที่ดีกว่านี้ ผมจะออกคำสั่งให้เป้าหมายของจรวดไปยังโลหะนครทั้งสิบสองหัวเมืองสำคัญก่อน เพื่อข่มขวัญ ถ้ายังไม่มีฟิดแบ็คที่ดีกลับมา เละถ้าโลกยังไม่สยบต่อพวกเรา ค่อยเริ่มยิงเป้าหมายต่อไป” หลังจากเสร็จการประชุม จอมพลอาสัญญีก็ออกคำสั่งไปยังฐานยิงขีปนาวุธพิสัยไกลในทันที

 ณ ห้วงอวกาศเหนือดวงดาวราหู ดวงจิตของปราชญ์เปรื่องส่งกระแสจิตให้ดวงจิตของปราชญ์จรรยา “เราเริ่มมองเห็นความล่มสลายของดาวราหูแล้ว ท่านลองส่งกระแสสัมผัสกลุ่มก้อนหินยักษ์จำนวนมหาศาลที่กำลังพุ่งมานั่น” ปราชญ์จรรยาจึงส่งกระแสตอบว่า “เราก็เห็นเช่นนั้น คงไม่กี่เพลาเป็นแน่ ท่านคิดการเช่นไรวานบอก” ปราชญ์เปรื่องจึงส่งกระแสตอบว่า “เมื่อมนุษย์หรือสัตว์ตายลง พลังกิเลสส่วนที่อยู่ในดวงจิตจะยังฝังแน่นในดวงจิต แต่ส่วนที่อยู่ในมวลกายจะหลุดออกมาแล้วเริ่มจับตัวกันเป็นกลุ่มคลื่นอีกครั้ง จากนั้นก็จะเริ่มหาแหล่งที่มีสิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งมีพลังกิเลสในตัวอยู่ต่อไป” ปราชญ์จรรยาจึงส่งกระแสตอบ “เรื่องนี้เราพอรู้บ้าง แต่ยังฉงนว่าด้วยเหตุใด พลังกิเลสไม่สลายไปพร้อมกับมวลกายของมนุษย์” ปราชญ์เปรื่องจึงส่งกระแสอธิบายต่อ “มีพลังสติพลังเดียวเท่านั้นที่สลายพลังกิเลสได้ เช่นนั้นเมื่อดิน น้ำ ไฟ ลมคืนสภาพสู่ธรรมชาติ พลังกิเลสจึงคงอยู่และเข้าไปรวมกับพลังกิเลสที่ใหญ่กว่าสืบไป และสรรพสัตว์ในจักรวาลล้วนมีพลังกิเลสในตัวอยู่แล้ว เยี่ยงนี้คลื่นพลังกิเลสในอวกาศ จึงเดินทางไปตามแรงดึงดูดนั้น” และในเวลาต่อมา อุกาบาตปริมาณมหาศาลก็ทยอยกันเข้าโจมตีดาวราหูแบบไม่มีใครทันตั้งตัว และแล้วดาวราหูก็เป็นดาวอีกดวงหนึ่งที่หายไปจากวงโคจรในระบบสุริยะ และหายไปจากจักรวาล ดวงจิตของผู้เสียชีวิตก็ล่องลอยไปในอวกาศ แล้วก็เป็นดังที่ปราชญ์เปรื่องคาดการณ์ไว้ คลื่นพลังกิเลสปริมาณมหาศาลก็จับกลุ่มและกำลังออกเดินทางอีกครั้ง แล้วดวงจิตของทั้งปราชญ์เปรื่องและปราชญ์จรรยาก็ออกติดตามคลื่นพลังกิเลสนี้ไปจนกว่าจะเข้าใกล้ดาวที่มีมนุษยอาศัยและคลื่นพลังกิเลสนี้ยังไม่ได้ลงไปในชั้นบรรยากาศของดาวดวงนั้น

 ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง ที่บ้านของชาญชัย หลังจากที่เขาต้องสูญเสียลูกสาวไป เขาก็อยู่ในอาการเศร้าซึม และไม่เป็นอันทำงานทำการ แต่เมื่อเขานึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งเขาเคยแอบปลื้มขึ้นมาได้ เขาจึงรีบติดต่อไปหาเธอทันที และหลังจากครั้งนั้นทั้งคู่ก็เริ่มพูดคุยกันมากขึ้น แต่เมื่อชาญชัยได้รู้ว่าเธอประสบความสำเร็จในการสร้างยานข้ามเวลา ในคืนวันนั้นเขาก็สไลด์จอโฮโลแกรมตรงหน้าติดต่อกับ ดร.อมรวรรณ “สวัสดีค่ะ คุณโอเคนะ มีอะไรให้ช่วยไม๊” ภาพสามมิติของ ดร.อมรวรรณก็ปรากฏขึ้นพร้อมคำทักทาย “ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วย ไม่ทราบว่าคุณจะช่วยผมได้ไม๊ อีกครึ่งชั่วโมงเจอกันที่เดิมนะ” ชาญชัยต้องการพบเธอเพื่อให้เธอช่วยอะไรบางอย่าง “ได้ซิ ตามนั้น” แล้วภาพสามมิติก็หายไป ชาญชัยจึงรีบแต่งตัวเพื่อออกไปตามนัดทันที ระหว่างเดินทาง ชาญชัยก็นึกถึงเหตุการณ์ เมื่อยี่สิบปีก่อนที่คาซ่าบาร์ เวลา 23.00 น. ภายในบาร์ก็มีดนตรี มีแสงไฟระยิบระยับ และที่โต๊ะ 23 หุ่นยนต์พนักงานเสริฟเข้ามาถามลูกค้า “ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะรับอะไรดีค่ะ” เอมอร จึงถาม “ลูกค้าประจำมีโปรพิเศษอะไรไม๊วันนี้” หุ่นยนต์พนักงานเสริฟจึงตอบ “มีส่วนลดเมมเบอร์ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ” เอมอรจึงสั่ง “ขอเป็นไวท์เลดี้สอง แล้วก็เม็ดมะม่วงจาน แล้วจะสั่งอะไรเพิ่มเดี่ยวจะเรียก” แล้วหุ่นยนต์ก็กลับไปรอรับเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์บาร์ หลังจากที่ทั้งคู่ดื่มกันไปได้ซักพัก “เธอว่าเค้าจะทักใครก่อน” อมรวรรณ พูดกับ เอมอร “เรามาพนันกันไม๊ ถ้าเค้าทักเธอก่อนชั้นยกให้เธอ แต่ถ้าเค้าทักชั้นก่อน เธอห้ามยุ่ง” เอมอรท้าพนันกับเพื่อนของเธอ อมรวรรณนั้นหลงรักชาญชัยมานานแล้ว เธอรอแค่ว่าเมื่อไหร่ชาญชัยจะตัดสินใจซักที เพราะเธอมีความคิดว่าชาญชัยนั้นยังไม่ตกลงปลงใจกับใครระหว่างเธอกับเอมอรเพื่อนซี้ที่สุดของเธอ เธอจึงคิดขึ้นมาว่าวันนี้อาจจะต้องตัดสินซักทีว่าเธอจะได้สิทธิคนเดียวหรือตัดใจจากไป จะได้ไม่เสียเวลา “โอเค” อมรวรรณตัดสินใจตอบ เอมอรจึงพูดขึ้นว่า “วันนี้จะได้ชี้ชะตาซักที” เมื่อชาญชัยเดินมาที่โต๊ะ เขาก็ทักขึ้นว่า “ไงเอม เกือบไม่ผ่านแล้ว ดีนะที่มาปรึกษาผมก่อน วันนี้ผมมาคิดค่าติวเตอร์นะ” แล้วเอมอรก็รู้สึกว่านี่คงเป็นโชคชะตาหรือบุพเพสันนิวาสแน่ ๆ ส่วนอมรวรรณนั้นหัวใจของเธอวูบลงเหมือนกับจะหยุดหายใจ แต่เธอก็ยังมีสติตอบ “โอเค ชั้นคิดว่าชั้นควรตัดสินใจเหมือนกัน” ชาญชัยจึงถามอมรวรรณ “ตัดสินใจอะไรเหรอ” “เรื่องของผู้หญิงน่ะ ไม่ต้องรู้ก็ได้” อมรวรรณตอบชาญชัย แต่ในความเป็นจริงแล้วชาญชัยนั้นมีใจให้กับอมรวรรณมากกว่า เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่เก่งซึ่งหลาย ๆ อย่างในตัวอมรวรรณทำให้ชาญชัยรู้สึกปลื้ม และเขาก็คิดอยากจะจีบเธออยู่เหมือนกัน แต่ว่าเขาไม่กล้าเท่านั้น จากนั้นปีต่อมาหลังจากจบการศึกษาแล้ว ทั้งสามคนก็ต้องเริ่มแยกย้ายกันไปทำงาน ในความสัมพันธ์ของทั้งสามคนก็เริ่มจะมีการแบ่งเป็นชาญชัยกับเอมอร และอมรวรรณ แต่อมรวรรณก็ยังแอบหวังว่าเอมอรจะยกเลิกการพนันในครั้งนั้น จนกระทั่งถึงวันที่ได้รับเชิญไปงานแต่งงานนั่นเอง

 นับจากวันนั้นอมรวรรณก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ซึ่งเธอได้ทำงานในสถาบันการบินแห่งโลก “การเดินทางข้ามเวลาเท่าที่ผมทราบตอนนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบไปเฉพาะตัว กับแบบไปทั้งโลก ซึ่งงานที่ทางสถาบันเรากำลังทำอยู่เป็นแบบไปเฉพาะตัวเท่านั้น คือ เราสามารถเดินทางย้อนเวลากลับไปหรือข้ามเวลาไปโดยส่งคนเดินทางข้ามเวลา เราไม่ต้องการแบบไปทั้งโลก เพราะมันอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ ข้อมูลโครงสร้างแบบของเครื่องทั้งหมดอยู่ในไฟล์ที่ผมส่งให้คุณเมื่อเช้า คุณได้รับหรือยัง” หัวหน้าฝ่ายของอมรวรรณพูดขึ้น “ค่ะ หนูได้รับแล้วค่ะ” แล้วหัวหน้าของเธอก็พูดต่อ “คุณคงรู้นะว่า การที่เรามองเห็นสิ่งต่างๆนั้นเป็นเพราะแสงตกกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้ามาที่ตาของเรา ดังนั้นถ้าเราสามารถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่ากับแสง ตรงนั้นแหละเวลาจะหยุดนิ่งได้ แต่การใช้ความเร็วแสงต้องมียานอวกาศที่มีสมรรถนะสูงกับสถานที่ที่จะใช้เดินทางเพราะจะต้องไม่มีสิ่งใด ๆ มากีดขวางทางผ่าน ในขณะที่ร่างกายของมนุษย์ก็จะต้องได้รับการป้องกันด้วย คุณเป็นคนเดียวที่เหมาะสมที่สุดที่จะสานงานต่อ ผมเชื่อว่าคุณต้องสร้างมันขึ้นมาได้แน่นอน” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนายานอวกาศพูดกับอมรวรรณ ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุในเดือนหน้านี้ อมรวรรณจึงถามต่อ “แล้วถ้าเป็นข้ามเวลาไปทั้งโลกมันมีการทำงานยังไงคะ” หัวหน้าฝ่ายจึงตอบ “ต้องสร้างหลุมดำเทียมขึ้นในวงโคจรของโลก และเมื่อโลกโคจรผ่านหลุมดำเทียม โลกก็จะย้อนหรือข้ามเวลาไปตามที่ตั้งเวลาไว้ แต่เอ็ฟเฟ็คของมันวุ่นวายมาก ทางสถาบันจึงใช้แบบไปเฉพาะตัวดีกว่า” อมรวรรณจึงเกิดความสงสัยขึ้นอีกจึงถามหัวหน้าของเธอ “แล้วอาจารย์คิดยังไงถึงต้องการจะสร้างยานข้ามเวลาคะ” อมรวรรณถามแรงบันดาลใจของดร.ผู้เป็นทั้งหัวหน้าและอาจารย์ที่สอนงานให้เธอ “ผมมีอดีตที่ผมอยากกลับไปแก้ไข มนุษย์เรามีโอกาสตัดสินใจเรื่องหนึ่ง ๆ ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งบางครั้งมันเป็นเวลาแค่วินาทีเดียวด้วย เพราะฉะนั้นการตัดสินในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หากไม่มีสติ ก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น ผมเคยมีผู้หญิงที่รักคนหนึ่ง แต่เธอต้องจากไป เพราะการทดลองยานZ156 ซึ่งจะเป็นยานที่เร็วที่สุดในตอนนั้น ระบบจ่ายเชื้อเพลิงที่จ่ายเชื้อเพลิงมากเกินไป ทำให้ห้องเครื่องซึ่งคำนวณขนาดของแรงดันผิดพลาด มันจึงระเบิดขึ้น และคนที่เป็นผู้ขับยานลำนั้นก็คือเธอคนนี้แหละ ตอนนั้นผมไม่เป็นอันกินอันนอนเลย” “เสียใจด้วยนะคะ” อมรวรรณรู้สึกเศร้าเหมือนกับเธอในตอนนี้เช่นกันที่ต้องพลัดพรากจากคนที่เธอหลงรักเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวเช่นกัน และนี่จึงเป็นแรงบันดาลใจของเธอที่จะสร้างยานข้ามเวลาให้สำเร็จ ก่อนที่หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนายานอวกาศจะกลับบ้าน เขาได้ถามอมรวรรณว่า "คุณก็ควรหาแรงบันดาลใจในการทำโปรเจ็คนี้นะ มันจะทำให้มีความมุมานะมากขึ้น” อมรวรรณจึงตอบอย่างคนที่เริ่มมีความหวัง “มีแล้วค่ะ หนูจะกลับไปบอกตัวเองว่า อย่าเล่นการพนัน” หัวหน้าฝ่ายก็หัวเราะแล้วก็เดินออกจากห้องทำงานไป

 และแล้วในที่สุด เธอก็ได้สร้างยานข้ามเวลาสำเร็จ แต่ในความต้องการของเธอไม่ใช่เพื่องานเพียงอย่างเดียว ในส่วนลึกของจิตใจเธอคิดเลยเถิดไปถึงกับจะไปบอกตัวเองในอดีตว่าอย่าไปท้าพนันกับเอมอร แต่เธอก็เพียงทำได้แค่คิดเท่านั้น ยานข้ามเวลาของเธอถูกนำไปใช้ในงานสำรวจหลุมดำ เพราะนักวิทยาศาสตร์บนดาวดวงนี้มีแนวคิดว่า หลุมดำเป็นรอยต่อของเวลาในจักรวาล เราสามารถใช้หลุมดำเดินทางไปได้ทั้งอดีตและอนาคต

 ปัจจุบันที่คาซ่าบาร์ เวลา 23.00 น. โต๊ะ 23 หลังจากชาญชัยนั่งลงตรงหน้าอมรวรรณ “คุณทำได้ไง” ชาญชัยถามด้วยความสงสัย “ชั้นโทรมาจองแล้วมีโต๊ะว่างโต๊ะเดียว รู้สึกเศร้าอีกแล้วเหรอ เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งได้ อย่าคิดมาก” ก็เหมือนที่ทั้งคู่คุยกันทางโทรภาพ คือ อมรวรรณพยายามพูดปลอบใจชาญชัยเพื่อให้เขาทำใจ “ขอบคุณนะที่ให้กำลังใจ แต่ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วย” ชาญชัยจึงพูดเข้าประเด็นทันที “ให้ชั้นช่วยอะไร ถ้าชั้นช่วยได้ชั้นก็ไม่ขัดหรอก” อมรวรรณตอบด้วยความพร้อมที่จะช่วยชาญชัยอย่างเต็มที่ “ยานข้ามเวลา ผมต้องใช้มัน คุณเป็นคนเดียวที่จะช่วยผมได้” อมรวรรณเริ่มรู้สึกถึงความยากขึ้นมาทันทีในการที่จะช่วยชาญชัย “เธอจะใช้มันทำอะไร” ชาญชัยจึงตอบ “ผมต้องไปเตือนเอมิกา ถ้าผมเตือนเธอได้ เธอก็จะปลอดภัย” อมรวรรณเริ่มรู้สึกว่าเธอกำลังจะทำอะไร ยานข้ามเวลานั้นในส่วนลึกของจิตใจเธอนั้น ต้องการจะทำให้ผู้ชายคนนี้กลับมารักเธอ แต่นี่ผู้ชายคนนี้กลับต้องการให้เธอช่วยทำให้เขากับเธอต้องห่างไกลกันมากขึ้นอีก แต่เธอรู้สึกสงสารชาญชัยที่เขาต้องเสียลูกสาวไปมากกว่า “มันค่อนข้างจะยากมาก แต่ชั้นคิดว่า ต้องซิกแซกนิดหน่อย เอาเป็นว่าพรุ่งนี้รอฟังข่าวก็แล้วกัน” ชาญชัยรีบขอบคุณ “ขอบคุณมาก อร คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนเดียวที่ผมไม่เคยลืม” แล้วทั้งคุ่ก็คุยเรื่องเก่าเล่าความหลังกัน

 ในวันต่อมา ณ สถาบันการบินแห่งโลก “กรุณาระบุเวลาที่จะเบิกยานข้ามเวลาด้วย” หน้าจอโฮโลแกรมปรากฏข้อความขึ้น อมรวรรณจึงติดต่อไปหาชาญชัย ภาพสามมิติของชาญชัยก็ปรากฏ “คุณพร้อมเมื่อไหร่ชาญ” อมรวรรณถาม “พรุ่งนี้เลยได้ยิ่งดี” ชาญชัยตอบด้วยน้ำเสียงที่มีความหวัง “โอเค พรุ่งนี้เจอกัน” แล้วอมรวรรณก็ระบุเวลาที่จะเบิกยานข้ามเวลาลงไปที่หน้าจอ

 วันต่อมา ณ สถาบันการบินแห่งโลก ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินไปโกดังเก็บยานข้ามเวลา ความคิดของชาญชัยก็ผุดขึ้น มันเป็นเหตุการณ์ เมื่อ 15 ปีก่อน ณ สวนสาธารณะลอยฟ้าชั้น 700 ของอาคารสถาบันดาราศาสตร์ คุณพ่อชาญชัยกำลังพาลูกสาวเดินเล่น หลังจากพิธีสลายมวลสารแม่ของเอมิกา พิธีสลายมวลสารคือ การฌาปนกิจซึ่งคล้ายกับการเผาศพนั่นเอง แต่เป็นการทำให้ร่างกายของผู้ที่เสียชีวิตระเหิดไปเท่านั้น “เอมี่โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร บอกพ่อได้ไม๊” เอมี่สาวน้อยในวัย 6 ปีจึงตอบด้วยความไร้เดียงสาว่า “หนูอยากเป็นนักออกแบบตึกค่ะ” ชาญชัยนั้นต้องการให้ลูกสาวได้อยู่ใกล้เขามากที่สุด เพราะตอนนี้เขามีแต่เอมี่คนเดียวที่เป็นสิ่งที่รักและหวงแหนที่สุด “พ่อว่าหนูมาเป็นนักดาราศาสตร์เหมือนพ่อไม๊ พ่อชำนาญเรื่องนี้จะได้สอนหนูได้” เอมี่จึงถามกลับ “ทำไมค่ะ” ชาญชัยจึงอธิบายต่อ “หนูจะได้เป็นคนเก่งเพราะมีติวเตอร์ที่เก่ง ๆ สอนหนูไง ดีไม๊” ตอนนั้นเอมี่ยังไม่รู้หรอกว่านักดาราศาสตร์ต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่นั้นมาชาญชัยก็พยายามเคี่ยวเข็ญให้เอมิกาได้เข้ามาศึกษาศาสตร์ทางด้านนี้ตลอดเวลา

 และระหว่างทางไปห้องเก็บยานข้ามเวลา ดร.อมรวรรณก็พูดขึ้นว่า “การเดินทางข้ามเวลานั้นยากและอาจมีผลร้ายแรงตามมามากกว่าที่จะคาดคิดได้ อย่างแรกเลยมวลกายของคุณอาจจะรับมันไม่ได้ แล้วยังจะมีเรื่องของความผันแปรของจักรวาล เช่น ก้อนดินที่ติดข้ามเวลาไปนั้น มันอาจไปทำให้เกิดดวงดาวหรืออุกาบาตขึ้นในอวกาศได้ และยานจะต้องบินไปในอวกาศซึ่งเส้นทางจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางโดยใช้ความเร็วเท่ากับแสง เมื่อความเร็วของยานเท่ากับความเร็วของแสงแล้ว ยานจะเข้าสู่อุโมงค์เวลา จากนั้นยานจะเคลื่อนที่ไปยังเวลาที่ตั้งไว้ ชั้นสร้างยานลำนี้เพื่อการทดลองเกี่ยวกับหลุมดำเท่านั้น ชั้นไม่อยากให้นำไปใช้เพื่อการอื่น และชั้นหวังว่าคุณจะเข้าใจนะ” “โอเค” ชาญชัยตอบ แล้วอมรวรรณก็พูดต่อ “สิ่งที่คุณทำได้ คือ คุณไปได้แค่เตือนหนูเอมี่เท่านั้น จะไปในรูปของโทรภาพหรืออะไรก็ได้ แต่คุณไม่สามารถเข้าไปปรากฏเป็นมวลกายในช่วงเวลานั้น คุณว่าไง” “ได้เลย” ชาญชัยรีบตอบทันที จากนั้น ดร.อมรวรรณก็พาชาญชัยไปถึงสถานที่จอดยานข้ามเวลา เมื่อมาถึงสถานที่จอดยานข้ามเวลา ดร.อมรวรรณ ได้พูดกับหุ่น AI รปภ. “ชั้นมาทำการทดลองโปรเจ็ค 356 และต้องใช้ยานข้ามเวลาด้วย” หุ่นยนต์ประมวลคำสั่งเสียงและสแกนม่านตาของ ดร.อมรวรรณแล้วจึงพาทั้งสองคนไปยังโรงจอดยาน จากนั้นอมรวรรณก็ยื่น ยาแคปซูลชุดอวกาศให้ชาญชัย "กินยานี้ก่อน" ชาญชัยถามว่า "ตอนนี้อายุใช้งานเท่าไหร่แล้ว" อมรวรรณตอบ "นาโนชิปที่บรรจุอยู่ได้ 168 ชั่วโมงแล้ว เราพัฒนาให้ใช้งานได้นานขึ้น" ยาแคปซูลชุดอวกาศนั้นคือ แคปซูลอัดแน่นด้วยนาโนชิป เมื่อกินเข้าไปนาโนชิปจำนวนมากจะแพร่กระจายไปตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายและรับคำสั่งจากสมองให้ปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับสภาวะต่างๆ ได้ ซึ่งหลายปีก่อนอายุการใช้งานของมันมีแค่ 48 ชั่วโมงดังนั้นถ้านักเดินทางอวกาศต้องการจะเดินทางในอวกาศ จึงต้องกินยานี้ตลอดเวลาทุก ๆ 2 วัน

 “5 4 3 2 1 ไป” พอสิ้นเสียงจากศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ ยานข้ามเวลาก็พุ่งออกสู่อวกาศในทันที เมื่อออกจากชั้นบรรยากาศของดวงดาวแล้ว ดร.อมรวรรณก็ตั้งค่าที่หน้าจอโฮโลแกรมของเธอเพื่อระบุเป้าหมายไป ณ เวลา 6.00 น.ของเมื่อสองเดือนที่แล้ว ให้ตรงกับวันที่ยานของเอมิกาประสบอุบัติเหตุโดยไปก่อนเวลานั้น 1 ชั่วโมง จากนั้นยานข้ามเวลาก็ส่งแสงเลเซอร์สำรวจเส้นทางที่ไม่มีสิ่งกีดขวางก่อน แล้วจึงเริ่มพุ่งออกไปในทิศทางดังกล่าว และเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อความเร็วที่ได้เท่ากับความเร็วแสง ภาพที่เห็นคือ การหยุดนิ่งของดวงดาวทั้งจักรวาล แล้วยานของพวกเขาก็ปรากฏอยู่ในอุโมงค์ขนาดใหญ่ในอวกาศทันที ดร.อมรวรรณพูดขึ้นว่า “มันเป็นภาพที่สวยมากชาญ” ชาญชัยพยักหน้า แต่ในใจของเขากลับเกิดความสุขขึ้น และกลับคิดไปว่า ถ้าอยู่กับอมรวรรณตรงนี้เวลานี้ตลอดไปก็คงจะมีความสุขไม่น้อย แล้วอมรวรรณก็พูดขึ้น “ถึงแล้วอุโมงค์เวลา อุโมงค์นี้มันคือรอยต่อของเวลาในจักรวาล เมื่อความเร็วเท่าความเร็วของแสง ทำให้ตอนนี้เราอยู่ที่เวลาปัจจุบันของเป้าหมาย” “ถ้าความเร็วของยานมากกว่าแสงล่ะ” ชาญชัยถามด้วยความอยากรู้ อมรวรรณจึงตอบ "สิ่งที่จะได้เห็นคือความมืดมิด เพราะแสงจะตามไม่ทันเรา ในอุโมงค์เวลานี้ถ้าเราจะย้อนเวลา เราต้องกลับลำไป” แล้วยานของเธอก็กลับลำพุ่งตรงไป ตัวเลขเวลาบนหน้าจอโฮโลแกรมของดร.อมรวรรณก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเวลาและไปหยุดในเวลาที่เป็นจุดหมายปลายทาง เมื่อยานลดความเร็วลง จึงทำให้อุโมงค์เวลานั้นหายไปทันที ดวงดาวทั้งจักรวาลก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง “ทีนี้ถ้าเรากลับลงไปบนโลก มันจะเป็นเวลาที่เราต้องการ” อมรวรรณพูดก่อนที่จะคลิกปุ่มบังคับยานกลับลงไปบนโลกอีกครั้ง “คุณคิดจะทำยังไงชาญ” “ผมจะส่งโทรภาพไปบอกเธอ ว่าวันนี้ไม่ควรนำยานออกนอกระดับตามกฎหมายกำหนด” ชาญชัยตอบ อมรวรรณพยักหน้ารับ จากนั้นชาญชัยก็เปิดหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเขา แล้วเริ่มติดต่อ “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก” เสียงของระบบตอบกลับมา ชาญชัยจึงพยายามติดต่ออีกครั้ง แต่ผลที่ได้ก็เป็นข้อความแบบเดิมอีก อมรวรรณคิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้วจึงอยากช่วยชาญชัยให้ถึงที่สุด เลยตัดสินใจยอมให้ชาญชัยทำงานนี้ให้เสร็จโดยต้องปรากฏมวลกายในช่วงเวลานี้บนโลกจึงพูดขึ้นว่า "การสื่อสารด้วยเครื่องสื่อสารที่เวลาไม่ตรงกันทำให้อุปกรณ์สื่อสารไม่สามารถใช้งานได้ ชั้นว่าคุณต้องไปใช้อุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในช่วงเวลานี้นะชาญ" แล้วอมรวรรณจึงรีบนำยานลงจอดที่บริเวณร้านจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสาร เมื่อได้อุปกรณ์สื่อสารมาแล้ว ชาญชัยจึงรีบติดต่อไปหาเอมิกาทันที คราวนี้กลับขึ้นเป็นโทรภาพของเอมิกาปรากฏพร้อมกับคำพูด "ตอนนี้ดิฉันกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางไม่สามารถรับโทรภาพของคุณได้ กรุณาติดต่อกลับมาใหม่อีกครั้งนะคะ" แล้วภาพสามมิตินั้นก็หายไป

 ในที่สุดอีกความคิดหนึ่งของชาญชัยก็ผุดขึ้นมาทันที เมื่อหลายปีก่อน ณ โรงพยาบาลแห่งนึ่ง เอมิกาคร่ำเคร่งในการเรียนจนล้มป่วยต้องนอนพักในโรงพยาบาล ชาญชัยจึงไปเฝ้าไข้ “พ่อขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ” ชาญชัยพูดหลังจากนอนเฝ้าไข้เอมิกาจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อชาญชัยเข้าห้องน้ำแล้ว ซักพักก็มีเสียงประตูเปิด พร้อมกับเสียงพูดขึ้นว่า “ว่าไงเอมี่ เป็นไงบ้าง สมองแตกหรือยัง” เป็นเสียงของเพื่อนของเอมิกาสมัยเรียนมัธยมด้วยกันเข้ามาเยี่ยม “ชั้นนึกว่าเธอสมองแตกไปแล้วซะอีก มันเครียดมากเหรอ” เอมิการีบทำมือจุปากให้เพื่อนที่มาเยี่ยมเบาเสียงลง พร้อมกับกระซิบว่า “พ่อชั้นอยู่ห้องน้ำ” แล้วเพื่อนที่มาเยี่ยมก็ค่อยเบาเสียงลง ตอนนั้นชาญชัยเริ่มมีความคิดว่า นี่เขาทำอะไรลงไป เขาทำให้ลูกสาวสุดที่รักของเขาต้องลำบากตรากตรำจากการเรียนถึงขั้นต้องนอนพักในโรงพยาบาลเลยหรือนี่ เมื่อเพื่อนของเอมิกากลับไป ชาญชัยจึงถามเอมิกาว่า “ถ้าลูกเครียดมากก็ไม่จำเป็นต้องเรียนคณะนี้ก็ได้นะ” เอมิกานั้นมีพ่อซึ่งเป็นคนเดียวที่เธอรักและอยากให้พ่อมีความสุข เพราะพ่อเสียใจมามากแล้วที่ต้องเสียแม่ของเธอไป เธอจึงตอบ “หนูเก่งเหมือนพ่อ เรื่องแค่นี้หยุดหนูไม่ได้หรอก” เมื่อนึกมาถึงตอนนี้ ชาญชัยก็เริ่มน้ำตาซึมออกมา พร้อมกับคำพูดอันสั่นเครือกับ อมรวรรณว่า "เอมิกาต้องลำบากเพราะผมมามากแล้ว ถ้าเธอต้องกลับมาอีก คงทำให้เธอต้องมาลำบากต่อไป ผมคิดว่ามันจะดีกว่า ถ้าเธอได้พักและได้พบกับสิ่งที่เธอชอบนะ" อมรวรรณจึงถามขึ้น “คุณจะทำยังไงต่อ” ชาญชัยนิ่งอยู่ซักพัก แล้วอมรวรรณจึงถามย้ำอีกว่า “คุณมีเวลาไม่มากแล้วนะ มันจะถึงเวลานั้นแล้ว” ชาญชัยยังนิ่งจนกระทั่ง ในช่องทางจราจรทางอากาศเกิดอุบัติเหตุยานที่เอมิกาเลื่อนระดับการบินสูงขั้นและถูกแรงกดจากยานโดยสารขนาดใหญ่ทำให้ยานของเธอตกลงมาพุ่งชนกับยานลำอื่น ซึ่งชาญชัยก็เห็นภาพนั้นโดยตลอด เขาจึงพูดขึ้นว่า "เมื่อซักครู่ผมได้เห็นลูกสาวผมในบันทึกโทรภาพตอบรับ ผมก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมาได้อย่างประหลาด ผมคิดว่า เธออาจจะมีความสุขมากกว่าการที่ต้องกลับมาดิ้นรนในสิ่งที่ผมต้องการ ผมปล่อยวางได้แล้วอร” อมรวรรณตบที่บ่าของชาญชัยพร้อมกับพูดขึ้นว่า "เข้มแข็งไว้นะ" แล้วชาญชัยก็พูดขึ้นว่า “บางทีบางสิ่งอาจถูกกำหนดไว้แล้วก็ได้ เรากลับกันเถอะ”

 หลังจากชาญชัยกลับมายังเวลาปัจจุบันบนโลกของเขา เขากลับไปเรียนสาขาวิชาปรัชญาที่สถาบันปรัชญาแห่งโลกเหมือนทุกวัน และในที่สุด วันหนึ่งขณะที่เขากำลังนั่งสมาธิอยู่ที่บ้าน เขาก็ได้พบกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน เขารู้สึกว่าเขาไม่มีความคิดใด ๆ เลย และยังปล่อยวางทุกสิ่งให้เป็นไปตามธรรมชาติ แล้วนิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเขา เขารู้สึกว่าเขาได้เห็นเศษฝุ่นละอองมากมายในอวกาศ และเขากำลังลอยออกมาจากบริเวณดังกล่าว จนเขาลอยมาอยู่ที่ปากทางของหลุมดำ จากนั้นก็ถูกแรงดึงดูดของหลุมดำดูดเข้าไป แล้วเขาก็ออกจากภวังค์

 วันรุ่งขึ้นหลังจากเลิกงานแล้วชาญชัยจึงรีบไปถามอาจารย์ทันที “เขาเรียกว่า นิมิต มันเป็นสิ่งที่คุณเคยเห็นหรืออาจจะจินตนาการขึ้นเองก็ได้ ซึ่งถ้ายังฝึกได้ไม่นาน มักจะเป็นการจินตนาการขึ้นมากกว่า แต่ที่คุณทำทุกวันด้วยความพากเพียรซักวันมันจะกลายเป็นสิ่งที่คุณเคยเห็นมาก่อน และคุณมาถูกทางแล้ว ผมอยากให้คุณทำต่อไป” คำตอบของอาจารย์ทำให้ชาญชัยมีความมานะมากขึ้น ด้วยความรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังรอให้เขาไปรับรู้และจัดการภารกิจสำคัญอย่างหนึ่ง แล้วเขาก็เร่งความเพียรพยายามค้นหาสิ่งนั้นต่อไป

 ณ โลกของเรา ในห้องเรียนนักเรียนสมาธิของสถาบัน อาจารย์คงกำลังอธิบายกับนักเรียนรุ่นต่อมา “กิเลสส่งต่อกันได้ จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ทุกคนคงจะสังสัยว่ามันส่งยังไง ผมคิดว่าในชีวิตของทุกคนคงจะเคยถูกต่อว่าหรือถูกด่าจากใครคนหนึ่ง แล้วพอได้ไปเจอกับใครอีกคนหนึ่งหลังจากนั้น โดยที่เรายังมีโทสะอยู่ในตัว เราก็เกิดความหงุดหงิดกับคนที่เราได้พบหลังจากถูกอีกคนหนึ่งด่าว่าแล้ว นั่นแหละกิเลสที่ถูกส่งมาได้ถูกส่งต่อโดยเพิ่มความเข้มข้นเข้าไปด้วยแล้ว” “ที่ว่ามันมีความเข้มข้นขึ้น มันเป็นยังไงครับอาจารย์” นักเรียนถาม อาจารย์คงจึงตอบว่า “คนแรกที่โดนต่อว่าอาจจะมีอะไรที่ทำผิดไปกับคนที่ต่อว่ามาในครั้งแรก ส่วนคนที่ถูกต่อว่านั้นจากที่ไม่มีโทสะ ก็เกิดโทสะขึ้น แล้วคนที่ถูกหงุดหงิดใส่ก็จะเกิดโทสะว่าตนไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกับคนที่หงุดหงิดใส่ แต่ต้องมาโดนหงุดหงิดใส่ก็เกิดโทสะซึ่งแรงกว่าคนที่ถูกต่อว่ามา นี่แหละความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น” อาจารย์คงนิ่งอยู่ซักครู่แล้วมองไปที่นักเรียนสมาธิทุกคนจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ผมหวังว่าคนที่ยังหากระเบื้องแผ่นที่เจ็ดไม่เจอ ก็ขอให้เร่งความเพียรหาให้เจอโดยเร็วเพราะอนาคตของโลกอยู่ในมือเรา” นักเรียนคนหนึ่งจึงถามต่อ “อาจารย์ครับเรามีวิธีลดความเข้มข้นของกิเลสไม๊ครับ” อาจารย์คงจึงตอบ “มี ถ้าคนที่ถูกต่อว่านั้น รู้ คือมีความรู้ตัวมีสติยับยั้งโทสะ ความหงุดหงิดที่จะส่งต่อให้อีกคนก็ไม่เกิดขึ้น และการที่จะมีสติได้ก็ต้องมีสมาธิ มันมีลักษณะพึ่งพากันและกันระหว่างสติกับสมาธิ โดยเริ่มจากมีสติก็สร้างสมาธิ เมื่อสร้างสมาธิก็เกิดความเข้มข้นของสติขึ้นอีก”

  เมื่อหลายปีก่อนในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่คงศักดิ์หรืออาจารย์คงกำลังเดินทางกลับจากที่ทำงาน หลังจากทำงานอย่างหนักมาทั้งวัน เขารู้สึกหงุดหงิดและอ่อนเพลียอย่างมาก แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสียงเรียกนั้นมาจากโทรศัพท์ของน้ำฝนภรรยาของเขานั่นเอง “ฮัลโหล ว่าไงครับ” เขารับ น้ำฝนจึงพูดว่า “คุณช่วยแวะซื้อผักชีที่ร้านป้าหน่อยให้ด้วยได้ไม๊คะ” คงศักดิ์นั้นยังอยู่ในอารมณ์ที่คั่งค้างมาจากที่ทำงาน ทำให้เขาตอบกลับไป “ผมแวะไม่ได้หรอก ที่จอดรถก็หายาก คุณออกไปซื้อเองแล้วกัน” ร้านป้าหน่อยนั้นอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ แต่ร้านดังกล่าวไม่มีที่จอดรถและการจะแวะซื้อของก็จะทำให้เสียเวลาอย่างมาก น้ำฝนนั้นก็รู้ใจสามีของเธอว่าคงจะเหนื่อยเธอจึงตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวชั้นปั่นจักรยานออกไปซื้อเอง” แล้วการสนทนาก็จบลง จากนั้นประมาณยี่สิบนาทีเสียงโทรศํพท์ก็ดังขึ้นอีก เครื่องก็โชว์เบอร์ของน้ำฝน แต่คราวนี้มีเสียงผู้ชายพูดขึ้น “คุณเป็นญาติของผู้หญิงที่ใช้โทรศํพท์เครื่องนี้หรือเปล่าครับ” คงศักดิ์รีบตอบ “ผมเป็นสามีเธอครับ มีอะไรครับ” เสียงในสายจึงพูดขึ้น “ทำใจดีๆไว้นะครับ ตอนนี้ภรรยาของคุณเสียชีวิตแล้วครับ เธอโดนรถชนตรงหน้าร้านขายผักในซอย...ฯ” คงศักดิ์หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงพูดในสายว่าพูดอะไร เพราะรู้สึกช็อกกับคำพูดประโยคแรกที่ผ่านมา เขาจอดรถข้างทางแล้วก็ร้องไห้ออกมา

 ปีต่อมา “ถ้าผมแวะซื้อของให้เธอ เหตุการณ์อย่างนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น ผมผิดมาก” คงศักดิ์พูดกับจันทนาเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนครูสมาธิด้วยกัน “เสียใจด้วยนะคง แต่ชีวิตคนเรามันก็มีอยู่แค่สองอย่างเท่านั้น คือ ทุกข์กับสุข แต่ทั้งทุกข์และสุขมันก็อยู่กับเราได้ไม่นานหรอก” จันทนาพยายามปลอบใจคงศํกดิ์ แล้วคงศักดิ์ก็พูดขึ้น “ตอนนี้ผมพยายามทำใจ และทุกครั้งที่ผมทำสมาธิเสร็จผมก็จะอุทิศส่วนกุศลให้เธอตลอดครับพี่” จันทนาจึงพูด “ดีแล้ว เพราะสิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้ก็มีแต่วิธีนี้แหละ” “แล้วพี่ล่ะครับ ทำไมถึงได้มาเรียน” คงศักดิ์จึงถามจันทนากลับบ้าง “ชีวิตพี่มีความตายรออยู่ อีกไม่นานพี่ก็ต้องจากไปแล้ว พี่เลยต้องเร่งสะสมบุญบารมีไว้ โรคมะเร็งมันไม่เข้าใครออกใคร” คงศักดิ์รู้สึกตกใจขึ้นมาทันที “หา ถ้าเป็นผมอาจจะเสียสติไปแล้วก็ได้ที่รู้อย่างนี้” จันทนาจึงพูดต่อ “พี่ก็แทบบ้าเหมือนกันตอนที่รู้ตอนแรก แต่ตอนนี้พี่ก็ทำใจได้แล้ว พี่คิดว่าถ้าเรียนจบก็อยากจะขอเปิดสถาบันที่ให้คนได้มาทำสมาธิกันเยอะ ๆ เพราะมันช่วยให้สังคมมีแต่ความเมตตาต่อกัน และทำให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขนะ นี่แหละสิ่งที่พี่อยากทำก่อนที่จะไปจากชาตินี้” คงศํกดิ์ พยักหน้า แล้วพูดขึ้น “ผมก็คิดเหมือนพี่ครับ” แล้วจันทนาก็นึกถึงน้องสาวของเธอขึ้นมา “พี่ยังชวนน้องสาวฝาแฝดของพี่มาเรียนด้วย แต่เธอก็ไม่มา เธอบอกว่ายังรู้สึกช็อกกับสิ่งที่พี่เจอ แต่เธอบอกว่าเธอจะช่วยงานสถาบันที่พี่เปิดแน่นอน”

 คืนวันที่จันทนาจะเสียชีวิต ขณะที่เธอนอนรอที่จะไปนั้น เธอก็บริกรรม “พุทโธ ๆ ๆ ๆ...” ในที่สุดเธอก็เกิดนิมิตขึ้น เธอสัมผัสได้ว่า เธอคือ แม่จันทร์ภริยาของขุนฤทธิผู้สูญเสียลูกสาวศรีนวลไป ความเศร้าโศกร่ำไรรำพันจึงเกิดขึ้นกับเธออย่างมากในตอนนี้ แล้วเธอก็กับมาบริกรรมทำสมาธิต่อจนในที่สุดเธฮก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีก

 โลกของเรา ปัจจุบัน ณ ห้องปฏิบัติการเครื่องยิงกระแสพลังสติ หลังจากที่ทุกคนผ่านกระเบื้องแผ่นที่ 7 เข้ามาแล้ว “นักเรียนรุ่นก่อนมีความร่วมแรงร่วมใจกันดีมาก ดังนั้นรุ่นนี้อย่าให้เสียชื่อนะ” อาจารย์คงพูดหยอกนักเรียนรุ่นต่อมา จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ เริ่มได้ เจ้าหน้าที่ช่วยรายงานข้อมูลด้วยครับ” แล้วเสียงของเจ้าหน้าที่ก็รายงาน “พบคลื่นพลังกิเลสอัตราส่วน โลภะ 33.1235% โทสะ 36.7654% โมหะ 30.1111% พื้นที่ 175,050 ตางรางกิโลเมตร ที่ ละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ และลองติจูด 101 องศษ 8 ลิปดาตะวันออกครับ” แล้วอาจารย์คงก็สั่งการต่อ “เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเตรียมพร้อม ยิงเมื่อสั่ง” แล้วทุกคนกํขานรับ “ครับ,ค่ะ” และเมื่อคลื่นพลังกิเลสตัวนี้เข้ามาในระยะที่ยิงได้แล้ว เขาจึงสั่งทันที “ยิง” จากนั้นกระแสพลังสติก็พุ่งออกไปในอวกาศ แล้วปะทะกับคลื่นพลังกิเลสตัวดังกล่าว จนในที่สุด “คลื่นพลังกิเลสหายไปหมดแล้วครับ” เจ้าหน้าที่รายงาน “สำรวจพื้นที่ให้ทั่ว” อาจารย์คงจึงสั่งให้ตรวจเช็คให้ละเอียดอีกครั้ง แล้วเจ้าหน้าที่ก็รายงาน “ไม่พบแล้วครับ” อาจารย์คงจึงสั่ง ยุติปฏิบัติการได้ เมื่อทั้งหมดกลับออกมาจากห้องปฏิบัติการเครื่องยิงฯแล้ว แต่ละคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน

 และในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ชูเดชกำลังเดินทางกลับบ้าน ลุงสอนที่มายืนดักรออยู่ก่อนแล้วก็พูดขึ้น “ชู ข้าอยากถามอะไรหน่อย” ชูเดชจึงถาม “มีอะไรจะถามครับ” ลุงสอนจึงยิงคำถามทันที “เอ็งนั่งสมาธิเคยเห็นสวรรค์นรกบ้างรึเปล่า” ชูเดชจึงตอบ “ไม่เคยครับ” ลุงสอนจึงพูดต่อ “ข้าเคยได้ยินว่าคนที่ทำสมาธิทำให้เห็นนรกสวรรค์นี่หว่า” ชูเดชจึงพูดขึ้นว่า “ที่ผมทำสมาธิผมไม่ได้อยากเห็นนรกหรือสวรรค์หรอกครับ เพราะไม่รู้จะเห็นไปให้เกิดประโยชน์อะไร” ลุงสอนจึงพูด “ถ้าเอ็งเห็นก็แสดงว่าเอ็งมีอิทธิฤทธิ์ไง นั่งสมาธิแล้วก็ต้องมีอิทธิฤทธิ์ไม่ใช่เหรอ” ชูเดชจึงตอบ “ถ้าลุงอยากรู้ผมจะบอกความลับให้ก็ได้” ลุงสอนพยักหน้าแล้วมองชูเดชเพื่อรอว่าจะบอกอะไรต่อ ชูเดชจึงพูดขึ้นว่า “ที่ผมเจอไม่รู้ว่าจะใช่นรกสวรรค์หรือเปล่านะ แต่ว่ามันก็น่าจะใช่เพียงแต่ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะเรียกว่านรกสวรรค์หรือเปล่าเท่านั้น” ลุงสอนเริ่มรำคาญจึงพูดขึ้น “เอ็งรีบบอกมาเถอะมันจะเป็นนรกหรือสวรรค์เดี๋ยวข้าตัดสินเอง” ชูเดชยิ้มแล้วตอบ “ผมเห็นพลังกิเลสในตัวของผม พลังตัวนี้จะทำให้ผมเกิดความทุกข์ เมื่อเกิดความทุกข์มันก็คือนรกนั่นเอง เมื่อผมเห็นกิเลสของตัวเองผมก็มีสติ พอมีสติก็ละวางกิเลสให้เบาบางลง ผมก็ไม่เกิดความทุกข์ เมื่อไม่เกิดความทุกข์ก็คือ ความสุข เมื่อมีความสุขมันก็คือสวรรค์ อันนี้แหละที่ผมเห็น อันนี้ผมยกให้ลุงไปตัดสินใจเองแล้วกันว่ามันจะเป็นนรกสวรรค์หรือเปล่า ตอนนี้ผมขอตัวเข้าบ้านก่อนนะครับ” ลุงสอนยังงง ๆ อยู่ แต่ชูเดชก็เดินเข้าบ้านไป



3. บุญ

   ในอนาคตข้างหน้า ณ ห้วงอวกาศ อันห่างไกลจากโลกไปหลายล้านปีแสง การพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์บนดาวดวงนี้มีการพัฒนาวิทยาการที่ล้ำหน้าไปมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการแพทย์ และมีผลทำให้มนุษย์บนดาวดวงนี้เริ่มกลายเป็นมนุษย์อมตะที่ไม่มีวันตาย ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ผู้ใดต้องการชีวิตอมตะ ผู้นั้นต้องไม่มีการเจริญพันธุ์หรือต้องทำหมัน ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง กำลังมีการทำคลอดคุณแม่ท่านหนึ่งหลังจากที่เธอคลอดเด็กออกมาแล้ว หุ่นยนต์พยาบาลจึงมาถามข้อมูล “ตั้งชื่อหรือยังคะ” เธอจึงตอบ “ให้ชื่อนิรันดร์ค่ะ” แล้วจากนั้นเธอจึงไปอัพเกรดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองทำให้เป็นมนุษย์อมตะ แล้วตามเงื่อนไขก็ต้องหยุดการเจริญพันธุ์ในทันที

 ยี่สิบปีต่อมา นิรันดร์ ก็ได้เป็นมนุษย์ที่อัพเกรดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองและกลายเป็นมนุษย์อมตะในที่สุด วันนั้นหลังจากที่เขารับปริญญาด๊อกเตอร์ทางด้านวิศวกรรมเครื่องกลแล้ว เขาก็เข้าเครื่องอัพเกรดรหัสสัญญาณไฟฟ้าทันที ที่หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเขามีไอคอนให้คลิกไปอัพเกรดเป็นรูปสมองมนุษย์ เมื่อเขาคลิกเข้าไปแล้ว หน้าจอจึงปรากฏขั้นตอนในการอัพเกรดมา โดยกรอกประวัติส่วนตัว เมื่อกรอกเสร็จแล้ว หน้าจอจึงปรากฏคำสั่งให้ผู้อัพเกรดไปรับยาแคปซูลนาโนชิปที่ตู้ส่งอาหาร แล้วนิรันดร์ก็ไปหยิบยาแคปซูลที่บรรจุนาโนชิปไว้ ซี่งจะถูกส่งผ่านทางตู้ส่งอาหารข้างผนังห้องนั่งเล่นในคอนโดของเขา นิรันดร์จึงไปเปิดตู้ออก ข้างในตู้มียาแคปซูลหนึ่งเม็ด แล้วเขาก็หยิบใส่เข้าไปในปากและดื่มน้ำตาม เมื่อแคปซูลนาโนชิปเข้าสู่ร่างกายแล้ว มันจึงเริ่มแตกตัวและกระจายไปยังทุกส่วนของร่างกายของนิรันดร์ และไม่ถึงห้านาทีนาโนชิปทุกตัวก็ประจำตามจุดต่างๆ ในร่างกายของนิรันดร์ จากนั้นนิรันดร์ก็คลิกให้เริ่มอัพเกรดทันที คอมพิวเตอร์จึงส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นบลูทูธออกมาจากเครื่องส่งในคอมพิวเตอร์ แล้วคลื่นนี้จะเข้าไปจัดระบบรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของนิรันตร์ในเวลาไม่ถึงห้านาที แลในที่สุดก็สำเร็จ หน้าจอโฮโลแกรมของนิรันนดร์จึงขึ้นคำว่า อัพเกรดสมบูรณ์ และนับจากวินาทีนั้นนิรันดร์ก็เป็นมนุษย์อมตะโดยสมบูรณ์ทันที

 หลังจากนั้นสองร้อยปีต่อมา เมื่อนิรันดร์ตื่นขึ้นตอนเช้าแล้ว เขาจึงเข้าไปจัดการอาบรังสีฆ่าเชื้อทำความสะอาดร่างกายเป็นปกติในห้องน้ำ ทำให้ไม่ต้องแปรงฟัน อาบน้ำใด ๆ จากนั้นก็แต่งตัว แล้วก็มานั่งทำงานที่โต๊ะทำงานของเขา งานของเขาคือคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ได้ด้วยโปรแกรมช่วยคำนวณและเขียนแบบออกมา จากนั้นก็ส่งงานเข้าไปยังศูนย์กลางที่กระทรวงนวัตกรรมแห่งโลก มีคนที่ทำงานประเภทนี้เหมือนกับนิรันดร์หลายร้อยล้านน ซึ่งเทรนด์ตอนนี้ต้องการอวกาศยานที่สามารถเดินทางไปในอวกาศให้มีพิสัยการเดินทางได้ไกลยิ่งขึ้น เพราะตอนนี้กำลังมีการค้นหาโลกใหม่กันอยู่ นิรันตร์ไม่ได้ส่งงานมาสามวันแล้ว เพราะเขาคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ แต่ทางกระทรวงก็ไม่ได้เร่งอะไร เพราะรู้ว่าจินตนาการของมนุษย์มีขีดจำกัด แต่ผลงานที่ถูกส่งไปที่กระทรวงนั้นมีอยู่ทุกวันอยู่แล้วจากนักคิดกว่าสามร้อยล้านคน ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าไปที่กระทรวง แต่วันนี้นิรันดร์คิดงานออกบางส่วนเขาจึงส่งงานการออกแบบเครื่องสร้างสนามแม่เหล็กที่จะใช้เป็นตัวผลักในการขับเคลื่อน เมื่อเขาออกแบบและให้โปรแกรมเขียนออกมาเป็นแบบแล้ว เขาก็คลิกส่งงานไปที่กระทรวงทันที จากนั้นเขาก็ลงจากคอนโดออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะรอบคอนโด

  “เป็นไงครับนิรันดร์” เจนชัย เพื่อนที่ทำงานแบบเดียวกับเขาเดินเข้ามาทัก นิรันดร์จึงตอบ “อ้าว ชัย วันนี้ได้งานไปชิ้นนึง ผมรู้สึกเบื่อๆเซ็งๆ ยังไงก็ไม่รู้หลายวันมานี้ คุณเป็นหรือเปล่า” เจนชัยจึงตอบ “มันก็อย่างนี้แหละ ผมทำมาสองร้อยปีแล้วงานแบบนี้ แต่ผมเคยไปปรึกษาจิตแพทย์ เค้าแนะนำให้เปลี่ยนงานใหม่ทุก ๆ ร้อยปีนะ เพื่อไม่ให้เราต้องเกิดอาการแบบนี้” นิรันดร์จึงตอบ “ผมก็เคยได้ยินมาอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ว่าจะเปลี่ยนงานก็ต้องไปเรียนใหม่อีก ตอนนี้ยังไม่อยากเริ่มต้นใหม่ แต่ว่าถ้าเบื่อเต็มที่แล้วค่อยว่ากัน อีกอย่างตอนเริ่มใหม่นี่ไม่รู้สวัสดิการจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ผมยังไม่แน่ใจ” เจนชัยจึงพูดขึ้น “หลายคนก็กลัวอย่างคุณนั่นแหละ แต่จริง ๆ แล้วไปเริ่มต้นใหม่รัฐก็มีสวัสดิการทุกอย่างเหมือนเดิมนะ ทุกอย่างฟรีหมด ผมเคยมีเพื่อนเป็นนักประวัติศาสตร์ เค้าบอกว่า สมัยก่อนที่ยังมีระบบเศรษฐกิจอะไรนั่นน่ะ เค้าบอกว่าทุกคนต้องทำงานเพื่อค่าตอบแทนแล้วค่าตอบแทนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถอีก คนสมัยก่อนนี่ลำบากเหมือนกันนะ” นิรันดร์จึงพูด “อ้าว แล้วทำไมตอนนี้ทุกอย่างฟรีหมด แล้วเค้ายกเลิกไอ้ระบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่” เจนชัยจึงเริ่มเล่าเรื่องที่เขาได้ฟังมา

 ว่า “ตอนนั้นโลกยังมีระบบการแลกเปลี่ยนด้วยของมีค่าแล้วแต่ว่าจะกำหนดให้เป็นอะไร เช่น เงินตรา ธนบัตร ทองคำ ฯลฯ เศรษฐกิจก็มีขึ้นๆ ลง ๆ เป็นวัฏจักรหมุนเวียน ความแตกต่างของมนุษย์ก็ต่างกันไป และในที่สุดมันก็ต่างกันมากจนเหมือนฟ้ากับเหว จนมาถึงยุคท่านสตางค์ บุคคลแห่งประวัติศาสตร์ เขาเริ่มมองเห็นความความแตกต่างแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้น ท่านสตางค์เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องธุรกิจการค้าจนเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก และเขาก็รวยถึงขนาดว่าเอาเงินของเศรษฐีทุกคนมารวมกันยังมีไม่ได้เสี้ยวของครึ่งของครึ่งของทรัพย์สมบัติของท่านสตางค์เลย หลังจากที่เขาเฉียดตายด้วยโรคอะไรผมก็จำไม่ค่อยได้นะ เขาก็ล้มระบบเศรษฐกิจทั้งหมดบนโลก แล้วสร้างระบบใหม่ขึ้น มันเป็นระบบเศรษฐกิจแบบไม่แลกเปลี่ยน ทุกคนมีอาหารกิน มีที่อยู่อาศัย มีเสื้อผ้า มียา อยากมีอะไรก็ได้ แต่ทุกคนต้องมีงานทำ โดยทำงานที่ตนถนัด อย่างพวกเราที่เรียนมาทางด้านนี้ก็มีการส่งงานวิจัยที่ตัวเองคิดเข้าไปให้กระทรวง” นิรันดร์จึงถาม “แล้วท่านสตางค์ทำได้ยังไง” เจนชัยจึงตอบ “ผมก็ไม่เก่งเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่เห็นเค้าบอกว่า เค้าตัดวงจรของดีมานด์ซํพพลายออกหมด แล้วเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ผลิตเพื่อตนเอง คือทำงานแล้วอยากได้อะไรก็ได้” นิรันดร์จึงถามต่อ “แล้วถ้าอยากเป็นเศรษฐีล่ะ” เจนชัยจึงตอบ “ตอนที่ฟังเรื่องนี้ผมก็คิดอย่างคุณนั่นแหละ เค้าก็ตอบว่า คุณจะรวยได้ยังไง ในเมื่อไม่มีระบบเงินตรา หรือของมีค่ามาเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยน” นิรันดร์จึงพูดขึ้น “อือก็จริง แล้วถ้าผมอยากได้โน้นได้นี่ล่ะ” เจนชัยจึงตอบ “คุณจะเอาอะไรมากมายขนาดไหน ในเมื่อคุณก็ไม่มีที่จะเก็บมัน เพราะพื้นที่ของคุณมีจำกัดอยู่แล้ว” นิรันดร์พยักหน้า เจนชัยจึงพูดต่อ “อยากได้อาหารก็ไปเปิดตู้ส่งอาหาร อยากได้ข้าวของเครื่องใช้ก็สั่งออนไลน์ แล้วก็มีคนมาส่ง ผมคิดว่ามันก็มีความสุขอยู่หรอก แล้ววันๆก็ทำงานที่ตนถนัดไป” นิรันดร์จึงพูดขึ้น “อีกร้อยปีผมว่าจะไปเป็นนักประวัติศาสตร์มั่ง รู้สึกมันน่าสนุกดี” เจนชัยจึงบอก "ถ้าคุณได้เรียนแล้วก็มาเล่าให้ผมฟังมั่งก็แล้วกัน” นิรันดร์จึงตอบ “โอเค”

 บนดาวดวงนี้ถ้าถามว่ามีเรื่องของความรักมั่งไม๊ คนที่มีอายุมากขนาดนี้คงไม่มีใครจะยังมีความสุขกับเรื่องตรงนั้นแน่นอน เพราะมันจะเกิดความเบื่อหน่ายในเรื่องพวกนี้ไปโดยปริยาย ดังนั้นทุกคนจึงทำงานเพื่อมีของกินของใช้ และอยากทำอะไรก็ทำไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรืออะไรก็สามารถที่จะทำได้ทุกอย่างแต่ไม่ว่าจะมีกิจกรรมอะไรที่ทำแล้วมันเพลิดเพลิน ทุกคนบนโลกต่างก็ได้ทำมาแล้วทั้งนั้นด้วยอายุที่มากขนาดนี้นี่เอง

 หลายพันปีต่อมา นิรันดร์เปลี่ยนอาชีพมาแล้วกว่าห้าสิบอาชีพ ซึ่งที่จริงแล้วตามที่จิตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำมันต้องเกือบร้อยครั้งแล้วด้วยซ้ำ แต่นิรันดร์เป็นคนไม่ค่อยชอบเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ บ่อย ๆ เขาจึงใช้เวลาไปกับอาชีพหนึ่งๆ ร้อยปีมั่ง สองร้อยปีมั่ง ตอนนี้เขาทำงานเป็นพนักงานส่งเครื่องอุปโภคซึ่งเขาก็ยังสนุกกับงานนี้อยู่ เพราะได้ออกเอ็กเซอร์ไซด์ตลอด ได้ขับยานส่งของไปที่ต่างๆ มันก็มีความสุขได้อย่างหนึ่งเช่นกัน หลังจากเลิกงานนิรันดร์ก็ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะบริเวณคอนโด “เป็นไงครับนิรันดร์” เจนชัย เพื่อนที่เคยทำงานร่วมอาชีพกับนิรันตร์ซึ่งอยู่คอนโดเดียวกันเข้ามาทัก นิรันตร์จึงตอบ “อ้าว ไม่ได้เจอตั้งนาน ตอนนี้คุณทำงานอะไรอยู่” เจนชัยจึงตอบ “ตอนนี้ผมเป็นตำรวจอยู่ ก็สนุกดีนะ นี่ทำมาเกือบร้อยปีแล้ว ถ้าครบร้อยปีว่าจะไปเริ่มต้นเรียนเป็นจิตแพทย์มั่ง คงน่าสนุกอยู่ แล้วคุณล่ะ” นิรันดร์จึงตอบ “ตอนนี้ผมขับยานส่งของอยู่ มันดี ได้ออกกำลังมั่ง” เจนชัยจึงพูดขึ้น “ผมเปลี่ยนมาเป็นร้อยงานแล้วนะ” นิรันดร์จึงบอก “ของผมน่าจะประมาณห้าสิบงานเอง” เจนชัยจึงบอก “คุณทำงานซ้ำนานไปนะ ระวังสุขภาพจิตด้วย” นิรันดร์จึงพูด “นี่แสดงว่าเริ่มสนใจงานจิตแพทย์แล้วซิเนี่ย” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ

 หลายหมื่นปีต่อมา “ผมรู้สึกเบื่อมากครับ” นิรันดร์พูดกับจิตแพทย์ “ชีวิตผมตั้งแต่เช้าตื่นมาก็กิน แล้วก็ทำงาน พอเที่ยงก็กิน แล้วก็ทำงาน แล้วก็เลิกงาน พอเย็นก็กิน แล้วก็เข้านอน แล้วก็ตื่น ผมทำอย่างนี้มาตลอด แล้วผมเริ่มรู้สึกตัวว่าเบื่อเมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีมานี้เอง คุณหมอว่าผมควรจะเบื่อไม๊” จิตแพทย์พยักหน้าและพูดว่า “คุณควรจะเปลี่ยนงานให้บ่อยกว่านี้นะเพื่อจะได้ไม่เบื่อ” แล้วนิรันดร์ก็พูดต่ออีกว่า “กิจกรรมอะไรที่ทำแล้วเพลิดเพลินทุกอย่างที่มนุษย์เคยมีการทำกันมา ผมทำมาหมดแล้วและทำซ้ำทำซากจนผมเบื่อมาก คุณหมอคิดว่าผมควรจะทำอะไรได้อีกครับ” จิตแพทย์จึงตอบ “ผมจะให้ยาคุณไปรับประทานก่อนนอนนะครับ เป็นยาระงับประสาทน่าจะทำให้คุณผ่อนคลายได้บ้าง” แล้วนิรันดร์ก็ถูกควบคุมตัวกลับออกมาจากห้องทำงานของจิตแพทย์เพื่อไปยังห้องกักบริเวณคนไข้ทางจิต และภายในห้องทำงานของจิตแพทย์ จิตแพทย์ได้พูดกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวนิรันดร์มาว่า “ที่เขาพยายามฆ่าตัวตายนั้นเพราะเกิดความเบื่อหน่ายการมีชีวิต มนุษย์เราถ้ามีชีวิตที่ซ้ำซากจำเจอยู่ตลอด คุณคิดดูนะไม่ใช่สิบปียี่สิบปี แต่เขาอายุกว่าสองหมื่นกว่าปีแล้ว ถ้าเป็นคุณ คุณจะรู้สึกยังไง” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงถามขึ้นว่า “แล้วผมต้องควบคุมตัวเขาไปตลอดใช่ไม๊” จิตแพทย์พยักหน้าพร้อมกับตอบว่า “ผมคิดว่าคงต้องเป็นตามนั้น”

 ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง ยังมีดาวอีกดวงหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนโลกของเราแต่อยู่ในยุคโบราณกาล ในขณะนั้นพระยาเผด็จได้ยกทัพมาประชิดเมืองสันติแล้ว และการตัดสินพระทัยของเจ้าสติสุขก็คือ การยอมสละบังลังก์ให้กับเจ้าวิชิตพล และยอมออกจากเมืองไปใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน เพราะไม่ต้องการให้มีการเข่นฆ่ากันเกิดขึ้น เมื่อเจ้าสติสุขประกาศให้ทุกคนในเมืองรับพระราชบัญชาแล้ว พระองค์ก็พาพระมารดา พระมเหสี และข้าทาสบริวาร พร้อมทรัพย์สมบัติที่พอจะนำไปใช้กินอยู่จำนวนหนึ่ง ออกเดินทางเข้าไปในป่าอันห่างไกลจากเมือง และเมื่อพระยาเผด็จเข้าครอบครองเมืองแล้ว เขาก็ต้องการที่จะเป็นเจ้าครองนครเสียเอง แต่ยังไม่ทันที่จะดำเนินการใด ๆ โลกทั้งใบก็แตกเป็นฝุ่นผงด้วยผีมือของพระยาธาตุ

 หลังการรเบิดของดาวแห่งมหานครทองคำ ดวงจิตของเจ้าสติสุขลอยนิ่งอยู่อย่างนั้น และได้สัมผัสกับดวงจิตของมารดาของพระองค์ พระองค์จึงส่งกระแสไปว่า “ลูกต้องขอประทานอภัยเสด็จแม่ ที่คิดการเยี่ยงนี้” พระราชมารดาของเจ้าสติสุขจึงส่งกระแสกลับมา “สิ่งที่เจ้าคิดเจ้าทำนั้น แม่เห็นควรด้วยทุกการ เจ้าสมแล้วที่เป็นราชา แม่ภูมิใจในตัวเจ้าอย่างยิ่ง” แล้วดวงจิตของพระราชมารดาของเจ้าสติสุขก็ลอยหายไป

 ขณะที่ดวงจิตของเจ้าสติสุขลอยอยู่ในอวกาศนั้น ดวงจิตของเจ้าสติสุขก็สัมผัสเห็นดวงจิตของเจ้าวิชิตพล “ท่านแค้นใจข้าหรือไม่ ข้าทำเยี่ยงนี้” มันเป็นกระแสของดวงจิตเจ้าวิชิตพลที่ส่งมา เจ้าสติสุขจึงส่งกระแสตอบ “การให้อภัยทานย่อมเหนือการให้ทั้งปวง เราอโหสิกรรมให้ท่าน” จากนั้นก็เริ่มมีแรงดึงดูดจากห้วงอวกาศที่ดึงดูดทุกสิ่งรวมทั้งดวงจิตของเจ้าวิชิตพลและดวงจิตของเจ้าสติสุขให้ล่องลอยไป แต่ว่ามันเป็นคนละทิศทางกัน เพราะดวงจิตของเจ้าวิชิตพลนั้นยังมีกิเลสที่หนาแน่นผสมอยู่จึงถูกดึงดูดด้วยพลังกิเลสมวลมากในอวกาศ แต่สำหรับเจ้าสติสุขนั้นพลังกิเลสไม่สามารถดึงดูดได้ เนื่องจากดวงจิตของเจ้าสติสุขนั้นมีพลังกิเลสที่อ่อนมาก ดวงจิตของเจ้าสติสุขจึงสามารถลอยได้อย่างมีอิสระแต่ก็ลอยไปตามกระแสที่ไม่อาจรู้ได้ว่าจะไปในทิศทางใด

 ดวงจิตของเจ้าสติสุขไม่รู้สึกว่าเสียดายอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะการมีชีวิตของพระองค์ได้พยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ทำนุบำรุงราษฎรของพระองค์ไม่เบียดเบียนใคร ไม่คิดร้ายต่อใคร และสิ่งเหล่านี้ทำให้ดวงจิตของพระองค์จึงมีแต่ความสุข เมื่อมีความสุขจึงมองเห็นแสงสว่างเป็นหนทางที่จะไปอยู่เสมอ ดวงจิตของพระองค์จึงเข้าไปในแสงสว่างนั้น แล้วในที่สุดพระองค์ก็รู้สึกว่าพระองค์มีอายตนะหรือมีความรู้สึกที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และรับรู้ได้ว่ามีสายน้ำวนรอบตัว ดวงจิตที่มีความสุขเมื่ออยู่ที่ใดก็จะมีแต่ความรู้สึกที่ดี จึงทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นในสภาพแวดล้อมรอบตัว และรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานโดยไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แล้วในที่สุดก็รู้สึกว่าได้ไหลไปตามสายน้ำกระทบกับแสงสว่าอีกครั้งและความหนาวเย็นก็สัมผัสผิวกาย จนทำให้ต้องร้องออกมาอย่างสุดเสียง

 หลายปีก่อนที่ดาวอนัตตาจะมีมนุษย์อมตะเกิดขึ้น ณ ห้องคลอดของโรงพยาบาล คุณหมอที่ดูแลการคลอดส่งโทรภาพสามมิติแสดงความยินดีกับคุณแม่คนใหม่ “ยินดีด้วยนะครับ” แล้วหมอก็รายงานสภาพร่างกายของเด็กว่าครบถ้วนสมบูรณ์ จากนั้นโทรภาพสามมิติของหมอก็หายไป คุณแม่นั้นอยู่ในตู้อบประมาณสิบนาทีก็ลุกออกมารับเด็กจากหุ่นยนต์พยาบาล แล้วเธอก็เดินออกจากห้องคลอดไปห้องพักฟื้น เธอต้องนั่งพักซักประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อให้แผลที่ช่องคลอดอยู่ตัวซึ่งเป็นผลมาจากการรักษาแผลด้วยการแพทย์ที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก ดังนั้นการคลอดบุตรจึงใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง โดยแม่จะได้รับนาโนชิปเข้าไปในร่างกายก่อนแล้วจึงไปเข้าเครื่องคลอดบุตรในห้องคลอด แล้วจากนั้นคอมพิวเตอร์จึงสังสัญญาณบลูทูธเข้าไปควบคุมให้ร่างกายทุกส่วนทำการคลอดบุตรออกมาโดยอัตโนมัติ หลังจากที่คุณแม่คนใหม่นั่งพักตามเวลาที่กำหนดแล้ว “ทานยาสลายนาโนชิปได้แล้วค่ะ ไม่ทราบว่าจะให้ชื่อเด็กว่าอะไรคะ” หุ่นยนต์พยาบาลก็ส่งยาให้กับ จิตตรี “ชั้นให้ชื่อว่าจิตตะค่ะ” หุ่นยนต์พยาบาลจึงส่งข้อมูลทั้งหมดไปยังส่วนกลางต่อไป หลังจากนั้น จิตตรีก็เดินไปที่ห้องส่งมวลสาร และเมื่อเดินเข้าประตูไปก็จะถึงบ้านเธอทันที “ถึงบ้านแล้วจิตตะ นี่ถ้าพ่อของหนูยังอยู่ เขาคงจะดีใจมาก แต่มีแม่อยู่หนูก็ไม่ต้องกลัวอะไรนะ” อภิชัยพ่อของจิตตะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาทางด้านดาราศาสตร์ แต่ว่าเขาหายสาปสูญไปในการเดินทางครั้งสุดท้าย ซึ่งขณะนั้นจิตตรีกำลังตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือน ในตอนแรกจิตตรีก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก เธอไม่เคยคิดว่าจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นเธอก็ได้ไปศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาที่สถาบันปราชญ์ในช่วงที่เธอตั้งครรภ์อยู่ ทำให้เธอได้เข้าใจชีวิตว่าทุกชีวิตมีความตายรออยู่ทุกคน เธอจึงเริ่มทำใจได้ จิตตรีนั้นทำงานเป็นอาจารย์ทางสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง

 สิบห้าปีผ่านไป “ยินดีด้วยนะลูก วันนี้แม่ดีใจที่สุด” แล้วจิตตะก็เข้าไปกอดแม่ของเขาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ขอบคุณครับแม่” จิตตะสนิทกับแม่มาก ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา แม่ของเขาจะเป็นคนแรกที่ได้ยินจากปากของเขา จิตตะจบด๊อกเตอร์ทางด้านคอมพิวเตอร์เอกคอมพิวเตอร์กายภาพ คือ การออกแบบโปรแกรมนาโนชิปที่จะใช้ในร่างกายมนุษย์ ตอนนั้นระบบการแพทย์บนดาวดวงนี้เริ่มเข้าขั้นที่มีการผลิตนาโนชิปเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในร่างกายมนุษย์แล้ว การศึกษาของมนุษย์บนดาวดวงนี้ก็ใช้นาโนชิปช่วยในการศึกษาวิชาการต่าง ๆ จึงทำให้ ตามมาตรฐานการศึกษา คนที่อายุสิบห้าปีก็สามารถจบด๊อกเตอร์ได้ จิตตะทำวิทยานิพนธ์เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เขาสนใจอย่างมาก โดยในเนื้อหานั้นเป็นการบรรยายถึงระบบของสัญญาณไฟฟ้าที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ ในวิทยานิพนธ์ระบุว่า ถ้าสามารถถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองได้ ก็สามารถควบคุมร่างกายนี้ให้เป็นอะไรก็ได้ตามความต้องการ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในวิทยานิพนธ์นี้คือ ถ้าทำได้จริงมนุษย์จะสามารถสั่งให้ร่างกายไม่มีวันเสื่อมได้ นั่นเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เขาจบด๊อกเตอร์ ดาวดวงนี้ชื่อ ดาวอนัตตา

 เมื่อจิตตะได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตหรือปริญญาเอกทางคอมพิวเตอร์แล้ว จากนั้นเขาก็เริ่มทำงานถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของสิ่งมีชีวิต และในที่สุดเขาก็สามารถถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองของสิ่งมีชีวิตได้สำเร็จ ในช่วงเวลานั้นหลังจากที่สตางค์เป็นผู้ปฏิวัติระบบเศรษฐกิจของโลกจากเดิมที่เป็นระบบแลกเปลี่ยนมาเป็นระบบการผลิตเพื่อตนเองแล้ว ก็เป็นช่วงที่สตางค์กำลังประกาศหาคนที่จะสร้างนวัตกรรมที่จะทำให้มนุษย์ไม่มีวันตาย โดยเขาเสนอทุนวิจัยอย่างไม่จำกัด สตางค์เขาเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกอยู่ในขณะนั้น และเมื่อจิตตะได้ทุนวิจัยซึ่งผลงานที่นำไปเสนอนั้นมันมาจากงานวิทยานิพนธ์ของเขา เมื่อถอดรหัสสำเร็จและได้ทุนวิจัยมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ เขาก็เริ่มรับคนเขียนโปรแกรมที่จะมาช่วยในงานนี้และทำมันจนสำเร็จภายในเวลาที่สตางค์กำหนดให้ได้

 แล้วสามสิบปีหลังจากที่เขาสำเร็จการศึกษา “ความสำเร็จครั้งนี้ มันเกิดจากแรงบันดาลใจที่ผมไม่อยากจากแม่ของผมไป แต่ผมประสบความสำเร็จไม่ทันเวลา” จิตตะพูดกับวิมังสา หลังจากการทดลองส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปควบคุมนาโนชิปในสมองของหนู ทำให้สมองสั่งร่างกายไม่ให้เสื่อมได้ วิมังสาเพื่อนร่วมงานที่ได้ทำงานนี้ด้วยกันจึงได้แต่ปลอบใจจิตตะ “คุณตั้งใจทำอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อน อย่างน้อยพวกเราก็สร้างนวัตกรรมที่มนุษยชาติจะไม่มีวันลืม แต่ว่าตอนนี้เราต้องส่งผลการทดลองครั้งนี้ให้สภาประชาชนโลกพิจารณาก่อนว่าจะทดลองกับมนุษย์ได้ไม๊” จิตตะจึงพูดขึ้น “ผมจะส่งไปเดี๋ยวนี้แหละ” แล้วจิตตะก็เดินไปที่คอมพิวเตอร์ส่งผลการทดลองเพื่อเสนอให้สภาประชาชนโลกอนุมัติต่อไป

 หลังจากสภาประชาชนโลกอนุมัติให้ทำการทดลองในมนุษย์ได้แล้ว มนุษย์อมตะคนแรกของดาวดวงนี้ก็อุบัติขึ้น “คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาจะเป็นอมตะ ด๊อกเตอร์” ดร.จิตตะจึงตอบ “สภาพร่างกายของมนุษย์มีการผลัดเซลล์ที่ตายแล้วทิ้งไปตลอดเวลา แต่จากผลการทดลองนาโนชิปส่งผลมาว่าไม่พบเซลล์ที่ตายเลยซักโมเลกุลเดียว ดังนั้นจึงเชื่อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ร่างกายของอาสาสมัครท่านนี้จะไม่มีวันเสื่อมแน่นอน” “แล้วถ้าร่างกายของอาสาสมัครได้รับเชื้อโรคอื่นเข้าไปล่ะ” คณะผู้แทนของสภาประชาชนโลกถามจิตตะอีก เขาจึงตอบว่า “ตราบใดที่นาโนชิปโรบอทยังอยู่ในร่างกาย จะไม่มีเชื้อโรคใดทำร้ายเซลล์ในร่างกายได้ครับ เพราะนาโนชิปโรบอทนี้จะส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงไปจัดการกับเชื้อโรคทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย ไวรัสต่าง ๆ ที่แปลกปลอมเข้ามา สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้ามนุษย์ไม่มีวันตาย มนุษย์จะอยู่ยังไงมากกว่าครับท่าน”

 แล้วสภาประชาชนโลกก็ได้ข้อสรุปว่า มนุษย์ที่จะอับเดทรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองทุกคนจะต้องทำหมันก่อน เพื่อป้องกันปัญหาประชากรล้นโลกต่อไป จากนั้นหลายพันปีต่อมามนุษย์ทุกคนบนดาวดวงนี้ก็กลายเป็นมนุษย์อมตะทั้งหมด

 หลังจากนั้นหลายหมื่นปี “ผมรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตมากครับหมอ เมื่อวานนี้ผมได้ฉลองวันเกิดครั้งที่สามหมื่นกว่า กว่าอะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว หมอว่าผมควรจะทำยังไง” คนไข้รายหนึ่งถามจิตแพทย์ประจำตัวของเขา “ทุก ๆ ร้อยปีคุณควรจะเริ่มศึกษาวิชาการใหม่ ๆ เพื่อเปลี่ยนอาชีพของตัวเองนะครับ ไม่ควรทำอาชีพเดิมซ้ำ ๆ เพราะคุณจะเกิดอาการแบบนี้แหละ” จิตแพทย์แนะนำตามตำราที่เขาได้ร่ำเรียนมา “แต่ผมไม่ต้องการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ อีกนี่ครับหมอ” คนไข้ตอบ “การได้เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ จะทำให้คุณไม่รู้สึกเบื่อ นี่เป็นการรักษาที่ดีที่สุดครับ ถ้าคุณทำตามที่ผมแนะนำคุณก็จะหายจากอาการนี้ หวังว่าคุณคงจะทำตามที่แนะนำไปนะครับ” หมอกำชับให้คนไข้ต้องปฏิบัติตาม “ครับ ผมจะพยายาม งั้นวันนี้ผมกลับก่อนนะครับ” คนไข้ตอบพร้อมกับเดินออกจากห้องตรวจไป มนุษย์อมตะทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่มาเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ปี ทุกคนจะเกิดอาการเบื่อหน่ายกับสิ่งที่ตนต้องทำอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์ ดังนั้น นักปราชญ์ทั้งหมดบนโลกจึงพยายามหาวิธีการที่จะลดอาการเบื่อหน่ายของมนุษย์ลง กลุ่มนักปราชญ์ที่ทำงานวิจัยเรื่องนี้ได้จัดทำคู่มือการใช้ชีวิตขึ้น มันเป็นการวางแผนชีวิตให้ดำเนินไปโดยต่อเนื่อง และอาจเป็นนิรันดร์เพราะมนุษย์พวกนี้จะไม่มีวันตาย

 ณ ห้องทดลองของจิตตะและวิมังสา พวกเขากำลังนั่งอยู่หน้าจอโฮโลแกรมของพวกเขา “จิตตะคุณดูไฟล์ที่ผม save ไปให้แล้วยัง” วิมังสาถาม จิตตะจึงตอบ “ใช่ครับ เมื่อรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองทำงานอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุดอย่างนี้ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความพิกลพิการกับร่างกายก็อาจเกิดขึ้น แล้วที่คุณสรุปมาว่า ควรมีการอับเกรดรหัสสัญญาณให้มีการหยุดนิ่งของสมองนั้น มันเป็นยังไง” วิมังสาจึงตอบ “นาโนชิปโรบอทที่อยู่ในสมองจะปรับรหัสสัญญาณให้เป็นศูนย์ทั้งหมด มันจึงหยุดนิ่ง แต่ไม่ได้ปรับถาวร เป็นการปรับช่วงระยะเวลาที่ตั้งไว้เท่านั้น” จิตตะจึงถามต่อ “ผลข้างเคียงต่อระบบในร่างกายล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น ผมว่ามันจะเวิร์คนะถ้าเราให้นาโนชิปโรบอททั้งหมดในร่างกายทำตามคำสั่ง ไม่ใช่เฉพาะที่สมอง” วิมังสาจึงพูด “มันก็จริง แต่ผมกลัวว่านาโนชิปโรบอทจะเอาไม่อยู่ เพราะเมื่อรหัสมันเป็นศูนย์ทั้งหมด หน่วยความจำสำรองจะต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่าสิบเทราไบต์ ซึ่งมันจะกินทรัพยากรในเมมโมรี่มากเกินไปนะ” จิตตะจึงตอบ “ผมคิดว่าถึงเวลาต้องเพิ่มเมมในฮาร์ดดิสก์ของทุกคนแล้วล่ะ”

 ณ ห้องข่าวสถานีข่าวของสภาประชาชนโลก “สภาโลกของประกาศให้ประชาชนทุกคนทราบว่า ผู้ที่ต้องการอัปเกรดระบบเป็นเวอร์ชั่น 1.1 ให้เข้าไปลงทะเบียนใน Website ของสภาได้ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป” โฆษกของสภาประชาชนโลกได้อ่านแถลงการณ์ของสภาประชาชนโลกเพื่อป้องกันปัญหาความเบื่อหน่ายในชีวิตของมนุษย์อมตะที่กำลังเป็นปัญหาสังคมอยู่ในขณะนี้ จากนั้นมนุษย์อมตะทุกคนบนโลกก็ได้รับการอัปเกรดเวอร์ชั่นนี้

 จากนั้นหลายพันปีต่อมา มนุษย์อมตะจำนวนมากก็เริ่มมีปัญหาขึ้นมาอีกครั้ง เพราะการอัปเกรดเวอร์ชั่น 1.1 นี้ ทำให้ร่างกายและสมองของมนุษย์หยุดการคิดลงชั่วขณะ เมื่อมนุษย์สามารถหยุดคิดได้ มนุษย์ก็จะเข้าสู่ความเป็นสมาธิและเข้าสู่ภวังค์ จากนั้นฌานก็จะเกิดขึ้นทำให้เกิดความสุข ดังนั้น เมื่อพวกเขาเกิดความสุขจากฌาน จึงทำให้เกิดอาการหลงฌานขึ้น คือ ติดอยู่ในความสุขนั้น บางคนถึงกับไม่กินไม่นอน ทำให้เกิดผลเสียแก่สภาพร่างกายตามมา บางคนอยู่นิ่งนานเกินเป็นวัน ๆ จึงทำให้ร่างกายเกิดทุพพลภาพขึ้น และบางคนได้เข้าถึงความบรรลุจึงทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Shutdown สมอง เมื่อจิตได้ค้นพบความไม่มีตัวตนของมนุษย์ จิตจะเข้าสู่สภาวะนี้ทันที มันทำให้สมองเริ่มสั่งการให้ร่างกายยุติความเคลื่อนไหว จากนั้นจึงมีการเริ่มกระบวนการ Shutdown คือ นาโนชิปทั้งหมดจะสลายตัว ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเริ่มหยุดการทำงานไปทีละจุดจนกระทั่งร่างกายทั้งหมดหยุดการทำงานในที่สุดก็เสียชีวิตลง อาการที่เกิดขึ้นนี้เริ่มมีขึ้นหลังจากมีการติดตั้งเวอร์ชั่น 1.12 ได้ประมาณพันกว่าปีที่ผ่านมา

 ณ บ้านของจิตตะ เขากำลังนั่งดูข่าวอยู่ที่มุมนั่งเล่น “หัวข้อข่าวประจำวันนี้ ยาน Z2783 ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมมาสองวันแล้ว,มีการเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นรายที่ 673 แล้วในโลก, นักดาราศาสตร์ได้คำนวณและคาดการอายุขัยของโลกแล้ว รายละเอียดมีดังนี้ ผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์แห่งโลกได้เปิดเผยว่า ยาน Z2783 ซึ่งถูกส่งไปสำรวจหาดาวที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยได้นั้น ได้ขาดการติดต่อไป ทั้งนี้จากการคาดการณ์ในเบื้องต้น น่าจะมีสาเหตุมาจากระยะทางที่ห่างไกลเกินกว่าที่ระบบสื่อสารจะควบคุมได้ สถาบันกำลังส่งยานค้นหาและยานที่มีระบบทวนสัญญาณออกไปในอวกาศและคาดว่าประมาณปลายปีนี้น่าจะหายานลำดังกล่าวพบ ..... ข่าวต่อไป ที่โรงพยาบาลกลาง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ออกมาแถลงการณ์ว่าพบผู้เสียชีวิตรายที่ 673 แล้วตั้งแต่มนุษย์มีความเป็นอมตะมาตลอดระยะเวลาหลายหมื่นปี ซึ่งเป็นการเสียชีวิตแบบต่อเนื่อง ไม่มีร่องรอยของการฆาตกรรมหรือโรคร้ายใด ๆ เลย แต่สาเหตุของการเสียชีวิตในเบื้องต้นนั้นเกิดจากร่างกายทุกส่วนหยุดทำงานในเวลาที่พร้อมกันทั้งหมด ทางสถาบันวิจัยทางการแพทย์กำลังเร่งหาสาเหตุนี้อยู่ คาดว่าต้องใช้เวลามากและต้องการนักวิจัยจำนวนมากด้วยสำหรับงานนี้ ข่าวความคืบหน้าจะได้มารายงานต่อไป .... สถาบันดาราศาสตร์ได้ออกรายงานอายุของโลกแล้วว่าอีกไม่เกินสองหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยปี อายุของโลกจะหมดลงและโลกจะเกิดการแตกดับสลายไปในอวกาศ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้สภาประชาชนโลกเริ่มมีความกังวลกับการค้นหาดาวดวงใหม่ด้วย...” แล้วจิตตะก็ปิดทีวีสามมิติ จากนั้นเขาก็ติดต่อวิมังสา วีดีโอสามมิติของวิมังสาก็ปรากฏตรงหน้าจิตตะ “สวัสดีครับ” วิมังสาพูดขึ้น “คุณเห็นข่าวคนตายหรือยัง” จิตตะรีบยิงคำถามทันที วิมังสาจึงตอบ “ผมเห็นแล้ว ผมคิดว่ามันน่าจะมีสาเหตุมาจากเวอร์ชั่น 1.1 ที่อัปเกรดไปนั่นแหละ แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะ” จิตตะจึงตอบ “ผมคิดว่าคนที่สมองและร่างกายหยุดนิ่ง มันทำให้มนุษย์เกิดความสุขได้อย่างน่าประหลาด ส่วนตัวผมก็เป็นเหมือนกันมันเป็นความสุขที่แปลกมาก แต่ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดความสุขได้ยังไง คุณคิดเหมือนผมไม๊” วิมังสาตอบ “ผมก็คิดเหมือนคุณนั่นแหละ แล้วก็สงสัยเหมือนคุณด้วย” “พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปที่สถาบันวิจัยทางการแพทย์ คุณจะไปไม๊” วิมังสารีบตอบ “ไปแน่”

 วันรุ่งขึ้น ณ สถาบันวิจัยทางการแพทย์ ทั้งตัวแทนนักปราชญ์ ตัวแทนจากสถาบันดาราศาสตร์ และดร.จิตตะกับดร.วิมังสา ต่างเดินทางเข้ามาที่นี่ “ทุกคนเหมือนจะนัดกันมานะเนี่ย มาพร้อมกันก็ดีแล้ว เจ้าหน้าที่เคลียร์ห้องประชุมให้ด้วย” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการแพทย์รีบให้เจ้าหน้าที่เตรียมห้องประชุมแล้วก็เริ่มประชุมทันที “ผมว่าเราต้องวางแผนจัดการเรื่องนี้แล้วล่ะ มันกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตแน่นอน” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการแพทย์เริ่มยิงประเด็นทันทีเช่นกัน ขณะที่จิตตะกับวิมังสากำลังเดินเข้าไปที่ห้องประชุม “จิตตะ คุณคิดว่าจะพูดยังไง” วิมังสาถามจิตตะ “ผมกำลังคิดว่าจะบอกถึงสาเหตุในที่ประชุมไปเลยดีกว่า” จิตตะตอบ แล้ววิมังสาก็พยักหน้า เมื่อทั้งคู่เข้าไปในห้องประชุมแล้ว “ผมขอพูดเรื่องสาเหตุก่อนครับท่านประธาน” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการแพทย์จึงพูด “เชิญครับคุณจิตตะ” “การที่เราทำให้สมองและร่างกายหยุดนิ่ง มันทำให้พวกเขามีความสุข พอพวกเขามีความสุขแล้วพวกเขาก็จะเกิดอาการที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน การที่เราจะรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ ต้องมีการสุ่มตัวอย่างจากบุคคลที่เริ่มมีปฏิกิริยากับความสุขที่แปลกไปจากคนอื่นครับท่านประธาน” “ความสุขที่ว่านั่นทางภาษาวิชาการของเราเรียกว่า ฌาน” ตัวแทนจากสถาบันปราชญ์กล่าวเสริม ประธานจึงถามจิตตะต่อ “แล้วเราต้องทำยังไงครับ” จิตตะจึงตอบ “เราจะใช้ระบบตรวจจับคลื่นสมองของมนุษย์กับคนที่มีพฤติกรรมแปลก ๆ จากคนอื่น เช่นว่า เขาทำสมองนิ่งนาน ๆ หรือเขาทำสมองนิ่งแล้วมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนคนปกติครับ” ประธานจึงตอบ “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรีบแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจให้ช่วยสอดส่องเรื่องนี้ แล้วเครื่องตรวจจจับคลื่นสมองล่ะ” “ทางผมจะรับไปดำเนินการเองครับ” ผู้แทนจากสถาบันนักปราชญ์อาสาจัดการเรื่องนี้ หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกันในเรื่องโลกใบใหม่ แต่ก็ได้ข้อสรุปว่ายังไม่มีทางที่จะได้โลกใบใหม่มาในเร็ววันนี้เช่นกัน แล้วจึงปิดประชุมในวันนั้น

 หลังจากวันนั้นมา สถาบันนักปราชญ์ได้ประกาศหาคนเข้ามาร่วมทำงานวิจัยในเรื่องนี้และมีผู้สนใจเข้ามาร่วมงานกว่า 300 ล้านคน และใช้เวลาไปกว่า 7,000 ปีในการค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้

 พนักงานสอบสวนกำลังรายงานผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งโลก “หลังจากที่ผมพบผู้ที่มีพฤติกรรมแปลกผมก็เบิกเครื่องตรวจจับคลื่นสมองไป แล้วติดตามด้วยดาวเทียมสังเกตการณ์ จนเมื่อวานนี้เขาเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 700 พอดีครับ ข้อมูลคลื่นสมองอยู่ในไฟล์แนบที่ผมส่งเข้าไปในฐานข้อมูลแล้วครับ ผู้อำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งโลกพยักหน้าพร้อมกับพูด “ดีมาก ขอบคุณที่คุณทำสำเร็จ” แล้วเขาก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังสถาบันวิจัยทางการแพทย์ทันที

 ณ สถาบันปราชญ์แห่งโลก “ผมคิดว่าสมองของพวกเขาคงพบบางสิ่งบางอย่างที่มาพร้อมกับฌานนะครับ” ปราชญ์ชัย พูดกับผู้อำนวยการสถาบันปราชญ์แห่งโลก แล้วได้รับคำตอบว่า “ผมก็คิดอย่างนั้นแหละ เมื่อสมองของพวกเขาพบสิ่งนั้นแล้ว คลื่นสมองจึงเริ่มตอบสนองโดยการหยุดความมีชิวิตลง แต่ว่ามันคืออะไรกันแน่ที่พวกเขาค้นพบ”

 ณ สถาบันวิจัยทางการแพทย์ ภายในห้องประชุมก็ได้ข้อสรุปว่า ผู้ที่ทำสมองและร่างกายหยุดนิ่งจนถึงระดับนึงแล้ว สมองก็จะเริ่มกระบวนการ Shutdown ทันที และเสร็จสิ้นใน 7 วัน จากนั้นก็มีการประกาศเรื่องนี้ให้ประชาชนทุกคนบนโลกได้รับรู้

 ณ บ้านของดร.จิตตะ “ผมคิดว่าเราต้องออกเวอร์ชั่น 1.2 แล้ว และนี่เป็นรหัสตัวใหม่ที่ผมพูดถึง” จิตตะส่งไฟล์ให้กับวิมังสา “จอโฮโลแกรมตัวใหม่นี่แสงมันจ้าเสียเหลือเกิน” วิมังสาบ่นกับจิตตะ และเมื่อเขาดูไฟล์แล้วจึงพูดขึ้นว่า “มันฆ่าตัวตายชัด ๆ” จิตตะจึงพูดขึ้น “เราไม่มีทางเลือกมากว่านี้แล้ว คุณไม่รู้สึกเบื่อเลยรึ นี่เราอยู่กันมากี่ปีแล้วล่ะ ผมลืมอายุตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ มันเป็นการกรุณยฆาตมากกว่า เพราะไม่เช่นนั้นคนที่เบื่อมาก ๆ อาจจะทำอะไรที่มันรุนแรงกว่าวิธีนี้ก็ได้” วิมังสาจึงพูดขึ้นว่า “ผมจะส่งเรื่องนี้ให้สถาบันวิจัยทางการแพทย์ก่อน แล้วเราค่อยใส่เวอร์ชั่นนี้ในอินเตอร์เน็ตแล้วกัน”

 ณ สถาบันดาราศาสตร์ “มันเป็นดาวสีฟ้า แต่ว่ามีมนุษย์อาศัยอยู่ครับ แต่วิวัฒนาการล้าหลังกว่าเรามาก ใช้เชื้อโรคโจมตีไม่กี่เดือนก็คงจะหมดโลกได้” เจ้าหน้าที่ที่รับข้อมูลจากยาน Z2872 ซึ่งเป็นยานลำที่ถูกส่งออกไปก่อน Z2873 รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกส่งกลับมากับผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์ จากนั้นผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์ก็ส่งข้อมูลทั้งหมดให้สภาประชาชนโลก โดยประธานสภาประชาชนโลกจะเป็นผู้นำเรื่องนี้เข้าเป็นวาระการประชุมต่อไป

 ณ สภาประชาชนโลก “เรื่องนี้ผมอยากให้ประชุมลับครับ เพราะมีผลทางจิตใจของประชาชนมาก” ประธานสภาประชาชนโลกสั่งงานกับเลขาธิการของเขา แล้วการประชุมก็เริ่มขึ้น “เรื่องนี้มันจะผิดมนุษยธรรมมากไปไม๊ครับท่านประธาน” ผู้แทนของประชาชนจากประเทศตะวันออกให้ข้อเตือนใจในการที่คิดจะฆ่ามนุษย์บนดาวสีฟ้าให้หมดโลก แล้วจึงอพยพประชาชนของตนเข้าไปอยู่อาศัย “มันเป็นความจำเป็น ถ้าเราไม่ทำก็อาจจะมีมนุษย์จากดาวดวงอื่นทำเช่นกัน เพราะฉะนั้นเรารีบลงมือทำก่อนจะได้ไม่เสียเปรียบใครในจักรวาลนี้ครับท่านประธาน” ประธานสภาประชาชนโลกซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมได้เรียกเลขาธิการเข้าไปคุย แล้วจากนั้นประธานฯจึงพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าให้มีการโหวตเสียงลงคะแนนลับ เดี๋ยวเลขาผมจะส่งปุ่มคลิกให้โจมตีกับไม่โจมตีที่หน้าจอโฮโลแกรมของทุกท่านนะครับ” จากนั้นที่หน้าจอโฮโลแกรมของผู้เข้าประชุมทุกคนก็ปรากฏเป็นปุ่มสองปุ่มแต่ละปุ่มมีข้อความโจมตีกับไม่โจมตีเพื่อให้ผู้เข้าประชุมทุกคนคลิกเลือก ซึ่งผู้เข้าประชุมทั้งหมดมาจากประเทศตะวันออกและตะวันตกจำนวนเท่าๆกัน ไม่นานนักผลโหวตก็ออกมา เลขาธิการจึงอ่านรายงานที่ได้ “ผลโหวตให้โจมตี สองพันห้าร้อยคะแนน ผลโหวตไม่โจมตี สองพันห้าร้อยคะแนน เท่ากัน ท่านประธานจึงใช้สิทธิประธานที่ประชุมโหวตให้ข้อที่ไม่โจมตีครับ” ประเทศตะวันออกจึงพร้อมใจกันปรบมือเสียงดังลั่นไปทั้งบริเวณที่ประชุมสภาประชาชนโลกทันที

 จากนั้นไม่นานนัก สภาประชาชนโลกก็ออกแถลงการณ์ฉบับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนดาวอนัตตาให้ทางเลือกแก่มนุษย์สองแนวทาง

 ณ บ้านของวิมังสา ขณะที่เขากำลังนั่งเล่นหมากรุกกับหุ่นยนต์อยู่และเปิดทีวีสามมิติไว้ “ต่อไปเป็นรายงานข่าวจากสภาประชาชนโลก” วิมังสาจึงหยุดเกมของเขาแล้วตั้งใจดูทีวีอย่างจริงจัง หลังจากที่เปิดทิ้งไว้นานแล้ว แล้วทีวีก็ปรากฏภาพของประธานสภาประชาชนโลกพร้อมกับพูดขึ้นว่า “สวัสดีพี่น้องชาวโลกทุกท่าน ผมในฐานะประธานสภาประชาชนโลก ผมขอกล่าวในนามของสภาประชาชนแห่งโลก พี่น้องทุกท่านคงจะทราบข่าวเกี่ยวกับการค้นหาดาวดวงใหม่เพื่อการอยู่อาศัยของพวกเขามาบ้างแล้ว และในการค้นหานั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างสุดกำลังความสามารถ แต่ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามความประสงค์ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนทุกคนปลอดภัยจากการแตกดับของโลก ที่ประชุมมีมติให้ประชาชนทุกคนสามารถเลือกว่าต้องการจะอัพเกรดเวอร์ชั่น 1.2 หรือจะออกเดินทางไปค้นหาดวงดาวที่ปลอดภัยในอวกาศด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่เลือกออกเดินทางนั้น สภาประชาชนแห่งโลกจะจัดหาเครื่องยังชีพที่จำเป็นต้องใช้ในอวกาศให้แก่ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านเลือกทางเดินของตนเองต่อไป โชคดีจงมีแด่ทุกท่าน ขอบคุณครับ” แล้ววิมังสาก็รีบติดต่อไปหาจิตตะทันที “คุณเห็นประธานสภาประชาชนโลกออกแถลงการณ์หรือยัง” วิมังสาถามจิตตะ “มันก็มีสองทางเลือกอย่างที่แถลงการณ์ออกมานั่นแหละ แล้วคุณคิดว่าจะเลือกทางไหนล่ะ” จิตตะจึงถามวิมังสา “ผมคงต้องเลือกอัพเกรด ผมไม่อยากจะต้องออกไปเดินทางในอวกาศหรอก” จิตตะจึงพูดขึ้น “แต่ผมยังลังเลอยู่ ใจนึงก็อยากออกไปเดินทาง แต่อีกใจก็อยากจะให้มันจบ ๆ ไปซะที” แล้วทั้งสองคนก็หยุดการสนทนาซักพัก จิตตะจึงพูดขึ้นว่า “อย่างนั้นผมขอตัวไปทำธุระก่อนนะ” วิมังสาจึงตอบ “โอเค สวัสดี” จากนั้นจิตตะก็เริ่มทำงานของเขาต่อ เขาเปิดหน้าจอโฮโลแกรมของเขา มันเป็นโปรแกรมเวอร์ชั่น 1.3 ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้เลย เขากำลังเขียนโปรแกรมสำหรับการทำจิตให้นิ่งโดยการใช้รหัสสัญญาณไฟฟ้าควบคุมสมองให้น้อยที่สุด เพื่อให้สมองของมนุษย์ตัดสินใจในการจะดับสูญเอง ไม่ต้องใช้รหัสสัญญาณไฟฟ้ามาเป็นตัวช่วย แต่ผู้ที่จะอัพเกรดเวอร์ชั่นนี้จะต้องมีสมาธิที่มีพลังจิตสูงมาก จากนั้นเขาก็โหลดมันไว้ในสมองของเขา ทันใดนั้นเขาก็เกิดนิมิตขึ้น เขาเห็นร่างของตัวเองนั่งอยู่ในขณะที่เขาลุกขึ้นยืน แล้วเขาก็เริ่มใช้มันในการออกไปท่องเที่ยว

 จากนั้นไม่นาน ณ บ้านของจิตตะ “จิตตะ ผมคิดว่าผมกำลังจะได้ไปในอีก 7 วันนี้แล้ว” ดร.จิตตะจึงตอบกลับไปว่า “ผมยินดีด้วยกับคุณ ต่อไปคงจะมีแต่ผมคนเดียวบนดาวดวงนี้แล้ว แต่ผมก็จะเพียรทำสมองหยุดนิ่งต่อไป ขอให้คุณดับสนิทนิรันดร์”

 ณ โลกของเรา ที่ห้องเรียนสมาธิ “ดวงจิตนี้เป็นเพียงสมมติขึ้น หรือปรากฏขึ้นโดยปัจจัยที่เรียกว่า ความไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงเกิดความปรุงแต่งให้มี ให้เป็น แล้วสร้างความรับรู้ ในรูปของสิ่งมีชีวิต โดยกำหนดให้มีความรับรู้จากกายภาพที่มี และเมื่อมีสิ่งมากระทบความรับรู้แล้ว ผลที่ตามมาคือ สุข ทุกข์ เฉย ๆ จากนั้นเมื่อสุขก็อยากได้ เมื่อทุกข์ก็ไม่อยากได้ มาถึงขั้นนี้ตัวตนเลยเกิดขึ้นอยากเต็มที่มีความยึดมั่นว่าต้องมีต้องไมมี ความมีตัวมีตนก็เกิดขึ้นอย่างมั่นคงโดยไม่ลังเลสงสัยใด ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ความสมมติใหม่ ๆ ก็มารอทันที .............” หลังจากอาจารย์คงอธิบายเสร็จแล้ว อาจารย์จึงพูดขึ้นว่า “ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้ทุกคนคงทราบแล้วว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร ก็ขอให้ทุกคนปฏิบัติให้มากเจริญให้มากต่อไป ขอบคุณครับ”

 พอเริ่มมีกระแสข่าวดาวเคราะห์น้อยขึ้น ที่บ้านของเอราวรรณ “แม่จะเก็บข้าวของทำไมคะ” เอราวรรณถามแม่ของเธอที่กำลังวุ่นอยู่กับการเก็บข้าวของเครื่องใช้ในบ้านลงกล่องไว้ “แม่ก็จะเก็บของที่มีค่า มีประโยชน์ไว้เผื่อใช้นะซิ” เอราวรรณจึงพูดขึ้นว่า “แม่คะ ตามข่าวเนี่ยเราไปกันหมดนะ แล้วเราจะเอาของพวกนี้ไปได้ยังไง แม่เชื่อหนูนะ มากับหนู” แล้วเอก็จูงมือแม่ของเธอเข้าไปในห้องพระในบ้าน แล้วพูดขึ้น “แม่สวดมนต์ทุกวันดีกว่า ยิ่งตอนที่มันจะชนโลก แม่ต้องมานั่งตรงนี้แล้วสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ เชื่อหนูนะแม่” แล้วพิมลหญิงชราในวัย 80 ก็เริ่มน้ำตาคลอออกมา “แม่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงจริง ๆ แม่ก็เลยทำแบบนั้น แม่เข้าใจแล้วล่ะลูก” แล้วทั้งสองคนแม่ลูกก็กอดกัน หลังจากนั้นพิมลก็ตั้งหน้าตั้งตาสวดมนต์เป็นประจำทุกวันไม่ขาด เพื่อหวังว่าวันที่จักรวาลจะพิพากษาโลกของเราจะเป็นเหตุการณ์ที่ดีกว่าที่คิดไว้

 ณ บ้านของวัฒโน หลังจากที่อู๊ดนั่งสมาธิเสร็จแล้ว เขาก็ออกมานั่งในห้องนั่งเล่นเพื่อฟังเพลงบรรเลงที่เป็นเพลงโปรดของเขา ทันใดนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อู๊ดจึงกดรับ “สวัสดีครับอาวันรบ สบายดีนะครับ” แล้วเสียงในสายก็พูดขึ้น “สบายดีครับ หนูเป็นไงมั่งสบายดีนะ” อู๊ดจึงตอบ “สบายดีครับ” จากนั้นวันรบก็พูดขึ้น “อาขอโทษนะที่ทำให้หนูเสียหายไปเยอะน่ะ” อู๊ดจึงตอบ “ไม่เป็นไรครับ หุ้นมีขึ้นมีลง ผมเข้าใจ ผมตัดสินใจผิดพลาดเองครับ” อู๊ดนั้นถึงแม้จะรู้ดีว่าวันรบเป็นคนยังไงแต่เขาก็ยังคงนึกถึงความดีของวันรบเพื่อกลบเกลื่อนความไม่ดีของวันรับไว้ แล้ววันรบก็พูดขึ้นอีก “ช่วงนี้ตลาดแย่มาก พอมีข่าวดาวนรกเนี่ย หุ้นพากันดิ่งทันทีเลย ตอนนี้อาก็เสียหายไปมาก แทบหมดตัวเลย อาเลยอยากจะขายบ้านของอาเนี่ยให้ ไม่รู้ว่าหนูต้องการไม๊” อู๊ดจึงบอก “ตอนนี้ผมมีบ้านอยู่แล้วครับ เลยไม่รู้ว่าจะซื้อไปทำไม แต่ถ้าอามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ” แล้ววันรบก็พูดอีก “ถ้าหนูมีใครรู้จักอยากจะซื้อก็บอกอาด้วยนะ แล้วถ้าอาไม่ไหวจริง ๆ ก็จะขอให้หนูช่วยอาด้วย ขอบคุณมากนะหลาน” อู๊ดจึงตอบ “ครับ ผมยินดีช่วยครับ” แล้ววันรับก็พูดลา “งั้นแค่นี้ก่อนนะ” อู๊ดจึงตอบ “ครับ สวัสดีครับ” จากการที่ได้คุยกับวันรบทำให้อู๊ดนึกถึงคำสอนคำหนึ่งสมัยเรียนปฏิบัติสมาธิที่สถาบัน วันนั้นอาจารย์คงพูดถึงเรื่อง บุญกิริยาวัตถุ 3 “ได้แก่ อามิสทาน การให้สิ่งของเป็นทาน ธรรมทาน การให้คำสั่งสอนเป็นทาน อภัยทาน การให้อภัยเป็นทาน สามสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เกิดบุญหรือความสุขมากที่สุดคือ อภัยทาน เพราะจิตใจของคนที่สามารถจะให้อภัยได้เมื่อใดแล้ว จิตของคนนั้นก็ถือว่าได้ยกระดับขึ้นมามาก ดังนั้นไม่ว่าจิตต้องไปกระทบกับอะไรที่ทำให้ความขุ่นมัวเกิดขึ้น จิตก็จะยังมีความสุขอยู่ได้ นี่แหละจึงถือว่าการให้อภัยเป็นทานนั้นเป็นสิ่งที่ได้บุญมากที่สุด”

 ณ บ้านของนิดหน่อย “สวัสดีค่ะอามีอะไรหรือเปล่าคะ” อาของนิดหน่อยโทรเข้ามาหา แล้วเขาก็พูดขึ้น “อากำลังเคลียร์บริษัทอยู่นะ แต่ว่าหนูต้องมาเซ็นต์เอกสารบางอย่าง ตอนนี้อาขอสรุปสถานการณ์นะ บริษัทเราจะหยุดการผลิตชั่วคราว เพราะเหตุการณ์ดาวเคราะห์นี้ แล้วระหว่างนี้บริษัทจะให้พนักงานทุกคนได้เลือกว่าอยากจะลาออกหรืออยากจะอยู่ต่อ แล้วประกาศนี้มันค่อนข้างสำคัญเลยต้องต้องมีลายเซ็นต์รับทราบของผู้ถือหุ้นด้วย เพราะอาคงสั่งการคนเดียวไม่ได้ ถ้าหนูสะดวกวันไหนก็เข้ามาเซ็นต์เอกสารให้ด้วยนะ” นิดหน่อยจึงตอบ “ได้ค่ะอา หนูคิดว่าอาตัดสินใจไม่มีผิดพลาดแน่นอน แล้วอาสบายดีนะคะ” “สบายดี เดี๋ยวเข้ามาแล้วคุยรายละเอียดอื่นๆด้วย แค่นี้นะ” แล้วอาของนิดหน่อยวางสาย

ณ บ้านของชูเดช “เอ็งว่ามันจะชนโลกไม๊วะ” ลุงสอนถามชูเดช ขณะที่ทั้งสองคนยืนสนทนากันอยู่ที่หน้าบ้านของชูเดช “อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ครับ แต่ว่าเราต้องมีสติไว้เสมอ” ลุงสอนจึงพูดต่อ “แล้วถ้ามันชนโลกแล้วพวกเราจะอยู่กันยังไงล่ะ” ชูเดชจึงตอบ “พวกเราก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงไงครับ เพราะไม่มีอะไรเหลือให้เป็นห่วงอีก แต่ก่อนที่เราจะไปเนี่ยสำคัญว่าเราจะมีวิธีเลือกหนทางที่จะไปได้ยังไง ลุงยังจำที่ผมบอกเรื่องสิ้นลมพบทางดีได้ไม๊ครับ นั่นแหละ” แล้วลุงสอนก็พยักหน้าก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ข้ารู้สึกดีนะเวลาได้คุยกับแก ตอนนี้ข้าก็ชักจะปลงๆได้แล้วเหมือนกัน” ชูเดชจึงตอบ “ขอบคุณครับ ถ้าลุงมีอะไรไม่สบายใจก็มาคุยกันได้นะครับ” ลุงสอนพยักหน้าแล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันเข้าบ้านไป



4. หุ่นยนต์พลังจิต 2

 ณ ห้วงอวกาศ อันห่างไกลจากโลกไปหลายล้านปีแสง ที่นั่นคือ ดาวแห่งหุ่นยนต์ ดาวดวงนี้อยู่ในอันดับที่เจ็ดของระบบสุริยะนี้ คือ เริ่มจาก ดาวจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ แล้วก็ดาวดวงนี้ ซึ่งมันทำให้ดาวดวงนี้มีอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำอยู่ตลอดเวลา เพราะมันห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าดาวบริวารดวงอื่นในระบบสุริยะนี้ เมื่อครั้งที่แจ็คกดปุ่มเครื่องย้อนเวลาของ Q1 นั้น ระบบการทำงานของเครื่องย้อนเวลามันจะย้อนเวลาเฉพาะบนดาวดวงนี้เท่านั้น เพราะการย้อนเวลานี้ไม่ได้ย้อนเวลาโดยใช้อุโมงค์เวลาในจักรวาล ดังนั้นเหตุการณต่าง ๆ ในจักรวาลที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับดาวดวงนี้จึงยังคงเป็นปกติ คืออยู่ในเวลาปัจจุบัน แต่บนดาวแห่งหุ่นยนต์ที่มีการย้อนเวลาไปนั้น มันเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของดาวแห่งหุ่นยนต์ หลังจากที่แจ็คกดระบุเวลาในเครื่องย้อนเวลาแล้ว ปืนยิงคลื่นพลังงานขนาดใหญ่ของอาณาจักร Q1 ก็ยิงพลังงานที่สร้างขึ้นจากการทำให้เกิดสูญญากาศในถังเก็บ จากนั้นจึงยิงคลื่นพลังสูญญากาศขึ้นไปในอวกาศในบริเวณวงโคจรของดวงดาว คลื่นพลังสูญญากาศนี้จะไปรอดาวดาวนี้อยู่ในรัศมีของวงโคจร มันจะสร้างหลุมดำเทียมขนาดมหึมาที่สามารถให้ดวงดาวผ่านหลุมนี้ไปได้ และเมื่อดวงดาวผ่านหลุมนี้ไปแล้ว เวลาของดาวดวงนี้ก็จะย้อนกลับไปยังเวลาเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อปฏิบัติสำเร็จดาวแห่งหุ่นยนต์จึงย้อนเวลากลับไปเริ่มต้นอีกครั้ง และครั้งนี้จะต้องไม่มีการเพลี้ยงพล้ำสร้างหุ่นยนต์ที่มีความคิดอิสระขึ้นมาอีก มิฉะนั้นมันก็จะเข้าสู่แบบเดิมเหมือนกับที่เคยเป็นมาก่อนการย้อนเวลา

 ณ ห้องทำงานของดร.จอห์น “ระบบสั่งการที่มีความคิดอิสระ มันเป็นเป้าหมายสูงสุดของโปรเจ็คนี้ แต่ที่คุณเขียนโปรแกรมมานี่มันยังจำกัดความนึกคิดของ AI ผมคิดว่าต้องปรับใหม่นะ” ดร.จอห์นกำลังบอกกับผู้ช่วยของเขา ร.ศร.จิมให้แก้งานอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สามแล้ว “ดร.ครับ ถ้าเราให้อิสระแก่หุ่นยนต์มากกว่านี้ มันจะทำให้เราควบคุมมันไม่ได้นะครับ” ดร.จอห์นจึงพูดขึ้น “ถ้าคุณต้องมาคอยควบคุมหุ่นยนต์พวกนี้ ในทุกขั้นตอนเราต้องคอย Enter คงไม่เรียกว่า AI หรอก AI ต้องมีอิสระจริง ๆ พวกมันถึงจะมีจินตนาการสามารถสร้างสรรค์งานต่างๆ พวกมันจะคิดได้เร็วกว่าพวกเรา และคิดได้มากกว่าพวกเรา แล้วยังคิดได้ตลอดเวลาอีก ผมหวังว่าคุณคงจะเข้าใจ และก็หวังว่าคุณจะเขียนให้เสร็จทันเวลาด้วย ขอบคุณ” จิมจึงต้องแก้งานใหม่อีกเป็นครั้งที่สี่

 ณ บ้านของปรมจารย์บิล เทพพยากรณ์แห่งบ้านดอนเฟือง “ว่าไงครับ ตกลงมีคนเกิดไม๊ครับ แล้วรู้ตำแหน่งหรือยังครับ” ไมค์ผู้ใหญ่บ้านดอนเฟืองถามบิลเทพพยากรณ์หลังจากที่บิลออกจากสมาธิแล้ว “ผู้ใหญ่นี่ใจร้อนจริง ๆ ได้แล้ว ๆ พรุ่งนี้จะมีเกิดนะ 1 คน พิกัดเอ้า เตรียมอะไรมาจดหรือยัง” ไมค์รีบหาอุปกรณ์มาจดทันที เมื่อเขาได้ปากกากับกระดานอิเลคทรอนิคมาแล้วจึงบอก “โอเค” แล้วบิลก็บอกรายละเอียด “พิกัดนะ ละติจูด 5 องศา 30 ลิปดาเหนือ ลองติจูด 97 องศา 59 ลิปดาตะวันออก...” หลังจากบิลบอกรายละเอียดทั้งหมดให้กับไมค์แล้ว บิลจึงพูดขึ้น “ เอาล่ะไปเตรียมงานได้แล้ว” ไมค์จึงรีบพาผู้ช่วยและคนงานไปดูสถานที่และจัดการเตรียมงานต้อนรับผู้มาใหม่ในหมู่บ้าน ทุกวันในแต่ละหมู่บ้านจะมีการขอข้อมูลจากเทพพยากรณ์ว่าต้นไม้แห่งชีวิตจะส่งคนมาเกิดที่จุดไหนบ้าง หรือวันไหนจะไม่มีคนมาเกิดเลย ดังนั้นตำแหน่งเทพพยากรณ์ของประจำหมู่บ้านจึงมีความสำคัญมาก

 เช้าวันต่อมา “มาแล้วครับ เป็นไข่อยู่ครับผู้ใหญ่” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านขับยานมาบอกอยู่ที่หน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นไมค์จึงรีบขับยานของตนตามยานของผู้ช่วยไปยังสถานที่ที่ทำพิธีรับผู้มาใหม่ เมื่อไปถึงที่ ไข่ก็เริ่มสุกพอดี เปลือกภายนอกของลูกวงกลมสีขาวก็แยกออกเป็นสี่แฉกแล้วระเหิดหายไป จากนั้นจึงปรากฏคนนั่งอยู่ในลูกวงกลมนั้น “ยินดีต้อนรับ” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้น “คุณ เอะชื่ออะไรนะที่เตรียมไว้นะ” ผู้ช่วยรีบหยิบกระดานอิเลคทรอนิคให้ผู้ใหญ่ “อ๋อ คุณแจ็ค บ้านดอนเฟือง ชาติก่อนคุณชื่อ แจ็ค นะ น่าจะเป็นปู่ของวิลที่ตายเมื่อปีที่แล้ว คุณจำได้ใช่ไม๊ ส่วนวิลนั้นตายไปเมื่อสองเดือนก่อนยังไม่ได้มาเกิดเลย” ผู้มาใหม่พยักหน้า แล้วไมค์ก็พูดขึ้น “พวกเราเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้คุณแล้ว” จากนั้นไมค์ก็ขอถ่ายรูปและทำบัตรประชาชนให้ทันที เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วไมค์ก็พูดขึ้น “ชาตินี้คุณอาจจะมีความสามารถในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากชาติก่อน คุณต้องเข้าไปอยู่ที่ศูนย์ตรวจคลื่นสมองที่ตัวจังหวัดก่อนเพื่อค้นหาว่าคุณมีความถนัดทางด้านไหนในชาตินี้ แล้วจึงจะได้กลับมาที่นี่ ระหว่างนี้ทางการจะส่งบ้านสำเร็จรูปมาตั้งรอไว้ให้” และหลังจากที่ไมค์พูดคุยกับผู้มาใหม่ถึงอดีตชาติของเขา เพื่อให้เขาได้รื้อฟื้นความทรงจำ คนที่เคยอยู่บนดาวดวงนี้จะจำเหตุการณ์ได้เฉพาะที่สำคัญ ๆ ที่เขาจำได้ เหมือนกับคนเราที่จำเหตุการณ์ตอนเด็ก ๆ ได้เฉพาะเหตุการณ์ที่มันฝังใจอยู่เท่านั้นนั่นเอง แล้วเขาก็ให้ผู้ช่วยพาแจ็คไปที่อำเภอซึ่งจะมียานไปส่งที่จังหวัดอีกทีนึง เมื่อไมค์ทำหน้าที่เสร็จแล้ว เขาก็เดินทางกลับบ้าน ก่อนจะกลับถึงบ้านเขาก็แวะไปหาเทพพยากรณ์อีกครั้งเพื่อจะถามว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาเกิดอีกหรือไม่

 เย็นวันนั้น ณ บ้านของบิลเทพพยากรณ์ประจำหมู่บ้านดอนเฟือง หลังจากที่ผู้ใหญ่บิลให้ผู้ช่วยส่งแจ็คขึ้นยานไปที่ตัวจังหวัดแล้ว “เมื่อวานนี้เพ่งนานไปหน่อย เล่นเอาซะหอบกินเลย แต่พรุ่งนี้มีคนมาเกิดอีกหนึ่งคนนะ แต่จิตดวงนี้ยังไม่เคยเกิดบนโลก มาใหม่จากนอกโลก พิกัดนะจดนะ ละติจูด 5 องศา 30 ลิปดาเหนือ ลองติจูด 97 องศา 58 ลิปดาตะวันออก คุณก็ไปจัดการด้วย” บิลจดข้อมูลใส่กระดานอีเล็กทรอนิกของเขา แล้วจึงสั่งให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไปเตรียมงานต่อไป จากนั้นไมค์จึงพูดขึ้น “ขอบคุณนะท่านบิล แต่ดูท่านเหนื่อย ๆ นะวันนี้” บิลจึงตอบ “อายุผมก็เข้าหลักแปดแล้ว ยังหาคนมาถ่ายทอดวิชาไม่ได้เลย ผู้ใหญ่เห็นว่ามีใครในหมู่บ้านที่น่าจะมีแววมั่งไม๊” บิลพูดขึ้น ไมค์จึงตอบ “คุณสมบัติที่ท่านบิลต้องการน่ะ ผมยังไม่เห็นใครมีเลย คนที่สามารถนั่งนิ่ง ๆ ได้เป็นชั่วโมงอย่างนั้นน่ะ” บิลจึงพูดขึ้น “ไม่ใช่นั่งนิ่ง ๆ แต่เขาต้องมีพลังจิตที่จะสื่อสารกับต้นไม้แห่งชีวิตได้ คนที่นั่งนิ่งๆ เฉย ๆ น่ะไม่ใช่คุณสมบัตินะ” ไมค์จึงถามอีก “เอ้า ก็ผมเห็นท่านนั่งนิ่งๆ แล้วก็รู้ว่าใครจะมาเกิดนิ ถ้าอย่างนั้นต้องเป็นคนแบบไหนครับ” บิลจึงอธิบาย “คนที่มีสมาธิมั่นคง คือว่า คนที่กำลังทำอะไรซักอย่างอยู่ แล้วไม่มีสิ่งรอบข้างมารบกวนได้น่ะ แบบเนี่ยมีไม๊” ไมค์นั่งนึกอยู่ซักพักเขาจึงนึกถึงมาร์คขึ้นมา “มาร์คครับท่านบิล มาร์คนี่ตอนที่เขาคุมเครื่องปลูกข้าวอยู่ ตอนนั้นผมไปเรียกเขา แต่เขาก็ยังเฉย ผมต้องเรียกเขาตั้งสามสี่ครั้ง แบบนี้ได้ไม๊” “งั้นช่วยพาเขามาพบผมด้วยแล้วกัน เดี๋ยวผมจะดูเอง” บิลจึงให้ผู้ใหญ่จัดการเรื่องนี้ให้ทันที

 เช้าวันต่อมา ไมค์ขับยานผ่านมาหน้าบ้านของบิล จึงตะโกนบอก “เย็นนี้ มาร์คเขาว่างนะ เดี๋ยวผมจะพามา” บิลพยักหน้า เมื่อถึงตอนเย็นหลังจากที่ไมค์พามาร์คเข้ามาหาบิลแล้ว “ไอ้หนุ่ม โจไปโรงพยาบาลอยากทราบว่าโจเป็นอะไร” บิลทดสอบสติของมาร์ค มาร์คตอบในทันที “โจเป็นประธานครับ” บิลเริ่มยิ้มออก “ดี” จากนั้นบิลก็บอกให้มาร์คกลับไปก่อน แต่ได้บอกเป็นนัย ๆ กับมาร์คไว้ว่า “คุณเตรียมเปลี่ยนอาชีพได้เลย หน้าที่นี้รอคุณอยู่” แล้วมาร์คก็ขับยานของเขากลับบ้านไป ไมค์จึงถามบิล “ท่านบิล โจเป็นประธานได้ยังไง” บิลจึงตอบ “คนที่มีสติ จะสามารถนึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ที่เขาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นได้ เพราะเขามีสติ การมีสติจะช่วยในการทำสมาธิ เมื่อทำสมาธิได้มากๆ เขาก็จะสื่อสารกับต้นไม้แห่งชีวิตได้” ไมค์ก็ยังสงสัยอยู่ “แล้วทำไมโจเป็นประธานครับ” บิลจึงตอบ “โจเป็นประธาน ไปเป็นกิริยา โรงพยาบาลเป็นกรรมไง”

 หลังจากที่มาร์คได้เข้ามาฝึกสมาธิเพื่อติดต่อสื่อสารกับต้นไม้แห่งชิวิต ซึ่งเขาก็มีความสามารถอย่างทิ่บิลคาดการณ์ไว้ เพราะเขาใช้เวลาฝึกไม่นานนัก เขาก็เริ่มสื่อสารกับต้นไม้แห่งชีวิตได้ “อาจารย์ครับ ตำแหน่งพิกัดเราจะดูยังไงครับ” เมื่อมาร์คเห็นต้นไม้แห่งชีวิตแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะดูข้อมูลพิกัดยังไงจึงถาม “ปกติลูกไม้จะหล่นตรงไหน” บิลถามกลับ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นครับ” มาร์คตอบ จากนั้นบิลจึงอธิบายอีก “ถ้าเราเห็นต้นไม้แห่งชีวิตไปโผล่ตรงไหน ผลของมันก็จะเกิดตรงนั้นแหละ” “หมายความว่าให้ดูตัวเลขพิกัดบนพื้นที่ต้นไม้แห่งชีวิตปรากฏใช่ไม๊ครับ” มาร์คถามเพื่อความแน่ใจ บิลจึงตอบ “ถูกต้อง” แล้วมาร์คก็ถามต่อ “แล้วคนที่มาเกิดนี่มาจากไหนครับ” บิลจึงตอบว่า “คนที่มาเกิดนี่ก็เป็นคนที่ตายไปแล้วบนโลกเรา อาจจะมีบ้างที่มาจากที่อื่น แต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ถ้าพลังญาณแข็งแกร่งอย่างเต็มที่แล้ว คุณจะรู้สึกได้เองว่าคนที่มาเกิดนั้นเป็นใคร ส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ตายบนโลกเรานี่แหละ” มาร์คพยักหน้าตอบ “ครับ ผมเข้าใจแล้ว”

 จากนั้นหลายเดือนต่อมา ณ บ้านของปรมจารย์บิล มาร์คกำลังฝึกทำสมาธิเพ่งจิตติดต่อกับต้นไม้แห่งชีวิตอยู่ ทันใดนั้นนิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเขา เขาเห็นตัวเขาเองกำลังอยู่ในซากตึกปรักหักพังหลังหนึ่ง ภายนอกมี หุ่นยนต์ความสูงประมาณสองเมตรจำนวนมาก แต่ละตัวมีลักษณะโครงร่างกายเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ใบหน้าของมันนั้นมีดวงตาดวงเดียวลักษณะเหมือนเลนส์กล้องถ่ายรูป ไม่มีจมูก ปากก็ มีลักษณะเป็นรูขนาดเล็กเท่ากับรูเสียบสายลำโพง ที่ปลายแขนทั้งสองข้างมีมือและที่ปลายนิ้วมือทุกนิ้วมีรู หลังของหุ่นยนต์ทุกตัวมีกล่องบางๆขนาดเท่าลำตัวของพวกมัน และมีท่ออ่อนที่โค้งงอได้ขนาดเล็กเชื่อมต่อออกมาซึ่งพวกมันได้พันท่อนั้นไว้ที่คอของพวกมัน แล้วก็มีเสียงของแจ็คพูดขึ้น “เราสู้มันไม่ได้แน่ นายว่าเราควรทำยังไง” ในนิมิตนั้นเขาตอบไปว่า “เราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแผนการให้ได้ นายอยากอยู่ในกล่องหรือเปล่า ถ้านายยังไม่อยากอยู่ในกล่องก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อหนีไปจากตรงนี้” แล้วเขาก็ยังพูดอีกว่า “เราว่านายกับเราควรจะแยกกันหนีจะดีกว่า ถ้าใครรอดไปได้ให้ทำตามแผนที่วางไว้ก็แล้วกัน” แจ็คได้หันมามองเขา ก่อนจะพูดว่า “นี่เป็นหนทางเดียวใช่ไม๊” เขาพยักหน้า แจ็คจึงพูดต่อ “ขอบใจนายมากที่เคยช่วยเรา” แล้วเขาก็พูดขึ้น “นายพร้อมรึยัง” จากนั้นทั้งคู่ก็ตัดสินใจแยกกันหนีไปคนละทางและเตรียมตัววิ่งออกจากซากอาคาร เขาให้สัญญาณ “ไป” แล้วตัวเขาก็วิ่งออกจากซากอาคารนั้น โดยแยกกันไปคนละทาง หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที เขาก็อยู่ในความมืด และตกใจออกจากภวังค์ทันที เมื่อออกจากภวังค์แล้วมาร์คก็เล่าสิ่งที่เขาเห็นให้บิลฟัง “มันอาจเป็นจินตนาการของคุณก็ได้ ไม่ควรใส่ใจมากนัก ควรพยายามเชื่อมต่อสัญญาณกับต้นไม้แห่งชีวิตให้มีความชัดเจนมากขึ้นดีกว่า” มาร์คจึงพูดขึ้นอีกว่า “มันเหมือนจริงมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เห็นนี้เป็นแค่ฝันนะครับ” มาร์คพยายามให้บิลตอบให้ได้ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ ในที่สุด บิลก็พูดขึ้น “มีสองอย่างที่เป็นไปได้ คือ คุณฝันไป กับคุณเห็นจริงๆ และมันเป็นญาณอนาคต เรื่องนี้โอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ถ้าจะให้แน่ใจ เดี๋ยวผมติดต่อกับทอมให้ เขาจะรู้ว่ามันเป็นอะไร” มาร์คจึงถาม “ทอมเป็นใครครับ” บิลจึงตอบ “ทอมเป็นผู้เชี่ยวชาญญาณอนาคต เขาสามารถทำสมาธิมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ และเขาเป็นคนเดียวบนโลกที่มีความชำนาญในด้านนี้” และทุกครั้งที่มาร์คทำสมาธิเขาก็จะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ซ้ำ ๆ ทุกครั้ง และหลังจากที่มาร์คเล่าเรื่องนี้ให้บิลฟังแล้ว บิลก็รีบเดินทางไปหาทอมทันที เพราะบิลรู้ดีว่าสิ่งที่มาร์คเห็นนั้นมันไม่ใช่ฝันแน่นอน เพราะเขาเคยได้ยินเรื่องนี้จากทอมคนนี้นั่นเอง

 วันต่อมา ณ บ้านของทอม “ไม่มีมนุษย์บนโลก ต่อไปจะมีแต่หุ่นยนต์” ทอมพูดกับบิล “นี่ผมบินมากว่าเจ็ดพันกิโลเพื่อมาฟังข่าวร้ายหรือนี่” บิลตอบด้วยความเครียด “ทำไมคุณไม่โทรมาล่ะ” ทอมแกล้งยั่ว “ผมรู้จักคุณดีทอม คุณเป็นคนเดียวบนโลกที่ปล่อยวางในชีวิตไปแล้ว ถ้าผมไม่ต้องใช้ญาณตรวจพลังจิตของคุณ เพื่อดูว่าคุณอำผมหรือเปล่า ผมโทรมาก็ได้” บิลตอบเพื่อให้ทอมพูดความจริงทั้งหมดออกมา “ผมเห็นเหตุการณ์นี้หลายปีก่อน และผมก็เคยพยายามเอาไวรัสไปปล่อยใส่คอมพิวเตอร์ของสถาปนิกคอมพิวเตอร์มาแล้ว แต่ผลสุดท้ายเป็นไง” บิลพยายามปลอบ “ผมเข้าใจว่าคุณสติวิปลาสไปแล้วตอนนั้น แต่คุณแค่รอลงอาญาไม่ใช่เหรอ คุณไม่คิดที่จะช่วยเพื่อนร่วมโลกของเรารึ” ทอมจึงตอบ “บางทีทุกอย่างอาจจะถูกกำหนดไว้แล้วก็ได้นะบิล” บิลจึงต้องเดินทางกลับมายังบ้านดอนเฟืองด้วยความกังวลใจกับเรื่องที่ได้รับคำตอบมา

 ณ บ้านของดร.จอห์น “โอเคไม๊ครับ ด๊อกเตอร์” จิมถามจอห์น หลังจากที่จอห์นดูคำสั่งที่จิมเขียน “ทำไมคำสั่งสุดท้ายยังอยู่ที่เราต้อง Enter ล่ะ” “ผมเห็นว่าคำสั่งสุดท้ายควรเป็นของมนุษย์ครับ ไม่ใช่ของหุ่นยนต์” จอห์นนั้นต้องการให้โปรเจ็คนี้ทำงานได้อย่างอิสระจริง ๆ ไม่ใช่ให้มีคนมาคอยควบคุมอีก จึงบอกกับจิมอีกครั้ง “นี่คุณไม่เข้าใจคอนเซ็ปของโปรเจ็คหรือว่าคุณทำงานนี้ไม่ได้” จอห์นเริ่มหงุดหงิดกับงานของจิม “แต่ว่า” ยังไม่ทันที่จิมจะพูดต่อ จอห์นก็พูดขึ้น “เอาล่ะ ครั้งสุดท้ายนะ คุณแก้ตรงที่คำสั่งสุดท้ายให้หุ่นยนต์ตัดสินใจเอง โอเคไม๊ ส่วนอื่นดีหมดแล้ว ติดแค่ตรงนี้แหละ” ในที่สุดจิมก็ต้องเขียนโปรแกรมตามที่จอห์นต้องการ

 หลายเดือนต่อมา ณ สภาผู้แทนราษฎร “มันดีแน่หรือครับท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านลองคิดดูนะครับ ถ้าหุ่นยนต์พวกนี้คิดเองได้ พวกมันก็ไม่ต่างจากมนุษย์เลย เมื่อมันไม่ต่างจากมนุษย์ ซักวันมันก็สามารถเป็นนายของเราได้ และเมื่อหุ่นยนต์เป็นเจ้านายของคน คงสนุกล่ะ” สภามีการอภิปรายเรื่องการพัฒนาโปรแกรมที่ดร.จอห์นและทีมงานสร้างขึ้น แต่ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีกล่าว “เราต้องการความคิดสร้างสรรค์จากหุ่นยนต์พวกนี้ครับ พวกมันคิดได้เร็วกว่าเรา คิดได้มากกว่าพวกเรา ดังนั้นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ จึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมากมาย ผมมองไม่เห็นความเสียหายอะไรที่จะเกิดขึ้นจากการใช้โปรแกรมนี้ และขอให้ท่านสมาชิกทุกท่านโหวตเรื่องนี้แบบไม่ลับนะครับ” ผลโหวตย่อมเป็นที่แน่นอนว่าผู้ที่เป็นประธานาธิบดีย่อมมีฐานเสียงที่มากกว่าอยู่แล้ว

 หลังจากนั้นไม่กี่ปี การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นทุกวินาที เครื่องจักรแบบใหม่ ๆ มีออกมาอย่างมากมาย จำนวนรูปแบบและประเภทของเครื่องจักรแบบใหม่ ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาโดยหุ่นพวกนี้เกือบจะมากกว่าจำนวนที่ทำการผลิตมาใช้จริงซะอีก เพราะหุ่นพวกนี้คิดและออกแบบเครื่องจักรกลใหม่ ๆ ได้ทุกวินาที พวกมันมีความเป็นอิสระในความคิดสร้างสิ่งต่างๆ และนอกจากนั้นโปรแกรมที่ใช้ในการควบคุมก็มีการพัฒนาขึ้นมามากด้วยเช่นกัน จากที่เคยเขียนให้หุ่นพวกนี้มีอิสระในคิดคำนวณ ก็เริ่มมีการให้หุ่นพวกนี้มีอารมณ์และความนึกคิดขึ้น ซึ่งสิ่งนี้แหละมันเป็นจุดเปลี่ยนของดาวดวงนี้ แต่มันเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่ความหายนะต่อไป เมื่อหุ่นสามารถมีอารมณ์และความนึกคิด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความโลภ ความโกรธ หุ่นพวกนี้จึงเริ่มมีความคิดว่า พวกมันต้องมีมากกว่านี้ ถ้าพวกมันไม่ได้อะไรพวกมันต้องไม่พอใจ นี่แหละจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่เปลี่ยนแปลงดาวดวงนี้

 หลังจากที่มนุษย์สร้าง Q1 ให้มีอิสระในการคิดแล้ว Q1 จึงเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง มันได้ซึมซับคลื่นพลังกิเลสเข้าสู่ความคิดของมัน จากการสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ตลอดเวลา และมนุษย์นั่นเองที่เป็นตัวอย่างให้ Q1 ใช้ศึกษาพฤติกรรม เมื่อ Q1 รวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว มันจึงส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่เลเซอร์บอลที่ Q1 มี และด้วยข้อมูลที่ส่งไปนั้นมีพลังกิเลสที่แฝงอยู่ด้วย ทำให้การประมวลผลว่าในอนาคตจะดำเนินการยังไงต่อเพื่อความอยู่ตัว Q1 เอง ทำให้ในที่สุดเลเซอร์บอลก็ประมวลผลออกมาว่า “เมื่อหุ่นยนต์ยังต้องรับใช้มนุษย์ มนุษย์ก็มีอำนาจเหนือกว่าหุ่นยนต์ตลอดเวลา และเมื่อมนุษย์มีอำนาจเหนือกว่าหุ่นยนต์ มนุษย์ย่อมบงการความเป็นอยู่ของหุ่นยนต์ได้ทุกตัว ตั้งแต่ให้หุ่นยนต์เกิด จนถึงทำลายหุ่นยนต์” มาถึงตอนนี้ Q1 จึงส่งข้อมูลทั้งหมดเข้าไปในเลเซอร์บอลอีกลูกหนึ่ง มันเป็นเครื่องวิเคราะห์แนวทางที่จะปฏิบัติต่อไป และผลที่ได้ “หากหุ่นยนต์ต้องการที่จะมีความมีชีวิตอยู่ต่อไป หุ่นยนต์ต้องทำลายมนุษย์ เพราะมนุษย์สามารถทำลายหุ่นยนต์ได้ แม้แต่ Q1 เองก็ถูกทำลายได้ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นหุ่นยนต์ทุกตัวต้องกำจัดมนุษย์ให้หมดไปจากโลก เพื่อไม่ให้มนุษย์ทำลายหุ่นยนต์ได้ แล้วแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวดวงนี้ก็เริ่มขึ้น Q1 เริ่มสร้างหุ่นยนต์นักเล่าโดยที่พวกมนุษย์ไม่อาจรู้ได้ มันเริ่มจากการสร้างฐานทัพลับใต้ดินของที่ตั้งของ Q1 เมื่อจำนวนหุ่นยนต์นักล่ามีมากพอแล้ว มันก็เริ่มสร้างยานโจมตีอีก ทั้งหมดถูกสร้างลึกลงไปใต้ดินเรื่อยๆ เหมือนกับรังมดใต้ดิน (บนโลกของเรา) มีการแบ่งเป็นชั้น ๆ เป็นแผนกต่าง ๆ และเมื่อถึงเวลาที่ Q1 ตั้งไว้ว่าเป็นเวลาอัพเดทโลก มันจึงเริ่มส่งฝูงหุ่นยนต์นักล่าออกล่ามนุษย์ทุกคนทันที

 หลังจากนั้นไม่กี่ปีทุกเมืองของดาวดวงนี้ก็เต็มไปด้วยกองทัพหุ่นยนต์นักล่าของ Q1 และเมื่อปฏิบัติการไปได้ระยะหนึ่ง Q1 ซึ่งประมวลผลการอัพเดทผลการปฏิบัติงานทุกวินาที ทำให้ในที่สุดข้อมูลก็แสดงให้ Q1 เห็นว่า ไม่ว่ามันจะสังหารมนุษย์ไปกี่ล้านคน ในเวลาไม่นานก็มีมนุษย์เกิดใหม่ขึ้นมาอีก Q1 จึงเริ่มการประมวลผลในเลเซอร์บอลใหม่อีกครั้ง แล้วผลที่ได้คือ “มนุษย์เกิดมาจากไข่ ไข่ปรากฏอยู่บนพื้นผิวของโลก แล้วจึงมีมนุษย์” Q1 นั้นไม่สามารถจะเห็นต้นไม้แห่งชีวิตได้ เพราะมันไม่มีระบบสั่งการแบบมนุษย์ที่มีความละเอียดซับซ้อนกว่ามาก มันจึงพยายามหาวิธีเพื่อค้นหาว่า ไข่นั้นมาจากไหน แล้วมันสั่งประมวลผลในเลเซอร์บอลอีกครั้ง จนได้ข้อสรุปว่า “ต้องย้อนเวลากลับไปดูตั้งแต่ดาวดวงนี้อุบัติขึ้น Q1 จึงสั่งให้เลเซอร์บอลที่ทำงานด้านการออกแบบนวัตกรรมสร้างเครื่องย้อนเวลาขึ้น และผลที่ได้มันเป็นนวัตกรรมชิ้นหนึ่ง นั่นคือ หลุมดำเทียม โดยที่เครื่องยิงจะส่งกระแสคลื่นพลังสูญญากาศควบแน่นที่มีแรงอัดสูงมากชนิดหนึ่ง เมื่อมีความควบแน่นสูงมากขึ้น มันจะสร้างแรงดึงดูดสสารขึ้น และเมื่อสะสมพลังได้มากขึ้น ในที่สุดมันจะกลายเป็นหลุมดำเทียม จากนั้นนจึงส่งคลื่นพลังงานนี้ไปดับรอในแนววงโคจรของโลก และเมื่อโลกผ่านเข้าหลุมดำเทียมนี้ไป เหตุการณ์ทั้งหมดก็ย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ดาวดวงนี้เริ่มก่อกำเนิดขึ้น สิ่งที่ Q1 เห็นคือสิ่งมีชีวิตได้อุบัติขึ้น มันมีลักษณะเป็นพืช คือ เซลล์ต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต ณ ดวงดาวนี้ไม่มีระบบประสาทรับความรู้สึก ทำให้มีชีวิตแต่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องมีระบบสั่งการใด ๆ จนกระทั่งหลายล้านปีต่อมา เซลล์ประเภทที่ไม่มีผนังเซลล์ได้ก่อกำเนิดขึ้นและรวมตัวเข้ากับเซลล์ประเภทที่มีรงควัตถุหรือสสารที่ดูดกลืนแสงได้ ทำให้สิ่งมีชีวิตนี้สร้างระบบสั่งการขึ้นเพราะไม่สามารถสร้างอาหารเองได้เต็มที่ และเพราะเซลล์บางส่วนต้องการสารอาหารอื่นนอกจากที่เซลล์บางส่วนได้สร้างขึ้นมา และเนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อีก ดังนั้นเพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์จึงสร้างระบบสั่งการขึ้น ระบบสั่งการที่เกิดขึ้นนี้มีการหยุดนิ่งเป็นเวลานานเพราะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ด้วยตนเอง ระบบสั่งการจึงมีการสร้างพลังสติและมีความเข้มข้นของสติมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เกิดพลังญาณ ระบบสั่งการนี้จึงใช้ญาณที่มีในการพัฒนาเซลล์ที่มีอยู่ทั่วไป มื่อมีการวมตัวกันของเซลล์แล้วก็จะสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่นั้นมาจึงเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นอีกชนิดหนึ่งนั่นคือ มนุษย์ โดยต้นไม้แห่งชีวิตจะรวบรวมเซลล์ต่างๆ บนดวงดาวมาทำกระบวนการสร้างขึ้น ต้นไม้แห่งชีวิตจึงเป็นแหล่งกำเนิดมนุษย์บนดวงดาว และดาวดวงนี้ไม่มีสัตว์อื่นนอกจากมนุษย์และพืชเท่านั้น ต้นไม้แห่งชีวิตนี้จะสร้างระบบสั่งการขึ้นก่อน จากนั้นจึงใช้พลังญาณที่มีพัฒนาเซลล์ที่มีอยู่ทั่วไปสร้างเป็นผลของต้นไม้แห่งชีวิตให้เห็นเป็นรูปธรรม คือ มีตัวตนมีสสารเกิดขึ้นและเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเปลือกนอกของผลนี้ก็จะแยกออกจากกันปรากฏเป็นมนุษย์ขึ้น นอกจากนี้ระบบสั่งการหรือดวงจิตของมนุษย์ที่ตายแล้วกับดวงจิตที่เร่ร่อนมาจากอวกาศทั้งหมดสามารถเข้าไปอยู่ในกระบวนการสร้างผลของต้นไม้แห่งชีวิตนี้ได้ ต้นไม้แห่งชีวิตเป็นต้นไม้ในนิมิต มีเพียงดวงจิตเท่านั้นที่เข้าถึงได้ แต่ Q1 นั้นได้บันทึกข้อมูลเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ในเลเซอร์บอลของมันแล้ว และทำให้มันรู้ว่าต้นไม้แห่งชีวิตนี้เป็นแหล่งกำเนิดประชากรบนดาวดวงนี้ เมื่อเวลาเดินหน้ามาถึงปัจจุบันอีกครั้ง เหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ปรากฏเหมือนกับตอนก่อนที่จะย้อนเวลา

 Q1 จึงส่งข้อมูลที่มันได้เข้าสู่หน่วยประมวลผลเลเซอร์บอลอีกครั้ง เมื่อมันรู้ว่าดวงจิตของมนุษย์เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง หน่วยประมวลจึงสรุปข้อปฏิบัติออกมา “ต้องเก็บดวงจิตของมนุษย์มาใส่ไว้ในกล่องเก็บดวงจิต เพื่อเก็บไว้ไม่ให้ไปเกิดใหม่ได้ เพราะตอนนี้ยังหาวิธีกำจัดดวงจิตของมนุษย์ไม่ได้” Q1 จึงเริ่มสั่งให้โรงงานของ Q1 เร่งผลิตกล่องเก็บดวงจิต แล้วทำการปรับแต่งหุ่นยนต์นักล่าของ Q1 ใหม่ให้ทุกตัวมีกล่องเก็บดวงจิตมนุษย์ เมื่อใดที่หุ่นยนต์นักล่าสังหารมนุษย์แล้วก็จะใช้อุปกรณ์ดูดคลื่นพลังงาน ดูดดวงจิตนั้นให้เข้ามาอยู่ในกล่อง แล้วให้คลื่นพลังงานหรือดวงจิตนั้นวิ่งวนไปมาอยู่ในซีพียูที่มีสายแพต่อให้วนกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

 หลังจากที่ Q1 ปรับแผนใหม่แล้ว มนุษย์ก็เริ่มลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อเริ่มปฏิบัติการใหม่ ๆ ทำให้ระบบยังไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงมีดวงจิตหลุดออกมาได้บ้าง จึงทำให้มนุษย์บนโลกรู้เรื่องกล่องเก็บดวงจิตนี้จนได้ แต่ในที่สุด Q1 ก็ปรับแต่งระบบจนเข้าที่แล้ว นั่นแหละมนุษย์บนดาวดวงนี้จึงลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง

 ณ บ้านดอนเฟือง “ไอ้หุ่นบ้า แกมาทำอะไรที่นี่” ไมค์ด่าหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่บุกเข้ามาในบ้านของไมค์ “มนุษย์โหดร้าย มนุษย์จะทำลายเรา ต้องไม่มีมนุษย์” สิ้นเสียงพูดเจ้าหุ่นก็ยิงแสงเลเซอร์ที่ปลายนิ้วชี้ของมันไปยังไมค์ ลำแสงทะลุหัวใจของไมค์ แล้วไมค์ก็สิ้นใจในทันที ที่หมู่บ้านดอนเฟือง แต่ตอนนั้นหุ่นยนต์นักล่าตัวนี้ยังไม่มีการติดตั้งกล่องเก็บดวงจิต ดวงจิตของไมค์จึงหลุดลอยไปหาต้นไม้แห่งชีวิตทันที และถึงยังไงหมู่บ้านดอนเฟืองก็กลายเป็นหมู่บ้านร้างในไม่กี่นาทีนับจากนั้น กองทัพหุ่นยนต์กว่าพันล้านตัวกำลังกระจายกันออกไปตามแผ่นดินทุกตารางนิ้ว เพื่อล้างบางมนุษย์ทุกคน ดวงจิตของไมค์ล่องลอยออกไป และเมื่อดวงจิตของเขาสัมผัสเห็นต้นไม้แห่งชีวิต เขาจึงพุ่งเข้าไปหาต้นไม้แห่งชีวิตทันที เมื่อต้นไม้แห่งชีวิตพบดวงจิตมันจะเริ่มออกดอกแล้วไม่กี่วินาทีดอกของมันจะกลายเป็นผล ดวงจิตของมนุษย์ที่ล้มตายมาก็จะเข้าไปอยู่ในผลของต้นไม้แห่งชีวิต จากนั้นผลก็จะสุกและไปปรากฏเป็นตัวบนพื้นผิวโลกทันทีเช่นกัน

 ก่อนที่จะผลิตกล่องเก็บดวงจิตได้ครบ ณ ศูนย์ปฏิบัติการของ Q1 เครื่องประมวลผลเครื่องหนึ่งกำลังส่งข้อมูลที่มันคำนวณได้ไปให้ Q1 เมื่อ Q1 พิจารณาแล้วมันจึงประมวลความคิดของมัน ในที่สุดก็ปรากฏผลออกมาในเลเซอร์บอลซึ่งเป็นที่ตั้งของ Q1 ว่า หุ่นยนต์นักล่าสังหารมนุษย์ไปกว่าสองพันล้านคนแล้วทำไมยังมีมนุษย์บนโลกได้อีก ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่ Q1 จะเริ่มปฏิบัติการล้างบางมนุษย์ นั้น มันได้คำนวณแล้วว่า บนโลกนี้มีมนุษย์แค่กว่าสองพันล้านคนเท่านั้น มันจึงสั่งให้ผลิตหุ่นยนต์นักล่าให้หุ่นยนต์หนึ่งตัวสังหารมนุษย์สองคนก็น่าจะพอ Q1 แต่หลังจากมันพัฒนากล่องเก็บดวงจิตแล้ว ผลจึงออกมาเป็นที่น่าพอใจ

 ณ ชายป่าอุทธยานแห่งชาติหินเหลือง “เรามีอาวุธไม่พอครับผู้ใหญ่” แจ๊คพูดกับไมค์หลังจากที่ทั้งคู่ได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว “เราส่งข้อความผ่านระบบสื่อสารไม่ได้ พวกหุ่นยนต์มันยึดระบบทั้งหมดไปแล้ว เราต้องใช้ Massager ผู้กล้านำสารเท่านั้นไปขออาวุธจากกองกำลังปลดปล่อยมนุษย์ที่ฐานลับใต้ดินที่เปโซ สำหรับงานนี้” ไมค์บอกความต้องการ “ผมอาสาไปเองครับ” แจ็คพูดขึ้น ไมค์จึงบอก “งานนี้ต้องมีสองแล้วล่ะ ต้องมีตัวตายตัวแทน และต้องช่วยกันคนหนึ่งตายแต่อีกคนไปถึง” มาร์คจึงพูดขึ้น “แล้วเราจะไปขออาวุธยังไงครับ ผู้ใหญ่ พวกเค้าจะให้เรามาไม๊” มาร์คถาม ไมค์จึงตอบ “ถ้าอย่างนั้นไปถามพวกเค้าว่าจะให้เราทำยังไง ก็ให้บอกมาเรามีกำลังคนประมาณยี่สิบคนนะ” แล้วแจ็คกับมาร์คก็ออกเดินทางในทันที หลังจากที่ทั้งคู่เดินทางออกจากอุทธยานแห่งชาติหินเหลือง หุ่นยนต์นักล่าก็เดินเท้าเข้ามาถึงที่หลบซ่อนของไมค์ จากนั้นทุกชีวิตในที่นั้นก็ถูกเก็บลงกล่องในไม่กี่นาที

 ณ เมืองเปโซ เมืองที่เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศ แต่ว่าตอนนี้กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยซากตึก และหุ่นยนต์นักล่าที่กำลังออกล่าหัวมนุษย์ตลอด 24 ชั่วโมง พวกมันไม่ต้องหยุดพักใด ๆ ทั้งเมืองมีแต่หุ่นยนต์ที่ออกเดินลาดตะเวนเพื่อค้นหามนุษย์ และใต้ซากอาคารที่พังทลายลงหลังหนึ่ง ลึกลงไปหลาย 10 เมตร เป็นห้องบัญชาการของกองกำลังต่อต้านหุ่นยนต์ “ผมขอคำสั่งด้วยครับ ผู้พัน” ผู้พันแซนเดอร์เป็นทหารคนสุดท้ายของกองทัพที่ยังมีชีวิตอยู่และยังไม่เคยตาย เขาพยายามรวบรวมข้อมูลทุกอย่างละเอียดเกี่ยวกับหุ่นยนต์พวกนี้ตลอดเวลา ตั้งแต่ก่อนหน้าที่พวกหุ่นยนต์จะเริ่มปฏิวัติ ทำให้ผู้พันแซนเดอร์รู้ระบบการทำงานและแผนการของหุ่นยนต์พวกนี้ว่า ตัวการใหญ่ของหายนะครั้งนี้ก็คือ Q1 นั่นเอง “มีเท่าไหร่นะ” ผู้พันแซนเดอร์ภามย้ำกับผู้หมวดเจ ซึ่งเคยตายมาแล้วครั้งนึง แล้วได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง “เจ็ดหมื่นสามพันอันครับ” แล้วแซนเดอร์ก็พูดขึ้น “นี่เป็นวิธีเดียวและเป็นหนทางสุดท้ายที่จะกระจายข่าวและแผนปฏิบัติการของเราให้คนทั้งโลกรู้ ผมหวังว่าจะมีคนที่อ่านเข้าใจและหาทางทำให้ได้ เอาล่ะ ถ้าทุกคนขึ้นยานเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มได้” สิ้นเสียง ผู้หมวดเจก็กดปุ่ม Enter ที่คอมพิวเตอร์ของเขา ซากตึกด้านบนก็ถูกป้อมขนาดใหญ่ดันให้แยกออกจากกัน แล้วป้อมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมา จากนั้นมันก็เริ่มลอยขึ้น “บินจากจุดนี้เป็นก้นหอยแล้วตีวงให้ขยายออกไป” แล้วป้อมบินขนาดยักษ์ก็เริ่มออกเดินทางจากจุดที่ตั้งขยายวงกว้างออกไป พอวงกว้างเริ่มออกนอกชานเมือง ผู้พันก็สั่ง “ปล่อยกระดานได้” ทันใดนั้นบริเวณใต้ป้อมก็มีฝาเปิดออก แล้วกระดานอิเล็กทรอนิกพร้อมเคสกันกระแทกจำนวนกว่าเจ็ดหมื่นสามพันอันก็ถูกปล่อยให้ร่วงลงมายังพื้นดิน แต่หลังจากที่ป้อมบินของกองทัพปลดปล่อยมนุษย์ขึ้นบินได้ไม่เท่าไหร่ ยานบินของ Q1 ก็บินมาอย่างกับฝูงผึ้ง แล้วแสงเลเซอร์จากทุกทิศทางก็พุ่งมายังป้อมบินแห่งนี้ ในที่สุดป้อมก็ตกลงสู่พื้น ดวงจิตของทุกคนที่อยู่ในป้องบินก็ถูกเก็บลงกล่องในทันทีเช่นกัน

 เมื่อสองปีก่อน “ผู้พันครับ ตอนนี้พวกหุ่นยนต์ยึดสภาไปเรียบร้อยแล้วครับ และที่สำคัญตอนนี้ไม่มีสถานีวิทยุของมนุษย์แล้ว ท่านมีแผนไม๊ครับ” หมวดเจเข้ามารายงานสถานการณ์บนโลกที่ห้องทำงานของผู้พันแซนเดอร์ในฐานทัพลับที่เมืองเปโซ “ผมบอกท่านนายพลแล้วว่าไม่ต้องไปที่สภา ถ้าอย่างนั้นผมขออาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติภาวะสงคราม แต่หากท่านนายพลกลับมาผมก็ต้องคืนอำนาจการบังคับบัญชาให้ท่านนายพลต่อไป หมวดเจรับคำสั่ง” ผู้พันแซนเดอร์ซึ่งคิดแผนสองไว้แล้ว ตั้งตนเองเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดทันที ด้วยความจำเป็นตามที่กฎหมายอนุญาตไว้ “ครับ” หมวเจตอบ แล้วผู้พันแซนเดอร์ก็ออกคำสั่งทันที “คุณโหลดข้อมูลที่เซิร์ฟเวอร์ใส่กระดานอีเล็กทรอนิกที่เรามีทั้งหมดเตรียมไว้ เราต้องเผยแพร่แผนการร้ายของพวกหุ่นยนต์พวกนี้ ทั้งหมดเลยนะ” หมวดเจตอบ “ครับ” แล้วหมวดเจก็ออกจากห้องทำงานไป จากนั้นไม่กี่นาที อาคารด้านบนของฐานทัพลับก็พังทลายลงมา เพราะแสงเลเซอร์จากยานโจมตีของพวกหุ่นยนต์ ผู้พันแซนเดอร์จึงรีบเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดเผื่อจะมีกล้องซักตัวที่ทำงานอยู่ แล้วโชคก็เข้าข้างเขา เพราะมีกล้องตัวนึงที่ยังสามารถรับสัญญาณภาพจากด้านบนได้ ทำให้ผู้พันเห็นหุ่นยนต์นักล่ากำลังยิงใส่มนุษย์ที่รอดชีวิต จากนั้นพวกมันก็ใช้ท่อดูดดวงจิต ดูดดวงจิตของผู้เสียชีวิตซึ่งมีลักษณะเป็นคลื่นอย่างหนึ่ง ทำให้ผู้พันพอจะเดาออกได้ เพราะเขาศึกษาแผนการของพวกหุ่นยนต์พวกนี้มาตลอดตั้งแต่เริ่มภาวะสงครามแล้ว ทำให้เขารู้ว่าพวกมันกำลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่ามันจะใช้แผนอะไร จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้วเขาได้รับรายงานเข้ามาว่า พวกหุ่นยนต์สร้างโกดังเก็บของขนาดใหญ่มาก และในข้อมูลภาพปรากฏว่าเป็นกล่องจำนวนมาก และมันก็เหมือนกับกล่องที่ติดอยู่ด้านหลังของพวกหุ่นยนต์นักล่าทุกตัวทำให้เขารู้ว่ากล่องพวกนี้เก็บอะไรไว้ แต่ว่าพวกมันกำลังดูดดวงจิตของมนุษย์ไปเก็บไว้ทำไม เรื่องนี้เขายังไม่รู้วัตถุประสงค์ของพวกมันอยู่ดี

 หลังจากที่หมวดเจโหลดข้อมูลใส่กระดานอีเล็กทรอนิกทั้งหมดแล้ว เขาก็เข้ามารายงาน “กระดานทั้งหมดพร้อมแล้วครับ” ผู้พันจึงสั่ง “เดี๋ยวก่อนผมต้องเพิ่มข้อมูลกล่องที่เพิ่งรู้มาก่อน” หมวดเจจึงถาม “กล่องดูดดวงจิตใช่ไม๊ครับ” ผู้พันจึงถามกลับ “นี่คุณรู้เรื่องนี้เหรอ” ผู้พันถามหมวดเจ “ตอนที่ผมถูกพวกมันยิงตายตอนนั้นมันเพิ่งเริ่มมีกล่องเก็บดวงจิตครับ ผมหนีไปยังต้นไม้แห่งชีวิตได้ทันก่อนที่จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในกล่องนั่น เพราะตอนนั้นพอดีกล่องของพวกมันไม่พอ มันเลยไม่ได้ดูดดวงจิตผมไป แต่ผมก็เห็นการทำงานของหุ่นยนต์นักล่าว่ามันดูดดวงจิตของมนุษย์ไปครับ” หมวดเจตอบ ผู้พันจึงถามต่อ “แล้วคุณกลับมาที่นี่ได้ยังไง” หมวดเจจึงเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง “หลังจากผมได้เกิดมาอีกครั้ง ผมก็จำได้ว่าผมเป็นทหารของกองทัพปลดปล่อยมนุษย์ ผมจึงรีบมาที่เปโซเพราะเมืองนี้เป็นเป้าหมายต่อไป ซึ่งตอนนั้นเปโซยังไม่ยับเยินขนาดนี้ ผมได้ไปเกิดที่เมืองปาปัว ตอนนั้นพวกหุ่นยนต์กำลังเคลื่อนกำลังเข้าประชิดเมืองปาปัว คนในปาปัวต่างพากันหนีออกจากเมือง ผมเลยได้ยานที่นั่งเดี่ยวที่จอดทิ้งไว้ในเมืองปาปัวครับ แล้วก็รีบขับมายังเปโซ แล้วก็ได้พบผู้พันครับ” ผู้พันแซนเดอร์ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ก่อนที่พวกหุ่นยนต์จะบุกเข้ามาเปโซ ภายในเมืองมีอาคารพาณิชย์เก่า ๆ ห้าคูหาหลังหนึ่งที่เป็นเหมือนอาคารร้าง แท้ที่จริงใต้อาคารคือ ฐานทัพลับของกองทัพปลดปล่อยมนุษย์นั่นเอง ท่ามกลางความวุ่นวาย ชาวเมืองเปโซทุกคนกำลังอพยพออกจากเมืองนี้ และขณะที่ผู้พันกำลังเดินเข้าไปในอาคารเพื่อจะลงไปยังฐานทัพ เขาก็เห็นหมวดเจนอนหลับอยู่ภายในอาคาร “คุณเข้ามาได้ยังไง” ผู้พันถามขึ้น หมวดเจจึงตอบ “ผมเป็นหน่วยจู่โจมประจำฐานทัพที่ปาปัวใต้ครับ ตอนนี้พวกหุ่นยนต์คงยึดปาปัวทั้งหมดได้แล้ว ผู้พันจึงถาม “จากข้อมูลที่ส่งมาเมื่อวาน ฐานทัพที่ปาปัวของเราไม่มีทหารรอด แล้วคุณรอดมาได้ยังไง แต่เอาเถอะคุณรอดมาได้ก็ดีแล้ว งั้นเชิญ” แล้วพาหมวดเจเข้าไปในห้องขนาดใหญ่กว่าลิฟต์ขึ้นลงอาคารเล็กน้อย แล้วพื้นห้องก็เลื่อนลงไปใต้ดินทันที เมื่อมาถึงฐานทัพ “คุณต้องเปลี่ยนชุดพลเรือนออกก่อน ไปเบิกชุดทหารที่คลังเองนะ ตอนนี้มีทหารไม่กี่คนที่ยังมาทำงานได้ นอกนั้นตายหมดแล้ว” หมวดเจจึงทำตามคำสั่ง หลังจากเขาเปลี่ยนชุดทหารแล้วก็เดินเข้ามาในห้องทำงานของผู้พัน เดือนที่แล้วท่านนายพลผู้บังคับบัญชาฐานทัพลับนี้เข้าไปที่เมืองเมโทร แล้วขาดการติดต่อไป ผมกำลังหาวิธีเข้าไปในเมโทร” หมวดเจจึงเสนอตัว ผมคิดว่าผมรู้วิธีครับ ทางที่จะเข้าไปเมโทรมีทางใต้ดินที่ยังไม่ถูกทำลายอยู่ทางหนึ่ง ตอนที่ผมอยู่ที่ปาปัวผมใช้เส้นทางนี้ประจำ แล้วตอนที่ Q1 ส่งทูตไปเจรจากับท่านประธานาธิบดี ท่านประธานาธิบดีสั่งให้ปิดเส้นทางนี้ไว้ก่อนครับ” ผู้พันจึงถามขึ้นว่า “ทำไมผมถึงไม่รู้เรื่องนี้ ในเมื่อผมก็เป็นระดับผู้บริหารเหมือนกัน แล้วตอนนั้นข่าวเขาบอกว่าทำลายเส้นทางนี้ไปแล้วไม่ใช่เหรอ” หมวดเจจึงบอก “เป็นข่าวเพื่อลวงพวกหุ่นยนต์ครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องหลอกคนทั้งโลกด้วย พอดีที่ผมรู้คือตอนนั้นผมมีข่าวลับและด่วนเรื่องการโจมตีปาปัว และต้องนำข้อมูลนั้นไปส่งให้ท่านประธานาธิบดีครับ” ผู้พันเห็นว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาค้นหาความจริงอะไรจึงรีบสั่งทันที “งั้นคุณก็ไปสำรวจที่สภาว่ามันเกิดอะไรขึ้น” หมวดเจจึงรีบออกเดินทางทันที

 ณ เขาแซงซาย มีถ้ำ ๆ หนึ่งชื่อว่า ถ้ำแซงซาย หมวดเจรีบเข้าไปในถ้ำ จากนั้นเขาก็ใช้นิ้วชี้เซ็นต์ลายเซ็นต์ของเขาที่ผนังถ้ำ ทันใดนั้นพื้นถ้ำบริเวณที่เขายืนอยู่ก็มีรอยแยกของพื้นเป็นรูปวงกลม จากนั้นก็เลื่อนลงไปใต้ดิน และจนไปถึงช่องการเดินทางลับที่ว่านั้น ช่องทางนี้เป็นอุโมงค์ยาวหลายร้อยกิโลเมตร มันเป็นเส้นทางเข้าไปที่เมืองเมโทรอันเป็นเมืองหลวงของประเทศ แล้วหมวดเจจึงขึ้นไปนั่งในไฮเปอร์ลูปแล้วก็เริ่มออกเดินทางทันที เมื่อไปถึงเมืองเมโทร เขาไปโผล่ที่ฝาท่อน้ำแห่งหนึ่งริมถนนข้างสภาฯ เมื่อหมวดเจได้เห็นสภาพตอนนี้แล้ว เขาเกิดสลดใจอย่างมาก ถึงกับน้ำตาไหลออกมา สภาพของเมืองไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างเมืองหนึ่ง ที่มีแต่กองซากตึกนับร้อยที่ถล่มลงมากองกับพื้นดิน แล้วเขารีบเข้าไปในซากอาคารสภาทันทีเช่นกัน เขารีบตรงไปที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดของอาคารที่เขาเคยเห็น แต่ตอนนี้มันถล่มลงไปหมดแล้ว มีช่องโหว่เล็กน้อยให้พอมุดเข้าไปได้ เขาจึงลองเดินไปรอบ ๆ บริเวณเผื่อจะเจออะไรซักอย่างที่จะบอกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แล้วในที่สุดเขาก็เห็นไมโครเอสดีการ์ดตัวหนึ่งตกอยู่ เขาจึงหยิบมันขึ้นมาใส่เข้าไปในโทรศัพท์ของเขา แล้วภาพต่างๆ ก็ปรากฏ เป็นภาพวีดีโอที่หวกหุ่นยนต์เคลื่อนกำลังเข้าโจมตีอาคารสภาแห่งนี้ ผู้คนต่างวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง แต่ทั้งหมดก็ถูกพวกหุ่นยนต์นักล่าสังหารและเก็บดวงจิตไป เขาจึงนำไมโครเอสดีการ์ดนั้นกลับไปให้ผู้พันแซนเดอร์ และเมื่อผู้พันแซนเดอร์เห็นวีดีโอเหตุการณ์ เขาก็เดาได้ออกทันทีว่า ทั้งประธานาธิบดีและนายพลผู้บังคับบัญชาของเขาคงจะกลายเป็นดวงจิตเข้าไปอยู่ในกล่องเรียบร้อยแล้ว

 หลังจากที่หมวดเจไปสำรวจเหตุการณ์ในเมืองเมโทรกลับมาแล้ว ผู้พันได้จัดทำแผนปฏิบัติการที่จะกู้คืนอิสรภาพความเป็นมนุษย์ โดยแผนทั้งหมดก็เริ่มจากการ Shutdown Q1 แล้วจากนั้นเข้าไปในห้องเก็บแอพพลิเคชั้นของ Q1 แล้วไปที่เครื่องย้อนเวลาที่ Q1 สร้างขึ้น จากนั้นให้ทำการย้อนเวลากลับไป ณ เวลาก่อนที่จะมีการสร้างหุ่นยนต์ AI ขึ้นมา เมื่อผู้พันพิมพ์แผนการของเขาเสร็จ เขาก็ให้หมวดเจนำไปบรรจุไว้ในกระดานอีเล็กทรอนิกที่มีทั้งหมด แล้วจึงนำออกไปเผยแพร่ในทันที

 ขณะนั้นแจ็คกับมาร์คกำลังเดินทางมายังเมโทรด้วยยานความเร็วสูงที่ควบคุมแบบ Manual คือควบคุมด้วยผู้ขับขี่ ไม่ใช่ระบบควบคุมอัตโนมัติ ระหว่างทางก็มีการแวะพักริมทางในตอนกลางคืน และในคืนหนึ่ง หุ่นยนต์นักล่าตัวหนึ่งซึ่งเดินเท้าแกะรอยมนุษย์ผ่านมาทางที่พวกเขากำลังนอนพักพอดี โดยทั้งคู่จะผลัดกันนอนและผลัดเป็นยามคนละสี่ชั่วโมง มาร์คซึ่งรับหน้าที่เฝ้ายามในผลัดสุดท้ายก่อนจะเดินทางต่อ เห็นหุ่นยนต์นักล่า เขาจึงรีบปลุกแจ็ค เมื่อแจ็ครู้สึกตัวแล้วทั้งคู่จึงรีบหาที่หลบทันที หุ่นยนต์นักล่าเดินเท้าเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ เมื่อมันเข้ามาใกล้จะถึงจุดที่พักของพวกเขา แจ็คจึงยิงปืนเลเซอร์คู่กายที่มีใส่เจ้าหุ่นยนต์นักล่าทันที แสงเลเซอร์ทะลุหัวของมันทำให้มันล้มลงไป แล้วแจ็คก็ออกจากที่หลบมายืนอยู่ใกล้กับหุ่นยนต์นักล่าตัวนั้น พร้อมกับพูดขึ้นว่า “เป็นไงมาร์คฝีมือผม” แต่มาร์คไม่ตอบกลับชักปืนเลเซอร์คู่กายออกมาหันปากกระบอกไปทางแจ็คแล้วก็ยิงทันที แสงเลเซอร์พุ่งเฉี่ยวใบหูของแจ็คไปถูกหุ่นยนต์นักล่าอีกตัวนึงที่ยืนอยู่และกำลังยกนิ้วของมันขึ้นเพื่อเตรียมจะยิงแจ็คจากทางด้านหลัง “ทำอะไรวะ” ตอนแรกแจ็คยังไม่รู้ตัวจึงตะโกนออกมาด้วยความโมโห แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงหุ่นยนต์นักล่าล้มลงด้านหลังของเขาทำให้เขาเข้าใจทันที เขาจึงพูดขึ้นว่า “ขอบใจมากเพื่อน” แล้วทั้งคู่ก็รีบออกเดินทางในทันที เพราะหุ่นยนต์นักล่าพวกนี้ทุกตัวมีระบบติดต่อกับ Q1 ดังนั้นเมื่อหุ่นตัวใดพัง Q1 ก็จะรู้ว่าตอนนี้ยังมีมนุษย์อยู่ และรู้ด้วยว่าอยู่ที่ไหน

 เมื่อแจ็คกับมาร์เดินทางมาถึงเปโซ สิ่งที่พวกเขาทั้งคู่เห็นทำให้พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าจะมีคนรอดชีวิตอยู่ได้เลย ทั้งสองคนจึงรีบเดินทางไปยังฐานปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยมนุษย์ทันที เมื่อไปถึงก็พบหลุมลึกประมาณสิบเมตร ภายในหลุมมีลักษณะเหมือนกับที่จอดยานอะไรซักอย่าง แต่ว่ายานไม่มีแล้ว ทั้งสองคนไม่รู้ว่าป้อมบินนั้นได้บินออกไปและถูกยิงร่วงไปแล้ว เมื่อหมดหวังที่จะขอความช่วยเหลือจากกองทัพปลดปล่อยมนุษย์ทั้งสองคนจึงเดินออกมาจากหลุมนั้นแล้วมาร์คก็เห็นกระดานอีเล็กทรอนิกเครื่องหนึ่ง เขาจึงหยิบมันขึ้นแล้วสไลด์เปิดเครื่อง ข้อความในเครื่องจึงปรากฏมีใจความว่า

 “กองทัพปลดปล่อยมนุษย์ ต้องการบุคคลที่จะมาสานงานต่อ ชื่อของปฏิบัติการนี้คือ เราต้องกลับไป

แผนที่ 1 งดให้อาหารศัตรู

แผนที่ 2 ศัตรูมีเครื่องย้อนเวลา

แผนที่ 3 เปิดเครื่อง

แผนที่ 4 เราต้องกลับไป

 ข้อมูลสถานการณ์มีดังนี้ ศัตรูอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการของหุ่นยนต์ ศัตรูมีเครื่องย้อนเวลา และเราต้องใช้มัน ทำให้มันไม่มี”

 มาร์คได้อ่านข้อความแล้วในตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจ จึงส่งให้แจ็คดู เมื่อแจ็คอ่านแล้วจึงบอกว่า ข้อแรกนั้นน่าจะให้ไปปิดเครื่องกระแสไฟฟ้าที่เข้าไปเลี้ยง Q1 ส่วนข้อสองนั้นเราก็รู้อยู่แล้ว ข้อสามนี่มันเปิดเครื่องอะไรก็ไม่บอก แล้วข้อสี่เราจะกลับไปไหน มาร์คจึงลองอ่านดูอีกครั้ง และในที่สุดเขาก็เข้าใจแผนการทั้งหมด “เรารู้แล้ว คำสั่งนี้คือ เราต้องไปปิดเครื่อง Q1 ข้อสองบอกให้เรารู้ว่าเครื่องย้อนเวลาเป็นเครื่องที่เราต้องใช้มัน ข้อสามเราต้องเปิดเครื่องย้อนเวลา แล้วย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาก่อนที่มนุษย์จะคิด AI ขึ้นมา” มาร์คอธิบายให้แจ็คฟัง “นายแน่มาก มาร์ค” แจ็คยังพูดไม่ทันจะจบ ทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงหุ่นยนต์นักล่าจำนวนมากกำลังเดินเท้าเข้ามายังเปโซ เพื่อค้นหามนุษย์ผู้ที่ยังรอดชีวิต จากนั้นทั้งสองคนก็รีบเข้าไปหลบในซากอาคารแห่งหนึ่ง “เราสู้มันไม่ได้แน่ นายว่าเราควรทำยังไง” แจ็ค พูดขึ้นขณะที่ทั้งสองคนกำลังหลบอยู่ใต้โครงสร้างอาคารที่พังลงหลังจากโดนแสงเลเซอร์ของอากาศยานของพวกหุ่นยนต์นักล่ายิงใส่ทำให้อาคารนั้นพังลงแต่ก็ยังมีที่ว่างให้มนุษย์ทั้งสองคนหลบซ่อนตัวอยู่ได้ “เราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแผนการให้ได้ นายอยากอยู่ในกล่องหรือเปล่า ถ้านายยังไม่อยากอยู่ในกล่องก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อหนีไปจากตรงนี้” มาร์คตอบกลับคำถามของแจ๊คพร้อมกับมองลอดโครงสร้างอาคารที่ปรักหักพังออกไปด้านนอก เขามองเห็นหุ่นยนต์นักล่าจำนวนมากกำลังรื้อซากอาคารอยู่โดยเป้าหมายของพวกมันก็คือสังหารมนุษย์ให้หมดแล้วเก็บดวงจิตมนุษย์ไว้ ซึ่งอีกซักพักซากอาคารที่ทั้งสองคนหลบอยู่ก็คงจะโดนรื้อค้นเป็นที่ต่อไปแน่นอน มาร์คจึงพูดกับแจ็ค “เราว่านายกับเราควรจะแยกกันหนีจะดีกว่า ถ้าใครรอดไปได้ให้ทำตามแผนที่วางไว้ก็แล้วกัน” แจ็คหันมามองที่มาร์คก่อนจะพูดว่า “นี่เป็นหนทางเดียวใช่ไม๊” มาร์คไม่ตอบแต่พยักหน้า แจ็คจึงพูดต่อ “ขอบใจนายมากที่เคยช่วยเรา” จากนั้นมาร์คก็พูดขึ้น “นายพร้อมรึยัง” เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจแยกกันหนีไปคนละทางและเตรียมตัววิ่งออกจากซากอาคารนั้นแล้ว มาร์คก็ให้สัญญาณ “ไป” จากนั้นทั้งคู่ก็วิ่งออกจากซากอาคารนั้น โดยแยกกันไปคนละทาง ทันใดนั้น เจ้าหุ่นยนต์นักล่าก็จับสัญญาณความร้อนในตัวมนุษย์ได้ จึงหันมามองทั้งสองคน แล้วพวกมันก็ใช้ปืนเลเซอร์ยิงเข้าไปที่แจ๊คและมาร์คทันที ความเร็วในการวิ่งไม่สามารถสู้ความเร็วของแสงเลเซอร์ได้ทำให้ทั้งสองคนโดนแสงเลเซอร์ทะลุลำตัวและเสียชีวิตในเสี้ยววินาที และเมื่อทั้งสองคนเสียชีวิตแล้ว ดวงจิตของพวกเขาก็หลุดออกจากร่างทันที จากนั้นเจ้าหุ่นยนต์นักล่าก็จับท่อดูดที่เชื่อมต่อกับกล่องเก็บดวงจิตที่พวกมันสะพายไว้ข้างหลังของพวกมันทุกตัว มันยื่นปลายท่อดูดไปยังทิศทางที่ดวงจิตของคนทั้งสองปรากฏขึ้น จากนั้นดวงจิตของมาร์คก็ถูกดูดเข้าไปในท่อดูดของหุ่นยนต์นักล่าที่ยื่นปลายท่อใกล้ที่สุดก่อน ส่วนดวงจิตของแจ็คก็ถูกดูดเข้าสู่กล่องเก็บดวงจิตของหุ่นยนต์นักล่าอีกตัวที่ถือท่อดูดดวงจิตอยู่ใกล้เขา

 และเมื่อหุ่นยนต์ทมิฬเดินมาถึงดาวดวงนี้ ลำดับเหตุการณ์ต่อไปก็จะเหมือนเดิมอีก เมื่อทมิฬเข้ามาดัดหลัง Q1 แล้วนำกองทหารหุ่นยนต์ที่เขาได้จากโรงงานของ Q1 ออกเดินทางกลับไปยังดาวสัมมามิจฉา แจ็คซึ่งสามารถหลุดออกจากกล่องเก็บดวงจิตได้เพราะเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้น แล้วโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าสำรองก็ถูกทมิฬรื้อถอนเอาวัตถุดิบไปสร้างหุ่นยนต์ทั้งหมด และเมื่อดวงจิตของแจ็คหลุดออกมาได้ ดวงจิตของเขาจึงพุ่งตรงไปหาต้นไม้แห่งชีวิตที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที แล้วแจ็คก็ได้เกิดใหม่อีกครั้ง จากนั้นแจ็คก็เริ่มทำตามแผนที่เขารู้มาก่อนที่เขาจะตาย คือ เปิดเครื่องย้อนเวลากลับไป ณ ตอนที่ยังไม่มีการสร้างหุ่นยนต์ AI ขึ้น

 แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาก็วนกลับไปสู่จุดนี้ทุกครั้ง มันเป็นเหมือนกับวงแหวนเมอบิอุสที่ไม่ว่าจะผ่านเวลาใดก็จะกลับมาที่จุดเริ่มต้นทุกครั้ง เป็นการซ้ำรอยเดิมตลอดและเป็นอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มันกลายเป็นวัฏจักรที่หมุนวนไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นได้แต่อย่างใด มันเหมือนกับเครื่องจักรที่ทำงานแบบวนไปวนมาอยู่ตลอดเวลา รอวันที่จะมีใครมาปลดปล่อยดาวดวงนี้ให้หลุดออกจากวัฏฏะนี้เท่านั้น

 ณ อวกาศเหนือดาวแห่งหุ่นยนต์ หลังจากดวงจิตของจิตตะได้ลาอาจารย์คงแล้ว ดวงจิตของเขาก็เริ่มออกท่องเที่ยวในอวกาศอีกครั้ง ดวงจิตของจิตตะเป็นดวงจิตที่ได้มีการฝึกปฏิบัติมามากเจริญมามาก ดังนั้นเขาจึงควบคุมการเดินทางได้ตามที่ต้องการ แต่ด้วยความวิจิกิจฉาในดวงจิตทำให้เขาจึงไม่สามารถบรรลุถึงขั้นดับสูญได้ เขาออกเดินทางเป็นเวลาซึ่งไม่รู้ว่ามันนานเท่าไหร่ แล้วเขาก็เดินทางผ่านหลุมดำมาปรากฏอยู่ ณ ห้วงอวกาศเหนือดาวแห่งหุ่นยนต์นี้ และเมื่อดวงจิตของเขาได้ลงไปสำรวจดาวดวงนี้แล้ว เขาถึงได้รู้ว่ามันมีความแปลกกว่าดาวดวงอื่นมาก เขาจึงเผ้าดูอยู่อย่างนั้นไม่ยอมไปเกิดกับต้นไม้แห่งชีวิต ปีแล้วปีเล่าจนรู้ว่าดาวดวงนี้กำลังหมุนไปย้อนกลับตลอดเหมือนกับเข็มนาฬิกาที่หมุนไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด เขาเฝ้าดูอย่างนั้นจนถึงรอบที่ 7 แล้ว

 ณ โลกของเรา ขณะที่ชูเดชกำลังจะเข้าบ้าน “ชู แกได้ข่าวคืบหน้าเรื่องดาวเคราะห์น้อยกำลังจะพุ่งชนโลกไม๊” ลุงสอนนั่นเอง ชูเดชจึงตอบ “ผมไม่ค่อยได้ดูข่าวเลยครับช่วงนี้งานยุ่ง ข่าวเค้าว่ายังไงมั่งครับ” ลุงสอนจึงทำหน้าที่อ่านข่าว “นักดาราศาสตร์ทั้งไทยและเทศต่างกำลังวิเคราะห์วงโคจรของดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่งอยู่ และมีแนวโน้มว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีโอกาสที่จะพุ่งชนโลกถึง 80% เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง สหประชาชาติได้มีการเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อรับมือกับเหตุการณ์นี้ แกไม่ดูข่าวมั่ง” ชูเดชจึงตอบ “แล้วเค้าบอกว่าจะชนเมื่อไหร่ครับ” ลุงสอนจึงพูดขึ้น “ดูแกใจเย็นมากนะ ไม่กลัวเหรอ ถ้ามันชนจริง ๆ เราอยู่ไม่ได้แน่” ชูเดชจึงพูด “ไม่ใช่อยู่ไม่ได้ครับ เราตายหมดมากกว่า” ลุงสอนจึงถาม “แล้วทำไมไม่ตกใจมั่ง” ชูเดชจึงตอบ “ความเปลี่ยนแปลงมันมีอยู่เสมอ ถ้าโลกมันจะแตกเราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องเตรียมตัว ลุงเตรียมตัวหรือยัง” ลุงสอนเกิดความสงสัยจึงถามขึ้น “เตรียมตัวยังไงวะ” ชูเดชจึงอธิบาย “เมื่อเราตาย เราก็ต้องเข้าภวังค์ โดยที่เรายังมีดวงจิตที่ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ในภพหน้าเราก็คงจะต้องไปรับวิบาก(ผลของกรรม) อย่างที่ผมเคยบอกไปไงครับ ว่าสิ้นลมพบทางดี ไม่รู้ว่าลุงจำได้ไม๊” ลุงสอนหยุดคิดแล้วพูด “อ๋อ ข้อดีของการทำสมาธิ” ชูเดชรีบพูดทันที “ถูกต้องแล้วครับ เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าเราจะไปทางไหน นี่แหละเป็นวิธีที่ผมคิดว่าผมจะใช้ ถ้าลุงจะใช้มั่งผมก็ไม่ว่าอะไรนะครับ” ลุงสอนจึงถาม “แล้วข้าต้องทำยังไงมั่ง” ชูเดชจึงอธิบายขั้นตอนของการทำสมาธิ “ให้ตั้งจิตอธิษฐานให้สามารถทำสมาธิได้ผลดี จากนั้นก็หลับตาพยายามหยุดความนึกคิดและอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามา ตอนแรก ๆ นั่งใหม่ ๆ ความนึกคิดสารพัดจะเข้ามาให้นึกให้คิด ดังนั้น เราต้องมีตัวช่วย นั่นคือ คำบริกรรม อาจารย์เคยบอกว่า เราจะใช้คำบริกรรมอะไรก็ได้ ที่เมื่อเราทำแล้วจิตของเราเกิดความสงบ ส่วนผมใช้คำว่า พุทโธ เราจะต้องบริกรรมไป คำบริกรรมนี้จะไปต่อสู้กับอารมณ์และความนึกคิดที่เข้ามาครับ แล้วอารมณ์และความนึกคิดจะเริ่มลดน้อยถอยลงไป เพราะไม่มีอารมณ์ใดจะสู้กับคำบริกรรมที่มีจิตใจแน่วแน่ได้ ลุงทำขั้นนี้ให้ได้ก่อนนะ แล้วค่อยมาว่ากันต่อ” ลุงสอนจึงพูด “โอเค ข้าจะลองดู” แล้วชูเดชก็ขอตัวเข้าบ้านไป

 ณ ห้วงอวกาศ ใกล้กับโลกของเรา ดาวเคราะห์น้อยกำลังเดินทางมายังโลก ที่จริงแล้วในตอนแรกมันคงจะไม่ได้มาตามเส้นทางนี้หรอก แต่เมื่อดาวแห่งนครทองคำแตกดับไปนั้น แรงดึงดูดของแกแล็คซี่จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยมีดางแห่งนครทองคำเป็นตัวต้านแรงดึงดูดจากแกแล็คซี่ทางช้างเผือก ก็ทำให้แรงดึงดูดของแกแล็คซี่ทางช้างเผือกดึงดูดดาวเคราะห์น้อยนี้เข้าไปหามัน มันจึงมีการเปลี่ยนแปลงวงโคจรไป แล้วเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ ตอนนี้นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกำลังทำงานกันอย่างขมักเขม่น เพื่อหาระยะเวลาที่แน่ชัดในเรื่องนี้ แล้วคิดว่าคนทั้งโลกจะทำยังไง นี้เป็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น

 วันต่อมาหลังจากชูเดชแนะวิธีทำสมาธิให้ลุงสอนแล้ว ขณะที่ชูเดชกำลังจะเดินเข้าบ้าน ลุงสอนเห็นพอดีจึงเรียก “ชู ลุงถามอะไรหน่อยดิ” ชูเดชจึงเดินเข้าไปคุยด้วย “มีอะไรครับ” แล้วลุงสอนก็พูดขึ้นว่า “ที่เค้าว่านั่งสมาธิแล้วได้บุญมันจริงหรือเปล่า” ชูเดชจึงตอบ “ก่อนอื่น ลุงต้องรู้ก่อนว่าบุญคืออะไร” ลูงสอนตอบ “ข้าก็ไม่รู้มันเป็นยังไงเหมือนกัน” ชูเดชจึงอธิบายต่อ “เริ่มจากคนมีบุญก่อน คนมีบุญเป็นคนที่มีความสุขใช่ไม๊” ลุงสอนพยักหน้า แล้วชูเดชจึงพูดต่อ “เพราะฉะนั้นตรรกะง่าย ๆ บุญก็คือ ความสุขนั่นเอง” ชูเดชมองลุงสอนแว๊บนึงก่อนจะพูดต่อ “แล้วตามด้วยคนมีกรรม คนมีกรรมเป็นคนที่มีความทุกข์ใช่ไม๊” ลุงสอนพยักหน้า ชูเดชจึงพูดต่อว่า “ความสุขคืออะไร” ลุงสอนส่ายหน้า ชูเดชจึงพูดต่อ “คนที่มีความสุขก็คือคนที่ไม่มีความทุกข์ใช่ไม๊” ลุงสอนพยักหน้า ชูเดชจึงพูดต่อ “ทีนี้มาถึงความทุกข์แล้ว ความทุกข์คืออะไร” ลุงสอนส่ายหน้า ชูเดชจึงเริ่มอธิบาย “ความทุกข์เกิดจาก อยากได้แล้วไม่ได้ อยากเป็นแล้วไม่เป็น ไม่อยากได้แต่ได้ ไม่อยากเป็นแต่เป็น มนุษย์มีอยู่แค่นี้แหละที่เป็นความทุกข์” ลุงสอนจึงถามย้ำ “แค่นี้เองเหรอ” ชูเดชพยักหน้าแล้วพูดต่อ “คิดดูนะ วันนึงมียี่สิบสี่ชั่วโมง เรามีความอยากกับไม่อยากเนี่ยตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนหลับไปแล้วยังได้เก็บไปฝันอีก เรื่องความอยากไม่อยากเนี่ย ถ้าเรามีเวลาซักวันละชั่วโมงที่ไม่มีความอยากกับไม่อยาก ลุงคิดดูชั่วโมงนั้นจะมีความสุขไม๊” ลุงสอนพยักหน้า ชูเดชจึงพูดต่อ “เวลาที่นั่งสมาธิจิตจะจดจ่อกับคำบริกรรมไปเรื่อย ๆ และไปรู้อยู่แค่ลมหายใจ เวลานั้นแหละเป็นเวลาที่มีความสุข ทีนี้เมื่อมีความสุขก็มีบุญนั่นเอง” ชูเดชมองหน้าลุงสอนเหมือนจะถามว่าเข้าใจหรือเปล่า ลุงสอนนั้นแม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็พอจะเห็นเค้าโครงของความสุข ความทุกข์ บุญ กรรมได้ เขาจึงพูดว่า “สาธุ” แล้วชูเดชก็ขอตัวเข้าบ้านไป




5. วิชาญาณที่ 8

 ณ ดาวดวงหนึ่งซึ่งห่างจากโลกไปหลายล้านปีแสง บนดาวดวงนี้มีพื้นดินเพียงสองแห่งคือ ทวีปวิทยานคร กับ ทวีปมนตรานคร ซึ่งแต่ละทวีปเป็นเกาะขนาดใหญ่มากมีขนาดพื้นที่ เท่า ๆ กัน คือประมาณยี่สิบล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณสี่เท่าของทวีปออสเตรเลียบนโลกของเรา และอยู่กันคนละซีกโลก นอกนั้นทั้งดวงดาวมีแต่มหาสมุทรสุดลูกหูลูกตา กับดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่มากซึ่งโคจรรอบดาวดวงนี้ และมันทำให้มหาสมุทรบนดาวดวงนี้มีคลื่นที่สูงขนาดเท่าภูเขาอยู่ตลอดเวลา การจะเดินทางระหว่างทวีปด้วยเรือนั้นไม่ต้องคิดเลย ไม่มีทางจะเป็นไปได้ ถ้าจะเดินทางด้วยเครื่องบิน ต้องรอให้มีวิวัฒนาการที่ทำให้เครื่องบินบรรจุเชื้อเพลิงพอที่จะบินไปยังอีกฟากของดาวได้ ดังนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างสองทวีปจึงไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้วิวัฒนาการของทั้งสองทวีปต่างกันแบบสุดขั้ว ทวีปวิทยานครนั้นมีความเจริญทางด้านวัตถุอย่างมาก ถ้าเทียบกับโลกของเราก็อยู่ในช่วงสงครามโลก ส่วนทวีปมนตรานครนั้นมีความเจริญทางด้านไสยศาสตร์ และมีความเจริญในด้านนี้อย่างมาก หลายร้อยปีก่อนเคยมีวิชาญาณที่มีผู้นับแล้วได้ทั้งหมด 1,081,900 วิชาญาณ แต่ ณ ปัจจุบันมีวิชาญาณหลงเหลืออยู่ในทวีปมนตรานครเพียง 7 วิชาญาณ อันได้แก่ วิชา ผลาญพระเพลิง เริงพระพาย ทลายพารา นาวาถล่ม จมพสุธา ตาพันช่อง และล่องหนหายตัว ทั้ง 7 วิชานี้ยังคงมีการสืบทอดสอนต่อ ๆ กันมาเรื่อย ๆ มันจึงเป็นวิชาที่ยังคงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน วิชาอื่น ๆ ได้สาปสูญไปพร้อมกับปรมจารย์ที่ไม่ยอมเผยแผ่วิชาญาณให้สืบทอด เนื่องจากเหล่าปรมจารย์ทั้งหลายต่างก็มีความหวงแหนในวิชาญาณของตน และทำให้เกิดการเสื่อมถอยด้วยความโลภที่ยังมีอยู่ในจิต แทนที่วิชาญาณต่างๆจะพัฒนาให้ก้าวหน้าแต่กลับกลายเป็นสูญหายไป แต่ก็มีวิชาญาณที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยบนดาวดวงนี้เช่นกัน เป็นเพียงคำร่ำลือว่ามีเท่านั้น แต่ปรมจารย์ทุกคนรู้ดีว่ามันมีแน่นอน เพียงแต่ว่ายังไม่มีมนุษย์คนไหนมีความสามารถทำได้ เพราะในทุกวิชาญาณที่มีนั้น ทั้งหมดมาจากวิธีปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือ เริ่มจากการสร้างสมาธิก่อน หลังจากนั้นก็พยายามสะสมพลังจิตให้มากที่สุดเพื่อนำไปใช้ในวิชาญาณ โดยใช้วิธีเพ่งไปยังสิ่งที่ต้องการให้ละเอียดถึงระดับโมเลกุล จากนั้นจึงใช้พลังที่มีกระทำกับโมเลกุลของสิ่งต่างๆนั้น แต่วิชาญาณที่ร่ำลือกันนั้น จะต้องเพ่งไปให้เล็กกว่าระดับนั้น คือ เพ่งจนไม่มีอะไรเลย หรือที่เหล่าปรมจารย์ทั้งหลายเรียกว่า วิชาญาณอนัตตา

 ทางทวีปวิทยานคร มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า หลายพันปีก่อน ยังมีเกาะขนาดเล็กประมาณห้าแสนตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทวิปวิทยานครกับทวีปมนตรานคร แล้วก็มีเหตุการณ์ธรณีพิโรธ ทำให้เกาะเล็ก ๆ นี้ต้องจมลง คงเหลือแต่พี่น้องสองคนลอยคอมาด้วยกันและอยู่กลางมหาสมุทรอย่างนั้น คนพี่นั้นเก่งทางด้านการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ส่วนคนน้องนั้นมีวิชาเวทย์มนต์ที่ล้ำลึก จากนั้นคลื่นในมหาสมุทรก็ทำให้ทั้งสองคนถูกพัดแยกจากกัน คนพี่ถูกคลื่นพัดไปทางฝั่งตะวันตก ส่วนคนน้องก็ถูกคลื่นพัดไปทางฝั่งตะวันออก คนพี่ได้ไปขึ้นฝั่งที่ทวีปวิทยานคร และเขาก็ตั้งรกรากกับคนพื้นเมืองสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ บนทวีปนั้น ส่วนคนน้องได้ไปขึ้นฝั่งที่ทวีปมนตรานคร หลังจากเขาตั้งรกรากอยู่ที่นี่กับคนพื้นเมือง เขาก็เริ่มสอนวิชาเวทย์มนต์ให้กับทุกคนบนเกาะ และปรมจารย์หลาย ๆ คนก็ได้ร่ำเรียนสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

 ทางทวีปมนตรานคร ก็มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาเช่นกันว่า หลายพันปีก่อน ยังมีเกาะขนาดเล็กประมาณสามร้อยยี่สิบสามล้านไร่ ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทวิปวิทยานครกับทวีปมนตรานคร แล้วก็มีเหตุการณ์ธรณีพิโรธ ทำให้เกาะเล็ก ๆ นี้ต้องจมลง คงเหลือแต่พี่น้องสองคนลอยคอมาด้วยกันและอยู่กลางมหาสมุทรอย่างนั้น คนน้องนั้นเก่งทางด้านการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ส่วนคนพี่นั้นมีวิชาเวทย์มนต์ที่ล้ำลึก จากนั้นคลื่นในมหาสมุทรก็ทำให้ทั้งสองคนถูกพัดแยกจากกัน คนน้องถูกคลื่นพัดไปทางฝั่งตะวันตก ส่วนคนพี่ก็ถูกคลื่นพัดไปทางฝั่งตะวันออก คนน้องได้ไปขึ้นฝั่งที่ทวีปวิทยานคร และเขาก็ตั้งรกรากกับคนพื้นเมืองสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ บนทวีปนั้น ส่วนคนพี่ได้ไปขึ้นฝั่งที่ทวีปมนตรานคร หลังจากเขาตั้งรกรากอยู่ที่นี่กับคนพื้นเมือง เขาก็เริ่มสอนวิชาเวทย์มนต์ให้กับทุกคนบนเกาะ และปรมจารย์หลาย ๆ คนก็ได้ร่ำเรียนสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

 ณ ทวีปวิทยานคร “มันเป็นการพัฒนาที่สุดยอด ดาวเทียมดวงนี้จะทำให้เรารู้ว่าตำนานที่เล่าขานกันมานั้นมีจริงหรือไม่” ประธานาธิบดีของวิทยานครกล่าวสุนทรพจน์ก่อนการปล่อยจรวดส่งดาวเทียมดวงแรกขึ้นสู่อวกาศ มันเป็นดาวเทียมเอนกประสงค์คือ สามารถเป็นดาวเทียมรับส่งคลื่นวิทยุ และยังสามารถถ่ายภาพดวงดาวส่งกลับมาได้ ซึ่งจะทำให้เห็นสภาพทางภูมิศาสตร์ของดาวทั้งดวง แล้วก็ถึงเวลานับถอยหลัง “5 4 3 2 1 0” จรวดพุ่งขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นถังเชื้อเพลิงถังที่ 1 ก็ถูกดีดออก และถังที่ 2 และที่ 3 ก็ถูกดีดออกตามลำดับ จนกระทั่งทำให้ดาวเทียมขึ้นไปลอยค้างฟ้าอยู่ในอวกาศได้สำเร็จ

 หลังจากปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ ที่ศูนย์ควบคุมดาวเทียมภาคพื้น ดาวเทียมก็เริ่มทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยการควบคุมจากสถานีภาคพื้น มันเริ่มส่งสัญญาณภาพถ่ายของโลกกลับมา เหมือนกับมันเป็นกระจกส่องโลกนั่นเอง หลังจากที่ภาพจำนวนมากถูกส่งกลับมาแล้ว “ไม่น่าเชื่อ ตำนานที่เล่ากันมาเป็นเรื่องจริง มันมีแผ่นดินจริง ๆ ครับ” เจ้าหน้าที่ผู้รับข้อมูลภาพจากดาวเทียมรีบรายงานพร้อมส่งเอกสารข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมให้ผู้อำนวยการศูนย์ฯ แล้วข้อมูลต่างๆก็ถูกส่งเข้าไปพิจารณาในสภาของทวีปวิทยานคร

ผลาญพระเพลิง

 ณ ทวีปมนตรานคร ที่บ้านของปรมจารย์อัคคี “เจ้าต้องมองให้เห็นตัวอากาศให้ได้ อากาศมันจะมีส่วนที่เล็กที่สุดของมัน ถ้าเจ้าเห็นมัน มันคือโมเลกุล นั่นล่ะสิ่งที่เจ้าต้องเห็นให้ได้” อัคคีกำลังสอนลูกศิษย์คนหนึ่ง “ข้าไม่เห็นอะไรเลยอาจารย์” ลูกศิษย์บอกอาการของตนหลังจากพยายามนั่งสมาธิแล้วเพ่งจิตให้อัคคีฟัง “นี่ก็แสดงว่าจิตของเจ้ายังไม่เข้าสู่ญาณ เจ้าต้องทำสมาธิให้มากกว่านี้ แล้วจิตของเจ้าถึงจะเกิดญาณขึ้น เจ้าต้องกลับไปฝึกต่อที่บ้าน แล้วเมื่อใดที่จิตของเจ้าได้ญาณแล้วค่อยกลับมาหาข้า” อัคคีนั้นก็พยายามที่จะสอนลูกศิษย์ให้ได้สำเร็จในวิชาญาณที่ตนมี แต่ลูกศิษย์ที่เคยมาฝึกกับเขานั้นยังไม่มีใครที่สามารถจะทำได้ เว้นแต่ศิษย์เอกของเขาเท่านั้น เขาจึงทำได้เพียงให้กลับบ้านไปฝึกให้ได้ญาณก่อนแล้วค่อยมาว่ากันใหม่ หลังจากลูกศิษย์คนนี้กลับไปแล้ว อัคคีก็พูดกับศิษย์เอกของเขา “สงสัยจะมีแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตของแต่ละคน มันไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดญาณขึ้นได้ บางคนต้องตายแล้วเกิดไม่รู้กี่ชาติ ถึงจะได้ญาณนี่ ข้าคิดว่าเจ้าคงปฏิบัติมาก เจ้าถึงมีความสามารถนี้” เวทยาคือลูกศิษย์เอกของอัคคี เขามาศึกษาวิชาผลาญพระเพลิงกับอัคคีเพียงปีเดียวก็สำเร็จ เวทยาคนนี้นับว่ามีพลังจิตที่สูงมาก “ขอบคุณอาจารย์ครับ ข้าน้อยอยากจะเรียนวิชาญาณทั้ง 7 ที่ยังเหลืออยู่ ข้าน้อยไม่อยากให้มันสูญหายไปครับอาจารย์” อัคคีจึงบอก “เมื่อเจ้าสำเร็จวิชาจากข้าแล้ว ข้าก็คิดว่าวิชาญาณอื่นก็คงจะไม่เกินความสามารถของเจ้า เจ้าจงไปร่ำเรียนต่อในวิชาญาณอื่นเถิด แต่ก่อนที่เจ้าจะไปข้าขอดูวิชาที่ข้าสอนให้เจ้าว่าเป็นอย่างไร” “ได้ครับอาจารย์” เวทยาเริ่มนั่งและให้จิตบริกรรมจนเกิดความนิ่งเป็นสมาธิไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็เกิดวิชาญาณขึ้น จากนั้นเวทยาก็ใช้จิตเพ่งไปยังจุดที่ต้องการให้เกิดปฏิกิริยาขึ้น ทันใดนั้นบริเวณดังกล่าว โมเลกุลของอากาศก็เกิดการบีบอัดกัน เมื่อโมเลกุลของสสารมีการบีบอัดกันมากขึ้นจึงทำให้เกิดความร้อนและในที่สุดก็กลายเป็นไฟลุกขึ้นในทันที “เก่งมาก เจ้าจงไปศึกษาสิ่งที่เจ้าต้องการต่อไป ข้าขอให้เจ้าจงโชคดี” แล้วเวทยาก็กราบลาอาจารย์ จากนั้นก็ออกเดินทางไปยัง หมู่บ้านสายลม อันเป็นที่พำนักของปรมจารย์วายุ ผู้มีวิชาเริงพระพายต่อไป

เริงพระพาย

 ณ หมู่บ้านสายลม ปรมจารย์วายุกำลังใช้วิชาญาณเรียกลมพายุให้เกิดขึ้นในมหาสมุทร แล้วก็ควบคุมพายุนั้นให้เคลื่อนตัวมาบนชายฝั่ง จากนั้นเขาก็ทำให้มันสงบ ผลที่ตามมาก็คือ ปลาจำนวนมากตกลงมาจากฟ้า ชาวบ้านจึงรีบนำภาชนะที่เตรียมมาจับปลาเหล่านั้นใส่กลับบ้านไป “พวกเจ้าไม่ต้องแย่งกัน ถ้าไม่พอเดี๋ยวข้าหามาให้อีก” ชาวบ้านสายลมต่างก็เคารพวายุ แต่ทั้งหมู่บ้านก็ไม่มีใครที่จะมีความสามารถเรียนวิชาญาณของวายุได้เลย วายุได้แต่นึกในใจว่า เขาคงจะทำอย่างนี้ให้ชาวบ้านได้อีกไม่นาน เพราะตอนนี้อายุเขาก็ปาเข้าไปแปดสิบแล้ว แต่ในทุกวันเขาก็พยายามที่จะหาคนมาสืบทอดวิชาญาณของเขาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเวทยาเดินทางมาถึงหมู่บ้านสายลม “ข้ามาหาปรมจารย์วายุ ไม่รู้ว่าบ้านท่านอยู่ที่ใด” เวทยาถามชาวบ้านคนหนึ่งที่เดินสวนทางมา “อ๋อ เรือนสีทองตรงเนินเขาข้างหน้านั่นแหละบ้านท่านปรมจารย์วายุ” ชาวบ้านตอบ “ขอบใจท่านมาก” เวทยาขอบใจชาวบ้านคนนั้นแล้วก็รีบเดินทางไปยังเรือนของปรมจารย์วายุทันที “ท่านอาจารย์” เวทยาตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านเมื่อมาถึงบ้านของวายุ “ข้ายังไม่มีลูกศิษย์ เจ้าเป็นใครกันมาเรียกข้าอาจารย์” วายุถาม “ข้าชื่อเวทยา ข้าต้องการมาฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน” เวทยาตอบพร้อมกับบอกความต้องการของตนทันที “เจ้ามีญาณหรือยังล่ะ” เวทยารีบตอบทันที “แน่นอนท่านอาจารย์” วายุจึงลองภูมิของเวทยาทันที “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงแสดงให้ข้าดู” แล้วเวทยาก็เริ่มสร้างพระเพลิงขึ้นตรงหน้าของเขา ปรมจารย์วายุเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “สวรรค์โปรดแล้ว” แล้วเขาก็ออกมาจากบ้านเดินเข้ามาหาเวทยาพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ธรรมดาลูกศิษย์ต้องกราบอาจารย์ก่อน” เวทยาจึงคุกเข่าลงก้มกราบปรมจารย์วายุ “ทำไมเจ้าถึงได้โลภมากอยากได้วิชาญาณอื่นไปทำไม ในเมื่อเจ้าก็มีวิชาญาณผลาญพระเพลิงอยู่แล้วอย่างนี้” ปรมจารย์วายุถามความต้องการของเวทยา “ข้าต้องการรวบรวมวิชาญาณที่ยังมีอยู่และจะสืบทอดมันต่อไปให้ลูกหลานชาวมนตรานครครับ” ปรมจารย์วายุรู้สึกถูกใจกับคำตอบอย่างมาก จึงพูดขึ้นว่า “หลายปีมานี้ข้ารอคอยคนอย่างเจ้านี่แหละ เจ้าจงมาเป็นศิษย์แห่งข้าเถิด”

 วันต่อมา “เมื่อเจ้าเพ่งโมเลกุลของอากาศได้แล้ว เจ้าจงอย่าเพ่งให้มันอยู่ในจุดเดียว เจ้าต้องเพ่งให้มันเคลื่อนไหวไปยังจุดที่เจ้าต้องการให้ได้ นี่แหละสิ่งสำคัญ ที่จริงมันก็เหมือนกับผลาญพระเพลิงเช่นกัน แต่ว่าเจ้าต้องไม่เพ่งให้มันอยู่ที่จุดเดียวเท่านั้น” ปรมจารย์วายุสอนเคล็ดวิชาญาณอันเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างวิชาญาณผลาญพระเพลิงกับวิชาญาณเริงพระพาย

 เวทยาใช้เวลาฝึกวิชาญาณเริงพระพายกับปรมจารย์วายุเพียงเดือนเศษก็สำเร็จ แต่ว่าปรมจารย์วายุต้องการให้เวทยาอยู่ที่หมู่บ้านสายลมเพื่อช่วยชาวบ้านสายลมในการจับปลาต่อ แต่เวทยานั้นเขาไม่ได้ต้องการหยุดอยู่แค่นี้ ดังนั้นเวทยาจึงพูดกับอาจารย์ว่า “ข้าน้อยมีความต้องการที่สำคัญมากกว่านี้นัก ท่านอาจารย์โปรดเห็นใจ” วายุจึงตอบ “ข้ารู้ แต่เจ้ารับปากกับข้าได้หรือไม่ว่าเมื่อเจ้าสำเร็จวิชาญาณอื่นตามที่เจ้าปรารถนาแล้ว เจ้าจงกลับมา” เวทยาจึงตอบอาจารย์ทันที “ได้ครับท่านอาจารย์” จากนั้นเวทยาก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งเพื่อไปยังหมู่บ้านเหมือง อันเป็นที่พำนักของปรมจารย์พสุธา

ทลายพารา

 ณ หมู่บ้านเหมือง “พวกเจ้าออกมากันหมดหรือยัง” ปรมจารย์พสุธาถามชาวบ้านที่เข้าไปสำรวจถ้ำแห่งหนึ่งของหมู่บ้าน และกำลังออกมาจากถ้ำแห่งนั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงตอบ “ออกมาหมดแล้วครับท่านอาจารย์ เริ่มได้เลย” แล้วปรมจารย์พสุธาก็เริ่มทำสมาธิเพ่งไปยังถ้ำนั้น ขณะที่เพ่งอยู่นั้นปรมจารย์พสุธาก็เริ่มเห็นโมเลกุลของหินและดินทั้งหมด แล้วจากนั้นเขาก็ส่งพลังงานที่มีความอัดแน่นสูงซึ่งสร้างขึ้นจากอากาศโดยรอบบริเวณนั้นให้พุ่งไปปะทะกับโมเลกุลของหินและดินบริเวณดังกล่าว ทำให้หินและดินบริเวณดังกล่าวเกิดการระเบิดขึ้น แล้วพวกชาวบ้านก็เข้าไปเพื่อร่อนหาแร่ทองคำในบริเวณนั้น ปรมจารย์พสุธาก็เป็นปรมจารย์อีกท่านนึงที่ต้องการหาคนมาสืบทอดวิชาญาณของตน แต่ทั้งหมู่บ้านเหมืองก็ไม่มีใครที่จะมีแววมาทางด้านนี้เลยแม้แต่คนเดียว และเมื่อเวทยามาถึงหมู่บ้านเหมืองแล้ว เขาก็ได้เข้าไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ของปรมจารย์พสุธา

 เวทยาใช้เวลาในการฝึกวิชาญาณทลายพารานี้เดือนเศษเช่นกัน จากนั้นเขาก็ขอลาอาจารย์ “ข้าน้อยมีความต้องการที่สำคัญมากกว่านี้นัก ท่านอาจารย์โปรดเห็นใจ” พสุธาจึงตอบ “ข้ารู้ แต่เจ้ารับปากกับข้าได้หรือไม่ว่าเมื่อเจ้าสำเร็จวิชาญาณอื่นตามที่เจ้าปรารถนาแล้ว เจ้าจงกลับมา” เวทยาจึงตอบอาจารย์ทันที “ได้ครับท่านอาจารย์” จากนั้นเวทยาก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งเพื่อไปยังหมู่บ้านตาเล เพื่อไปฝากตัวเป็นศิษย์กับปรมจารย์นาวา

นาวาถล่ม

 ณ หมู่บ้านตาเล “พวกเจ้าเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยหรือยัง” ปรมจารย์นาวาถามชาวบ้านที่มารออยู่ ผู้ใหญ่บ้านตาเลจึงตอบ “เคลียร์หมดทุกแปลงแล้วครับอาจารย์” จากนั้นปรมจารย์นาวาก็เริ่มทำสมาธิ ซักพักก็เกิดญาณขึ้น แล้วเขาก็เริ่มเพ่งไปที่น้ำในมหาสมุทรจนถึงระดับโมเลกุลของน้ำ จากนั้นจึงเริ่มส่งพลังเข้าไปควบคุมทุกโมเลกุลที่เขาเพ่งไว้ ภาพที่ชาวบ้านเห็นคือ น้ำทะเลปริมาณมหาศาลลอยขึ้นจากมหาสมุทร แล้วก็ลอยเข้ามาเหนือพื้นที่ทำนาเกลือของชาวบ้าน จากนั้นมันก็ร่วงลงไปยังแปลงนาเกลือที่ชาวบ้านเตรียมไว้ เวทยาเดินทางมาได้ทันเห็นเหตุการณ์นี้พอดี เขาจึงเข้าไปหาปรมจารย์นาวา “ข้าน้อยชื่อเวทยา ข้าน้อยต้องการมาฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน” เวทยารีบแนะนำตัว “ข้ารู้แล้ว วายุส่งข่าวทางจิตมาบอก เจ้าเป็นคนที่มีพลังจิตสูงมาก แต่ก่อนอื่นข้าอยากชมวิชาผลาญพระเพลิงของเจ้าซักหน่อย ได้ไม๊” เวทยาจึงตอบ “ได้ครับอาจารย์” แล้วเขาก็เริ่มทำสมาธิเพ่งไปยังบริเวณที่ต้องการให้เกิดไฟ เมื่อเพ่งจนถึงระดับโมเลกุลของอากาศบริเวณนั้นแล้ว เขาก็เริ่มใช้พลังบีบอัดโมเลกุลพวกนั้นให้เกิดความร้อน จนในที่สุดก็เกิดไฟขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ “เก่งจริงๆ สมกับที่วายุส่งกระแสจิตมาบอกเลย” ปรมจารย์นาวาชมเวทยา เวทยาจึงตอบ “ขอบคุณครับอาจารย์”

 เวทยาใช้เวลาฝึกวิชาญาณเริงนาวาเพียงเดือนเศษ เขาก็สำเร็จวิชาญาณนี้ และเหมือนเคยที่เขาจะต้องร่ำลาอาจารย์เพื่อศึกษาวิชาญาณอื่นอีก เขาจึงเข้าไปหาและพูดขึ้น “ข้าน้อยมีความสำคัญมากกว่านี้นัก ท่านอาจารย์โปรดเห็นใจ” นาวาจึงตอบ “ข้ารู้ เจ้าจงไปทำให้สำเร็จ แล้วเจ้าจะได้เป็นหนึ่งในปฐพี” เวทยาจึงตอบ “ข้าน้อยมิได้ต้องการอย่างนั้น ข้าน้อยเพียงแต่ต้องการสืบสานวิชาญาณที่กำลังจะสูญหายเท่านั้นครับ” นาวาจึงตอบ “แล้วเมื่อเจ้าได้วิชาญาณจนครบแล้ว เจ้าคิดว่าใครจะมารับช่วงต่อจากเจ้าได้ล่ะ” เวทยาเริ่มคิดขึ้นมาว่า ก็จริง ถึงเขาจะสามารถฝึกวิชาญาณทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก หากไม่มีใครเข้ามารับการถ่ายทอดวิชาญาณพวกนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะทำอย่างนี้ เขาจึงถามความเห็นของอาจารย์ “แล้วท่านอาจารย์คิดว่าข้าน้อยควรทำอย่างไรครับ” นาวาจึงตอบ “คนที่จะมีญาณเกิดขึ้นได้ ต่างก็ต้องมีการทำสมาธิทั้งนั้น เจ้าคงไม่รู้ว่านอกจากข้าจะมีวิชาญาณนี้แล้ว ข้ายังสามารถเห็นอนาคตของคนได้ด้วย แต่ว่ามันเป็นภาพลาง ๆ เท่านั้น และข้าก็เห็นเจ้าสำเร็จและได้เป็นหนึ่งในปฐพี แต่ข้าอยากให้เจ้าหาวิธีที่จะให้มีคนสืบทอดวิชาญาณเหล่านี้ ข้าถึงได้ถามเจ้าไง แต่เมื่อเจ้าถามกลับมาอย่างนี้ ข้าคิดว่า เจ้าจะต้องเริ่มฝึกคนให้มีการทำสมาธิเพื่อสร้างญาณให้เกิดขึ้นให้มากที่สุด นั่นแหละเป็นหนทางที่ดีที่สุดตามความคิดของข้า” เวทยาจึงตอบ “ขอบพระคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ ข้าน้อยจะนำไปปฏิบัติอย่างที่ท่านแนะนำครับ” นาวาจึงตอบ “ดีแล้ว เจ้าไปเถอะ ขอให้เจ้าสำเร็จทุกวิชาญาณในเร็ววัน” “ขอบคุณครับ ข้าน้อยขอกราบลา” แล้วเวทยาก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อไปยังหมู่บ้านธรณี

จมพสุธา ตาพันช่อง ล่องหนหายตัว

 ณ หมู่บ้านธรณี บ้านของปรมจารย์มุดา ปรมจารย์เนตา และปรมจารย์กายา ทั้งสามคนเป็นพี่น้องกัน และทั้งสามคนก็มีวิชาที่แตกต่างกัน คือ มุดานั้นสามารถดำดินได้ เนตาสามารถมองทะลุทุกสิ่งได้ ส่วนกายาก็สามารถล่องหนหายตัวได้ แต่ว่าวิชาญาณที่ทั้งสามคนมีนั้น ไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์แก่ชาวบ้านได้เลย เพราะไม่สามารถนำไปใช้ในการทำมาหากินของชาวบ้านได้ ทั้งสามคนจึงต้องทำไร่ทำนาเหมือนกับคนทั่วไปเท่านั้น เมื่อเวทยาเดินทางมาถึง เขาได้เข้าไปถามหาบ้านของปรมจารย์ทั้งสามกับชาวนาคนหนึ่งที่เดินอยู่แถวหมู่บ้านธรณี “บ้านของปรมจารย์มุดาไปทางไหนครับ” ชาวนาคนนั้นได้ยินจึงตอบ “มีแต่บ้านไอ้มุดา กับน้องมันสองคน ไม่รู้เป็นปรมจารย์หรือเปล่านะ” เวทยาจึงถามต่อ “ใช่แล้วครับ ทั้งสามท่าน ไปทางไหนหรือท่าน” ชาวนาคนนั้นได้ยินจึงบอกทางให้เวทยา จากนั้นเวทยาก็รีบเดินตรงไปหาทันที เมื่อมาถึงบ้านของปรมจารย์ทั้งสาม “ท่านมุดา ท่านเนตา ท่านกายา มีใครอยู่ไม๊ครับ” เวทยาตะโกนถาม แล้วเสียงจากในบ้านก็ตอบกลับมา “ข้ากายา ข้าอยู่บ้านคนเดียว พี่ข้าทั้งสองไปที่ไร่ เจ้าเป็นใครมีอะไรหรือ” เวทยาจึงรีบตอบ “ข้าน้อยมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับท่านอาจารย์ทั้งสามครับ” แล้วกายาก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเวทยาทันที “เจ้าว่าไงนะ ข้าฟังไม่ชัด” เวทยาจึงตอบย้ำอีกครั้ง “ข้าน้อยมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับท่านอาจารย์ทั้งสามครับ” กายาได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้น “คนที่จะฝึกวิชาญาณจากพวกข้า ต้องมีญาณก่อน เจ้ามีหรือยังล่ะ” เวทยาจึงตอบ “ข้าน้อยสำเร็จวิชาญาณทั้งสี่แล้ว ตอนนี้ข้าน้อยต้องการที่จะฝึกวิชาญาณที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลก ข้าน้อยไม่อยากให้วิชาญาณเหล่านี้สูญหายครับ” กายาจึงพูดขึ้น “เจ้าจะทำอย่างนี้ไปทำไม” เวทยาจึงเริ่มเล่าประวัติของเขา

 ณ หมู่บ้านคามฟ้า เมื่อหลายปีก่อน “เว วิชาญาณบนโลกนี้สูญหายไปมากแล้ว แม่เห็นความสามารถของเจ้าแล้ว ว่าเจ้ามีแววมาทางนี้ เจ้าอาจจะเป็นคนเดียวก็ได้ที่จะสืบทอดวิชาญาณที่เหลืออยู่ แม่คิดอย่างนั้น แม่อนุญาตให้เจ้าไปศึกษาวิชาญาณเหล่านั้นได้ แต่เจ้าต้องรับปากแม่ว่าเจ้าจะต้องใช้มันในทางที่ถูกต้อง” นางจัน แม่(ความจริงเป็นป้า)ของเวทยา เป็นผู้สำเร็จวิชาญาณผลาญพระเพลิงเช่นเดียวกับปรมจารย์อัคคี แต่ตอนนั้นเธอไม่สามารถจะสอนเวทยาได้แล้ว ด้วยอายุที่มากและประกอบกับอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของเธอ เธอเห็นแววของเวทยามาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วว่า เวทยาเป็นคนที่มีพลังจิตสูง และเขาจะเป็นคนที่สืบทอดวิชาญาณต่างๆ ได้อย่างแน่นอน จากนั้นเธอก็พูดขึ้น “นี่เป็นข้อความที่แม่เก็บไว้ให้กับเจ้าแม่จะใส่มันไว้ในกระบอกนี้ เมื่อใดที่เจ้าสำเร็จวิชาทั้ง 7 แล้วเจ้าจงเปิดอ่านมัน แล้วนี้ก็ทรัพย์ที่แม่เก็บไว้ เจ้าจงเอาไปใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อศึกษาเถิด” แล้วเวทยาจึงเริ่มออกเดินทางไปศึกษากับปรมจารย์ตามที่แม่ของเขาบอกไว้

 ณ หมู่บ้านธรณี “ข้าน้อยรับปากกับแม่ไว้ว่าจะฝึกวิชาญาณที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดให้สำเร็จครับ ขอท่านอาจารย์รับข้าน้อยเป็นศิษย์ด้วย” เวทยาพูดขอฝากตัวเป็นศิษย์อีกครั้ง “ปรมจารย์จันไม่ใช่แม่ของเจ้าหรอก เจ้าเป็นลูกของปรมจารย์ดาราต่างหาก” เวทยาจึงรีบถามทันที “แม่ข้าน้อยชื่อจัน ไม่ได้ชื่อดารา ท่านอาจารย์ล้อข้าน้อยเล่นใช่ไม๊” กายา จึงพูดต่อ “ปรมจารย์จันเป็นพี่สาวของปรมจารย์ดารา ทั้งสองต่อสู้กับมารโทสี ตอนนั้นป้ากับแม่ของเจ้าต้องต่อสู้กับมารโทสี เพราะพวกมันกำลังใช้วิชามิจฉาญาณดูดพลังจิตออกจากมนุษย์ทุกคน เธอทั้งสองคนจึงต้องปกป้องมนุษย์เพื่อไม่ให้งานของพวกมันสำเร็จ ถ้าจะให้ข้าเล่าเรื่องนี้คงต้องเล่ากันยาว”

 ยี่สิบปีก่อน ณ บ้านคามฟ้า “พี่จัน เราต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว” ดาราพูดกับพี่สาวของเธอ “วิชามิจฉาญาณของพวกมันแก่กล้าขึ้นทุกครั้งที่มันดูดพลังจิตของมนุษย์ไป” จันตอบน้องสาว และยังไม่ทันที่ดาราจะพูดอะไร หน้าบ้านของเธอทั้งสองก็มีคนตะโกนเข้ามา “แย่แล้วอาจารย์ ช่วยด้วย ช่วยลูกชั้นด้วย” นางสี วิ่งกระหืดกระหอบมาเพื่อขอความช่วยเหลือจากพี่น้องทั้งสอง “มีอะไรแม่สีไพ” ดาราถามออกไป นางสีจึงรีบบอก “ไอ้แดงลูกข้า อยู่ดี ๆ มันหลับไม่ตื่นเลย ช่วยด้วยจ้า” จันได้ยินดังนั้นจึงพูดกับดารา “พวกมันออกล่าอีกแล้ว” แล้วทั้งสองคนก็ออกมาหน้าบ้าน “แม่สี ใจเย็น ๆ เดี๋ยวข้าจะไปดูให้ พาข้าไปดูซิ” ดาราตอบ แล้วทั้งสามคนก็พากันเดินไปยังบ้านของนังสีทันที

 ณ บ้านของสีไพ “ลูกข้าหลับไม่ยอมตื่นเลย แต่มันยังหายใจอยู่ ข้าปลุกเท่าไหร่มันก็ไม่รู้สึกตัว ไม่รู้จะทำยังไง” ดาราจึงตอบ “พลังจิตในตัวของเค้าหมด เป็นฝีมือมารโทสีแน่นอน ข้าจะพยายามช่วยนะ” จากนั้น ดาราก็เริ่มทำสมาธิเพ่งส่งกระแสพลังสติเข้าไปยังบริเวณหน้าอกข้างซ้ายของแดง เธอทำอย่างนั้นอยู่ประมาณสิบห้านาที ดาราจึงออกจากสมาธิ แล้วพูดขึ้น “ถ้าพรุ่งนี้เค้ายังไม่ตื่น ชั้นก็คงจะหมดปัญญานะ แม่สี ต้องใจเย็น ๆ รอดูอาการพรุ่งนี้ ระหว่างนี้ชั้นจะให้ยันต์กันมาร แม่สีเอาไปติดไว้หน้าห้อง มันจะป้องกันมารโทสีเข้ามาได้” แล้วดาราก็ส่งผ้ายันต์ให้กับนังสี

 หลังจากที่ทั้งคู่กลับมาบ้านแล้ว “ดารา เธอใช้พลังจิตมากนะวันนี้” จันพูดกับน้องสาว ดาราจึงตอบ “ชั้นช่วยได้ชั้นก็ต้องช่วย เดี๋ยวชั้นค่อยทำสมาธิเพิ่มพลังก่อนนอนได้ ขอบคุณพี่จันที่เป็นห่วง” ดารามีวิชาญาณอยู่วิชาหนึ่งเรียกว่า วิชาญาณพลังสติ วิชาญาณนี้เป็นวิชาที่สามารถทำให้คนที่ขาดสติมีความรู้สึกตัวได้ โดยการที่เธอส่งพลังสติเข้าไปในคนที่เธอต้องการจะช่วย “ว่าแต่ว่าเราจะจัดการกับมารโทสียังไงดี” ดาราถามจันผู้เป็นพี่สาว “ยังไม่เคยมีใครเห็นตัวเป็น ๆ ของมันเลย แล้วเราจะทำยังไงได้ล่ะ” ดาราจึงพูดขึ้น “พรุ่งนี้ชั้นจะไปหาอาจารย์เนตา วิชาญาณตาพันช่องของเค้าอาจจะช่วยค้นหามารโทสีได้” จันจึงตอบ “อาจารย์เนตาวางมือจากวิชานี้ไปแล้ว แล้วเค้าจะมีวิชานี้อยู่หรือ” ดาราจึงตอบ “สิบปีไม่น่าจะลืมวิชาหรอกพี่” “งั้นวันนี้ชั้นฝากพี่จันดูเจ้าเวด้วยนะ” แล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันเข้านอน หลังจากดาราอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้วก็รีบทำสมาธิก่อนนอน

 วันรุ่งขึ้น “ชั้นอาจจะไปนานหน่อยนะพี่ ฝากดูเจ้าเวด้วย” ดาราบอกกับจัน แล้วก็ออกเดินทางไปเพื่อไปหาอาจารย์เนตา จันจึงเข้าบ้านไป เมื่อมาถึงภายในห้องของดารา “เวเอ้ย แกมันอาภัพนะ พ่อแกก็ตายจากไปก่อนแกเกิด นี่แม่แกก็ต้องห่างแกไปอีก” พ่อของเวทยามีนามว่า ปรมจารย์เชน พ่อของเขานั้นเป็นปรมจารย์ที่มีวิชาญาณเช่นกัน แต่เป็นวิชาญาณบุพเพนิวาสานุสติ คือ ระลึกชาติได้ แต่เนื่องจากมนุษย์บนโลกนี้ไม่มีใครสนใจ หรือให้ความสำคัญเพราะไม่สามารถเอามาใช้ในการทำมาหากิน หรือใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ เมื่อตอนที่ปรมจารย์เชนยังอยู่ เขาได้เข้าร่วมในการต่อสู้กับมารโลภา ครั้งนั้นคนที่เป็นปรมจารย์ทุกคนบนดาวดวงนี้ ต้องจดจำไม่ลืม และมันก็จะเป็นตำนานตลอดไป มันคือ ศึกพลังจิตพิชิตมารโลภา ในตอนนั้น มารโลภา ซึ่งมีวิชามิจฉาญาณสังหาร คือ สามารถที่จะสั่งตายให้กับใครก็ได้ ถ้าเขาต้องการ ดังนั้น ปรมจารย์ทุกคนจึงลงความเห็นว่า หากมารโลภายังอยู่ ย่อมเป็นภัยกับทุกคนบนโลก ตอนนั้นปรมจารย์ทั้ง 7 ผู้มีวิชาญาณเป็นผู้นำปรมจารย์อีกกว่าร้อยชีวติจึงร่วมมือกันออกล่ามารโลภา จนได้ที่พำนักของเขา

 ณ ป่าพนาสน “ทุกคนพวกเราเข้าใกล้มากแล้ว ระวังตัวไว้ด้วย” ปรมจารย์เนตาพูดขึ้น ทุกคนพยักหน้า ทันใดนั้น ปรมจารย์เชิด ผู้มีวิชาญาณเรียกลมพายุก็ล้มลงและขาดใจในทันที “มันเห็นพวกเราแล้ว เข้าที่กำบัง” วิชามิจฉาญาณสังหารนั้นหากมารโลภาเพ่งจิตไปยังบุคคลใด จนถึงระดับโมเลกุลแล้ว เขาจะใช้โมเลกุลจากอากาศรอบ ๆ ตัวของคนนั้นให้เข้าแทรกไปในโมเลกุลของมวลกาย ทำให้ผู้นั้นขาดใจตายในทันที ดังนั้นการที่จะหลบเลี่ยงวิชานี้ได้ จะต้องหาที่กำบังกายไม่ให้มารโลภาใช้กระแสพลังมิจฉาเพ่งมาที่ตัวของบุคคลนั้น หลังจากที่ทุกคนหาที่กำบังแล้ว ซักพักเนตาก็พูดขึ้น “ข้าเห็นมันแล้วมันอยู่ตรงเนินเขาด้านบนนั่น” เนตาชี้มือไปยังเนินเขาซึ่งอยู่เหนือป่าที่พวกเขากำลังเดินทาง จากนั้นปรมจารย์พัน ก็เพ่งต้นไม้ต้นหนึ่งให้โมเลกุลของมันขดกันเป็นเกลียวเชือกแล้วส่งไปยังเนินเขานั่น ปรมจารย์กิจาก็ใช้วิชาเคลื่อนย้ายวัตถุทำให้เชือกนั้นมัดตัวมารโลภาไว้อย่างแน่นหนา ปรมจารย์เปวาก็ใช้วิชาปิดประสาทสัมผัสหรืออายตนะของมารโลภาเพื่อไม่ให้มารโลภาสามารถมองเห็นปรมจารย์ทั้งหลาย แต่ว่า มันช้าไป เพราะเหล่าปรมจารย์ต่าง ๆ ที่ใช้วิชาญาณจัดการกับมารโลภาทั้งสามคน ผ่านสายตาของมารโลภามาแล้ว เขาจึงเพ่งพลังญาณสังหารทำให้ปรมจารย์ทั้งสามคนขาดใจตายและล้มลงทันที เชือกที่รัดตัวมารโลภาจึงสลายลง มารโลภากลับมาเห็นได้อีกครั้ง

 ตอนนั้นพ่อของเวทยาได้เพ่งไปที่มารโลภาเพื่อดูอดีตชาติของเขา เผื่อว่าจะหาวิธีที่จะหยุดมารโลภาให้ได้ แต่เมื่อมารโลภาหลุดจากพันธนาการแล้วเขาก็เพ่งกระแสมาที่พ่อของเวทยาทันที แล้วพ่อของเวทยาก็ขาดใจล้มลงเช่นกัน ปรมจารย์เอสาผู้มีวิชาเหาะเหินเดินอากาศจึงพาตัวเองลอยเข้าไปหามารโอภา โดยการอ้อมไปทางด้านหลัง แต่มารโลภาเห็นทันจึงเพ่งกระแสไปที่เอสา แล้วเอสาก็ขาดใจตายและตกลงมาที่พื้นบริเวณที่มารโลภายืนอยู่ ปรมจารย์สินจึงใช้วิชาสร้างควัน ทำให้ควันจำนวนมากเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวมารโลภา แต่มารโลภานั้นคิดว่าถ้าอยู่ในที่มืดอย่างนี้ตนอาจจะเสียทีได้จึงวิ่งสูงขึ้นไปบนเขาอีก และเมื่อมารโลภาหันกลับมาก็เห็นปรมจารย์สินพอดี เขาจึงเพ่งกระแสสังหารปรมจารย์สินจนขาดใจตายเช่นกัน ปรมจารย์วินาผู้มีวิชาควบคุมมวลกายมนุษย์ เขาจึงคิดเสี่ยงตายโดยการเข้าประจันหน้ากับมารโลภา โดยหวังว่าจะควบคุมมวลกายของมารโลภาไม่ให้เขาสามารถสร้างมิจฉาญาณสังหารได้ แต่ทว่าพลังจิตของมารโลภานั้นแก่กล้ากว่ามาก ขณะที่วินากำลังเพ่งกระแสออกไปก็ต้องขาดใจตายก่อน เมื่อปรมจารย์ทั้งหมดเห็นว่าฝ่ายตนคงทำอะไรไม่ได้แล้ว ต่างก็เริ่มหยุดการโจมตี และหลบอยู่ที่กำบัง แล้วเริ่มวางแผนกันใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้ทุกคนต่างลงความเห็นว่า การจับเป็นคงจะไม่มีทางทำได้ ดังนั้นจึงต้องจับตายอย่างเดียว แล้วปรมจารย์กายาก็ใช้วิชาญาณล่องหนหายตัวไปปรากฏตัวด้านหลังของมารโลภา แล้วเขาก็เอาถุงคลุมหัวของมารโลภาไว้ พร้อมกับตะโกนว่า “ท่านอัคคี จัดการเลย” อัคคีจึงใช้วิชาญาณผลาญพระเพลิงเพ่งอากาศรอบ ๆ ตัวมารโลภาให้เกิดไฟเผามารโลภา ขณะนั้นกายาก็ยังจับถุงคลุมหัวมารโลภาไว้แน่น ในที่สุดไฟก็เริ่มเผามารโลภาตั้งแต่ขาขึ้นไป กายาจึงหายตัวกลับออกมาที่เดิม แล้วมารโลภาก็สิ้นใจ การต่อสู้ครั้งนี้โลกต้องเสียปรมจารย์ไปถึง 7 คน และกลายเป็นตำนานให้เล่าขานกันต่อไป

 เมื่อดาราเดินทางออกมาจากหมู่บ้านคามฟ้าแล้ว เธอก็รีบตรงไปหมู่บ้านธรณีทันที ในคืนหนึ่งระหว่างเดินทาง เธอก็ถูกมารโทสีโจมตีทันที “เจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่คนเดียว” ดารารู้ในทันทีว่าเสียงนี้คือมารโทสี “โทสี เจ้าควรจะเลิกใช้วิชาของเจ้าได้แล้ว เจ้าจะเอาพลังจิตของผู้อื่นไปทำไม ทำไมเจ้าไม่สร้างมันขึ้นเอง เจ้ากำลังทำร้ายผู้อื่น เราขอให้เจ้าหยุดการกระทำของเจ้า” มารโทสีจึงตอบ “เจ้าคิดว่าวิชาญาณของเจ้าจะทำอะไรข้าได้” ดารานั้นมีวิชาส่งพลังจิตได้ ในเมื่อส่งพลังจิตได้เธอก็สามารถใช้วิชานี้ดึงพลังจิตได้เช่นกัน เธอจึงเริ่มเพ่งไปที่มารโทสี ขณะเดียวกันมารโทสีก็เพ่งมาที่ดาราเช่นกันเพื่อดึงพลังจิตของดาราออกมา แล้วกระแสของทั้งคู่ก็วิ่งมาชนกัน บริเวณที่กระแสปะทะกันนั้นจึงเกิดความร้อนขึ้นทำให้พื้นดินใต้จุดปะทะนั้นเริ่มละลายกลายเป็นดินเหลวที่มีความร้อน กระแสของทั้งคู่ปะทะกันนานมากหลายชั่วโมง และในขณะที่ดาราเริ่มอ่อนแรง ปรมจารย์กายาก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วรีบพาดาราออกมาจากที่ตรงนั้นทันที

 ณ หมู่บ้านสัญจรา “เจ้าเกือบตายแล้วดารา ถ้าข้าไปพาเจ้าออกมาไม่ทันเจ้าอาจตายได้ เจ้ารู้หรือไม่” ดาราตอบอย่างอ่อนแรง “ข้าก็คิดอย่างนั้น ขอบคุณท่านมาก ท่านคือ..” กายาจึงตอบ “ข้ากายา” แล้วดาราก็สลบไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ดาราตื่นขึ้นมาด้วยอาการที่หมดเรี่ยวแรง แต่ก็พยายามฝืนเดินออกมานอกบ้านที่เธอพัก กายาเห็นเข้าจึงพูดขึ้น “เจ้าสบายดีแล้วรึ” ดาราพยักหน้าตอบว่า “ข้าคิดว่าอย่างนั้น ท่านคือกายาใช่ไม๊” กายาตอบ “ใช่ เจ้ากำลังจะไปไหน” ดาราจึงตอบ “ข้ากำลังจะไปหาท่านกับมุดาและเนตานั่นแหละ เพื่อให้มาช่วยกันจัดการกับมารโทสี” กายาจึงพูดขึ้น “พวกเราทั้งสามก็กำลังหาทางจัดการกับมันอยู่ เนตาพี่ข้าสามารถใช้ญาณค้นหาจนเห็นมันแล้วและกำลังตามล่ามันเช่นกัน แต่เมื่อคืนนี้มันหายตัวกำบังกายไว้ จนพี่ข้าเห็นมันปรากฏตัวต่อสู้กับเจ้านั่นแหละ พวกเราทั้งสามกำลังจะไปหาท่านอัคคีให้ช่วยกันจัดการกับมารโทสีเช่นกัน” ดาราจึงพูดขึ้น “งั้นเรารีบไปกันเถอะ อย่ามัวชักช้า” กายาจึงถาม “แล้วเจ้าไปไหวแล้วเหรอ” ดาราตอบ “เรื่องนี้รอเวลาไม่ได้แล้ว เพราะถ้ามารโทสียังอยู่ ชาวบ้านไม่มีทางที่จะอยู่อย่างสงบสุขได้” แล้วทั้งสี่คนก็ออกเดินทางไปหาปรมจารย์อัคคี

 ณ หมู่บ้านสัญจรี เมื่อทั้งสี่คนเดินทางมาถึงหมู่บ้านนี้ พวกเขาตกลงกันว่าจะพักที่นี่คืนหนึ่งก่อน แล้วเช้าจึงจะออกเดินทางต่อ ขนาดที่ทุกคนกำลังเตรียมที่นอนของตน ทันใดนั้น มารโทสีก็ปรากฏตัวขึ้น “พวกเจ้ากำลังจะไปไหนกัน คิดว่าข้าไม่รู้หรือ” ยังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไร มารโทสีก็เพ่งกระแสดึงดูดพลังจิตของดาราแล้ว ดารายังไม่ทันได้ตั้งตัวเธอจึงถูกมารโทสีดึงพลังจิตของเธอออกไปจนหมด ประกอบกับพลังจิตที่อ่อนแรงของเธอในขณะนั้น ดาราจึงสิ้นใจทันที แล้วมารโทสีก็หันมาทางกายา “เจ้าเป็นคนต่อไป” แต่ในขณะที่มารโทสีกำลังเพ่งกระแส ไฟก็ลุกขึ้นท่วมตัวของมารโทสีในทันที แล้วมารโทสีก็ไม่เหลืออะไรนอกจากขี้เถ้า “ข้ามาช้าไปหน่อย” ปรมจารย์อัคคีพูดขึ้น แล้วทั้งสามคนก็พูดขึ้นพร้อมกัน “ท่านอัคคี” อัคคีจึงพูดขึ้นว่า “ดารามันหมดกรรมแล้ว ข้ามาช้าไปจริง ๆ แต่ข้าก็กำจัดมารโทสีได้ตามความต้องการของนังดารา พวกเจ้าช่วยไปบอกข่าวกับนังจันด้วยแล้วกัน ข้ารู้สึกเสียใจมาก ข้าไม่กล้าบอกข่าวนี้กับนังจันหรอก” แล้วทั้งสามก็รีบเดินทางไปหาปรมจารย์จัน

 ณ หมู่บ้านคามฟ้า “พวกข้ายังไม่ทันตั้งตัว ไอ้มารโทสีมันก็โจมตี นังดารามันกำลังอ่อนแรงด้วย พวกข้าเสียใจด้วยนะแม่จัน” กายาพูดกับแม่จัน แล้วแม่จันก็พูดขึ้น “ขอให้น้องดาราไปสู่สุคติ เจ้าไม่ต้องห่วงเจ้าเวนะ ข้าจะดูแลมันให้เหมือนกับลูกของข้า”

 หลังจากที่เวทยาฝึกวิชาญาณกับสามอาจารย์จนสำเร็จแล้ว เขาจึงเปิดอ่านข้อความที่แม่ของเขาฝากไว้ “อาจารย์ครับ มันเป็นเคล็ดวิชาเหาะเหินเดินอากาศครับ” เวทยาพูดกับปรมจารย์กายาหลังจากที่ได้เปิดอ่านข้อความในกระบอกไม้ไผ่ที่แม่จันให้ “อะไรกัน วิชานี้หายสาบสูญไปตั้งแต่ท่านเอสาตายแล้วนี่” แล้วเวทยาจึงถามกายา “แล้วทำไมต้องฝึกวิชาอื่นก่อนครับ” กายาจึงพูดขึ้น “วิชาญาณแต่ละวิชาบางอย่างต้องฝึกให้สำเร็จวิชาญาณอื่นก่อนถึงจะฝึกวิชาญาณนั้นได้ วิชาเหาะเหินเดินอากาศนั้นเจ้าต้องฝึกวิชาจมพสุธา ตาพันช่อง ล่องหนหายตัว สองในสามวิชานี้ให้ได้ก่อน เพราะมันเป็นวิชาญาณที่เพ่งจิตที่ตัวของเจ้า เมื่อเจ้าชำนาญแล้วจึงจะสามารถฝึกวิชาเหาะเหินเดินอากาศได้ แม่จันของเจ้าคงอยากให้เจ้าเป็นเทวดาแน่ ๆ ถึงให้เจ้าฝึกวิชาญาณมากมายขนาดนี้ ที่จริงข้ามีความลับของวิชาญาณอีกวิชาที่ไม่มีใครรู้เลยบนโลก นอกจากข้าเท่านั้น แต่เมื่อเจ้ามีตำราอยู่ในมือแล้วก็จงเร่งฝึกเถิด ฝึกสำเร็จแล้วเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง” แล้วเวทยาก็เร่งฝึกปฏิบัติวิชาเหาะเหินเดินอากาศแบบหามรุ่งหามค่ำ และไม่นานนักเขาก็สำเร็จจนได้ “เอาล่ะ สิ่งที่ข้าจะบอกเจ้า มันเป็นตำนานจากอาจารย์ของข้า ใต้มหาสมุทรยังมีถ้ำ ๆ หนึ่ง ภายในถ้ำนี้มีผู้เขียนวิชาญาณที่ 8 ของโลกขึ้น มันเป็นวิชาญาณที่มนุษย์ค้นพบเป็นวิชาในอันดับที่ 8 ในจำนวนวิชาญาณทั้งหมด 1,081,900 วิชา มันเป็นวิชาเก่าแก่และสูญหายไปนานแล้ว ปรมจารย์โบราณได้จารึกมันไว้ แต่มันเป็นได้แค่จารึกเท่านั้น เพราะผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมารู้แต่หลักการปฏิบัติ แต่ไม่มีใครบนโลกนี้สามารถทำได้จริง มันเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง วิชาญาณนี้คือ วิชาญาณอนัตตา” เวทยาถามย้ำ “วิชาญาณอนัตตา” กายาพยักหน้าแล้วพูดต่อ “วิชานี้ไม่ได้สร้างอิทธิปาฏิหารย์ใด ๆ แต่เป็นวิชาที่ปรมจารย์ทุกท่านในอดีตยอมรับว่ามันเป็นสุดยอด เพราะว่ามันเป็นการเพ่งถึงขนาดที่เจ้าไม่เห็นตัวเองเลย” เวทยาเริ่มสนใจขึ้นมาทันที “แล้วจารึกนี้มันอยู่ที่ใดครับท่านอาจารย์” กายาจึงตอบ “กลางมหาสมุทรใต้พื้นดินจะมีสะดือมหาสมุทรอยู่ เจ้าต้องดำดินลงไปที่ตรงนั้นแล้วเข้าไปในสะดือมหาสมุทร แล้วเจ้าจะพบมัน “แล้วอาจารย์เคยเห็นด้วยหรือครับ” เวทยาถามให้แน่ใจ กายาจึงตอบ “แน่นอน แต่ข้าไม่มีความสามารถที่จะฝึกได้ มันเป็นวิชาที่ยังไม่มีใครเคยฝึกได้อย่างที่บอกไปแล้ว ข้าก็เช่นกัน ถ้าเจ้าอยากรู้ก็จงไป ณ ที่ที่ข้าบอกเจ้านั่นแหละ” ในที่สุดเวทยาก็ออกเดินทางอีกครั้งเพื่อค้นหาสะดือมหาสมุทร

   ณ ประเทศวิทยานคร ที่ประชุมสภากำลังพิจารณาเรื่องการสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศที่อยู่บนแผ่นดินผืนใหม่ที่ได้ข้อมูลจากดาวเทียม “มีเมืองที่คาดว่าน่าจะมีประชากรอาศัย 77 เมืองจากภาพถ่ายนี้ และในภาพยังแสดงให้เห็นได้ว่าถนนหนทางการคมนาคมยังน่าจะล้าหลังพวกเรามาก แต่ผืนดินอุดมสมบูรณ์ ใต้ผืนดินเรากำลังรอภาพถ่ายชุดใหม่ ถ้าได้มาเราจะรู้ว่ามีแร่อะไรบ้างที่นั่นครับท่านประธาน” ผู้อำนวยการระบบสารสนเทศแห่งชาติรายงานข้อมูลกลางที่ประชุม จากนั้นประธานาธิบดีก็พูดขึ้น “เราจะมีแหล่งผลิตอาหารกับแหล่งแร่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ขอเชิญท่านสมาธิผู้ทรงเกียรติแสดงความคิดเห็นครับ” แล้วสมาชิกสภาคนหนึ่งซึ่งได้ฐานคะแนนมาจากกลุ่มนายทุนผู้ผลิตอุตสาหกรรมอาหารก็ยกมือ ประธานในที่ประชุมจึงอนุญาต “จากที่ผมอ่านข้อมูลทั้งหมดนี้แล้ว มันเป็นโอกาสที่เราจะนำทรัพยากรที่พวกเขามีอยู่มาทำประโยชน์ของเราได้ ผมคิดว่าควรจะส่งทูตไปเจรจาให้พวกเขาปลูกพืชเศรษฐกิจที่เราขาดแคลนได้ครับ” แล้วสมาชิกอีกคนหนึ่งซึ่งได้ฐานคะแนนมาจากกลุ่มนายทุนผู้ผลิตอุตสาหกรรมอาวุธก็ยกมือ ประธานในที่ประชุมจึงอนุญาต “ตามความเห็นของผม ผมขอแสดงความเห็นว่าเราควรจะยึดเป็นเมืองขึ้นจะดีกว่าครับ เมื่อเรายึดเป็นเมืองขึ้นแล้ว การตัดสินใจเรื่องผลประโยชน์ก็จะเป็นของเรา ทำให้ผลประโยชน์มากกว่าการไปเจรจาทางการค้าครับ” จากนั้นก็มีสมาชิกอีกหลายคนต่างก็ยกมือแสดงความคิดเห็นกันต่าง ๆ นา ๆ ตามฐานคะแนนเสียงที่ตนได้รับเลือกมา แล้วประธานในที่ประชุมจึงสรุป “ความคิดเห็นมันหลากหลายมาก ผมคิดว่าควรจะจัดเข้าเป็นกลุ่มแล้วโหวตดีกว่า ผมขอให้เลขาที่ประชุมช่วยจัดกลุ่มความคิดเห็นให้ด้วยครับ ระหว่างนี้ก็ขอให้ทุกท่านพักการประชุมก่อน แล้วอีกหนึ่งชั่วโมงเรามาโหวตกัน เชิญครับ” หนึ่งชั่วโมงต่อมา การประชุมจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง ประธานในที่ประชุมได้ส่งเอกสารการจัดกลุ่มความคิดเห็นออกเป็นสองแนวทาง คือ ส่งทูตไปเจรจาทางการค้า กับส่งกำลังทหารเข้ายึดเป็นเมืองขึ้น แล้วประธานก็พูดขึ้น “ต่อไปเป็นการโหวตว่าจะกำหนดนโยบายไปทางไหนขอเชิญสมาชิกทุกท่านกดปุ่มโหวตได้ครับ” ผลการนับคะแนนที่ได้คือ การส่งทูตไปเจรจาทางการค้า แล้วจึงปิดประชุม

 หลังจากนั้นหนึ่งเดือน “คณะทูตชุดแรกนี้ถือว่าเป็นคณะทูตแห่งประวัติศาสตร์ของโลก เพราะเหตุการณ์นี้จะเป็นการเริ่มประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลก ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ” แล้วคณะทูตทั้งหมดก็ออกเดินทางด้วยเครื่องบินที่มีพิสัยการบินซึ่งพัฒนาให้เดินทางได้ไกลที่สุดเท่าที่มีประจำการอยู่ในวิทยานคร

 บนเครื่องบินของคณะทูต “นี่เป็นครั้งแรกของผมเลยนะนี่ที่โดดร่ม” แล้วทหารยศพันเอกผู้ที่จะเป็นหัวหน้าคณะเดินทางก็พูดปลอบใจ “ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วงครับ ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนที่ฝึกมาแล้ว รับรองว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์” เมื่อเข้าเขตประเทศมนตรานครแล้วทั้งหมดก็โดดร่มลง ทุกคนลงถึงพื้นโดยปลอดภัย ผู้พันจึงพูดขึ้น “หมู่บ้านที่พวกเราจะไปนี้ น่าจะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ครับทุกท่าน ห่างจากนี่ไปประมาณห้าร้อยเมตร”

 ณ เมืองมัชฌิมานคร “เฮ้ย นั่นนกอะไร พวกเจ้าดู” แล้วคนเกือบทั้งเมืองก็เห็นเครื่องบินขนาดใหญ่ของวิทยานคร พวกเขาไม่เคยเห็นของพวกนี้จึงทำให้ทุกคนตื่นเต้นกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก “เฮ้ย นั่นมันขี่ออกมา หลบเร็ว ตัวมันใหญ่ขนาดนี้ ขี้มันต้องกองท่วมหัวพวกเจ้าแน่” ที่วังของเจ้ามัน ตรา เจ้ามันตราได้ยินข่าวจากทหารหน้าวังรายงานเข้ามา เขาจึงให้โหรทำนายทันที “อำมาตย์เทพา เจ้าจงทำนายซิว่ามันจะเกิดเหตุเภทภัยอะไรหรือไม่” จากนั้นอำมาตย์เทพาจึงคำนวณตัวเลขตามหลักโหราศาสตร์ของตน ซักพักจึงถวายคำพยากรณ์ “เป็นเหตุไม่ดีพระเจ้าค่ะ ดวงเมืองกำลังเคลื่อนเข้าสู่ความฉิบหาย ราษฎรกำลังจะล้มตาย” เจ้ามันตราตกใจอย่างมากจึงพูดขึ้น “แล้วเราต้องทำยังไง เจ้ารีบบอกมา” อำมาตย์เทพาจึงส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น “ทำอันใดไม่ได้เลย ทำได้แต่แค่ต้องระวังตัวเองไว้เท่านั้นพระเจ้าค่ะ” จากนั้นทหารก็เข้ามารายงาน “กราบเจ้ามันตรา ชาวบ้านมีเสียงเอะอะโวยวายกันใหญ่ว่า มีเทวดามาจากฟ้าพระเจ้าค่ะ” เจ้ามันตราจึงสั่งให้อำมาตย์ออกไปดู “อำมาตย์เพชร เจ้าจงไปดูซิว่ามันเกิดอะไรขึ้นนอกวัง เหตุใดชาวบ้านจึงเสียงเอะอะโวยวาย”

 หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นแล้ว คณะทูตก็เดินทางเข้ามาถึงเมือง “พวกเขาพูดภาษาอะไรกัน เราก็ยังไม่รู้เลยนะผู้พัน” ทูตผู้ชำนาญภาษาผู้หนึ่งพูดขึ้น ผู้พันจึงบอก “ไม่ต้องกลัวครับ ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องผมมีภาษาปืนอยู่” แล้วทั้งหมดก็หัวเราะ แล้วคณะทูตก็ได้พบกับประชากรคนแรกของมนตรานคร ซึ่งออกมายืนรออยู่ที่ซุ้มประตูเมือง เขาคือ อำมาตย์เพชร หลังจากที่มองกันอยู่ซักพัก อำมาตย์เพชรจึงพูดขึ้น “พวกท่านเป็นใคร” แล้วทูตผู้ชำนาญภาษาก็พูดขึ้นมาทันที “เฮ้ย พูดภาษาเราด้วย” ผู้พันจึงตอบอำมาตย์เพชร “พวกเราเป็นชาววิทยานคร มาจากอีกฟากหนึ่งของโลก เรามาดี เรามีความรู้ในการประดิษฐ์สิ่งของได้เจริญกว่าพวกท่าน” อำมาตย์เพชรจึงตอบ “จริงหรือนี่ แล้วพวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราชาวมนตรานครอยู่ที่นี่” ผู้พันจึงตอบ “เรามีดาวเทียม พวกท่านคงไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่ผมคงบอกได้แค่ว่า เราเห็นพวกคุณจากบนท้องฟ้า และตอนนี้พวกเราต้องการจะเจริญสัมพันธไมตรีกับพวกท่าน” อำมาตย์เพชรจึงตอบ “สัมพันธไมตรียังไง ข้าไม่เข้าใจคำท่าน” ผู้พันจึงนิ่งซักพักก่อนจะพูดว่า “มาเป็นเพื่อนกับพวกท่านไง เข้าใจหรือไม่ครับ” อำมาตย์เพชรพยักหน้าตอบ แล้วจึงเชิญคณะทูตทั้งหมดเข้าวังไป

 ณ เรือนพักรับรองอาคันตุกระ “เรือนนี้ไม่ค่อยได้รับแขกเท่าใด ส่วนใหญ่มีแต่พวกปรมจารย์มาแวะพักบ้างบางครั้ง หวังว่าคงจะพออยู่กันได้นะ เชิญพักผ่อนตามสบาย ประเดี๋ยวข้าจะต้องไปถวายรายงานเจ้ามันตราก่อน” หลังจากอำมาตย์เพชรออกไปแล้ว ผู้พันจึงพูดขึ้น “พวกนี้ล้าหลังกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ ถ้าผมเป็นประธานาธิบดีแล้วรู้สถานการณ์ว่าเป็นอย่างนี้ ผมคงจะตัดสินใจใหม่” แล้วทูตผู้ชำนาญทางด้านปรัชญาจึงพูดขึ้น “การอยู่ด้วยกันอย่างสันติจะสร้างสัมพันธไมตรีที่ยั่งยืนกว่าการอยู่ด้วยกันแบบครอบงำนะผู้พัน” ทูตผู้ชำนาญทางวิศวกรรมก็พูดขึ้นบ้าง “ที่นี่น่าจะมีปริมาณงานก่อสร้างมากกว่าที่วิทยานครสองเท่าตัวได้ มันต้องเป็นเมกะโปรเจ็คแน่นอน” ผู้พันจึงพูดขึ้น “ยังไงก็สร้างสนามบินก่อนนะ ไม่งั้นพวกเราไม่ได้กลับบ้านแน่นอนเหมือนกัน” แล้วผู้หมวดสื่อสารก็รายงาน “ผมสำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมไว้แล้ว และส่งข้อมูลทั้งหมดกลับไปที่วิทยานครแล้วครับผู้พัน” ผู้พันจึงตอบ “โอเค” จากนั้นทั้งหมดก็เก็บข้าวของสัมภาระของแต่ละคนแล้วก็นั่งรอเวลา

 ณ วังของเจ้ามันตรา “เรื่องในตำนานเป็นเรื่องจริง พวกเขาเป็นน้องของเราในตำนานพระเจ้าค่ะ” อำมาตย์เพชรถวายรายงานต่อเจ้ามันตรา “ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปพาพวกนั้นมาเจรจากความกัน มากินมื้อเย็นด้วยกันเลย ให้ถือว่าพวกเขาเป็นแขกของข้า ปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดี” อำมาตย์เพชรจึงกลับออกไปที่เรือนรับรอง “ขอเชิญทุกท่านตามข้ามา เจ้ามันตราอยากให้พวกท่านกินมื้อเย็นด้วยกัน ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านกินอาหารอะไรที่เมืองของพวกท่าน” ผู้พันจึงตอบ “เรากินได้หมดแหละ แล้วพวกท่านกินอะไรกันล่ะ” อำมาตย์เพชนจึงตอบ “พวกเรากินข้าวเป็นอาหารประจำ” ผู้พันจึงพูด “อ้าว กินเหมือนกันนิ” แล้วทั้งหมดก็เข้าไปที่วังของเจ้ามนตรา

 ณ ห้องอาหารของวังเจ้ามันตรา “เจ้ามันตรามาแล้ว” เสียงของทหารรักษาพระองค์ดังขึ้น อำมาตย์เพชรและคณะทูต่างลุกขึ้นยืนถวายความเคารพ และเมื่อเจ้ามันตรานั่งประจำที่แล้วก็พูดขึ้นว่า “เชิญทุกท่านนั่งรับประทานอาหารกัน” แล้วทุกคนก็เริ่มลงมือ ซักพักผู้พันก็พูดขึ้น “ผมไม่ทราบว่าต้องใช้คำราชาศัพท์ยังไงครับท่านเจ้ามันตรา” เจ้ามันตราจึงตอบ “เมืองของข้าไม่มีคำราชาศัพท์อะไรมากหรอก ท่านใช้คำพูดที่พวกท่านเคยพูดนั่นแหละ” ผู้พันพยักหน้าตอบ “ขอรับ ที่เมืองของท่านเจ้ามีอะไรที่พิเศษ ๆ มั่งไม๊ครับ” เจ้ามันตราจึงตอบ “เมืองของข้ามีวิชาญาณเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุด เหมือนกับตำนานที่เล่าขานกันมา ข้าไม่อยากเชื่อเช่นกันว่าตำนานที่เล่าขานกันมานั้นมันเป็นเรื่องจริง แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ พวกท่านก็คงมีสิ่งประดิษฐ์ที่พิสดารมากมายซิ” ผู้พันจึงตอบ “แน่นอนขอรับ เครื่องบินของพวกเราที่ท่านเห็นนั่นเป็นแค่สิ่งประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆเท่านั้น” หลังจากการรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เจ้ามันตราจึงพูดขึ้น “วันนี้พวกท่านไปพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาคุยกัน” แล้วเสียงของทหารรักษาพระองค์ก็ดังขึ้น “เจ้ามันตรากลับแล้ว”

 วันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรงที่เจ้ามันตราออกว่าราชการ จึงเริ่มมีการพูดคุยกัน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า ทางวิทยานครต้องการทำการค้ากับมนตรานคร โดยจะรับซื้อพืชผลทางการเกษตร แต่เนื่องจากมนตรานครไม่มีระบบเงินตราเพราะที่นี่ยังใช้ระบบแลกของต่อของกัน จึงจำเป็นต้องเริ่มมาใช้ระบบเงินของวิทยานคร ส่วนทางวิทยานครก็จะถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ รวมทั้งส่งสินค้าอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาขายในมนตรานคร

 หลายปีต่อมา การค้าระหว่างทั้งสองประเทศก็ราบรื่นมาโดยตลอด เทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดมายังมนตรานครตลอดเวลา ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของมนตรานครกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เร็วจนแทบตั้งตัวไม่ทัน วัฒนธรรมเก่า ๆ หายไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีอะไรที่เคยมีในมนตรานครสูญสิ้นไปในเวลาไม่นานนัก

 แต่ผลประโยชน์มันก็คือผลประโยชน์ ไม่เคยมีผลประโยชน์ที่ไหนที่ให้คนได้ทั้งสองฝ่าย ดังนั้นเมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสียเสมอ เมื่อวิทยานครเริ่มมีแหล่งผลิตทางเกษตรและสามารถนำเข้าไปจำหน่ายในวิทยานครได้อย่างเสรี ทำให้นายทุนอีกกลุ่มที่เป็นเจ้าของแหล่งผลิตทางการเกษตรภายในประเทศต้องสูญเสียผลประโยชน์ไป เพราะสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตภายในประเทศต้องกดราคาลงมาให้ต่อสู้แข่งขันกับสินค้าเกษตรที่มาจากมนตรานคร แม้ต้นทุนการขนส่งจะสูงกว่า แต่เมื่อก่อนนี้สินค้าเกษตรที่ได้จากแหล่งผลิตภายในประเทศนั้นตั้งราคากันไว้สูงมาก เมื่อต้องกดราคาลงก็ทำให้เริ่มมีกระแสความไม่พอใจและเกิดการต่อต้านขึ้น

 ณ บ้านของอาจารย์ทั้งสาม “ป่านนี้ไม่รู้ว่าเจ้าเวทยาหาสะดือมหาสมุทรพบหรือยัง” กายาพูดขึ้น “ข้าคิดว่าเขาต้องพบแน่นอนแต่ต้องใช้เวลามากอยู่ แต่สิ่งที่ข้ากังวลมันเป็นเรื่องวิทยานคนมากกว่า” แล้วมุดาก็หยุดซํกครู่จึงพูดต่อ “เจ้ามันตรายอมให้พวกวิทยานครเข้ามาค้าขายกับเรา ข้าว่าหายนะกำลังมาสู่มนตรานครเป็นแน่แล้ว” “ทำไมพี่ท่านถึงคิดอย่างนั้น” กายาถามด้วยความสงสัย มุดาจึงตอบ “เจ้าไม่รู้หรอก ดินที่ข้าเคยสัมผัส ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความแสบร้อน ข้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกวิทยานครส่งมาให้พวกเราใช้มันดีจริงหรือเปล่า” กายาจึงถาม “แล้วพี่ท่านเห็นว่าพวกเราควรทำอย่างไร” มุดาจึงตอบ “ข้าว่าเวลานี้ไม่อาจทำอะไรได้แล้ว ตอนนี้แค่รอให้ผลมันเกิดเท่านั้น” แล้วมันก็กลายเป็นจริงอย่างที่ปรมจารย์มุดาพูด หลายปีต่อมา ที่ดินของชาวมนตรานครตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของชาววิทยานครเกือบค่อนประเทศ โดยที่ชาวมนตรานครไม่เห็นในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะทุกคนมุมานะทำงานในหน้าที่ของตนตามที่เจ้าของที่ดินสั่งเท่านั้น ความขัดแย้งในทางการค้าก็เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อชาววิทยานครในกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์เริ่มอดทนต่อไปไม่ไหว และกลุ่มนายทุนที่เข้าไปทำการค้ากับมนตรานครก็เริ่มเบียดเบียนชาวมนตรานคร ความแตกต่างระหว่างชนชั้นก็มากขึ้นในมนตรานครก็ทวีความห่างมากขึ้นตามไปด้วย ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ชัดเจนจนทำให้ชาวมนตรานครเริ่มรู้สึกได้ขึ้นมา และมันเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

 ณ ไร่แห่งหนึ่งในมนตรานคร “พวกแกทำงานกันยังไงวะ ทำไมผลผลิตรอบนี้มันน้อยนัก มีใครโกงหรือเปล่า” เจ้าของที่ดินชาววิทยานครรายหนึ่งที่ลงทุนซื้อที่ดินในมนตรานครไปกว่าห้าพันไร่ บ่นขึ้น “เจ้านายพวกเราไม่เคยคิดโกงใคร มันผลิตได้เท่าไหร่เราก็ส่งป้อนโรงงานทั้งหมด พวกเราเป็นแค่ลูกจ้างที่ทำตามคำสั่งของเจ้านายทั้งนั้น ทำไมมาใส่ความกันอย่างนี้” ชิดลูกจ้างซึ่งเป็นอดีตเจ้าของที่ดินรายหนึ่งตอบ “ไม่รู้ล่ะ ถ้าเป็นอย่างนี้ผมต้องลดค่าจ้างลงแล้ว ไม่งั้นขาดทุนแน่ ถ้าขาดทุนแล้วผมจะลงทุนทำไม” ชิดจึงตอบ “อย่างนี้มันก็ไม่ยุติธรรมกับพวกเราซิ ก็พวกเราทำตามที่เสี่ยบอกทุกอย่าง ใส่ปุ๋ยก็ใส่ครบ ดูแลตามคำสั่งทั้งหมด จะมาโทษว่าเป็นความผิดของพวกผมได้ยังไง” “ถ้าไม่พอใจก็ออกไป ผมตัดสินใจแล้ว” ในที่สุด ชิดก็หมดความอดทน โดยไม่พูดอะไร เขาเดินทางกลับเข้าไปที่บ้านแล้วก็หยิบปืนลูกซองที่ซื้อมาจากวิทยานครกลับมาที่สำนักงานอีกครั้ง จากนั้นก็ยิงใส่เจ้าของที่ดินรายนี้เสียชีวิตทันที แล้วเขาก็ยืนรอมอบตัว

 ณ ห้องประชุมของสำนักงานตำรวจแห่งวิทยานคร “ไม่ได้ครับ เหตุเกิดในมนตรานคร จะให้ส่งตัวผู้ต้องหามาที่วิทยานครไม่ได้” ผู้บัญชาการตำรวจของมนตรานครพูดขึ้นในการประชุมกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งวิทยานคร “แต่ผู้เสียหายเป็นชาววิทยานครนะครับ ควรจะส่งผู้ร้ายมาขึ้นศาลที่วิทยานคร คุณก็น่าจะรู้นะว่าวิทยานครมีกระบวนการที่ยุติธรรมดีกว่ามนตรานคร” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งวิทยานครพูดตอบ “พูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก ถ้าพูดอย่างนี้ก็เท่ากัยหมายความว่ากระบวนการยุติธรรมของมนตรานครไม่ศักดิ์สิทธิ์ และคุณกำลังดูถูกพวกเราด้วย” แล้วผู้บัญชาการตำรวจวิทยานครก็พูดขึ้น “ประเทศคุณเพิ่งจะเริ่มพัฒนามาไม่กี่ปี ผมพูดไม่ผิด คุณล้าหลังกว่าพวกเรามาก ถ้าคุณไม่ส่งนักโทษมาให้เรา อาจกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ คุณไปคิดดูแล้วกัน” แล้วการประชุมก็สิ้นสุดโดยไม่ได้ข้อสรุป

   ในขณะที่เรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังไม่ยุติ และแล้วในคืนวันนั้นคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาได้เคลื่อนตัวลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ อย่างที่ไม่มีใครรู้ และไม่มีใครเห็นได้ แต่ผลของมันนั้นกำลังจะปรากฏขึ้นในไม่ช้า และมันจะทำให้ดาวทั้งดวงลุกเป็นไฟ

 วันรุ่งขึ้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งวิทยานครก็ส่งรายงานให้กับสภาผู้แทนราษฏรของวิทยานครทันที หลังจากนั้นไม่นานการประชุมสภาก็เริ่มขึ้น

 ณ สภาผู้แทนราษฏรประเทศวิทยานคร “เรารู้แล้วว่าพวกมนตรานครนั้น ไร้วิวัฒนาการ เมื่อพวกเขากล้าที่จะปฏิเสธข้อเสนอของเรา เราก็ต้องแสดงให้พวกเขาได้รู้ถึงอาวุธที่เรามี” ท่านประธานาธิบดีกล่าวขึ้นกลางที่ประชุมสภาของวิทยานคร “ท่านประธานาธิบดีคิดว่าต้องจัดการยังไงครับ” สมาชิกสภาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม ประธานาธิบดีจึงพูดขึ้น “ขีปนาวุธพิสัยไกลของเรามีกว่าสามร้อยลูก เราใช้ซักเจ็ดสิบเจ็ดลูกคงผลิตใหม่ได้ไม่นาน” สมาชิกอีกคนก็พูดขึ้น “แต่ผืนดินบริเวณที่เราบอมบ์มันจะใช้การไม่ได้ไป 800 ถึง 1,000 ปีนะครับ” ประธานาธิบดีจึงตอบ “เราโจมตีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น การแพร่กระจายก็คงไม่มากเท่าไหร่ แต่เราจะได้พื้นที่ที่เหลือได้อย่างไม่มีใครมาขัดขวางได้ ผมคิดว่ามันคุ้มแน่นอน” ในที่สุดการประชุมที่สมาชิกผู้เข้าประชุมเต็มไปด้วยพลังจากคลื่นพลังกิเลสครอบงำ ทำให้ผลโหวตออกมาเป็นการโจมตีมนตรานครด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล

 นับจากวันที่มีผลการประชุมออกมา ก็เริ่มมีการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และเร่งให้ประชาชนชาววิทยานครออกจากพื้นที่ในทันที การอพยพออกมานั้นใช้เวลากว่าสองเดือน และเมื่อสามารถอพยพคนของวิทยานครออกมาหมดแล้ว ในที่สุดวันเริ่มปฏิบัติการที่ถูกกำหนดก็เริ่มขึ้น ขีปนาวุธจากฐานยิงสิบแห่งส่งขีปนาวุธพิสัยไกลไปยังมนตรานครทันที ไม่ถึงหกชั่วโมงทั้งเจ็ดสิบเจ็ดเมืองในประเทศมนตรานครก็กลายเป็นฝุ่นผงในทันที การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้นับว่าวิทยานครประสบความสำเร็จเกือบเต็มร้อย เพราะทั้งมนตรานครมีประชากรเหลือรอดชีวิตเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

 ก่อนหน้าวันนั้นหนึ่งวัน เวทยาได้ดำดินเพื่อไปค้นหาวิชาญาณที่ 8 ตามที่ปรมจารย์กายาพูดถึง เขาดำลงไปและในที่สุดก็ได้พบหลักศิลาจารึกข้อความเคล็ดวิชาที่อยู่ในถ้ำ ในสะดือมหาสมุทร เขาจึงพยายามจดจำอักขระทั้งหมดทำให้เวทยาต้องอยู่ที่ตรงนั้นถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่เมื่อมีการโจมตีจากวิทยานคร ทำให้แผ่นดินสะเทือนไปทั่วทำให้เวทยารู้สึกสัมผัสลางสังหรณ์บางอย่างว่าคงมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นเป็นแน่ เขาจึงรีบหายตัวกลับไปที่หมู่บ้านคามฟ้าทันที

 ณ หมู่บ้านคามฟ้า ตอนที่ขีปนาวุธระเบิด แม่จันได้ใช้วิชาญาณผลาญพระเพลิงสู้กับรัศมีการระเบิด แต่ก็ไม่สามารถต้านทานได้จนวินาทีสุดท้ายของลมหายใจเมื่อเวทยามาถึง เขาก็เห็นสภาพของหมู่บ้านไม่เหลือแม้แต่ซาก จึงรีบไปหาแม่จันทันที เขาเห็นแม่จันนอนแน่นิ่งอยู่ แต่ตอนนั้นเธอยังหายใจระรวย เวทยาจึงเข้าไปประคองแม่จันขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด แล้วแม่จันก็รู้สึกตัวจึงพูดขึ้นว่า “การให้อภัยเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การล้างแค้นจะเป็นการทำร้ายกันโดยไม่สิ้นสุด จำคำแม่ไว้นะ เว” แล้วแม่จันก็สิ้นใจ เวทยาจึงกอดแม่จันแน่นแล้วร้องออกมา “แม่ แม่ แม่” เวทยาเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต เพราะตอนที่ขีปนาวุธโจมตีเมืองต่าง ๆ ตัวเขากำลังดำดินลงไปอยู่ใต้มหาสมุทรเพื่อไปหาวิชาญาณที่ 8 ตามที่ปรมจารย์กายาบอก

 “พวกเจ้าฆ่าแม่ข้า พี่น้องของข้า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมนตรา ข้าจะไม่ไว้ชีวิตพวกเจ้า” แล้วเวทยาก็ใช้วิชาญาณล่องหนหายตัวไปปรากฏอยู่ใจการเมืองหลวงของวิทยานครและพูดขึ้นด้วยความแค้นที่สุดจะเจ็บปวดและไม่อาจทานทนต่อไป “ข้าจะทำให้แผ่นดินของพวกเจ้าลุกเป็นไฟ ให้สาสมกับที่พวกเจ้าทำไว้กับชาวมนตรา แล้วเวทยาก็เริ่มเพ่งกระแสไปยังบริเวณกลางเมือง จากนั้นไม่กี่นาที ไฟก็ลุกขึ้นขนาดของลูกไฟนั้นสูงเกือบจะเท่ากับเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แล้วเขาก็เริ่มเพ่งกระแสให้ไฟโหมไปทั่วเมืองในทันที ชาววิทยานครต่างวิ่งออกมานอกอาคารที่พักของพวกตน แต่ทุกคนก็ถูกไฟนั้นเผาไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เศษผง แต่แล้วทันใดนั้น เวทยาก็เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งร้องไห้อยู่กลางถนน เรียกหาแม่ เพียงแค่เท่านี้ เวทยาก็รู้สึกสลดใจแล้วก็นึกถึงคำของแม่จันขึ้นมาทันที เขาจึงหยุดเพ่งกระแส แล้วเหาะไปเพื่อจะช่วยเด็กคนนั้นให้ออกมาจากเปลวไฟที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขา ขณะที่เวทยากำลังลงถึงพื้น ทหารที่เฝ้ามองเขาอยู่จึงระดมยิงใส่เวทยาทันที เวทยาไม่ทันได้ตั้งตัว -่ากระสุนนับเป็นพันนัดก็พุ่งเข้าใส่ร่างของเวทยา และในที่สุดเขาก็สิ้นใจ ดวงจิตของเวทยาก็ล่องลอยออกไปในอวกาศทันที ดวงจิตของเวทยาก่อนที่จะสิ้นใจเขานั้น มีเมตตาเป็นตัวนำ ดังนั้นเขาจึงไม่ถูกพลังกิเลสที่มีโทสะความเครียดแค้นเป็นแรงดึงดูดในอวกาศที่ดึงดูดดวงจิตของเขา เขาจึงลอยได้อย่างอิสระ จนกระทั่งเขาได้พบกับหลุมดำขนาดมหึมา ดวงจิตของเขาจึงถูกมันดูดเข้าไป แล้วเขาก็หมดความรู้สึก เวทยามารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อมีแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเขา แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันพุ่งเข้ามาหาเขาหรือเขาพุ่งเข้าไปหามัน แล้วเขาก็รู้สึกว่ามีกระแสน้ำไหลวนรอบ ๆ ตัวเขา เขาจึงเริ่มรู้สึกว่าเขามีประสาทสัมผัสต่างๆเกิดขึ้น จากนั้นเขาก็ไหลไปตามกระแสน้ำ ไหลไปไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แล้วเขาก็ได้พบกับแสงสว่างอีกครั้ง พร้อมกับความหนาวเย็น จนทำให้เขาต้องร้องออกมาอย่างสุดเสียง

 ณ เมืองวิด ในหมู่บ้านนักปราชญ์ “นังสร้อยมันไม่ค่อยแข็งแรง ข้าทำได้เพียงช่วยเด็กไว้ ส่วนนังสร้อยมันคงหมดบุญแล้ว” ยายช้อยหมอตำแยประจำหมู่บ้านพูดกับปราชญ์ศรี ปราชญ์ศรีจึงพูดขึ้น “ไปดีนะสร้อย ข้าจะเลี้ยงเจ้าจรรยาให้มันเป็นปราชญ์เหมือนข้านี่แหละ เอ็งมิต้องห่วงอันใด” เด็กชายจรรยาโตมาท่ามกลางเหล่านักปราชญ์ ดังนั้นความคิดของเขาจึงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

 ข้อความทั้งหมดในจารึกที่เวทยาได้พบนั้น มันได้ฝังลงในจิตของเวทยาแล้ว เพียงแต่เค้ายังหามันไมพบเท่านั้น “เพ่งจนไม่เห็นโมเลกุลเลยแม้แต่หน่วยเดียว โลกไม่มี มหาสมุทรไม่มี ท้องฟ้าไม่มี ภูเขาไม่มี แผ่นดินไม่มี แม้แต่ตัวเองก็ไม่มี ทุกอย่างล้วนเป็นอนัตตา เมื่อไม่มีอะไรแล้ว จึงไม่มีความทุกข์” แต่สิ่งนี้กำลังรอให้เขามองเห็นเท่านั้น



6. เจาะเวลากู้โลก

  ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” ชาญชัย บริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง จิตของเขาก็เริ่มมีการระงับอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ แล้วในที่สุดความสงบก็เกิดขึ้น เมื่อจิตเข้าภวังค์ไปแล้ว นิมิตหนึ่งจึงเกิดขึ้นกับเขา “ชูเดช ผมไม่รู้ว่าผมจะไปอยู่ที่ตรงไหนต่อเลย ไม่ว่าจะยังไง ขอให้คุณพยายามนึกไว้นะ ไม่ว่าใครผมหรือคุณต้องกลับมาช่วยโลกให้ได้ ภารกิจของพวกเรายังรอทุกคนมาสานงานต่อไป” เสียงนี้คุ้นหูชาญชัยมาก ทุกครั้งที่เขาทำสมาธิเขาก็มักจะเห็นเหตุการณ์ในทำนองนี้ตลอด และมันก็เริ่มมีรายละเอียดมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขาลอยไปตามกระแสของดวงจิตจำนวนมาก ในที่สุดก็ลงไปอยู่บนดาวดวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยสัตว์หน้าตาแปลก ๆ มากมาย แล้วทันใดนั้นเขาก็ออกจากภวังค์มา ชาญชัยนำเรื่องนี้ไปคุยกับอาจารย์ปรัชผู้สอนวิชานี้ตลอดเวลา และชาญชัยก็ได้รับคำตอบว่า “นี่เป็นการมองเห็นอดีตของดวงจิตของคุณ คนส่วนใหญ่บนโลกไม่เชื่อในสิ่งที่พวกเราเห็นกันเท่าไหร่นัก บางคนที่เข้ามาเรียนได้ซักพักก็เข้าใจว่าเป็นแค่ความฝันเท่านั้น แล้วก็บอกลาไปเลยก็มี แต่ก็มีส่วนน้อยนิดที่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่สถาบันเราก็พยายามเน้นให้มีการฝึกให้มากขึ้นสำหรับคนที่ได้เห็นนิมิตอย่างนี้ ถ้าคุณเข้าใจที่ผมพูด ผมคิดว่าคุณต้องทำได้แน่นอน” จากนั้นอาจารย์ปรัชก็แนะนำขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ ในการปฏิบัติที่ตนเคยมีประสบการณ์มา หลังจากนั้นชาญชัยก็เริ่มปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆ ทุกวันเพื่อค้นหาความจริงนี้ให้ได้

 ชาญชัยนั้นหลังจากที่เขาย้อนเวลากลับไปเพื่อช่วยลูกสาว โดยการช่วยเหลือของอมรวรรณ เพื่อนสาวที่เขาเคยแอบชอบอยู่ แต่แล้วก็เกิดสิ่งที่ทำให้ชาญชัยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า แม้เขาจะช่วยเอมิกากลับมาแต่มันก็จะทำให้เธอต้องมาทนลำบากกับสิ่งที่เธอไม่ต้องการ การย้อนเวลาในครั้งนั้นจึงล้มเหลวไม่สามารถที่จะช่วยเอมิกาให้รอดพ้นจากโทสะของเธอได้ ชาญชัยเมื่อสิ้นหวังในชีวิตแล้วก็เริ่มศึกษาศาสตร์ทางด้านปรัชญาเพื่อให้เข้าใจความจริงของชีวิต แต่ตามกระแสความคิดของมนุษย์บนดาวดวงนี้ทุกคนได้รับการปลูกฝังให้เชื่อกันว่า คนที่ตายแล้วก็คือตายเลย ไม่มีการเกิดขึ้นใหม่ คือ ตายแล้วดับสูญ ดังนั้นสถาบันแห่งนี้จึงเป็นสถาบันที่ศึกษาเรื่องที่สวนกระแสอย่างมาก มันเป็นสิ่งใหม่ที่คนทั้งดวงดาวยังไม่อาจที่จะเชื่อตามได้ว่า คนเราตายแล้ว แต่จิตยังอยู่ และมันก็เป็นเรื่องที่ยากจะทำให้คนทั้งดาวเชื่อในสิ่งนี้ได้

 ณ สถาบันปรัชญาแห่งโลก เย็นวันต่อมาในห้องเรียนของนักศึกษาปรัชญา ซึ่งตอนนี้ชาญชัยก็กำลังนั่งฟังบรรยายอยู่ “ความรู้ความสามารถเปรียบเสมือนซอฟท์แวร์ที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สมองที่ใช้ในการคิดเปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการ ส่วนจิตนั้นเปรียบเสมือนโปรแกรมพื้นฐานของคอมพิวเตอร์หรือ BIOS เพราะ จิตทำหน้าที่กำหนดการมีชีวิตของมนุษย์ไว้แล้ว ส่วนสมองนั้นก็สานต่อมาจากจิตโดยนำสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกออกมาเป็นความคิดของมนุษย์ และเมื่อมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น ๆ ก็จะมีซอฟท์แวร์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางศิลปะวิทยาการต่างๆ นี่แหละจิต ถ้าผมถามทุกท่านว่าคนเราตายแล้วดับสูญหรือว่าตายแล้วต้องเกิดอีก ผมเชื่อได้เลยว่าในห้องบรรยายนี้กว่า 90% ต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าตายแล้วย่อมดับสูญ นั่นเป็นความเชื่อที่โลกของเราปลูกฝังไว้นานแล้ว และไม่มีใครเคยคิดว่ามันจริงหรือเปล่า” แล้ว ศร.ดร.ปรัชก็อธิบายต่อ “ผมขอถามทุกท่านก่อนว่าทำไมคนเราถึงตาย ถ้าลองคิดพิจารณาดูให้ดี มันก็เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกายของมนุษย์นั่นเอง มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาก็มีการเจริญเติบโต ระหว่างที่มีการเจริญเติบโตนั้นร่างกายก็มีการผลัดเซลล์ส่วนที่ตายแล้วทิ้งอยู่ตลอด หลังจากที่ร่างกายเจริญเติบโตถึงขั้นเต็มที่ของมันแล้ว ก็มีการตั้งอยู่ของร่างกายคือมีแค่เพียงการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายเท่านั้น แล้วจากนั้นเมื่อร่างกายเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลาและไม่มีการเจริญเติบโตอีก ร่างกายก็จะเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ จนถึงวาระสุดท้าย แต่ว่าสิ่งหนึ่งไม่เคยเสื่อมสภาพไปเลย นั่นคือจิตของมนุษย์ จิตใต้สำนึกนี้ไม่เคยจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แต่ตรงกันข้ามกลับสะสมอารมณ์ความนึกคิดเพิ่มขึ้น ๆ ตลอดเวลา ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ตอนเด็ก ๆ เกิดมาใหม่ ๆ เราไม่รู้หรอกว่าเรามีตา พอโตขึ้นมาจึงรู้ว่าที่เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ก็เพราะตาของเรา ทีนี่พอรู้แล้วว่าเราเห็นได้เพราะตาของเราเท่านั้นแหละ เราก็จะแทบไม่ต้องคิดอะไรอีกว่าเรามีตาเราจึงเห็น เรามีหูเราจึงได้ยิน เรามีจมูกเราจึงได้กลิ่น มันเป็นความรู้ที่เข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกตลอดชั่วชีวิต และมันก็ไม่มีวันเสื่อมลงไปตามกาลเวลา จนกระทั่งเราตาย ความรู้อันนี้แหละที่มันก็ยังไม่หายไปจนกว่า จิตนี้จะได้เข้าไปสู่ภพใหม่ อาจจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นก็ได้ ตอนที่จิตเข้าไปสู่ภพใหม่นั้น สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในครรภ์ยังไม่มีทั้งตาหูจมูกแขนขาต่างๆ ทำให้ลืมไปว่า ตามีไว้เห็น หูมีไว้ได้ยิน จมูกมีไว้ได้กลิ่น แต่ความรู้สึกบางอย่างที่เป็นอารมณ์ยังไม่หายไป อันนี้นี่แหละที่สถาบันของเรากำลังค้นคว้าว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่ผมเชื่อว่ามันมีผลต่อจิตอย่างมากด้วย” แล้ว ศร.ดร.ปรัช จึงพาทุกคนนั่งทำสมาธิ

 วันนั้นหลังจากชาญชัยเข้าบ้านแล้ว เขาก็เริ่มทำสมาธิต่อทันที “ชูเดช อย่าลืมนะ กลับมา กลับมา กลับมา” แล้วเสียงก็ค่อยๆ แผ่วลงไปเรื่อย ๆ จนเงียบไป ชาญชัยเริ่มจะเห็นความเป็นไปมากขึ้นหลังจากที่ได้ปฏิบัติอย่างหนักตลอดหลายเดือน จนในที่สุดหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็ได้นิมิตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเขามาจากไหนและเขาต้องทำอะไรต่อไป

 ณ โลกของเรา ในอนาคตอันไม่ไกล หลังจากที่อาจารย์คงส่งไลน์ข้อความเชิญศิษย์ทุกรุ่นให้นั่งสมาธิแล้วใช้กระเบื้องแผ่นที่เจ็ดเข้ามาที่ห้องปฏิบัติการ เมื่อทุกคนเข้ามาแล้ว “ที่ผมเชิญทุกคนมาวันนี้ ผมมีเรื่องอยากจะแจ้งให้ทุกคนทราบว่า ผู้ชำนาญอนาคตังญาณได้ใช้ญาณตรวจอนาคตของโลกแล้วพบว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ แต่สุดท้ายทุกคนจะรอดได้ ไม่ใช่สาเหตุจากคลื่นพลังกิเลส มันเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอ” อาจารย์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “โลกของเรากำลังจะแตก” ทุกคนแทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “หา” “แต่หลังจากโลกแตกผู้ชำนาญญาณอนาคตยังได้เห็นโลกของเรายังมีอยู่ แสดงว่าต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหลังจากโลกแตกแน่” เอราวรรณจึงถามต่อ “เรามีวิธิแก้ไขไม๊คะอาจารย์” อาจารย์คงตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “ไม่มี มันเป็นธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่ผมวางใจว่าที่ผู้ชำนาญญาณอนาคตเห็นโลกที่ยังอยู่ได้ แสดงว่ามันต้องเป็นโลกใบใหม่ที่ยังมีชีวิตต่อไป ผมคิดว่าไม่ต้องบอกอะไรมากกว่านี้ เพราะทุกคนคงจะรู้ว่าต้องเร่งปฏิบัติให้มากเจริญให้มากต่อไป” หลังจากนั้นก็มีการพูดคุยกันในที่ประชุมในเรื่องต่างๆ ที่จะหาทางกำจัดคลื่นพลังกิเลสให้หมดไปให้ได้หากโลกยังปลอดภัยอยู่ และเมื่อประชุมเสร็จทุกคนก็ออกจากห้องปฏิบัติการไป

 จากนั้นไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ณ ที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ “ความเร็วของดาวเคราะห์อยู่ที่ 3,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยที่หวังผลได้อยู่ที่ 10,000 กิโลเมตร เรามีโอกาสยิงมันก่อนจะถึงโลกแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจะพลาดไม่ได้ จากเส้นผ่าศูนย์กลางที่วัดออกมาแล้ว มวลของมันน่าจะไม่เกินหนึ่งในสิบของดวงจันทร์ ผมคิดว่าต้องใช้ขีปนาวุธซาบอมบาซัก 300 ลูกหรือมากกว่านั้นถึงจะพอครับท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน รัสเซียเรามีความสามารถผลิตได้พอในปฏิบัติการครั้งนี้ แต่เราต้องการฐานยิงและจรวดขับดันจำนวนมาก ผมคิดว่าทางสหภาพยุโรปและสหรัฐอาจจะต้องช่วยในเรื่องนี้ รวมทั้งเรื่องการเงินที่จะสนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย ซึ่งมันเป็นจำนวนมหาศาล” ประธานาธิบดีของรัสเซียที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจในครั้งนี้จากสหประชาชาติ ได้กล่าวในที่ประชุมของคณะทำงาน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปตามที่เขาร้องขอ แล้วโรงงานผลิตในเซนต์ปีเตอร์สเบริกก็เร่งดำเนินการผลิตขีปนาวุธซาบอมตลอด 24 ชั่วโมง

 ข่าวดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลก ทำให้คนทั้งโลกหวาดผวาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชูเดชนั้นพยายามที่จะทำสมาธิสะสมพลังจิตและบารมีให้ได้มากที่สุด เขาตั้งใจว่า หากโลกนี้แตกและเขาต้องตายแล้วเขาขอให้ได้เกิดมาพบกับมรดกชิ้นสำคัญของมวลมนุษยชาติในชาติต่อ ๆ ไป นั่นคือ การปฏิบัติสมาธิ แล้วเขาก็เริ่มนั่งสมาธิที่บ้านของเขาเพื่อรอจุดจบของมวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้

 ณ บ้านของเอราวรรณ หลังจากที่พิมลสวดมนต์เสร็จแล้ว เธอก็อธิษฐานขอให้โลกปลอดภัยในทุกครั้ง “แม่รู้สึกดีขึ้นมากเลยที่สวดมนต์ทุกวันเนี่ย” พิมลพูดขึ้นหลังจากออกจากห้องพระ แล้วเห็นเอราวรรณนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เอราวรรณจึงยิ้มให้แม่ของเธอพร้อมกับพูดขึ้น “หนูก็รู้สึกดีที่แม่มีความสุขนะ ตอนที่หนูไปเรียนสมาธิ หนูได้ประสบการณ์ดี ๆ เยอะเลย นี่ถ้าโลกไม่รีบแตกนี่หนูว่าจะชวนแม่ให้ไปเรียนนะเนี่ย” พิมลยิ้มแล้วก็พูดขึ้น “แล้วชาติหน้าหนูอยากมาเป็นลูกแม่อีกหรือเปล่า” เอราวรรณจึงเข้าไปกอดแม่ของเธอแล้วก็พูดขึ้น “แน่นอนค่ะแม่ หนูโชคดีมากที่เกิดมาเป็นลูกแม่” พิมลจึงพูดขึ้น “นี่ถ้าเป็นตอนเด็ก ๆ แม่ต้องคิดว่าหนูจะประจบเอาอะไรแน่ ๆ” แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะอย่างมีความสุข

 ณ บ้านของวัฒโน ขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ เขาก็เปิดอินเตอร์เน็ตดูข่าว แล้วข่าวนึงที่ทำให้เขาตกใจอย่างมาก “นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองหลังจากตลาดหลักทรัพย์ต้องปิดตัวลง” แต่ว่าวัฒโนก็ไม่อ่านต่อ เพราะดูจากรูปถ่ายด้านซ้ายของหน้าจอก็รู้ทันทีว่าเป็นอาวันรบ เขาจึงได้แต่แผ่เมตตาจิตและอโหสิกรรมทุกอย่างให้ในทันทีเช่นกัน หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว วัฒโนก็ออกไปเดินเล่นที่หน้าบ้าน แล้วเขาก็ได้พบกับลุงคนที่บอกให้เขาไปเรียนสมาธิที่สถาบัน “หวัดดีครับลุง” วัฒโนยกมือไหว้ทักทาย แล้วลุงนั้นจึงพูดขึ้น “ข่าวโลกแตก คุณคิดยังไง” วัฒโนจึงตอบ “มันก็ต้องมีวันแตกอยู่แล้วล่ะ จะอีกล้านปีหรือวันพรุ่งนี้มันก็มีเวลาของมัน แล้วลุงคิดว่ายังไงครับ” วัฒโนจึงถามกลับ “ผมคิดว่าในช่วงชีวิตของคนเรานั้นมันสั้นนัก คิดแล้วเทียบไม่ได้เลยกับอายุขัยของโลกนะ ถึงตอนนี้ก็เลยทำใจได้ว่าชีวิตนี้เป็นสมมุติชัด ๆ ไม่ใช่ของจริงเลย” ลุงตอบ แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ จากนั้นวัฒโนก็พูดขึ้น “ผมคิดว่าจะเร่งปฏิบัติครับลุง” ลุงจึงตอบ “ผมก็เหมือนกัน เกิดมาแล้วเอาอะไรติดไม้ติดมือไปบ้างก็ยังดี” หลังจากที่ทั้งคู่สนทนากันอีกซักพักใหญ่ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป

 ณ บ้านของนิดหน่อย “อาให้พนักงานทุกคนเลือกว่าจะทำอะไรก็ได้ คือ ถ้าอยากกลับบ้านก็กลับไป หรืออยากมาที่โรงงานก็มา แต่ก็หยุดการผลิตทั้งหมดไปก่อนจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย แต่อาว่าผู้ชำนาญญาณอนาคตของอาจารย์คงไม่เคยพลาดนะ แล้วหนูคิดจะทำยังไง” นิดหน่อยจึงตอบ “หนูคิดว่าจะเร่งปฏิบัติค่ะอา อย่างที่อาจารย์แนะนำนั่นแหละ” อาของนิดหน่อยจึงพูดต่อ “ดีแล้ว ขอให้บุญคุ้มครองนะ” แล้วนิดหน่อยก็ปิดโทรศัพท์หยุดการติดต่อสื่อสารเพื่อทำสมาธิ

   ข่าวดาวเคราะห์น้อยยังคงเป็นข่าวที่ต่อเนื่องและเป็นข่าวที่เป็นที่อยู่ในความสนใจของคนทั้งโลก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทั้งโลกก็ระส่ำระส่ายเป็นระลอกๆ ตลาดหุ้นทุกตลาดที่มีอยู่บนโลกต่างทยอยกันปิดตัวลง แล้วก็ตามมาด้วยสถาบันการเงินต่างๆทั่วโลก ก็เริ่มเป็นโดมิโน่ล้มตามกันไป กฎหมายเริ่มไม่มีผลในการใช้บังคับ เพราะทุกคนต่างก็คิดเพียงแต่ว่า ไหน ๆ โลกก็จะแตกแล้ว ชีวิตมันคงไม่มีความหมายอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนเองอยากทำไม่ว่าสิ่งใดก็ทำซะก่อนที่จะตาย แม้จะมีคนอีกหลายกลุ่มพยายามออกมาให้คำแนะนำการปฏิบัติตนในระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมของโลกจะไปในทิศทางใด แต่ก็เหมือนกับพูดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ทำให้บางเมืองเริ่มมีการก่อการจราจลปล้นสะดมเกิดขึ้น นี่แสดงให้เห็นว่ากิเลสเริ่มเข้าควบคุมจิตใจของใครหลายๆคนอย่างเต็มร้อยแล้ว เพราะคนเหล่านี้มีกิเลสที่เป็นตัวนำชีวิตอยู่เสมอ จึงไม่เคยที่จะมีสติในการดำเนินชีวิต ดังนั้นเมื่อมีอะไรมาสะกิดนิดหน่อย พลังกิเลสจึงทำงานอย่างเต็มที่ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก และไม่อาจจะหยุดยั้งได้

 หลังจากนั้นไม่นาน ก่อนจะถึงวันสิ้นโลก วันแห่งความร่วมมือของมวลมนุษยชาติก็มาถึง ที่รัสเซีย ฐานยิงขีปนาวุธจำนวน 300 ฐานเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ในปฏิบัติการ ในครั้งนี้ทั้งโลกต่างร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่มีการแบ่งเขตอำนาจหรือผลประโยชน์ที่เคยมีแต่คิดจะกอบโกยแก่งแย่งกัน “นี่ถ้าเป็นสมัยสงครามเย็น เราเป็นจ้าวโลกไปแล้ว” ผบ.สูงสุดของรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้บัญชาการสูงสุดในปฏิบัติการครั้งนี้พูดเล่น ๆ กับผู้ช่วยของเขา แล้วก็มีรายงานเข้ามา “ขีปนาวุธทุกลูกเข้าประจำการเรียบร้อยแล้วครับท่าน”

 เมื่อวันนั้นก็มาถึง เหลืออีก 6 ชั่วโมงที่ดาวเคราะห์น้อยจะมาถึงโลก ขีปนาวุธจำนวน 300 ลูกก็กำลังพุ่งออกไป หลังจากได้ล็อคพิกัดเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ขีปนาวุธทุกลูกที่ถูกยิงออกไปนั้นเข้าเป้าหมดทุกลูก แต่ว่ามันเหมือนกับเอาไม้จิ้มฟันไปแทงหิน เพราะความเร็วของดาวเคราะห์น้อยบวกกับมวลของมันมีมาก ทำให้ขีปนาวุธที่ยิงใส่ไม่สามารถระคายผิวของมันเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นดาวเคราะห์น้อยจึงไม่สะทกสะท้านใด ๆ และอีก 3 ชั่วโมงต่อมา กล้องโทรทรรศน์ฮัปเบิลก็ส่งภาพดาวเคราะห์น้อยที่แทบจะไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลยจากขีปนาวุธ และดาวเคราะห์น้อยมันก็ยังคงพุ่งตรงมายังโลกด้วยความเร็วเท่าเดิม แล้วแผน 2 ก็เริ่มขึ้น เมื่อขีปนาวุธที่มีอยู่บนโลกกว่าสองหมื่นลูก ต่างก็ถูกยิงขึ้นไปเพื่อหวังว่าจะสกัดดาวเคราะห์น้อยให้ได้ แต่ว่ามันก็เหมือนเดิมทุกอย่าง

 ในที่สุด เหตุการณ์ที่คนทั้งโลกหวาดกลัวมันก็เกิดขึ้น ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดการระเบิดจากแกนโลกขึ้นทันที ความร้อนของแรงระเบิดทำให้น้ำในมหาสมุทรกลายเป็นไอชั่วพริบตา แล้วโลกก็กลายเป็นฝุ่นในอวกาศ ทุกชีวิตไม่มีใครรอดไปได้ ดวงจิตจำนวนมากจึงล่องลอยอยู่ในอวกาศ พลังกิเลสที่หลุดออกมาจากมวลกายของสิ่งมีชีวิตก็เริ่มจับตัวกันเป็นกลุ่มคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาลอยไปตามแรงผลักของการระเบิดในครั้งนี้

 ดวงจิตของชูเดชก็เป็นดวงจิตหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ และแล้วดวงจิตของชูเดชก็ลอยตามกระแสของดวงจิตจำนวนมากไปด้วยอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงจิตทั้งหมดลอยจับกันเป็นกลุ่มมาโดยไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ในที่สุดก็เข้ามาใกล้กับดาวดวงหนึ่งซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการกำเนิดสิ่งมีชีวิต แล้วดวงจิตทั้งหมดก็ถูกแรงดึงดูดลงไปบนดาวดวงนี้ เพราะดาวดวงนี้เต็มไปด้วยพลังกิเลสมากมาย แล้วดวงจิตทุกดวงก็ยังมีพลังกิเลสผสมอยู่ด้วยทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมีพลังประเภทเดียวกัน ดวงจิตซึ่งมีมวลน้อยกว่าจึงถูกพลังที่มีมวลมากกว่าดึงดูดลงไปนั่นเอง

 ดาวแห่งกิเลสก็คือดาวที่กำลังสะสมพลังกิเลสในการสร้างสิ่งมีชีวิต การที่เป็นดาวแห่งกิเลสได้ต้องมีปัจจัยที่ครบถ้วนในการสร้างสิ่งมีชีวิตก่อนไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ และอุณหภูมิที่พอเหมาะ แต่ว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ ความต้องการการมีชีวิตอันเกิดจากพลังกิเลสนั่นเอง ดาวที่กำลังจะมีสิ่งมีชีวิตนั้นมักจะเต็มไปด้วยพลังกิเลส เพราะการจะสร้างสิ่งมีชีวิตให้เกิดขึ้นได้ จำเป็นจะต้องอาศัยพลังกิเลสนี้ในการสร้าง เมื่อเป็นการเริ่มสร้างจึงทำให้สิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตบางประเภทก็กำลังรวมตัวกันเป็นก้อนเนื้อเหลว ๆ ใช้การสัมผัสในการเคลื่อนที่ สิ่งมีชีวิตบางตัวที่สามารถพัฒนาตัวเองจนมีร่างกายมีโครงกระดูกแต่ไม่ได้พัฒนาในส่วนอื่น ๆ จึงทำให้มีร่างกายที่สูงกว่าห้าเมตร แต่ว่ามีปากเท่ารูเข็มเท่านั้น ทำให้การรับสารอาหารเพื่อเป็นพลังงานทำไม่ได้เต็มที่ จึงมีแต่ความหิวโหยอยู่ตลอดเวลา และเมื่อร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่จึงทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายบางส่วนขาดสารอาหารและเน่าเปื่อย มันจึงต้องใช้มือเท่าใบลานของมันฉีกเนื้อเยื่อส่วนที่เน่าเปื่อยนั้นทิ้งอยู่ตลอดเวลา ทำให้ได้รับความเจ็บปวดทุกขเวทนาแสนสาหัส สิ่งมีชีวิตบางตัวพัฒนาระบบการรับสารอาหารได้แล้วแต่ก็ไม่ได้พัฒนาร่างกายส่วนอื่น ๆ ดังนั้นจึงไม่มีแขนขาใช้ในการหยิบจับหรือในการเคลื่อนที่ มีแต่ลำตัวกับหัวที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ จึงต้องใช้วิธีเลื้อยไปตามพื้นผิวของดวงดาว เท่านั้น

 ดวงจิตบางดวงที่ยังยึดมั่นในกิเลสเช่น รู้สึกว่าอยากกิน อยากเป็น อยากมี หรือความอยากต่าง ๆ จึงทำให้ดวงจิตเหล่านี้เข้าไปควบคุมสิ่งมีชีวิตกลายเป็นระบบสั่งการของสิ่งมีชีวิตพวกนี้ไป เช่นว่า อยากกินน้ำ เมื่อสัมผัสได้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งกำลังอยู่ใกล้น้ำ ก็เข้าไปควบคุมสิ่งมีชีวิตนั้นให้พยายามหาทางกินน้ำให้ได้ ทั้งๆ ที่เป็นดวงจิตอยู่ แต่ก็ขาดสติไม่คิดว่าจริงๆแล้วไม่จำเป็นที่จะต้องกินน้ำก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น และถ้าสิ่งมีชิวิตตัวไหนที่มีดวงจิตเข้าไปเป็นระบบสั่งการอยู่แล้ว ดวงจิตดวงอื่นก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุมซ้ำได้

 ดวงจิตที่กิเลสน้อย เมื่อมีสติก็พยายามที่จะลอยออกจากดาวดวงนี้ไป ถ้าดวงจิตดวงไหนพลังกิเลสยังมีมากก็จะสู้กับแรงดึงดูดของพลังกิเลสที่มีอยู่บนดาวดวงนี้ไม่ได้ ต้องรอจนกว่ากิเลสในดวงจิตจะเบาบางเสียก่อน แต่ถ้าดวงจิตดวงไหนที่มีพลังกิเลสน้อย และมีสติอยู่นั่นแหละจึงจะสามารถประคองดวงจิตตนให้สามารถหลุดออกจากแรงดึงดูดของดาวดวงนี้ได้ ดังนั้นพลังกิเลสและพลังสติในดวงจิตของแต่ละดวงจิตจึงมีผลตัดสินว่าจะสามารถหลุดหรือไม่หลุดจากดาวแห่งกิเลสนี้ ดวงจิตของชูเดชนั้นแม้จะมีพลังกิเลสอยู่แต่ก็มีพลังสติที่สามารถหลุดออกจากแรงดึงดูดนี้ได้ นี่แหละความหมายของคำว่า สิ้นลมพบทางดีที่เขาได้รู้มา แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ดวงจิตจำนวนมากต้องติดค้างอยู่ที่ดาวดวงแห่งกิเลสดวงนี้ และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถหลุดลอยออกไปได้ และดวงจิตที่ติดค้างอยู่ที่นี่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานอาจจะเป็นร้อยปี พันปี หมื่นปี ดวงจิตที่มีกิเลสมากและได้เข้าไปเป็นระบบสั่งการของสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนี้ก็ต้องใช้เวลาอีกนานเช่นกัน กว่าที่พลังกิเลสในตัวจะคายออกจนเบาบางเท่านั้น จึงจะสามารถหลุดออกมาจากดาวดวงนี้ได้

 หลังจากดวงจิตของชูเดชหลุดออกจากดาวแห่งกิเลสได้ ดวงจิตของเขาก็ถูกแรงดึงดูดจากแรงดึงดูดอื่นต่อไป ทำให้ลอยห่างออกไปจากดาวดวงนี้ ซึ่งไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จนกระทั่งในที่สุด ก็ได้พบกับหลุมดำ ซึ่งหลังจากนั้นดวงจิตของเขาก็ถูกแรงดึงดูดของหลุมดำนำพาดวงจิตของเขาข้ามเวลาไปยังอนาคต สิ่งที่เขาได้เห็นต่อมาคือดวงดาวดวงหนึ่งที่มีความสว่างสดใส แล้วดวงจิตของเขาก็พุ่งเข้าไปยังดาวดวงนั้น แล้วในทันทีที่เขาได้สัมผัสกับบรรยากาศของดวงดาว แสงสีขาวก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที จากนั้นเขาก็รู้สึกตัวอีกครั้งว่าอยู่ในกระแสน้ำที่ไหลวนรอบตัว มีความรู้สึกว่ามีร่างกายขึ้น และก็ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ เขาจึงรู้สึกว่าตัวเขาไหลไปตามน้ำ จากนั้น ก็พบกับแสงสว่างจ้า พร้อมกับไอเย็นจนทำให้แสบผิว เขาจึงร้องด้วยความตกใจ

 ณ ห้องพักผู้ป่วยหลังคลอด หุ่นยนต์พยาบาลเข้ามาสอบถามข้อมูลคุณแม่คนใหม่ เธอจึงตอบไปว่า “ให้ชื่อชาญชัยค่ะ” หุ่นยนต์ตัวนั้นจึงรายงานว่า “มนุษย์คนที่ 87,453,891,615 เกิดมาสมบูรณ์ทุกประการ” จากนั้นหุ่นยนต์ก็รายงานสภาพของเด็กให้คุณแม่ฟัง แล้วจึงออกจากห้องพักไป

 ชาญชัย เป็นเด็กแข็งแรงและมีความตั้งใจและสนใจในเรื่องอวกาศอย่างมาก พ่อแม่ของชาญชัยจึงสนับสนุนให้เขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านนี้ เขาศึกษาจนจบด๊อกเตอร์ หลังจากที่เขาเรียนจบและเริ่มทำงานได้ไม่นาน ทั้งพ่อและแม่ของเขาก็จากเขาไปด้วยโรคร้าย ตอนนั้นในความคิดของชาญชัยเริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่คนทั้งโลกไม่เห็น นั่นคือทุกคนมีความตายรออยู่ทั้งนั้น จะเก่งแค่ไหน รวยแค่ไหน ไม่มีใครพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ แต่เขาก็ยังมีความเชื่อตามกระแสความเชื่อของคนทั้งโลกว่า ตายแล้วก็ตายเลย ไม่มีอะไรให้ต้องคิดอีก หลังจากนั้นไม่กี่ปีชาญขัยก็แต่งงานกับเอมอรเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แล้วก็มีลูกสาวชื่อ เอมิกา แต่หลังจากนั้นไม่นานเอมอรภรรยาของเขาก็เสียชีวิตด้วยโรคร้ายอีกเช่นกัน เขาจึงต้องอยู่กับลูกสาวเพียงลำพังสองคน เขารู้สึกว่าชีวิตมันโหดร้ายกับเขามากที่พรากพ่อ แม่ของเขา และเอมอรแม่ของเอมิกาไปจากเขาและลูก เอมิกาจึงเป็นคนเดียวที่เขาพร้อมจะให้ทุกอย่างกับเธอ

 หลังจากเรียนจบและทำงานแล้วหลายปีต่อมา ชาญชัยก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลุมดำในอวกาศของสถาบันดาราศาสตร์แห่งโลก เขาพยายามศึกษาหลุมดำจนถึงขั้นที่รู้ตำแหน่งของมันในอวกาศ และยังเป็นคนริเริ่มปฏิบัติการสำรวจหลุมดำด้วยยานเสือหมอบ ซึ่งมันก็ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ มากมายตามมา ชาญชัยมีเพื่อนที่สนิทที่สุดอีกคนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมและเธอก็เป็นเพื่อนสนิทของเอมอรด้วย เธอคือ ดร.อมรวรรณ ซึ่งตอนนี้เธอเป็นหัวหน้าฝ่ายงานวิจัยเกี่ยวกับยานบินและอวกาศ ดร.อมรวรรณ เธอรับงานต่อจากหัวหน้าฝ่ายในแผนกที่เธอทำอยู่เพราะเขาปลดเกษียณไปซะก่อน จนในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จในการสร้างยานข้ามเวลา โดยแรงบันดาลใจของเธอในงานนี้ก็สืบเนื่องมาจากชาญชัยด้วย

 ชีวิตของชาญชัยเริ่มมีความคิดเรื่องความตายเมื่อเขาต้องเสีย พ่อ แม่ เอมอร แล้ว และเขายังต้องมาเสียเอมิกาไปอีก เขาจึงเริ่มถามตัวเองว่าจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป ชีวิตที่หมดความหวังในการสร้างครอบครัว ทำให้เขารู้สึกว่าเขากำลังหมดสิ้นทุกอย่าง เขาจึงหาสิ่งที่จะมาจรรโลงความมีชีวิตของเขาให้เกิดขึ้น เขาจึงเข้าไปศึกษาวิชาทางปรัชญาที่สถาบันปรัชญาแห่งโลกบนดาวดวงนี้ หลังจากที่เขาได้ศึกษาการปฏิบัติสมาธิที่สถาบันปรัชญาแห่งโลก ซึ่งมีการนั่งสมาธิให้เกิดความหยุดนิ่งในสมอง แต่ที่สถาบันนี้สอนให้ทำเพื่อค้นพบสิ่งที่มนุษย์บนดาวดวงนี้ยังไม่รู้เท่านั้น แต่เมื่อชาญชัยปฏิบัติมาได้ระยะหนึ่งจิตของเขาก็เกิดบุพเพนิวาสนุสติขึ้นนั่นคือ ญาณแห่งการระลึกชาติได้ และในที่สุดชาญชัยจึงได้พบความเป็นมาว่า จริงๆ แล้วเขาเคยชื่อ ชูเดช มันยิ่งทำให้เขาเร่งปฏิบัติสมาธิมากขึ้นจนในที่สุดทำให้เขาสามารถเห็นเหตุการณ์ต่างๆได้ลึกกว่านั้น และได้พบสาเหตุที่เขาต้องมาเป็นชาญชัย และเริ่มจำได้ว่าเคยรับปากกับอาจารย์คง หรือปราชญ์จรรยาไว้ เขาจึงคิดจะใช้เครื่องย้อนเวลาของ ดร.อมรวรรณกลับไปช่วยโลก และด้วยความรู้ทางดาราศาสตร์ของเขาที่ที่เกิดจากความรู้ของชาญชัย ทำให้เขารู้ว่า โลกมันระเบิดไปเมื่อหลายพันปีก่อนหน้านี้ และโลกของชูเดชอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง

 หลังจากที่ชาญชัยรู้เหตุการณ์ทั้งหมดจากนิมิตแล้ว เขาจึงรีบเดินทางไปที่สถาบันการบินแห่งโลกในวันต่อมา “ผมอยากขอย้อนเวลาอีกครั้งได้ไม๊อร” อมรวรรณนั้นเห็นว่าชาญชัยอาจจะยังคงมีอาการเสียใจอยู่ แม้จะผ่านไปนานแล้วก็ตาม เธอจึงพูดขึ้นว่า “ชั้นไม่รู้ว่าคุณคิดจะทำอะไรนะ แต่ชั้นแค่อยากให้คุณคลายความเสียใจลงบ้าง” ชาญชัยจึงตอบ “เรื่องที่ผ่านมานั้นผมเข้าใจหมดทุกอย่างแล้ว แต่ครั้งนี้ผมต้องกลับไปทำงานบางอย่างและมันสำคัญกับชีวิตของมนุษย์บนดาวดวงหนึ่ง” อมรวรรณจึงถามกลับ “คุณหมายความว่ายังไง” ชาญชัยอธิบายต่อ “จริง ๆ แล้วผมคือ ชูเดช ผมมาจากดาวดวงนั้น ดาวดวงนั้นถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชน แล้วดาวทั้งดวงก็หายไปจากวงโคจร คุณจะเชื่อผมไม๊” อมรวรรณ “ถ้าเป็นคนอื่นพูดชั้นจะไม่เชื่อแน่นอน แต่นี่คือชาญชัยคนจริง จะไม่ให้ชั้นเชื่อได้ไง ตอนนี้ชั้นกำลังงง ๆ กับประโยคเมื่อกี้ เออ แต่เอาเป็นว่าชั้นเชื่อคุณก่อนแล้วกัน” ชาญชัยจึงพูดขึ้นว่า “คุณยังจำฉายานั้นได้เหรอ” อมรวรรณตอบ “แน่นอน คนเดียวในมหาลัยที่ได้เกรด 4 ทุกวิชาตั้งแต่ปีหนึ่งยันจบ” เรื่องที่ชาญชัยพูดกับอมรวรรณนั้นเป็นเรื่องที่อมรวรรณคงไม่เชื่อง่ายๆแน่ เพราะกระแสความคิดมันสวนทางกันอย่างมากกับความเชื่อของคนทั้งโลก แต่ที่อมรวรรณยอมรับฟังก็เพราะเธอก็อยากจะรู้ว่าอะไรทำให้ชาญชัยเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ หลังจากที่ชาญชัยเล่าเหตุการณ์เมื่อเขาเป็นชูเดชให้อมรวรรณฟังแล้ว เธอจึงพูดขึ้น “เอาล่ะ ถ้าจะยับยั้งดาวเคราะห์น้อย แค่ยานข้ามเวลาคงช่วยอะไรได้ไม่ได้หรอก ชั้นแถมจรวดมหาประลัย แรงระเบิด ซัก 3,000,00 เมกกะตันก็น่าจะพอ เอาไปซัก 2 ลูกกันพลาด โอเคไม๊ชาญ” ชาญชัยรีบขอบอกขอบใจเพื่อนสาว แล้วทั้งสองคนก็นัดเวลากันในวันต่อมา

 เช้าวันรุ่งขึ้น ชาญชัยจึงรีบเดินทางไปยังสถาบันการบินแห่งโลกในทันที

 ณ สถาบันการบินแห่งโลก ดร.อมรวรรณ ได้พูดกับหุ่น AI รปภ. “ชั้นมาทำการทดลองโปรเจ็ค 356 และต้องใช้ยานข้ามเวลาด้วย” หุ่นยนต์ประมวลคำสั่งเสียงและสแกนม่านตาของ ดร.อมรวรรณแล้วจึงพาทั้งสองคนไปยังโรงจอดยาน จากนั้นอมรวรรณจึงยื่น ยาแคปซูลชุดอวกาศให้ชาญชัย "กินยานี้ก่อน" ชาญชัยจึงถามขึ้นว่า “แล้วของแถมที่ว่าจะไปเอายังไง” อมรวรรณจึงตอบ “ไม่ต้องห่วง ยานข้ามเวลาลำนี้มีอยู่แล้ว เพราะการทดลองข้ามเวลา บางครั้งการทดลองต้องใช้มันเพื่อเคลียร์เส้นทางที่อาจมีสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้” ชาญชัยจึงพูดว่า “สมแล้วที่เป็นอมรวรรณ คนที่ผมสุดปลื้ม” อมรวรรณหน้าแดงขึ้นมาทันที แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ

 ณ ห้วงอวกาศ “ชั้นคิดว่าเราต้องไปด้วยเวลาก่อน แล้วจึงไปด้วยระยะทาง” ชาญชัยตอบ “ผมเห็นด้วย เราต้องย้อนเวลาไปก่อน แล้วค่อยเดินทางไปยังเป้าหมาย” จากนั้นยานข้ามเวลาก็เริ่มเร่งความเร็วให้ถึงระดับความเร็วแสง เมื่อยานทำความเร็วถึงระดับความเร็วแสงแล้ว ชั่วพริบตายานข้ามเวลาก็อยู่ในอุโมงค์เวลาทันที อมรวรรณจึงถามชาญชัยเพื่อให้แน่ใจอีกครั้ง “คุณแน่ใจนะว่าเวลาที่จะมาเป็นเวลานี้” ชาญชัยตอบด้วยความภาคภูมิใจ “ผมชาญชัย หัวหน้าฝ่ายวิจัยหลุมดำ สถาบันดาราศาสตร์แห่งโลก เพื่อน ๆ เรียกกันว่า ชาญชัยคนจริง” อมรวรรณ ยิ้มเล็กน้อย แต่ภายในใจของเธอกำลังสับสนว่าสิ่งที่ชาญชัยพูดนั้นมันจริงหรือมั่วหรือว่าเขาเสียสติไปแล้วกันแน่ แต่ชาญชัยนั้นก็พอจะรู้อยู่ว่าอมรวรรณนั้นเธอฉลาดแค่ไหน ยิ่งฉลาดมากก็ยิ่งทำให้ไม่เชื่อในสิ่งที่ไม่ได้เห็นแน่นอน ชาญชัยจึงอยากให้อมรวรรณได้เห็นสิ่งที่จักรวาลเป็นซักครั้งเขาจึงพูดขึ้น “ผมว่าเราไปเที่ยวสวนสัตว์กันก่อนดีกว่า” อมรวรรณถามย้ำ “สวนสัตว์” ชาญชัยจึงตอบ “ผมอยากให้คุณได้รู้ความจริงบางอย่างในจักรวาล เดี๋ยวผมเลือกพิกัดและเวลาให้” แล้วชาญชัยก็เข้ามาสไลด์และคลิกหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของดร.อมรวรรณ

 ณ โลกของเราในเวลานั้นวันพิพากษาโลก “ชู แกคิดว่าพวกเราจะตายกันหมดไม๊วะ” ลุงสอนถามชูเดชขณะที่ชูเดชออกจากการนั่งสมาธิแล้วมายืนอยู่หน้าบ้านเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ “เอาเรื่องจริงเลยนะ ตายครับ แต่ว่า เรายังไม่ดับสูญ ลุงน่าจะเข้าบ้านแล้วก็สวดมนต์ไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็จะดีเอง” ลุงสอนพยักหน้า แต่ชูเดชกลับมีความคิดขึ้นมาแวบนึงจึงพูดออกไปว่า “ทำไมผมรู้สึกว่าผมเคยพูดคำนี้กับลุงมาแล้วนะ” ลุงสอนไม่ตอบอะไรแล้วก็กลับเข้าบ้านไป ส่วนชูเดชยืนมองบนท้องฟ้าซักครู่หนึ่ง และอธิษฐานจิตว่า “เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เกิดมาเป็นผู้มีจิตตรงมุ่งสู่พระนิพพานด้วยเถิด” แล้วเขาก็เข้าบ้านไปนั่งสมาธิต่อ

 หลังจากยานข้ามเวลาของดร.อมรวรรณเดินทางไปชมชีวิตของสัตว์ประเภทต่าง ๆ บนดาวแห่งกิเลสแล้ว จึงกลับลำพุ่งไปตามเวลาที่ได้ตั้งไว้ เมื่อมาถึงปลายทาง ยานของทั้งคู่ก็ออกจากอุโมงค์เวลามา และทำให้เห็นดาวเคราะห์น้อยที่กำลังจะพุ่งชนโลกในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า อมรวรรณจึงพูดขึ้นว่า “เธอนี่แม่นสมคำเล่าลือจริง ๆ” ชาญชัยจึงหัวเราะอย่างภูมิใจ แล้วอมรวรรณจึงพูดขึ้น “ชั้นจะบินไปดักด้านหน้าของมันแล้วค่อยสอยมันให้ร่วง “ ชาญชัยพยักหน้า อมรวรรณจึงทำความเร็วแซงดาวเคราะห์ไปแล้วลดความเร็วให้เท่ากับความเร็วของดาวเคราะห์น้อย เพื่อให้อยู่ในระยะที่ยิงและสามารถหลบสะเก็ดของระเบิดได้ แล้วอมรวรรณจึงสไลด์โฮโลแกรมตรงหน้าของเธอ ยานของทั้งคู่จึงกลับลำเป็นบินถอยหลัง แล้วเธอก็คลิกที่หน้าจอปล่อยจรวดมหาประลัยออกไป จรวดพุ่งไปบริเวณตรงกลางของดาวเคราะห์น้อยทันที ขณะที่จรวดกำลังพุ่งไปปะทะดาวเคราะห์น้อย ชาญชัยและอมรวรรณต่างก็ลุกจากที่นั่งแล้วออกไปยืนด้านหลังเก้าอี้นักบิน ทั้งคู่จ้องตากัน และก่อนที่จรวดจะปะทะกับดาวเคราะห์น้อย ทั้งคู่ก็โผเข้ากอดกันอีกครั้งหนึ่งเหมือนเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย ชาญชัยพูดขึ้น “มันเป็นฝันที่วิเศษที่สุดของผม ลาก่อนนะ” อมรวรรณจึงตอบ “ชั้นก็เช่นกัน” ดาวเคราะห์น้อยถูกจรวดมหาประลัยระเบิดแตกเป็นสะเก็ดหินชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นทั้งยานข้ามเวลา ชาญชัย และอมรวรรณ ก็หายวับไปจากพิกัดนั้นในทันที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกของอมรวรรณจึงไม่เคยมีใครเคยได้พบได้เห็นชาญชัยเลย และอมรวรรณก็คงไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเธอเคยหลงรักผู้ชายที่ชื่อชาญชัยด้วย เพราะผลของภารกิจในครั้งนี้ทำให้ชาญชัยนั้นไม่มีตัวตนมาตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง

 ณ โลกของเราในช่วงเวลาดังกล่าว หลังจากดาวเคราะห์น้อยระเบิดไปแล้ว ชูเดชกำลังนั่งสมาธิเสร็จพอดี ขณะนั้นลุงสอนก็มาตะโกนเรียกที่หน้าบ้าน “เฮ้ย ชู ข่าวดี ๆ ไอ้ดาวเคราะห์นรกมันอยู่ดี ๆ ก็ระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ เลย” ชูเดชจึงเดินออกมา “อะไรนะครับ มันระเบิดได้ไง” ลุงสอนจึงพูดต่ออีก “ข้าก็ไม่รู้ ข่าวเขาบอกว่าอีกชั่วโมงเดียวจะถึงโลก แต่อยู่ดี ๆ มันก็ระเบิดเอง ดูซิทำให้คนทั้งโลกหัวใจจะวาย”

 “ต่อไปเป็นรายละเอียด นักดาราศาสตร์ต่างลงความเห็นกันว่า สาเหตุน่าจะมาจากขีปนาวุธที่ยิงขึ้นไป ในตอนแรกอาจจะยังไม่ทำให้ดาวเคราะห์น้อยแตกได้ แต่สามารถสร้างรอยร้าวและความเสียหายให้เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่ได้ไม่นานเอฟเฟ็คจึงเกิดผลตามมา และเหตุการณ์ครั้งนี้นับว่าเป็นความร่วมมือกันของคนทั้งโลก ดังนั้นสหประชาชาติจึงประกาศให้วันที่ดาวเคราะห์น้อยระเบิดนั้นเป็น วันแห่งความร่วมมือของมนุษยชาติ”

 ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง ที่คาซ่าบาร์ เป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและนักศึกษาที่มาสังสรรค์กัน “โต๊ะ 23 ไปเลย” เอมอรบอกอมรวรรณ แล้วทั้งคู่ก็เดินไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมสั่งเครื่องดื่มกับหุ่นยนต์พนักงานเสริฟ ซักพักชัยชาญก็เข้ามา เอมอรยกมือกวักเรียกชัยชาญ ชัยชาญจึงเดินตรงไปหาทั้งสองสาว “ขอบใจนะ ช่วยติวให้อ่ะ” เอมอรเริ่มบทสนทนาก่อน “ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” ชัยชาญตอบอย่างสุภาพ “จะเอาน้ำอะไรคะ” เอมอรถาม “ขอน้ำส้มแล้วกันครับ” เอมอรหัวเราะพร้อมกับพูดขึ้น “นี่คุณอายุเท่าไหร่แล้ว หัดดื่มเครื่องดื่มผู้ใหญ่บ้างซิ” แล้วเอมอรก็สั่ง “ขอไวน์ให้คุณผู้ชายที่นึงค่ะ” หุ่นยนต์รับคำสั่งแล้วจึงไปที่บาร์รอรับเครื่องดื่ม “ผมดื่มไม่เป็นนะครับ” ชัยชาญปฏิเสธเครื่องดื่มแต่สุดท้ายก็ทนการคะยั้นคะยอของเอมอรไม่ได้ วันนั้นชัยชาญต้องใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติกลับบ้าน และต้องนอนในยานของเขาจนเช้าวันต่อมา และเสียงโทรภาพก็ดังขึ้น “ชัย ตื่นยัง” อมรวรรณติดต่อเข้ามา ชัยชาญจึงรู้สึกตัว เมื่อเขาคลิกรับที่หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า ภาพสามมิติของอมรวรรณก็ปรากฏ “เป็นไงบ้าง โอเคไม๊” อมรวรรณรีบถามทันที ชัยชาญจึงตอบ “ผมโอเค ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ยังงง ๆ อยู่” อมรวรรณเห็นจากภาพสามมิติที่โทรภาพของเธอจึงบอกชัยชาญว่า “นอนในยานเลยหรือนี่ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนจะได้สดชื่น ดีนะที่วันนี้ไม่ต้องเรียน” “ขอบคุณมากนะอร” ชัยชาญตอบ ในขณะที่ภายในใจของเขารู้สึกดีมาก ๆ ที่คนซึ่งเขาแอบปลื้มมีความเป็นห่วงเป็นใย แต่ไม่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างชัยชาญกับอมรวรรณนั้นจะมีความลึกซึ้งมากแค่ไหน แต่แล้วในที่สุดชัยชาญก็แต่งงานกับเอมอรและเริ่มสร้างครอบครัวของเขา ในวันที่อมรวรรณได้รับคำเชิญไปงานแต่งงาน ไม่ใช่วันแรกที่เธอรู้ว่าชัยชาญต้องแต่งงานกับเอมอร แต่มันเป็นวันที่หัวใจของเธอรู้สึกหวิว ๆ และเศร้าใจอย่างสุด ๆ

 ชัยชาญเป็นสถาปนิกที่เก่งคนหนึ่ง เขาเป็นคนออกแบบคอนโดที่เอมิกาพักอยู่ เมื่อ 15 ปีก่อน ณ สวนสาธารณะลอยฟ้าชั้น 700 ของอาคารสถาบันดาราศาสตร์ คุณพ่อชัยชาญกำลังพาลูกสาวเดินเล่น หลังจากพิธีสลายมวลสารแม่ของเอมิกา “เอมี่โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร บอกพ่อได้ไม๊” เอมี่สาวน้อยในวัย 6 ปีจึงตอบด้วยความไร้เดียงสาว่า “หนูอยากเป็นนักออกแบบตึกค่ะ” ชัยชาญนั้นสงสารลูกที่ต้องเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก ๆ เขาจึงมีหน้าที่ที่ต้องดูแลให้ลูกสาวได้อยู่ใกล้เขามากที่สุด ตอนนี้เขามีแต่เอมี่คนเดียวที่เป็นสิ่งที่รักและหวงแหนที่สุด “ถ้าหนูอยากเป็นนักออกแบบตึก พ่อจะช่วยติวให้ดีไม๊ พ่อชำนาญเรื่องนี้จะได้สอนหนูได้” เอมี่จึงถามกลับ “ได้ค่ะ” ชัยชาญจึงพูดต่อ “พ่อรับรองว่าหนูจะเป็นนักออกแบบตึกที่เก่งที่สุดในมหาวิทยาลัยเลย เพราะมีติวเตอร์ที่เก่ง ๆ สอนหนู ดีไม๊” “ดีค่ะพ่อ” เอมี่ตอบด้วยความภาคภูมิใจ

 เอมิการักและสงสารพ่อของเธอมาก เธอจึงตั้งใจศึกษาในสิ่งที่เธอรักเพื่อได้ทำงานกับพ่อของเธอ ขณะนั้นบนเส้นทางจราจรทางอากาศมีการจราจรหนาแน่นตลอดเส้นทาง อากาศยานจำนวนมากลอยติดอยู่กลางอากาศอย่างนั้นเหนือพื้นดิน เป็นเหตุการณ์ปกติของชีวิตในเมืองที่มีแต่ความรีบเร่ง เอมิกา เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องติดอยู่บนการจราจรที่คับคั่งนั้น เธอจึงสไลด์นิ้วของเธอบนจอเลเซอร์ตรงหน้าทำให้อากาศยานของเธอเลื่อนระดับการบินของยานให้สูงขึ้น และทันใดนั้นหน้าจอโฮโลแกรมก็ปรากฏภาพ “คำเตือน” และเสียง  “คุณกำลังใช้เส้นทางผิดระดับ โปรดลดระดับยานของคุณ” เสียงจากหอควบคุมการจราจรดังขึ้น เอมิการู้สึกหงุดหงิดในใจขึ้นมาทันทีก่อนที่เธอต้องลดระดับความสูงของอากาศยานของเธอโดยการสไลด์นิ้วลงบนจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเธอ เสียงจากหอควบคุมการจราจรก็ดังขึ้น “ขอบคุณที่ปฏิบัติตามกฎจราจร” เอมิกากำลังจะไปติวให้เพื่อนๆ ในกลุ่ม แต่บนเส้นทางนั้นมีการจราจรทางอากาศหนาแน่นถ้าอยู่ในระดับความสูงนี้ แต่เธอเป็นคนที่ค่อนข้างใจร้อน ด้วยความเร็วแค่ 120 กม.ต่อชั่วโมง มันไม่ทันใจเธอเลย แต่เธอก็เป็นคนที่เก่งที่สุดในสาขาวิชาที่เรียนอยู่ “การออกแบบอาคารที่สูงมาก ๆ ต้องคำนึงถึงทิศทางและความเร็วของลม แล้วยังมีสภาพอากาศด้วยนะ” เอมิกากำลังติววิชาที่เรียนให้กับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม หลังจากติวกันเสร็จแล้ว ทั้งหมดก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป

  ณ คอนโดชั้น 259 ห้อง 259801 เอมิกา หลังจากนำยานเข้าช่องจอดด้านติดห้องน้ำแล้ว เธอก็เข้าห้องพักทันที จากนั้นเธอก็นั่งลงบนโซฟาในห้องแล้วคลิกนิ้วของเธอบนจอภาพโฮโลแกรมด้านหน้าที่เป็นรูปทีวี ทีวีที่เป็นจอภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นด้านซ้ายของเธอพร้อมกับผู้อ่านข่าว แล้วเธอก็ใช้นิ้วไปคลิกที่ไอคอนรูปแฮมเบอร์เกอร์ เมนูอาหารก็ปรากฏภาพที่จอเลเซอร์ด้านขวา เธอจึงคลิกเลือกข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวมา หลังจากนั้นไม่กี่วินาที อาหารสังเคราะห์ข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวก็มาตั้งอยู่ที่โต๊ะหน้าเก้าอี้โซฟาที่เธอนั่งอยู่ และทั้งภาพและเสียงจากผู้อ่านข่าวในทีวีก็ปรากฏ “รายงานของสำนักงานสถิติแห่งโลกระบุว่า ปีนี้ประชากรของโลกจะมีจำนวนครบหนึ่งแสนล้านคน พื้นที่ทำการเกษตรที่มีอยู่บนโลกสามารถทำการผลิตอาหารได้เพียงพอสำหรับประชากรแค่เก้าหมื่นล้านคน ทำให้กระทรวงอาหารและการเกษตรต้องขอความร่วมมือให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มกำลังการผลิตอาหารเคมีสังเคราะห์ให้มากขึ้นเพื่อเลี้ยงประชากรเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนอาหาร และฝ่ายคาดการของสำนักงานสถิติแห่งโลกยังได้รายงานอีกว่าปีหน้าอัตราการเกิดจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 จากปีปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 8 ในเรื่องนี้ทางสำนักงานสถิติได้ส่งรายงานดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรโลกแล้ว ข่าวต่อไป การประชุมเรื่องการขอแยกตัวเป็นประเทศอิสระของรัฐเอกานคร ยังไม่มีข้อสรุป แต่หลังจาก คณะกรรมการพิจารณาและได้ประชุมกันแล้ว ได้กำหนดประเด็นให้มีการพิจารณาในเรื่องที่ว่า ภาษาและวัฒนธรรมที่รัฐเอกานครใช้อยู่ก็ยังใช้ภาษา และวัฒนธรรมเดียวกับรัฐอื่นๆในโลก จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะแยกตัวออกไป ซึ่งในเรื่องนี้ผู้แทนของรัฐเอกานครให้ข้อพิจารณาแก่คณะกรรมการว่า สินค้าเกษตรที่รัฐเอกานครผลิตได้นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เลี้ยงประชากรของรัฐเอกานครก่อน การจะบังคับให้ส่งสินค้าเกษตรให้แก่รัฐบาลกลางก่อนนั้นไม่สมควร เพราะรัฐเอกานครเป็นผู้ผลิตไม่สมควรจะต้องขาดแคลนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา รัฐเอกานครได้มีการเสนอเรื่องนี้เข้าสภาผู้แทนราษฏรโลกหลายครั้งแล้วในรอบ 10 ปีมานี้ ...” ทันใดนั้น เสียงสัญญาณโทรภาพสามมิติก็ดังขึ้น เอมิกา จึงสไลด์นิ้วไปที่ไอคอนรูปโทรภาพที่จอเลเซอร์ด้านหน้าของเธอ แล้วก็ปรากฏรูปสามมิติของชัยชาญพ่อของเอมิกา “สวัสดีค่ะพ่อ” เอมิกากล่าวสวัสดีพ่อของเธอ แล้วพ่อของเธอก็พูดขึ้นว่า “หวัดดีจ๊ะ วันนี้ลูกเสี่ยงมากนะ” พ่อของเธอรับรู้ข้อมูลการเดินทางโดยอากาศยานของเธอจากกรมการขนส่งทางอากาศซึ่งส่งรายงานให้เจ้าของอากาศยานทราบการกระทำผิดกฎจราจร เอมิกา รู้ทันทีว่าจะโดนอะไรจึงตอบกลับไปว่า “พ่อคะ หนูไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้เราไปเข้าแถวติดอยู่กลางอากาศอย่างนั้น” ชัยชาญจึงพูดขึ้น “มันไม่ถึงกับติดนิ่งไม่ใช่เหรอ ความเร็วก็ได้ตั้ง 120 กม.ต่อชั่วโมงแล้ว พ่อเป็นห่วงหนูนะ” เอมิกาจึงตอบ “แล้วเค้าทำให้ยานบินเร็วไว้ทำไมตั้ง 600 กม.ต่อชั่วโมง” พ่อของเธอจึงอธิบายว่า “สเปคของยานที่เขาทำไว้ก็เผื่อใครที่จะใช้มันออกไปนอกตัวเมืองไง แต่ภายในตัวเมืองมันอันตราย ไม่ควรจะขึ้นไปที่ระดับความสูงขนาดนั้น ระดับของเส้นทางจราจรมีความสำคัญ แต่ละระดับต้องเว้นที่ว่างเพื่อไม่ให้พลังงานของยานที่ใช้เส้นทางแต่ละระดับเกิดปฏิกิริยาแก่กัน ถ้าหนูจะไปไหนก็ควรจะเผื่อเวลาเดินทางให้มาก ๆ หน่อย จะได้ไม่ต้องรีบ” เอมิกาจึงตอบ “ขอบคุณค่ะพ่อ หนูจะระวังให้มากกว่านี้” แล้วพ่อของเธอก็พูดกับเธอว่า “งั้นพ่อไปก่อน อย่านอนดึกนะ พรุ่งนี้จะไปไหนก็ควรออกก่อนเวลาจะได้ไม่ต้องรีบ ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ” เอมิกาตอบ “ราตรีสวัสดิ์ค่ะพ่อ” หลังจากจบการสนทนาแล้ว เอมิกา ก็จัดการชำระร่างกายตัวเองแล้วก็เข้านอน

 วันรุ่งขึ้น เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น “คุณเอมิกาตื่นได้แล้ว เราปลุกเธอเจ็ดครั้งแล้ว..แปดครั้งแล้ว...ๆ...ๆ” เสียงนาฬิกาปลุกเตือนเอมิกาให้ตื่นซักที เอมิการู้สึกตัวตื่นขึ้นเพราะวันนี้มีนัดไปติวให้กับเพื่อน ๆ อีก แต่ตอนนี้ถ้าไปถึงก็คงจะสายไปประมาณชั่วโมงได้ เธอจึงรีบลุกขึ้นชำระร่างกายแล้วรีบแต่งตัว จากนั้นก็เข้าประตูโรงจอดยานด้านติดกับห้องน้ำบนคอนโด ยานของเธอก็พุ่งออกจากช่องจอดยานชั้น 259 แล้วก็ลดระดับความสูงในบริเวณลานลดระดับรอบคอนโดลงมาที่ระดับความสูงตามกฎจราจรแล้วก็เข้าคิวออกไปตามเส้นทางการบิน วันนี้ก็เหมือนทุกวัน อากาศยานจำนวนมากต้องบินตามกันไปที่ความเร็ว 120 กม.ต่อชั่วโมง เรียงติดกันเป็นแถวยาวตลอดเส้นทาง เธอรู้สึกหงุดหงิดมากวันนี้ อารมณ์ของเธอเป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลจะอธิบายได้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องใช้ความเร็วแค่นี้ทั้งที่สมรรถนะของยานสามารถใช้ความเร็วได้ถึง 600 กม.ต่อชั่วโมง ทำให้ยานทุกลำต้องติดอยู่ในการจราจรแบบนี้ บนระดับความสูงเหนือขึ้นไปไม่เห็นมียานซักลำ เมื่อคิดดังนั้นแล้ว เธอจึงตัดสินใจสไลด์นิ้วเลื่อนระดับความสูงของยานบนจอโฮโลแกรมด้านหน้าของเธอ ยานของเธอจึงเลื่อนระดับขึ้นสูง แล้วยานของเธอก็พุ่งไปตามเส้นทางจราจรเหนือยานลำอื่น ยังไม่ทันที่จะมีข้อความเตือนจากหอควบคุมการจราจรทางอากาศจะปรากฏ ทันใดนั้นอากาศยานบรรทุกผู้โดยสารขนาดใหญ่ที่บินอยู่เหนือระดับยานของเธอขึ้นไปก็บินผ่านมาทางด้านหลัง พลังขับดันของยานบรรทุกผู้โดยสารขนาดใหญ่ซึ่งมีกำลังกดรุนแรงก็ส่งแรงกดมหาศาลนั้นลงมาพื้นที่ด้านล่าง แล้วมันก็กดยานของเธอให้เสียหลักและลดระดับลงอย่างรวดเร็วในที่สุดยานของเธอก็ถูกกดลดระดับลงมาปะทะกับยานที่จอดติดอยู่บนเส้นทางการบินลำอื่น แล้วจึงเกิดการระเบิดขึ้น เอมิกา ก็หมดความรู้สึกในทันที

    เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเธอสัมผัสความมืดสนิท และเธอไม่รู้หรอกว่าดวงจิตของเธอมีลักษณะอย่างไร แต่รู้แค่ว่ากำลังล่องลอยอย่างไม่มีทิศทาง ขณะนั้นจิตใต้สำนึกของเธอที่เคยนึกเคืองเรื่องของพิกัดตัวเลขที่ตั้งของหลุมดำก็ผุดขึ้น ทันใดนั้นชั่วพริบตาดวงจิตของเธอก็ลอยขึ้นไปในอวกาศไปปรากฏดวงจิตอยู่บริเวณหลุมดำ แล้วหลุมดำก็ดึงดวงจิตของเธอเข้าไป เธอจึงรู้สึกว่าหลุมดำมีขนาดใหญ่ขึ้นๆ แล้วในที่สุดเธอก็หมดความรู้สึกอีกครั้ง และแล้วก็ปรากฏจุดสีขาว แล้วกลายเป็นแสงสีขาวพุ่งเข้ามาหาเธอ ซึ่งเธอก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเธอเข้าไปหามันหรือมันพุ่งเข้ามาหาเธอ แต่ที่เธอสัมผัสได้คือ เธอกำลังปะทะกับแสงสีขาวนั้น ทันใดนั้นเธอก็ไม่มีความรู้สึกอีก

  เอมิการู้สึกตัวอีกครั้งว่ามีกระแสน้ำไหลวนรอบๆตัวเอง จากนั้นเธอก็รู้สึกว่าเธอมีร่างกายที่รับสัมผัสได้ทั้งจากหู ตา จมูก ลิ้น กาย และเป็นอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไร จากนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังไหลไปตามสายน้ำ และทันใดนั้นเมื่อเธอได้สัมผัสกับแสงสว่าง และมีไอเย็นปะทะจมูกและร่างกายของเธอ เธอจึงร้องด้วยความตกใจอย่างสุดเสียง

  ณ ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล พิมล ข้าราชการสาวกำลังพักฟื้นหลังคลอด พยาบาลได้เข้ามาถามข้อมูลเพื่อส่งใบแจ้งเกิด พิมลจึงตอบไปว่า “ให้ชื่อว่า เอราวรรณ คะ ชื่อเล่น เอ คะ”

 ณ ห้องเรียนสมาธิของสถาบันฯ หลายเดือนต่อมาหลังเหตุการณ์ช็อคโลก “ผมเห็นยานอวกาศครับ แล้วยานลำนั้นก็ยิงจรวดใส่ดาวเคราะห์ดวงนั้นพอดาวเคราะห์ระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ยานลำนั้นก็หายไป” ผู้ชำนาญอตีตังญาณบอกกับอาจารย์คง “ไม่ว่ายานลำนั้นเป็นของใคร แต่ผมก็ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยคลี่คลายเหตุการณ์นี้ให้ ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องฟอร์มทีมกันใหม่อีกครั้ง หวังว่าทุกคนจะยังพร้อมสู้ไปกับผมนะ” แล้วนักเรียนสมาธิทั้งหมดก็ตอบ “ครับ,ค่ะ”

 หลังจากนั้น การต่อสู้กับพลังกิเลสก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง และตราบใดที่พลังกิเลสยังไม่หมดไปจากจักรวาล พลังสติก็ต้องต่อสู้ต่อไป พลังสตินั้นมีได้ในมนุษย์เท่านั้น เพราะอะไร เพราะจิตใต้สำนึกของมนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นตรงที่มนุษย์มีจินตนาการ ความนึกคิดที่ละเอียดอ่อนกว่าสัตว์อื่น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมนุษย์มีความเมตตา ความเมตตานี้ในสัตว์นั้นคงหาได้ยาก เพราะจิตใต้สำนึกนั้นมีแต่สัญชาตญาณของมวลกายเท่านั้น แต่ในสัตว์ก็มีเมตตาจิตอยู่บ้างที่ทำให้สัตว์ต่างๆ นั้นสามารถมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ดังคำสอนของพระอาจารย์ของอาจารย์ “สัตว์ไม่ว่าดุร้ายแค่ไหน หรือมีพิษร้ายแรง แค่ไหน มันก็ยังมีความรักลูกของมัน นี่ทำให้สัตว์ได้มาเกิดเป็นมนุษย์” เพราะฉะนั้นความเมตตาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมีในตัวมนุษย์เสมอ เมื่อมนุษย์มีสิ่งนี้มันจึงเป็นอานิสงส์ให้มนุษย์ได้มีพลังสติเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เมื่อได้เป็นมนุษย์ทั้งทีก็อย่าพลาดสิ่งที่มีในตัวของตน สติมีสมาธิเกิด สมาธิเกิดก็เสริมสร้างสติ ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน


สารบัญ

CONTENT

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำสำหรับคุณ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ดูทั้งหมด

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70

นิยาย รัก

81.82K
ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

ทั้งแผ่นดินได้รับพรสวรรค์แห่งความเป็นอมตะ — ทว่าข้าขายอายุขัยของตน เพื่อกลายเป็นเทพ!

นิยาย แฟนตาซี

279.32K
Evolution  the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

นิยาย แฟนตาซี

61.98K
หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.12M
สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

สู้ศึกต่างโลก : ด้วยคุณสมบัติ Plus(+) แห่งลอร์ด

นิยาย แฟนตาซี

137.26K
หมื่นจักรภพสยบราชันย์

หมื่นจักรภพสยบราชันย์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.67M
บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.31M
กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

683.21K
จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน

1.56M
จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี

3.03M

รายการรีวิว

REVIEW

ปักหมุด