ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2.1 วุ่นนักรักเอย
ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2.1 วุ่นนักรักเอย
ณ โลกของเรา “พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” ชูเดชบริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดจิตของเขาก็สงบ และเริ่มเข้า ภวังค์ แล้วก็พบกระเบื้องแผ่นที่เจ็ด จากนั้นก็เข้าสู่ห้องปฏิบัติการ “อ้าวมาแล้ว วันนี้เหตุการณ์สงบไม่มีคลื่นมารบกวนครับ” อาจารย์คงรายงานเหตุการณ์ตามหน้าที่ “ขอบคุณครับอาจารย์ ผมมารับหน้าที่ต่อแล้วครับ” ชูเดชจึงรายงานตัวเป็นผู้เข้าเวรเจ้าหน้าที่ตรวจจับคลื่นกิเลสต่อจากอาจารย์คง “ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะ” แล้วอาจารย์คงก็หายออกไป วันนั้นก็เป็นวันที่ปลอดโปร่ง ไร้วี่แววคลื่นพลังกิเลส “แม้จะไม่มีคลื่นกิเลสปรากฏ แต่ก็วางใจไม่ได้ผมจึงอยากชวนกัลยาณมิตรมาร่วมกันเฝ้าระวัง ไม่ทราบว่าทุกคนมีความเห็นเป็นยังไง” เป็นคำพูดของอาจารย์คงเมื่อเดือนก่อน และก็ได้เริ่มปฏิบัติงานจริงวันนี้เป็นวันแรก หลังจากอู๊ดมาผลัดเวรต่อจากชูเดช เค้าก็หายออกไปจากห้องปฏิบัติการทันที ตอนนั้นเป็นตอนเย็นในวันหยุดของชูเดช เค้าจึงเดินออกไปหาซื้อของกินนอกบ้าน และระหว่างทางกลับบ้านเค้าก็นึกถึงตอนสมัยเป็นเด็ก
หลายปีก่อนสมัยชูเดชเป็นนักเรียน
“อยากจะรู้ เธอคือไม่ หรือว่าใช่
คนที่ใช่ หรือว่าไม่ อย่างไหนหนอ
หากว่าไม่ หรือว่าใช่ จะได้รอ
ใจอยากขอ ให้เธอใช่ อย่าไม่เลย”
หลังจากเพื่อนคนหนึ่งอ่านกลอนในเศษกระดาษเล็ก ๆ แผ่นหนึ่ง เสียงตบมือกับเสียงหัวเราะในกลุ่มสาว ๆ นักเรียนชั้น ม.6/9 ก็ระคนปนกันขึ้นมากลางงานเลี้ยงอำลาคืนวันศุกร์ที่แสนสุขในปาร์ตี้เล็ก ๆ ของกลุ่มสาว ๆ หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย “สุดยอดเลยนะ ชั้นว่าเค้าชอบเธอมาก ขนาดโงหัวไม่ขึ้นก็เป็นได้” เสียงเพื่อนของจันทรา พูดเสริมขึ้นตามมา เธอจึงพูดตอบ “สงสัยแต่งกลอนนี้ตอนเมา คนนี้ไม่สเป็ค บอกแล้วไงว่า ผู้ชายของชั้นต้องเพอร์เฟ็คกว่านี้ ไม่ใช่แบบคนนี้ น่าจะเป็นคนที่ไม่มากกว่าคนที่ใช่ เธอก็เห็นไม่ใช่เหรอ แต่งตัวก็สะเหล่อซะไม่มี”
ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน “เฮ้ย ชู นายแต่งกลอนเก่ง ก็แต่งกลอนจีบเลยซิวะ มองขนาดนี้ นี่เทอมสุดท้ายของพวกเรา เทอมหน้าก็อยู่กันคนละมหาลัยแล้ว” จ๊อด เพื่อนของขูเดชแซวขณะที่ชูเดชกำลังมองจันทรา สาวสวยประจำห้อง “ขอบใจนะ เราก็ลืมไป” ซึ่งตอนนั้นทั้งชูเดช และจ๊อดเพื่อนสนิทนั่งรอรถเมล์หลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้าน แล้วจันทรากับเพื่อนของเธอก็กำลังเดินออกจากประตูโรงเรียน
เค้าคิดเรื่องนี้จนกลับถึงบ้าน
ณ บ้านของชูเดช เมื่อเค้าจัดการอาหารเสร็จแล้ว จากนั้นเขาก็อาบน้ำ แล้วก็เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงาน Emailฉบับหนึ่งก็เด้งขึ้นมา ตอนแรกเค้าจะเปิดอ่านดู แต่ว่าตอนนี้เค้ารู้สึกว่าเค้าจะมีความง่วงมากกว่า จึงคิดว่าจะพักสายตาซักครู่ก่อน เลยเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็ดื่มน้ำ 1 แก้ว แล้วก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟาจนหลับไป หลังจากหลับไปได้ซักพัก เขาก็รู้สึกในภวังค์ว่า เค้ายังไม่ได้นั่งสมาธิ จึงลุกขึ้นจากที่นอน แล้วก็เดินไปนั่งสมาธิ ในขณะนั้นบริเวณบ้านของชูเดชสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ยานกู้ชีพลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ภายในยานอมรวรรณกำลังควบคุมมันเพื่อให้ลงจอดอย่างปลอดภัย “ศูนย์การบิน โหล ๆ ๆ ได้ยินชั้นมั๊ย” แต่ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ กลับมา เธอจึงตัดสินใจส่งข้อมูลกลับไปยังศูนย์การบินโดยที่ไม่รู้ว่าข้อความนั้นจะไปถึงหรือไม่ “ชั้นไม่รู้นะว่าศูนย์ได้ยินหรือเปล่า แต่นี่เป็นข้อมูลตำแหน่งของชั้น” แล้วอมรวรรณก็โหลดข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ของเธอส่งไปในรูปข้อความ ก่อนที่เธอจะพูดลอย ๆ ขึ้นว่า “หวังว่าศูนย์คงจะได้รับนะ ลาก่อน” จากนั้นเธอก็กดปุ่มที่หน้าจอโฮโลแกรมของเธอเพื่อเตรียมลงจอด ยานรูปทรงกลมสีเงินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสองเมตรกว่าก็ชะลอความเร็ว แล้วก็ลงจอดหลังบ้านของชูเดชพอดี แล้วหน้าจอโฮโลแกรมของเธอก็มีเสียงรายงานสภาพโดยรอบตัวยาน “การลงจอดสมบูรณ์ สภาพนอกตัวยานเหมือนสภาพบนโลก สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” แล้วตัวยานก็เปิดออกอมรวรรณจึงออกมาจากยานนั้น จากนั้นเธอก็เดินสำรวจรอบ ๆ ตัวยาน ก่อนที่จะหันมาทางประตูหลังบ้านของชูเดช “อากาศบนดาวดวงนี้เหมือนบนโลกของเราทุกอย่างตามเครื่องวิเคราะห์ที่ประมวลผลไว้ แต่ดูจากสภาพของอาคารหลังนี้ก็น่าจะพอเดาได้ว่า ดาวดวงนี้ยังไม่พัฒนา” อมรวรรณบันทึกเสียงและภาพเหตุการณ์ทั้งหมดส่งข้อมูลเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บในยานกู้ชีพ แล้วเธอก็ลองเปิดประตุด้านหลังบ้านแล้วเข้าไปในบ้าน “อุปกรณ์ภายในบ้านเป็นของใช้ที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูงเท่าไหร่ แสดงให้เห็นว่าดาวดวงนี้ยังล้าหลังทางด้านเทคโนโลยีอย่างมาก น่าจะช้ากว่าโลกของเราประมาณห้าร้อยปี” แล้วเธอก็เดินลึกเข้าในตัวบ้าน อมรวรรณจึงเห็นชูเดชกำลังนั่งสมาธิอยู่ เธอมองชูเดชแล้วก็นึกสงสัยในใจว่ามนุษย์บนดาวดวงนี้มีลักษณะกายภาพน่าจะเหมือนกับคนบนโลกของเธอ แต่ว่าเค้ากำลังทำอะไรกัน นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่กระดุกกระดิกเหมือนคนตายอย่างนั้น และเธอก็คิดไปถึงว่าเขาจะเป็นหุ่นยนต์หรือเปล่า จากนั้นเธอจึงเดินกลับออกมาทางด้านหลังบ้านแล้วบันทึกข้อความ “ชั้นเจอมนุษย์ เค้าเหมือนพวกเรามาก แต่เอะหรือว่าหุ่นยนต์ก็ไม่รู้นะ แต่จากที่เห็นเนี่ยเค้าไม่มีการเคลื่อนไหวเลย เดี๋ยวชั้นต้องลองเข้าไปสำรวจดูอีกครั้ง เมื่ออมรวรรณเดินกลับเข้าไปอีกครั้งเสียงนาฬิกาปลุกบนมือถือที่ชูเดชตั้งเวลานั่งสมาธิไว้ก็ดังขึ้น ชูเดชจึงลืมตาขึ้นมา แล้วทั้งสองคนก็มองเห็นกันพอดี ชูเดชจึงอุทาน “เฮ้ย ใครน่ะ หรือว่าเป็นเจ้าที่” ส่วนอมรวรรณก็อุทานขึ้นเช่นกัน “อุ้ย มนุษย์แน่ ๆ หุ่นยนต์ไม่ตกใจอย่างนี้หรอก” ชูเดชจึงเริ่มตั้งสติอีกครั้ง “เออ...คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง แล้วคุณเป็นใคร คนหรือผี” อมรวรรณจึงพูดขึ้น “ผีคืออะไร ชั้นเป็นคนนะ ผีเป็นยังไงชั้นไม่รู้ แต่ว่าคุณฟังชั้นอธิบายก่อนนะ” ชูเดชจึงตอบ “โอเค ถ้าเป็นคนก็น่าจะคุยกันได้” แล้วอมรวรรณก็เริ่มตีหน้าเศร้าเล่าเหตุการณ์ที่เธอต้องมาอยู่ที่ตรงนี้ “ชั้นมาจากดาวดวงอื่น แต่ว่ายานที่ชั้นใช้เดินทางมันขัดข้องและเกิดระเบิดขึ้น แล้วยานกู้ชีพฉุกเฉินก็ทำงานของมัน แล้วมันก็พาชั้นมาที่นี่ คุณเข้าใจมั๊ย” ชูเดชมองอมรวรรณตั้งแต่หัวจรดเท้า “มนุษย์ต่างดาวเหรอ แล้วทำไมรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ล่ะ” อมรวรรณจึงตอบ “ทำไม ชั้นไม่สวยตรงไหน” ชูเดชจึงพูดขึ้น “โอเค สวย แต่ว่าปกติมนุษย์ต่างดาวต้องหน้าตาประหลาด ๆ หน่อยถึงจะเป็นมนุษย์ต่างดาวตัวจริง หรือว่าคุณใส่ชุดอวกาศปิดไว้ คุณใส่ชุดอวกาศมาหรือเปล่า แล้วทำไมพูดภาษาผมได้ แล้วเข้ามาในบ้านได้ยังไง แล้วทำไม...” ยังไม่ทันที่ชูเดชจะพูดอะไรต่อ อมรวรรณจึงอธิบายเพิ่มเติม “มนุษย์ต่างดาวจะสวยเหมือนมนุษย์บนดาวดวงนี้ไม่ได้เหรอ คุณอาจจะไม่รู้ว่า ในจักรวาลมีดาวมากมายมันก็ต้องมีมนุษย์ต่างดาวที่สวยเหมือนชั้นมั่งซิ แต่ว่ายังไงชั้นก็ต้องขอโทษที่ถือวิสาสะเข้ามา ในบ้านคุณ ส่วนเรื่องภาษาพูดนี่ชั้นก็คิดอยู่เหมือนกันว่าทำไมเราพูดภาษาเดียวกันด้วย แต่ชั้นคิดว่ามนุษย์บนดาวดวงนี้คงไม่ใจร้ายขับไล่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ออกจากบ้านตอนกลางคืนอย่างนี้ใช่มั๊ยคะ” อมรวรรณทำตาใสขอความเห็นใจจากชูเดช เขาจึงพูดขึ้น “ถ้าคุณไม่มีพิษภัยอะไรผมก็ไม่คิดจะขับไล่คุณหรอก แต่ว่าผมจะเชื่อคุณได้ยังไงว่าคุณไม่ใช่มิจฉาชีพ” อมรวรรณจึงถาม “มิจฉาชีพคืออะไร” ชูเดชจึงตอบ “เป็นคนไม่ดีที่จะเข้ามาโขมยของในบ้านคนอื่นไง” แล้วอมรวรรณจึงแสดงความบริสุทธิ์ใจขึ้น “คนสวยขนาดชั้น คุณยังคิดว่าเป็นคนไม่ดีได้นะ งั้นคุณตามชั้นมาทางนี้” แล้วเธอก็เดินนำชูเดชไปทางหลังบ้าน เมื่อออกมาถึงหลังบ้าน ชูเดชจึงได้เห็นความจริง ภาพที่เขาได้เห็นนั่นคือ ยานรูปร่างทรงกลมเหมือนลูกบอลขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสองเมตรของอมรวรรณนั่นเอง เขาจึงพูดขึ้น “เป็นไปได้ไงเนี่ย แล้วมันบินไปได้ยังไง” อมรวรรณจึงตอบ “มันบินได้ระยะทางสั้น ๆ แค่ไม่กี่ล้านปีแสง แล้วพื้นผิวของยานก็จะรับพลังงานจากแสงอาทิตย์อีกเพื่อใช้ในการเดินทางต่อ แต่ว่าโลกของชั้นมันไกลเกินกว่ายานกู้ชีพนี้จะเดินทางกลับไปได้” ชูเดชจึงพูด “คุณรู้มั๊ย ถ้ามีคนรู้เรื่องนี้คุณต้องดังไปทั่วโลกแน่ ผมมีทางเลือกให้คุณสองทาง อยากดัง หรือว่าอยากอยู่แบบเงียบ ๆ” อมรวรรณจึงตอบ “ชั้นไม่ชอบมีชื่อเสียงหรอก มันรู้สึกว่าทำตัวลำบากอ่ะ แค่สวยอย่างเดียวก็หนักใจพอแล้ว ขออยู่แบบเงียบ ๆ ดีกว่า” แล้วเสียงก็ดังขึ้นมาจากยานกู้ชีพ อมรวรรณจึงพูด “เดี๋ยวนะมีการติดต่อกลับมาแล้ว แป๊บนึง” แล้วเธอก็เดินเข้าไปที่ยานนั่น ที่หน้าจอของยานปรากฏเสียงและข้อความเป็นภาพโฮโลแกรมขึ้น
“สัญญาณที่คุณติดต่อไปล้มเหลว กรุณาติดต่อกลับไปใหม่ในอีก 247.92 ปี” “อะไรนะ” อมรวรรณอุทานขึ้นแล้วถามต่อ “ทำไม” “เนื่องจากวงโคจรของอุปกรณ์ทวนสัญญาณจะผ่านแนวสัญญาณอีกครั้ง” อมรวรรณจึงพูดขึ้นอีก “แล้ว ... ทำไม” จากนั้นเธอจึงรีบตรวจสอบสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ทวนสัญญาณทันที จึงพบว่ามันคือ ดาวพลูโต ที่เรารู้จักกัน ซึ่งวงโคจรของมันจะมาอยู่ที่ตำแหน่งเดิมก็ต้องรออีก 247.92 ปีตามที่อุปกรณ์สื่อสารบนยานกู้ชีพแสดงผล ทำให้อมรวรรณเริ่มกังวลเป็นอย่างมาก แล้วเธอก็ขอรายงานจากอุปกรณ์สื่อสารบนยานกู้ชีพนั้น มันจึงแสดงผลว่า “เนื่องจากเส้นทางของแสงสัญญาณสื่อสารต้องผ่านอุปกรณ์ทวนสัญญาณบนดาวในระบบสุริยะที่มีการติดตั้งไว้ ในระบบสุริยะที่คุณอยู่นี้มีการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวบนดาวที่มีองค์ประกอบหลักของบรรยากาศเป็น ไนโตรเจน คาร์บอนมอนออกไซด์ และมีเทน มีดวงจันทร์บริวาร 3 ดวง แรงโน้มถ่วง 0.65 เมตร/วินาที2 ความหนาแน่น 2 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 6.387 ชั่วโมง ระนาบวงโคจรทำมุมกับระนาบบนดาวที่คุณอยู่ 17.14 องศา” อมรวรรณเริ่มหัวเสียจึงคลิกหน้าจอโฮโลแกรมแล้วพูดขึ้น “พอ ๆ เอาเป็นว่าชั้นจะติดต่อกลับศูนย์การบินได้ยังไง” อุปกรณ์นั้นจึงรายงาน “ความเข้มของสัญญาณจะใช้งานได้โดย ทางเลือกที่หนึ่ง รอ ทางเลือกที่สอง ใช้ยานกู้ชีพนี้ออกไปส่งสัญญาณที่แนวแสงสัญญาณในอวกาศ แต่ความเข้มของสัญญาณจะอ่อนมากและอาจไม่สามารถส่งไปถึงได้” แล้วอมรวรรณก็พูดด้วยเสียงอันดังขึ้นว่า “นี่ชั้นเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่หรือนี่ ” ชูเดชได้ยินเสียงจึงถาม “คุณพูดกับใครอ่ะ” อมรวรรณจึงตอบ “ปัญหาเรื่องการสื่อสารค่ะ คงต้องใช้เวลานิดหน่อยถึงจะติดต่อได้ ” ชูเดชนึกอยู่ครู่นึงจึงตอบ “แล้วคุณต้องใช้เวลานานแค่ไหน” อมรวรรณยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ “247.92 ปี” ชูเดชจึงอุทาน “หา 247 ปี ทำไมมันนานขนาดนั้น” อมรวรรณจึงตอบ “สัญญาณการติดต่อต้องใช้อุปกรณ์ทวนสัญญาณบนดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะนี้ แต่ว่าวงโคจรของมันจะมาอยู่ที่ตำแหน่งซึ่งสามารถรับแสงสัญญาณได้อีกครั้งต้องรออีก 247.92 ปีอ่ะ” แล้วอมรวรรณก็ร้องไห้ออกมา ชูเดชจึงบอกให้อมรวรรณเข้าไปในบ้านก่อน “ผมคิดว่าคุณเข้าไปนั่งคิดในบ้านก่อนดีกว่า ใจเย็น ๆ มันต้องมีทางออกแน่” หลังจากเข้ามาในบ้านแล้ว ชูเดชจึงพูดขึ้น “พวกคุณรู้จักน้ำมั๊ย แล้วกินน้ำกินอะไรหรือเปล่า” อมรวรรณจึงตอบ “ค่ะ ชั้นก็กินน้ำเหมือนพวกคุณ” ชูเดชจึงไปเปิดตู้เย็นเอาน้ำมาให้ แล้วอมรวรรณก็พูด “ขอบคุณค่ะ” แล้วชูเดชจึงถามต่อ “แล้วอุปกรณ์ทวนสัญญาณที่ว่านี่มันอยู่ที่ไหนล่ะ มันใหญ่มากมั๊ย ทำไมไม่ย้ายมันไปอยู่ในตำแหน่งของแสงสัญญาณ จะได้ติดต่อได้ไง” อมรวรรณทำตาโตแล้วพูดขึ้น “เอ้อจริงด้วย ทำไมชั้นไม่คิดเรื่องนี้นะ” ชูเดชจึงบอก “อ้าว จริงเหรอ ผมพูดเล่น ๆ นะเนี่ย” อมรวรรณจึงตอบ “ท่าทางก็ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้เลยนะ ทำไมถึงรู้ล่ะ” ชูเดชจึงตอบ “คนเราเวลาขาดสติก็จะคิดอะไรไม่ค่อยออกหรอก” อมรวรรณจึงพูดขึ้น “เอะเหมือนเคยได้ยินคำนี้นะ คำว่าสติอะไรเนี่ย แต่ว่าขอบคุณมากนะที่ให้คำแนะนำ” จากนั้นเธอก็เริ่มบทสนทนาต่อ “คุณรู้มั๊ย ครั้งแรกที่เห็นคุณ คุณคือผู้ชายในฝันของชั้น” ชูเดชเขินอายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วอมรวรรณก็พูดต่อ “ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ ชั้นหมายความว่าชั้นเหมือนจะเคยฝันเห็นคุณเท่านั้น แล้วไม่รู้ว่ามันเป็นฝันดีหรือฝันร้ายด้วย” ชูเดชจึงต้องเปลี่ยนความรู้สึกทันที “โอเค แล้วที่คุณบอกว่าคุณมาจากดาวดวงอื่นเนี่ย คุณฝันด้วยหรือเปล่า แล้วดาวของคุณชื่อดาวอะไร” อมรวรรณจึงตอบ “พูดตรง ๆ นะ ดาวของคุณนี่ล้าหลังซังกะบ๊วยมาก ชั้นคิดว่าน่าจะล้าหลังกว่าโลกของชั้นประมาณห้าร้อยปีโน่นแหละ” ชูเดชจึงพูดขึ้น “ขอบคุณครับ สำหรับคำชม” อมรวรรณจึงบอก “นี่เค้าเรียกว่าชมเหรอ” ชูเดชจึงพูด “ผมก็ปลอบใจตัวเองเท่านั้น แต่เราก็พัฒนาแล้วและก็ได้แค่ที่เห็นนี่แหละ แต่ว่าคุณยังตอบไม่ตรงคำถามนะ ที่คุณบอกว่ามาจากดาวดวงอื่นน่ะ มันชื่อดาวอะไร” อมรวรรณจึงตอบ “โลก” ชูเดชจึงพูด “โลกคือที่นี่ ที่นี่คือโลก คุณมาจากดาวดวงอื่นคุณก็ต้องบอกชื่อดาวของคุณซิ” อมรวรรณจึงคิดว่าถ้าคุยกันต่อคงไม่ได้เรื่องจึงสรุป “เอาเป็นว่าโลกของชั้นกับโลกของคุณ โอเคมั๊ย” ชูเดชจึงตอบ “โอเค ก็ได้ แต่ว่าตอนนี้จะเอายังไงต่อ” อมรวรรณจึงถาม “เอายังไงหมายความว่ายังไง” ชูเดชจึงบอก “คือว่าตอนนี้มันก็ดึกแล้ว บนโลกของคุณเค้าหลับเค้านอนกันหรือเปล่า หรือตาแข็งทั้งคืน” อมรวรรณจึงพูด “กลางคืนก็ต้องนอนหลับซิ แล้วก็ต้องมีเตียงให้นอนด้วย และในเมื่อคุณเป็นเจ้าบ้านที่ดี คุณก็ต้องต้อนรับผู้มาเยือนใช่มั๊ย” ชูเดชคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “โอเค งั้นคุณไปนอนที่ห้องผมก่อน” แล้วเขาก็ชี้ทางขึ้นไปที่ห้องนอนชั้นสอง อมรวรรณยิ้มและรู้สึกถึงความมีสัมพันธไมตรีที่ดีของชูเดช แล้วเธอก็พูด “ขอบคุณค่ะ” ขณะที่ชูเดชกำลังจะเดินไปนอนที่ห้องนั่งเล่น อมรวรรณก็ถาม “ชั้นยังไม่รู้ชื่อคุณเลย” ชูเดชจึงตอบ “ผมชูเดชครับ” แล้วอมรวรรณจึงพูดขึ้น”ชั้นอมรวรรณ เรียกชื่อเล่น อรก็ได้นะ ขอบคุณอีกครั้ง” แล้วเธอก็เดินขึ้นไปเข้าห้องนอน
เช้าวันต่อมา “ผมต้องไปทำงานก่อนนะ เรื่องอาหารนี่” ยังไม่ทันที่ชูเดชจะพูดต่อ อมรวรรณจึงพูดขึ้น “ไม่ต้องห่วง ชั้นมีอาหารแคปซูลอยู่ ชั้นยังไม่รู้ว่าจะกินอาหารบนโลกของคุณได้หรือเปล่า แล้วคุณจะกลับเมื่อไหร่คะ” ชูเดชจึงตอบ “คงต้องตอนเย็นนั่นแหละ แล้วนี่ เบอร์โทรศัพท์ผม และนั่น” ชูเดชส่งแผ่นกระดาษซึ่งมีเบอร์โทรศัพท์มือถือของเขา แล้วจึงชี้ไปที่โทรศัพท์บ้านที่อยู่ตรงห้องนั่งเล่น “แต่ผมคิดว่าคุณยังไม่ควรออกไปข้างนอก เพราะมันอาจจะมีอันตรายได้ ไม่รู้โทรศัพท์ของผมมันล้าหลังจนคุณใช้ไม่เป็นหรือเปล่า” อมรวรรณจึงตอบ “อุปกรณ์พวกนี้มันทำงานด้วยเทคโนโลยีง่าย ๆ ชั้นคิดว่าไม่ยากหรอก ขอบคุณนะ” แล้วชูเดชก็ออกจากบ้านไปทำงาน อมรวรรณก็เริ่มเปิดคอมพิวแตอร์บนแหวนของเธอ แล้วมันก็ปรากฏภาพโฮโลแกรมขึ้น แล้วเธอก็เริ่มโหลดข้อมูลอินเตอร์เน็ตบนโลกนี้
เย็นวันนั้น หลังเลิกงานวันนี้ชูเดชไม่ต้องเข้าห้องปฏิบัติการ แต่ชูเดชก็เข้าไปที่สถาบันพลังจิตฯ เพราะเค้ากำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น “วันนี้มีอะไรใหม่ ๆ มั๊ยครับอาจารย์” ชูเดชถามอาจารย์คง “ผมคิดว่ามันก็คงไม่ใหม่เท่าไหร่นะ เดี๋ยวเราเข้าไปที่ห้องปฏิบัติการกัน” แล้วทั้งคู่ก็ทำสมาธิเข้าสู่ห้องปฏิบัติการทันที ภายในห้องปฏิบัติการก็มีนักเรียนรุ่นน้องที่มาปฏิบัติหน้าที่การเผ้าระวังคลื่นำลังกิเลส เมื่อทั้งคู่เข้ามาแล้ว ทั้งสองคนก็เดินเข้าไปห้องเก็บเลเซอร์บอล แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้น“ปกติพลังงานเมื่อใช้แล้วย่อมหมดไป แต่ไม่ใช่กับพลังกิเลส เพราะมันกลายเป็นยิ่งใช้ยิ่งมากขึ้น แล้วก็มีแต่พลังสติเท่านั้นที่จะสลายพลังกิเลสได้ ซึ่งมันดูไม่ยุติธรรมเลย เพราะพลังสตินั้นพวกเราต้องสร้างมันขึ้น แล้วก็ใช้พลังสติไปสลายพลังกิเลสตลอดเวลา คุณคิดว่าไงชูเดช เออ ปราชญ์เปรื่อง” ชูเดชจึงตอบ “อาจารย์ตอนนี้พวกเราได้พบดาวที่มีความเป็นจริงของจักรวาลแล้วนะ ที่ผ่านมาถึงทุกวันนี้มันเป็นสิ่งที่สมมติทั้งนั้น ตอนนี้ผมก็คือชูเดช อาจารย์ก็คืออาจารย์คง โลกนี้มีมหาบุรุษตรัสรู้ความจริงของจักรวาลมาตั้งแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ตามที่ได้อ่านหนังสือธรรมะหลาย ๆ เล่ม ทุกเล่มมีแนวทางเดียวกัน คือ การกำจัดกิเลสให้หมดไป ซึ่งไม่ใช่ให้หมดไปจากจักรวาล แต่แค่ให้หมดไปในจิตของแต่ละคนเท่านั้น แล้วอาจารย์คิดว่าเราจะทำอย่างนี้ได้นานอีกแค่ไหนกัน วันนึงเราก็ต้องจากไปเช่นกัน ผมรู้สึกว่าจิตของผมกับอาจารย์กำลังยึดติดกับดาวแห่งมหานครทองคำที่แตกไปแล้ว เราอาจกำลังติดกับดักของกิเลสอยู่นะครับ” อาจารย์คงจึงพูด “ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมต้องเข้าใจว่าคุณเป็นปราชญ์เปรื่องตัวปลอมแน่ ๆ เพราะปราชญ์เปรื่องคนที่ผมเคยรู้จัก เค้าจะไม่ยอมให้คลื่นพลังกิเลสตัวไหนลงสู่ดาวดวงใดได้เลย แต่ก็อย่างที่คุณบอกนั่นแหละ ผมก็กำลังคิดเหมือนกัน” แล้วทั้งคู่ก็สนทนากันเรื่องการเรียนหลักสูตรสมาธิของรุ่นต่อไป จากนั้นชูเดชก็ขอตัวกลับบ้าน
หลังจากชูเดชกลับเข้ามาในบ้านแล้ว อมรวรรณก็ออกมาจากหลังบ้าน “กลับมาแล้วหรือคะ” ชูเดชจึงถามด้วยความสงสัย “คุณไปทำอะไรที่ห้องครัว” อมรวรรณรีบตอบ “ชั้นกำลังทำอาหารให้อ่ะซิ” ชูเดชจึงถามย้ำ “ทำอาหาร คุณทำเป็นเหรอ” อมรวรรณจึงอธิบาย ชั้นศึกษาข้อมูลเกือบทั้งหมดบนดาวดวงนี้แล้วเรื่องอาหารจากระบบอินเตอร์เน็ตบนโลกของคุณ ระบบทางเดินอาหารของคุณก็เหมือนกับชั้น ชั้นเลยออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำ” ชูเดช “อ้าว นี่คุณออกไปข้างนอกแล้วเหรอ เดี๋ยว แล้วคุณเอาเงินที่ไหนซื้อ” อมรวรรณจึงตอบ “เรื่องมันค่อนข้างยาว ชั้นโหลดข้อมูลความรู้เกือบทุกอย่างบนดาวดวงนี้แล้ว ก็เลยรู้ว่าต้องใช้เงินเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยน ชั้นก็เลยเอาทองคำไปแลกเป็นเงินที่ร้านทองมาซื้อ” ชูเดชจึงถามอีก “แล้วคุณเอาทองคำมาจากไหน” อมรวรรณจึงตอบ “ทองคำเป็นแร่ที่มีน้ำหนักอะตอม 196.966 amu มีความถ่วงจำเพาะ 19.33 g/cc จุดหลอมเหลว 1,064 องศาเซลเซียส เป็นโลหะอ่อน” ชูเดชจึงพูดตัดบท “ไม่ต้องเยอะ เอาแค่ว่าคุณมีมันได้ยังไงก็พอ” อมรวรรณจึงพูด “คุณจะเอาเท่าไหร่ล่ะ ชั้นมีเครื่องสังเคราะสสารที่สามารถเปลี่ยนสถานะโมเลกุลของสสารต่างๆ เกือบทุกชนิดในจักรวาล” ชูเดชจึงพูดขึ้น “เข้าใจแล้ว แต่คุณไม่ได้ทำปลอมไปหลอกใครนะ” อมรวรรณจึงตอบ “ทองคำของชั้นบริสุทธิ์กว่าทองคำที่เค้าซื้อขายบนโลกของคุณซะอีก” ชูเดชจึงตอบ “โอเคครับ ว่าแต่ว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าระบบทางเดินอาหารของพวกผมเหมือนกับของพวกคุณล่ะ” อมรวรรณจึงตอบ “ชั้นสแกนตัวคุณทั้งหมดแล้ว เห็นหมดทุกอย่างแหละ ใหญ่เอาเรื่องนะเรา” ชูเดชจึงอุทาน “หา อะไรนะ” แล้วอมรวรรณก็พูดต่อ “กระเพาะอาหารของคุณน่ะ มันใหญ่มากเลยทำให้คุณกินได้จุมาก” ชูเดชถอนหายใจ อมรวรรณยิ้มเล็กน้อย เพราะเธอรู้ว่าชูเดชคิดอะไร แล้วเธอก็พูดขึ้นอีก “แต่ว่าคลื่นสมองของคุณทำไมความถี่ต่ำมาก เหมือนกับคุณไม่มีอารมณ์หรือความเครียดอะไรเลย ชั้นยังไม่เข้าใจตรงนี้” ชูเดชจึงพูด “สมาธิ การปฏิบัติสมาธิ ทำให้สมองสั่นสะเทือนน้อยลง” อมรวรรณจึงถาม “สมาธิคืออะไร” แต่ยังไม่ทันที่ชูเดชจะตอบเสียงท้องของเขาก็ร้อง อมรวรรณจึงพูด “เอางี้ เรากินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยดีกว่า” แล้วเธอก็จัดแจงยกสำรับอาหารออกมาวางที่โต๊ะกินข้าว อาหารถูกจัดวางเต็มโต๊ะ ชูเดชจึงพูดขึ้น“นี่คุณจะเลี้ยงปาร์ตี้เหรอ ทำไมมันมากมายขนาดนี้” อมรวรรณจึงตอบ “ชั้นเห็นว่าคุณคงจะกินจุ ก็เลยทำเต็มที่เลย แต่ที่จริงแล้วคุณคงไม่รู้หรอก ชั้นโตมาด้วยอาหารสังเคราะห์ โลกของชั้นคนส่วนใหญ่ก็กินแต่อาหารสังเคราะห์ทั้งนั้น ชั้นก็เพิ่งได้ลองทำอาหารที่เป็นอาหารจริง ๆ ก็วันนี้แหละ” ชูเดชจึงพูด “กินไม่หมดแน่ ๆ แต่ก็ขอบคุณนะ” หลังจากรับประทานอาหารกันและเก็บโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว “เมื่อกี้ก่อนกินข้าวคุณพูดคำว่าสมาธิ มันคืออะไรเหรอ” ชูเดชจึงอธิบาย “ปกติมนุษย์อย่างพวกผมอาจจะรวมพวกคุณด้วย ต้องใช้ความคิดตลอดเวลา คลื่นสมองจึงมีการสั่นสะเทือนโดยไม่มีวันหยุดพักเลย แต่ว่าการที่สามารถทำให้สมองหยุดความนึกคิด สมองก็หยุดการสั่น และมีผลให้ไม่เกิดอารมณ์ต่าง ๆ การสร้างความนิ่งให้เกิดขึ้นในจิต ไม่รู้คุณเข้าใจมั๊ย แต่ว่าตอนนี้ผมสงสัยและอยากจะถามคุณอยู่ว่าทำไมคุณถึงมาที่โลกของผมได้ แล้วมันเป็นไงมาไง” อมรวรรณจึงตอบ “มันเป็นการขัดข้องทางเทคนิคค่ะ คือว่ายานอวกาศของชั้นมันเออเร่อจากการปฏิบัติงาน แล้วยานกู้ชีพก็ระบบสื่อสารขัดข้องจากพายุสุริยะในระบบสุริยะนี้ แล้วอุปกรณ์อื่นมันก็พากันรวนไปหมด” อมรวรรณนิ่งแว๊บนึงแล้วเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตก็ผุดขึ้นมาในความคิดของอมรวรรณ
หลายปีก่อน ณ โลกของอมรวรรณ “อร ขอบคุณนะที่มาวันนี้ “ ชัยชาญพูดกับอมรวรรณในฐานะแขกร่วมงานแต่งของเขากับเอมอร “ดีใจด้วยนะชัย ขอให้มีความสุข” แล้วเอมอรที่ยืนข้างชัยชาญก็พูดขึ้น “ตอนนี้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวก็ยังทันนะอร” อมรวรรณจึงตอบ “ไม่เป็นไรหรอก ชั้นยินดีกับเธอด้วยนะเพื่อนรัก” เอมอรจึงพูด “เราเป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุด แต่เธอไม่มาเป็นเพื่อนเจ้าสาว นี่ชั้นรู้สึกยังไงไม่รู้” อมรวรรณจึงตอบ “เธอเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุด และชั้นก็ดีใจที่สุดที่เพื่อนรักเป็นฝั่งเป็นฝา แต่ว่าชั้นไม่ได้เตรียมชุดอะไรมาเลย ที่ชั้นปฏิเสธเรื่องเป็นเพื่อนเจ้าสาว พอดีตอนนั้นที่ทำงานมีแผนงานให้ชั้นต้องไปปฏิบัติน่ะ แต่ที่ได้มาวันนี้เพราะทางสถาบันเค้าเลื่อนโปรเจ็คออกไปก่อน ชั้นขอโทษนะที่ไม่ได้เป็นเพื่อนเจ้าสาวให้เธอ” เอมอรจึงบอก “ชั้นล้อเล่นหนะ เราเพื่อนกันแค่เธอมาได้นี่ ชั้นก็ดีใจอย่างแรงแล้ว สาวมั่นผู้รักงานยิ่งชีพยอมสละเวลามางานแต่งเพื่อนสนิท” แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะ หลังจากที่ทั้งคู่คุยกันอย่างสนุกสนาน ชัยชาญซึ่งรับแขกที่มางานอยู่ก็ปลีกตัวเดินมาหาสองสาว แล้วบอกให้เอมอรพาอมรวรรณไปนั่งที่โต๊ะในฐานะแขกผู้มาร่วมงาน
แล้วความคิดนั้นก็หยุดลงเมื่อเสียงของชูเดชพูดขึ้น “เออ คุณกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ ที่ว่าขัดข้องนี้มันเป็นยานอวกาศของคุณใช่มั๊ย แล้วไงต่อ แล้วคุณหลุดมาถึงที่นี่ได้ยังไง” อมรวรรณจึงรู้สึกตัวแล้วก็ตอบว่า “อ๋อ ในงานของชั้น ๆ ต้องนำยานไปสำรวจหลุมดำหลุมนึงในอวกาศ แล้วตอนที่ทำความเร็วผ่านรูหนอนอวกาศนั้น เครื่องคำนวณเส้นทางมันเกิดผิดปกติ แล้วยานมันก็มีคำเตือนให้ใช้ยานกู้ชีพ จากนั้นยานกู้ชีพมันก็ส่งชั้นมาที่ดาวดวงนี้แหละ เออว่าแต่ว่าที่โลกของคุณนี่เค้ามี เออ การเป็นแฟนกันหรือเปล่า มีมั๊ย” ชูเดชรู้สึกประหม่าขึ้นมานิดนึง ก่อนจะตอบ “มันก็มีนะ คนที่จะเป็นแฟนกันมันก็ต้องมีความเข้าใจกัน ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกันได้ แต่บางทีก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอก มันมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่คนจะมาเป็นแฟนกันได้ แล้วโลกของคุณล่ะ” อมรวรรณยิ้มก่อนตอบว่า “โลกของชั้นก็มีนะ การเป็นแฟนกันเนี่ย ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม มีความปรารถนาดีต่อกัน แล้วก็สร้างครอบครัวด้วยกัน เออว่าแต่ว่าแล้วคุณมีแฟนหรือเปล่า แล้วเค้าจะหวงมั๊ยที่ชั้นมาอยู่กับคุณอย่างนี้ แล้วแฟนคุณอยู่ไหน” ชูเดชจึงตอบ “ผมโสดอยู่ครับ พอดีผมยังไม่อยากหาภาระใส่ตัวน่ะ” ชูเดชพยายามจะเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น จึงถามขึ้นว่า “โลกของคุณมีวิวัฒนาการแค่ไหนแล้ว มีกี่ G แล้วล่ะ” อมรวรรณจึงถามกลับ “G อะไร ไม่มีทั้งนั้น แต่ว่าอินเตอร์เน็ตบนโลกของฉันตอนนี้ทุกบ้านมีซูเปอร์ควอนตั้มคอมพิวเตอร์แล้ว จากที่ชั้นใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ตบนโลกของคุณ ก็สัมผัสได้ถึงความอืดอาดของสัญญาณ ชั้นอยากให้คุณลองไปใช้อินเตอร์เน็ตบนโลกของชั้นดู การประมวลผลของมันนี่เอาเป็นว่าถามอะไรตอบได้และตอบถูกต้องแม่นยำถึงขนาดความเบี่ยงเบนเป็นศูนย์น่ะ นี่ไม่ได้คุยนะ” ชูเดชจึงพยักหน้าแล้วตอบ “ครับ ที่เห็นอยู่นี่ก็รู้แล้วว่าเจ๋งขนาดไหน” อมรวรรณจึงเริ่มพูดเล่น “สวยใช่มั๊ย ผู้หญิงบนโลกของฉันนี่ หน้าตาอย่างนี้จัดว่าสวยเก่งนะ รู้เปล่า” ชูเดชจึงตอบ “โอเค สวย แต่ว่าสวยขนาดนี้ก็คงมีแฟนแล้วล่ะซิ แล้วแฟนไม่ห่วงเหรอ ที่มาตกระกำลำบากที่นี่” อมรวรรณจึงตอบ “ชั้นสวยชนาดนี้ ก็ต้องเลือกให้มันมากหน่อย ตอนนี้ก็เลยยังไม่มีแฟนหรอก ว่าแต่ทำไมคุณไม่มีแฟนอ่ะ หรือไม่มีใครเอา ” ชูเดชจึงพูดขึ้น “คนที่มีความรักก็จะมีความทุกข์ด้วยเป็นของคู่กัน” อมรวรรณจึงถาม “จะมีความทุกข์ได้ยังไง” เขาจึงอธิบายต่อ “ทุกข์จากความห่วงความหวง และเรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกมาก แล้วคุณก็คงไม่รู้สึกหรอกว่านั่นแหละเป็นความทุกข์ เรื่องนี้มันพูดยากนะ ถ้าเรามองเห็นจะเกิดตัวรู้ขึ้นว่านั่นเป็นเหตุแห่งทุกข์อย่างหนึ่ง” อมรวรรณเริ่มสงสัยจึงถามต่อ “มันจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง ชั้นยังไม่เข้าใจที่คุณพูด” ชูเดชจึงอธิบายต่อ “เวลาที่คุณรักใครซักคน คุณคิดว่ามันมีความสุขตรงไหน ตรงที่คุณได้รัก หรือตรงที่ได้รับความรัก ถ้าเป็นตรงที่คุณได้รัก คุณก็อาจจะสามารถควบคุมมันได้ แต่ถ้าเป็นตรงที่คุณได้รับความรัก อันนี้คุณควบคุมมันไม่ได้แน่นอน พอคุณควบคุมมันไม่ได้ มันจึงเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมันเปลี่ยนแปลงไปเมื่อใด เมื่อนั้นแหละคุณถึงจะรู้สึกว่าคุณเป็นทุกข์” อมรวรรณผู้ที่เพิ่งอกหักเพราะการแต่งงานของชัยชาญกับเอมอรมา มันจึงทำให้เธอกำลังคิดว่า สิ่งที่เธอเป็นอยู่นี้นี่หรือที่เรียกว่าความทุกข์ ชูเดชเห็นอมรวรรณนิ่งไป เขาจึงถามขึ้น “เออ ทำไมเงียบไปล่ะ ที่ผมอธิบายไม่เข้าใจตรงไหนหรือเปล่า” อมรวรณจึงตอบ “เอาเป็นว่าชั้นรู้ว่าความทุกข์มันเป็นยังไงแล้ว มันก็จริงนะ แต่ว่าบางทีคนเราเกิดมามันก็ต้องมีความรักซิ ไหน ๆ ก็เกิดมาแล้วเราก็ต้องหาความสุขใส่ตัว หากมันจะทุกข์บ้างก็ไม่เป็นไร จะมองว่ามันเป็นความทุกข์ตลอดไม่ได้ ถึงมันจะมีความทุกข์เกิดขึ้นจากความผิดหวังเราก็ต้องรับมัน เพราะเรามีความสุขกับมันแล้วหนิ” ชูเดชจึงตอบ “คุณอาจจะยังไม่เข้าใจหรอก อวิชชายังเยอะอยู่ เออว่าแต่ว่าโลกของคุณเค้านับถือศาสนาอะไร” อรมวรรณจึงตอบ “ศาสนาคืออะไร” ชูเดชจึงบอก “ศาสนาคือหลักยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิตไง” อมรวรรณจึงพูด “อ๋อ โลกของชั้นมีแต่กฎ กฎที่ทุกคนต้องทำตามเท่านั้น เราทุกคนต้องทำตามกฎ ที่จริงชั้นรู้สึกว่าโลกของคุณน่าอยู่กว่าโลกของชั้นมาก โลกของชั้นเนี่ย ทุกคนเกิดมาก็พบแต่ความแออัดของคน คอนโดของที่ชั้นอยู่คุณคงไม่รู้หรอกว่า ชั้นต้องอยู่คอนโดชั้นที่ห้าร้อยกว่าโน่น แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติไม่ต้องไปคิดว่าจะได้เห็น แต่ว่าชั้นเคยได้ไปครั้งนึงตอนที่ชั้นเรียนจบ จากนั้นก็ไม่เคยได้ไปอีก พูดไปพูดมาชั้นก็นึกอิจฉาโลกของคุณแล้วนะเนี่ย” ชูเดชจึงพูด “ทุกสิ่งทุกอย่างมีดีมีเสียเสมอ เหมือนมีเกิดก็มีดับ มีดับก็ต้องมีเกิด” อมรวรรณได้ยินประโยคนี้เธอจึงเกิดความสงสัยขึ้น แล้วถามว่า “ดับแล้วเกิดเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง ดับแล้วก็ดับเลยซิ” ชูเดชจึงถาม “คุณแน่ใจเหรอว่าคุณตายแล้วดับสูญไป” อมรวรรณพยักหน้า ชูเดชจึงพูดขึ้น “ตามหลักแล้วความจริงมันควรจะเป็นเช่นนั้นนั่นแหละ เพราะความนึกความคิดมันเป็นตัวควบคุมร่างกายที่เป็นธาตุทั้งสี่นี้ ปกติดวงจิตจะเป็นของชั่วคราวและมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น เมื่อธาตุทั้งสี่แตกดับดวงจิตนั้นก็จะแตกดับไปด้วย เพราะไม่มีสิ่งตกค้างอยู่ในดวงจิต แต่ว่าความเป็นจริงมันไม่ใช่ ดวงจิตกลับสะสมความนึกคิดต่าง ๆ มากมาย ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือ ดวงจิตคือความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไร แต่พอความนึกคิดคือข้อมูลที่เข้าไปผสมอยู่กับดวงจิตนี้ มันจึงไม่ใช่ความว่างเปล่าอีกต่อไป พอธาตุทั้งสี่แตกดับดวงจิตที่สะสมอารมณ์ความนึกคิดจึงไม่ดับไปตามที่มันควรจะเป็น ซึ่งอารมณ์และความนึกคิดนี้ก็เกิดจากกิเลสนั่นเอง” ชูเดชมองหน้าอมรวรรณแว๊บหนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดต่อ “อารมณ์ความรัก ความโกรธ ความสุข ความทุกข์ที่คุณมี คุณคิดว่ามันเกิดจากอะไร เพราะร่างกายหลั่งสารเคมีบางอย่างเท่านั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ผลิตสารเคมีนั้นหรืออะไรมาฉีดเข้าเส้นแล้วให้มันเกิดความสุขไปเลยล่ะ” ชูเดชจึงถามอมรวรรณขึ้น เธอจึงถามกลับ “แล้วอะไรที่มันทำให้คนเกิดความสุข ความทุกข์ล่ะ” ชูเดชจึงตอบ “ในตัวมนุษย์ยังมีพลังงานอย่างนึง (คลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้า) ที่แฝงอยู่ พลังงานที่มีทุกอย่างในจักรวาลนี้ ปกติเราไม่อาจเห็นมันได้ด้วยตาอยู่แล้ว พลังงานพวกนี้แหละที่มันกำหนดความสุข ความทุกข์ให้เกิด” อมรวรรณจึงพูดขึ้น “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการตายแล้วเกิดล่ะ” ชูเดชจึงอธิบายต่อ “พลังงานพวกนี้ มันอยู่ในตัวเรา เมื่อร่างกายที่เป็นสสารเสื่อมสภาพย่อยสลายไป แต่พลังงานพวกนี้ยังมีอยู่เพราะมันไม่ใช่วัตถุสสารที่ย่อยสลาย พลังงานพวกนี้แหละจะไปหาสสารตัวใหม่เพื่อเข้าไปเป็นระบบสั่งการ คนตายคือคนที่หมดความรู้สึกจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย (อายตนะภายใน) ที่รับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส (อายตนะภายนอก) คงมีแต่มโนหรือใจที่รับรู้อยู่ ใจนี้จะเป็นตัวที่ไปต่อ ถ้าจะพูดเรื่องนี้คงต้องว่ากันยาวเลย” อมรวรรณก็ถามขึ้น “ในเมื่อร่างกายย่อยสลายไปแล้ว ทำไมพลังงานพวกนี้ยังอยู่ได้” ชูเดชจึงตอบ “คุณเคยมีรู้สึกโกรธใครเพราะเหตุการณ์อย่างใดอย่างนึงมั๊ย แต่ว่าความโกรธนั้นยังไม่หายไป ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นมันจบไปแล้ว ไอ้ความโกรธที่มันยังไม่หายไปนั่นแหละ มันคือพลังงานที่ยังเหลืออยู่ ทีนี้เมื่อเหตุการณ์นั้นหายไปซักพัก ร่างกายของคุณที่เป็นประสาทสัมผัสต่าง ๆ ก็จะส่งสัญญาณว่าเหตุการณ์ที่ทำให้คุณโกรธนั้นไม่มีแล้ว เมื่อนั้นความรู้สึกโกรธของคุณก็จะลดลงและหายไป แต่ว่าถ้าไม่มีร่างกายที่ส่งสัญญาณนั้น คุณคิดว่าพลังงานพวกนั้นมันจะหายไปได้ยังไง” อมรวรรณก็ยังไม่หายสงสัยอยู่ดี “เอางี้ จิตหรือมโนหรือวิญญาณ เมื่อไหร่ที่เข้าไปจับคู่กับ ความสุขความทุกข์ หรือ เหตุการณ์ในอดีต หรือ คิดจินตนาการไปในอนาคต เมื่อนั้น จิตยังคงอยู่ เพียงแต่ว่ามันต้องมีการเกิดและดับอย่างแน่นอน อันนี้เท่าที่ผมรู้นะ คุณอาจยังไม่เข้าใจหรอก” แล้ว ชูเดชจึงสรุป “เอาเป็นว่าความน่าจะเป็นมันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง สมมุติว่ามนุษย์เราตายแล้วดับสูญ มนุษย์เราก็ต้องเกิดมาเพื่อรับความสุขความทุกข์ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่รู้เลยว่ามันมีความทุกข์อยู่เสมอ และมีความทุกข์นั้นไปจนตายเท่านั้น” อมรวรรณจึงถาม “ทำไมถึงทุกข์ล่ะ” ชูเดชจึงตอบ “เพราะมนุษย์เราเมื่อมีความรักอยากได้ในสิ่งต่าง ๆ ก็เกิดการดิ้นรนให้ได้มา ถ้าไม่ได้มาก็ทุกข์ใจ ถ้าได้มาก็มีเกิดความหวงแหนขึ้นมาอีก ก็ต้องมานั่งทุกข์ใจคิดต่อไปว่าจะต้องหวงแหนยังไง จะรักษามันไว้ยังไง แต่ว่าธรรมชาติตามความเป็นจริงมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ ไม่อาจทนอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอด ซักวันมันก็ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงก็เกิดความทุกข์อีก เช่น ถ้าเกิดมามีความสามารถทำกิจการงานร่ำรวย เป็นเศรษฐีพอมาถึงจุดนี้ ทีนี้ก็เกิดอาการหลงในสิ่งที่มีอยู่ และพยายามจะครอบครองมันไปให้ได้ตลอด แล้วมันเป็นไปได้มั๊ย ถึงเวลาหนึ่งไม่มีใครที่จะอยู่ครอบครองสิ่งที่ตัวเองหลงใหลอยู่นั้นได้ตลอดไป เพราะทุกคนก็ต้องตายทั้งนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ตายไปกับความทุกข์ที่มีอยู่นั่นเอง ถ้าตายแล้วดับสูญมันก็คงจบลงตรงนั้น แต่ทีนี้ถ้าหากว่าความจริงมนุษย์ตายแล้วต้องเกิดอีก ทีนี้มันก็จะเป็นเรื่องของเหตุและผล เมื่อชีวิดเดิมทำเหตุไว้ยังไง ผลมันก็ติดตามในชีวิตใหม่ด้วย บนโลกของผมเค้าเรียกว่า กรรมกับวิบาก แล้วเรื่องมันก็ยาวมากอธิบายตอนนี้คุณคงไม่เข้าใจแน่ เหมือนม้า 4 ประเภทนั่นแหละ” อมรวรรณจึงถาม “ม้า อ๋อ สัตว์สี่เท้าวิ่งได้เร็วมนุษย์สมัยก่อนใช้มันเป็นพาหนะ แล้วมันเป็นยังไง ม้า 4 ประเภท” ชูเดชจึงอธิบาย “มันเป็นระดับของสติ ม้าประเภทที่ 1 แค่เห็นเงาของปฏักก็วิ่ง ประเภทที่ 2 ปฏักต้องสัมผัสถึงขนของมัน มันถึงจะวิ่ง ประเภทที่ 3 ปฏักต้องสัมผัสถึงเนื้อหนัง มันถึงจะวิ่ง ประเภทที่ 4 ปฏักต้องสัมผัสถึงกระดูก มันถึงจะวิ่ง เปรียบเหมือนคน ประเภทที่ 1 คือคนที่แค่ได้รู้ถึงความมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็จะรู้สึก ประเภทที่ 2 ได้เห็นถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเกิดขึ้นกับคนที่ได้พบเห็นจึงจะรู้สึก ประเภทที่ 3 สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด จึงจะรู้สึก ประเภทที่ 4 สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวเองถึงจะมีสติคิดได้ว่า ตัวเองต้องเป็นอย่างนั้นเช่นกัน นี่แหละระดับของสติ มันขึ้นอยู่กับอินทรีย์ (กำลังของจิต) ของแต่ละคน ถ้าคุณอยากรู้ให้ลึกกว่านี้ ผมว่าคุณน่าจะลองไปปฏิบัติสมาธิดูนะ” อมรวรรณจึงตอบ “พูดอย่างนี้ชั้นเลยอยากรู้เลย แล้วต้องทำไงต่อ” ชูเดชจึงบอก “เดี๋ยววันหยุดผมจะพาคุณไปที่สถาบันฯ” อมรวรรณก็คิดว่าเรื่องนี้มันอาจจะเครียดเกินไปในตอนนี้เธอจึงเริ่มพูดถึงโลกของเธอขึ้น “ที่โลกของชั้นประชากรแออัดกันมาก ที่จริงชั้นอยากให้คุณพาเที่ยวโลกของคุณเหมือนกันนะ โลกของคุณยังไม่มีประชากรมากเท่าโลกของชั้น สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ยังหาเที่ยวได้ง่าย” ชูเดชจึงถาม “หมายความว่ายังไงหาได้ง่าย” อมรวรรณจึงพูดต่อ “สถานที่ท่องเที่ยวบนโลกของชั้นไม่มีมากอย่างนี้หรอก เพราะแผ่นดินทุกตารางนิ้วต้องใช้เพื่อการอยู่อาศัย และเพื่อการเกษตรในการผลิตอาหารมาเลี้ยงประชากรเกือบแสนล้านคน” ชูเดชอุทานขึ้น “แสนล้านคน” เธอจึงย้ำ “ใช่แสนล้านคน แล้วพวกสัตว์ต่าง ๆ ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตในประวัติศาสตร์เท่านั้น ช้างตัวสุดท้ายตายไปเมื่อร้อยปีก่อนมั๊ง” ชูเดชจึงบอก “ช้างเค้าเรียกเป็นเชือกนะ” อมรวรรณจึงพูด “หน่วยนับสัตว์บนโลกของชั้นเค้าเรียกสัตว์ทั้งหมดว่าตัวจะ เอ้อชั้นเพิ่งนึกขึ้นได้ ตอนที่เราเจอกันครั้งแรกชั้นได้ยินคำว่าผี มันคืออะไรเหรอ” ชูเดชจึงตอบ “อ๋อ ผมตกใจมากเลยตอนนั้น ผีน่ะมันก็คงเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง คือตอนที่มนุษย์เราตายไปดวงจิตออกจากร่างไปนั่นแหละ มันเป็นเรื่องของการเล่าขานกันมาเท่านั้น จริง ๆ แล้วไม่มีหรอก” อมรวรรณจึงคิดว่าถ้าคุยเรื่องนี้ต่อคงต้องย้อนกลับมาที่ตายแล้วเกิดอีก เธอจึงตัดบทว่า “ถ้าคุณมีเวลาก็พาชั้นเที่ยวโลกของคุณได้มั๊ยอ่ะ ชั้นเป็นเจ้ามือเอง โอเคมั๊ย” ชูเดชนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเค้าก็นึกได้ว่าปีนี้เค้ายังไม่ได้ใช้สิทธิวันลาพักผ่อนเลย เค้าจึงคิดว่าถ้าพาเพื่อนสาวต่างดาวเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวก็คงดีเค้าจึงตอบไป “โอเค แต่ขอเวลาเคลียร์งานให้เรียบร้อยก่อนนะ แล้วเรามาวางแผนเที่ยวกัน” อมรวรรณจึงตอบ “ขอบคุณค่ะ” วันนั้นทั้งคู่สนทนากันเกี่ยวกับโลกของชั้นโลกของเธออีกซักพักใหญ่ ๆ แล้วต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน ในใจของชูเดชนั้นเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา หรือนี่เค้าเรียกว่าความรักหรือเปล่านะ ส่วนอมรวรรณนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกว่าชูเดชเป็นผู้ชายที่อบอุ่นมาก ไม่เหมือนกับที่เธอนึกกลัวในตอนแรก และมันทำให้เธอก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนกับว่ามันเป็นความรักซะแล้ว แต่เธอก็นึกตอบตัวเองว่า ไม่ใช่ ไม่ได้แน่ เราเป็นมนุษย์คนละโลกกันนะ แล้วเธอก็หลับไป
วันต่อมา ขณะที่ชูเดชกำลังเดินกลับบ้าน ลุงสอนซึ่งดักรออยู่ก่อนแล้วก็พูดขึ้น “เฮ้ย ชู ผู้หญิงในบ้านเอ็งเป็นใครวะ เมียเหรอ ข้าเห็นมาอยู่หลายวันแล้ว มีเมียก็ไม่บอกกันเลยนะ” ชูเดชจึงตอบ “ไม่ใช่ครับลุง เป็นเพื่อนมาจากเออ.. ต่างถิ่นครับ มาขอพักทำธุระที่กรุงเทพซักพัก” ลุงสอนจึงพูดต่อ “อ๋อ ข้าก็นึกว่าเมียเอ็ง เออว่าแต่ว่าข้ายังไม่เคยเห็นแฟนเอ็งเหมือนกัน ตกลงเอ็งมีแฟนหรือยังวะ” ชูเดชจึงตอบ “ไม่มีหรอกครับ ผมยังไม่อยากมีภาระอะไร” ลุงสอนจึงบอก “เฮ้ย รีบมีนะ เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ ข้าอยากมีลูกจะตาย แต่เสียดายข้ากับนังแมวเป็นหมันทั้งคู่เลย” ชูเดชจึงรีบตัดบท “ไว้ผมมีเมื่อไหร่จะบอกลุงแล้วกันนะครับ” แล้วลุงสอนก็เริ่มเล่าความหลัง
สามสิบกว่าปีก่อน ณ ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ บนทางเกวียนซึ่งยังไม่มีสภาพเป็นถนนเท่าไหร่นัก “ควายพี่หายเหรอ” แมวสาวบ้านทุ่งพูดขึ้นขณะกำลังเดินตาม สอน ผู้เป็นสามีซึ่งเดินลิ่ว ๆ แบบไม่สนใจคนข้างหลังเท่าไร แกจึงเก็กหน้านิดนึงก่อนพูดขึ้น “ควายที่ไหน ข้าไม่ได้ปล่อยมันออกมาจากคอกเลย” สอนตอบแบบยังไม่เข้าใจความหมายของเมียรัก แมวจึงพูดขึ้น “ชั้นหมายถึงว่าพี่จะรีบเดินไปไหนรอชั้นมั่งซิ” สอนจึงเข้าใจแล้วตอบ “เออ ๆ” แล้วทั้งคู่ก็เดินตามกันกลับบ้าน หลังจากเสร็จงานศพของแม่ของสอน ทั้งคู่ได้มรดกเป็นที่ดินจำนวนมากจากแม่ของสอนซึ่งมีลูกชายคนเดียว
ณ บ้านของสอน เป็นบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้สองชั้น ภายในบ้านหลังนั้น สองคนผัวเมียกำลังคุยกัน “พี่สอนชั้นว่า เราย้ายบ้านไปอยู่ในเมืองกันดีกว่า ชั้นไม่อยากอยู่แบบนี้แล้ว ในเมืองมันอาจจะมีอะไรที่มันเจริญหูเจริญตามากกว่านี้นะพี่ อยู่บ้านนอกคอกนาอย่างนี้ ไม่มีวันจะมีตังค์อย่างเค้าหรอก” แมว เมียของสอนพูดขึ้นหลังจากเธอลองคำนวณที่ดินที่เป็นมรดกับราคาที่ขณะนั้นกำลังสูงขึ้น ใจจริงสอนนั้นเค้ายังอยากที่จะใช้ชีวิตตามธรรมชาติอย่างนี้ แต่ทว่าแมวผู้เป็นภรรยาสุดที่รักต้องการที่จะไปใช้ชีวิตในเมืองที่มีแสงสีศิวิไลซ์ สอนได้ฟังดังนั้นเขาจึงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดตอบว่า “ไปอยู่ในเมืองมันก็ต้องมีเงินนะเมียจ๋า แล้วเราจะทำมาหากินอะไร” แมวจึงบอก “ตอนนี้ราคาที่ดินมันแพงขึ้นมาก ขายมันซะแล้วเอาไปฝากกินดอกก็สบายไปตลอดชาติแล้ว แค่นี้พี่คิดไม่ได้เหรอ” สอนนั่งคิดซักครู่จึงตอบ “ถ้าขายมันไป เราก็ไม่มีที่ดินทำมาหากินยิ่งไปกันใหญ่นะ” แมวจึงเริ่มมีอารมณ์แล้วพูดขึ้น “พี่นี่โง่จริง ๆ คิดเลขเป็นรึเปล่า ที่ดินมรดกตั้งเยอะแยะ ราคาตอนนี้ไร่นึงก็ได้หลายตังค์ ขายมันให้หมด ชั้นคิดดูแล้วพี่จะมีเงินตั้งหลายล้าน ดอกเบี้ยปีละสิบเปอร์เซ็นต์ ปีนึงก็ได้ตั้งหลายแสน แค่นี้ยังไม่พอกินเหรอพี่ ขายมันไปเถอะนะพี่เชื่อชั้นแล้วเราไปอยู่ในเมืองกัน” สอนนั้นใจนึงก็อยากลองอยู่ในเมืองดูบ้าง แต่ว่าการลองไปอยู่ครั้งนี้คงไม่มีทางจะได้กลับมาอยู่แบบนี้อีกเป็นแน่ เค้าจึงตัดสินใจตามเมียรักของเค้า และพูดขึ้น “จะอยู่ในเมืองทั้งทีมันต้องอยู่เมืองใหญ่ ๆ ไปเลย เอ็งกับข้าไปอยู่กรุงเทพด้วยกันดีมั๊ยจ๊ะเมียจ๋า”
สามสิบกว่าปีต่อมา ณ กรุงเทพเมืองอันศิวิไลซ์ “ข้าลองนั่งนึกย้อนไปวันเก่า ๆ ก่อนที่ข้าจะขายที่แล้วมาอยุ่กรุงเทพเนี่ย บางทีข้าก็อดนึกเสียดายไม่ได้ แต่ข้าก็คิดว่าไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ต้องเอาตัวให้รอด ที่ข้ามาอยู่กับเอ็งเนี่ยก็เพราะข้ารักเอ็งนะ” ป้าแมวรู้ในทันทีจึงตอบ “ไม่ต้องเยิ่นเย้อ แกจะเอาเท่าไหร่ เดือนนี้แกใช้จะเกินงบแล้วนะ รู้มั๊ยดอกเบี้ยตอนนี้มันหดลงมาเท่าไหร่แล้ว เตี้ยติดดินเลย ถ้าแกยังขืนใช้เงินแบบนี้มีหวังใช้เงินหมดก่อนตายแน่ ชั้นให้แกแค่ที่เหลือของอาทิตย์หน้าเท่านั้น เกินนั้นไม่ได้” ลุงสอนจึงตอบ “ข้าแค่อยากใช้ซื้อของนิด ๆ หน่อย ๆ เอง ไม่ได้เอาไปกินเหล้าเมายาที่ไหนซักหน่อย ไอ้แอพนี้มันสนุกดี แต่ว่าต้องมีอาวุธเพิ่มแค่นั้น นะยอดรัก” ป้าแมวจึงหยิบเงินในกระเป๋าให้ลุงสอนพร้อมกับพูดว่า “เอ้าเดือนนี้แค่นี้แล้ว” แล้วลุงสอนกํบพูดกับชูเดช “เรื่องมันก็เป็นอย่างที่ข้าเล่าให้ฟังนี่แหละ” ชูเดชจึงตอบ “ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละลุง เออแต่ว่าที่ลุงเล่ามาเนี่ย ลุงจะบอกอะไรผมหรือเปล่า” ลุงสอนจึงพูดขึ้น “ข้าแค่อยากจะบอกว่า คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า แค่นั้นแหละ” ชูเดชจึงพูด “อ๋อ แล้วรู้มั๊ย ว่ามีอยู่ที่นึงที่คนในไม่อยากออก คนนอกไม่อยากเข้า ลุงอยากรู้มั๊ยว่ามันคืออะไร” ลุงสอนมองหน้าชูเดชก่อนตอบ “มันมีด้วยเหรอ ที่พันธุ์นี้” ชูเดชจึงบอก “แต่ว่า ลุงอาจจะยังไม่เข้าใจก็ได้ เอางี้ แค่ลุงเชื่อผมแล้วทำตามเป็นประจำ ลุงจะเห็นที่นั้น” ลุงสอนยิ่งอยากรู้ “เออ ๆ ข้าจะเข้าใจไม่เข้าใจเดี๋ยวข้าบอกเอง เล่ามาเหอะ” ชูเดชจึงพูดต่อ “ที่ตั้งของจิต มันเป็นที่ ๆ สงบและน่าอยู่กว่าสถานที่ใด ๆ ในจักรวาล ลุงเชื่อมั๊ย” ลุงสอนจึงถาม “แล้วมันไปไง อยู่ประเทศอะไร” ชูเดชจึงพูดอีก “นั่นไง ผมว่าแล้ว อย่างนั้นเอาอย่างนี้ ลุงนั่งสมาธิทุกวัน ๆ แล้วลุงจะรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน นี่แหละที่ผมอยากจะบอก” ลุงสอนทำหน้างงๆ แต่ก็พอรู้ว่าการนั่งสมาธิทำให้ใจสงบ เพราะหลังจากโลกเฉียดแตกมาแล้ว ลุงสอนก็เริ่มมีความคิดว่า ชีวิตนี้ไม่มีอะไรอยู่ยั่งยืนได้ ขนาดโลกยังแตกได้นั่นเอง แกจึงพูดขึ้น “โอเค ข้าก็หาเวลาทำอยู่ แต่ว่าตอนนี้ข้ากำลังอัพเรเว่วเกม ๆ นึงอยู่ ถ้าว่างเมื่อไหร่ข้าจะทำตามเอ็งบอก ขอบใจนะ” ชูเดช เห็นถึงคำว่าพละ 5 ขึ้นมาทันที จึงพูดขึ้น “ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ผมเข้าใจครับ อินทรีย์ 5 ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เมื่อไหร่ลุงมีกำลังที่เสมอกันมากพอ ย่อมต้องเห็นซักวัน ผมเข้าบ้านก่อนนะครับ”
ตอนค่ำ หลังจากที่ชูเดชนั่งสมาธิเสร็จ เขาก็นอนลงบนโซฟาประจำตำแหน่ง แล้วก็หลับไป
ณ สำนักงานหน่วยสืบราชการลับ DSI “ภาพจากกล้องวงจรปิด ค่อนข้างชัดครับว่าเป็นเธอจริง ๆ ด้วย ตอนนี้เธออยู่ที่นี่ครับ” เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีพิเศษ รายงานพร้อมกับชี้ลงไปที่แผนที่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ “เรื่องหมายค้นเดี๋ยวผมจัดการให้ คุณส่งคนเข้าไปได้เลย” แล้วเจ้าหน้าที่ก็ออกจากห้องปฏิบัติการไป
ท่ามกลางความมึดสนิทแห่งราตรี หน้าต่างหน้าบ้านมีเพียงแสงสลัวของไฟทางส่องเข้ามาเท่านั้น หลังจากที่ชูเดชหลับได้ไม่นาน เขารู้สึกว่ามีแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้น พร้อมกับเสียงประตูที่ถูกถีบจนมันเปิดออก แล้วแสงจ้าก็ส่องเข้ามาทางประตูอีก หน่วยจู่โจมกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาภายในบ้านชั่วเวลาไม่กี่วินาที สองคนตรงเข้ามาจับตัวชูเดชไว้ พร้อมทั้งเอามือปิดปากไม่ให้เค้าส่งเสียงร้อง แล้วหน่วยจู่โจมอีกกลุ่มหนึ่งก็บุกขึ้นไปบนบ้านถีบประตูให้เปิดออกแล้วก็กรูกันเข้าไปในห้องนอนซึ่งขณะนั้นอมรวรรณกำลังหลับสนิทอยู่เช่นกัน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที หลังจากจับตัวอมรวรรณได้แล้ว เสียงของหัวหน้าชุดจู่โจมก็ดังขึ้น “คุณมีความผิดฐานให้ที่พักพิงแก่ผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย คุณมีอะไรจะพูดมั๊ย ทุกคำพูดของคุณจะถือว่าเป็นคำให้การในศาล” ชูเดชยังอยู่ในอาการงง ๆ ปนกับความตกใจจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป จากนั้นทั้งหมดก็พาชูเดชกับอมรวรรณเดินออกจากบ้านไปขึ้นรถคนละคันขับตามกันไป
ณ ห้องสอบสวน “คุณชูเดช คุณมีความผิดฐานให้ที่พักพิงกับผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย คุณมีอะไรจะพูดมั๊ย” ชูเดชจึงตอบ “คุณบุกเข้ามาในบ้านไม่ทราบว่ามีหมายค้นหรือเปล่า” “ไอ้นี่หัวหมอด้วย” เป็นเสียงลูกน้องทีมสอบสวนคนหนึ่ง แล้วหัวหน้าผู้สอบสวนก็ตอบ “หมายตามมาทีหลังครับไม่ต้องห่วง แต่ว่าที่ผมบอกฐานความผิดคุณไปคุณจะให้การว่ายังไง” ชูเดชจึงตอบ “ผมขอทนายก่อนครับ เรื่องอย่างนี้ต้องขอให้มีทนายช่วยไม่ใช่หรือครับ” “ไอ้นี่หัวหมออีกแล้ว” เป็นเสียงลูกน้องทีมสอบสวนคนเดิม หัวหน้าชุดสอบสวนเริ่มรำคาญจึงพูดขึ้น “เฮ้ย ใครเอาไอ้นี่ออกไปที มันพูดเป็นแค่นี้เอง” แล้วลูกน้องทีมสอบสวนอีกคนหนึ่งก็ดึงตัวลูกน้องทีสอบสวนคนที่พูดนั้นออกไปจากห้อง จากนั้นเขาก็หันกลับมาพูดกับชูเดช “ตอนนี้ทนายกำลังมา” ยังไม่ทันสิ้นเสียงประตูห้องก็เปิดออก ทนายอาสาก็เข้ามาในห้องสอบสวนทันที เขามองมาทางชูเดชแล้วก็พูดขึ้นว่า “คุณให้ปากคำอะไรไปบ้างแล้ว” ชูเดชจึงตอบ “ยังครับ ผมรอคุณทนายอยู่ครับ” ทนายจึงถาม “คุณรู้ได้ยังไงผมเป็นทนาย” ชูเดชจึงตอบ “ผมคิดว่าน่าจะใช่ครับ ตกลงใช่หรือเปล่าครับ” ทนายพยักหน้าแล้วพูดต่อ “เอาล่ะ คุณตำรวจลูกความผมถูกกล่าวหาในความผิดฐานไหนครับ” ยังไม่ทันที่หัวหน้าชุดสอบสวนจะพูดอะไร ประตูห้องก็เปิดอีกครั้ง คราวนี้มีกลุ่มคนชุดสูทดำเดินเข้า คนที่นำหน้าเข้ามาก็แสดงบัตรแล้วพูดขึ้น “ผม DSI ใครเป็นพนักงานสอบสวนครับ ผมขอให้เจ้าพนักงานสอบสวนออกมาคุยกับผมข้างนอกก่อน” แล้วหัวหน้าพนักงานสอบสวนก็เดินตามชายสูทดำนั้นออกไปจากห้อง ชูเดชจึงพูดกับทนายว่า “ผมต้องทำยังไงมั่งครับ” ทนายจึงถาม “เค้าแจ้งข้อหาคุณหรือยัง ใช้กำลังข่มขู่ประทุษร้ายหรือเปล่า” ชูเดชจึงตอบ “ก็ค่อนข้างรุนแรงครับ ทรัพย์สินเสียหายด้วย” ยังไม่ทันที่ทนายจะพูดอะไรต่อ ประตูก็เปิดอีกครั้ง ชายสูทดำก็เข้ามาแล้วก็พูดกับทนาย “เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ผมต้องขอให้คุณออกไปข้างนอกก่อนครับ” ทนายหันมามองทางชูเดชแล้วพูด “ไม่เป็นไรนะครับ เดี๋ยวผมกลับมา” แล้วทนายก็เดินออกจากห้องไป เจ้าหน้าที่ DSIก็พูดกับชูเดชทันทีหลังจากประตูห้องปิดแล้ว “คุณรู้มั๊ยว่าคุณกำลังทำอะไร” ชูเดชจึงตอบ “ผมรู้ครับ เธอแค่มาขอพักที่บ้านเท่านั้น” ชายสูทดำจึงพูดขึ้น “มันไม่ใช่แค่นั้น เลือดของเธอสีเขียวและเเป็นกรดซัลฟูริกเข้มข้น จากการผ่าพิสูจน์เธอทำให้รู้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ คุณอาจจะติดเชื้ออะไรจากเอเลี่ยนตัวนี้ก็ได้” ชูเดชรีบพูดขึ้น “หา ผมยังไม่เคยมีอะไรกับเธอแล้วเธอจะท้องได้ไง ผมไม่ใช่ปลากัดนะ” เจ้าหน้าที่ DSIIจึงพูดต่อ “คุณไม่ใช่ปลากัดแต่เธอไม่แน่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องตรวจพิสูจน์คุณด้วย” ชูเดชจึงตอบ “คุณจะผ่าผมเหรอ” เจ้าหน้าที่ DSI พยักหน้าแล้วเค้าก็เดินไปเคาะประตู ประตูจึงเปิดออก แล้วก็มีเจ้าหน้าที่อีกสองคนเดินเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างของชูเดชไว้ ชูเดชนึกขึ้นมาทันที “อะไรกันนี่ นี่มันเรื่องจริงเหรอ” ขณะที่เจ้าหน้าที่ DSI กำลังจะพาชูเดชออกไป เค้าก็ได้ยินเสียงของอาจารย์คงดังขึ้นในความรู้สึก “ชูเดชคุณลืมไปแล้วเหรอ ว่าคุณเหาะได้” แล้วเสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของอมรวรรณ “คุณชูคะ ตื่นได้แล้วค่ะ อาหารเช้าพร้อมแล้ว” ชูเดชรีบลุกจากโซฟาแล้วก็ทำภารกิจส่วนตัวประมาณสิบห้านาที เขาก็มานั่งที่โต๊ะอาหาร “รีบทานนะคะ เดี๋ยวไปทำงานสาย” ชูเดชมองอมรวรรณนิดนึงก่อนจะพูดขึ้น “ขอบคุณครับ” นี่เป็นช่วงเวลาเช้าของวันทำงานทุกวันที่เกิดขึ้น หลังจากอมรวรรณเข้ามาในชีวิต ชูเดชรู้สึกว่ามีความสุขอย่างประหลาดเกิดขึ้น เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่ามันเป็นความรักหรือเปล่า แต่ว่ามันรู้สึกดี และดีมาก ๆ ด้วย แล้วเค้าก็นึกถึงความฝันขึ้นมา จึงถามอมรวรรณ “เออ เลือดคุณสีอะไร” อมรวรรณยิ้มก่อนจะตอบ “สีเขียว” ชูเดชรู้สึกตกใจมากจึงถามต่อ “แล้ว เออ บนโลกของคุณเค้า เออ มีลูกกันยังไง” อมรวรรณยิ้มแล้วตอบอีก “ก็มองตากันไง” ชูเดชรีบหลบสายตาที่กำลังมองอมรวรรณทันที แล้วอมรวรรณก็หัวเราะแล้วพูดขึ้น “โลกของคุณกับโลกของฉันไม่ต่างกันค่ะ ชั้นศึกษาข้อมูลบนโลกของคุณหมดแล้ว มีอย่างเดียวที่เราไม่เหมือนกัน คือ เทคโนโลยี ทำไมถึงถามเรื่องนี้ล่ะ” ชูเดชรู้สึกโล่งอกขึ้นจึงพูดต่อ “ผู้หญิงนี่เป็นเหมือนกันหมดทั้งจักรวาลเนอะ” ชูเดชรู้สึกว่าเขามีความสุขมากตอนนี้ และมันเป็นครั้งแรกที่ชูเดชรู้สึกถึงความสุขในความรักโดยที่เค้าก็บอกตัวเองไม่ได้ว่าเขารักเธอเข้าแล้วหรือเปล่า
ณ ที่ทำงานชูเดช ในห้องผู้จัดการ “คุณไปเอาทฤษฎีนี้มาจากไหนไม่ทราบ” ผู้จัดการถามชูเดช “ผู้การครับ อันนี้มันอยู่ในอาชีพของผมอยู่แล้ว แต่ที่แทนค่าในสูตร มันมีเงินหายไปครับ” ชูเดชอธิบายเพื่อให้ผู้จัดการเข้าใจแต่ทว่า “สูตรของคุณผมไม่เข้าใจหรอก ผมดูแต่ยอดขายของผมไม่ดูอะไรบ้าบอที่คุณพูดหรอก คุณทำหน้าที่ของคุณไป ก็จบ โอเคมั๊ย” ผู้จัดการตอบแบบไม่อยากต่อความยาวสาวความยึดอีก “แต่ว่า เคสนี้ถ้าไม่บันทึกข้อมูลผิด ก็จะเป็นทุจริตนะครับ” ชูเดชต้องการให้เกิดความถูกต้องจึงบอกไป “คุณคงไม่รู้ซินะ น้องที่เค้าทำเรื่องนี้ เป็นเด็กฝากของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเรา ถึงเค้าจะทุจริตมันก็บริษัทเค้า คุณจะต้องไปเดือดร้อนอะไร” ประโยคนี้ทำให้ชูเดชรู้สึกว่า เค้ากำลังสร้างปัญหาให้กับคนที่ไม่อยากแก้ปัญหาเข้าให้แล้ว เขาจึงพูดออกไป “โอเคครับ งั้นผมไปทำงานต่อก่อน” ชูเดชยอมตัดบทแล้วก็เริ่มคิดหาทางออกให้กับปัญหานี้ วันนั้นทั้งวันเค้าแทบจะไม่มีกระจิตกระใจทำงาน จนกระทั่งเลิกงาน ระหว่างที่ชูเดชกำลังจะเข้าบ้าน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “เฮ้ย ชู เลิกงานแล้วเหรอ” ลุงสอนนั่นเอง “ครับ ลุงมีอะไรหรือเปล่าครับ” ชูเดชถามเพราะตามปกติลุงสอนจะไม่เข้ามาทักถ้าไม่มีเรื่องอะไร “วันนี้วันเกิด แต่ข้าไม่มีเพื่อนกินเหล้าหว่ะ เอ็งนั่งเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้มั๊ย” ลุงสอนชวนชูเดชให้นั่งเป็นเพื่อน “HBD ครับ ทำไมไม่ชวนป้าแมวมานั่งล่ะครับ ครอบครัวจะได้อบอุ่น” ชูเดชแนะนำ “ไม่ได้ ที่ข้าชวนเอ็ง เพราะเงินค่าเหล้าเนี่ย ข้าซ่อนมันมาเป็นปี ข้าจะบอกมันว่าเอ็งเลี้ยงข้า เพราะฉะนั้นเอ็งต้องนั่งเป็นเพื่อนข้าด้วย” ชูเดชยังเครียดกับงานที่ทำอยู่ ไม่ทันได้คิดอะไร ประกอบกับช่วงนี้นอกจากนั่งสมาธิไปคอยสังเกตุการณ์คลื่นพลังกิเลสแล้วชูเดชก็ไม่ค่อยได้ทำสมาธิเพื่อความสงบซักที เนื่องจากภารกิจการงานที่รัดตัว ทำให้เค้าเริ่มขาดสติในการดำเนินชีวิตจึงตอบตกลงไป หลังจากชูเดชนั่งแล้ว ลุงสอนก็เริ่มคุยความเก่าเล่าความหลังให้ชูเดชฟัง “ก็เป็นอย่างที่เล่านี่แหละ ข้ามาคิด ๆ ดูแล้ว ไม่รู้ว่าคิดถูกคิดผิด” ลุงสอนสรุป “จะถูกหรือผิดเราก็แก้ไขอะไรในอดีตไม่ได้แล้ว มีแต่ต้องไปข้างหน้าอย่างเดียวครับ” ชูเดชจึงตอบ ลุงสอนจึงพูด “เออ มันก็จริง”
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ลุงสอนก็หิ้วปีกชูเดชมากดกริ่งที่หน้าบ้านชูเดช อมรวรรณจึงออกมา “อ้าว คุณชูเป็นอะไรคะ” ลุงสอนจึงเล่าเหตุการณ์ “ข้าไม่รู้ว่ามันจะคออ่อนขนาดนี้ นี่มันกินเพียว ๆ ไปแค่หกแก้วเอง แล้วมันก็ฟุบที่โต๊ะ เอ็งช่วยดูแลให้ด้วยนะ” แล้วอมรวรรณจึงเข้าไปประคองปีกอีกข้างของชูเดชเข้าบ้านไป ภายในบ้าน หลังจากพาร่างไร้สติของชูเดชมานอนลงบนโซฟาแล้ว อมรวรรณก็ เปิดเมนูโฮโลแกรมของเธอ “เฮ้ย สมัยนี้มีแบบนี้แล้วเหรอ” ลุงสอนอุทานด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็น “อ๋อ เออ ลุงลองไปเสริชดูในร้านค้าออนไลน์นะ มีเยอะแยะ” อมรวรรณรีบตอบทันที แล้วเธอก็คลิกเมนูสแกนร่างของชูเดช “แอลกอฮอลล์ในเลือดไม่สูงค่ะ อาจเป็นเพราะร่างกายอ่อนเพลียเลยเมาหนัก ลุงไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” เธอรีบตัดบทก่อนที่ลุงสอนจะถามอะไรมากกว่านี้ แล้วพูดขึ้น “เดี๋ยวหนูดูแลเองค่ะ ลุงกลับบ้านเถอะ” “เออ ฝากด้วยแล้วกัน ทีหลังข้าไม่ชวนมันกินแล้ว ไม่คิดว่ามันจะเมาง่ายอย่างนี้” แล้วลุงสอนก็เดินออกจากบ้านไป หลังจากลุงสอนกลับบ้านไปแล้ว อมรวรรณยิ้มกริ่มแล้วก็เดินไปดูชูเดช
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงนาฬิกาปลุกก็ดังขึ้น ชูเดชจึงลุกขึ้นแต่ว่าเค้ารู้สึกวินเวียงศรีษะอยย่างมาก เค้าพยายามนึกเหตุการณ์เมื่อคืน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก “มีอะไรจะพูดมั๊ย” อมรวรรณอยู่ในชุดชั้นในทรูพิช ใต้ผ้าห่ม ได้พูดขึ้นก่อน ชูเดชส่ายหน้า เธอจึงพูดต่อ “เมื่อคืน คุณทำอะไรไปบ้าง รู้ตัวหรือเปล่า” แล้วอมรวรรณเดินคลุมผ้าห่มเข้ามาที่โซฟา ชูเดชจึงตอบเชิงคำถาม “อะไรนะ ผมทำอะไรไป มันเกิดอะไรขึ้นครับ” อมรวรรณจึงพูดต่อ “เมื่อคืนนี้เรามีอะไรกัน คุณรู้มั๊ย บนโลกของชั้นเค้าถือว่าคุณเป็นสามีชั้นแล้ว และคุณต้องรับผิดชอบด้วย” ชูเดชตอนนี้เค้างงไปหมดและในที่สุด “เอาล่ะ โอเค ตอนนี้ขอผมตั้งสติก่อนนะ เออ ผมขอตัวไปทำงานก่อน แล้วเดี๋ยวตอนเย็นเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน นะ” อมรวรรณพยักหน้าแล้วพูดว่า “ที่รักรีบไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนเถอะ ภรรยาจัดอาหารไว้ให้แล้ว เร็ว ๆ นะ เดี๋ยวไปทำงานสาย” ชูเดชจึงรีบเข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัว แต่อรมวรรณนั่งอยู่ที่โซฟากลับยิ้มกริ่มเยี่ยงผู้ชนะอย่างมีเลศนัย แล้วก็เดินกลับมาอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารรอชูเดชเข้าห้องน้ำทำภารกิจส่วนตัว
เย็นวันนั้นชูเดชกลับเข้าบ้านอย่างมีความกังวลอย่างมาก และเมื่อเข้ามาในบ้าน อมรวรรณก็ออกมาจากหลังบ้าน “กลับมาแล้วหรือคะที่รัก” “เออครับ เออ แล้ว...” ยังไม่ทันที่ชูเดชจะพูดอะไรต่อ “ชั้นเตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว ไปล้างมือล้างไม้แล้วก็มีกินกัน นะ” ชูเดชพยักหน้า หลังจากการรับประทานอาหารแล้ว ทั้งสองก็นั่งคุยกันที่โซฟา “ผมจำเหตุการณ์ไม่ได้เลย” อมรวรรณจึงรีบพูดแทรกขึ้น “คุณแอบชอบชั้นอยู่ใช่มั๊ย พอเมาก็เลยทำแบบนี้” อมรวรรณจ้องหน้าชูเดชที่ตอนนี้เริ่มมีสีแดง “เออ .. แล้วเค้าทำยังไงกันต่อครับ ผมไม่รู้เรื่องพิธีการงานแต่งเลย” อมรวรรณจึงจูงมือชูเดชไปที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ แล้วก็เสริช์ข้อมูล “เดี๋ยวนี้เค้ามีจัดเป็นแพ็คเกจจะ ไม่ต้องกังวล” ชูเดชจึงนิ่งซักพักก่อนจะพูดขึ้น “ผมจะพยายามสร้างครอบครัวให้เต็มความสามารถ” คืนนั้น ขณะที่อมรวรรณจะเข้านอน “ชั้นแค่อยากรู้ว่า คุณจะป็นผู้ชายแบบไหนบนดาวดวงนี้ จะปฏิบัติตัวยังไงเท่านั้นเอง ที่ดูข้อมูลมามันมีหลากหลายมากเลย ต้องขอโทษด้วยนะ ขอโทษจริง ๆ” เป็นคำพูดในใจของเธอ แล้วเธอก็หลับไป
หลายวันต่อมา หลังจากชูเดชกลับเข้าบ้านซักพัก “หา อะไรนะ” ชูเดชต้องอุทานเมื่ออมรวรรณบอกว่าเธอตั้งครรภ์ “อันนี้ดีใจหรืออารมณ์อะไรคะ” ชูเดชจึงยิ้มแล้วตอบ “ผมก็ต้องดีใจซิครับ” “แล้วงานแต่งเดือนหน้าชั้นจะดูอ้วนหรือเปล่าเนี่ย” แล้วทั้งคู่ก็คุยกันสารพัดถึงเรื่องการสร้างครอบครัวแล้วจึงแยกย้ายกันเข้านอน
หลังจากนั้นต่อมา แหตุการณ์ปกติเป็นประจำเมื่อชูเดชเข้าบ้านแล้ว อมรวรรณก็ออกมาต้อนรับตามปกติ “ทำไมกลับช้าจัง” อมรวรรณพูดขึ้นทันทีเมื่อชูเดชเปิดประตูบ้านเข้ามา “อ๋อ ลุงสอนแกชวนคุยแหละ ก็เลยต้องแวะคุยหน่อยตามมารยาท แล้วคุณโอเคมั๊ย” ชูเดชตอบแล้วจึงถาม “โอเค ยังไงคะ” อมรวรรณถามกลับเพราะไม่รู้ว่าชูเดชถามเกี่ยวกับอะไร “ผมหมายถึง เป็นภรรยาผมเหนื่อยมั๊ย ดูแลสามีอย่างนี้ จริง ๆ ผมก็ไม่อยากให้คุณเหนื่อยหรอก แต่ผมมันก็ไม่ใช่คนรวยมีฐานะอะไร” ชูเดชยังไม่ทันพูดต่อ อมรวรรณจึงรีบบอก “ไม่เป็นไรค่ะ ภรรยามีหน้าที่ต้องดูแลสามีซิคะ” ชูเดชจึงบอก “คุณคือทิศเบื้องหลังของผม” “หมายความว่ายังไงคะ” อมรวรรณสงสัย “อ๋อ เรื่องการเคารพทิศต่าง ๆ เป็นธรรมะของพระศาสดาครับ จัดงานดี สงเคราะห์คนข้างเคียงดี ไม่ประพฤตินอกใจ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ ขยันไม่เกียจคร้าน ในงานทั้งปวง ส่วนหน้าที่ของสามีก็มีนะ ให้เกียรติยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่ประพฤตินอกใจ มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้ ให้เครื่องแต่งตัว นี่แหละหน้าที่ที่สามีภรรยาพึงมีต่อกัน” อมรวรรณยิ้มแล้วก็เข้ามากอดชูเดช
และแล้วเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ชูเดชจึงตื่นขึ้นแล้วเกิดนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ปิดคอมพิวเตอร์ จึงลุกไป Shut down โดยที่เค้ายังไม่ได้อ่าน Email ฉบับนั้นเลย แล้วก็รีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานทันที วันนั้นทั้งวันเค้านึกถึงความฝันเมื่อคืนเป็นระยะ ๆ เพราะเค้ารู้สึกว่ามันเหมือนจริงมาก แล้วทำไมเค้าถึงรู้ในความฝันถึงความนึกคิดของผู้หญิงที่ชื่อมรวรรณด้วย
หลังจากเลิกงานกลับบ้านแล้ว เมื่อชูเดชเปิดประตู ก็ปรากฏว่าประตูไม่ได้ล็อค แต่เค้าคิดไปว่าคงลืมล็อคตอนเช้า แต่พอเข้าไปในบ้านก็ต้องตกใจเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งแต่งชุดแปลก ๆ ที่เขาไม่เคยเห็น “เออ คุณเข้าบ้านผิดหรือเปล่าครับ” “ชั้น ดร.อมรวรรณ เป็นนักวิจัยอากาศยาน ขอโทษค่ะ ที่เข้ามาทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต เออ ชั้นไม่รู้จะพูดยังไง เอางี้ คุณตามชั้นมา” แล้วหญิงสาวก็เดินนำชูเดชไปทางหลังบ้าน แต่ในใจชูเดชกำลังคิดถึงเรื่องที่เค้าฝันเมื่อคืน พอมาถึงหลังบ้าน ภาพที่เห็นก็ทำให้เค้าต้องตาค้าง มันเป็นวัตถุทรงกลมที่พื้นผิวของมันเหมือนกับฉาบด้วยปรอท ขนาดประมาณสามเมตร “เออ นี่คือ” ชูเดชถามขึ้น “มันเป็นยานกู้ชีพของชั้น เอางี้ เดี๋ยวชั้นเก็บมันลงไปก่อน” แล้วเธอก็เปิดแผงควบคุมโฮโลแกรม ยานกู้ชีพของเธอก็จมหายลงไปในดิน ทำให้ชูเดชจ้องไม่กระพริบ “ชั้นขอคุยกับคุณในบ้าน เออ ของคุณได้มั๊ยคะ” หญิงสาวพูดและจ้องที่ชูเดช “เออ ได้ครับ” แล้วทั้งคู่ก็กลับเข้าไปในบ้าน “เออ คุณชื่ออะไรคะ” “ผมชูเดชครับ” “ตรงประเด็นเลยนะคะ ชั้นมาที่นี่เพราะต้องการความช่วยเหลือค่ะ” “แต่ว่าผมจะช่วยคุณได้ไง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเทคโนโลยี ผมว่าโลกเรายังไม่มีของพวกนี้แน่” “ไม่เป็นไรค่ะ สิ่งที่ต้องการให้คุณช่วยคือ ชั้นต้องการที่พักเพื่อรอสัญญาณการติดต่อจากโลกของชั้นค่ะ” “อ๋อ . ทำไม.. มัน.. เหมือนกัน.. ได้ ก็โอเค ได้ครับ ไม่เป็นไร แล้วต้องใช้เวลาเท่าไหร่ครับ” “ระยะเวลาที่สัญญาณเสริมความเข้มเดินทางประมาณสองเดือนค่ะ” ชูเดชนึกในใจว่า คิดว่าจะเหมือนในฝัน “มันรบกวนคุณเกินไปหรือเปล่าคะ” “อ๋อไม่เป็นไรครับ เออว่าแต่ว่า คุณจะเปิดเผยให้โลกของผมรู้หรือเปล่า แล้วมาทำอะไรบนโลกนี้” “อ๋อ มันเป็นเหตุขัดข้องนิดหน่อยค่ะ ยังไงก็ขอบคุณคุณชูเดชมากนะคะที่ให้ความช่วยเหลือให้อาหารและที่พัก” เธอเป็นคนที่คิดเร็วและแม่นยำมาก จึงหักคอชูเดชไปหนึ่งที “ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าเรื่องอาหารการกินนี่ไม่รู้พวกคุณกินของบนโลกของผมได้หรือเปล่า” “ไม่ต้องห่วงค่ะ เออ รู้มั๊ย ชั้นได้วิเคราะห์ข้อมูลของดาวดวงนี้แล้ว ระบบร่างกายของชั้นเหมือนกับมนุษย์บนดาวดวงนี้ แต่ว่าชั้นไม่ได้พกเงินติดตัวมานี่ซิสำคัญ” “อันนี้คือ ผมว่าถึงพกมาก็คงใช้ไม่ได้มั๊งครับ แล้วคุณมีเครื่องเปลี่ยนสสารหรือเปล่าหละ” “เครื่องอะไรนะ” อมรวรรณถามทันที “เครื่องเปลี่ยนสสาร"” ชูเดชตอบ “ของพวกนี้บนโลกชั้นคงไม่มีหรอก แต่ หรือว่าจะมีก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ซะด้วย คุณเคยเห็นเครื่องแบบนี้ที่ไหนคะ” “ในฝัน ไม่ใช่ครับ ไม่มีอะไร ผมนึกว่าจะไฮเทคขนาดนั้น ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ว่า คุณกินอะไรมาหรือยังครับ” “ยังค่ะ แล้วตอนนี้พอมีอะไรให้กินได้มั่งคะ” “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่รู้คุณทำเป็นหรือเปล่า” “เออ กินทั้งเปลือกหรือยังไงคะ” “เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมทำให้ก็แล้วกัน แล้วพรุ่งนี้ขากลับจากทำงานผมจะซื้ออาหารสำเร็จเข้ามา”
หลังจากที่อมรวรรณจัดการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว “คุณคงไม่ได้จะมาบุกโลกใช่มั๊ย” “อุ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ยานของชั้นมันมีปัญหาเลยต้องหาที่ลงจอดฉุกเฉิน อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้นคะ” “อืม แค่เคยเห็นในหนัง แต่ว่าคุณจะซ่อมมันยังไงล่ะ” “มันกำลังซ่อมตัวมันเองอยู่ค่ะ เมื่อกี้มันชาร์จพลังแสงเต็มแล้ว พรุ่งนี้ก็คงเริ่มซ่อมตัวเอง แต่ที่ต้องรอสัญญาณจากโลกของชั้นก็เพราะชั้นต้องใช้แสงสัญญาณเป็นตัวนำทางกลับไป เพราะเครื่องนำทางบนยานลำนี้มันเจ๊ง คงหาอะไหล่แถวนี้ไม่ได้แน่” “ผมอึ้งมาก ว่าแต่ว่าโลกของคุณเจริญถึงขั้นไหนแล้ว” “เทคโนโลยีตอนนี้ เรามียานที่มีความเร็วเท่าแสงแล้ว” แล้วความคิดหนึ่งของอมรวรรณผุดขึ้นมา
ณ โลกของอมรวรรณ สองวันก่อน “เดินทางปลอดภัยนะ” หัวหน้าของอมรวรรณซึ่งเกษียณไปแล้ว ได้มาส่งอมรวรรณที่สนามบิน “ขอบคุณหัวหน้าที่มาส่งนะคะ พักร้อนทิปนี้น่าจะมีอะไรสนุก ๆ แน่” อมรวรรณตอบอย่างสบายใจ เพราะเธอสะสมวันพักร้อนมาหลายปี จนถึงกำหนดวันลาพักร้อนจะใช้ไม่ได้ เธอก็รวบรวมวันลาทั้งหมดได้ 1 เดือนพอดี “จะสนุกหรือไม่สนุกมันอยู่ที่ใจ เด็กน้อย” หัวหน้าตอบให้อมรวรรณทำใจให้สบาย “ค่ะ หัวหน้าก็ยังเป็นหัวหน้า คอยแนะนำตักเตือนหนูมาตลอด ขอบคุณนะคะ หนูไปแล้ว ถ้ามีอะไรดี ๆ จะเอากลับมาฝาก” “โชคดี” แล้วอมรวรรณก็เดินไปที่ยานแล้วก็ขึ้นยานของเธอออกเดินทาง หัวหน้าของอมรวรรณยืนโบกมือลา “มาส่งลูกสาวหรือคะ” หญิงวัยกลางคนพูดกับหัวหน้าของอมรวรรณ แต่พอเค้าหันมามองก็ต้องตกใจ “ทิพย์ คุณ เออ คุณเหมือนทิพย์มาก อ๋อไม่ใช่ครับผมมาส่งลูกน้อง ผมขอตัวก่อนนะครับ” “ค่ะ” ขณะที่เธอกำลังจะเดินจากไป “เดี๋ยวนะครับ คุณชื่ออะไรครับ” “ชั้นวัลค่ะ พอดีชั้นมาส่งพี่สาวก็เลยคิดว่าคุณมาส่งลูกสาว ขอโทษด้วยนะคะถ้ารบกวนคุณ” “เออ ไม่เลยครับ” ทั้งคู่สนทนากันต่อ ณ ที่นั้น
ณ โลกของเรา ชูเดชเห็นอมรวรรณนิ่งอยู่จึงพูดขึ้น “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” “อ๋อ ไม่มีอะไรค่ะ เออ เมื่อกี้ถึงไหนแล้ว อ๋อ ยานลำนี้เป็นรุ่นล่าสุดของโลกนะ เป็นยานที่ชั้นออกแบบแล้วก็พัฒนามา เออ มันข้ามเวลาได้ด้วยนะ แต่ว่า ชั้นยังไม่เคยลองหรอก เพราะต้องขออนุญาตจากสถาบันก่อน แล้วคุณอยากรู้อะไรอีกล่ะ” “ชีวิต ๆ ของคนบนโลกของคุณเค้าเป็นยังไงกันบ้าง” “ประชากรแสนล้านคน พื้นที่ทุกตารางนิ้วต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาหารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ชั้นกินแต่อาหารสังเคราะห์เท่านั้น ชั้นก็เพิ่งได้กินอาหารจากธรรมชาติจริง ๆ ก็ที่นี่แหละ” ชูเดชนึกในใจว่ามันจะเป็นดาวดวงเดียวกับอมรวรรณในฝันหรือเปล่า แล้วเค้าก็พูดขึ้น “บะหมี่อร่อยมั๊ย” “แน่นอนค่ะ ขอบคุณนะ คนบนดาวดวงนี้ใจดีอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่านะ” “ผมก็ไม่รู้นะ แต่คิดว่าจะต่างกันก็ไม่เท่าไหร่หรอก ไม่งั้นก็อยู่ในสังคมเดียวกันไม่ได้” “เออ แล้วคุณแต่งงานหรือมีแฟนหรือยังล่ะ” “จริง ๆ มีคนมาจีบเยอะ แต่ว่าชั้นไม่ค่อยคิดเรื่องนี้หรอก ชั้นก็ชิว ๆ ไปวัน ๆ แล้วคุณล่ะ” “เออ ยังครับ” ทั้งสองมองตากันเล็กน้อยก่อนแยกย้ายกันไปนอน
หลังจากอมรวรรรณขึ้นนอนแล้ว ชูเดชก็เปิด Email ฉบับที่เค้ายังไม่ได้อ่านฉบับนั้น
เรียน ดร.อมรวรรณ
สัญญาณที่ส่งมา ศูนย์ได้รับแล้ว และกำลังเดินทางไปหาท่าน
ขอบคุณ
เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรในอวกาศ
ชูเดชสงสัยทันทีEmail นี้เข้ามาหาเค้าได้ยังไง แต่ยังไม่ทันไร อาจารย์คงก็มาเคาะประตูหน้าบ้านชูเดช เค้าจึงเดินไปเปิดประตู ภาพที่ปรากฏชูเดชแทบช๊อก เพราะมันคือ อาจารย์คง อมรวรรณ แล้วก็ชูเดช “เฮ้ย อาจารย์มาได้ไงแล้วผมมาได้ไงครับ” เค้าเรีบถามอาจารย์ทันที “ตอนนี้อย่าเพิ่งสงสัยอะไร ชั้นขอยืมไดสตาร์ทของยานชั้น เออ ยานเธอ” อมรวรรณอีกชี้ไปที่อมรวรรณในบ้านซึ่งตอนนี้หลับไปแล้ว “เดี๋ยวนะ พวกคุณเป็นตัวจริงหรือเปล่า” ชูเดชถาม “เอางี้ นายฉี่ใส่ที่นอนครั้งสุดท้ายตอน ป.4 โอเคมั๊ย” ชูเดชอีกคนพูดเพื่อยืนยันตัวตน “เออ คงจะจริง” เค้านึกในใจแล้วจึงพาทั้งสามคนไปที่ยานอวกาศหลังบ้าน อมรวรรณอีกคนก็เปิดหน้าจอโฮโลแกรม จากนั้นยานก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน พอประตูยานเปิด เธอก็รีบหยิบอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งคล้ายถ่านกระดุมบนโลกของเราจากจำนวนนับร้อยในกล่องซึ่งลอยขึ้นมาจากเครื่อง พอเธอหยิบแล้วกล่องดังกล่าวก็ลอยกลับเข้าไปในยาน ประตูถูกปิดยานก็ดำหายไปในพื้นดินอีกครั้ง ชูเดชกำลังจะถาม “เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุณจะเข้าใจ ขอบคุณมากนะชูเดช” แล้วทั้งสามคนก็รีบออกจากบ้านไป ชูเดชกำลังเดินไปส่งที่ประตู พอทั้งสามคนออกนอกตัวบ้านก็ถูกดูดขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที
คืนนั้น หลังจากอมรวรรณหลับเข้าภวังค์แล้ว ความฝันก็เกิดขึ้น
ยานข้ามเวลาของเธอได้เดินทางไปชมชีวิตของสัตว์ประเภทต่าง ๆ บนดาวดวงหนึ่งกลับมาแล้ว จึงกลับลำพุ่งไปตามเวลาที่ได้ตั้งไว้ เมื่อมาถึงปลายทาง ยานของเธอก็ออกจากอุโมงค์เวลามา และทำให้เห็นดาวเคราะห์น้อยที่กำลังจะพุ่งชนดาวดวงนี้ หรือโลกของชูเดชในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า เธอจึงพูดขึ้นว่า “เธอนี่แม่นสมคำเล่าลือจริง ๆ” ชูเดช เอะ ทำไมคุณถึงชื่อชาญชัย แต่เธอก็ไม่ได้สงสัยอะไร แล้วเธอก็เห็นชูเดชที่เธอนึกได้แค่ว่าผู้ชายคนนี้ชื่อชาญชัยหัวเราะอย่างภูมิใจ แล้วเธอก็พูดขึ้น “ชั้นจะบินไปดักด้านหน้าของมันแล้วค่อยสอยมันให้ร่วง “ ชาญชัยพยักหน้า เธอจึงทำความเร็วแซงดาวเคราะห์ไปแล้วลดความเร็วให้เท่ากับความเร็วของดาวเคราะห์น้อย เพื่อให้อยู่ในระยะที่ยิงและสามารถหลบสะเก็ดของระเบิดได้ จากนั้นเธอก็สไลด์โฮโลแกรมตรงหน้าของเธอ ยานของเธอจึงกลับลำเป็นบินถอยหลัง แล้วเธอก็คลิกที่หน้าจอปล่อยจรวดมหาประลัยออกไป จรวดพุ่งไปบริเวณตรงกลางของดาวเคราะห์น้อยทันที ขณะที่จรวดกำลังพุ่งไปปะทะดาวเคราะห์น้อย ชาญชัยและเธอต่างก็ลุกจากที่นั่งแล้วออกไปยืนด้านหลังเก้าอี้นักบิน เธอจ้องตาชาญชัย อารมณ์ตอนนี้เธอรู้ดีว่า เธอกำลังเสียคนที่เธอรักไป มันรู้สึกใจสั่นกว่าตอนที่เธอรู้ว่าชาญชัยกับเอมอรจะแต่งงานกันซะอีก และก่อนที่จรวดจะปะทะกับดาวเคราะห์น้อย เธอก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงโผเข้ากอดชาญชัยเหมือนเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย ชาญชัยพูดขึ้น “มันเป็นฝันที่วิเศษที่สุดของผม ลาก่อนนะ” แล้วเธอก็รู้สึกตัวขึ้น เธอมองนาฬิกา 03.00 น. แล้วเธอก็หลับต่อ
เย็นวันต่อมา ขณะที่ชูเดชกำลังจะเข้าบ้าน “เดี๋ยว อย่าเพิ่ง ข้าขอคุยด้วยหน่อย” เสียงของลุงสอน ชูเดชจึงเดินมาที่หน้าบ้านลุงสอน “เกาเหลากับป้าแมวอีกแล้ว” ชูเดชเดาความคิดของลุงสอน “เอ็งรู้ได้ไงวะ เออ มันหาว่าข้าอมเงินมันว่ะ” ลุงสอนตอบ “ผมไม่รู้ระบบการเงินของลุงนะ แต่ลุงอมจริงหรือเปล่าล่ะ” ชูเดชจึงถามกลับ “คนอย่างข้าไม่เคยโขมยของใคร มันบอกว่ามันฝัน แล้วความฝันมันจริงซะที่ไหน เอ็งเช้าใจใช่มั๊ย” ลุงสอนอธิบายเหตุการณ์ “อืม เข้าใจแล้ว หลาย ๆ คนไม่รู้ว่าความฝันเกิดจากความนึกคิดของตัวเองทั้งนั้น ป้าแมวคงมีความสงสัยแล้วก็เก็บไปฝัน ผมว่าลองอธิบายให้ป้าแกฟังนะ เผื่อแกจะเข้าใจ” ชูเดชแนะลุงสอนเผื่อสถานการณ์จะดีขึ้น “นังแมวมันไม่ฟังหรอก มันเชื่อสนิทใจเลยว่าข้าทำ เอ็งจะให้ข้าทำไงวะ” แล้วเหตุการณ์ในอดีตก็เข้ามาในความคิดของชูเดช
สิบกว่าปีก่อน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ชูเดชกำลังซ้อมฟุตบอลที่สนามของโรงเรียน ขณะที่ซ้อมอยู่นั้น “วันนี้ครูจะสอนเรื่องการกะน้ำหนักของเท้า นักฟุตบอลที่ดีต้องกะน้ำหนักของเท้าได้ว่าจะให้ลูกฟุตบอลที่พวกเธอรักไปตกจุดไหน” นักเรียนทุกคนก็หัวเราะ แต่ชูเดชกำลังใจลอยไปหานักเรียนหญิงอีกห้องหนึ่งเธอชื่อ จันทรา “หมาเห็นเครื่องบินอีกแล้ว” จ็อดเพื่อนสนิทชูเดช “เรากำลังกะน้ำหนักเท้าอยู่ ตั้งใจหน่อย ตำแหน่งตัวจริงรออยู่” ชูเดชตอบจ็อด “เอาล่ะ ทั้งหมดลุก... 2 รอบ.... ไปเลยหัวแถวนำ” อาจารย์สั่งให้ทั้งหมดวอร์มร่างกายด้วยการวิ่งนั่นเอง
เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียน “เฮ้ย ไม่กลับบ้าน นั่งทำไรวะ อย่าบอกนะว่านายรอเรา” จ็อดกำลังจะเดินกลับบ้านแต่เหลือบไปเห็นชูเดชนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ด้านหน้าโรงเรียน ยังไม่ทันที่ชูเดชจะตอบ รถคันโตก็เลี้ยวเข้ามาแล้วก็กลับรถ จันทรา คนที่ชูเดชนั่งรอส่งก็เดินขึ้นรถ แล้วรถก็แล่นออกไป “เอาอีกแล้ว เราว่านายต้องเก็บเงินเก็บทองให้มาก ๆ นะเพื่อน” จ็อดพูดขึ้น “ทำไม” ชูเดชจึงถาม “เอาไว้ซื้อที่ปลูกใบบัวบกกินหวะ” แล้วจ็อดก็หัวเราะ “ไป กลับบ้าน” ชูเดชบอก แล้วทั้งสองคนก็เดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไร
หลายวันต่อมา ก็มาถึงวันคัดตัวผู้เล่นของโรงเรียน โดยแบ่งผู้รับการคัดเลือกออกเป็น 2 ทีม ชูเดช (กองหน้า)กับจ็อด (กองกลาง)ได้อยู่ในทีมบีฝั่งเดียวกัน หลังจากเขี่ยลูกแล้ว เกมก็เริ่ม ทีมเอเริ่มรุกเข้ามาก่อน พอแบล็คของทีมบีตัดลูกได้ จึงส่งลูกไปยังจ็อดทันที จ็อดใช้อกแตะลูกลงพื้นก่อนเลี้ยงลูกซักพักเพื่อมองหาชูเดช เมื่อเห็นตำแหน่งที่ชูเดชยืนอยู่แล้ว เค้าก็ชิพลูกข้ามหัวฝ่ายตรงข้ามไปตกตรงหน้าชูเดชซึ่งกำลังหันหลังให้กับประตูฝ่ายตรงข้าม จากนั้นก็พลิกตัววิ่งตรงไปยังประตูทีมเอ แบล็คสองคนของทีมเอก็เริ่มวิ่งเข้ามาหาชูเดชทันที ชูเดชหันหลังให้แล้วใช้เท้าซ้ายชิพบอลข้ามหัวตัวเองและแบล็คทั้งสองคน แล้วชูเดชก็พลิกตัววิ่งเข้าไปใช้เท้าซ้ายรับบอลพอดี จากนั้นก็ใช้เท้านั้นเดาะลูกขึ้น ก่อนจะใช้เท้าขวาปั่นไซด์เข้าประตู โดยที่ผู้รักษาประตูไม่ทันตั้งตัว “สุดยอด” จ็อดชมชูเดช หลังจากประตูแรกแล้วทีมเอก็เริ่มระส่ำระส่ายไม่เป็นขบวน จนในที่สุดสกอร์ก็ออกมาเป็น 4 – 0 หลังจากนั้นสามวันอาจารย์ก็ประกาศผล ทั้งสองคนจึงได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งระดับจังหวัดต่อไป และจากวันนั้น
ณ โรงอาหารของโรงเรียน ขณะนั้นชูเดชกับจ๊อดกำลังเดินเข้าไป “ขอโทษค่ะ” สาวรุ่นน้องพูดขึ้นเพราะเดินชนชูเดช “ไม่เป็นไรครับ” แล้วเค้าก็รีบเดินไป “ไอ้ชูเพื่อนรัก เราว่านายต้องไปเช็คความเป็นชายแล้ว มีอย่างที่ไหน สาวเดินชนเนี่ย ตามตำราเค้าให้ผู้ชายพิจารณาไว้ก่อนว่า ผู้หญิงสนใจนะเพื่อน” จ็อดพูดกับชูเดช “เราว่ามันหลงตัวเองมากกว่าหวะ” “อ๋อ รู้แล้ว ถ้าน้องเค้าชื่อ จันทรา คงเป็นอีกอารมณ์” ชูเดชหน้าแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดขึ้น “เฮ้ย พูดไปเรื่อย ไปเลยจะกินอะไรไปซื้อก่อนเดี๋ยวจองที่ไว้ให้” แล้วจ๊อดก็เดินไปที่ร้านข้าวมันไก่
วันต่อมา ที่บ้านจ็อด “กลอนนายมันเจ๋งว่ะ สละสลวยขนาดนี้อยู่หมัดแน่” จ๊อดให้กำลังใจชูเดช ทั้งที่ก็รู้ดีว่า จันทราหัวสูงขนาดไหน ต่อให้ชูเดชเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ แต่ถ้าฐานะทางการเงินไม่มหาศาลคงทำอะไรจิตใจของจันทราไม่ได้ “ขอบใจนะเพื่อน บางทีแค่เราได้รักได้ชอบก็เป็นความสุขแล้ว ไม่ได้ปลอบใจตัวเองนะ” ทั้งคู่หัวเราะ
แล้วความคิดของชูเดชก็หายไป “เฮ้ย เอ็งฟังข้าอยู่รึเปล่า” เสียงของลุงสอนดังขึ้น “อ๋อ ผมก็ไม่รู้จะทำไงนะลุง บางทีถ้าเราปล่อยไปซักพัก ป้าแกคงเข้าใจก็ได้ สู้ ๆ นะลุง” ชูเดชตอบ และกำลังจะลุกขึ้นเพื่อกลับเข้าบ้าน “เฮ้ย ทำไมเรื่องอย่างนี้เอ็งให้คำตอบข้าไม่ได้วะ ขอร้องล่ะ เอ็งไปอธิบายเรื่องความฝันอะไรเนี่ยให้นังแมวมันฟังได้มั๊ย เผื่อมันจะฟังเอ็ง” ลุงสอนมองหน้าชูเดชอย่างเอาจริงเอาจัง “เอางี้ ผมแต่งกลอนให้ลุงสอนไปอ่านให้ป้าแกฟังโอเคมั๊ย มันจะดูมีลีลาหน่อย” ชูเดชตอบ ลุงสอนนิ่งคิดนิดนึงแล้วพูดขึ้น “ได้ เอ็งแต่งให้มันดูดีนะ เดี๋ยวข้าให้เหล้ากลม” ลุงสอนเสนอค่าจ้างให้ แต่ชูเดชรีบปฏิเสธ “เออ ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ชอบดื่ม ผมแต่งให้ฟรี ๆ เลย แต่ว่าต้องมีสมาธิหน่อย ถ้ามีเวลาทำพรุ่งนี้ผมส่งกลอนให้ในไลน์นะ ผมขอตัวก่อน” แล้วชูเดชก็ออกจากบ้านลุงสอน
วันนั้น ที่บ้านชูเดช ขณะที่เค้ากำลังนั่งสมาธิ จิตของเค้าก็รับรู้สัญญา (ความจำได้หมายรู้) ในอดีตอีก
ที่บ้านของจ๊อด “เดี๋ยวนะ นายแต่งกลอนเมื่อไหร่” จ๊อดถามชูเดช “อ๋อตอนสอบกลางภาคเสร็จ แล้วไง” ชูเดชตอบ “แล้วนายส่งให้สาวจันเมื่อไหร่” จ๊อดถามคำถามที่กำลังจะต่อเนื่องกัน “เออ สอบปลายภาคเสร็จ” ชูเดชตอบแบบไม่กล้าพูด “โอ้โห รีบส่งไปป่ะ เข้าใจแล้ว ทำไมชูเพื่อนเรามันถึงยังคงโดดเดี่ยวอยู่อย่างนี้” จ๊อดประชด “มันไม่กล้านี่หว่า นายไม่เคยเป็นไม่รู้หรอก เวลาเจอคนที่เราคิดว่าใช่ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ” ชูเดชตอบ จ๊อดส่ายหน้าแบบกึ่งเป็นห่วงกึ่งเครียดแทน และตั้งแต่นั้นมา เพื่อนรักทั้งสองก็แยกย้ายกันไปต่อคนละมหาลัยกัน ทำให้ไม่มีโอกาสได้สนิทกันเหมือนสมัยเรียนมัธยม สังคมของแต่ละคนก็เปลี่ยนไป ชูเดชได้เห็นจันทราครั้งสุดท้ายตอนที่เธอพูดกับเขา “ชู เธอต้องเข้าใจชั้นนะ ชั้นคงไม่ใช่คนที่ใช่ของเธอหรอก แต่ก็ขอบใจนะที่เธอแต่งกลอนให้ เพราะดี ลาก่อน” แล้วจันทราก็เดินจากไป เย็นวันนั้นที่บ้านของจ๊อด “เราไม่เคยเห็นนายเมาขนาดนี้นะ เมื่อไหร่จะบอกซักทีมันเกิดอะไรขึ้น.” ชูเดชน้ำตาซึมก่อนตอบ “เธอไปแล้วเพื่อน มันหวิวๆ ในใจยังไงไม่รู้” จ๊อดพยักหน้าก่อนตอบ “อาการอย่างนี้แถวบ้านเราเค้าเรียกว่า อกหัก ว่ะ” จ๊อดพยายามเอาใจช่วยเพื่อนรัก แต่เค้าก็รู้ดีว่าชูเดชคงจีบจันทราไม่ติดแน่นอนตั้งแต่แรกแล้ว และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เพื่อนรักทั้งสองคนได้เสวนาในวงเหล้ากัน เพราะแต่ละคนก็ต้องไปอยู่กับสังคมใหม่ต่อไป หลังจากที่คิดมาถึงตรงนี้ชูเดชก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีกครั้ง มันเป็นอาการอย่างนี้เสมอในจิตของมนุษย์ ไม่อยู่นิ่ง แว่บไปแว่บมา หลังจากออกจากสมาธิแล้วชูเดชก็เข้านอน
ที่บ้านชูเดช อมรวรรณเก็บกวาดบ้านเรียบร้อยแล้ว เธอก็ทำธุระส่วนตัวแล้วก็เข้านอน ความฝันหนึ่งก็เกิดขึ้น
ณ โลกของอมรวรรณ ในห้องฟังบรรยายของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง “ชาญ นี่เธอดู ในจักรวาลทุกอย่างกำลังเคลื่อนตัวออกจากกัน แล้วเธอคิดว่าไง” อมรวรรณถามชาญชัย “ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเคลื่อนตัวออกจากกัน นั่นมันแรงของบิ๊กแบงค์ไง แล้วทำไม” ชูเดชตอบตามหลักในตำราเรียนที่เค้าเข้าใจ “โอเค ถ้าเธอโรแมนติกกว่านี้ ป่านนี้ชั้นคงกลุ้มใจแน่” อมรวรรณตอบ ตอนนั้นเธอยังไม่ได้พนันความรักกับเอมอร แม่ของเอมิกา เธอจึงมีความหวังในตัวชาญชัยอยู่ แล้วเธอก็รักจริงซะด้วย “หมายความว่าไงครับ” ชาญชัยตอบอย่างงง ๆ “ลืมมันไปเถอะ” อมรวรรณตัดบท
วันนั้นหลังเลิกเรียนทั้งสามคนมักจะไปแวะร้านอาหารใกล้มหาวิทยาลัย “รับอะไรดีคะ” บริกรหุ่นยนต์รูปทรงตู้ใส่รองเท้า ขนาด 30 x 30Cm. สูงประมาณ 50 Cm. รับออเออร์จากทั้งสามคน “ชูชาญชัย เธอเอาอะไร” เอมอรถามชูเดชก่อน “เออ ขอคิดก่อน” ชาญชัยตอบ “ไม่ต้องละ ข้าวกระเพราหมู ไข่ดาว โอเค มั๊ย” เอมอรถาม ชาญชัยพยักหน้า “รู้ใจขนาดนี้ เป็นแฟนกันไปเลยไป” อมรวรรณว่าเหน็บ เอมอรยิ้มเหมือนจะบอกว่า ผู้ชายคนนี้ชั้นเป็นเจ้าของแล้ว แต่อมรวรรณก็ไม่ใช่ย่อย “แต่แฟนไม่ใช่เพื่อน เพื่อนเป็นแล้วไม่หาย แต่แฟนเป็นแล้วหายได้นะ เอม” แล้วทั้งสองสาวก็หัวเราะ โดยที่ชาญชัยไม่ค่อยจะเข้าใจว่ามันน่าขำตรงไหน และเมื่ออาหารมาถึงต่างคนต่างก็รับประทานอาหารของตนแล้ว “พวกคุณเคยไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์กันหรือเปล่า” ชูชาญชัยเริ่มบทสนทนาก่อน ทั้งสองสาวส่ายหน้า “ รู้มั๊ย หมูเป็นสัตว์ที่น่าสงสารที่สุด” ชาญชัยเริ่มเข้าสู่โหมดวิชาการ ทั้งสองสาวเริ่มหยุดกินแล้วก็มองมาที่ชาญชัย “ตามข้อมูลที่ทางพิพิธภัณฑ์อธิบายไว้ หมูเป็นสัตว์ที่ถูกนำมาทำเป็นอาหารเพราะมันเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษอะไรเลย อีกทั้งความนิ่มของเนื้อ ความชุ่มของไขมัน ทำให้คนบริโภคได้รับรสชาติของไขมันแล้วรู้สึกว่ามันมีความอร่อย ดังนั้น หมูจึงเป็นสัตว์เศรษฐกิจในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ แล้วหมูตัวสุดท้ายที่มีบนโลก เป็นหมูชื่อ พิกกี้ ตอนที่กำลังจะสูญพันธ์ นักวิทยาศาสตร์กำลังจะทำการขยายพันธุ์พวกมัน แต่ปรากฏว่า เครื่องปฏิสนธิสัตว์ เกิดการขัดข้องเนื่องจากมีผู้ไม่หวังดีส่งไวรัสเข้าไปในอุปกรณ์ แล้วโลกนี้ก็ไม่มีหมูอิกเลยนับแต่นั้น แล้วเค้าก็สรุปไว้อีกว่า หมูนอกจากจะเป็นสัตว์ตัวสุดท้ายบนโลกแล้ว ปัจจุบันนี้ยังจัดให้หมูเป็นสัตว์ตัวแรกที่ กระทรวงวิทยาการฟื้นคืนสัตว์สูญพันธุ์จะทำการทดลองฟื้นชีวิตสัตว์กลับมาเป็นชนิดแรกด้วย ...” หลังจากชาญชัยพูดได้ไม่อีกกี่คำ ทั้งสองสาวก็ยกมือขึ้น แล้วพูดพร้อมกันว่า “เราโหวตให้ประเด็นนี้ตกนะ คุณชาญชัย ประเด็นที่เราควรจะคุยวันนี้ไม่ใช่เรื่องแบบนี้” เอมอรพูดก่อน “การเรียนก็สำคัญ แต่ไม่ใช่ตลอดเวลานะชาญ” อมรวรรณพูดปลอบ แล้วมันก็ผ่านไปเหมือนทุกวันของทั้งสามคน
ที่บ้านของชูเดช เช้าวันต่อมา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อมรวรรณจึงเดินมารับ “สวัสดีค่ะ บ้านคุณชูเดชค่ะ ต้องการรียนสายใครคะ” อมรวรรณเริ่มสนทนาตามที่เคยเจอข้อมูลในอินเตอร์เน็ตบนโลกนี้ “นี่ใช่เบอร์มือถือคุณชูเดชหรือเปล่าคะ” เสียงที่โทรมาถาม “อ๋อใช่ค่ะ พอดีคุณชูเดชไม่ได้เอามือถือไปร้านค้าแถวนี้อ่ะค่ะ” อมรวรรณอธิบาย “งั้นไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวติดต่อกลับไปใหม่ ขอบคุณค่ะ” แล้วสัญญาณก็ขาดหายไป ทิ้งความสงสัยกึ่งหงุดหงิดไว้ที่ใจของอมรวรรณ แล้วเธอก็คิดถึงอะไรบางอย่าง
ณ ดาวอันไกลโพ้น โลกของอมรวรรณ เธอเพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน แล้วก็เปิดทีวีดูข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ขณะนั้นโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่ง เพิ่งเริ่มพอดี “นี่เป็นเทคโนโลยีล่าสุดครับ เราเรียกมันว่าเครื่องรู้ใจ แค่เราเอารหัส DNA ของใครมาซักคน แล้วก็เอารหัส DNA ของใครอีกคน เข้าระบบถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้า รหัส DNA ของแต่ละคนจะรับสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นกระแสอ่อน ๆ เครื่องจะคำนวณแล้วประเมินผลออกมาว่าคน ๆ นี้คิดอะไรกับคนอีกคน ถ้าคุณสั่งซื้อเข้ามาภายในยี่สิบนาที...” แล้วอมรวรรณก็ปิดทีวีสามมิติ จากนั้นก็บ่นพึมพำว่า “ทำไมมันเพิ่งมา” แต่แล้วหลายวันต่อมาเธอก็ได้มาแบบงง ๆ ว่าจะซื้อมาทำไม
อมรวรรณรีบเดินไปที่เก็บยานใต้ดินบ้านชูเดช เธอสไลด์หน้าจอโฮโลแกรมแล้วคลิก ยานอวกาศของเธอก็โผล่ขึ้นเหนือพื้นดิน “Locker 3988” เธอพูดเหมือนบ่นอะไรอยู่ นิ้วก็สไลดข้อมูลตามตารางมาที่ Locker 3988 จากนั้นก็คลิก ยานกู้ชีพของเธอ ก็ปรากฏรูเปิดออกด้านข้างของยาน มันเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายเครื่องกล่องเครื่องมือช่างขนาด 30 X 30 Cm เธอเปิดมันออกมา ภายในกล่องมีหลุมรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 หลุม สำหรับวางชชิ้นส่วนทดลอง แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานชูเดชตัดเล็บลงถังขยะไว้ เธอจึงรีบไปหามาทันที เมื่อเธอใส่เศษเล็บของชูเดชกับของเธอลงไปในเครื่องก็ประมวลผล และขณะที่เครื่องกำลังประมวลผลอยู่นั้น ชูเดชก็กลับมาพอดี ด้วยความตกใจขณะที่อมรวรรณหันกลับไปมองชูเดช มือของเธอก็ปัดเครื่องนั้นตกพื้น แล้วมันก็พังทันที “อุ๊ย แย่จัง” เธออุทาน “เครื่องอะไรครับ แล้วซ่อมได้มั๊ยเนี่ย” ชุเดชถาม “อ๋อ ไม่เป็นไรคะ เครื่องตรวจสสารไม่ค่อยสำคัญอะไร” เธอตอบแบบมีพิรุธ แต่ชูเดชก็ไม่ได้คิดอะไร
ณ หมู่บ้านโคกมะเดื่อ บ้านหลังเล็ก ๆ สไตล์บ้านไร่ชายทุ่ง ชูเดชเดินออกมายืนอยู่หน้าระเบียงบ้าน แล้วเค้าก็นึกในใจ ชีวิตแบบนี้แหละที่เค้าต้องการ เค้าลาพักร้อนเพื่อพาอมรวรรณไปเที่ยว เพราะเธอขอร้องให้เค้าพาเที่ยว เค้านั่งกินลมชมวิวซักพัก อมรวรรณก็เดินถืออาหารเช้าออกมาจากหลังบ้านพักตากอากาศ “อาหารเช้ามาแล้วคะ” “เอ่อ ผมขอนั่งสมาธิตอนเช้าก่อนนะครับ แล้วเค้าก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน
ชูเดชนั่งซักพัก นิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้น
ณ ดาวอันไกลโพ้น คืนนั้นท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับ เค้ากับผู้หญิงอีกสองคนนัดกันว่าจะไปเที่ยวนอกเมือง การจะไปเที่ยวนอกเมืองได้ จำเป็นต้องมีการจองล่วงหน้าเป็นปี เพราะสถานที่เที่ยวตามธรรมชาตินั้นหาไม่ได้ง่าย พื้นดินทุกตารางนิ้วต้องถูกนำไปใช้เพื่อการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรที่มากมาย การจะท่องเที่ยวตามธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก “คุณทำได้ไง” เค้ารู้สึกว่าเค้าพูดขึ้น อมรวรรณตอบ “มันก็ต้องซิกแซกนิดหน่อย พอดีเพื่อนของพ่อชั้นรู้จักกับคนในอุทธยาน ชั้นต้องต่อรองกับเกรดของชั้นนะ ถึงจะได้” เขาหัวเราะ “อร รู้มั๊ย คุณมหัศจรรย์มาก ๆ” วันนั้นเป็นคืนหนึ่งในฤดูหนาว เต้นท์ของทั้งสามคนตั้งอยู่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็ขอตัวเข้านอนไปแล้ว แต่เค้า กับอมรวรรณยังนอนไม่หลับจึงออกมานั่งที่หน้าเต้นท์ของตัวเอง เมื่อเค้าเห็นอมรวรรณ จึงเข้าไปคุยด้วย “ดาวสวยจัง ในเมืองมองไม่เห็นดาวพวกนี้หรอก” อมรวรรณพูดขึ้น “เอาอ ครับ” เค้ารู้สึกประหม่ามากเมื่อได้เข้าใกล้ผู้หญิงที่เขาชอบเสมอ “นี่ถ้าเธอโตขึ้นเธออยากเป็นอะไร” เค้ามองหน้าอมรวรรณแล้วพูด “ว่าไงนะ โตขึ้น” อมรวรรณจึงพูด “ถามแบบผู้ใหญ่ถามเด็กอ่ะ เอางี้ เรียนจบแล้วเธอจะไปทำอะไร เข้าใจป่ะ” เค้าจึงตอบ “อ๋อ นักดาราศาสตร์ ผมตั้งใจจะเป็นนักดาราศาสตร์ ถ้าผมค้นพบดาวหางซักดวงได้ คุณอาจจะได้ยินชื่อดาวหางที่มาจากชื่อผมก็ได้” อมรวรรณหัวเราะแล้วพูดขึ้น “คุณชอบดูดาวเหรอ” อมรวรรณถาม “มันมีความสุขประหลาดทุกทีที่ผมเห็นพวกมัน ไม่รู้ว่าเป็นโรคจิตหรือเปล่า” เค้าตอบ อมรวรรณจึงพูดต่อ “ชั้นอยากออกแบบยานอวกาศ ชั้นจะออกเบบยานอวกาศให้เธอเดินทางไปดาวที่เธออยากไป ดีมั๊ย” เค้ายิ้มด้วยความปลาบปลื้ม ในใจของเขาคับพองมาก แต่เขาก็พูดอะไรไม่ออกอยู่ดี แล้วอมรวรรณก็พูดขึ้น “บรรยากาศแบบนี้ ที่เคยดูในละครเขามักจะบอกรักกันนะ รู้ป่าว” ชาญชัยจึงยิ่งสั่นสะท้าน ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไป แล้วการรับรู้ของชูเดชก็กลับมาอยู่ที่ลมอีกครั้ง “มันไม่มีความนิ่งหรอกในจิต เพราะจิตก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และมันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป” เค้านึกถึงคำพูดของอาจารย์คง หลังจากออกจากภวังค์แล้วชูเดชก็ออกมาจัดการอาหารเช้ากับอมรวรรณ
ณ ดาวราหู ก่อนการเกิดรรัฐประหาร “คะแนนเสียงของผมตอนนี้เป็นไงมั่ง” สัญชัย ประธานธิบดีที่ทำงานให้เกษตรบุรีมากว่า 2 ปี พูดกับคนสนิทของเขา “คะแนนเสียงฝ่ายค้านขยับขึ้นมา 2 เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่กฎหมายฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมา น่าจะส่งผลมากกว่านี้ครับ ผลกระทบมันไปถึงคนส่วนมากของประเทศนะครับ ผมว่าท่านประธานธิบดีควรระงับการประกาศใช้ไปก่อนจะดีกว่าครับท่าน” สัญชัยจึงพูดขึ้น “ไม่ได้ ผมตกลงไว้แล้ว กฎหมายฉบับนี้ต้องออกก่อนสิ้นเดือนนี้ ตอนนี้ผมยังไม่สนใจเรื่องคะแนนเสียงเท่าไหร่หรอก ผมแค่ถามดูว่ากฎหมายฉบับนี้มันส่งผลต่อคะแนนผมแค่ไหนเท่านั้น คุณไปจัดการหาวิธีกระตุ้นคะแนนเสียงที่เสียไปให้กลับมาให้ได้ นี่เป็นการบ้านของคุณ หวังว่าคุณคงเข้าใจนะ” “ครับ ผมจะประชุมทีมงานโดยด่วน” ผู้ช่วยของเค้าตอบ
เมื่อเดือนที่แล้ว ณ คฤหาสน์ของเจ้าสัวใหญ่แห่งเกษตรบุรี ภายในห้องรับรองแขกหรูหรา “โอ้โห วันนี้ท่านประธานาธิบดีมาถึงบ้านผมได้นะเนี่ย” เจ้าสัวชัยยง พูดขึ้นขณะเดินเข้ามาที่ห้องรับรอง ประธานาธิบดีลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วก็พูด “เจ้าสัวก็มีส่วนในตำแหน่งที่ผมได้ ไม่ต้องพูดให้ใหญ่โตขนาดนั้นก็ได้ครับ” แล้วเจ้าสัวก็เชิญให้ประธานาธิบดีสัญชัยนั่ง หลังจากทั้งคู่นั่งลงเรียบร้อยแล้ว “เอาล่ะ ว่ากันเข้าประเด็นเลยดีกว่า เรื่องกฎหมายฉบับใหม่ที่บอกไปถึงไหนแล้วท่านประธานาธิบดี” เจ้าสัวเริ่มเปิดประเด็นทันที “แน่นอนครับตอนนี้ผ่านสภาสูงเรียบร้อยแล้ว ไม่เกินสิ้นเดือนนี้มีผลประกาศใช้แน่นอน เจ้าสัววางใจได้ ว่าแต่ว่าเรื่อง” สัญชัยอ้ำอึ้งนิดนึง เจ้าสัวจึงพูดตัดบท “ไม่ต้องห่วง งานของบริษัทซีซันซายได้งานของบริษัทผมแน่ ไม่ต้องห่วง แต่ว่าน่าจะได้ทำสัญญาประมาณเดือนหน้านะ ต้องขอเวลาทำเอกสารนิดหน่อย ท่านประธานาธิบดีเย็นใจได้เลย แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง มากินข้าวเย็นด้วยกันที่นี่ก็ได้นะ” เจ้าสัวชวนให้ท่านประธานาธิบดีไปร่วมโต๊ะอาหารที่ห้องรับประทานอาหารกับเขา “ไม่เป็นไรครับเจ้าสัว ผมอยู่นานเกินไปจะไม่ดี เดี๋ยวจะมีคนครหา” เจ้าสัวพยักหน้าแล้วยิ้มก่อนจะพูด “ได้ งั้นเราก็คุยรายละเอียดของกฎหมายกัน” แล้วทั้งสองคนก็สนทนาเรื่องกฎหมายฉบับใหม่ว่าจะส่งผลยังไงกับธุรกิจของเจ้าสัว
ขณะนั้นคนขับรถของเจ้าสัวกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ที่โรงจอดรถด้านข้างคฤหาสน์ “ผมติดเครื่องดักฟังเรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าสัญญาณชัดเจนมั๊ยครับ” เค้าพูดใส่โทรศัพท์ไป แล้วเสียงในโทรศัพท์ก็ตอบ “ดีมาก ผู้หมวด สัญญาณชัดเจน คุณรีบหาทางถอนตัวออกมาจากที่นั่นได้แล้ว” “ครับ”
ณ กองบัญชาการทหารสูงสุดแห่งเกษตรบุรี ภายในห้องทำงานของพลเอกอำนาจ “คุณเห็นมั๊ย พวกนี้มันใช้กฎหมายเอื้อประโยชน์พวกพ้องโดยไม่คิดถึงผลเสียต่อประเทศชาติ พวกคุณพร้อมรึยัง” พล.อ.อำนาจพูดขึ้นท่ามกลาง ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการทหารเรือ,ผู้บัญชาการทหารบก และเสนาธิการทหารอีกห้าคน “อีกสองวัน กองกำลังทั้งหมดจะเข้ามาที่ทำเนียบฯ พวกเราพร้อมแล้ว” ผู้บัญชาการทหารบกพูดขึ้น แล้วการทำรัฐประหารก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
หลายปีต่อมา
ที่บ้านของหมอเปรื่อง “ก็จ่ายเงินคืนแบบชั้นไปซะก็หมดเรื่อง ไม่ต้องไปทำอาสาอะไรให้เสียเวลาดีกว่ามั๊ยเปรื่อง” อรวรรณนักศึกษาแพทย์รุ่นเดียวกันพูดกับหมอเปรื่องในฐานะแฟนสาว แต่เค้ายังนิ่งอยู่ เธอจึงพูดต่อ “ชั้นไม่อยากให้เธอไปลำบากตามป่าตามเขานะ อุดมการณ์ของเธอมันก็ดีอยู่ แต่ว่านึกถึงตัวเองมั่งซิ ชั้นพูดคำเดียวพ่อแม่ก็จ่ายให้อยู่แล้ว ถ้าเธอไม่รับนี่ ชั้นก็ไม่รู้ว่าตกลงเธอบ้าไปแล้วหรือ...” หมอเปรื่องตัดบทพูดขึ้น “พอ ๆ วรรณเธอไม่เข้าใจหรอก จิตวิญญาณความเป็นหมอของเธอที่เคยเรียนมามันหายไปหมดแล้ว หน้าที่ของหมอไม่ใช่แค่อาชีพหนึ่ง แต่เป้าหมายคือต้องช่วยชีวิตคน ผมคงต้องขอปฏิเสธเรื่องนี้ซักครั้งนะ” อรวรรณมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นแล้วพูดว่า “เธอก็เลือกเอาแล้วกันระหว่างชั้นกับอุดมการณ์ของเธอ” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่หมอเปรื่องได้ยินจากอดีตแฟนสาวก่อนที่เค้าจะออกเดินทางไปทำงานในชนบท และก็เป็นจุดสิ้นสุดความรักของคนทั้งสองที่มีมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ด้วยกัน
ปีต่อมา
ณ ป่าพนาสนธิ์ “เดี๋ยวผมจ่ายยานี้ไปกินก่อน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็กลับมาหาหมอนะ” พอคนไข้ลุกออกไปแล้วพยาบาลก็เรียกคนไข้รายต่อไป แต่ขณะที่คนไข้รายต่อไปกำลังจะลุกเดินเข้ามา ก็มีผู้หญิงอีกคนเธอชื่อ วาสนา ได้ วิ่งเข้ามาหาหมอเปรื่อง “หมอ ๆ ไปดูหัวหน้าหน่อย อาการไม่ดีเลย” “ผมกำลังรักษาคนไข้ตามคิวอยู่นะ หัวหน้าคุณก็ต้องรอตามคิวซิ” “แต่ว่าหัวหน้าอาการหนักมาก ขอร้องล่ะ” แล้วคนไข้รายต่อไปนั้นก็พูดขึ้น “ไม่เป็นไรหรอกคุณหมอ ผมไม่ได้ป่วยหนักอะไร รีบไปรักษาหัวหน้าเถอะ” จากนั้นคนไข้ที่รอคิวอยู่อีกหลายคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน “ไปรักษาหัวหน้าก่อนเลย” แล้วก็ตามด้วยเสียงคนไข้คนแรก “ผมก็ไม่เข้าใจรัฐศาสตร์นะ แต่ว่าถ้าชาวบ้านเดือดร้อนผู้ปกครองก็ต้องดูแล แต่ว่าหัวหน้าจะเป็นคนที่จะช่วยให้ความเป็นอยุ่ของพวกเราดีขึ้น” หมอเปรื่องจึงยอมไปกับวาสนาทันที แต่อีกใจนึงเค้าก็ยังคิดว่า หัวหน้าคนนี้ทำไมสำคัญกับชาวบ้านแถวนี้นัก ยอมสละคิวให้กับชายคนนี้
ณ บ้านของหัวหน้า “ผมฉีดยาให้แล้วเดี๋ยวอาการก็ดีขึ้น แต่คุณต้องให้เค้าทานยาตามที่ผมสั่งนะ อย่าลืม” “ค่ะ” แล้ววาสนาก็เดินมาส่งหมอเปรื่องที่หน้าประตู หมอเปรื่องหันกลับมาแล้วพูดขึ้น “ทำไม ชาวบ้านถึงรักหัวหน้าของคุณมากนะ” “เค้าเป็นพ่อของชั้นค่ะ พ่อเป็นนักต่อสู้ที่มีอุดมการณ์เพื่อชาวบ้าน พ่ออยากให้คนที่เข้ามาเป็นผู้นำประเทศเห็นความสำคัญของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว อันนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ชาวบ้านที่นี่รักแล้วก็สนับสนุนพ่อมาตลอด” “อ๋อ ขอบคุณนะที่มาส่ง” “ไม่เป็นไรค่ะ” วาสนารู้สึกเขินเล็กน้อย แล้วหมอเปรื่องก็เดินออกจากบ้านไป หมอเปรื่องนั้นยังทำหน้าที่แพทย์อาสาอยู่ แต่เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันต่างก็กลับเข้าไปในเมืองใหญ่ ๆ ตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ แต่อุดมการณ์ของเค้าคือ ช่วยชีวิตคน แต่ว่าตอนนี้ ถ้าคนมีชีวิตแล้ว จะอยู่จะกินยังไง มันเป็นคำถามของหมอเปรื่องมาตลอดตั้งแต่เริ่มมาทำงานแพทย์อาสา และจากคำตอบของวาสนา ก็ทำให้หมอเปรื่องเริ่มมีแนวความคิดทางการเมือง และนี่เป็นเหตุการณ์เริ่มต้น ที่ทำให้หมอเปรื่องได้เข้ามาช่วยในงานของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น จนในที่สุดเค้าก็เข้าร่วมขบวนการฝ่ายต่อต้านรัฐบาลด้วย
แล้ววันหนึ่ง ขณะที่หน่วยลาดตะเวนของนายพลอำนาจกำลังออกลาดตะเวนประจำวัน แต่วันนี้ผู้กองให้ลองเปลี่ยนเส้นทางบางส่วน เพื่อให้การลาดตะเวนครอบคลุมบริเวณให้มากขึ้น ทำให้มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน ปัง ปัง ปัง ๆ ๆ ๆ “ขอกำลังเสริมด่วน” ผู้หมู่สั่งพลวิทยุขอกำลังเสริมจากกองพัน เสียงปืนยังดังไปทั่วบริเวณนั้น “ชั้นบอกคุณแล้ว ว่าอย่ามา คุณเป็นหมอนะไม่ใช่นักรบ” วาสนาพูดขึ้นแล้วใช้ปืนประจำกายของเธอยิงสวนกลับไปยังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล “ครับ ขอบคุณครับ แต่ผมอยากออกมากับคุณนะ น้อยหน่า (ชื่อเล่นของวาสนา)” หมอเปรื่องพูดจบก็มองหน้าวาสนา วาสนายิ้มอย่างอาย ๆ “เอา ๆ นี่มันใช่เวลามาจีบกันมั๊ย” เสียงของหัวหน้าพูดขัดจังหวะจะรักของคนทั้งสอง แล้วหมอเปรื่องก็ยิงสวนกลับไปที่ฝ่ายรัฐบาล “ถ้าเรายัง ยืดเยื้ออย่างนี้ เดี๋ยวพวกกำลังเสริมมันต้องมาถึงแน่ ๆ น้อยหน่าพาหมอถอยฉากไปที่เขาใหญ่ แล้วเดี๋ยวผมจะไปหา” หัวหน้าสั่งวาสนาให้รีบไปก่อนส่วนตัวเค้าจะค่อย ๆ ถอนกำลังหลบหนีต่อไป “หมอตามชั้นมา” วาสนาพูดกับหมอเปรื่อง แล้วทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปทางด้านหลังของกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ในขณะที่หัวหน้ายิงคุ้มกันให้
บนเส้นทางไปยังเขาใหญ่กลางป่าพนาสนธิ์ “คุณลืมไปรึเปล่า คุณเป็นหมอ คุณยังมีหน้าที่สำคัญที่ต้องช่วยคนอีกเยอะ อย่าลืมซิ” วาสนาพูดขึ้น ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินลุยป่าไปตามไหล่เขาลูกหนึ่งอยู่ “แล้วคุณล่ะ คุณเคยห่วงตัวเองมั่งมั๊ย มีอุดมการณ์มันก็ดีอยู่ แต่ว่าชีวิตตัวเองก็สำคัญนะ คนที่รักคุณเค้าจะรู้สึกยังไง ถ้าคุณเป็นอะไรไป” วาสนายิ้มอย่างอาย ๆ แล้วหมอเปรื่องก็พูดต่อ “พ่อคุณจะต้องเสียใจแน่ ถ้าคุณเป็นอะไรไป” วาสนาหยุดยิ้มทันทีแล้วพูด “แค่นี้เหรอ” วาสนาถามแบบงอน ๆ คราวนี้หมอเปรื่องกลับเป็นฝ่ายประหม่าขึ้นมาทันที “เออ คือ รวมผมด้วย” ทั้งสองคนก็มองตากัน แล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทันที ทั้งสองคนจึงต้องรีบหาที่หลบฝน ขณะที่วาสนากำลังมองหาที่ ๆ จะหลบฝน เธอก็พลัดตกไหลลงตามไหล่เขาไปยังแม่น้ำด้านล่าง หัวของเธอกระแทกกับต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วเธอก็หมดความรู้สึก ร่างของวาสนาตกจากไหล่เขาลงไปจมอยู่ในแม่น้ำ หมอเปรื่องรีบไต่ลงจากไหล่เขาอย่างช้า ๆ เพื่อตามไปช่วย
ที่ริมฝั่งแม่น้ำ หมอเปรื่องอุ้มร่างไร้สติของวาสนาขึ้นมาจากแม่น้ำแล้ว เค้าจึงรีบปฐพยาบาลวาสนา เค้ามองไปรอบ ๆ แล้ว จากนั้นก็พยายามเรียกวาสนาให้รู้สึกตัว “น้อยหน่า เป็นยังไงบ้าง” แต่วาสนาไม่มีอาการตอบสนองใด ๆ เค้าจึงต้องเริ่มการปฐมพยาบาลขั้นต่อไปทันที หมอเปรื่องเป็นอายุรแพทย์ เชี่ยวชาญโรคต่าง ๆ แต่พื้นฐานการปฐมพยาบาลเค้าก็ไม่เคยลืม เพียงแต่ว่าเค้าไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่แค่นั้น “เปิดทางเดินลมหายใจ” เค้าบ่นพึมพำ “คนหมดสติ กล้ามเนื้อจะคลายตัว ลิ้นอาจจะตกไปอุดหลอดลมได้ ต้องเคลียร์ก่อน ต้องยกกระดูกขากรรไกรล่างขึ้น ให้ทางเดินลมหายใจไม่อุดตัน” เค้าบ่นพึมพำต่อ วาสนาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นได้ แต่เธอยังมีลมหายใจอยู่ เค้านึกถึงตอนที่เรียนอยู่ แต่ว่าตอนนั้นความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนนี้ “ต้องผายปอดแล้ว” หมอเปรื่องยังบ่นพึมพำ “ขฮโทษนะ” เค้าพูดกับวาสนาเหมือนกับว่าเธอรู้สึกตัว แต่เค้าก็รู้สึกสับสนนิด ๆ จึงพูดไว้ก่อน ถ้าในฐานะของหมอเค้าจะไม่รู้สึกอะไรแน่นอน แต่ตอนนี้ในใจของเค้ามีความรักใคร่ชอบพอเกิดขึ้น เค้าจึงรู้สึกได้ถึงความเขินอายในตนเอง เค้าใช้มือบีบจมูกของวาสนา ให้ปิดสนิท จากนั้นเค้าก็สูดลมหายใจให้เต็มปอดของเค้า เพื่อให้มีออกซิเจนในลมหายใจมากขึ้น แล้วประกบปากต่อปาก ตาของเค้ามองที่อกของวาสนาเพี่อดูว่ามีความเปลี่ยนแปลงจากนี้หรือเปล่า แล้วก็ปรากฏว่าหน้าอกของวาสนาเริ่มมีอาการกระเพื่อมตอบสนองการปฐมพยาบาลนั้น แล้วเค้าก็ทำอย่างนั้นอีกหลายครั้ง ในที่สุด วาสนาก็ฟื้นขึ้น หมอเปรื่องยิ้มออกมาทันที “เป็นไงมั่ง” ประโยคแรกที่เค้าถามวาสนาหลังจากที่เธอรู้สึกตัว ทั้งสองคนนั่งพักอยู่ที่ริมแม่น้ำนั้นจนพระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้า
ทั้งสองคนยังอยู่ที่จุดเดิม มีกองไฟกองหนึ่ง กับเสื้อผ้าที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้รับไอร้อนจากกองไฟนั้น “คุณก็เก่งเหมือนกันนะ หาฟืนแห้งมาได้ไง” วานาที่อาการเริ่มดีขึ้นบ้างพูดขึ้น หลังจากที่หมอเปรื่องหอบฟืนกองใหญ่เดินเข้ามา “อาการคุณเป็นไงมั่ง” หมอเปรื่องถามวาสนาขณะที่วางกองฟืนลง “ชั้นโอเคแล้ว ขอบคุณนะที่ช่วยชั้น” วาสนาตอบ “ผมยังไม่เคยใช้วิธีปฐมพยาบาลแบบนี้ที่ไหนเลย คุณเป็นเคสแรกนะ” หมอเปรื่องตอบแล้วมองตาของวาสนา เธอจึงยิ้มเล็กน้อยผสมกับความเขินก็เกิดขึ้นมาอีกครั้ง “หมอมีแฟนมั๊ย” วาสนาถามแบบว่าชั้นไม่อยากรู้หรอก แต่ว่าบอกมาก็ดี “ไม่มีครับ” หมอเปรื่องตอบเหมือนกับจะบอกว่า หัวใจเค้าตอนนี้ยังว่าง และมันกำลังเปิดรับเธออยู่ แล้วเค้าก็มองตาของวาสนา แล้วพูดต่อ “ผมไม่รู้ว่าชีวิตครอบครัวมันจะมีความสุขมั๊ย หรือว่ามันจะยากลำบากยังไง ผมก็เลยยังกลัว ๆ ความรักอยู่” วาสนายิ้มมองตาหมอเปรื่อง แล้วพูด “งั้นคุณก็ไม่คิดจะมีแฟนแล้วใช่มั๊ย” วาสนาเป็นคนพูดตรง ๆ อย่างนี้เสมอ ทำให้หมอเปรื่องรู้สึกเขินขึ้นมาทันที “เออ .. คือว่า ก็อยากมีอยู่เหมือนกัน ถ้ามีใครซักคนที่เข้าใจผม และพร้อมจะเดินไปด้วยกัน” วาสนอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่เพิงที่หมอเปรื่องทำไว้พักแรมในคืนนี้
คืนนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่งทำให้มองเห็นดวงดาวต่าง ๆ สว่างไสว หมอเปรื่องกำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วก็หันมามองที่วาสนา เค้าเห็นเธอหน้าแดงมากแล้วเธอก็ล้มลงจากท่านั่ง เค้าจึงรู้ทันทีว่าเธอกำลังเป็นอะไรซักอย่างแน่ จึงรีบเข้าไปอุ้มวาสนาอีกครั้ง ตัวของเธอร้อนจี๋ “ดีนะ ที่ผมมียาพกติดมาด้วย” แล้วเค้าก็ป้อนยาลดไข้ให้วาสนา “ชั้นหนาว หมอชั้นหนาว” วาสนาคงจะแพ้พิษไข้จึงเพ้อออกมา หมอเปรื่องจึงใช้แขนของเค้าโอบกอดเธอไว้ ซักพักวาสนาก็หลับไป แต่ว่าหมอเปรื่องยังคงกอดเธอไว้อย่างนั้นจนกระทั่งเช้าวันต่อมา
หลังจากที่วาสนาเริ่มสร่างไข้แล้ว เธอก็เดินไปริมแม่น้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ขณะนั้นหมอเปรื่องก็พูดขึ้น “น้อยหน่า เราต้องพักที่นี่อีกคืน คุณพิ่ง หายไข้ ผมไม่อยากให้เราต้องเดินทางไกล ๆ” แต่วาสนาพูดขึ้น “ไม่ได้เปรื่อง คุณก็รู้นี่ การรบแบบกองโจร เราจะอยู่ที่ใดเกิน 24 ชั่วโมงไม่ได้ คุณลืมที่หัวหน้าบอกรึ” “คุณยังไม่แข็งแรงนะ ถ้าออกเดินทางเราก็ไปไหนได้ไม่ไกลหรอก เอ่อ...” หมอเปรื่องหยุดพูดเพราะวาสนาเธอล้างหน้าเสร็จแล้วและกำลังเดินตรงมาหาเค้า “น้อยหน้า คุณสวยมาก” เค้านึกในใจ แล้วเค้าก็ได้แต่จ้องหน้าวาสนาอยู่อย่างนั้น “แล้วไง ทำไมไม่พูดต่อ” วาสนาจสงสัยจึงถาม “วาสนาคุณเป็นผู้หญิงที่เพอร์เฟ็คมาก” แล้วเค้าก็นึกในใจอีก “แต่เสียอย่างเดียว ผมไม่รู้ว่าคุณจะมีใจให้ผมแค่ไหน” ความรู้สึกจิ๊ด ๆ เกิดขึ้นกับหมอเปรื่องแล้วเค้าก็พูดต่อ “น้อยหน่าถ้าคุณมีอาการไข้ขึ้นอีกมันจะยิ่งแย่นะ” “ขอบคุณนะ ชั้นอบอุ่นและหลับสบายมากเมื่อคืน” พูดมาถึงตรงนี้วาสนาก็มองไปที่หมอเปรื่อง แล้วเธอก็ต้องรู้สึกเขินอย่างแรง เมื่อเห็นว่าหมอเปรื่องกำลังมองเธออยู่เช่นกัน เธอจึงรีบหลบตาแล้วก็เดินไปที่เพิงแล้วพูด “แล้วแต่คุณแล้วกัน” หมอเปรื่องนั้นรู้ดีว่า หลักการของหัวหน้าเป็นหลักการเอาตัวรอดจากหน่วยลาดตะเวนของรัฐบาล ซึ่งไม่มีใครในฝ่ายต่อต้านไม่เคยศึกษาเรื่องนี้ แต่ว่าเค้ารู้สึกมีความสุข เมื่อได้อยู่ใกล้วาสนา เค้าอยากหยุดเวลานี้ไว้ให้นานที่สุด ทั้งสองคนใช้ชีวิตที่นั่นอยู่ถึงห้าวัน ทั้งคู่มีความสุขมาก เพราะแต่ละคนได้หลุดจากภาระหน้าที่ของแต่ละคน แล้วมาใช้ชีวิตร่วมกัน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นสามีภภรรยากัน แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกว่านี่แหละ คือ ชีวิตคู่
ณ กองบัญชาการกองพันที่ 10 “ผู้กอง คุณคิดมั่งมั๊ย ทำไมคุณต้องมาออกสนามอย่างนี้ แทนที่จะได้นั่งทำงานในห้องแอร์ในเมืองใหญ่ ๆ” ผู้พันผู้คุมกองร้อยที่ ผู้กองจรัลรับตำแหน่งอยู่พูดกับเขา “ผมทำหน้าที่ตามผู้บังคับบัญชาสั่งอย่างดีที่สุดครับ เรื่องงานหนักงานเบาผมไม่เคยคิดครับ” เค้าตอบตามที่เค้ายึดมั่นอยู่เสมอในการรทำงาน “ก็ดี แต่ถ้าอยากเข้าไปทำงานในเมืองก็บอกผมได้นะ แต่ว่าต้องใช้เงินนิดหน่อย ถ้าคุณสนใจก็มาหาผม ไปได้” ผู้พันผู้กินหัวคิวค่าตำแหน่งในกองทัพพยายามยื่นข้อเสนอให้กับผู้กองจรัล แต่ว่าเค้าเป็นคนตรงไม่ชอบเรื่องพวกนี้ เค้าจึงไม่สนใจข้อเสนอนั้น “ครับ” แล้วผู้กองจรัลก็เดินออกจากห้องทำงานของผู้พันนั้น
ณ กองร้อยลาดตะเวนที่ 37 ผู้กองจรัลกำลังสั่งการทหารของตน “ผู้หมวด คุณส่งคนไปลาดตะเวนตามริมแม่น้ำมั่งหรือเปล่า” “ยังไม่เคยครับ เพราะว่า จากแหล่งข่าว ทำให้เรารู้ว่าฝ่ายต่อต้านไม่เคยโผล่ไปแถวนั้นเลยครัย ซึ่งมันก็สอดคล้องกับทฤษฎีที่ว่า ผู้หลบซ่อนมักไม่ปรากฏตัวในที่เปิดเผย” ผู้หมวดซึ่งเป็นรองผู้บัญชากองร้อยตอบ “คุณอ่านตำรามากไปแล้ว ความจริงกับทฤษฎีมันมักจะมีข้อแตกต่างกันอยู่ เอางี้ ตั้งแต่พรุ่งนี้คุณจัดคนไปลาดตะเวนที่ริมแม่น้ำอีกเส้นทางแล้วกัน ตามนั้น” ผู้กองจรัลสั่งการ “ครับ” ผู้หมวดรับคำสั่งแล้วเดินออกจากเต้นท์ไป
ณ ริมแม่น้ำที่ทั้งหมอเปรื่องกับวาสนาพักอยู่ “หยุด นี่คือกองลาดตะเวนหมวด 1 กองร้อยลาดตะเวนที่ 37 ผมขอตรวจค้นด้วย” หัวหน้าหมู่ลาดตะเวนพูดกับทั้งสองคน แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครพูดอะไร เสียงปืนก็ดังขึ้นแล้วพลทหารนายหนึ่งก็ล้มลง ทั้งสองคนจึงหันไปที่เสียงปืนนั้น แล้ววาสนาก็ต้องอุทานออกมา เบา ๆ “พ่อ” แล้วกองกำลังอีกกองก็ปรากฏตัว พร้อมระดมยิงใส่กองลาดตะเวนฝ่ายรัฐบาล แล้วการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายก็ดำเนินไป หัวหน้าใช้กำลังโอบล้อมหน่วยลาดตะเวนไว้ ทำให้หน่วยลาดตะเวนตกอยู่ในวงล้อมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ในที่สุดทหารทั้งหน่วยก็เสียชีวิตหมด แล้วหัวหน้าก็เดินเข้ามาหาวาสนา “เป็นอะไรมั๊ย” เค้าพูดขึ้น “ไม่เป็นไรค่ะหัวหน้า” วาสนาตอบ “ถอนกำลัง พบกันที่เป้าหมาย” หัวหน้าก็ออกคำสั่งให้ทุกคนสลายตัวไปเพื่อไปรวมพลกันที่เขาใหญ่
ระหว่างที่ทั้งหมดกำลังเดินทางไปเขาใหญ่ หัวหน้า วาสนา หมอเปรื่อง กับกองกำลังอีกห้าคน เดินทางไปในทางเดียวกัน ส่วนกองกำลังที่เหลือก็แยกย้ายกันเดินทางเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต “ทำไมคุณไม่เรียกพ่อล่ะ” หมอเปรื่องพูดขึ้นขณะที่เค้ากับวาสนาเดินอยู่รั้งมาทางท้ายแถว “พ่อไม่ให้เรียกอย่างนั้น เพราะมันเป็นอันตรายทั้งชั้นแล้วก็พ่อด้วย” วาสนาตอบ “ผมอยู่ที่นี่มาก็นานแล้ว พูดตรง ๆ ยังไม่รู้เลยว่าพ่อคุณชื่ออะไร” หมอเปรื่องถามวาสนา “ไม่มีใครรู้ชื่อพ่อหรอก พ่อบอกว่าพ่อต้องไม่มีตัวตน ฝ่ายตรงข้ามจะได้ไม่รู้ว่าใครเป็นหัวหน้า” วาสนาตอบและมองหน้าหมอเปรื่องแล้วก็พูดต่อ “ขอบคุณนะ ที่ช่วยชั้นคืนนั้น” “เอ่อ มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว...” ในใจหมอเปรื่องนั้นอยากจะพูดให้มากกว่านี้ แต่ไม่รู้อะไรทำให้เค้าพูดต่อไปไม่ได้ เค้าไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่
หลายปีก่อน ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง เค้ากับอรวรรณ กำลังมีความสุขกับสายลม แสงแดด หลังการสอบภาคปลายในปีสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาแพทย์ “ผมรักคุณนะ ถ้าเราเรียนจบผมวางแผนอนาคตไว้แล้ว ผมก็จะเก็บเงินแต่งงาน แล้วเราก็จะสร้างครอบครัวเล็ก ๆ มีลูกซักสองคน” อรวรรณพูดตัดบทขึ้น “นี่ เธอฝันไปไกลนะ ไม่รู้ว่าเรียนจบแล้ว ไปเจอคนอีกมากมาย คุณอาจจะลืมชั้นก็ได้” “ไม่มีทาง ผมมีใจเดียวครับ วรรณ ผมรักคุณนะ แต่ว่าฐานะผมไม่ใช่คนรวย แต่ว่ารักใครก็รักจริง” ทั้งสองคนมองตากัน แล้วเค้าก็ดึงอรวรรณเข้ามาในอ้อมแขน อรวรรณก็ซบที่อกของหมอเปรื่อง เขารู้สึกมีความสุขมากที่ผู้หญิงคนหนึ่งยอมที่จะรักเค้า มันรู้สึกเป็นสุขจริง ๆ
ขณะที่หมอเปรื่องกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ เสียงปืนก็หยุดการเดินทางของพวกเค้า “เราโดนโจมตี เข้าที่กำบัง” หัวหน้าสั่งการทันที ทุกคนจึงวิ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่เพื่อหลบการโจมตี หมอเปรื่องกับวาสนาวิ่งไปหลบที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ “ไม่ต้องห่วง พ่อรู้ว่าพวกที่โจมตีมีกี่คน” วาสนาพูดกับหมอเปรื่อง “เค้ารู้ได้ยังไง” หมอเปรื่องสงสัย “พ่อฟังเสียงปืนออก” ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันนั้น ทหารฝ่ายรัฐบาลที่เข้ามาโจมตีสองคนกำลังวิ่งและหลบหลังต้นไม้สลับกัน และเข้ามาทางด้านหลังของทั้งสองคน “พวกมันมีแปดคน เก็บให้หมด” หัวหน้าสั่ง กองกำลังของฝ่ายต่อต้านนั้นเป็นผู้ชำนาญพื้นที่มากกว่า พวกเค้าจึงรู้ทางหลบหลีกแล้วเข้าตี ในที่สุดทหารแปดคนก็เสียชีวิตหมด แต่ว่ายังมีอีกสองคนกำลังเข้ามาใกล้วาสนากับหมอเปรื่อง หลังจากที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยแล้ว ทั้งหมดก็ออกจากที่กำบัง แต่พอวาสนาลุกขึ้นยืน เสียงปืนก็ดังขึ้น “เฮ้ย ยังมีอีกสองคน ปืนทุกกระบอกของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็หันไปยิงทหารทั้งสองคนทันทีหลังจากทหารทั้งสองคนล้มลง สายตาทุกคนก็มองมาที่หมอเปรื่องซึ่งน้ำตาคลออยู่ เค้ากำลังประคองร่างไร้วิญญาณของวาสนา ซึ่งถูกยิงที่ศีรษะเธอจึงเสียชีวิตทันที หัวหน้าเดินเข้ามา เค้าไม่มีอาการสะทกสะท้านใด ๆ แล้วพูดขึ้น “ไปดีนะ วาสนา พวกเราจะสานต่ออุดมการณ์ต่อไป” หมอเปรื่องจึงพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ “นี่เธอเป็นลูกคุณนะหัวหน้า” “นั่นเป็นแค่การเริ่มต้นของชีวิตเท่านั้น วาสนาเธอต้องภูมิใจที่เธอสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเธอ และอุดมการณ์เดียวกันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญของพวกเราทุกคนเช่นกัน ผมจะยึดติดกับเรื่องครอบครัวไม่ได้ คุณช่วยจัดการศพเธอด้วยนะ ขอบคุณ” หลังจากหมอเปรื่องฝังศพของวาสนาแล้ว ความรู้สึกหวิว ๆ ในใจก็เกิดขึ้นกับเค้าอีกครั้ง
ดวงจิตของวาสนา ซี่งยังมีโลภะ โทสะ โมหะ จึงกลายเป็นคลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ยังไม่อาจดับลง เธอรู้สึกว่าความเป็นเธอยังมีอยู่ และตอนนี้กำลังลอยออกไปสู่อวกาศ เหนือดาวราหู และเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีจุดหมาย แล้วเธอก็สัมผัสได้ถึงหลุมขนาดมหึมาในอวกาศ เธอรู้สึกว่าเธอกำลังถูกดูดเข้าไปในหลุมนั้น แล้วเธอก็หมดความรู้สึก
เธอรู้สึกตัวอีกครั้งว่ามีสายน้ำไหลวนรอบตัวเธอ และอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร และนานเท่าใด จนกระทั่งรู้สึกว่าเธอไหลไปตามสายน้ำนั้น แล้วอากาศเย็นก็เกิดขึ้นจนเธอรู้สึกแสบไปทั้งตัว เธอจึงร้องออกมาอย่างสุดเสียง
ณ ห้องพักผู้ป่วยหลังคลอด หุ่นยนต์พยาบาลเข้ามาสอบถามข้อมูลคุณแม่คนใหม่ เธอจึงตอบไปว่า “ให้ชื่ออมรวรรณค่ะ” หุ่นยนต์ตัวนั้นจึงรายงานว่า “มนุษย์คนที่ 87,453,891,715 เกิดมาสมบูรณ์ทุกประการ” จากนั้นหุ่นยนต์ก็รายงานสภาพของเด็กให้คุณแม่ฟัง แล้วจึงออกจากห้องพักไป
อมรวรรณเป็นเด็กแข็งแรง เธอเป็นเด็กที่ชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไกเป็นพิเศษ แล้วเธอก็ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเดียวกับเพื่อนสนิทชื่อ เอมอร และชัยชาญ หลังจากเรียนจบแล้ว เธอก็ได้ทำงานในสถาบันการบินแห่งโลก แล้วไม่นานเธอก็อกหักเพราะชัยชาญกับเอมอรได้เข้าสู่ประตูวิวาห์ แม้จะทำใจได้ แต่ก็ยังเป็นความหลังที่ฝังใจเธอเสมอมา
ณ โลกของเรา ที่บ้านชูเดช เค้าเริ่มนั่งสมาธิก่อนนอนเหมือนเคย แล้วนิมิตนึงก็เกิดขึ้น
ณ ระบบสุริยะอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายพันล้านปีแสง ยังมีดาวอีกดวงหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนโลกของเราแต่อยู่ในยุคโบราณกาล ณ วังของเจ้าแสนคำ “พวกเจ้าตรองให้ข้าด้วย ข้าสุบินเยี่ยงนี้”
ภายในเมืองแสน ของเจ้าแสนคำ ย่านตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน ร้านขายเนื้อแพะร้านหนึ่ง บริเวณหลังร้านขายเนื้อแพะของพ่อค้าแพะ “ตัวแรกร้อยละ 5 ตัวต่อ ๆ ไป ข้าให้ร้อยละ 10 เลย ท่านปราชญ์คิดว่ายังไงครับ” พ่อค้าแพะยื่นข้อเสนอให้กับปาริชากะ “ข้าว่ามันน้อยไปหน่อยนะ เจ้าลืมแล้วรึว่าข้าเป็นปราชญ์หลวงของเจ้าแสนคำ ก่อนที่เจ้าจะเข้ามาเป็นคนขายแพะในเมือง เจ้าก็แค่คนเลี้ยงแพะในชนบทเท่านั้น ข้าเป็นคนให้เจ้าได้เข้ามาขายแพะสังเวยในเมืองนี้ เจ้าตอบแทนข้าแค่นี้หรือ
คนขายเนื้อแพะจึงหวนนึกถึงความหลังขึ้นมาทันที เมื่อหลายปีก่อน ณ ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ ขณะที่คนขายเนื้อแพะกำลังพาฝูงแพะของเขาออกมากินหญ้าบนทุ่งกว้างนั้น ปราชญ์ปาริชากะ กำลังเดินทางกลับจากไปถวายงานเจ้าแสนคำ เมื่อได้พบคนเลี้ยงแพะ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัวของปาริชากะ เขาจึงพูดกับคนเลี้ยงแพะ “แพะของเจ้าข้าขอซื้อทั้งหมดได้หรือไม่” คนเลี้ยงแพะจึงตอบ “ข้าขายให้ท่านหมดไม่ได้หรอก” ปาริชากะจึงถามต่อ “เหตุใดข้าจะซื้อแพะของเจ้าหมดไม่ได้ เจ้ากลัวข้าไม่จ่ายหรือ เจ้ารู้หรือไม่ข้าเป็นใคร” คนขายเนื้อแพะจึงตอบ “ข้าไม่รู้ท่านเป็นใคร แต่หากท่านซื้อทั้งหมดแล้ว ข้าก็ไม่มีแพะรุ่นใหม่ๆ มาเลี้ยง ข้าจะเอาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาผสมกับลูกของพวกมันไม่ได้ แล้วลูกของพวกมันก็จะผสมพันธุ์กันเองก็ไม่ได้ ข้าต้องมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มากกว่าสองคู่ไว้” ปาริชากะจึงพูดขึ้น “เจ้านี่ช่ำชองเรื่องแพะยิ่ง ข้าเป็นปราชญ์หลวงแห่งเจ้าแสนคำ ข้าจะให้เจ้าเข้าไปในเมืองขายแพะของเจ้า แต่ว่าแพะทุกตัวที่เจ้าขายเจ้าต้องจ่ายให้ข้าร้อยละ 3 ตามราคาของมัน เจ้าจะเอาหรือไม่” คนเลี้ยงแพะจึงตกลงตามที่ปาริชากะเสนอ
กลับมาที่ร้านขายแพะตอนนี้ ปาริชากะพูดขึ้น “เมื่อข้าเป็นคนกำหนดจำนวนแพะที่จะบูชายัญได้ ข้าย่อมมีอำนาจการตัดสินใจซื้อ แต่เจ้าดูที่เจ้าเสนอมา ลองคิดให้ดี ๆ นะ ถ้าข้าเปลี่ยนจากแพะไปเป็นไก่หรือเป็ด เจ้าจะขายแพะของเจ้าได้กี่ตัว” ปาริชากะต้องการจะได้มากกว่านั้น จึงพูดในเชิงขู่พ่อค้าแพะไป พ่อค้าแพะจึงต้องเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ “ขอท่านปราชญ์ได้โปรดเห็นใจข้าด้วย ช่วงนี้อาหารสัตว์ก็แพงขึ้น เอางี้ข้าให้ท่านร้อยละ 15 แล้วกันสำหรับตัวที่สองและตัวต่อ ๆ ไป” ปาริชากะจึงถามกลับ “หมายความว่ายังไง” พ่อค้าแพะจึงตอบ “ตัวแรกข้าให้ท่านร้อยละ 10 ถ้าท่านสั่งให้มีการบูชายัญสองตัว ตัวที่สองนี้ข้าให้ท่านร้อยละ 15 ท่านปราชญ์เห็นควรเยี่ยงไร” ปาริชากะจึงยื่นข้อเสนอของตนบ้าง “ข้าว่าเจ้าคงยังไม่เข้าใจเป็นแน่ เมื่อเจ้ายังไม่เข้าใจ ข้าจะเสนอให้เจ้าอย่างนี้ ตัวแรกร้อยละ 15 ตัวต่อ ๆ ไป เพิ่มจากตัวแรกตัวละ 5 หมายถึงว่า ตัวที่สอง 20 ตัวที่สาม 25 ตัวที่สี่ 30 เจ้ารับได้หรือไม่ แต่ข้าคงไม่ทำนายให้พวกชาวบ้านทั่วไปบูชายัญมากกว่านี้ได้” พ่อค้าแพะนั้นต้องอาศัยคำทำนายของปราชญ์ฝ่ายนิละซึ่งเป็นปราชญ์ฝ่ายดำเพื่อที่ตนจะได้ขายแพะของตนให้กับพวกที่ต้องบูชายัญ เขาจึงต้องตัดใจยอมรับข้อเสนอนี้ในที่สุด แต่ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่าบทสนทนาทั้งหมดมีคนได้ยินเช่นกัน ผู้นั้นคือ ปราชญ์ชนะกะเขาเป็นลูกศิษย์ของปราชญ์อรชุนซึ่งเป็นปราชญ์ฝ่ายขาว และตอนนั้นเขายืนอยู่ภายในร้านนั้น แล้วนิมิตนั้นก็หายไป ชูเดชจึงตั้งสติกลับมาที่ลมอีกครั้ง แล้วก็เข้าสู่ภวังค์ต่อ
ณ วังของเจ้าแสนคำ “ขอเดชะ ท่านเจ้าต้องบูชายํญแพะ 500 ตัวแด่เทพแห่งไฟ เพื่อล้างเคราะห์กรรมจากพระสุบิณครั้งนี้” ปาริชากะบอกวิธีแก้ฝันร้ายที่เจ้าแสนคำให้ทำนายความฝัน “มันรุนแรงเยี่ยงนั้นเลยรึท่านปราชญ์ มีทางอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่” เจ้าแสนคำนั้นในส่วนลึกของจิตยังมีความเมตตาต่อสัตว์อยู่จึงถามหาวิธีอื่นที่ดีกว่าการบูชายํญ “ท่านเจ้าสุบินเห็นไฟไหม้ในตลาด ย่อมบอกถึงว่า เทพแห่งไฟกำลังต้องการให้ท่านเจ้าทำพิธีบูชายํญ เยี่ยงนี้จะเป็นพิธีอื่นไปมิได้ ขอให้ท่านเจ้าบัญชาให้ทำพิธีบูชายํญเถิด” แม้เจ้าแสนคำจะรู้ดีว่าสิ่งที่ตนฝันนั้นมันก็เป็นแค่ความฝัน แต่ว่าเมื่อมีนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญพยากรณ์ไว้ดังนี้ การที่จะบอกปัดใด ย่อมเกิดความไม่สบายใจต่อไปอีกจึงสั่งให้ทหารไปเตรียมการ
ณ สำนักของปราชญ์อรชุน “เอาอีกแล้ว พวกนิละกระทำมิจฉาทิฏฐิอีกแล้ว” ปราชญ์อรชุนพูดขึ้นหลังจากรู้เรื่องที่เจ้าแสนคำจะทำพิธีบูชายัญ และยังได้ฟ้งเรื่องราวที่ปราชญ์ชนะกะได้ยินมา “ท่านอาจารย์จะทำอย่างไรขอรับ นับวันมันยิ่งเพิ่มการฆ่ามากขึ้น ปาริชากะมันได้ประโยชน์จากการฆ่าแพะ มันต้องคิดแต่ผลกำไรที่จะได้เพียงนั้น” อรชุนจึงพูดขึ้น “การฆ่าเป็นการทารุณ ทำลายความผาสุขของสิ่งมีชีวิต การละเว้นการฆ่า เป็นการไม่เบียดเบียนกัน นำมาซึ่งความสุข ถ้ามนุษย์ยังฆ่าสัตว์อื่นเป็นว่าเล่น มนุษย์ก็จะฆ่ากันเองได้ต่อไป” “แล้วเราจะหยุดการนี้อย่างไรขอรับ” ชนะกะถาม ปราชญ์อรชุนจึงตอบ “เราต้องรีบเข้าเฝ้าท่านเจ้าแสนคำ”
ณ ท้องพระโรงของท่านเจ้าแสนคำ “สัตว์ที่ถูกบูชายัญพวกนี้หาใช่เหตุที่ก่อเกิดพระสุบิณของพระองค์ ในพระสุบิณเรื่องไฟไหม้นั้น เป็นอนาคตังสญาณของท่านเจ้าเอง เป็นการเตือนให้ระวังไฟ วันที่ท่านเจ้าเสด็จไปที่ตลาด ท่านเจ้าได้ตรัสว่าตลาดนี้ช่องทางคับแคบ หากไฟไหม้จะลามไปง่ายยิ่ง แล้วพระองค์ก็เก็บมาอยู่ในพระสุบิณ” เจ้าแสนคำจึงพูดขึ้น “เราก็เห็นตามปราชญ์อรชุนเช่นกัน” และเหตุการณ์นี้ก็ทำความสูญเสียแก่ปาริชากะอย่างมาก ทำให้ความโกรธแค้นที่เคยมีอยู่แล้ว ได้เพิ่มเข้ามาแก่ปาริชากะรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ณ บ้านของ ปาริชากะ “เจ้าอรชุมมันมีน้องสาวชื่อ อรภา เจ้าต้องทำให้นางเป็นกาลกิณีให้ได้” ปาริชากะสั่งลูกศิษย์ของเขา ให้หาวิธีทำให้ อรภา ต้องถูกบูชายัญ “อาจารย์ โบราณท่านว่า บ้านผู้ใดเกิดมีงูมาตายในบ้าน หญิงในบ้านนั้นจักเป็นกาลกิณี ท่านเห็นควรเยี่ยงไร” ลูกศิษย์คนนึงเสนอแผนการขึ้น “ดีมาก เมื่อเป็นเยี่ยงนี้ พวกเจ้าไปทำให้บ้านของอรชุนเป็นบ้านที่มีหญิงกาลกิณีเถิด” แล้วศิษย์ผู้พี่ก็พาศิษย์ผู้น้องเดินอออกมาจากบ้านของปาริชากะ
ระหว่างทางเดิน “ท่านพี่ ท่านจะทำการเยี่ยงไร จะให้งูไปตายบ้านปราชญ์อรชุนเช่นไร” ศิษย์ผู้พี่จึงยิ้มแล้วพูด “ว่านหางแดง มีสรรพคุณในทางยา และมีสรรพคุณในทางพิษ เนื้อว่านจะส่งกลิ่นให้งูเข้ามากินว่านนี้ แม้นเมื่องูนี้กินแล้วไซร้ มันย่อมดับชีวา” “ข้าไม่เคยได้ยินเลย ท่านพี่รู้มากจริง” ศิษย์ผู้น้องชม แต่ศิษย์พี่ยังคิดอยู่ว่ามันชมจริงหรือไม่ “แต่ว่าข้าต้องมีแร่อับรังสืมาก่อน” ศิษย์พี่พูดถึงปัญหา “เหตุอันใดท่านพี่” ศิษย์น้องสงสัยจึงถาม “แร่อับรังสีมันจะห้ามมิให้สัตว์อื่นเข้ามากินก่อน ด้วยเหตุว่า ว่านหางแดงจะส่งรังสีของมันออกไปได้ไกลกว่า 10 โยชน์” ศิษย์พี่อธิบาย “ท่านพี่รู้มากจริง” ศิษย์น้องชมอีก “ข้ารู้วิชาเล่นแร่แปรธาตุมาจากเมืองวิด อาจารย์ใหญ่ของข้าคือพระยาธาตุ เรื่องเพียงแค่นี้ ข้าย่อมรู้” ศิษย์พี่บอก “ข้ายอมรับจริง ท่านพี่รู้มาก..” ศิษย์น้องยังพูดไม่จบ ศิษย์พี่ก็พูดตักไว้ก่อน “พอ เจ้ายอจนข้างงแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้ายอหรือด่าข้า”
เจ็ดวันต่อมา “นั่น เจ้าเห็นหรือไม่” เสียงชาวบ้านที่เดินสัญจรผ่านหน้าบ้านปราชญ์อรชุน จับกลุ่มคุยกันถึงซากงูที่อยู่ภายในบ้านของปราชญ์อรชุน “โบราณ...” “กาลกิณี..” “ผู้ใดฤา..” ทางฝั่งตรงข้ามบ้านปราชญ์อรชุม ศิษย์พี่กับศิษย์น้องยิ้มอย่างชอบใจ แล้วก็เรีบออกจากที่เกิดเหตุทันที
ณ วังของเจ้าแสนคำ “ขอเดชะ ท่านเจ้าคงรู้เรื่องกาลกิณีในเมืองแล้ว นางคนเดียวในบ้านปราชญ์อรชุนคือ อรภา ต้องบูชายัญนางให้เทพแห่งงูพระเจ้าค่ะ เพื่อให้ราษฎรของท่านเจ้ามิต้องหวาดกลัวเภทภัยอันจะมีขึ้นจากนางกาลกินี” ปราชญ์ปาริชากะ รีบทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่เจ้าแสนคำ หลังจากคาบข่าวซากงูในบ้านปราชญ์อรชุน ที่ชาวบ้านซึ่งตอนนี้คงรู้กันไปหมดทั้งเมืองแสนแล้ว ขณะนั้นปราชญ์อรชุนก็นั่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วย แล้วเค้าก็นึกในใจ “ข้าว่าพลังจิตข้าไวแล้ว ปากคนนี่ไวกว่าพลังจิตข้าซะอีก” แล้วเค้าก็พูดขึ้น “ขอเดชะ ท่านเจ้ารู้จักว่านหางแดงหรือไม่” เจ้าแสนคำส่ายหน้า แล้วปราชญ์อรชุนก็พูดต่อ “สรรพคุณว่านหางแดง เป็นยาฆ่าแมลงแลกำจัดวัชพืช เมื่อสัตว์ใดกินมันเข้าไปก็จะตายในพริบตา มันเป็นพืชล่าสัตว์ ด้วยว่า มันมีรังสีและกลิ่นที่เย้ายวนให้สัตว์หลงใหลและมากิน เมื่อสัตว์นั้นตายลง ก็จะเป็นดินให้มันงอกงามต่อไป พระเจ้าข้า” เจ้าแสนคำหันไปหาหมอยาอำมาตย์ “มันมีด้วยรึ ว่านเยี่ยงนี้” หมอยาอำมาตย์จึงพูด “ว่านหางแดงเป็นเยี่ยงนั้น พระเจ้าข้า” “แล้วเหตุใดบ้านท่านจึงปลูกว่านนั้นเล่า” เจ้าแสนคำสงสัยจึงถามปราชญ์อรชุน “ขอเดชะ บ้านกระหม่อมไม่ปลูกพืชพรรณเยี่ยงนั้นดอก น่าจะมีผู้ใคมาทิ้งไว้พระยะค่ะ” “เราว่าคงมีผู้ใดเผลอทิ้งไว้ที่บ้านท่านอรชุน วันนี้พอ ปิดราชการ” เหตุการณ์วันนั้นค่อนข้างตึงเครียด เพราะมันเป็นเรื่องความเป็นความตายของอรภา หากราษฎรทั้งเมืองแสนหวาดกลัวกาลกิณีแล้ว อรภา ต้องถูกบูชายํญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ณ บ้านของปราชญ์อรชุน อรภากำลังยืนอยู่หน้าระเบียงบ้านแล้วมองไปที่ท้องฟ้า “เจ้าคิดถึงท่านอยู่รึ” อรชุนเดินออกมาจากในบ้านแล้วถามน้องสาว “ไม่ดอกพี่ ท่านไหน” อรภาหลงกลตอบ “พี่รู้อยู่แล้ว ท่านเปรื่องท่านเป็นคนดี พี่จะตายใจยิ่ง หากเจ้าลงเอยกับท่านเปรื่อง” อรภาหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด “พี่ บ้าแล้ว ข้าไม่คุยด้วยแล้ว” แล้วเธอก็วิ่งเข้าไปในบ้าน อรชุนยืนมองท้องฟ้าเหมือนกับมองหาอะไรซักอย่าง ซึ่งนั่นคือ คลื่นพลังกิเลส แล้วเค้าก็พูดพึมพำออกมา “พวกเจ้าหายไปนานแล้วนะ ข้าว่ามาครานี้มันต้องร้ายแรงกว่าคราใดเป็นแน่ แต่ข้าจะไม่ยอมพวกเจ้า” แล้วเค้าก็เดินเข้าไปในบ้าน
หลายวันต่อมา ณ บ้านของปราชญ์ปาริชากะ “อาจารย์ ๆ เจ้าวิชิตพลแห่งนครทองคำมีพระบัญชาให้ยกทัพแล้ว” ศิษย์พี่รายงานข่าวที่มาจากตลาด “เจ้าว่าไงนะ ยกทัพแล้วรึ” ปาริชากะถามย้ำ “เจ้าวิชิตพล ทรงบัญชาไปว่าให้จัดทัพพลช้างสามสิบหมื่น พลม้าร้อยหมื่น พลราบสามร้อยหมื่น ไปเมืองสันติ ทรงตรัสว่าจักให้พวกนครสันติได้เห็นแสนยานุภาพแห่งพระองค์” ศิษย์พี่ให้รายละเอียด “เจ้ารู้มากเยี่ยงนี้ เจ้าอยู่ในทัพของเจ้าวิชิตพลด้วยฤา” ปาริชากะชมแต่เหมือนตำหนิ “เอ่อ ได้ยินมาจากตลาดขอรับอาจารย์” ศิษย์พี่รีบบอกที่มาของแหล่งข่าว
หลายปีก่อน ณ สำนักปราชญ์แห่งนครทองคำ “อรชุน เจ้าจงไปอยู่เมืองแสน ส่วนเจ้า ปาริชากะ เจ้าด้วย” อาจารย์ปราชญ์สุวรรณ ผู้ที่จะจัดวางตำแหน่งให้บรรดาปราชญ์ที่เข้ามาร่ำเรียนที่สำนักแห่งนี้ได้ออกไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ “อาจารย์ เหตุใดอรุชุนได้ตำแหน่งหัวหน้า ความจริงต้องเป็นข้า อรชุนได้คะแนนต่ำกว่าข้า เหตุใดมิให้ข้าเป็นหัวหน้าปราชญ์” ปาริชากะรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม “คุณธรรมของอรชุนดีกว่าเจ้า เจ้าคิดเยี่ยงไร” อาจารย์ปราชญ์สุวรรณตอบ ปาริชากะจึงพูดต่อไปไม่ได้ แล้วอาจารย์ปราชญ์สุวรรณก็พูดต่อ “เมืองแสน จะไม่มีหัวหน้าปราชญ์เป็นแน่ ข้ารู้ เจ้าแสนคำเจ้าองค์ใหม่แห่งเมืองแสน เป็นผู้มิเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ เจ้าทั้งสองคนไปทั่นั่น จบ” แล้วอาจารย์ปราชญ์สุวรรณก็หันมาทางปราชญ์เปรื่องแล้วพูดขึ้น “เปรื่อง เจ้าจงอยู่ที่นครแห่งทองคำนี้ จงรับใช้เจ้าวิชิตพลจนกว่าชีพจะหาไม่” “ขอรับ” ปราชญ์เปรื่องหนุ่มรูปงาม เป็นปราชญ์หนุ่มที่ผลการเรียนที่หนึ่งมาตลอดรับคำสั่งอาจารย์ บริเวณนอกห้อง อรภา ซึ่งวันนี้เธอต้องมารอพี่ชายเพื่อจะได้ออกเดินทางไปพร้อมกันยืนรออยู่นอกห้อง แต่สายตาเธอมองไปที่ปราชญ์เปรื่องอย่างปลื้มปีติ หลังจากอาจารย์ปราชญ์สุวรรณสั่งลูกศิษย์รุ่นนี้ครบทุกคนแล้ว ลูกศิษย์ทั้งหมดก็ออกมาจากห้องนั้น “ข้าเห็นกิริยาของเจ้า อร เจ้ามองท่านเปรื่อง ข้าเคยคิดไว้ว่า น้องเขยข้าจะเก่งกว่าข้ามิได้ แต่คนนี้ข้ายอมให้เจ้า” อรชุนพูดกับน้องสาวขณะเดินออกมาจากบ้านอาจารย์ปราชญ์สุวรรณ อรภาจึงทุบแขนพี่ชาย แล้วพูดขึ้น “บ้า พี่บ้า” อรชุนหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้หยอกน้องสาวครั้งแรกหลังจากที่พ่อแม่ของทั้งสองคนจากไป แล้วอรชุนก็ได้มาร่ำเรียนวิชาที่สำนักแห่งนี้จนสำเร็จ
กลับมาวันนี้ ณ บ้านของปราชญ์อรชุน “ทัพของเจ้าวิชิตพยิ่งใหญ่มาก เจ้าเห็นแสนยานุภาพหรือไม่ ข้าว่าไม่น่าทำให้ปฐพีแตกได้ดอก” อรชุนพูดกับศิษย์ผู้ชำนาญอนาคตังสญาณ “อาจารย์ แต่นิมิตบอกข้า ... แลข้าก็หวังเยี่ยงนั้น”
สามวันต่อมา เสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดกระจายมาจากทุกทิศทุกทางเคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว รังสีความร้อนละลายทุกสิ่งทุกอย่างบนปฐพี ไม่มีสิ่งใดเหลือ แผ่นดินแตกแยกออกจากกันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นดวงดาวทั้งดวงก็หายไปจากวงโคจร แล้วกลายเป็นดาวนิวตรอนที่มีมวลอัดแน่นซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่มากที่หมุนรอบตัวเอง 30 รอบต่อวินาที และในอวกาศบริเวณวงโคจรของดาวดวงนี้ก็เต็มไปด้วยกลุ่มเนบิล่าที่มีโครงสร้างเป็นก๊าซและฝุ่นมากมายของเปลือกชั้นนอกของดวงดาว กับดวงจิตของมนุษย์บนดวงดาวที่ล้มตาย ซึ่งดวงจิตเหล่านี้ได้แตกกระจัดกระจายไปในทุกทิศทางในอวกาศ พลังงานกิเลสที่มีอยู่บนดาวดวงนี้ก็เริ่มจับกันเป็นกลุ่มก้อนอีกครั้ง กลายเป็นคลื่นพลังกิเลสขนาดมหึมาลอยตัวอยู่ในอวกาศ
จิตของอรภาซึ่งยังมีโลภะ ก็กลายเป็นคลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ยังไม่อาจดับลง เธอรู้สึกว่าความเป็นเธอยังมีอยู่ และตอนนี้กำลังลอยออกไปสู่อวกาศ เหนือเส้นทางโคจรของดาวแห่งมหานครทองคำซึ่งขณะนี้แตกดับไปแล้ว และตอนนี้ความรู้สึกของอรภาคือเธอกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างไม่มีจุดหมาย แล้วเธอก็สัมผัสได้ถึงหลุมขนาดมหึมาในอวกาศ เธอรู้สึกว่าเธอกำลังถูกดูดเข้าไปในหลุมนั้น แล้วเธอก็หมดความรู้สึก
เธอรู้สึกตัวอีกครั้งว่ามีสายน้ำไหลวนรอบตัวเธอ และอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไร และนานเท่าใด จนกระทั่งรู้สึกว่าเธอไหลไปตามสายน้ำนั้น แล้วอากาศเย็นก็เกิดขึ้นจนเธอรู้สึกแสบไปทั้งตัว เธอจึงร้องออกมาอย่างสุดเสียง
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ป่าพนาสนธิ์ “ชั้นพยายามที่สุดแล้ว แต่ร่างกายนังส้มมันสู้ไม่ไหว ชั้นเสียใจมาก ชั้นช่วยเพื่อนไม่ได้” แล้ววิไลผู้เป็นหมอตำแยและเป็นเพื่อนสนิทของส้มหรือแม่ของวาสนาก็ร้องไห้ “ไม่เป็นไรวิ ส้มมันคงไปสบายแล้ว เราเสียภาษีให้รัฐบาลทุกปี แต่ถึงวันนี้ชาวบ้านอย่างเรายังไม่ได้รับบริการสาธารณสุขเท่าเทียมกับคนในเมืองเลย มันเป็นวัตถุนิยมคลั่งไคล้ที่นับวันจะมีแต่มากขึ้น ผมขอบคุณมาก ที่คุณมาช่วยทำคลอดให้” วิไลเริ่มคลายอาการเศร้าใจที่เกิดขึ้นแล้วพูด “ส้มมันเพื่อนชั้น ยังไงชั้นก็ต้องช่วย ว่าแต่ว่าเธอจะตั้งชื่อเด็กว่าอะไร” เค้านิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ “ชื่อวาสนา ชื่อเล่นก็น้อยหน่าแล้วกัน”
ณ โลกของเรา
“อันความฝัน พี่ก็ฝัน น้องก็ฝัน
ทุกทุกวัน เธอก็ฝัน ฉันก็ฝัน
ฝันกันไป ฝันกันมา ทุกทุกวัน
เธอจะฝัน หรืออยู่กับ ชีวิตจริง”
“มันจะใช้ได้เหรอ ข้าว่ามันทะแม่ง ๆ นะ” หลังจากลุงสอนอ่านกลอนที่ชูเดชแต่งให้แล้ว คอมเม้นท์ก็ตามมา “เอาเหอะลุง ผู้หญิงเค้าคงชอบของสวย ๆ งาม ๆ ถ้าพูดอย่างสละสลวย ป้าแมวต้องเห็นความจริงจนได้ แต่ตอนนี้ผมเข้าบ้านก่อนนะ” ชูเดชรีบขอตัวเข้าบ้าน “ตั้งแต่มีสาวมาอยู่ที่บ้านนี่ ไม่ค่อยอยู่นานเลยเนอะ” ลุงสอนแซวขณะที่ชูเดชกำลังจะเดินเข้าบ้าน พอชูเดชเข้าบ้าน “มาแล้ว ดีมากมาตรงเวลาดี” อมรวรรณพูดขึ้น แล้วจึงไปนำอาหารออกมาให้ “น้ำหนักผมต้องขึ้นแน่ คุณทำอาหารอร่อยมาก คุณทำได้ไง” ชูเดชถาม “ชั้นศึกษาข้อมูลบนโลกของคุณทางอินเตอร์เน็ตนั่นแหละ แต่ตินึดนึง เน็ตช้าโครต ๆ” ชูเดชหหัวเราะแล้วพูด “เราพัฒนาแล้ว แต่ได้แค่นี้แหละครับ” แล้วทั้งสองคนก็ไปที่โต๊ะอาหาร
คืนนั้นขณะที่ทั้งสองนั่งอยู่ที่ห้องรับแขก ซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องนอนชูเดชไปแล้ว ยานอวกาศอีกลำก็ปรากฏเหนือบ้านของชูเดช สัญญาณอุปกรณ์สื่อสารของอมรวรรณก็ดังขึ้น “เธอจึงเปิดจอโฮโลแกรมขึ้นทำการติดต่อทันที “ชั้น ดร.อมรวรรณ แห่งสถาบันการบินแห่งโลก” อมรวรรณพูด "ผม เรืออากาศโทชำนาญแห่งกองทัพอวกาศแห่งโลกครับ ผมมาพาคุณกลับ" อมรวรรณมองหน้าชูเดชนิดนึงก่อนตอบ "เอ่อ คุณรีบหรือเปล่า" หมวดชำนาญเริ่มงงว่าอมรวรรณจะพูดอะไรแต่เค้าก็ตอบไป "อ๋อ ไม่รีบครับ แต่ช้าไปก็ไม่ดี" "โอเค เอางี้ คุณจอดยานก่อนแล้วเรามาคุยกัน"
หลังจากหมวดชำนาญจอดยานแล้ว เค้าก็เดินเข้ามาในบ้านชูเดช “ด๊อกเตอร์ไม่ตอบ Email ผม ผมก็เลยกลัวว่าจะเกิดอันตราย เลยต้องรีบมาครับ บ้านโบราณมากนะครับค๊อกเตอร์ คุณอยู่ได้ไง โลเทคมาก" หมวดชำนาญบ่นโดยไม่รู้ว่านี่เป็นบ้านชูเดช "มันก็งี้แหละครับ ไฮเทคเกินมันก็ไม่คลาสสิค สวัสดีครับ" ชูเดชพูดตอบ แล้วอมรวรรณก็แนะนำ "นี่คุณชูเดช เจ้าของบ้านที่ชั้นอาศัย ตอนแรกชั้นก็รู้สึกอย่างนั้น แต่ความจริง ก็อย่างว่า มันคลาสสิคมาก ผู้หมวดอาจจะไม่เข้าใจก็ได้" หมวดชำนาญจึงพูด "ขอโทษด้วยครับ สวัสดีครับ และขอบคุณมากที่ให้ที่อาศัยกับ ด๊อกเตอร์" แล้วอมรวรรณก็พูดต่อ "ดีแล้ว ชั้นขอวางแผนเดินทางกลับก่อนนะคืนนี้ พวกคุณก็พักผ่อนกันก่อน" แล้วอมรวรรณก็ขึ้นไปนอน ปล่อยให้ชูเดชกับหมวดชำนาญนั่งอยู่ข้างล่างสองคน "คุณกินข้าวมารึยังครับ" ชูเดชถาม "เรียบร้อยแล้วครับ แต่ผมสงสัยทำไมต้องวางแผนการเดินทางกลับด้วย ด๊อกเตอร์คิดอะไร" หมวดชำนาญตอบแล้วถามด้วยความสงสัย "ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อารมณ์ผู้หญิงดูยาก ยากกว่าคลื่นลมในมหาสมุทร" หมวดชำนาญยิ้มก่อนจะพูด "อ๋อ รู้แล้ว เธอกำลังชอบคุณ" "หาอะไรนะ" ชูเดชถามอย่างดีใจและตกใจที่หมวดชำนาญรู้ได้ไงจึงถามต่อ "คุณรู้ได้ไง เธอแค่บอกว่าจะวางแผนเดินทางกลับแค่นั้น" หมวดชำนาญจึงอธิบาย "ถึงผมจะเดาอารมณ์ผู้หญิงไม่ออก แต่ผมกับด๊อกเตอร์เคยทำงานร่วมกันมาเป็นปี ด๊อกเตอร์เธอเก่ง แต่ถ้าเธอชอบใคร เธอจะอยากอยู่กับคนนั้นนาน ๆ ผมรู้เพราะเธอเคยเล่าเรื่องแฟนเก่าของเธอให้ผมฟัง คุณทำไงเธอถึงชอบคุณได้ ใช้ได้นะเนี่ยพ่อหนุ่ม" หมวดชำนาญแซวชูเดช แล้วทั้งสองคนก็เข้านอน แต่ชูเดชยังนอนไม่หลับ อาจจะเป็นเพราะได้รู้ว่า อมรวรรณคิดกับเค้ายังไง แต่ซักพักเค้าก็หลับไป แล้วความฝันหนึ่งก็เกิดขึ้นเมื่อชูเดชเข้าภวังค์แล้ว หลายปีก่อนในมหาวิทยาลัยที่ชูเดชศึกษาอยู่ ภายในห้องบรรยาย อาจารย์กำลังบรรยาย "นิโคลา เทสลา เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนากระแสไฟฟ้าสลับ ซึ่งปัจจุบันใช้ประโยชน์ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิคมากมาย..." พรพรรณ นักศึกษาดาวประจำมหาวิทยาลัยกระซิบกับเพื่อนสนิท "เป็นแค่นักฟุตบอล เธอพูดได้ไง เค้าอาจจะดังก็ได้นะ" วิชุดาเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ก็ตอบ "เธอมันสวยเลือกได้นี่ ตามใจอยากชอบก็ตามใจ" แล้วเสียงเตือนเลิกเรียนก็ดังขึ้น อาจารย์ในห้องบรรยายจึงพูดขึ้น "เอาล่ะ พวกเธอไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับ เทสลา กับเอดิสันนะว่ามีความเกี่ยวข้องกันยังไง ครั้งต่อไปผมจะให้ทุกคนออกมาพรีเซ้นท์" แล้วอาจารย์ก็เก็บของเดินออกจากห้องบรรยาย
ขณะที่ทั้งสองสาวเกำลังดินออกมาจากห้องบรรยายมาบริเวณอาคารคณะที่ชูเดชเรียนอยู่ ชูเดชก็กำลังเดินออกมาจากอาคารนั้นเช่นกัน "สวัสดี วันนี้ไม่เจอพรเลยตั้งแต่เช้า สบายดีนะ" เค้าทักก่อน พรพรรณนึกในใจ "นี่มันจีบแล้วเหรอ" แล้วเธอก็ตอบ "สบายดีไม่เจ็บไม่ไข้ แล้วเธอล่ะ" ชูเดชนึกในใจ "สวย ฉลาด น่ารัก ครบ" แล้วก็พูดขึ้น "จะสบายกว่านี้ถ้าได้ใกล้ ๆ พร" "อ๊วก" วิชุดาทำท่าจะอ๊วกแล้วพูด "วันนี้ก็ไม่ได้กินข้าวขาหมูนะ ทำไมรู้สึกเลี่ยน ๆ ก็ไม่รู้ ไปเถอะพร" แล้วทั้งสองสาวก็เดินจากไป ขณะที่ชูเดชกำลังจะเดินตามไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "เฮ้ย ชู ไปไหน อีกสิบนาทีลงซ้อมแล้ว อย่าสาย สายประจำ เดี๋ยวหลุดตำแหน่งตัวจริงแล้วอย่ามาโอดครวญนะ" โค้ชประจำมหาวิทยาลัยเรียกชูเดช เค้าจึงมองไปหาเจ้าของเสียงแล้วตอบ"ครับ" แต่ในใจขูเดชคิด "ฝากไว้ก่อนนะพร ซักวันเราคงมีเวลาให้กันและกัน" แล้วชูเดชก็วิ่งไปที่สนามซ้อมทันที แต่แล้ววความฝันหนึ่งก็เข้ามาอีก ภายในบาร์แห่งหนึ่งมีดนตรี มีแสงไฟระยิบระยับ แล้วเค้าก็เดินไปที่โต๊ะ 23 จากนั้นเค้าพูดขึ้นว่า “ไงเอม เกือบไม่ผ่านแล้ว ดีนะที่มาปรึกษาผมก่อน วันนี้ผมมาคิดค่าติวเตอร์นะ” แล้วเอมอรยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ ส่วนอมรวรรณนั้นสีหน้าไม่ค่อยดีแล้วพูดขึ้น “โอเค ชั้นคิดว่าชั้นควรตัดสินใจเหมือนกัน” เค้าจึงถามอมรวรรณ “ตัดสินใจอะไรเหรอ” “เรื่องของผู้หญิงน่ะ ไม่ต้องรู้ก็ได้” แล้วเค้าก็หลับลึกไม่มีความฝันอะไรทั้งคืน
เช้าวันต่อมาเป็นวันหยุด ชูเดชจึงอยู่บ้าน "คุณกำลังจะกลับแล้วใช่มั๊ย" เค้าถามอมรวรรณ "เอ่อ ค่ะ ขอบคุณนะที่ช่วยเหลือชั้นมาตลอด" อมรวรรณตอบแบบขัด ๆ นิดนึง "ไม่รู้ผมจะพูดยังไงดี ตอนคุณอยู่ทำไมผมรู้สึกมีความสุขมาก แล้วถ้าคุณไปแล้วความสุขที่เคยมีก็คงหายไป ทำไมผมรู้สึกอย่างนั้นก็ไม่รู้ เลยอยากขอบคุณนะ ที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา และคงไม่มีวันลืมช่วงเวลานั้นได้เลย" ชูเดชเผยความในใจ "คุณอาจจะไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ชั้นอยู่ที่นี่ ชั้นเริ่มลืมความผิดหวังเก่า ๆ ได้ตลอดเวลาเลย ชั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมมันเป็นอย่างนี้เหมือนกัน" อมรวรรณจึงเผยความในใจตอบ "ความรัก" เสียงของหมวดชำนาญดังขึ้นมาจากห้องน้ำ ทั้งสองคนมองตากัน "คุณไปเที่ยวโลกของชั้นมั๊ย" ชูเดชมองตาอมรวรรณก่อนตอบ "ผมคงไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอก กว่าจะไปกว่าจะกลับ" แล้วอมรวรรณก็ยิ้ม "เอางี้ ถ้าใช้เวลาแค่หนึ่งวินาทีแล้วได้ไปเที่ยวโลกของชั้นคุณจะไปมั๊ย" ชูเดชยังสงสัยอยู่จึงถาม "ยังไง" "เราจะไปเที่ยวโลกของชั้นกัน แล้วจากนั้นก็ย้อนเวลากลับมาที่เวลาหนึ่งวินาทีต่อจากนั้น เหมือนชั้นเคยบอกคุณแล้วนะว่ายานของชั้นมันย้อนเวลาได้ คุณว่างมั๊ยล่ะ หนึ่งวินาที" ชูเดชพยักหน้า อมรวรรณจึงพูดกับหมวดชำนาญซึ่งยังไม่ออกจากห้องน้ำ "ผู้หมวด ชั้นยืมยานของคุณแป๊ปนะ เดี๋ยวเอามาคืน" "ได้เลยครับด็อกเตอร์"
แล้วทั้งสองคนก็ใช้ยานของหมวดชำนาญออกเดินทางไปยังโลกของอมรวรรณ วินาทีต่อมาทั้งคู่ก็กลับมาที่เดิม "สุดยอด อร โลกของคุณล้ำมาก ๆ" ชูเดชพูดขึ้นแล้วมองตาอมรวรรณ "แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าเราไม่ได้อยู่กับคนที่เราชอบ เราอยู่กับคนที่ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น" อมรวรรณเห็นข้อเสียของคนบนโลกของเธอจึงตอบ "ในจักรวาลนี้มีทั้งความดีและความไม่ดี มีทั้งสุขและทุกข์ มันเป็นธรรมชาติ แล้วคุณตัดสินใจได้หรือยังว่าจะอยู่ที่โลกของใคร" ชูเดชถามเข้าประเด็น "คุณมีหน้าที่ของคุณ ชั้นก็มีหน้าที่ของชั้นตามนี้" อมรวรรณตอบด้วยใจที่สั่นไหว "ผมรู้สึกแย่จัง" ชูเดชตอบพร้อมกับมองตาอมรวรรณแล้วก็พูดต่อ "แต่ผมจะไม่ลืมคุณเลย" "ชั้นก็เช่นกัน" อมรวรรณจึงตอบ "ทำไมไม่เปิดช่องทางสื่อสารระหว่างกันล่ะ ผมเคยได้ยินด๊อกเตอร์พูดเรื่องนี้" หมวดชำนาญซึ่งตอนนี้ออกจากห้องน้ำแล้วพูดขึ้น "จริงซิ เราจะคุยกันได้ตลอดเวลาเลย แต่ขอเวลาหน่อย เพราะต้องส่งอุปกรณ์ทวนสัญญาณเข้าไปติดตั้งอยู่ในรูหนอนในอวกาศ ชั้นขอเวลานิดนึง" อมรวรรณมองตาชูเดชแล้วพูดต่อ "เอ่อ มันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะทำการทดลองอยู่อ่ะค่ะ ก่อนที่ชั้นจะมาพักร้อนนี้ ชั้นพักงานนี้ไว้ก่อน แล้วก็ลามาเที่ยว กลับไปนี่ชั้นจะลุยต่อให้จบ" ทั้งสองคนมองตากันหวานซึ้ง "ด๊อกเตอร์ พร้อมเดินทางหรือยังครับ" หมวดชำนาญจึงพูดขึ้น ซึ่งเสียงของเค้าทำให้ทั้งคู่รู้สึกเสียอารมณ์ทันที "โอเค ชั้นไปก่อนนะ อย่ารีบมีใครนะ รอชั้นก่อน" อมรวรรณพูดทิ้งท้าย หมวดชำนาญจึงเดินนำทั้งสองคนมาบริเวณที่จอดยาน "ยานกู้ชีพของชั้น ฝากคุณชูไว้ก่อนนะ" อมรวรรณพูดขึ้น แต่หมวดชำนาญนึกในใจ "หักอกเค้าแล้วยังฝากแผลไว้อีก" "ได้ครับ ผมจะคิดถึงคุณนะ อร" แล้วหมวดชำนาญกับอมรวรรณก็ขึ้นยานของหมวดชำนาญเพื่อเดินทางกลับโลกของอมรวรรณ ยานทั้งลำก็หายไปในพริบตา
หลังจากนั้นสองเดือน "คุณลองทำดูนะอร" ชูเดชกำลังคุยกับอมรวรรณทางโทรภาพสามมิติ "ชั้นลองแล้วนะ แต่ว่าชั้นมีแต่ความคิดวิ่งเข้ามาตลอดเลย" อมรวรรณตอบ "ไม่เป็นไร อันนี้เป็นธรรมดาของจิต แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องรู้ตัวว่าเรากำลังคิด เมื่อรู้แล้วเราก็ดึงกลับมาที่ลมหายใจ ผมก็เป็นอย่างนี้ ความชำนาญจะเกิดขึ้นจากการที่เราสามารถดึงความคิดนั้นกลับมาที่ลมนี่แหละ" ชูเดชอธิบายและให้กำลังใจ "จะ ชั้นจะพยายามนะ" โทรภาพก็ดับลง ชูเดชจจึงพูดขึ้น "ผมคิดถึงคุณนะ" อมรวรรณซึ่งอยู่บนโลกของเธอก็พูดขึ้น "ชั้นก็คิดถึงคุณเช่นกัน" เพราะเธอรู้ดีว่าชูเดชกำลังคิดอะไร นับแต่นั้นมาการติดต่อพูดคุยระหว่างชูเดชกับอมรวรรณก็เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำด้วยช่องทางการสื่อสารนั้น ความรักความผูกพันมันน่ารื่นรมย์มากสำหรับคนทั้งคู่ในตอนนี้
สมการนมุษย์
เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร เพราะมีสังขาร จึงมีวิญญาญ เพราะมีวิญญาญ จึงมีนามรูป เพราะมีนามรูป จึงมีสฬายตนะ เพราะมีสฬายตนะ จึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา เพราะมีเวทนา จึงมีตัฒหา เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทาน จึงมีภพ เพราะมีภพ จึงมีชาติ เพราะมีชาติ จึงมีชรามรณะ เพราะมีชรามรณะ แล้วเราก็ลืมไปอีก จึงมีอวิชชาอีก มันวนเวียนอย่างนี้ ดังนั้น เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาญจึงดับ เพราะวิญญาญดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัฒหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ เพราะชรามรณะดับ อวิชชาจึงไม่มีอีก อย่างนี้
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ