ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2.2 ลวง ล่า รัก
ลวง ล่า รัก
“พุทโธ พุทโธ พุทโธ ...” อาจารย์คงบริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง แล้วเขาก็เข้าภวังค์ไป จากนั้นนิมิตก็เกิดขึ้น “การบริกรรมจะช่วยให้จิตเกิดความเป็นหนึ่ง แล้วคำบริกรรมก็จะหายไป หลังจากนั้นความรู้สึกก็อยู่กับลมหายใจเท่านั้น วิญญาณหรือการรับรู้จะไม่อยู่ที่ความนึกคิดในความสุขความทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความคิดปรุงแต่ง หรือที่เรียกทั้งหมดนี้ว่า นาม แต่จะไปตั้งอยู่ที่รูปหรือลมหายใจ ถ้าปฏิบัติให้มากเจริญให้มาก ก็จะแยกแยะได้ว่าจิตที่นึกคิดนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ตัวตนที่จะยึดมั่นถือมั่นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ติดเพียงแค่เรายังมีอินทรีย์ไม่มากพอ เราเลยไม่เกิดปัญญาตรงนั้น เนี่ยผมเข้าใจว่าแบบนี้นะ” สมศักดิ์ เพื่อนที่เรียนด้วยกันบอกกับอาจารย์คง “ผมก็ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกันครับ” แล้วความรู้สึกของอาจารย์คงก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นซักพักนิมิตอันใหม่ก็ปรากฏกับอาจารย์คงอีก ณ ดาวแห่งวิชาญาณ ในนิมิตนั้นเค้าเห็น ไฟกำลังโหมไหม้เมือง ๆ หนึ่ง แต่อาจารย์คงไม่รู้ว่านี่คือเมืองวิทยานครบนดาวแห่งวิชาญาณ ไฟนั้นเกิดจากการใช้ญาณผลาญพระเพลิงของเวทยานั่นเอง และไม่มีทางที่จะดับได้เพราะเป็นไฟที่เกิดจากพลังญาณผลาญพระเพลิงที่สร้างความร้อนในระดับโมเลกุล จึงต้องรอจนกว่าสิ่งที่เป็นเชื้อไฟจะถูกเผาหมดไปแล้วเท่านั้น จากนั้นนิมิตอีกนิมิตก็ปรากฏขึ้นมาอีก สัตว์เซลเดียวที่เป็นเชื้อโรคร้ายกำลังคร่าชีวิตของชาวเมือง ๆ นั้น ทำให้มีผู้คนล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง อาจารย์คงเห็นในนิมิตแล้ว จากนั้นก็เกิดสติขึ้นอีก แล้วเขาก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีกครั้ง พออยู่กับลมหายใจได้ซักพัก นิมิตก็เกิดอีก เป็นภาพใต้น้ำปรากฏถ้ำ ๆ หนึ่ง แล้วก็มีแผ่นจารึกเป็นอักขระที่เค้าเองก็อ่านไม่ออก แต่เค้าก็พอรู้ได้ว่ามันต้องเป็นข้อความอะไรซักอย่าง แล้วก็กลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง ทั้งความคิดกับลมหายใจสลับกันไปมาในจิตของคงศักดิ์หรืออาจารย์คงอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งออกจากสมาธิ หลังจากอาจารย์คงออกจากสมาธิแล้ว เค้าก็ลุกเดินไปหยิบหมวกกับแว่นกันแดดเพื่อไปที่สถาบันฯ
ที่บ้านของชูเดช ชูเดชที่นัดกับอาจารย์คงเพื่อคุยงานของสถาบันฯกันวันนี้ พอเค้าเดินออกจากบ้านมา ลุงสอนซึ่งมักจะนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์เป็นประจำหน้าบ้านของแกก็ทักชูเดช “เฮ้ย ชูไปไหนวะ” “อ๋อ จะไปคุยงานกับอาจารย์ที่สถาบันครับ ลุงมีอะไรหรือเปล่า” ชูเดชตอบ “อ๋อ แล้วผู้หญิงที่บ้านเอ็งหายไปไหนแล้วอ่ะ” ลุงสอนถาม “เอ่อ เธอกลับไปแล้วครับ วันนี้ดูลุงเครียด ๆ นะ ป้าแมวหรือเปล่า” ชูเดชตอบแล้วถาม “ข้านอนดึกไปหน่อย เมื่อคืนเล่นยังไงก็อัพเลเว่วไม่ขึ้นว่ะ ไม่รู้ทำไง” ลุงสอนตอบแบบระบาย “เกม ผมก็นึกว่าเรื่องอะไร” “ข้าเครียดเว้ย เพราะถ้าข้าชนะมันได้ เลเว่วมันก็ขยับขึ้นไปได้อีกขั้น ตอนนี้มีคู่แข่งอยู่ ต้องอัพเลเว่วก่อนคู่แข่งให้ได้” ชูเดชจึงบอก “อย่าเครียดเกินก็แล้วกันครับ จริง ๆ ผมมีวิธีแก้เครียดนะ แต่ตอนนี้รีบ” ลุงสอนพูดตัดบท “งั้นรีบบอกมาก่อนแล้วค่อยไป” ชูเดชยิ้มแล้วตอบ “เวลาที่อยากได้ให้นึกไว้ก่อนว่าเรามีโลภะ เวลาที่เกลียดอะไรให้นึกไว้ก่อนว่าเรามีโทสะ เวลาที่คิดอะไรไม่ออกให้นึกไว้ก่อนว่าเรามีโมหะ พอเห็นอาการพวกนี้จะทำให้เรามีสติครับ” “จริงดิ” ลุงสอนถามย้ำ ชูเดชพยักหน้าแล้วพูด “เอาแค่นี้ก่อนนะ ผมรีบ ไปก่อนแล้ว” แล้วชูเดชก็เดินจากไป
ณ สถาบันฯ ชูเดชกำลังนั่งรออาจารย์คงอยู่ที่ห้องเรียน เพราะวันนี้ทั้งสองคนได้นัดกันไว้ ชูเดชจึงนั่งสมาธิที่ห้องเรียนระหว่างรอ ในจิตใจของชูเดชนั้นยังสงสัยว่า เรื่องราวเกี่ยวกับอมรวรรณที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเค้าได้ยังไง แล้วทำไมทำให้เค้ารู้สึกว่ามีความผูกพันกับเธอได้ถึงขนาดนี้ แล้วอีกนิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้น
“เพื่อน นายต้องเข้าใจเราด้วยนะเว้ย เราเอาตัวรอดมาจากห้องสอบเมื่อกี้ได้ก็แทบกระอักเลือด ไม่มีเวลาไปติวให้ใครหรอก” วิศพลเพื่อนชูเดชเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัยพูดเมื่อชูเดชขอให้เค้าช่วยติวให้ พรพรรณ นักศึกษาสาวที่ชูเดชแอบมีใจอยู่ เพราะช่วงเวลาที่จะติวนั้นมันตรงกับเวลาสอบของชูเดช “เฮ้ย พรุ่งนี้นายสอบวิชาหมู ๆ ไม่ใช่เหรอ” ชูเดชบอก “ขอรีแล็คสมองบ้างดิ” วิศพลตอบ แล้วบทสนทนาก็หยุดลงเมื่อพรพรรณเดินมาหาทั้งคู่ วิศพลก็หื่นขึ้นหน้าทันที “ชูเดช ตกลงเธอติวให้ชั้นได้มั๊ย” ยังไม่ทันที่ชูเดชจะตอบ วิศพลก็พูดขัดขึ้นมา “ได้ครับ ไม่มีปัญหา ไอ้ชูมันติดสอบ” ชูเดชหันไปมองวิศพลเจ้าของเสียงทันที แล้วพูดพึมพำ “อ่าว ไอ้นี่” พรพรรณหันมามองชูเดช เค้าจึงพยักหน้าแล้วพูด “จริง ๆ ผมก็อยากติวให้ พร เองนะ วิชานี้ไอ้วิศมันได้คะแนนต่ำกว่าผม” วิศพลรีบพูดขัดขึ้นอีก “เฮ้ย สอบเก่งกับสอนเก่งมันไม่เหมือนกัน” แล้วเค้าก็หันมามองพรพรรณ แล้วพูดต่อ “รับรองได้ครับ คุณภาพมาแน่ เดี๋ยวผมสอนให้เองนะ” แล้ววิศพลก็ชวนพรพรรณไปนั่งติวหนังสือที่ศาลาข้างสนามฟุตบอลของมหาลัยแล้วพูดขึ้น “เฮ้ย เพื่อนนายก็รีบไปสอบเถอะ” “ได้ สอนดี ๆ นะ ถ้าน้องเค้าสอบไม่ผ่านนายโดน” ชูเดชตอบแล้วก็ลุกออกจากเก้าอี้หินซึ่งตั้งอยู่รอบขอบสนามฟุตบอลด้านใน หลังจากเหตุการณ์นั้นวิศพลก็เป็นเงาตามตัวพรพรรณไม่ห่าง ในที่สุดหลังจากเรียนจบแล้ว ทั้งวิศพลและพรพรรณก็เข้าสู่ประตูวิวาห์ แล้วความรู้สึกของชูเดชก็กลับมาที่ลมหายใจ แต่อยู่อย่างนั้นได้ซักพักไม่กี่นาที เค้าก็เกิดนิมิตใหม่ขึ้นมาอีก ความนึกคิดของเค้าได้ล่องลอยออกไปสู่อวกาศ เสียง ๆ หนึ่งก็เข้ามาในนิมิต
“กระป๋องมันวิ่งไม่ได้นะหมอ” แล้วก็กลับปรากฏภาพนิมิตเป็นที่บ้านจ๊อด “จริง ๆ ก็ไม่อยากคุยนะเพื่อน แต่ว่าตอนมอต้น เราค่อนข้างฮ๊อตว่ะ สาว ๆ นี่วิ่งตามทุกวัน ของอย่างนี้มันขึ้นอยู่กับหน้าตาว่ะ ที่จริงเราก็หล่อน้อยกว่านาย แต่นายลองคิดดูซิ ทำไม” จ๊อดพูดขึ้นหลังจากกระดกไปหลายแก้ว “สงสัย คารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรองมั๊ง” ชูเดชซึ่งขณะนั้นก็อยู่ในอาการไม่แพ้กันพูดตอบ “เฮย เรามีเคล็ดลับ แต่ว่าไม่อยากบอกเลยว่ะ เดี๋ยวหากินฝืดเคือง” จ๊อดกำลังจะเผลอบอกเคล็ดลับที่หวงแหนของเค้า “เฮย เพื่อนกันมีอะไรดี ๆ ก็ต้องแบ่งปันไม่ใช่เหรอ” ชูเดชทวงสัญญาความเป็นเพื่อน “ก็ได้วะ ขั้นแรก นายต้องเริ่มหายืมเงินพวกสาว ๆ ดิ พอยืมแล้วก็พยายามใช้คืนยากหน่อย ถ้าไม่ทวงก็ไม่คืน แค่นี้แหละ จังหวะจะมาตอนพวกเธอมาทวงเงินนี่แหละ พวกสาว ๆ จะตามหาเรากันจ้าละหวั่นเลย ลองดูได้นะเพื่อน” แล้วจ็อดก็หลับคาวงไป ชูเดชซึ่งตอนนี้ก็เต็มที่เหมือนกัน เค้านั่งโอนไปเอนมาซักพัก แล้วก็ลาสติตามจ๊อดไปด้วย แล้วชูเดชก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีก และไม่นานนิมิตก็เกิดชึ้นตามมาอีก
ณ ดาวราหู ขณะที่ยังมีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน โรงแรมแห่งหนึ่งบริเวณชายแดนฝั่งตะวันออกของเกษตรบุรีซึ่งติดกับขันตินคร ห้อง 212 บริกรกำลังนำอาหารมาเสริฟแขกผู้มาพัก ประตูห้องจึงเปิดออก “ขอบคุณครับ” หมอเปรื่องบอกกับบริกรแล้วทิปให้บริกรนั้น แล้วประตูก็ปิดลง เมื่อเค้ารับอาหารมา พอวางเซ็ตอาหารบนโต๊ะอาหารแล้ว เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เค้าจึงรีบไปรับ “มีสายนอกขอเรียนสายคุณเปรื่องค่ะ” “ครับ โอนมาเลยครับ” แล้วเสียงในโทรศัพท์ก็พูดขึ้น “สวัสดีครับหมอ” “สวัสดีครับ ตกลงได้สถานที่มั๊ยครับ” หมอเปรื่องรีบยิงคำถามทันที เสียงในสายจึงตอบ “ได้ครับหมอ แต่ว่าคืนนี้สามทุ่มผมไปรับนะครับ” แล้วหมอเปรื่องก็ตอบ “โอเค” หลังจากวางโทรศัพท์แล้ว เค้าก็มานั่งที่โต๊ะอาหาร
เวลาสามทุ่ม หมอเปรื่องเดินออกมาจากโรงแรม รถคนหนึ่งก็แล่นเข้ามาหาเค้า คนขับก็เปิดประตูรถให้จากในรถ “ขึ้นมาเลยครับหมอ” หมอเปรื่องจึงขึ้นไปนั่งข้างคนขับ แล้วรถก็แล่นออกไป บทสนทนาก็เริ่ม “ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ ผมเพิ่งเคยเห็นตัวเป็น ๆ วันนี้แหละ หล่อกว่าในรูปนะหมอ” ไพศาลพูดไปขับไป หมอเปรื่องยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “ขอบคุณครับ แต่ว่าที่เราจะไปเนี่ยมันโอเคแน่นะคุณไพศาล” “เรียกผมสานก็ได้ครับ” ไพศาลบอกแล้วก็พูดต่อ “เจ้าของร้านที่ขายซิมรับรองแล้วครับ และเค้าก็อยู่ในเครือข่ายของสายสืบข่าวในเมือง แล้วผมก็เข้าไปลองทดสอบดูแล้ว ใช้ได้ครับ ไม่น่าเป็นห่วง” หมอเปรื่องจึงพูด “อย่างนั้นก็ไว้ใจได้ ระบบอินเตอร์เน็ตบริเวณเขาพนาสนธิ์ กับป่าไพรวัลย์ ไปถึงเขาใหญ่ใช้การไม่ได้หมดเลย ผมเลยต้องมาเสียเวลา” ไพศาลจึงบอก “รัฐตัดระบบสัญญาณออกครับ ข่าววงในยังบอกว่า อุทธยานภูผา กับ ป่าพนาไพรจะป็นที่ต่อไปครับ แล้วตอนนี้รัฐปิดการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว คือเรากำลังอยู่ในแผนปิดประตูตีแมวของรัฐบาล” “แล้วสัญญาณวิทยุใช้ได้หรือเปล่าครับ” หมอเปรื่องถาม “อ๋อ ยังใช้ได้ครับ พวกมันตัดแค่ระบบอินเตอร์เน็ต เพราะพวกมันต้องใช้ระบบคลื่นวิทยุเหมือนกัน” ไพศาลตอบ หมอเปรื่องพยักหน้า แล้วไพศาลก็พูดต่อ “หมอต้องระวังตัวด้วยนะครับ” หมอเปรื่องจึงตอบ “ขอบคุณ ขอให้คุณโชคดีด้วยเช่นกันครับ” หลังจากทั้งสองคนนั่งรถมาอีกซักพักก็มาถึงบริเวณรอยต่อระหว่างเขตแดนเกษตรบุรีกับขันตินคร ซึ่งมีรั้วลวดหนามที่สนิมกินแทบจะไม่มีสภาพเป็นรั้วเท่าไหร่ ไพศาลจึงพูดขึ้น “ถึงแล้วครับหมอ จากรั้วนี้ไปก็เป็นเขตขันตินคร แต่ว่าเราต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณสองโลถึงจะมีสัญญาณ หมอไหวมั๊ยครับ” “คุณสาน ถ้าเคยได้ยินชื่อผม ก็น่าจะรู้ว่าผมเป็นยังไงนะ” ไพศาลยิ้ม จากนั้นทั้งสองคนจึงหยิบสัมภาระของแต่ละคนจากรถ เล้วไพศาลก็เดินนำหมอเปรื่องไป ทั้งสอนคนเดินค่อนข้างเร็วทำให้ไม่นานก็มาถึงจุดที่ต้องการ “มีสัญญาณแล้วหมอ ผมตั้งเครื่องเลยนะ” ไพศาลพูดขณะที่ตั้งโต๊ะสนามและกำลังจะเอาแล็ปท๊อปออกมาจากเป้สพายหลังของเค้า “ผมอยากให้สัญญาณแรงกว่านี้ได้มั๊ยสาน ไฟล์มันค่อนข้างใหญ่ ผมกลัวมันจะเฟล ขออีกนิดดีกว่า” ไพศาลยิ้มแล้วพูด “รอบคอบดีครับ ถ้าหมอเป็นนายกก็คงจะดีซิ ประเทศเราน่าจะเจริญกว่านี้” “สาน มันไม่อยู่ที่นายกว่าจะเป็นคนไหน แต่คนที่เป็นนายกต้องเข้าใจปัญหาของประชาชน รู้วิธีแก้ปัญหาให้ประชาชน สร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงอะไร ถ้าคุณมีแค่นี้ คุณก็ควรเป็นนายกเหมือนกัน” หมอเปรื่องพูดเพื่อให้ไพศาลนึกถึงประชาชนเป็นหลักเสมอ แล้วไม่นานทั้งสองก็สังเกตโทรศัพท์มือถือของแต่ละคน “โอเค หมอ แค่นี้พอมั๊ย” หมอเปรื่องจึงตอบ “โอเค วางเครื่องเลย” แล้วไพศาลก็ตั้งโต๊ะสนามและวางแล็ปท๊อปลงบนโต๊ะนั้น จากนั้นก็เปิดเครื่อง แล้วไม่กี่นาทีหลังจากไพศาลเปิดเครื่องเข้าเว็ปไซต์บริการอีเมล์ ไพศาลก็พูด “เรียบร้อยแล้วครับ เอาแฟลชไดฟ์มาได้เลยครับ” แล้วหมอเปรื่องก็เข้ามาเสียบแฟลชไดฟ์ที่แล็ปท๊อป จากนั้นก็คีย์ข้อมูลคำสั่งทันที
ระหว่างที่หมอเปรื่องกำลังอัฟโหลดข้อมูลอยู่นั้น กองกำลังของฝ่ายรัฐบาลเกษตรบุรีประมาณห้าคนรุกล้ำเอาณาเขตของขันตินครเข้ามาตามคำสั่งของนายพลอำนาจที่พยายามให้หน่วยทหารในสังกัดที่ตั้งที่มั่นอยู่บริเวณชายแดน ให้ออกตามล่าฝ่ายต่อต้านโดยรุกล้ำข้ามเขตแดนของประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งห้าคนเริ่มเคลื่อนเข้าใกล้ทั้งสองคนเข้ามาทุกขณะและถ้าพวกนี้เข้ามาใกล้มากกว่านี้อาจจะมองเห็นแสงจากจอแล็ปท๊อปได้ “หมอผมได้ยินเสียง” ไพศาลบอกหมอเปรื่องด้วยสัญชาตญาณของเค้า แต่หมอเปรื่องพูดขึ้น “ขออีกสองนาที ใกล้เสร็จแล้วสาน” “เอางี้หมอ ผมจะเรียกความสนใจพวกมัน แล้วเราไปเจอกันที่รถนะ” แล้วไพศาลก็วิ่งออกจากจุดนั้นไปทางภูเขาด้านซ้ายของพวกเค้า การวิ่งนั้นทำให้เกิดเสียงขึ้น แล้วทหารทั้งหมดก็เห็นเงาของไพศาลที่กำลังวิ่งอยู่ ทั้งหมดจึงรีบวิ่งตามทันที “หยุด นั่นใคร บอกให้หยุด” ทหารคนนึงในกลุ่มกำลังเล็งปืนตามเงานั้น “เฮ้ย อย่า มึงไม่รู้เหรอ นี่มันเขตขันตินคร เดี๋ยวพ่อมึงก็แห่มา ติดเก็บเสียงก่อน” แล้วทั้งหมดก็ติดอุปกรณ์เก็บเสียงไว้ที่ปลายกระบอกปืน แล้วก็วิ่งไล่ตามเงานั้น ไพศาลพยายามวิ่งตีวงเพื่อจะวนกลับไปที่รถให้ได้ ระหว่างนั้นหมอเปรื่องก็อัพโหลดข้อมูลเสร็จพอดี แล้วเค้าก็เก็บของทั้งหมดลงเป้สพายแล้วก็ส่งเสียงดังขึ้นมาเพื่อเรียกความมสนใจจากทหารกลุ่มที่กำลังไล่ตามไพศาลอยู่ ทั้งหมดจึงหันมามองทางหมอเปรื่องทันที “เฮ้ย มันมีอีกคน แบ่งกันไป” แล้วทหารสองคนก็แยกตัวแล้ววิ่งมาทางหมอเปรื่อง ลมที่สัมผัสได้จากลูกกระสุนแหวกอากาศผ่านหูหมอเปรื่องบ้าง เฉียดขาบ้าง เฉียดแขนบ้าง หมอเปรื่องนั้นสัมผัสได้ถึงลมสัมผัสตามจุดต่าง ๆ ที่กระสุนเฉียดไปเฉียดมา แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หมอเปรื่องเห็นว่าเป็นไพศาล เค้าจึงรีบรับ เสียงในสายกระหึดกระหอบพูดขึ้น “หมอ ผมไม่ไหวแล้ว หมอหนีไปก่อน ผมคงไม่รอดแล้ว...” แล้วเสียงนั้นก็ขาดหายไป “สาน สาน สาน” หมอเปรื่องรู้ในทันทีว่าเกิดอะไรกับไพศาล น้ำตาของหมอเปรื่องก็ซึมออกมาอีกครั้ง “หลับให้สบายนะ” แล้วหมอเปรื่องก็มาถึงรถพอดี ทหารสองคนที่กำลังวิ่งตามก็เริ่มยิงแบบไม่หยุด หมอเปรื่องขึ้นรถได้ก็รีบหยิบกุญแจรถที่ซ่อนไว้บนที่บังแดด แล้วก็ขับออกไปอย่างรวดเร็ว พอรถของหมอเปรื่องขับออกไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ ทหารทั้งสองคนก็วิ่งมาถึงถนนพอดี แต่ว่าระยะยิงมันไม่ได้แล้ว
หลายสัปดาห์ต่อมา ณ ห้องประชุมสภาผู้นำโลก ประธานที่ประชุมได้ให้เลขาธิการที่ประชุมอ่านรายงานผลการประชุมที่ผู้นำจากประเทศต่างๆได้ประชุมกัน “...ผลการประชุมสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้
1. สภาผู้นำโลก ได้มีมติที่ 1370 ให้ประเทศโรคาสถาน ถอนกำลังทหารออกจากประเทศขันตินคร โดยทุกประเทศจะทำการคว่ำบาตรกิจการของประเทศโรคาสถานจนกว่าการถอนกำลังทหารจะเสร็จสมบูรณ์ ...ฯลฯ
2. สภาผู้นำโลก ได้มีมติที่ 1371 ให้กองกำลังสัมพันธมิตรส่งทหารเข้าไปปฏิบัติการในประเทศเกษตรบุรี เพื่อล้มรัฐบาลเผด็จการของนายพลอำนาจ ที่เข้าคุมอำนาจการปกครอง และให้จับกุมนายพลอำนาจ ในความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เป็นอาชญากรสงคราม โดยขั้นตอนปฏิบัติการมีดังนี้...ฯลฯ”
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในประเทศเกษตรบุรี เสียงจากวิทยุที่เปิดไว้มาจากการเผยแพร่โดยสถานีวิทยุของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้กระจายเสียงการประชุมสภาผู้นำโลกหลังจากการกระจายเสียงจบลง บรรดาผู้ที่รับฟังอยู่ต่างร้องด้วยความดีใจ แล้วก็ปรากฏชายคนหนึ่งเดินออกมาในบริเวณกลางลานของหมู่บ้าน เขาคือ หมอเปรื่อง ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “พี่น้องทั้งหลาย การส่งหลักฐานของเราสำเร็จ เราต้องเตรียมตัวเพื่อรอประสานงานกับกองกำลังร่วมนานาชาติที่กำลังจะเข้ามา พี่น้องได้รับรู้อยู่แล้วว่านายพลอำนาจทำรัฐประหารมากว่า 10 ปี โดยอ้างความชอบธรรมแล้วเข้ายึดอำนาจของประชาชนชาวเกษตรบุรี มันไม่สนใจในปากท้องของประชาชน เศรษฐกิจของชาติล่ม มันตักตวงผลประโยชน์ให้แก่ตนเท่านั้น พี่น้องครับ ลูกของพ่อแม่กี่คน พ่อแม่ของลูกกี่คน พี่น้องของเราชาวเกษตรบุรีถูกฆ่าถูกสังหารโดยอาวุธที่ซื้อมาด้วยเงินภาษีที่เราจ่ายให้รัฐบาล เหตุการณ์สังหารหมู่ที่ป่าไพรวัลย์ ขอให้พี่น้องอย่าได้ลืม วันที่เราจะได้เป็นไทอีกครั้งใกล้เข้ามาแล้ว เมื่อวันนั้นมาถึงขอพี่น้องชาวเกษตรบุรี ได้ร่วมต่อสู้อำนาจเผด็จการร่วมกัน ขอบคุณครับ” จากนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นไปทั่วบริเวณ แล้วหมอเปรื่องก็เดินเข้าไปหาพิสุทธิ์ ลูกชายของไพศาล “พ่อของคุณมีส่วนสำคัญมากนะ ถ้าไม่มีเค้า งานนี้ก็ไม่สำเร็จ” “ผมรู้ว่าพ่อคิดอะไร ผมภูมิใจในตัวพ่อผม ขอบคุณนะหมอที่ไม่เปิดเผยชื่อพ่อผม” พิสุทธิ์ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าไพศาลเป็นสายอยู่ในเมือง เพราะตอนนี้พี่ชายของเค้าอีกคนกำลังทำหน้าที่อยู่ในนั้น จึงอาจเป็นอันตรายได้ เพราะเค้าไม่อาจไว้วางใจใครได้ คนในกลุ่มชาวบ้านอาจจะมีใครที่เป็นสายอยู่ก็ได้ และถ้าชาวบ้านคนไหนรู้ หน่วยข่าวของรัฐบาลก็ต้องรู้ไปด้วยโดยปริยาย แล้วหมอเปรื่องก็นึกถึงวาสนาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ณ ป่าพนาไพร “นี่หมอยิงอะไรเนี่ย” วาสนาพูดขึ้นขณะที่กำลังสอนหมอเปรื่องให้ยิงปืน “ให้วงกลมศูนย์หน้าทาบทับวงกลมศูนย์หลังไง..” หมอเปรื่องตอบ แต่วาสนาก็ตัดบทพูดขึ้น “มือหมอไม่นิ่ง หมอต้องมีสมาธิมากกว่านี้” แล้วหมอเปรื่องก็สะดุดคำนั้นขึ้นมาทันที “สมาธิ” เค้าพูดขึ้นเบา ๆ แล้วเสียง ๆ หนึ่งก็เกิดขึ้นในความนึกคิดของเค้า มันเป็นเสียงที่อยู่ในความมืดเหมือนอยู่ในห้วงอวกาศ “เราคิดว่าพลังกิเลสนี้จักลงไปในอากาศแห่งดาวราหูเป็นแน่ ขอปราชญ์ทั้งหลายเร่งรุกไปข้างหน้าคลื่นพลังกิเลสตัวนี้ แลลงไปเกิดบนดาวราหู แลเร่งปฏิบัติ เจริญภาวนาสร้างกระแสจิตไว้รอประหารพลังกิเลสตัวนี้เถิด” แล้ววาสนาที่เห็นหมอเปรื่องนิ่งอยู่จึงพูดขึ้น “อะไรเหรอหมอ เป็นอะไรทำไมนิ่งล่ะ” “อ๋อไม่มีอะไร โอเคผมต้องให้มือนิ่งกว่านี้ใช่มั๊ย” แล้วหมอเปรื่องก็เล็งปืนไปยังเป้าอีกครั้ง คราวนี้กระป๋องที่วางอยู่บนตอไม้ก็กระเด็นไปด้วยแรงกระสุนของหมอเปรื่อง วาสนาจึงตบมือแล้วพูด “เก่งมากหมอ” “แล้วมีรางวัลให้หรือเปล่า” หมอเปรื่องถามแล้วยิ้ม วาสนายิ้มอย่างอาย ๆ แล้วพูด “แล้วหมอจะเอารางวัลอะไรล่ะ” “ผมอยากเห็นน้อยหน่ายิ้ม ได้มั๊ย” วาสนายิ้มด้วยความรู้สึกอายมาก แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในเต้นท์ที่เป็นห้องทำงานสนามของกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จากนั้นความคิดนั้นก็หายไปเมื่อพิสุทธิ์พูดขึ้น “คุณเป็นหมอ เคยแต่ช่วยชีวิตคน ตอนนี้มาทำหน้าที่ฆ่าคน รู้สึกยังไงมั่งครับ” “มันก็แปลกนะ ตั้งแต่ผมเข้ามาร่วมกับฝ่ายต่อต้าน ผมยังฆ่าใครไม่ได้เลย ไม่รู้ทำไม ยิงไปทีไรต้นไม้วิ่งตัดหน้าทุกที” พิสุทธิ์หัวเราะแล้วพูด “เมื่อก่อนผมก็เป็นอย่างหมอนั่นแหละ” หมอเปรื่องยิ้มแล้วพูด “ผมกำลังคิดถึงน้อยหน่าพอดี ไม่รู้ทำไมผมยังไม่หายจากความเสียใจ ถ้าน้อยหน่ายังอยู่เธอต้องชมผมแน่” แล้วพิสุทธิ์ก็พยายามปลอบ “น้อยหน่า เธออายุสั้นไปหน่อย เสียใจด้วยนะหมอ” แล้วอีกความคิดนึงก็เกิดขึ้นกับหมอเปรื่อง
ณ ป่าพนาสนธิ์ “หมอว่าคนเราจะอายุยืนที่สุดเท่าไหร่” วาสนาพูดขณะที่กำลังมีการเคลื่อนย้ายที่มั่นของกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล “ถ้าตามข้อมูลที่เคยเรียนมา อายุเฉลี่ยก็แค่ 80 ปี แต่ความจริงถ้างานวิจัยหรือการศึกษาทางการแพทย์พัฒนาได้ดีกว่านี้ ควรจะมีซักร้อยปีนะ เราจะได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ ไง” หมอเปรื่องตอบพร้อมกับมองตาวาสนา “หมอ แอะ ใครจะอยู่กะหมอ” วาสนาถามอย่างเขิน ๆ หมอเปรื่องจึงพูดต่อ “ถ้าน้อยหน่าอยากรู้ ต้องยิ้มก่อน” วาสนารู้สึกเขินขึ้นมาทันทีไม่กล้ามองหมอเปรื่องซึ่งกำลังมองมาที่เธอ แล้วหมอเปรื่องก็พูดต่อ “ผมไม่รู้ว่าคุณจะไปด้วยกันกับผมมั๊ย แต่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนผมจะอยู่ใกล้ ๆคุณนะ” แล้วเสียงนึงก็ขัดขึ้น “อ้าว ๆ ดูทางด้วยน้อยหน่า” เสียงของหัวหน้าเตือน แล้วอีกเสียงก็ดังขึ้นมา “หมอ โอเครึป่าว” พิสุทธิ์ถามเพราะเห็นหมอเปรื่องนิ่งไปอีก หมอเปรื่องจึงตอบ “เอ่อไม่มีอะไรครับ” แล้วหมอเปรื่องก็เปลี่ยนเรื่องพูด “ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมยังจำความรู้สึกบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับตัวผมเอง คือ ผมมีความรู้สึกว่าตัวผมไม่ใช่ผม มันก็แปลกนะ แต่เป็นแค่แว๊บเดียว แล้วมันก็หายไป คุณเคยรู้สึกแบบนี้มั๊ย” พิสุทธิ์ส่ายหน้า แล้วหมอเปรื่องก็พูดต่อ “แล้วนับแต่นั้นมาผมก็รู้สึกว่าผมมีงานใหญ่ที่ต้องทำ แต่ก็ยังไม่รู้นะว่างานอะไร ชีวิตนี้ผมจะได้ทำการใหญ่สำเร็จมั่งเปล่าก็ไม่รู้” “แต่ตอนนี้หมอทำงานนี้สำเร็จแล้ว ยินดีด้วยนะครับ” พิสุทธิ์บอก เพราะว่าขณะนั้นชาวโลกไม่รู้สถานการณ์ของเกษตรบุรีเลย ข่าวสารภายในเกษตรบุรีไม่สามารถหลุดรอดออกไปสู่สายตาชาวโลกได้ คลิปการสังหารหมู่ของนายพลอำนาจที่หมอเปรื่องแอบถ่ายได้ นั่นจึงจะเป็นการสื่อข้อความไปสู่ชาวโลก จะทำให้โลกรู้ถึงความโหดเหี้ยมของนายพลอำนาจ และเป็นหลักฐานสำคัญ แล้วชาวโลกก็จะส่งความช่วยเหลือมายังเกษตรบุรีอย่างแน่นอนทั้งอาหาร อาวุธ และกองกำลังนานาชาติ ซึ่งมันก็เกิดผลเช่นนั้นจริงดังที่คาดไว้ และหลายปีต่อมา หลังจากสงครามล้มล้างรัฐบาลนายพลอำนาจสิ้นสุด หมอเปรื่องก็ยังคงเป็นหมอในชนบทอย่างนั้นต่อ และแล้ววันหนึ่งหลังจากหมอเปรื่องเสร็จภารกิจรักษาคนป่วยในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแล้ว เขาได้ออกไปเดินเล่นในป่าใกล้ๆหมู่บ้านนั้นเพื่อผ่อนคลายความเครียด แล้วความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น
ที่ทำงานของหมอเปรื่องหลายวันก่อน “คุณหมอคะ สามีชั้นเป็นยังไงมั่งคะ” หมอเปรื่องเคร่งเครียดขึ้นมาทันที มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากใจของเค้ามากในตอนนั้น “คุณน้าครับ ผมอยากให้ใจเย็น ๆ ก่อน คุณน้าผู้ชายเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โอกาสน้อยมากครับ อยากให้คุณน้าทำใจตั้งสติไว้ดี ๆ ก่อนนะครับ” แล้วเค้าก็น้ำตาซึมออกมาก่อนจะบอกกับพยาบาล “ให้ญาติอยู่กับคนไข้จนกว่าจะไปนะคุณพยาบาล” “ค่ะ” พยาบาลตอบ แล้วหมอเปรื่องก็เดินออกจากที่ทำงานไป เหตุการณ์ที่ยังอยู่ในความคิดนั้นมันทำให้หมอเปรื่องซึ่งกำลังเดินเล่นเรื่อยเปื่อยบนทางเดินเท้าของป่าอันอุดมสมบูรณ์ แล้วเค้าก็นึกถึงวาสนาขึ้นมา และเป็นเสียงในใจของเค้าที่ดังขึ้น “น้อยหน่า ถ้าผมเป็นอย่างนี้มั่ง คุณจะเป็นยังไงนะ”
ระหว่างที่หมอเปรื่องเดินเล่นได้ซักพักเค้าก็ตัดสินใจจะเดินกลับเข้าที่พัก เค้าเดินไปคิดไปตลอดทาง ทันใดนั้นเค้าก็เห็นฤาษีตนหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ ในขณะที่เค้ากำลังจะเดินผ่านไปนั้น ฤาษีตนนั้นได้พูดขึ้นว่า “ท่านทำหรือยัง” หมอเปรื่องได้ยินจึงถามขึ้นว่า “ท่านพูดกับผมหรือครับ” ฤาษีตนนั้นจึงถามกลับมาว่า “ท่านชื่อเปรื่องใช่หรือไม่” หมอเปรื่องเริ่มสนใจขึ้นมาทันทีจึงตอบไป “ใช่ครับ ท่านรู้ชื่อผมได้ยังไง แล้วที่ท่านถามว่าทำหรือยังนั่นหมายถึงอะไรครับ” ฤาษีจึงตอบว่า “ถ้าท่านอยากรู้ความจริงเราจะให้ท่านได้รู้”
หลังจากนั้นหมอเปรื่องก็ไปนั่งปฏิบัติสมาธิกับฤาษีอีกในวันต่อมา “ท่านต้องทำจิตให้ว่างให้ปราศจากอารมณ์ใดๆ ให้เหลือแต่ความเป็นหนึ่งในจิต เมื่อจิตสงบแล้วให้อยู่กับลมหายใจเท่านั้น แล้วท่านก็จะรู้เอง” ฤาษีตนนั้นได้สอนให้หมอเปรื่องนั่งสมาธิเพื่อให้เกิดญาณ จนกระทั่งวันหนึ่ง “อาจารย์ ผมเห็นไฟและฝุ่นเป็นภาพลาง ๆ ครับ” หมอเปรื่องถามฤาษีผู้เป็นอาจารย์หลังจากปฏิบัติสมาธิมาได้ซักพักนึงแล้ว “คุณยังมีโทสะอยู่ ถ้าลดโทสะในจิตออกได้คุณจะได้เห็นความจริง ให้ใช้ความรู้สึกเมตตาสงสารในบุคคลผู้เป็นศัตรู ถ้าทำแบบนี้ให้คงที่ได้ ตอนนั้นภาพในนิมิตจะสว่างชัดขึ้น” ฤาษีให้คำแนะนำ แล้วหมอเปรื่องก็เริ่มลดความโกรธแค้นในสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับมาตั้งแต่เกิดถึงปัจจุบัน และแล้วในที่สุดเค้าก็ได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในวันที่สองของการฝึก
ความรู้สึกเหมือนอยู่ในอวกาศ เค้าสัมผัสได้ถึง คลื่นพลังงานหนึ่งกระทบกับอีกคลื่นพลังงานหนึ่ง ทำให้คลื่นพลังงานอันแรกไปปรากฏอยู่ ณ จุดสิ้นสุดของจุดหมายที่คลื่นพลังงานอันแรกมีรหัสสัญญาไฟฟ้ากำหนดจุดที่ต้องการจะไปไว้ (เป็นลักษณะทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ของ เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวล) แล้วบริเวณรอบ ๆ ความรู้สึกนั้นก็เต็มไปด้วยคลื่นพลังงานพวกนี้ และอีกสิ่งในความรู้สึกนั้น ก็เต็มไปด้วยฝุ่นขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าเมือง ๆ หนึ่ง และพวกมันกำลังกระจายกันออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนมีอะไรดึงดูดพวกมันไป แล้วเค้าก็สัมผัสได้ถึงเสียง ๆ หนึ่ง “การเกิดต่อไปนี้เพื่อกำจัดกิเลส ๆ ๆ ๆ ...” จากนั้นความจำได้หมายรู้ในอดีตชาติก็ปรากฏขึ้นแก่หมอเปรื่องในวันที่สี่นั้นเอง
วันที่สี่ของการฝึก เย็นวันนั้นหลังจากเค้านั่งสมาธิจนเกิดบุพเพนิวาสานุสติ และพอออกจากสมาธิมาแล้ว หมอเปรื่องก็พูดกับฤาษีว่า “ท่านคือปราชญ์จรรยานั่นเอง ข้าขอบคุณท่านที่นำทางให้กับข้า แล้วท่านได้ติดตามพลังกิเลสนั้นถึงไหนแล้วหรือ” ฤาษีตอบ “มันคงเข้ามาใกล้มากแล้ว แต่ข้ายังหาปราชญ์ผู้อื่นไม่พบเลย ท่านว่าเราจักทำฉันใด” หมอเปรื่องจึงตอบไปอย่างที่เคยได้พูดว่า “เราจักอุเบกขา แลเราอุเบกขาแล้ว ขอท่านทำดังว่านี้เถิด” แล้วทั้งสองปราชญ์ก็พากันนั่งสมาธิค้นหาเพื่อติดตามพลังกิเลสตัวที่กำลังจะมายังดาวราหูนี้
ตอนเย็นของวันต่อมา หมอเปรื่องพูดกับฤาษีว่า “เราพบแล้ว เช้าวันพรุ่งมันจักเข้าอากาศแห่งปฐพีนี้ ขอท่านช่วยข้าประหารมันเถิด” ฤาษีตอบรับ “ข้าจักขอประหารมันร่วมด้วยแก่ท่าน” แล้วทั้งสองปราชญ์ก็เริ่มนั่งสมาธิสะสมพลังจิตให้เป็นพลังสติไว้ เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่พลังกิเลสกำลังจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวราหู กระแสพลังสติก็เริ่มพุ่งปะทะกับคลื่นพลังกิเลส แต่เนื่องจากคลื่นพลังกิเลสนี้มีขนาดมหาศาลนัก เพียงพลังสติของสองปราชญ์ไม่สามารถสลายพลังกิเลสได้หมด พลังกิเลสจำนวนมหาศาลจึงหลั่งไหลลงสู่ชั้นบรรยากาศของดาวราหู ทำปฏิกิริยาแตกตัวเข้าแทรกซึมเป็นพลังยึดเหนี่ยวระหว่างอิเลคตรอนซึ่งอยู่รอบนิวเครียสในโมเลกุลของออกซิเจนในอากาศ และบัดนี้ก็ได้กระจายไปทั่วดาวราหูในทุกทิศทาง ในขณะนั้นกองกำลังของนายพลอำนาจซึ่งหลบหนีการจับกุมของกองกำลังสัมพันธมิตรนานาชาติผ่านมาตามทางที่ทั้งสองปราชญ์กำลังนั่งสมาธิอยู่ หัวหน้ากองกำลังของนายพลอำนาจจำได้ว่าหมอเปรื่องเป็นหนึ่งในกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เกิดเข้าใจผิดคิดว่าหมองเปรื่องให้เพื่อนปลอมตัวเป็นฤาษีมาดักรอทำร้ายจึงได้ยิงปืนใส่ทั้งสองคนเสียชีวิตทันที ดวงจิตของทั้งปราชญ์เปรื่องและปราชญ์จรรยาก็ล่องลอยออกสู่อวกาศ ปราชญ์จรรยาส่งกระแสจิตพูดกับปราชญ์เปรื่องว่า “ท่านจักทำอย่างไรจากนี้” ปราชญ์เปรื่องตอบ “เราว่าไม่นานกาล ดาวราหูนี้จักสลายเยี่ยงดาวแห่งนครทองคำเป็นแน่ เพลานั้นพลังกิเลสจะหลุดออกมาจากดาวราหูนี้ ข้าจักรอกาลนั้น แลติดตามมันไป เพื่อประหารมันให้จงได้ หากท่านหมายใจเช่นเรา ท่านจงตามข้าเพื่อรอกาลดังว่าเถิด” แล้วดวงจิตของปราชญ์เปรื่องและปราชญ์จรรยาก็โคจรรอบดาวราหูนับแต่นั้นมา “ข้าจะตามล้างผลาญเจ้าไม่สิ้นสุด เจ้ากิเลส” ความคิดของปราชญ์เปรื่องที่ขัดข้องหมองใจกับคลื่นพลังกิเลสมันก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเค้าไม่อาจที่จะระงับให้มันสิ้นไปได้เลย แต่ก็เกิดความสงสัยว่า แล้ววาสนาเธอหายไปไหน หรือไปเกิดเป็นอะไร เป็นปัญหาคาใจชูเดชในเสี้ยววินาทีนั้น จากนั้นชูเดชก็กลับมาที่ลมหายใจอีก แต่ได้ไม่นานชูเดชก็เกิดนิมิตอันใหม่ผุดขึ้น
ณ ห้องเรียนของสถาบัน “ในโลกธาตุ (อวกาศ) มีธาตุ 4 ธาตุที่บรรจุอยู่ในโลกธาตุ นั่นคือ ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และอุณหภูมิ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ทุกสสารในจักรวาลล้วนเป็นแต่ธาตุพวกนี้ทั้งนั้น และธาตุพวกนี้ตามธรรมชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะพวกมันต่างก็ประกอบกันขึ้นจากโมเลกุลซึ่งมีอะตอมที่มี นิวเครียสที่ประกอบด้วยโปรตรอนกับนิวตรอน และอิเล็คตรอนที่เคลื่อนที่รอบนิวเครียสอยู่ตลอดเวลา ปกติของอิเล็คตรอนมันไม่มีการอยู่นิ่งอยู่แล้ว ซึ่งนั่นมันเป็นไปตามธรรมชาติของความเป็นอิเล็คตรอน ดังนั้นไม่ว่า ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และอุณหภูมิ ที่มีอยู่ในทุกธาตุ จึงมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ของแข็งที่เหมาะกับสภาวะที่อุณหภูมิหนึ่งที่ทำให้มันเป็นของแข็ง หากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงของแข็งนั้นก็กลายเป็นของเหลวได้ เช่น ลาวา ของแหลวที่เหมาะกับสภาวะที่อุณหภูมิหนึ่งที่ทำให้มันเป็นของเหลว หากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงของเหลวนั้นก็กลายเป็นของแข็งได้ เช่น น้ำแข็ง แล้วธาตุทั้ง 4 อย่างนี้ ทั้งหมดมันก็มีการเปลี่ยนสภาพของตัวมันอยู่เรื่อย ๆ ตลอดเวลาในระดับโมเลกุล และเรียกได้ว่ามันเป็นธรรมชาติ ผมอยากให้นักศึกษาทุกคนลองไปค้นในหนังสือ พระไตรปิฎกเล่มที่ 34 กับ เล่มที่ 20 ลองไปค้นคว้าเพิ่มเติมได้ครับ ในนั้นเรียกการมีอยู่และกระบวนการความแปรเปลี่ยนของพวกมันว่า สังขตธรรม ซึ่งมีลักษณะว่า อุปฺปาโท ปญฺญายติมีการเกิดปรากฏ วโย ปญฺญายติมีการเสื่อมปรากฏ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติเมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ แต่ในโลกธาตุก็ยังมีสภาวะอีกสภาวะนึงที่มีลักษณะว่า น อุปฺปาโท ปญฺญายติ ไม่มีการเกิดปรากฏ น วโย ปญฺญายติ ไม่มีการเสื่อมปรากฏ น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ เมื่อตั้งอยู่ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ และสภาวะธรรมนี้เรียกว่า อสังขตธรรม เป็นความว่างเปล่าแท้จริงในโลกธาตุ คือ วิมุตติญาณทัสสนะ การหยั่งรู้ความจริงว่า ไม่มีสิ่งใดในสภาวะนั้น ไม่มีความเปลี่ยนแปลงในสภาวะนั้น ดำรงอยู่ในสภาวะนั้นโดยไม่เปลี่ยนแปลง และสภาวะนี้เป็นสภาวะเดิมแท้ของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทุกอย่างในโลกธาตุนี้ ซึ่งไม่ว่าโลกธาตุจะมีต่อไปอย่างไร สภาวะนี้ก็ยังคงอยู่ มันจึงเป็นอมตะ ทีนี้ใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด สิ่งมีชีวิตก็เป็นแต่เพียงธาตุทั้ง 4 ที่มารวมกันเท่านั้น แล้วมันก็แปรเปลี่ยนไปตามสภาวะธรรมชาติที่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตนอกจากเป็นการรวมของธาตุทั้ง 4 แล้ว สิ่งมีชีวิตที่ตั้งอยู่ในความยึดมั่น ยังแบ่งได้เป็น รูป กับ นาม รูปคือสสารที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 แต่นามเป็นอารมณ์อย่างนึงที่ไม่ใช่สสาร ซึ่งตามปกติอารมณ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่เมื่อไหร่ที่มีสิ่งอื่นใดเข้ามากระทบมัน มันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง จะเกิดเป็นความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความคิดปรุงแต่ง ดังนั้น หากนามที่ไม่มีสิ่งอื่นใดมากระทบ หรือมากระทบแล้ว แต่อารมณ์นั้นเป็นเอกัตคตา (อารมณ์หนึ่งเดียวอันเกิดจากสมาธิ) จึงทำให้ดำรงอยู่โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มากระทบก็ได้แก่ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ภพหรือที่เกิดใหม่ก็มีขึ้น แต่ถ้าเมื่อใดไม่มีความเปลี่ยนแปลง มันจะเป็นอมตะ ซึ่งตรงข้ามกับธรรมชาติที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง...” แล้วชูเดชก็กลับมาที่ลมหายใจอีก มันสลับกันไปมาตลอดเวลา ไม่นานนิมิตอีกนิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้นอีก
บนดาวแห่งกิเลสซึ่งอยู่ในกระบวนการสร้างสิ่งมีชีวิต หลังจากโลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสมแล้ว จึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีในระดับโมเลกุลของสสารที่มีสถานะคล้ายว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต เพราะพวกมันมีการเคลื่อนไหว แต่นั่นไม่ใช่การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่มาจากสมอง แต่เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่มีสิ่งมากระทบให้เกิดมีการเคลื่อนไหว นั่นคือ แรงดันบรรยากาศกับคลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากปะจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในอะตอม ในแต่ละอะตอมจะมีค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าที่เหมือนกันและแตกต่างกันไป การทำปฏิกิริยาทางเคมีในระดับโมเลกุลนี้ เกิดมาจากความเหมือนกันและความต่างกันของรหัสสัญญาณไฟฟ้าของอะตอมนี้เอง เมื่ออะตอมหนึ่งทีมีค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าหนึ่ง กับอีกอะตอมหนึ่งที่มีค่าของรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีค่าเหมือนกัน หลังจากที่พวกมันถูกแรงดันบรรยากาศผลักให้พวกมันชนกันแล้ว มันจะควบรวมกัน วงของอิเล็คตรอนในอะตอมที่มาควบรวมจะโคจรไขว้กันไปมาระหว่างกัน เกิดพลังยึดเหนี่ยวระหว่างกัน แต่ถ้ารหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีค่าต่างกัน หลังจากที่พวกมันถูกแรงดันบรรยากาศผลักให้พวกมันชนกันแล้ว มันจะกระเด้งออกจากกัน ทั้งหมดนี้เป็นเอฟเฟ็คจากบิ๊กแบง การระเบิดในครั้งนั้นทำให้โมเลกุลของสสารในอวกาศ ได้รับแรงจากบิ๊กแบงด้วย และทำให้แรงนั้นยังคงสะสมอยู่ในโมเลกุล ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน สสารพวกนี้เป็นสสารที่ทั้งมีอยู่บนดาวดวงนี้ และมาจากนอกดาวดวงนี้ บนดาวแห่งกิเลสนี้สสารทุกชนิดล้วนประกอบด้วยโมเลกุลซึ่งมี อิเล็คตรอน กับนิวเครียสที่ประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอน การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงแห่งกิเลสที่กำลังจะมีสิ่งมีชีวิต จึงเกิดปฏิกิริยาทางเคมีในระดับโมเลกุลนี้ รหัสสัญญาณไฟฟ้าจึงเป็นตัวแปรสำคัญในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รหัสสัญญาณไฟฟ้าจะเป็นตัวกำหนดการควบรวม และแรงดันบรรยากาศจะผลักอะตอมไปในทุกทิศทาง เหมือนกับเรากำลังยัดของอะไรซักอย่างที่เป็นลูกกลม ๆ ลงไปในถุงที่เต็มไปด้วยลูกกลมๆ เหล่านี้ ปฏิกิริยาทางเคมีนี้ใช้เวลาอันยาวนาน และแล้ว ความวุ่นวายของอะตอมที่วิ่งชนกันไปชนกันมาในบรรยากาศก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มันจึงเกิดเป็นสสารขึ้นมา และสสารพวกนี้ก็มีทั้ง พวกรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีค่าเป็นสสารที่ไม่อาจเป็นสิ่งมีชีวิตได้ พวกนี้จะกลายเป็นของแข็ง ของเหลว ก๊าซ อื่น ๆ ที่มีอยู่ในโลกธาตุ กับรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าเป็นสสารที่จะเป็นสิ่งมีชีวิตได้ มันจะกลายเป็นสัตว์เซลล์เดียว ซึ่งตอนนี้พวกมันสามารถอยู่ได้ในแรงดันบรรยากาศที่พวกมันอาศัยอยู่นั้น และกระบวนการต่อมาก็เป็นการขยายตัวโดยการเพิ่มขึ้นของอะตอม อะตอมแต่ละอะตอมที่จะเข้ามารวมกันนี้ จะถูกคัดสรรโดยรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่เป็นอัตลักษณ์ในตัวของแต่ละอะตอม ในลักษณะตัวใหญ่ดูดตัวเล็ก เกิดการควบรวมอะตอมที่มีรหัสสัญญาณไฟฟ้าเหมือนกันเข้ามารวมกัน พอมีการรวมตัวกันมากขึ้น ๆ จึงปรากฏเป็นสัตว์เซลล์เดียวขึ้นมา พวกมันเริ่มมีการแบ่งตัว แล้วก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก กระบวนการนี้ก็ใช้เวลาไม่น้อย จากนั้นจึงเริ่มมีการควบรวมสัตว์เซลล์เดียวที่มีลักษณะคล้ายกันขึ้นมาอีก แต่ว่าไม่สามารถทำให้มีรหัสสัญญาณไฟฟ้าเหมือนกันได้ จึงเกิดสัตว์หลายเซลล์ที่เกิดจากการรวมตัวของสัตว์เซลล์เดียวตั้งแต่สองตัวขึ้นไป ที่มีค่ารหัสสัญญาณคล้ายกันเท่านั้น ทำให้เกิดเซลล์ส่วนที่มีคุณสมบัติในการเก็บปะจุไฟฟ้าได้ดีกว่าเซลล์อื่นมาทำหน้าที่จัดเก็บรหัสสัญญาณไฟฟ้าซึ่งเป็นปะจุไฟฟ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของเซลล์แต่ละตัวไว้ แล้วมันก็กลายเป็นสมองสั่งการไป และใช้เวลานานมากกว่ามันจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ คือ มีสมอง และไม่มีการควบรวมสัตว์เซลล์เดียวหรือสัตว์หลายเซลล์อื่น ๆ เข้ามาอีก
จากตอนแรกที่พวกมันเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีอย่างหนึ่งเท่านั้นที่เกิดขึ้น แต่เมื่อมีวิวัฒนาการมาถึงขั้นนี้แล้ว และพวกมันก็ไม่มีการควบรวมกับสัตว์เซลล์เดียวหรือสัตว์หลายเซลล์อื่น ๆ อีก ทำให้ไม่มีการเพิ่มขึ้นของพลังงานด้วย สิ่งมีชีวิตพวกนี้จะเริ่มปรับรหัสสัญญาณไฟฟ้าในตัวของมันเองโดยอัตโนมัติ มีการเปลี่ยนเส้นทางของปะจุไฟฟ้าตามลักษณะมวลของพวกมันและการที่มีสิ่งมากระทบมัน เกิดเป็นคำสั่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าใหม่ ๆ ชึ้น พวกมันจึงเริ่มมีการแสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อการอยู่รอดแบบใหม่ ๆ ความเปลี่ยนแปลงในระยะนี้ก็ใช้เวลานานอีกเช่นกัน
หลังจากการจัดระเบียบรหัสสัญญาณไฟฟ้าแล้ว รหัสสัญญาณไฟฟ้าจะควบคุมเซลล์ต่าง ๆ ในสัตว์หลายเซลล์นี้ด้วยคำสั่งรหัสสัญญาณไฟฟ้า มีการสื่อสารกันระหว่างเซลล์ส่วนต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตนี้ แล้ววิวัฒนาการอีกขั้นก็คือ การเกิดของความรู้สึก ความรู้สึกนี้ก็เป็นลักษณะของรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ควบคุมสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่ง มันคล้ายกับระบบสารสนเทศในองค์กรที่บอกข้อมูลภายในองค์กรว่าสถานการณ์ภายในและภายนอกองค์กรเป็นอย่างไร จากการที่พวกมันมีการทำกิจกรรมซ้ำ ๆ ค่าของรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้เป็นประจำที่มีความต่อเนื่องและเป็นเวลานาน ๆ นั้นจะกลายเป็นเส้นทางปะจุไฟฟ้าอย่างถาวรไป และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีความเป็นตัวเป็นตน เป็นรูปแบบการผสมผสานกันระหว่างรหัสสัญญาณไฟฟ้าค่าหนึ่งกับรหัสสัญญาณไฟฟ้าอีกค่าหนึ่ง ถึงตอนนี้สิ่งมีชีวิตพวกนี้ก็เริ่มมีการพัฒนาคำสั่งการในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น มีอารมณ์เป็นไปตามสภาพของมวลกายกับสิ่งแวดล้อมที่มีในขณะนั้น ระบบสั่งการนี้จะควบคุมมวลกายของสิ่งมีชีวิตนี้ไปจนกว่าพวกมันจะขาดสมดุลในการทำงานขเองเซลล์ส่วนต่าง ๆ และตายลง แต่ในช่วงที่ยังมีการดำรงชีวิตนั้น ก็มีการสร้างรหัสสัญญาณไฟฟ้าใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทำให้เมื่อมีคำสั่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าตัวใหม่ที่สุดเกิดขึ้น คำสั่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าตัวเก่าที่สุดก็จะหายไป (แต่บางทีก็เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ไม่ค่อยได้ใช้) ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในเซลล์ส่วนที่เป็นศูนย์รวมคำสั่งรหัสสัญญาณไฟฟ้า ระบบสั่งการส่วนกลางจึงเป็นฐานข้อมูลของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการทำซ้ำ ๆ เป็นประจำ การเกิดรหัสสัญญาณไฟฟ้าใหม่ ๆ เป็นการเกิดขึ้นและลบออกแบบกล้องวงจรปิด ขณะที่นั่งสมาธินั้น ชูเดชสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังกิเลสที่ไหลเข้าไปสู่ก้อนเนื้อเหลว ๆ ก้อนหนึ่ง แล้วเค้าก็กลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง วันนี้ชูเดชรู้สึกว่าความคิดของเค้ามันเยอะมากผิดปกติ แล้วเค้าก็กลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง จากนั้นไม่นานเเสียงนาฬิกาปลุกบนมือถือที่ชูเดชตั้งเวลานั่งสมาธิไว้ก็ดังขึ้น เค้าจึงออกจากสมาธิ
ชูเดชลืมตาขึ้นมา “อาจารย์ สวัสดีครับ” เค้าเห็นอาจารย์คงซึ่งนั่งอยู่ที่หน้าห้องเรียน อาจารย์คงตอบ “สวัสดีครับ” อาจารย์คงมองชูเดชแล้วก็พูดขึ้น “ผมรู้สึกว่ากำลังสับสนกับชีวิตนะ ไม่รู้คุณจะเข้าใจมั๊ย เดี๋ยวเราเข้าไปที่ห้องปฏิบัติการกัน” แล้วทั้งคู่ก็ทำสมาธิเหยียบกระเบื้องแผ่นที่เจ็ดเข้าสู่ห้องปฏิบัติการทันที ภายในห้องปฏิบัติการก็มีนักเรียนรุ่นน้องที่มาปฏิบัติหน้าที่การเผ้าระวังคลื่นพลังกิเลส เมื่อทั้งคู่เข้ามาแล้ว ทั้งสองคนก็เดินเข้าไปห้องเก็บเลเซอร์บอล แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้น“ปกติพลังงานเมื่อใช้แล้วย่อมหมดไป แต่ไม่ใช่กับพลังกิเลส เพราะมันกลายเป็นยิ่งใช้ยิ่งมากขึ้น แล้วก็มีแต่พลังสติเท่านั้นที่จะสลายพลังกิเลสได้ ซึ่งมันดูไม่ยุติธรรมเลย เพราะพลังสตินั้นพวกเราต้องสร้างมันขึ้น แล้วก็ใช้พลังสติไปสลายพลังกิเลสตลอดเวลา คุณคิดว่าไงชูเดช” ชูเดชจึงตอบ “อาจารย์ตอนนี้พวกเราได้พบดาวที่มีความเป็นจริงของจักรวาลแล้วนะ ที่ผ่านมาถึงทุกวันนี้มันเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น ตอนนี้ผมก็คือชูเดช อาจารย์ก็คืออาจารย์คง โลกนี้มีมหาบุรุษตรัสรู้ความจริงของจักรวาลมาตั้งแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ตามที่ได้อ่านหนังสือธรรมะหลาย ๆ เล่ม ทุกเล่มมีแนวทางเดียวกัน คือ การกำจัดกิเลสให้หมดไป ซึ่งไม่ใช่ให้หมดไปจากจักรวาล แต่แค่ให้หมดไปในจิตของแต่ละคนเท่านั้น แล้วอาจารย์คิดว่าเราจะทำอย่างนี้ได้นานอีกแค่ไหนกัน วันนึงเราก็ต้องจากไปเช่นกัน ผมรู้สึกว่าจิตของผมกับอาจารย์กำลังยึดติดกับดาวแห่งมหานครทองคำที่แตกไปแล้ว และ เราอาจกำลังติดกับดักของกิเลสอยู่นะครับ” ชูเดชรู้สึกว่าเหมือนเค้าเคยพูดอย่างนี้กับอาจารย์คงมาก่อน แล้วอาจารย์คงจึงพูด “ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมต้องเข้าใจว่าคุณเป็นปราชญ์เปรื่องตัวปลอมแน่ ๆ เพราะปราชญ์เปรื่องคนที่ผมเคยรู้จัก เค้าจะไม่ยอมให้คลื่นพลังกิเลสตัวไหนลงสู่ดาวดวงใดได้เลย แต่ก็อย่างที่คุณบอกนั่นแหละ ผมก็กำลังคิดเหมือนกัน” “แต่ถ้าเราไม่ทำลายคลื่นพลังกิเลสด้วยพลังสติ เราจะปล่อยให้พวกมันอยู่ในจักรวาลต่อไปอย่างนั้นเหรอ” อาจารย์ถามต่อ “มันก็คงไม่เชิงครับ คือว่าถ้าเรามีกำลังพอจะสู้ได้ เราก็ต้องสู้ต่อไปครับ ผมยังเป็นปราชญ์เปรื่องคนเดิมครับ” แล้วอาจารย์คงก็หัวเราะออกมาแล้วพูด “นี่แหละ ปราชญ์เปรื่อง” “คุณจำเรื่องสิ่งมีชีวิตระดับโมเลกุลได้มั๊ยที่ผมเคยสอน” อาจารย์คงถาม “จำได้ครับ” ชูเดชตอบ “รู้มั๊ยผมกำลังคิดว่า เจ้าอิเล็คตรอน หรือพวกโปรตรอนกับนิวตรอนเนี่ย มันเป็นแค่พลังงานที่ไม่มีมวลนะ พวกมันอาจไม่ใช่สสาร แต่ผมกลัวว่าจะคิดเตลิดไปใหญ่ ก็เลยไม่คิดเรื่องนี้แล้ว แล้วคุณเคยคิดมั๊ย” อาจารย์คงเล่าความคิดที่เค้าคิดว่ามันเกินจินตนาการเกินไป “ผมก็เคยคิดเหมือนกันครับ แล้วเมื่อกี้ตอนนั่งสมาธิความคิดผมค่อนข้างสับสนมากเลยครับ” ชูเดชเล่าความรู้สึกที่เพิ่งนั่งสมาธิมา “มันเป็นอุทธัจจกุกกุจจะครับ มันเกิดขึ้นตอนที่เรากำลังสับสนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง” ชูเดชตอบแล้วอาจารย์คงก็พูดต่อ “เมื่อกี้ตอนนั่งสมาธิก่อนมาเนี่ย ผมก็สัมผัสนิมิตนึง มันเหมือนจะเป็นที่ไหนซักแห่งในจักรวาลนะ กำลังถูกไฟที่ไม่รู้เกิดจากอะไรเผาเมืองอยู่ ผมอยากไปช่วยนะแต่ไม่รู้ว่าจะทำยังไง” “แล้วอาจารย์พอจะทราบรายละเอียดอย่างอื่นมั๊ยครับ เผื่อ อร จะช่วยได้” ชูเดชถาม “ผมก็มีรายละเอียดแค่นั้นแหละ แล้วใครคืออรเหรอ” อาจารย์คงสงสัย “อ๋อ เอ่อ เพื่อนต่างดาวครับ” ชูเดชยังไม่กล้าบอกเท่าไหร่ “หา มนุษย์ต่างดาวเหรอ” อาจารย์คงถามย้ำ “ครับ” ชูเคชตอบ “แล้วรู้จักกันได้ยังไง” อาจารย์คงถามอีก “เธอมาขอพักที่บ้านผมครับ เพราะยานของเธอมีปัญหา เอ่อ คือ มันคงมีเหตุปัจจัยอะไรซักอย่างที่ผมได้เจอเธอครับ ผมก็ยังงง ๆ กับเรื่องนี้เหมือนกัน” แล้วชูเดชก็กดนาฬิกาข้อมือของเค้า จอโฮโลแกรมก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเค้า “เหลือเชื่อ ของจริงเหรอเนี่ย” อาจารย์คงตลึงกับนาฬิกาคอมพิวเตอร์ของชูเดช แล้วชูเดชก็ทำการติดต่อกับอมรวรรณทันที เมื่ออมรวรรณคลิกรับแล้ว ภาพสามมิติของอมรวรรณก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าห้องเรียน “สวัสดี คิดถึงเหรอ” อมรวรรณทักทายก่อน “เอ่อ พอดีผมอยู่ที่สถาบันฯ ไม่ได้อยู่ที่บ้าน” ชูเดชตอบ “อ่าว” อมรวรรณอุทาน “เอ่อ คือว่าผมจะแนะนำให้รู้จักนะ อาจารย์คงศักดิ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นอาจารย์สอนที่สถาบันนี้ แล้วผมต้องทำไงถึงจะให้เห็นคนอีกคนได้ครับ” ชูเดชอยากให้อมรวรรณเห็นอาจารย์คง แต่ยังไม่รู้วิธีทำ “คุณก็คลิกที่เมนู Option นะ เห็นมั๊ย มันจะอยู่แถบด้านบนค่ะ จะมีคำสั่งเป็นแถบเมนูขึ้นอยู่ แล้วคุณก็เลือกภาพให้เป็น Land Scape” ชูเดชจึงทำ แล้วภาพสามมิติตรงหน้าอมรวรรณก็ปรากฏอาจารย์คงขึ้น “สวัสดีค่ะอาจารย์” อาจารย์คงจึงตอบ “สวัสดีครับ ผมไม่อยากเชื่อสายตาเลย” “ค่ะ หนูกับชูเดชติดต่อกันทางนี้ประจำอยู่ ตอนนี้หนูก็ได้ฝึกนั่งสมาธิกับคุณชูอ่ะค่ะ แล้วอาจารย์มีอะไรจะแนะนำหรือให้ช่วยอะไรหรือเปล่าคะ” อมรวรรณจึงเริ่มคุยเป็นทางการขึ้น “อ๋อ คือผมอยากจะทราบว่าเราจะสามารถเดินทางไปดาวที่เราเห็นในนิมิตได้หรือเปล่าครับ” อาจารย์คงจึงถาม “ถ้าเรารู้พิกัดก็ไปได้ค่ะ” อมรวรรณตอบ “อย่างนั้นคงยากแล้ว เพราะผมไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ยังไงถ้ามีเวลาก็มาเที่ยวที่สถาบันได้นะครับ มานั่งสมาธิสู้กับพลังกิเลสกัน” อาจารย์คงพูด อมรวรรณจึงยิ้มแล้วตอบ “หนูเคยไปที่โลกของอาจารย์แล้ว แต่คุณชูยังไม่ได้พาไปเที่ยวที่สถาบันฯ ถ้ามีโอกาสจะเข้าไปนะคะ” ชูเดชจึงพูด “เอ่อ พอดีช่วงนั้น ผมยังไม่มีโอกาสพาเธอมาน่ะครับ” ชูเดชพูดกับอาจารย์คง แล้วเค้าก็พูดกับอมรวรรณ “แล้วตอนนี้คุณฝึกนั่งสมาธิเป็นยังไงมั่งล่ะ” “ก็ทำทุกวันจ้า เอ่อ พอดีอาทิตย์หน้ามีวันหยุดยาวบนโลกของชั้น ชั้นว่าจะไปหาคุณนะ กะจะไม่บอกล่วงหน้านะเนี่ย เผลอบอกซะแล้ว” อมรวรณในตอนแรกอยากจะเซอร์ไพร์สชูเดชแต่ดันเผลอบอกไปแล้ว “ได้ครับ จะได้พามาเที่ยวที่สถาบันด้วย ผมจะรอนะ เอ่อ ผมก็คิดถึงคุณเหมือนกัน” อมรวรรณหน้าแดงเล็กน้อยแล้วตอบ “ค่ะ แค่นี้ก่อนนะ” และด้วยความเขินเธอจึงรีบคลิกวางสาย “ลักษณะนี้คงไม่ใช่เพื่อนแล้วคุณชูเดช” อาจารย์คงแซว “เอ่อ ครับ แล้วอาจารย์คิดว่าไงครับ” ชูเดชจึงถามความเห็นอาจารย์ “จริง ๆ ความรักก็เป็นโลภะอย่างนึง ถ้าอยู่ด้วยความพอดีก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ยินดีด้วยนะ ถ้าจะมีความรักก็ควรจะมีเมตตาให้มาก ๆ ผมว่าน่าจะดีกว่า อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะ ผมว่าคุณก็น่าจะพิจารณาได้อยู่แล้ว ปราชญ์เปรื่อง” แล้วเสียงจากห้องปฏิบัติการก็แจ้งเข้ามาในจิตของอาจารย์คงว่าพบคลื่นพลังกิเลสกำลังเข้าใกล้โลกอีกครั้ง “มันมาอีกแล้ว ไปจัดการมันกัน” อาจารย์คงจึงบอกชูเดชให้ช่วยปฏิบัติภารกิจต่อสู้กับคลื่นพลังกิเลสอีกครั้ง หลังจากจัดการคลื่นพลังกิเลสเสร็จแล้ว ชูเดชก็กลับบ้าน
วันต่อมา ณ สถาบันฯ อาจารย์คงกำลังสอนอยู่ในห้องเรียน “อุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น เป็นหนึ่งในวงจรปฏิจจสมุปบาท เป็นสิ่งที่ควรละให้ขาดให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ให้เบาบางลง หลายคนอาจเคยคิดว่าการละความยึดมั่นถือมั่น เป็นการไม่เอาอะไรอีกเลย หรือเวลามีปัญหาอะไรเข้ามาในชีวิตก็ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน แต่ความจริง การละความยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นการลดระดับของความคิดที่ว่า ฉันดีกว่าคนอื่น คนอื่นดีกว่าฉัน คนนั้นคนนี้ดีกว่าคนนี้คนนั้น หรือความคิดที่มีการเปรียบเทียบนั่นเอง ซึ่งถ้าสามารถละให้เบาบางได้ วงจรปฏิจจสมุปบาทในตัวเราก็จะเบาบางลงด้วย” แล้วอาจารย์คงก็พาลูกศิษย์รุ่นที่เพิ่งเข้ามาเรียนที่สถาบันทำสมาธิพร้อมกัน และก่อนที่ทุกคนจะประจำที่เค้าก็พูดต่อ “โดยปกติเวลาเราคิดอะไร ความรู้สึกจะไปอยู่ในเรื่องที่คิด เราจึงไม่รู้สึกหรอกว่านั่นเป็นความคิด การทำสมาธินั้นจะทำให้เราเห็นความคิดของตัวเราว่า เรากำลังคิดอะไร กำลังรู้สึกอะไร การที่เรารู้ว่าเรากำลังคิดอะไรรู้สึกอะไรตัวนั้นคือ สตินั่นเอง”
ณ โลกของอมรวรรณ ตอนที่เธอพาชูเดชไปเที่ยวบนโลกของเธอ บนยานของอมรวรรณ ขณะที่เธอกำลังเป็นไกด์พาชูเดชท่องเที่ยวบนโลกของเธออยู่นั้น อมรวรรณก็พูดขึ้น “ชั้นมีเรื่องจะสารภาพนิดนึงค่ะ” “เรื่องอะไรครับ” ชูเดชจึงถาม “ที่จริงชั้นต้องการจะเที่ยวบนโลกของคุณมากกว่านะ ตอนที่เราพบกันครั้งแรก แล้วที่ชั้นส่ง Email ให้หมวดชำนาญมารับก็แค่อยากทดลองสมรรถนะของยานลำนี้ว่าสามารถเดินทางได้ตามที่ชั้นต้องการหรือเปล่า แต่เรื่องสัญญาณการติดต่อที่ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ อันนั้นไม่ได้โกหกนะคะ คุณโกรธมั๊ยอ่ะ” อมรวรรณบอก “ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้ว” ชูเดชตอบ อมรวรรณจึงมองหน้าชูเดชแล้วถาม “หมายความว่ายังไงคะ ชินแล้ว” ชูเดชจึงตอบ “อ๋อ ผมพูดเล่น แต่เรื่องนี้อาจเป็นเพราะผมกับคุณคงเคยได้เจอกันมาก่อนก็ได้ เราถึงได้พบกันอีก และผมก็เชื่ออย่างนั้นนะ” ทั้งสองคนมองตากัน แล้วด้วยความเขินอมรวรรณจึงพูดต่อ “ที่จริงตอนแรกชั้นว่าจะไม่แวะบ้านชั้นแล้ว แต่คิดไปคิดมาชั้นอยากจะพาคุณไปเที่ยวบ้านมั่ง” “ดีครับ ผมก็อยากรู้จักบ้านคุณเหมือนกัน” “แต่ถ้าไปตอนนี้อาจจะเจอชั้นอีกคนก็ได้ แต่คิดไปคิดมาเอาไว้ตอนกลับไปที่โลกของคุณ ชั้นค่อยปรับเวลาเพิ่มนิดหน่อยก่อนกลับมาที่นี่ก็ได้ คอมพิวเตอร์ที่บ้านชั้นแค่พูดว่า “คอมพิวเตอร์” หน้าจอก็มาอยู่ตรงหน้าทันที เดี๋ยวเราไปแวะที่บ้านชั้นก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวที่อื่นต่อนะ” “ครับ”
ณ คอนโดของอมรวรรณ “คอมพิวเตอร์” อมรวรรณเรียกคอมพิวเตอร์มาให้ชูเดชลองเล่นทันที ชูเดชก็เลยทดลองใช้ Email ของอมรวรรณส่ง Email ไปหาตัวเอง “แนะ ทำอะไร หลอกเอา EmailAddress สาวสวยนะ” “เอ่อ ผมแค่อยากลองว่า ระบบอินเตอร์เน็ตบนโลกของคุณมันเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตบนโลกของผมได้มั๊ยแค่นั้น” ชูเดชบอกวัตถุประสงค์ “อ๋อ ไม่ต้องห่วง อินเตอร์เน็ตบนโลกของชั้นมีโปรแกรมแปลคำสั่งที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ได้ทั้งจักรวาล เท่าที่รู้นะ มันแปลคำสั่งได้แล้วตอนนี้ สองล้านกว่าภาษา เพราะสัญญาณพวกนี้มีอยู่เต็มอวกาศเลย และถ้ามีการพบภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ ในจักรวาลโปรแกรมนี้จะอ่านค่าได้ทันที ระบบประมวลผลก็น่าจะใช้เวลาแค่จุดทศนิยมวินาที” ชูเดชพยักหน้า แล้วอมรวรรณก็ขอตัวเข้าห้องน้ำ ชูเดชก็นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่ ไม่นานอมรวรรณก็ออกมาจากห้องน้ำ “สดชื่นหน่อย คุณจะลองมั๊ย มีแบบอาบรังสีด้วยนะ” อมรวรรณอยากให้ชูเดชลองสัมผัสเทคโนโลยีบนโลกของเธอ “คงไม่ครับ ของแปลกขนาดนั้นไม่ไหว ขออาบน้ำธรรมดาก็พอครับ” ชูเดชตอบ อมรวรรณยิ้มแล้วพูด “ชั้นก็เหมือนกัน มันจะสู้น้ำไปได้ไง” ขณะชูเดชกำลังเดินเข้าห้องน้ำก็พูดขึ้น “เหมือนว่า ผมคงไปโดนอะไรซักอย่างนะในคอม เป็นไรรึเปล่าครับ” อมรวรรณจึงดูที่หน้าจอแล้วพูด “อ๋อ ไม่เป็นไร เป็น CC คือ เวลาใครส่งอะไรมามันจะ CC ถึงคุณโดยอัตโนมัติแค่นั้นเอง”
หลังจากแวะไปเที่ยวบ้านอมรวรรณแล้ว ทั้งสองคนก็ประจำที่บนยานเพื่อออกเดินทางต่อ “และตอนนี้ชั้นคิดว่าถึงเวลาพาคุณเที่ยวแล้ว ก่อนอื่นเราขับยานเล่นกันก่อนนะ” ชูเดชจึงตอบ “โอเคครับ แล้วแต่ไกด์” พอขับเที่ยวชมเมืองได้ซักพัก อมรวรรณก็พูดขึ้น “บนโลกของคุณ เวลาเป็นแฟนกันเค้าไปเที่ยวที่ไหนกันคะ” “เอ่อ เท่าที่เคยเห็น ก็ พาไปกินข้าว พาไปดูหนัง ฟังเพลง ประมาณนั้นครับ แล้วโลกของคุณล่ะ” ชูเดชตอบแล้วถามกลับ “เหมือนกันเลย” อมรวรรณยิ้มแล้วตอบ แล้วยานก็ผ่านหน้าโรงภาพยนตร์เสมือนจริง Virtual Theater แห่งหนึ่ง เธอมองนาฬิกาบนจอโฮโลแกรมควบคุมยาน มันเป็นเวลา 14.00 น. เธอจึงพูดขึ้น “ดูจบก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี เราค่อยหาร้านนั่งกินข้าวก็แล้วกัน” ชูเดชจึงถาม “ดูอะไรเหรอ” “อ๋อ เป็นแฟนกันก็ต้องไปดูหนังซิ ดูเสร็จแล้วชั้นจะพาคุณไปกินอาหารสังเคราะห์ร้านดังที่สุดในโลก เพราะว่ามันเหมือนของจริงมาก” อมรวรรณบอกชูเดชซึ่งตอนนี้เค้าเริ่มมีอาการเขินเล็กน้อย แล้วเธอก็บังคับยานเข้าไปที่โรงภาพยนต์เสมือนจริงนั้น หลังจากที่ทั้งคู่จอดยานแล้ว ลิฟต์เคลื่อนที่ก็มารับทั้งสองคนไปที่ห้องรับรองของโรงภายนตร์เสมือนจริง บริกรหุ่นยนต์ก็ออกมาต้อนรับ “สวัสดีค่ะ มาใช้บริการใช่มั๊ยคะ” อมรวรรณพยักหน้า หุ่นยนต์ซึ่งลักษณะเหมือนคนก็พูดต่อ “ช่วงนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษเป็นโปรแกรมที่คุณลูกค้าสามารถเพิ่มประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปในเนื้อเรื่องด้วยนะคะ สนใจเพิ่มบริการพิเศษนี้มั๊ยคะ” อมรวรรณจึงถาม “ฟรีใช่มั๊ย” “ค่ะ” แล้วหุ่นยนต์บริกรก็เปิดจอโฮโลแกรมแนวเรื่องที่มีให้เลือกมากมาย อมรวรรณจึงหันมองชูเดชแล้วพูด “ชั้นเลือกให้นะ คุณคงยังไม่รู้จะเลือกเรื่องแนวไหนใช่มั๊ย” ชูเดชมองอมรวรรณแล้วตอบ “ครับ แล้วแต่ อร เลยครับ” แล้วเธอก็คลิกแนวเรื่องหนึ่งขึ้น จากนั้นหุ่นยนต์บริกรก็พาทั้งสองคนเข้าไปนั่งในห้องประเภทคู่ แล้วหุ่นยนต์ก็ออกจากห้องไป หลังจากนั้นทั้งห้องก็มืดสนิท ทั้งคู่นั่งลงแล้วก็จับมือกัน แล้วอมรวรรณและชูเดชก็หมดความรู้สึก
เวลา 17.00 น. ทั้งสองคนก็ออกจากโรงภาพยนตร์เสมือนจริง “เดี๋ยวชั้นพาคุณไปกินข้าวเย็นกันนะ ร้านนี้ดังมาก” อมรวรรณพูดขึ้น “ได้เลยครับ” “แต่สภาพจราจรแย่มากเลย เดี๋ยวชั้นใช้อีกเส้นดีกว่า เส้นนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จัก” อมรวรรณเช็คสภาพจราจรบนหน้าจอฯแล้วพูดพร้อมกับคีย์คำสั่งบนหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า ยานก็เลี้ยวไปอีกเส้นทางนึงทันที ขณะที่ยานของทั้งสองคนกำลังบินไปเกือบจะถึงที่ร้านอาหารชื่อดังนั้น ชูเดชก็กำลังมองวิวสองข้างทางอยู่ ทันใดนั้น ยานลำข้าง ๆ ฝั่งที่เค้านั่งก็โดนแสงเลเซอร์พุ่งเจาะทะลุยานแล้วยานลำนั้นก็ร่วงลงไปข้างล่าง จากนั้นก็เป็นยานลำที่บินอยู่ฝั่งอมรวรรณ แล้วก็ยานลำข้างหน้า ตามด้วยานลำข้างหลัง “เฮ้ยมันเกิดอะไร อร” ชูเดชถามอมรวรรณด้วยความตกใจ แล้วอมรวรรณก็หันมาทางชูเดชแล้วพูด “ ชั้นว่าต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่” แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรต่อ เสียงโทรภาพของอมรวรรณก็ดังขึ้น แล้วภาพสามมิติก็ปรากฏเป็นชายในชุดทหารคนหนึ่ง “ด็อกเตอร์ ตอนนี้ยานรบของแกแล็คซี่ 275 กำลังโจมตีโลก คุณรีบมาที่ฐานบินด่วนนะ” “ค่ะ” อมรวรรณตอบ แล้วสัญญาณภาพก็หายไป “คุณได้ยินแล้วนะ ชั้นว่าแล้ว ซักวันพวกมันต้องส่งยานมาโจมตีเราแน่” แล้วเสงเลเซอร์ก็พุ่งเฉียดด้านข้างยานของทั้งสองคน ทำให้ยานสั่นเล็กน้อย จากนั้นอมรวรรณก็คลิกเมนูเร่งความเร็วของยานให้เร็วขึ้นแล้วก็บังคับยานให้ส่ายไปมาเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง “100 กิโล ถ้าความเร็วนี้ชั้นว่าไม่เกิน 5 นาที ขอโทษด้วยนะชั้นไม่น่าพาคุณมาเสี่ยงอย่างนี้เลย” อมรววรณพูดแล้วบอกกับชูเดช “ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าคุณโอเคมั๊ย” ชูเดชตอบพร้อมกับมองอมรวรรณ เธอจึงหันมายิ้มแล้วพูด “พวกมันไม่รู้จักฤทธิ์แม่ซะแล้ว ไม่ต้องห่วนนะชั้นเอาอยู่” ชูเดชจึงนึกในใจ “คุณนี่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะ” อมรวรรณเห็นสีหน้าชูเดชจึงพูด “ปกติชั้นเรียบร้อยนะ แต่ไม่ชอบให้ใครมาแหยมเหมือนกัน” “จ๊ะ” ชูเดชตอบ แล้วยานของทั้งคู่ก็มาถึงบริเวณฐานบิน 52 ซึ่งอยู่ใต้มหาสมุทร ยานบินดำดิ่งลงไปในมหาสมุทร ซึ่งมีแสงเลเซอร์ที่ยังคงพุ่งตามมาไม่หยุด พื้นดินใต้มหาสมุทรก็เปิดออกเป็นช่องให้ยานของทั้งสองคนดำดิ่งเข้าไป หลังจากจอดยานแล้ว ทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปที่ห้องบังคับการของฐานบิน 52 ทันที แต่ชูเดชก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อมีเทคโนโลยีชั้นสูง น่าจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากกว่านี้ “แสงเลเซอร์ทำอะไรฐานนี้ไม่ได้หรอก เพราะมีน้ำถ่ายเทความร้อนเหมือนเกราะคุ้มกัน คุณโอเคนะ” อมรวรณพูดขณะที่ลงจากยาน “ครับ ผมโอเค” ชูเดชตอบ
ณ ห้องบังคับการบินฐานบิน 52 “ท่านครับ รายงานจากสถาบันการบินแห่งโลกครับ” นายทหารร้อยโทผู้ทำหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูลได้ส่งโทรภาพเข้ามาเข้ามาที่จอโฮโลแกรมของผู้บัญชาการฐานบิน “โอเค เธอกำลังมา” ผู้บัญชาการฐานบิน 52 พูดกับคนในโทรภาพสามมิติที่มาจากสถาการบินแห่งโลก แล้วเค้าก็ตัดสายไป ก็พอดีกับอมรวรรณเข้ามาที่ห้องควบคุมของฐานบิน แล้วเค้าก็ต่อสายตรงไปยังผู้บัญชาการทหารสูงสุดทันที แล้วภาพสามมิติของผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ปรากฏแล้วพูดขึ้น “ด็อกเตอร์ ยานรบของคุณพร้อมหรือยัง” ภาพสามมิติของพลเอกปฏิกรณ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพูดขึ้นหลังจากที่เค้าเห็นอมรวรรณกับชูเดชเดินเข้ามาในห้อง “ค่ะ สภาพพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เหลือแค่รอคำสั่งประกอบจากท่านนายพลค่ะ ก่อนชั้นไปพักร้อนดิชั้นทดสอบรอบสุดท้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะท่าน” อมรวรรณรายงาน “ดี แล้วเราต้องใช้เวลาประกอบเท่าไหร่ ตอนนี้ผมอยากให้คุณทำทุกวิธีให้ยานออกรบได้ทันที” นายพลต้องการให้ประกอบยานเพื่อสร้างฝูงบินออกไปรบ “15 นาทีค่ะท่าน” อมรวรรณตอบ “งั้นผมอนุมัติสร้างเลย ด่วน” จากนั้นภาพสามมิตินั้นก็หายไป อมรวรรณจึงบอกผู้บญชาการฐานบิน 52 “ชั้นขอคอมพิวเตอร์ค่ะ” แล้วผู้บัญชาการฐานบิน 52 ก็ยกมือเชิญ อมรวรรณจึงเรียก “คอมพิวเตอร์” แล้วจอโฮโลแกรมก็ปรากฏตรงหน้าเธอ แล้วเธอก็เริ่มพิมพ์ข้อมูลคำสั่งประกอบยานรบในทันที “เรียบร้อยค่ะท่าน ใช้เวลาไม่น่าจะเกินสิบนาทีค่ะ” แล้วเธอก็เดินมานั่งข้างชูเดช แล้วสิบนาทีต่อมา อมรวรรณจึงรายงานต่อผู้บัญชาการฐานบิน 52 “ท่านคะ ตอนนี้โรงประกอบยานของฐานบิน 52 ได้ประกอบยานเรียบร้อยแล้ว ความพร้อมที่ระดับ 100% ค่ะ” “ออกปฏิบัติการได้ ด๊อกเตอร์คุณเลือกยานของคุณแล้วใช่มั๊ย” “ค่ะ” แล้วอมรวรรณก็จับมือของชูเดชและพูดขึ้น “คุณอยู่ที่นี่นะรอชั้นกลับมา” ชูเดชเอามืออีกข้างของเค้ามากุมมือที่จับกันอยู่นั้น แล้วพูด “ผมขอออกไปกับคุณด้วยนะ ผมไม่ให้คุณไปคนเดียวหรอก” “ไม่ได้นะมันอันตรายมาก” อมรวรรณพูดด้วยสีหน้าอันคร่ำเคร่ง “เดี๋ยวนะ เมื่อกี้คุณบอกเราเป็นแฟนกัน ผมก็ต้องคอยช่วยเหลือคุณซิ” อมรวรรณจึงยิ้ม ทั้งสองคนมองตากัน แล้วอมรวรรณก็พูดขึ้นอีก “ชั้นให้คุณไปด้วยไม่ได้หรอก ไม่อยากให้คุณไปเสี่ยงกับภารกิจที่อันตรายอย่างนี้” “ผมรักคุณ ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน” ชูเดชตอบ “เดี๋ยวชั้นจะให้คนไปส่งคุณกลับโลกคุณก่อน พอเสร็จภารกิจแล้วเราไปเจอกันที่โลกของคุณ โอเคมั๊ย” อมรวรรณบอกความคิดของเธอ “ผมไม่กลับโลกคนเดียว อร เรามาด้วยกัน เราก็ต้องกลับด้วยกัน บนโลกของผมไม่มีผู้ชายคนไหนเค้าปล่อยให้แฟนเค้าออกไปเสี่ยงอันตรายคนเดียวหรอก ถือว่าผมขอร้องนะ” ชูเดชพูดพร้อมกันมองตาอมรวรรณ “คุณนี่ดื้อจริง ๆ” เธอนิ่งนิดนึงแล้วพูด “ก็ได้ ๆ” ทั้งสองคนจึงเดินไปที่โรงจอดยานรบที่ประกอบเสร็จแล้ว และได้เดินไปที่ห้องแต่งตัวชุดนักบินก่อน ระหว่างทาง นายทหารนายหนึ่งเดินตรงมาที่คนทั้งสองแล้วพูดขึ้น “ท่านนายพลสั่งให้พวกคุณใส่ชุดนักบินพิเศษนะด๊อกเตอร์ คุณควรจะสวมชุดนั้น ของคุณผู้ชายด้วยเดี๋ยวผมให้คนเอาไปให้ที่ห้องแต่งตัวนักบิน” “ขอบคุณค่ะ” อมรวรรณตอบ “เอะคุณเคยบอกว่ามีชุดนักบินแคปซูลหนิ แล้วทำไมต้องแต่งชุดอะไรอีกล่ะ” ชูเดชสงสัยจึงถาม “อ๋อ ชุดนักบินอันนี้เป็นชุดเกราะ แต่ชุดนักบินแคปซูลมันใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีสงครามหรือการรบน่ะ มันจะมีความปลอดภัยมากกว่ากัน แต่แต่งแล้วเท่ห์แน่นอน เพราะชั้นแต่งแล้วสวย” แล้วชูเดชก็เดินไปที่ห้องแต่งตัวชาย จากนั้นทั้งคู่ก็ไปที่โรงเก็บยาน
ห้านาทีต่อมา ทั้งสองคนก็อยู่บนยานรบ “คุณกินยานี่ก่อน มันเป็นนาโนชิป แล้วชั้นจะโหลดข้อมูลความรู้การขับยานให้ มันจะมีความจำได้ 168 ชั่วโมง” อมรวรรณพูดพร้อมกับส่งยาแคปซูลให้ชูเดช เค้าจึงกินมันเข้าไป จากนั้นอมรวรรณก็คลิกเมนูและคีย์ข้อมูลบางอย่างบนหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเธอ ไม่กี่วินาที ชูเดชก็ขับยานรบลำนั้นเป็นทันที
ฝูงบิน 52 จำนวนกว่าร้อยลำจึงทยอยบินตามกันออกมาแล้วพุ่งขึ้นจากพื้นน้ำสู่ท้องฟ้า แล้วทั้งหมดก็บินเป็นขบวนแนวทะแยงออกไปเป็นปีกซ้ายปีกขวาจำนวน 10 แถว ยานรบของอมรวรรณนั้นอยู่ในแถวที่ 10 ขณะนั้นฝูงบินของข้าศึกซึ่งบินกันแบบไม่เป็นขบวนก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับลำแสงเลเซอร์จำนวนมาก ยานบางลำจึงถูกลำแสงเลเซอร์ของผู้รุกราน แต่ก็ไม่ระคายผิวเท่าไหร่ ยานของอมรวรรณก็โดยยิงด้วยเช่นกัน “อร เราถูกยิง” อมรวรรณจึงบอก “พื้นผิวของยานทนแสงเลเซอร์ได้เจ็ดครั้ง ไม่ต้องกลัวนะ” “หมายความว่ายังไง” ชูเดชจึงถาม “อย่าโดนซ้ำที่เดิมเกินเจ็ดครั้งจะ” ชูเดชพยักหน้า แล้วฝูงบินของกองบิน 52 ก็เริ่มตอบโต้ด้วยแสงเลเซอร์เช่นกัน ชูเดชเริ่มสไลด์หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าบ้าง ลำแสงจากยานของทั้งคู่ก็เริ่มสอยยานของผู้รุกรานร่วงไปทีละลำ ทีละลำ “แล้วคนที่อยู่ในยานจะเป็นอะไรหรือเปล่า อร” อมรวรรณหันมามองชูเดชแล้วพูด “นี่คุณยังห่วงความปลอดภัยของศัตรูอีกเหรอ” “เอ่อ ผมยังไม่เคยฆ่าใครน่ะ” อมรวรรณจึงบอก ยานพวกนี้ควบคุมด้วยรีโมทน่ะ แต่บางลำก็ใช้หุ่นยนต์ขับไม่มีมนุษย์จริงขับ” “อ่าว แล้วทำไมคุณไม่ทำยานแบบนี้มั่งล่ะ” ชูเดชสงสัยจึงถาม “ยานรบที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล มันสู้ยานรบที่ควบคุมด้วยมนุษย์ไม่ได้หรอก เพราะการควบคุมระยะไกล มันก็เหมือนกับขับซิมมูเลเตอร์เท่านั้น ประสิทธิภาพในการรบมันจะต่างกัน” ชูเดชพยักหน้าตอบ “เข้าใจแล้ว” แล้วยานของทั้งสองก็ฝ่าฝูงบินของข้าศึกออกไป ยานรบของกองบิน 52 เกือบทุกลำหลังจากฝ่าฝูงบินของข้าศึกออกมา ก็ตีวงบินกลับเข้าไปประจัญหน้ากับฝูงบินผู้รุกรานอีกครั้ง
การสู้รบทางอากาศยังดำเนินต่อไปกว่าสามสิบนาที และแล้วยานของทั้งสองคนก็ถูกยานรบของข้าศึกยิงซ้ำเข้าที่จุดเดิมเกินเจ็ดครั้งจนได้ ทำให้บริเวณห้องเครื่องส่วนที่เก็บแบตเตอรี่เกิดระเบิดขึ้น ยานกู้ชีพจึงทำงานโดยอัตโนมัติทันที ห้องโดยสารหลุดออกจากตัวยานแล้วพุ่งออกไปจากจุดที่ระเบิด ลอยออกไปทางมหาสมุทรหลายร้อยกิโล และทั้งสองคนก็หมดสติด้วยแก็สกล่อมประสาทของยานกู้ชีพซึ่งจะทำงานเพื่อให้นักบินมีอาการผ่อนคลาย มันพุ่งไปอย่างรวดเร็วและลับขอบฟ้าไปในที่สุด
ณ ห้องควบคุมของฐานบิน 52 “ท่านครับยานของด๊อกเตอร์ตกแล้วครับ” เจ้าหน้าที่สื่อสารรายงาน “เปิดเครื่องติดตามว่าอยู่พิกัดไหน แล้วติดต่อสถาบันการบินฯให้ผมด้วย” ผู้บัญชาการฐานบิน 52 ได้ใส่อุปกรณ์ติดตามไว้ที่ชุดนักบินของอมรวรรณและชูเดชไว้ “ครับ” แล้วโทรภาพของโอปอเรเตอร์ก็เรียกสายเข้า “ท่านคะ จากท่านผู้อำนวยการสถาบันการบินค่ะ” “โอนมาเลยครับ” ภาพของผู้อำนวยการสถาบันการบินแห่งโลกก็ปรากฏขึ้น “ข้อมูล ประวัติด๊อกเตอร์อยู่ในไฟล์แนบใน Email 276 แล้วต้องการข้อมูลอื่นอีกหรือเปล่าครับ” “ขอบคุณมากครับ ตอนนี้คงยังไม่รบกวนท่านผู้อำนวยการครับ” แล้วเค้าก็รีบเปิด Emailตรงหน้าจอโฮโลแกรมของเค้า แล้วก็พูดพึมพำ “ประวัติดีมาก แต่ไม่น่าคิดสั้นเลย ไม่รู้รึไงโทษมันแรง”
ณ เกาะแห่งหนึ่งกลางมหาสมุทร ทั้งอมรวรรณและชูเดชต่างก็หมดสติอยู่ในยานนั้นจนกระทั่งเช้าวันต่อมา อมรวรรณรู้สึกตัวก่อนเธอจึงปลุกชูเดช “คุณ ๆ เป็นอะไรหรือเปล่า” เธอเอาหลังมือมันแนบที่รูจมูกของชูเดช จึงรู้ว่าชูเดชยังหายใจอยู่ แล้วชูเดชก็รู้สึกตัว “อรเป็นไงมั่ง แล้วเราอยู่ที่ไหนเนี่ย” ชูเดชถามพร้อมกันมองไปที่อมรวรรณ “ชั้นว่าเราปลอดภัยแล้ว แต่ชั้นยังไม่รู้นะว่าเราอยู่ที่ไหน” จากนั้นเธอก็คลิกหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเธอ “จีพีเอสไม่ทำงาน” อมรวรรณจึงพยายามติดต่อกับฐานบิน แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ “ชั้นไม่อยากคิดว่าฐานเราจะโดนทำลายเลย เราออกไปสำรวจรอบ ๆ นี้ก่อนดีกว่า” แล้วทั้งสองคนก็ออกจากยานกู้ชีพ สิ่งที่ทั้งสองคนเห็นก็คือ สถานที่ที่เป็นชายหาดที่ทอดยาวไปหลายร้อยเมตร “เดี๋ยว ชั้นคิดออกแล้ว” อมรวรรณจึงเปิดหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าเธออีกครั้ง จากนั้นหลังคายานกู้ชีพของเธอก็เปิดเป็นช่อง แล้วโดรนลำนึงก็บินออกมา และบินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า จากนั้นตรงหน้าจอโฮโลแกรมก็ปรากฏภาพถ่ายทางอากาศ จึงทำให้ทั้งสองคนรู้ว่าที่ที่อยู่นี้เป็นเกาะขนาดเล็กซึ่งบริเวณโดยรอบมีแต่พื้นน้ำเท่านั้น “ชั้นว่าเราคงจะลำบากแล้วค่ะคุณ” อมรวรรณมองชูเดชแล้วพูด ชูเดชมองอมรวรรณแล้วถาม “ยังไงครับ” “ชั้นไม่สามารถรู้ตำแหน่งของเรา และติดต่อกลับฐานบินก็ไม่ได้” “แล้วเราขับยานกู้ชีพกลับฐานได้มั๊ย” ชูเดชถาม “ยานกู้ชีพไม่มีพลังงานพอหรอก มันเป็นแค่ยานกู้ชีพที่มีอุปกรณ์จีพีเอสซึ่งไม่น่าจะเสียได้เลย อุปกรณ์สำคัญดันใช้แต่ของห่วย ๆ” “อร คุณดูใจร้ายมากหน้านี้” ชูเดชหยอกอมรวรรณเพื่อให้เธอผ่อนคลาย “เอ่อ ปกติชั้นเรียบร้อยค่ะ” แล้วเธอก็ยิ้มให้เค้า แล้วชูเดชก็พูด “ผมว่าเราลองเดินสำรวจรอบ ๆ เกาะดูก่อนดีกว่า อาจจะคิดอะไรออกหรืออาจจะมียานของเราลำอื่นก็ได้นะ” อมรวรรณจึงตอบ “ดีเหมือนกัน” แล้วทั้งคู่ก็เริ่มออกเดินสำรวจไปรอบ ๆ เกาะนั้น
ทั้งสองคนเดินไปสำรวจโดยรอบเกาะจนกระทั่งเที่ยงวันจึงกลับมาที่ยานกู้ชีพที่อยู่ริมชายหาด แล้วชูเดชก็สังเกตเห็นว่าในมหาสมุทรนั้นมีสิ่งมีชิวิตอยู่ “เอะ เหมือน อร เคยบอกผมว่าบนโลกของคุณเนี่ยสัตว์สูญพันธุ์ไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ” อมรวรรณจึงพูด “ชั้นบอกตามที่ตำราเรียนสอนน่ะ จริง ๆ อาจจะมีก็ได้นะ แล้วตอนนี้ชั้นก็รู้สึกหิวแล้วซิ เอางี้ คุณไปหาฟืนมาแล้วกัน ชั้นว่าคุณคงไม่กล้าจับปลาใช่มั๊ย” อมรวรรณมองชูเดช “เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก บางทีมันก็จำเป็น แต่ผมไม่กล้าฆ่ามันนะ” “หมายความว่ายังไง ไม่กล้าฆ่าแล้วคุณจะจับมันได้ยังไง” อมรวรรณสงสัย “อ๋อ ผมจับมาให้คุณก็แล้วกัน รบกวนด้วยครับ แล้วบนโลกของผมก็มีวิธีหาปลาที่เรียกว่า ตกปลา แต่ผมขอหาอุปกรณ์ก่อน คุณก็นั่งรอที่นี่แหละ เผื่อมียานอะไรผ่านมาจะได้ขอความช่วยเหลือ” “ตกปลา มันเป็นยังไงอ่ะ” อมรวรรณสงสัย “เอาน่ะ เดี๋ยวทำให้ดู นั่งสวย ๆ เฉย ๆ ว่าง่าย ๆ นะคนดี” แล้วชูเดชก็เดินเข้าไปในป่าบริเวณตอนกลางของเกาะซึ่งเป็นเนินเขาที่ไม่สูงนัก ประมาณครึ่งชั่วโมงเค้าก็กลับออกมาพร้อมกับคันเบ็ดที่เค้าประดิษฐ์ขึ้นเอง “เนี่ยเหรออุปกรณ์” อมรวรรณถาม “ใช่ครับ ไม่น่าเชื่อนะบนโลกของคุณก็มีไม้ไผ่ด้วย แล้วผมก็งงขึ้นไปอีกที่มันมีพริก แต่หวังว่ามันจะใช้ได้นะ” อมรวรรณยิ้มแล้วพูด “ชั้นจำได้แล้ว วิชาชีววิทยา ปลาเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ” แล้วชูเดชก็เดินไปที่ยานกู้ชีพ เค้าจึงดึงสายไฟบริเวณที่เป็นรอยต่อของยานกู้ชีพกับยานรบ ซึ่งมีสายไฟที่มีความยาวพอที่จะเป็นสายของคันเบ็ดตกปลาที่เค้าประดิษฐ์ขึ้น จากนั้นชูเดชก็เดินไปบริเวณชายหาด เค้าปักอุปกรณ์ตกปลาของเค้าไว้ประมาณสิบอัน ชูเดชก็เข้าไปในป่าอีก ไม่กี่นาทีเค้าก็กลับออกมาพร้อมกับฟืนหอบใหญ่ จากนั้นก็ทำการติดไฟโดยใช้แท่งไม้กับเศษใบไม้แห้ง เค้าพยายามอยู่นานในที่สุดไฟก็ติด พอไฟติดอมรวรรณก็เอาอุปกรณ์จุดไฟด้วยการบีบอัดโมเลกุลมาให้ชูเดชแล้วพูด “ที่จริงใช้อันนี้ก็ได้นะ ชั้นลืมไป” ชูเดชมองอมรวรรณแล้วพูด “ขอบคุณครับ ช้าไปนิด” อมรวรรณยิ้มแล้วเธอก็เดินไปดูอุปกรณ์ตกปลาที่ชูเดชวางดักไว้ ปรากฏว่ามีปลาติดเบ็ดมาตัวนึง แล้วเธอก็จัดการฆ่ามันก่อนที่จะหิ้วมันเดินกลับมาที่กองไฟซึ่งชูเดชก่อไว้ “เดี๋ยวผมไปหาฟืนมาเพิ่มก่อนนะ คุณก็ย่างมันไปเรื่อย ๆเลย” แล้วชูเดชก็เดินกลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง ไม่กี่นาทีเค้าก็เดินกลับออกมาพร้อมกับฟืนซึ่งคราวนี้เป็นท่อนไม้แห้งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ “แค่นี้น่าจะอยู่ได้ถึงพรุ่งนี้เช้า” ชูเดชพูดแล้วอมรวรรณก็บอก “สุกแล้วจ้ามากินกัน” อมรวรรณก็หยิกเนื้อปลาใส่ปากเธอ จากนั้นก็ใส่ปากชูเดช “ชั้นไม่นึกเลยนะว่าจะได้กินอาหารธรรมชาติบนโลกของชั้น” อมรวรรณยิ้มอย่างมีความสุข ชูเดชมองหน้าอมรวรรณแล้วก็พูด “คุณนี่เหมือนเด็กเลยนะ” อมรวรรณจึงถาม “เหมือนตรงไหน” “น่ารัก มั๊ง” ชูเดชตอบ ทำให้อมรวรรณรู้สึกเขินขึ้นมาทันที
ทั้งสองคนนั่งกันอยู่ที่ริมชายหาดนั้นจนกระทั่งตกค่ำ “ชั้นขอโทษนะที่ทำให้คุณต้องมาลำบากอย่างนี้” อมรวรรณมองชูเดช “ผมสนุกมาก อร คุณทำให้ผมรู้สึกมีความสุขได้อย่างอัศจรรย์ ผมควรขอบคุณคุณมากว่า” ชูเดชตอบแล้วมองตาของอมรวรรณ “ตอนนี้ไม่รู้โลกของชั้นจะเป็นไงมั่ง” อมรวรรณเริ่มห่วงโลกของเธอขึ้นมา “คุณลองเล่าเรื่องแกแล็คซี่ 275 ให้ฟังได้มั๊ย” ชูเดชซึ่งยังสงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นจึงขอให้อมรวรรณเล่าที่มาที่ไป
“เมื่อร้อยปีก่อน ยานสำรวจไร้คนขับลำนึงไม่ปรากฏสัญชาติว่ามาจากดาวดวงไหน ตกลงมาบนโลก ทางผู้เชี่ยวชาญสิ่งมีชิวิตต่างดาวก็เก็บยานลำนั้นไปทำการวิจัย จึงทำให้รู้ว่า เส้นทางการบินที่มันบินมา มันมาจากแกแล็คซี่ 275 ซึ่งนักดาราศาสตร์เพิ่งจะเห็นมันก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี เพราะว่าปกติแกแล็คซี่ 275 มันจะอยู่ด้านหลังของหลุมดำ ทำให้เราไม่สามารถเห็นมันได้ แต่พอจักรวาลขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ แกแล็คซี่ 275 มันจึงปรากฏบนกล้องอวกาศ ทำให้เรารู้ว่าตรงนั้นมีแกแล็คซี่อีกแกแล็คซี่นึง แล้วมันเป็นแกแล็คซี่อันดับที่ 275 ที่เราพบ ชั้นคิดว่าพวกมันก็คงจะเพิ่งเห็นโลกของชั้นเหมือนกันนั่นแหละ มันเลยส่งยานมาสำรวจเราก่อน จากนั้นยานสำรวจของพวกมันก็บินมาสำรวจโลกของชั้นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ทางกองทัพอวกาศก็ส่งฝูงบินออกไปขับไล่ และตอนนั้นทางกองทัพก็เริ่มส่งยานไปสำรวจแกแล็คซี่ 275 เหมือนกัน แต่ว่าทุกลำก็ขาดการติดต่อโดยไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน มาถึงวันนี้ชั้นคิดว่า มันคงคิดจะยึดโลกของชั้นแล้วเน่ ๆ” ชูเดชนั่งฟังแล้วเค้าก็หลับไปโดยอมรวรรณไม่รู้ว่าขณะที่เธอเล่านั้นชูเดชหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ “อ่าว หลับแล้ว” แล้วอมรวรรณก็นึกถึงสมัยเรียนในมหาวิทยาลัย
ณ ห้องเรียนของมหาวิทยาลัย อาจารย์กำลังบรรยายวิชาคลื่น ผ่านทางจอภาพบนโต๊ะเรียนของนักศึกษาทุกคน “คำว่า คลื่น ทุกคนคงจะรู้นะว่ามันมีความถี่ มีขึ้นลงตามอัตตลักษณ์ของตัวมัน ที่เราเรียกว่า ความถี่คลื่น แต่ทุกคนคงยังไม่รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงาน ทุกอย่างมีคลื่นความถี่ในตัวของมันเสมอ คลื่นเกิดจากอะไร คลื่นเกิดจากการเคลื่อนไหว สิ่งใดเคลื่อนไหวสิ่งนั้นจะมีคลื่น ถ้าอย่างนั้นต้นไม้มีคลื่นความถี่หรือไม่ มีความเคลื่อนไหวหรือไม่ ตอบอย่างเด็ก ๆ ก็คงบอกว่าต้นไม้เคลื่อนไหวไม่ได้จึงไม่มีคลื่นความถี่ แต่ในความเป็นจริงภายในลำต้นของต้นไม้ก็มีการลำเลียงอาหารแร่ธาตุเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นนั่นแหละคือการเคลื่อนไหวของต้นไม้ จึงอาจสรุปได้ว่า ต้นไม้ก็มีคลื่นความถี่ในตัวของมันเช่นกัน” “วิชานี้น่าเบื่อมากเลย อร เย็นนี้เหมือนเดิมนะ” ข้อความที่ส่งมาจากเอมอรบนหน้าจอโฮโลแกรมของอมรวรรณก็ปรากฎขึ้น เธอจึงพิมพ์ตอบ “น่าเบื่อแต่มันเป็นหน่วยกิต ถ้าพลาดก็เสียคะแนน ตั้งใจหน่อยนะ ชั้นเอาใจช่วย เย็นนี้ชั้นไม่ว่างน่ะ พอดีมีธุระ” แล้วเอมอรก็พิมพ์กลับมา “ถ้าเธอไม่ไป งั้นชั้นไปกับชัยชาญสองคนก็ได้” อมรวรรณจึงลังเลขึ้นมาทันที จึงพิมพ์ตอบไป “งั้นชั้นทำธุระเสร็จแล้วจะตามไปก็แล้วกัน ตั้งใจเรียนได้แล้ว” จากนั้นอมรวรรณก็เอนหลังนอนหลับไปเช่นกัน
ขณะที่ชูเดชหลับ ความฝันหนึ่งก็เกิดขึ้น ณ ห้องเรียนของสถาบัน “ในโลกธาตุ พระศาสดาทรงจำแนกธรรมในโลกธาตุเป็นสอง คือ สังขตธรรม กับ อสังขตธรรม สังขตธรรมนั้นคือ ธรรมที่มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ ส่วนอสังขตธรรม เป็นธรรมที่ไม่มีการเกิดปรากฏ เมื่อไม่เกิดก็ไม่มีความเสื่อมปรากฏ และไม่มีการตั้งอยู่ในอะไรทั้งสิ้น อสังขตธรรมจึงไม่มีการบัญญัติหรือไม่อาจจะเรียกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เป็นการดำรงอยู่ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ทุกคนลองไปค้นข้อมูลคำ ๆ นี้ในอินเตอร์เน็ตดูนะว่ามันคืออะไร” แล้วอาจารย์ก็ให้นักศึกษาสมาธิปฎิบัติสมาธิ ความฝันของชูเดชจึงหายไป แล้วเค้าก็หลับลึกไม่ฝันใด ๆ อีก
เช้าวันต่อมา อมรวรรณรู้สึกตัวตื่นก่อนเธอจึงเดินไปดูอุปกรณ์ตกปลาของชูเดช แล้วมันก็มีปลามาติดเบ็ดอีกสองตัว เธอจึงจัดการมันแล้วเริ่มสุมฟืนใส่กองไฟที่ยังครุกกรุ่นอยู่ ไฟจึงลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วชูเดชก็ตื่นขึ้นมา “ผมหลับสบายมากเลย เหมือนได้ฟังนิทานก่อนนอนนะเมื่อคืน” ชูเดชพูดขึ้น “ไปล้างหน้าล้างตาก่อนนะลูกรัก” อมรวรรณรับมุขทันที และหลังจากย่างปลาเสร็จแล้วอมรวรรณก็ไปล้างหน้าล้างตาแล้วก็มานั่งกินอาหารเช้ากับชูเดช ทั้งสองคนรู้สึกมีความสุขมากที่ได้ลองใช้ชีวิตแบบนี้จนลืมไปเลยว่าตอนนี้อยู่ในช่วงภาวะสงคราม พอกินกันเสร็จแล้ว ชูเดชจึงพูดขึ้น “วันนี้มีโปรแกรมไปเที่ยวไหนต่อครับคุณไกด์” “วันนี้เราจะพาชมป่าที่หาได้ยากบนโลกนะคะ คุณพร้อมหรือยัง ถ้าพร้อมก็ออกเดินทางกันเลย” แล้วอมรวรรณก็ลุกขึ้น พอเธอลุกขึ้นยืนเธอก็มองไปเห็นยานลำหนึ่งกำลังบินเข้ามาทางเกาะที่ทั้งสองคนอยู่ เธอจึงพูดขึ้น “แต่ว่าวันนี้อาจมีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อยนะคะ คุณดู” แล้วเธอก็ชี้ไปที่ยานลำนั้น ชูเดชจึงมองตามไปทำให้เค้าเห็น “แต่ผมว่าถ้ายานมันเข้ามาที่นี่ เรายังไม่ต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือดีกว่า เพราะคุณก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์บนโลกของคุณเป็นยังไงใช่มั๊ย” อมรวรรณพยักหน้า “มันอาจเป็นยานของพวกแกแล็คซี่ 275 ก็ได้” ทั้งสองคนจึงรีบหลบเข้าไปในป่าทันที
แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด พอยานจอดลงบริเวณชายฝั่ง หุ่นยนต์รบพร้อมอาวุธปืนเลเซอร์ทั้งหมดก็ทยอยเดินออกมาจากยาน พอออกมาครบสิบตัวแล้ว พวกมันก็เริ่มสแกนหาสิ่งมีชีวิตด้วยการจับความร้อน ทั้งสองคนยังหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ในป่าพวกมันจึงยังสแกนไม่เจอ “เราจะทำไงดี” อมรวรรณกระซิบถามชูแดช “ตอนนี้เรามีอาวุธอะไรมั่ง” ชูเดชจึงถามกลับ “มีแค่ปืนพกกระบอกเดียวเอง” อมรวรรณตอบ “เอางี้ ผมจะใช้วิธีล่อให้พวกมันไล่ตาม แล้วคุณก็วิ่งตามหลังคอยยิงพวกมันนะ” ชูเดชอธิบายแผน อมรวรรณมองหน้าชูเดชแล้วพูด “คุณ มันเสี่ยงมากนะ” ชูเดชจึงพูด “ผมจะใช้ต้นไม้เป็นกำบัง ต้องพยายามวิ่งให้ต้นไม้อยู่ด้านหลังเสมอ ชีวิตผมเป็นของคุณแล้ว อร ฝากด้วยนะ” แล้วชูเดชก็ออกวิ่งไปอีกด้านอย่างไม่คิดชีวิต หุ่นยนต์รบห้าตัวก็วิ่งเข้ามาในป่าแล้วก็เริ่มวิ่งไล่ยิงชูเดช ส่วนอีกห้าตัวก็วิ่งไปบนชายหาดที่ทอดยาวพร้อมกับยิงเป็นระยะ ๆ ลำแสงเลเซอร์พุ่งเฉียดไปเฉียดมารอบตัวของชูเดช เค้าพยายามวิ่งให้ต้นไม้อยู่ด้านหลังตลอดทาง แล้วอมรวรรณก็เริ่มยิงเก็บหุ่นยนต์รบในป่าทีละตัว ตัวที่หนึ่ง สอง สาม สี่ แต่พอตัวที่สี่ล้ม ตัวที่ห้ามันก็เลยหยุดวิ่งตามชูเดชแล้วหันกลับมาทางอมรวรรณ แล้วเริ่มยิงสวนกลับมาที่เธอทันที พอเธอเห็นอย่างนั้น เธอก็เริ่มหันหลังวิ่งหนีกลับมาทางเก่า หุ่นยนต์ตัวที่ห้าจึงวิ่งตามอมรวรรณ แต่อมรวรรณวิ่งกลับมาได้ไม่กี่วินาที เธอก็ล้มลง หุ่นยนต์ตัวที่ห้านั้นก็กำลังจะยิงอมรวรรณ แต่แสงเลเซอร์ก็พลาดเป้าไปถูกดินข้าง ๆ เธอ แล้วหุ่นตัวที่ห้ามันก็ล้มลงด้วยแสงเลเซอร์จากปืนของพวกมันที่ชูเดชยิง “อร โอเคมั๊ย” ชูเดชถาม “ชั้นโอเค” “รีบหาที่กำบังยังมีอีกห้าตัวที่ชายหาด และบริเวณชายหาดเป็นที่โล่งแจ้ง ทั้งสองคนจึงเก็บพวกมันได้ไม่ยาก
หลังจากจัดการพวกหุ่นยนต์รบหมดแล้ว อมรวรรณก็วิ่งเข้ามากอดชูเดช “คุณทำชั้นกลัวมาก อย่าทำแบบนี้อีกนะ” แล้วเธอก็ร้องไห้ ชูเดชจึงปลอบ “ไม่เป็นไร เราปลอดภัยแล้ว” แล้วทั้งคู่ก็ออกจากป่ามาที่ชายหาด “เรามียานแล้ว อร แต่ว่าเราจะกลับไปที่แผ่นดินใหญ่ยังไงแค่นั้น เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าสถานการณ์บนโลกของคุณเป็นยังไง ผมคิดว่าตอนนี้หาวิธีติดต่อกลับฐานให้ได้ก่อนดีกว่า” ชูเดชพูดขึ้น “ชั้นจะไปดูที่ยานนะว่าจะมีอะไรใช้ได้มั่ง” “ครับ เดี๋ยวผมจะไปเก็บปืนพวกมัน” แล้วทั้งสองคนก็แยกกันไปปฏิบัติงาน อมรวรรณเดินตรงไปที่ยานรบของแกแล็คซี่ 275 แล้วเธอก็เริ่มขึ้นไปค้นบนยาน แล้วอมรวรรณก็ถอดอุปกรณ์การติดต่อสื่อสารจำนวนนับสิบชิ้นออกมาจากยาน ชูเดชเก็บปืนที่เหลือเสร็จก็เดินมาที่เดิม แล้วอมรวรรณก็พูดขึ้น “คุณช่วยชั้นขนลงมาที่นี่ได้มั๊ย ชั้งคงต้องรื้อยานของพวกมัน เอามาดัดแปลงนิดหน่อย” อมรวรรณขอความช่วยเหลือ “ได้ซิ” แล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันขนอุปรณ์ทั้งหมดที่อมรวรรณรื้อออกมา เอามันมาวางกองบนชายหาดนั้น
หลังจากอมรวรรณงัดแงะแผงอุปกรณ์ควบคุมยานจนเธอเห็นว่าได้อุปกรณ์ที่พอจะสร้างอุปรกรณ์สื่อสารกับฐานบินได้ “แค่นี้น่าจะพอ” เธอพูดพร้อมกับวางชิ้นส่วนอิเคคทรอนิดอีกสองสามชิ้นกองลงบนพื้นทราย จากนั้นเธอก็เริ่มประกอบอุปกรณ์ทั้งหมดเอาสายของอุปกรณ์นึงไปพันติดกับอีกอุปกรณ์นึง ไปเรื่อย ๆ ในที่สุด “สำเร็จ ที่นี่ก็ต้องทดลองใช้งาน” อมรวรรณพูดขึ้นหลังจากประกอบอุปกรณ์สื่อสารเรียบร้อยแล้ว แล้วเธอก็เปิดเครื่อง ภาพโฮโลแกรมก็ปรากฎตรงหน้าเธอ เธอจึงคลิกเมนูคำสั่งติดต่อไปยังฐานบิน 52 แล้วภาพสามมิติของผู้บัญชาฐานบินก็ปรากฏขึ้นแล้วก็พูด “ด๊อกเตอร์ เรารู้ว่ายานคุณตก คุณโอเคใช่มั๊ย” “ค่ะ ท่านตอนนี้ดิชั้นยึดยานของผู้รุกรานได้ค่ะ” “งั้นคุณรีบกลับมาได้แล้ว ตอนนี้พวกเรารอคุณอยู่” อมรวรรณดีใจมากแต่ก็สงสัยเรื่องผู้รุกรานจึงถามกลับ “แล้วกองทัพของแกแล็คซี่ 275 จัดการเรียบร้อยแล้วหรือคะ” “ตอนนี้จุดปะทะออกไปอยู่ในอวกาศแล้ว พวกนั้นถอยไปลอยลำอยู่ใกล้กับหลุมดำ ตอนนี้คุณกลับมาก่อนก็แล้วกัน เรากำลังวางแผนการรบใหม่” ผู้บัญชากการตอบ “ได้ค่ะท่าน” แล้วสัญญาณภาพสามมิติก็หายไป “คุณพวกมันถอยออกไปในอวกาศแล้ว ท่านนายพลให้เรากลับไปที่ฐานบินก่อน เห็นว่าจะวางแผนการรบกันใหม่ เดี๋ยวเราไปกินข้าวเย็นที่ฐานก็ได้นะ” ชูเดชจึงถาม “แล้วคุณต้องออกไปรบอีกเหรอ” “มันยังไม่จบหรอก แต่ว่าตอนนี้พวกมันลอยลำอยู่แถวหลุมดำ ท่านนายพลก็เลยต้องมีการวางแผนการรบกันใหม่น่ะ ชั้นกลัวคุณจะเบื่อซะก่อน” “ไม่หรอก คุณอยู่ไหนผมจะไปด้วย โอเคนะ แล้วที่นี้เราจะขับยานนี่ยังไง” ชูเดชถาม “คุณคะ ลืมไปแล้วเหรอ ชั้นเป็นใคร” อมรวรรณจึงตอบ “อ๋อ ครับผมลืมไปจริง ๆ” แล้วทั้งสองคนก็ขนอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดไปกองไว้บนยานรบที่ทั้งสองยึดมาได้ “ระวังสายไฟหลุดนะคะ ชั้นแค่พันมันไว้” อมรวรรณกำชับ “ได้ครับนายหญิง” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ
ระหว่างที่ทั้งสองขับยานออกมาได้ซักพัก อมรวรรณก็นึกถึงหัวหน้าเก่าของเธอ เธอจึงนึกถึงเรื่องที่จะหาของไปฝากอาจารย์ เธอจึงถามชูเดช “บนโลกของคุณมีอะไรที่ขึ้นชื่อมั่งคะ พอดีชั้นอยากจะเอาไปฝากหัวหน้าเก่าชั้น เค้าเป็นหัวหน้าแล้วก็อาจารย์ที่สอนงานชั้นน่ะ” “เอ่อ ของที่ขึ้นชื่อบนโลก อ๋อ ผมจำได้ว่าคุณเคยบอกว่าบนโลกของคุณสัตว์ต่าง ๆ สูญพันธุ์หมดแล้ว เอางี้มั๊ย เอาแมวหรือหมาไปเลี้ยงซักตัวก็ดีนะ” ชูเดชแนะนำ “จริงด้วย หัวหน้าต้องชอบแน่ ๆ แต่ชั้นอยากโทรหาท่านซักหน่อย ” แล้วเธอก็โทรหาหัวหน้าเก่าของเธอ แล้วภาพสามมิติของหัวหน้าเก่าของเธอก็ปรากฏ “สวัสดีค่ะหัวหน้า สบายดีนะคะ ตอนนี้ใกล้จะกลับแล้วนะคะ พอดีแวะกลับมาพาแฟนเที่ยวก่อน แล้วค่อยกลับไปใหม่ เอ่อ เดี๋ยวหนูจะหาของไปฝากนะคะ” หัวหน้าเก่าของเธอในภาพสามมิติจึงรีบบอก “อร คุณยังไม่รู้ใช่มั๊ย หมายจับออกไปทั่วเมืองแล้ว ตอนนี้คุณเป็นอาชญากรแล้วนะ” อมรวรรณตกใจมากจึงรีบถาม “หมายความว่ายังไงคะ หัวหน้า” เดี่ยวผมส่งไฟล์ข่าวให้ดู แล้ววีดีโอข่าวประกาศจับอมรวรรณก็ปรากฎขึ้น
“ตอนนี้ ทางกองทัพได้ขอออกหมายจับ ดร.อมรวรรณ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาการบินแล้ว ขอให้ประชาชนที่พบเห็นบุคคลในภาพแจ้งเบาะแสแก่ทางราชการจะมีรางวัลแก่ผู้ช่วยเหลือทางราชการ” แล้วหัวหน้าเก่าเธอก็พูดแทรกขึ้นมา “ฐานความผิดใช้ยานข้ามเวลาโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดกฎมาตรา 291 โทษมันรุนแรงมากถึงขั้นประหารชีวิตเลยนะ ผมว่าคุณอย่าเพิ่งกลับมาดีกว่า ถ้ามีที่อยู่บนดาวดวงอื่นก็อยู่ที่นั่นไปก่อน ตอนนี้คงมีการดักจับภาพและเสียงคุณผ่านสัญญาณการสื่อสารทุกระบบ ระวังตัวด้วยนะ” แล้วสัญญาณภาพก็หายไป อมรวรรณก็ร้องไห้ออกมา “นี่มันอะไรกันเนี่ย มันมีกฎข้อนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมโทษมันร้ายแรงขนาดนั้น” เธอจึงเปิดอินเตอร์เน็ตของเธอแล้วก็เสริช์หาเว็ปไซต์ที่เกี่ยวข้อง ภาพโฮโลแกรมเว็ปไซต์กฎของโลกก็ปรากฏ “มาตรา 291 ความผิดฐานใช้อุปกรณ์อันเป็นความเสี่ยงภัยต่อความมั่นคงของโลก ถือเป็นความผิดร้ายแรงระดับ 1 ต้องโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ หากผู้กระทำผิดเป็นผู้เยาว์ให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง...” ชูเดชเห็นเหตุการณ์ตลอดจึงพูด “ใจเย็น ๆ นะอร ที่โลกของคุณเค้าประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเหรอ” อมรรวรรณพยักหน้าทั้งน้ำตา “ถ้าอย่างงั้นผู้บัญชาการฐานบินก็คงจะหลอกให้คุณกลับไปโดนจับแน่ ๆ ผมว่าเรามาวางแผนกันก่อนดีกว่า และผมคิดว่าตอนนี้คุณควรกลับไปอยู่ที่โลกของผมก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า แต่ปัญหาคือเราต้องใช้ยานกลับไปที่โลกของผม ยานของคุณตอนนี้ก็ดันไปจอดอยู่ที่ฐานบินนี่ซิ เราจะไปเอายานนั้นมาได้ไง นี่แหละปัญหา”
ณ บ้านของหัวหน้าเก่าของอมรวรรณ หลังจากภาพสามมิติของอมรวรรณหายไปแล้ว “ทำไมโทษมันรุนแรงนักคะคุณ” วัลภา คนที่หัวหน้าเก่าเจอตอนไปส่งอมรวรรณถามขึ้น เพราะตอนนี้เธอก็มาเที่ยวบ้านของเค้าด้วย “หากใครย้อนเวลาไปทำอะไรมิดีมิร้าย ผลเสียหายมันจะรุนแรงมาก กฎข้อนี้จึงถือเป็นความผิดระดับ 1” หัวหน้าเก่าอมรวรรณบอกกับวัลภา แล้วเค้าก็พูดพึมพำ “เธอไม่หนีหรอก ผมรู้” แล้ว วัลภาก็ขอตัวกลับบ้าน “เอาล่ะ ชั้นต้องไปทำธุระต่อ ชั้นขอตัวกลับก่อนนะคะ” “ครับ มีโอกาสก็แวะมาคุยได้ตลอดครับ”
บริเวณกลางมหาสมุทร บนยานที่อมรวรรณกับชูเดชใช้เดินทาง “เราต้องเข้าไปแบบเงียบที่สุด และการจะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของกองทัพได้ ก็ต้องแฮคข้อมูลของกองทัพ เพื่อปิดระบบรักษาความปลอดภัยในที่จอดยานของคุณ” ชูเดชเสนอ อมรวรรณจึงสรุป “งั้นเราต้องกลับไปที่ห้องของชั้นก่อน เราต้องใช้คอมของชั้นกับอินเตอร์เน็ต และต้องทำให้ไวด้วย” หลังจากคิดวางแผนกันแล้ว ทั้งคู่ก็รีบเดินทางกลับไปที่ห้องของอมรวรรณอีกครั้ง
ณ แกแล็คซี่ 275 ที่ประชุมสภาแกแล็คซี่ “ชุดควบคุมสวิทช์จุดระเบิดมหาประลัย ที่ขนส่งล่วงหน้าไป ตอนนี้ถูกข้าศึกยึดไปแล้วครับท่านประธานฯ แสดงให้เห็นว่าแผนแรกที่ท่านผู้บัญชาการสูงสุดวางไว้ คงจบได้แล้ว และต้องเริ่มใช้แผนสองแล้วครับ” ผู้แทนจากดาวเคราะห์ที่ 6 รายงานสถานการณ์และสรุปต่อท่านประธานที่ประชุม “ผมก็ยังสงสัยว่าทำไมต้องไปกดสวิทช์ที่เกาะกลางมหาสมุทรบนดาวนั่น เราไม่สามารถกดสวิทช์จากโลกของเราได้เลยเหรอ” ประธานที่ประชุมตั้งประเด็นขึ้นมา “ไม่ได้ครับ เพราะผู้ที่จะกดสวิทช์ต้องเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากสภาแกแล็คซี่ก่อน ตามขั้นตอนการขออนุมัติครับ และถ้าจะกดสวิทช์จากโลกของเรา ฝ่ายเทคนิคก็ให้ค่าความเป็นไปได้แค่ 1% เท่านั้น เพราะรหัสสัญญาณอาจส่งไปควบคุมไม่ได้ครับท่าน” ผู้แทนจากดาวเคราะห์ที่ 6 อธิบายเหตุผลต่อท่านประธาน จากนั้นเค้าก็อธิบายต่อ “ถ้าสถานการณ์ไม่พลิกผัน วันนี้เราควรกดสวิทช์ระเบิดดาวนั้นไปแล้ว แต่เพราะกองทัพเราต้องถอยออกมาอยู่ที่หลุมดำ แผนการแรกก็ควรจะยกเลิกไป แต่ทุกท่านในที่ประชุมไม่ต้องกังวลใจ เพราะตอนนี้เราส่งหน่วยล่าสังหารที่เป็นมนุษย์กึ่งไซบอกซ์ลักลอบเข้าไปที่นั่นแล้ว ตอนนี้ต้องยึดยานลำนั้นกลับคืนให้ได้ก่อน เพราะมันมีอุปกรณ์และรหัสกดสวิทช์อยู่บนยาน คิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน และจากนั้นทีมล่าสังหารจะเป็นผู้กดสวิทช์แทนท่านนายพล พวกนี้ทำงานไม่เคยพลาด ผมขอเวลานิดหน่อยครับ” ผู้แทนจากดาวเคราะห์ที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนหนึ่งในตัวแทนจากดาวเคราะห์ทั้ง 27 ดวง ได้รายงานสถานการณ์และอธิบายเหตุผลต่าง ๆ แล้ว ทุกคนในที่ประชุมก็เริ่มยกมือเพื่อจะพูดบางอย่าง ประธานในที่ประชุมพูดขึ้น “ไม่ต้องแย่งกันครับ ผมขอให้โหวตสองประเด็นครับ คือ ประเด็นว่าจะเริ่มใช้แผนสองหรือไม่” แล้วผลโหวตคือให้เริ่มปฏิบัติการในแผนที่สองต่อไป สาเหตุที่ต้องให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไปกดสวิทช์บนเกาะนั้น ก็เพราะการส่งสัญญาณควบคุมของอุปกรณ์จุดระเบิดนิวเคลียร์ที่พวกเค้าติดตั้งไว้ในตัวเมืองกว่าพันจุดบนโลกของอมรวรรณในช่วงที่เข้าโจมตีนั้น อาจมีความผิดเพี้ยนได้เนื่องจากระยะทางระหว่างแกแล็คซี่ 275 กับโลกของอมรวรรณนั้นห่างไกลกันมาก ทำให้การจะกดสวิทช์ได้ต้องไปกดสวิทช์ส่งสัญญาณจุดระเบิดบนโลกของอมรวรรณ ซึ่งตามแผนแรกนั้นต้องส่งแม่ทัพระดับผุ้บัญชาการทหารสูงสุดของดาวภาคีดวงใดดวงหนึ่งที่ได้รับอนุมัติจากสภาฯเป็นคนกดสวิทช์ด้วยตนเอง เพราะการจะกดสวิทช์ก็ต้องมีรหัสอีกขั้นหนึ่งด้วย แต่เมื่อเหตุการพลิกผัน จึงมีการเปลี่ยนแผนเป็นแผนสอง คือ ทีมล่าสังหารจะต้องกดสวิทช์ระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมดที่วางไว้แล้วบนโลกของอมรวรรณให้ได้ และแล้วหน่วยล่าสังหารก็เริ่มออกเดินทางจากแกแล็คซี่ 275 ตอนนี้จึงกลายเป็นว่าทั้งสองคนกำลังถูกไล่ล่าจากทั้งกองทัพบนโลกของเธอ และกองทัพของแกแล็คซี่ 275 และกำลังหลบหนีด้วย ยานรบที่ทั้งสองยึดมาจากกองทัพแกแล็คซี่ 275 ที่ส่งหุ่นยนต์นักรบมาติดตั้งสวิทช์จุดระเบิด
หลังจากชูเดชและอมรวรรณชับยานออกมาจากเกาะได้ไม่นาน หน่วยล่าสังหารของแกแล็คซี่ 275 ก็เดินทางตามอุปกรณ์ติดตามที่มีอยู่บนยาน จึงทำให้พวกหน่วยล่าสังหารหาได้ไม่ยาก “ผู้พัน หลังจากกดสวิทช์ คุณมีเวลาสิบนาทีที่จะออกมาจากดาวดวงนั้นจำไว้ และความหวังอยู่ที่ทีมของคุณแล้ว อย่าให้พลาด” นั่นเป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนหน่วยล่าสังหารของแกแล็คซี่ 275 ซึ่งเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งไซบอกซ์จะออกเดินทาง แล้วกระสุนเลเซอร์ก็เริ่มระดมยิง นัดแรกเฉียดข้างยานด้านซ้าย และอีกหลายนัดก็ตามมา อมรวรรณจึงรีบติดต่อกลับไปยังฐานบินอีกครั้ง “เราถูกโจมตี ๆ ขอกำลังสนับสนุนด้วยค่ะ” “พวกเค้าจะมาช่วยเราเหรอ แล้วคุณจะไม่ปลอดภัยนะ” ชูเดชเป็นห่วง “นี่แหละแผนของชั้น ทั้งสองฝ่ายจะรบกันเอง” แล้วแสงเลเซอร์ของหน่วยล่าสังหารก็พุ่งโดนข้างลำยานของทั้งคู่ ทำให้อมรวรรณหยุดพูดแล้วก็จับมือชูเดชไว้แน่น แล้วเธอก็พูดต่อ “แต่ชั้นยังสงสัยว่าพวกแกแล็คซี่ 275 มันจะมาฆ่าเราทำไม มันก็น่าจะเห็นนะว่ายานลำนี้เป็นยานของพวกมัน” อมรวรรณบอกข้อสังเกตของเธอ ชูเดชจึงพูด “จริงด้วย แล้วขั้นตอนต่อไปต้องทำไงครับ ผู้บัญชาการ” อมรวรรณยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูด “คุณยังจะตลกอีกนะ เราอาจตายได้นะคุณ” “ถ้าผมตายคุณจะเสียใจมั๊ย” แล้วยานก็โดนยิงอีก ทำให้ยานของทั้งคู่โคลงไปโคลงมาตลอด อมรวรรณมองชูเดชแล้วพูดขึ้น “ตอนที่เราสู้กับหุ่นรบบนเกาะชั้นพูดกับคุณว่าไง” ชูเดชยิ้มแล้วมองหน้าอมรวรรณก่อนจะพูดขึ้น “ผมจะไม่ยอมให้คุณตายก่อนผมแน่ เพราะใจของผมให้คุณไปแล้ว” อมรวรรณอายนิด ๆ แต่ก็พูดว่า “คุณนี่ ไม่กลัวตายเลยใช่มั๊ย ยังจะมาหวานอะไรตอนนี้” “ตายไม่กลัวหรอก แต่กลัวไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณนะ อร ผมรู้สึกว่าผมเคยมีบางสิ่งที่ยังไม่ได้บอกคุณ แล้วผมก็พลาดที่จะบอกคุณไป ตอนนี้เลยรีบบอกอะไรที่อยากบอกเอาไว้ก่อน” ชูเดชรู้สึกว่าในอดีตเค้าอาจเคยพลาดสิ่งที่อยากบอกกับอมรวรรณมาก่อน “ชั้นก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ชั้นไม่กล้าบอกคุณ” อมรวรรณตอบ แล้วสัญญาณติดต่อก็ดังขึ้น “ผมหัวหน้าฝูงบิน 52 คุณลดระดับเพดานบินของคุณลงให้เราสังเกตเห็นด้วย ผมไม่รู้ว่าคุณอยู่ยานลำไหน” เสียงจากหัวหน้าฝูงบินสั่งให้อมรวรรณลดระดับเพดานบินของยาน เพื่อที่เค้าจะได้แยกยานของทั้งคู่ออกจากเป้าหมายการโจมตี เพราะตอนนี้ยานของอมรวรรณที่ใช้อยู่มีรูปทรงเหมือนกันไปหมด “ค่ะ” อมรวรรณจึงคีย์ข้อมูลบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมของเธอ ยานของเธอจึงลดระดับเพดานบินจนสูงกว่าระดับน้ำในมหาสมุทรไม่กี่สิบเมตร และบินไปด้วยความเร็วที่เร็วขึ้นด้วย แล้วฝูงยานรบของฐานบิน 52 ก็เริ่มยิงใส่ยานของหน่วยล่าสังหารทันที การปะทะกันกลางอากาศก็เริ่มขึ้น
บนยานของทั้งคู่ “ตอนนี้เราต้องทำความเร็วให้มากที่สุด” แล้วเธอก็เร่งความเร็วของยานด้วยเมนูความเร็ว ยานจึงบินห่างออกจากจุดปะทะอย่างรวดเร็ว “ยานลำนี้มันบอกด้วยค่ะคุณ ว่าความเร็วเท่าไหร่จะมีแรงอัดเท่าไหร่ และผู้โดยสารแต่ละคนจะทนแรงได้เท่าไหร่” อมรวรรณรู้สึกว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบนยานลำนี้ออกแบบมาได้ดีมาก แต่ว่ามันเป็นยานของผู้รุกราน ชูเดชรู้สึกอึดอัดแต่ก็พูดตอบ “ครับ โอเค แต่ผมก็ไม่เข้าใจนะ แล้วมันหมายความว่ายังไงครับ” ชูเดชถามต่อ “เครื่องมันสแกนผู้โดยสารทุกคนบนยานว่าแต่ละคนจะทนแรงG ได้เท่าไหร่ ของคุณทนได้แค่ 3 G เอง ทำไมน้อยจัง ของชั้น 8 G อ๋อรู้และ มันเป็นอาชีพของชั้น คุณคงไม่เคยขับยานความเร็วมาก ๆ เหมือนชั้น” ชูเดชพยักหน้า “ครับ เข้าใจแล้ว แต่คุณบอกว่ายานของผู้รุกรานมันควบคุมด้วยหุ่นยนต์ไม่ใช่เหรอ แล้วมันจะเช็คหุ่นยนต์ทำไมล่ะ” “จริง ๆ ก็อย่างนั้นแหละ อาจจะทำไว้เผื่อให้คนขับได้มั๊ง ชั้นไม่รู้เหมือนกัน เพราะมันเป็นยานผู้รุกราน” “ถ้างั้นไม่ใช่ผมฆ่าคนไปแล้วเหรอ” “ไม่ใช่หรอก ชั้นดูจากลักษณะยานมันต้องเป็นยานที่ทำไว้เผื่อให้คนขับด้วยเหมือนกันแค่นั้นอีกห้านาทึถึงห้องชั้นแล้ว” อมรวรรณอ่านข้อมูลแล้วบอกกับชูเดช
ณ ฐานบิน 52 “ท่านครับหัวหน้าฝูงบินติดต่อมาครับ” นายทหารสื่อสารรายงาน “ส่งเข้ามา” นายพลสั่ง แล้วภาพสามมิติก็ปรากฏ “ท่านนายพล ตอนนี้ ข้าศึกส่งฝูงบินมาอีกแล้วครับ ขอคำสั่งเพิ่มจุดปะทะด้วยครับ” หัวหน้าฝูงบินต้องการขอกำลังเสริม เพราะการเพิ่มจุดปะทะจำเป็นที่จะต้องส่งยานรบเข้ามาปฏิบัติเพิ่มขึ้น นายพลคิดอยู่แป๊ปนึงว่า ในภาวะสงครามระดับผู้บัญชาการกองพลสามารถออกคำสั่งเพิ่มจุดปะทะได้ เค้าจึงออกคำสั่งทันที “เพิ่มจุดปะทะ ขอกำลังจากกองบิน 53 , 54 , 55 ด้วย ผู้หมวด” “ครับ” ผู้หมวดที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งจึงพิมพ์คำสั่งทันที พอสิ้นเสียงผู้หมวด เจ้าหน้าที่สื่อสารก็ติดต่อมาอีก “ท่านครับท่านเสนาธิการติดต่อมาครับ” “ส่งเข้ามา” “สวัสดีครับ” ภาพสามมิติของเสนาธิการทหารก็ปรากฏขึ้นพร้อมการทำความเคารพ “สวัสดีครับ ว่ามาเลยผู้พัน” นายพลรับความเคารพแล้วสั่งให้บอกแผนการหรือข้อเสนอแนะที่ฝ่ายเสนาธิการประชุมกันมา “ครับ จากสถานการณ์แล้ว เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย การที่พวกแกแล็คซี่ 275 กล้าส่งทีมเฉพาะกิจเข้ามา ผมว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ยานของผู้ต้องหานะครับ ทำให้มั่นใจได้ว่า ที่พวกข้าศึกส่งกองกำลังเฉพาะกิจมา เป็นเพราะว่าบนยานอาจจะมีของสำคัญบางอย่าง”
ที่ห้องของอมรวรรณ หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าชูเดชก็ขึ้นข้อความ “รหัสไม่ถูกต้อง” ชูเดชกำลังเจาะรหัสเข้าระบบรักษาความปลอดภัยของกองทัพ เพื่อกลับไปเอายานของอมรวรรณที่จอดอยู่ที่ฐานบิน 52 แล้วเค้าก็เริ่มคีย์คำสั่งถอดรหัสตัวใหม่อีก “นี่ขนาดซูปเปอร์ควอนตั๊มนะเนี่ย” ชูเดชบ่น อมรวรรณยิ้มก่อนพูด “เอ่อ ตอนนั้นชั้นพูดเว่อร์นิดหน่อยค่ะ ของแพงขนาดนั้น ต้องมีวงเล็บว่า รวยโคตรด้วย แล้วเงินเดือนหัวหน้าหน่วยมันจะพอซื้อมั๊ยอ่ะ” ชูเดชมองหน้าอมรวรรณแล้วพูด “เข้าใจล่ะ” “เข้าใจยังไงคะ” อมรวรรณสงสัย “ต่อไปคงต้องหารสองลบหนึ่งด้วย” ชูเดชบอก “ยังไงคะหารสองลบหนึ่ง” อมรวรรณยังสงสัย “อ๋อ ไม่มีอะไรครับ” ชูเดชตอบแบบกลัวความผิด อมรวรรณจึงถามอีก “แล้วเข้าใจว่ายังไงล่ะคะ” “อ๋อ เข้าใจสถานการณ์อ่ะครับ” ชูเดชตอบ “โอเด” แล้วอมรวรรณก็พูดต่อ “ชั้นว่าอีกไม่นาน พวกทหารคงจะตามมาที่นี่” “มันแน่นอนครับ ผมเคยดูในหนังตำรวจเค้าจะค้นสถานที่ของผู้ต้องหาครับ” ชูเดชบอกจากประสบการณ์ “ตำรวจคือใครคะ” เพราะบนโลกของอมรวรรณมีแต่ทหาร “อ่าว บนโลกของคุณไม่มีเหรอ” “บนโลกของชั้นมีแต่กฎ แล้วผู้ควบคุมกฎก็คือทหาร แต่การออกกฎจะขึ้นอยู่กับสภาของประชาชนอีกที” อมรวรรณตอบ แล้วชูเดชก็รู้สึกเห็นความนึกคิดในตัวเอง ที่เค้ารู้สึกว่า ความคิดต่าง ๆ มันไม่ใช่ตัวเค้า “เดี๋ยวนะ ผมรู้สึกว่าตัวผมไม่ใช่ผมอีกแล้ว เมื่อกี้ แว็บนึง” แล้วทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกระเบิดจนบานประตูกระเด็นเข้ามาในห้อง กองกำลังทหารหลายสิบนายก็กรูกันเข้ามาในห้อง “เราเป็นเจ้าหน้าที่ศาลทหาร ด๊อกเตอร์ ผมขอแนะนำให้คุณไปกับเรา” หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพูดขึ้น “ได้ แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เกี่ยวกับชั้น ห้ามทำอะไรเค้า” อมรวรรณพูด “อร ไม่ได้นะ” แล้วพานท้ายปืนก็กระแทกหัวของชูเดช เค้าจึงสลบล้มลง “ชั้นบอกว่าไม่ให้ทำอะไรเค้า ไม่ได้ยินรึไง” อมรวรรณจึงตะโกนเสียงดัง “ไม่ทำไม่ได้ครับ แต่ผมจะทิ้งเค้าไว้ที่นี่” แล้วกองกำลังทั้งหมดก็ออกจากห้องไป
หลังจากเหตุการณ์สงบประมาณสิบห้านาที ชูเดชก็รู้สึกตัว เค้านั่งตั้งสติซักพัก และเริ่มทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พอตั้งสติได้ “คอมพิวเตอร์” ชูเดชเรียกหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมา แล้วเค้าก็เริ่มคีย์ปุ่มคีย์บอร์ดโฮโลแกรมนั้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดหน้าจอก็ปรากฏคำสั่งเบสิคในเซิร์ฟเวอร์ของกองทัพ เค้าจึงเริ่มคีย์ข้อมูลคำสั่งเบสิคตัวใหม่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ส่วนกลางของกองทัพทันที ระหว่างที่เครื่องอัพโหลดข้อมูลคำสั่ง “มันต้องใช้แคร็กช่วย เร็วซี่” ชูเดชบ่นพึมพำ ทันใดนั้นเสียงโทรภาพก็ดังขึ้น เค้าจึงกดรับ ภาพสามมิติของหัวหน้าเก่าฯก็ปรากฏ “สวัสดี คุณคือ...” หัวหน้าเก่าฯพูดขึ้นก่อน “ผม เอ่อ ผมเป็นเพื่อนกับอรครับ” ชูเดชตอบ “เพื่อนหรือแฟน เอาล่ะ ไม่เป็นไร เธอยังอยู่ใช่มั๊ย” “เอ่อ ไม่ใช่ครับเธอถูกทหารจับตัวไปแล้วครับ” “หา แล้วตอนนี้คุณทำอะไรอยู่” หัวหน้าเก่าฯถาม “ผมกำลังแฮกค์ข้อมูลของกองทัพอยู่ครับ แต่ฐานข้อมูลของกองทัพใหญ่มาก” ชูเดชตอบ “งั้นผมไปหาคุณดีกว่า แต่เอะ แล้วอีกนานมั๊ย” “ขอสิบนาทีครับ” “โอเค ถ้าเสร็จแล้วแจ้งผมด้วย ผมอาจจะรอคุณอยู่ที่บ้านก็ได้ เดี่ยวเจอกัน” หลังจากนั้นแป๊ปนึงหน้าจอโฮโลแกรมก็แสดงผล “สมบูรณ์” เค้าจึงติดต่อกลับไปที่หัวหน้าฯ “ผมควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยได้แล้วครับหัวหน้าฯ” “ผมว่าคุณคงเจาะได้แค่ชั้นนอกแน่นอน เพราะโปรแกรมระบบชั้นในไม่มีการเข้าถึงได้ ดังนั้นเรามีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ระบบที่สองมันจะเข้ามาแทนที่คำสั่งที่คุณแฮคเข้าไป ว่าแต่ว่าคุณมีแผนหรือยัง” “ครับ คือ ผมจะเป็นคนลอบเข้าไปเอายานครับ” “งั้นคุณก็รีบหน่อยแล้วกัน เอ่อ แวะมารับผมด้วย ผมอยู่ตึกถ้านับตึกของอมรวรรณมาผมอยู่ตึกที่สี่ คุณเข้าลานยกระดับมาชั้น 724 นะผมจะรอ อยู่โซนทิศตะวันตกนะ” หัวหน้าเก่าฯบอกชูเดชให้ไปรับเค้าด้วย “ไม่เกินห้านาทีครับ” “อย่าลืมเอาคอมของอรไปด้วย” แล้วชูเดชก็ปิดคอมพิวเตอร์และก็ลุกจากโซฟาไปหยิบคอมพิวเตอร์ประจำบ้านซึ่งมีลักษณะคล้ายตลับแป้งแต่งหน้ามาใส่กระเป๋ากางเกงไว้
ขณะที่ทั้งสองคนอยู่บนยาน “คุณเคยยิงปืนมั๊ย” หัวหน้าเก่าของอมรวรรณพูดขึ้น “เคยครับ” ชูเดชตอบ “ดี ผมมีปืนเลเซอร์พลังสูงอยู่ ยังไม่เคยใช้มัน ผมออกแบบเล่น ๆ ก็เลยทำไว้เป็นที่ระลึกกระบอกนึง นี่อาจเป็นงานแรกที่ปืนนี้จะถูกใช้งาน” หัวหน้าฯบอก ตอนนี้ชูเดชเริ่มคิดในใจว่า วันนี้ก็อาจจะเป็นครั้งแรกที่เค้าผิดศีลอย่างร้ายแรง เพราะปกติหลังจากที่เค้าเริ่มทำสมาธิแล้ว จิตใจจะมีแต่ความเมตตาตลอดมา แล้วเค้าจะทำได้จริง ๆ หรือเปล่า การยิงคนเนี่ย เค้าจึงเริ่มทำสมาธิเผื่อว่าจะคิดหาทางออกอื่นที่ดีกว่าการฆ่านี้ได้ ซักพักหัวหน้าเก่าฯก็พูดขึ้น “อรเค้าเป็นคนอย่างนี้แหละ ผมเคยบอกให้เธอไปถอยตัวซูเปอร์มา มันจะเร็วกว่านี้ไม่รู้กี่เท่า” หัวหน้าพูดขึ้น “เห็นเธอว่ามันแพงไมใช่หรือครับ” ชูเดชจึงพูดตอบ “ซูเปอร์ควอนตั๊มคอมพิวเตอร์ ตอนนี้คนธรรมดายังซื้อไม่ได้ก็จริง แต่ว่ารายได้ของด๊อกเตอร์ในตำแหน่งของเธอไม่ใช่น้อย ๆ นะ ใกลัถึงแล้ว เคลียร์ระบบแล้วนะ” หัวหน้าเก่าฯถาม “เรียบร้อยแล้วครับ” ชูเดชตอบ
ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด ภายในห้องสอบสวน “คุณรู้ใช่มั๊ยว่าการใช้จักรกลย้อนเวลามันมีผลร้ายแรงเกิดขึ้นได้ แต่คุณยังทำ ด็อกเตอร์” เจ้าหน้าที่ศาลทหารผู้ทำการสอบสวนพูดขึ้น “ชั้นยังไม่เคยใช้ยานข้ามเวลาในเรื่องส่วนตัวเลยค่ะ ข้อมูลที่กล่าวโทษมาไม่ถูกต้องค่ะ ชั้นขอปฏิเสธ” อมรวรรณปฏิเสธข้อกล่าวหาของกองทัพ “ด็อกเตอร์คุณอย่าบอกนะว่าไม่เคยใช้ยานย้อน แต่ผมควรจะถามว่าคุณใช้ยานย้อนเวลากี่ครั้งแล้วจะดีกว่า” “ท่านคะ ทุกครั้งที่ย้อนเวลาชั้นทำเพื่อการทดลองทั้งนั้น เป็นการทดลองของสถาบันการบินฯ ซึ่งทุกครั้งก็ผ่านการอนุมัติจากผู้อำนวยการสถาบันฯ มันเป็นงาน ถ้าไม่ทำการทดลองเราจะรู้ได้ยังไงว่ายานนั้นใช้งานได้หรือไม่ได้ และชั้นก็ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องแล้ว”
ณ ใจกลางเมือง อาคารสูงเสียดฟ้าหลังหนึ่ง ป้ายหน้าอาคารบอกว่าเป็น กองบัญชาการทหารสูงสุด ชูเดชกับหัวหน้าฯเดินมาถึงด้านหน้าตึกอาคารนั้น “หัวหน้าฯ ทำไมกองบัญชาการทหารสูงสุดมันอยู่ที่นี่ครับ” ชูเดชสงสัยที่มันเหมือนกับอาคารพักอาศัยแบบคอนโดธรรมดาหลังหนึ่งซึ่งสูงเสียดฟ้า “คุณไม่รู้เหรอว่า เกือบทุกพื้นที่บนโลกนี้เต็มไปด้วยประชากร” หัวหน้าฯตอบ “เข้าใจแล้วครับ” แล้วทั้งสองคนก็เดินเข้าไปหน้าตัวอาคาร ประตูลิฟต์นอกตัวอาคารก็เปิดออก “ไปชั้นไหนคะ” เสียงจากลิฟต์ “850” “เชิญค่ะ” แล้วทั้งสองคนก็เข้าไปในลิฟต์ ปกติการจะเข้าอาคารหลังนี้ได้ต้องมีการตรวจสอบอัตตลักษณ์บุคคลเสมอ แต่พอป้อนคำสั่งใหม่เข้าไป ระบบนี้จึงไม่ทำงานนั่นเอง
ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ “เธอเป็นคนจริงใจมาก คนบนโลกของเราไม่ค่อยจะมีใครมีความจริงใจให้กันเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สำหรับอมรวรรณ” หัวหน้าฯพูดถึงอมรวรรณแล้วมองมาที่ชูเดช “ครับ เท่าที่คบกันมาก็คิดว่าใช่ครับ” ชูเดชตอบ หัวหน้าฯจึงพูด “ผมว่าเธอโชคดีนะ ที่รู้จักคุณ” “ขอบคุณครับ” แล้วประตูลิฟต์ก็เปิดจากอีกฝั่ง ทั้งสองคนเดินออกมาจากประตู พวกเค้าจึงเห็นห้องโถงขนาดใหญ่ “แล้วยานอยู่ห้องไหน” หัวหน้าฯถาม “อ๋อ ครับผมจำได้ว่าจอดห้อง 850056 ครับ” ชูเดชตอบ แล้วหัวหน้าฯก็พูด “562” มันเป็นคำสั่งเรียกเมนูโฮโลแกรมมาให้เลือกห้องที่เก็บยาน แล้วหัวหน้าฯก็พิมพ์ตัวเลขลงไป ประตูห้องเก็บยานที่ 850056 ก็เปิดออก แล้วแท่นยกยานก็ออกมาจากห้องค่อยลอยต่ำลงมาหาคนทั้งสอง ชูเดชกำลังเดินไปกดปุ่มเปิดยานที่ปุ่มด้านนอกตัวยาน “หยุด คุณชูเดช คุณเปลี่ยนรหัสนักบินออกแล้ว ค่อยทำตามที่ผมสั่ง เข้าใจนะครับ” หัวหน้าฯพูดพร้อมกับถือปืนจ่อไปที่ชูเดช “หัวหน้าหมายความว่ายังไงครับ ผมเริ่มงงแล้ว อย่าบอกนะว่าหัวหน้าเป็นคนของกองทัพ” “ไม่ใช่หรอก แต่นวัตกรรมนี้มันเป็นของผม ผมทุ่มเทกับมัน ดังนั้นผมต้องได้ประโยชน์จากมันแค่นั้นเอง ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจ แล้วก็รีบเปลี่ยนรหัสนักบินด้วย” การเปลี่ยนรหัสนักบินเหมือนการเปลี่ยนกุญแจรถ แล้วชูเดชก็เริ่มทำตามคำสั่ง “เร็วหน่อยพ่อหนุ่ม” หัวหน้าฯเร่ง แล้วหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าชูเดชก็ปรากฏคำว่า “สมบูรณ์” หัวหน้าฯจึงใช้คำสั่งพูด “เปิด” หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเค้าก็ปรากฏช่องใส่ข้อความ เค้าจึงพิมพ์รหัสของเค้าใส่ เพื่อเปลี่ยนรหัสนักบิน แล้วยานก็เปล่งแสงสีเขียวสว่างวาบ ขณะที่หัวหน้าฯจะขึ้นไปบนยาน ชูเดชที่ยังต้องไปช่วยอมรวรรณจึงถามหัวหน้าฯ “คุณช่วยบอกผมได้มั๊ย อร อยู่ชั้นไหน” “ห้องสอบสวนอยู่ห้อง 830” หัวหน้าฯตอบแล้วก็พูดขึ้น “คุณจะไม่ถามซักหน่อยเหรอว่าผมจะเอายานลำนี้ไปทำอะไร” “ผมเข้าใจหัวหน้าฯครับ มันต้องเป็นเหตุผลที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับหัวหน้าฯ หัวหน้าฯถึงต้องลงทุนเสี่ยงขนาดนี้” ชูเดชตอบ “ก็ดี ผมก็หวังว่าคุณจะโชคดีนะ” แล้วหัวหน้าฯก็ขับยานออกไป ชูเดชจึงพูดขึ้น “562” หน้าจอโฮโลแกรมก็ปรากฏขึ้นมา ชูเดชจึงพูดอีก “ไม่ใช่” จอภาพก็หายไป เค้าจึงพูดคำสั่งใหม่ “561” หน้าจอก็ปรากกฎเมนูให้ป้อนคำสั่งเลือกสั่งอาหาร เค้าจึงพูด “ไม่ใช่” แล้วชูเดชก็บ่นพึมพำ “แล้วมัน เลขไหน วะ” หน้าจอก็ปรากฏให้เลือกรายการที่ต้องการเป็น Listรายชื่อเมนูขึ้นมา เค้าจึงพูดขึ้น “นายมันสุดยอดว่ะ” แล้วเค้าก็คลิกที่ List 001 ซึ่งเป็นรายการเรียกลิฟต์ แล้วผนังข้างชูเดชก็เปิดออกและเสียงก็ดังขึ้น “ไปชั้นไหนค่ะ” “830” แล้วชูเดชก็เข้าไปในลิฟต์ ไม่กี่วินาทีประตูลิฟต์ก็เปิด ชูเดชจึงเดินออกมา ตรงหน้าเป็นทางเดิน และสองข้างทางเป็นประตูห้องแยกเป็นห้องเหมือนกับคอนโดทั่วไป และก็โชคดีที่หน้าประตูระบุการใช้งานของแต่ละห้องไว้ เค้าจึงมองหาห้องสอบสวน ในที่สุดเค้าก็พบ แต่เค้ายังรออยู่ที่หน้าห้องนั้นและกำลังคิดว่าจะทำยังไง แต่เล้วในที่สุดประตูก็เปิดออก “ด๊อกเตอร์กลับได้เลยนะครับ” เสียงของเจ้าหน้าที่ศาลทหารพูด แล้วอมรวรรณก็เห็นชูเดช เธอจึงวิ่งเข้ามากอดแล้วพูด “รู้ตัวคนทำผิดแล้วค่ะ” “ผมเป็นห่วงคุณมากนะ แล้วมันเป็นยังไงครับ” ชูเดชจึงถาม “หัวหน้าเก่าชั้นเป็นคนใช้ยานย้อนเวลาตอนที่ชั้นไปพักร้อนค่ะ ตอนนี้กำลังตามตัวหัวหน้าฯอยู่ค่ะ” ชูเดชจึงรีบบอก “หัวหน้าคุณเอายานของคุณไปแล้วเมื่อกี้ เค้าถือปืนจ่อผม” ทุกคนหันมามองที่ชูเดช “เพิ่มระดับความรุนแรงเป็น ระดับ 7” แล้วเลขาธิการของศาลทหารก็รีบคีย์ข้อมูลคำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มาสอบสวนเรื่องนี้ด้วย
ณ บ้านของอมรวรรณ หลังจากยานของกองทัพมาส่งทั้งสองคนที่ห้องแล้ว “คุณไม่ต้องห่วงนะ ชั้นมียานสำรองไว้อีกลำแต่ยังไม่ได้ประกอบอุปกรณ์บางชิ้นเข้าไปแค่นั้น “เราจะกลับด้วยยานลำนั้น” อมรวรรณพูดขณะกำลังคีย์คำสั่งการประกอบยานนั้นอยู่ “ทำไมหัวหน้าคุณต้องทำแบบนี้” ชูเดชยังไม่หายสงสัย “หัวหน้าชั้นเค้าเป็นคนร่างโครงสร้างของยาน แล้วทีมงานทั้งหมดก็เริ่มแก้ปัญหาในการสร้างแต่ละจุด ๆ ในการออกแบบ แต่พอแก้ปัญหามาได้กว่า 80% เค้าก็ต้องเกษียณซะก่อน เค้าอาจจะหวงผลงานของเค้านะแหละ” “โลกของคุณนี่มันสุดยอดทุกอย่างจริง ๆ” ชูเดชชมแต่อมรวรรณคิดได้แล้วพูด “สุดยอดเหรอ” “ใช่ พวกคุณใช้ชีวิตที่มีแต่การแข่งขันกัน เพราะถ้าไม่มีการแข่งขันก็ไม่มีการพัฒนา มันเป็นโลภะที่หนาแน่นมาก ผมเลยเป็นห่วงคุณ ว่าแต่ว่าคุณยังนั่งสมาธิต่อเนื่องใช่มั๊ย” อมรวรรณพยักหน้าแล้วตอบ “ก็ไม่เชิงนะ บางวันถ้าเหนื่อยมากก็ไม่ได้ทำ แต่ก็ไม่เกินสามวันนะ” “ก็ยังดีครับ แต่ผมห่วงคุณว่าถ้าคุณหลงเพลินไปกับกิเลส มันจะเกิดการคุ้นเคยกับมัน คุณจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นกิเลส จะมองเห็นว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณตอบอย่างนี้ผมก็สบายใจ เพราะสติจะเป็นตัวดับกิเลสพวกนี้ได้” “ขอบคุณนะที่เป็นห่วง”อมรวรรณตอบพร้อมกับมองที่ชูเดช ชูเดชจึงพูด “แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดี พอได้ยานมาแล้ว คุณไปส่งผม แล้วคุณก็กลับมาที่โลกของคุณ แล้วคุณก็อยู่โลกของคุณ ผมก็อยู่โลกของผม อย่างงี้เหรอ” “ชั้นก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ชั้นรู้สึกว่าโลกของชั้นมันวุ่นวายเหลือเกิน” อมรวรรณตอบ ชูเดชจึงพูดขึ้น “ถ้าไม่รังเกียจก็ไปอยู่ที่โลกของผมก็ได้นะ” อมรวรรณมองชูเดชแล้วพูด “แล้วถ้าชั้นขอให้คุณมาอยู่ที่โลกของชั้นล่ะ พ่อขมองอิ่ม” “เอ่อ จริง ๆ นะ ผมจำเป็นต้องทำหน้าที่บนโลกของผม แต่ผมก็รู้สึกว่าคุณเป็นคนที่ผมตามหา” “สิ่งที่คุณพูด ชั้นก็รู้สึกอย่างนั้น แต่ว่า การเริ่มต้นของชีวิต ของคุณกับชั้นมันต่างโลกกันเนี่ยแหละ” อมรวรรณจึงบอก “แต่ยังไงผมคงไม่ลืมคุณแน่ อร” ทั้งสองคนมองตากัน และความรู้สึกนี้ก็คงเป็นความรักที่กำลังงอกงามในใจของคนทั้งคู่
ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด “ตอนนี้เครื่องจับสัญญาณได้ที่ เวลา 10.04 น. เมื่อ สิบหก ปี สี่ เดือน ยี่สิบสสองวันครับ” ผู้หมวดอีกคนที่ทำหน้าที่แกะรอยยานข้ามเวลาซึ่งหัวหน้าฯโขมยไป “จับเป้าหมายไว้อย่าให้หลุด ผู้หมวด” นายพลสั่ง “ครับ” แล้วท่านนายพลก็สั่งการกับผู้หมวดอีกคนต่อ “ส่งชุดปราบปรามไปที่นั่นด้วย” “ครับ” กองทัพเคยใช้ยานต้นแบบของอมรวรรณไปทำการผลิตยานข้ามเวลาไว้แล้ว ดังนั้นกองทัพจึงมองว่าการช้ามเวลานั้นเป็นภัยที่คุกคามต่อความมั่นคงอย่างสูง กองทัพจึงได้ผลิตยานข้ามเวลานี้จำนวนหลายลำเช่นกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ณ สถาบันการบินฯ เวลา 10.04 น. เมื่อ สิบหก ปี สี่ เดือน ยี่สิบสสองวันที่แล้ว ในห้องทดลองกลางแจ้งของสถาบัน อุปกรณ์ทดสอบยานถูกติดตั้งไว้อย่างเรียบร้อย “ทุกอย่างพร้อมมั๊ย” หัวหน้าฯ(คนในอดีต) ถามเจ้าหน้าที่ที่รับข้อมูลการปฏิบัติงานของทุกฝ่าย หน้าจอโฮโลแกรมของเค้าก็ขึ้นตัวเลข 100% “พร้อมทุกระบบแล้วครับ” “งั้นก็เริ่มการทดลองเลย” เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมอุปกรณ์จำลองซึ่งล็อคยานที่จะทำการทดลองไว้ ก็พิมพ์คำสั่งเริ่มโปรแกรมการทดลอง ยานจึงสตาร์ทเครื่อง แล้วเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมก็เร่งระดับความเร็วที่หน้าจอ ยานก็เริ่มมีเสียงการทำงานของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ตัวเลขความเร็วก็ปรากฏบนหน้าจอเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม “หยุดก่อน” หัวหน้าฯคนที่เดินทางมาจากอนาคตพูดขึ้น แล้วทุกคนในห้องปฏิบัติการก็มองมา และตกใจอย่างมาก “หัวหน้ามีสองคน” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดขึ้น “เฮ้ย พ่อของหัวหน้า” เจ้าหน้าที่อีกคนพูด หัวหน้าฯ(คนในอดีต) จึงพูด “คุณเป็นใคร ปลอมตัวเป็นผมมาทำไม ตอนแก่ผมจะเป็นอย่างนี้เหรอ” หัวหน้าฯคนในอนาคตจึงรีบบอก “หยุดการทดลองทันที ไม่งั้นเธอตายแน่ ผมรู้เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดต่อจากนี้ ได้โปรด” หัวหน้าฯ(คนในอดีต)จึงพูด “ผมมีหน้าที่ทำงานของผม คุณไม่มีสิทธิ์มาวุ่นวายกับงานนี้ รปภ.” “ถ้าคุณไม่เชื่อผมคุณจะต้องเสียใจ ผมคือคุณจริง ๆ” หัวหน้าฯคนในอนาคตเห็นว่าน่าจะยากซะแล้ว กับการที่จะทำให้หัวหน้าฯ(คนในอดีต) เข้าใจ เค้าจึงพูดขึ้น “คุณเพิ่งขอเธอแต่งงานไปเมื่อวานใช่มั๊ย” หัวหน้าฯ(คนในอดีต)จึงอึ้งขึ้นมาทันที แล้วเค้าก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน
ที่ห้องอาหารใกล้ที่ทำงานของหัวหน้าฯกับผู้หมวดนักบินหญิงแห่งกองทัพอวกาศ ทั้งสองคนกำลังมาดินเนอร์กัน หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าฯ(คนในอดีต)ก็พูดขึ้น “ผมคิดว่าควรถึงเวลาซะที” แล้วเค้าก็ยื่นกล่องแหวนให้ผู้หมวดนักบินสาว เธอยิ้มอย่างอาย ๆ นิดนึงก่อนจะรับมันไว้ ทั้งหัวหน้าฯ (คนในอดีต) กับผู้หมวดสาวนั้นเคยเรียนด้วยกันสมัยมัธยม แต่ความชอบของทั้งสองคนไม่เหมือนกัน แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้มาพบกันอีกครั้ง เพราะภาระหน้าที่ในตำแหน่งของแต่ละคนนั่นเอง
กลับมาที่เวลาเดิม ขณะนั้นหน่วยปราบปรามก็เดินมาย้อนเวลามาถึงที่หน้าอาคารของสถาบันการบินและกำลังขึ้นลิฟต์มาชั้นที่มีห้องทดลอง
ภายในห้องทดลอง “ผมเข้าใจแล้ว แต่คุณต้องบอกเหตุผลที่มากกว่านี้ ไม่งั้นผมคงหยุดการทดลองไม่ได้” หัวหน้าฯ(คนในอดีต)พูด หัวหน้าฯคนในอนาคตจึงบอก “อุปกรณ์วัดแรงดันของห้องกำเนิดพลังงานมันน่าจะมีปัญหาอยู่ เพราะจากการตรวจสอบสถานที่และซากของยาน ทีมสอบสวนได้พบข้อผิดพลาดของอุปกรณ์ของยานที่ทดสอบตอนนั้น และอาจมีอุปกรณ์อีกหลายชิ้นที่ยังสรุปไม่ได้ว่ามันผิดพลาดหรือเปล่า เราสืบพบได้แค่นี้ คุณควรจะพักการทดลอง แล้วตรวจเช็คอุปกรณ์ทั้งหมดอีกรอบนะ” หัวหน้าฯคนในอดีตจึงพูด “ถ้าผมไม่ทำอย่างที่คุณบอกล่ะ” “ยานจะระเบิด เธอจะเสียชีวิต” หัวหน้าฯคนในอนาคตตอบ มันทำให้หัวหน้าฯ(คนในอดีต) นิ่งคิด จากนั้นเค้าก็สั่งให้หยุดการทดลองในทันที ทันใดนั้น หัวหน้าเก่าของอมรวรรณก็หายตัวไปเหมือนกับว่าไม่เคยมีเค้าอยู่ ณ ที่นั้น ชูเดชก็หายไปจากดาวดวงนั้น อมรวรรณก็ทำงานอยู่ในสถาบันการบินฯ แต่มันไม่ใช่การออกแบบและสร้างยานข้ามเวลา แต่เป็นยานรบที่มีสมรรถนะทำลายล้างสูง แล้วหัวหน้าคนในอดีตก็สั่งให้เร่งตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดอีกครั้ง “ด๊อกเตอร์ ทำไมหยุดการทดสอบล่ะคะ” ผู้หมวดสาวถาม “ผมเกือบจะเสียคุณไปแล้วที่รัก” แล้วเค้าก็กอดผู้หมวดสาวไว้ ดังนั้นการสร้างยานข้ามเวลาจึงไม่มีขึ้นมาตั้งแต่แรก อมรวรรณก็ไม่เคยเจอชูเดช เพราะเธอไม่ได้มาที่โลกของชูเดช ด้วยเหตุที่ไม่ต้องมีการทดลองการใช้งานยานข้ามเวลา อมรวรรณจึงไม่ลาพักร้อน และไม่ได้มาที่โลกของชูเดช จึงไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ทำให้ทั้งสองคนได้พบกัน
วันต่อมา ณ สถาบันการบินแห่งโลก “อดทนไว้นะผู้หมวด แต่ถ้าถึงจุดที่ไม่ไหวให้กดปุ่มฉุกเฉินทันที” อมรวรรณกำชับกับผู้หมวดนักบินที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครทดสอบสมรรถนะของยานอวกาศที่เธอเป็นคนออกแบบ แล้วเสียงของเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครื่องตรวจวัดชีพจรของนักบินก็รายงาน “หัวใจเค้าเต้นเร็วมากครับ แต่ยังไม่เกินขีดอันตราย ดร.จะให้หยุดปฏิบัติการหรือไม่ครับ” อมรวรรณจึงสั่ง “ยังค่ะ ที่ชั้นรออยู่คือ นักบินกดปุ่มฉุกเฉินเท่านั้น เพราะนาโนชิปในร่างกายนักบินยังทำงานปกติ ชั้นว่ารอบนี้น่าจะผ่านได้” และเมื่อยานอวกาศทำความเร็วได้ถึงระดับความเร็วแสงแล้ว ก็มีสัญญาณเตือนเข้ามา เจ้าหน้าที่จึงรีบรายงาน “อีก 3 นาที ดาวเคราะห์น้อยขวางอยู่ครับ” อมรวรรณจึงสั่งไปยังนักบิน “ทำลายเป้าหมายด่วน” แล้วนักบินในยานอวกาศจึงลดความเร็วแล้วก็กดปุ่มยิงขีปนาวุธความเร็วสูงทันที และไม่กี่วินาที ขีปนาวุธก็เข้าปะทะกับดาวเคราะห์น้อยนั้นแหลกเป็นผุยผงชั่วพริบตา อมรวรรณจึงสั่งการต่อ “เริ่มปรับความเร็วใหม่ เมื่อได้ความเร็วแสงแล้ว ค่อยเริ่มการทดลองขั้นที่ 2 นะ” ดังนั้นเมื่อยานทำความเร็วได้เท่าแสงแล้ว นักบินจึงเปิดคำสั่งที่เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าให้ยานเริ่มแยกโมเลกุลของมัน จากนั้นยานทั้งลำรวมทั้งตัวนักบินก็ขยายตัวออกเป็นโมเลกุลขนาดจิ๋วอันเกิดจากมวลของสสารจำนวนมากที่มารวมกันเป็นนักบินและยานที่ทำการทดลอง อมรวรรณจึงพูด “สำเร็จ แยกโมเลกุลได้ก็หายตัวได้ นี่แหละสุดยอดยานรบแห่งอนาคต” แล้วทั้งชูเดชและอมรสวรรณก็เห็นตัวอักษรปรากฏบนท้องฟ้า “โปรดตรวจสิ่งของและสัมภาระก่อนลุกจากที่นั่ง ขอได้รับความขอบคุณ”
เวลา 17.00 น. ยานของทั้งคู่ก็ออกจาโรงภาพยนตร์เสมือนจริง ภายในห้องโดยสาร “เป็นไงคะ สนุกมั๊ย” อมรวรรณเริ่มบทสนทนาก่อน “สนุกมากครับ มันเหมือนจริงมาก คนละเรื่องกับจอแผ่นเลย แต่ว่าทำไมเนื้อเรื่องมันมีคนที่เรารู้จักอยู่ในหนังด้วย” ชูเดชถาม “ก็ใช้โปรเพิ่มประสบการณ์ส่วนตัวด้วยไงคะ เนื้อเรื่องจะรวมประสบการณ์ส่วนตัวของลูกค้าเข้าไปในเนื้อเรื่องด้วย ที่ชั้นถามว่าฟรีมั๊ยนั่นแหละ เพราะถ้าไม่ใช่ช่วงโปร มันก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะ แต่แค่คุณชอบชั้นก็ดีใจแล้วล่ะ” ชูเดชมีอาการเขินขึ้นมา แต่เค้าก็มองที่อมรวรรณแล้วถามอีก “แล้วโทษประหารบนโลกคุณทำไมป่าเถื่อนอย่างนี้” “อุ๊ย นี่มันยุคไหนแล้วจ๊ะ ไม่มีบทลงโทษบนโลกของชั้น เพราะถ้าคนไหนละเมิดกฏก็โดนใบสั่ง ทุกอย่างเป็นใบสั่งค่ะ” อมรวรรณตอบ “หมายความว่าไงครับ” ชูเดชยังสังสัย “โทษขั้นที่ 1 ตักเตือน ขั้นที่ 2 ปรับ นี่แหละมีแค่นี้” อมรวรรณอธิบาย “อ๋อ เข้าใจแล้ว เอ่อ แล้วหัวหน้าคุณเค้าเป็นคนยังไงบ้าง” “อ๋อ รู้มั๊ย ชั้นเคยเรียกหัวหน้าว่า วัตถุมงคล จริง ๆ ก็เรียกตามคนอื่นน่ะ แต่ชั้นมาเข้าใจความคิดของหัวหน้าก็ตอนชั้นมารับตำแหน่งหัวหน้านี่แหละ ที่จริงหัวหน้าไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิด” อมรวรรณพูดถึงหัวหน้าที่ชูเดชเห็นในหนังกับตัวจริง “มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ได้อยู่ในสภาวะของใครเราก็ตัดสินใครไม่ได้ว่าเค้าเป็นยังไง เพราะแต่ละคนต้องมีเหตุปัจจัยอะไรมาก่อนแล้วทั้งนั้น” ชูเดชพูดเสริม “ตอนเลือกแนวเรื่องชั้นก็เลยกดทุกแนวเลย คือกลัวไม่คุ้มไหน ๆ ก็ได้ของฟรีแล้ว” อมรวรรณบอกแนวหนังที่เธอเลือก “ผมก็ว่าอย่างนั้น เนื้อเรื่องมันทะแม่ง ๆ ยังไงไม่รู้” ชูเดชพูด อมรวรรณจึงรีบบอก “คุณรู้สึกเองแหละ เพราะมีตัวละครมาจากความรู้สึกของคุณ จริง ๆแล้วมันไม่เกี่ยวกับตัวละครที่มาจากประสบการณ์ผู้ชม เค้ามีระบบ AI สร้างเนื้อเรื่องใหม่จากแนวเรื่องที่เลือกไว้น่ะ” แล้วชูเดชก็มองหน้าอมรวรรณจากนั้นก็พูดว่า “ขอบคุณนะที่พาผมเที่ยว แล้วเราจะยังไงต่อ” อมรวรรณจึงบอกโปรแกรม “เดี๋ยวเราไปกินข้าวเย็น ร้านนี้เป็นร้านที่ทำอาหารสังเคราะห์เหมือนมากที่สุดในโลกเลยนะ ชั้นกดบัตรคิวไว้แล้ว แต่ชั้นไม่อยากกินเยอะเลย เดี๋ยวไม่เพียว” “เอ่อ ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมหมายถึงอนาคตของเรา คุณสรุปได้หรือยังว่าอยากอยู่ที่ไหน” ชูเดชเห็นอมรวรรณคิดว่าถามเรื่องเที่ยว แต่เค้าต้องการถามใจของอมรวรรณว่า โลกของผม หรือโลกของคุณ “เอ่อ ชั้นคิดว่าชั้นก็มีหน้าที่ คุณก็มีหน้าที่ ชั้นว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แต่คุณอย่าเบื่อก่อนนะ” ทั้งสองจ้องตากัน “ก็แล้วแต่ อร ผมมันยังไงก็ได้อยู่แล้ว” ชูเดชตอบ แล้วอมรวรรณก็รีบพูด “ไม่ใช่ว่าชั้นเห็นแก่ตัวนะ คนรักกันก็ต้องมั่นคงต่อกัน คุณสัญญากับชั้นนะ” แล้วอมรวรรณก็ยกนิ้วก้อยขึ้นมา ชูเดชจึงยกนิ้วก้อยของเค้าไปเกี่ยวนิ้วก้อยของอมรวรรณ “สัญญาครับ” “บนโลกของชั้น ทำแบบนี้เค้าถือว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วระหว่างเรา เอ่อ” อมรวรรณหน้าแดงนิดหน่อยแล้วพูดต่อ “เหมือนว่าคุณหมั้นชั้นไว้แล้ว ตามธรรมเนียมบนโลกของคุณค่ะ” แล้วเธอก็ยิ้มให้ชูเดช “หา..ครับ ผมถือตามนั้นครับ” แล้วชูเดชก็จับมือของอมรวรรณไว้ จากนั้นเค้าก็พูดขึ้น “เอ่อ เมื่อกี้เห็นว่าจะไปร้านอะไรนะ” “หิว ชั้นรู้ อ๋อ ใช่ แต่ชั้นไม่อยากกินเยอะเลย กลัวน้ำหนักขึ้น” ชูเดชสงสัยจึงถาม “เราก็สั่งมานิดหน่อยก็ได้หนิ” “ไม่ได้หรอก มันเป็นบุฟเฟ่ เดี๋ยวกินไม่คุ้ม เดี๋ยวชั้นเร่งความเร็วก่อน หิวเหมือนกัน” แล้วอมรวรรณก็เร่งความเร็วของยานบนหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า
ณ สถาบันการบินแห่งโลก วันนี้หัวหน้าเก่าของอมรวรรณได้ไปเป็นวิทยากรบรรยายในห้องอบรมเจ้าหน้าที่ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ และก่อนจบการบรรยายเค้าก็พูดความรู้สึกแก่เจ้าหน้าที่รุ่นน้อง “..ผมมองว่ากระแสสังคมกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง ความจริงก็ไม่น่าจะมีความพิเศษอะไร มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ในฐานะคนที่เคยอยู่มาก่อน ผมก็แค่อยากจะแชร์ประสบการณ์ของตัวผมเอง ตั้งแต่เริ่มทำงาน เราก็มุ่งมั่นอยู่กับงาน เราต้องมีหน้าที่ความรับผิดชอบ มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปเลย ตอนนั้นผมไม่รู้สึกหรอก เพราะยังเมามันกับงานอยู่ แต่พอเกษียณจึงมองย้อนกลับไป ก็เลยเห็นจุดนี้ เราทุ่มเทกับงานเสียจนเหมือนมันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ถ้าพวกคุณมองให้เห็นความจริงของชีวิตได้ มันก็จะช่วยคุณวางแผนการดำเนินชีวิต อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ตอนนั้นผมก็ลืมมองกลับมาที่ตัวเองเหมือนกันว่า จริง ๆ แล้วชีวิตต้องการอะไร ตำแหน่งหน้าที่การงาน ความอยู่ดีกินดี แค่นั้น ใช่หรือ ตามความจริง เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้และฝึกฝน ตลอดเวลาที่ยังมีลมหายใจ เราต้องมีการเรียนรู้และฝึกฝน นี่คือ ความเป็นมนุษย์ในความคิดของผม สวัสดีครับ” หัวหน้าเก่าของอมรวรรณได้กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบการอบรมในฐานะที่เค้าเป็นวิทยากรอบรมเจ้าหน้าที่ที่รับเข้ามาใหม่นี้ หลังจากที่เค้าพูดจบ เสียงตบมือก็ดังขึ้น “ขอขอบคุณอดีตหัวหน้าฝ่ายพัฒนาการบินนะคะ ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรในวันนี้ ขอเสียงตบมืออีกครั้งค่า” พิธีกรผู้ควบคุมเวทีกล่าวจบ หัวหน้าเก่าของอมรวรรณจึงพูด “ขอบคุณครับ” แล้วหัวหน้าเก่าของอมรวรณณก็เดินลงจากเวทีไปทางด้านหลัง
ปัจจุบัน ณ โลก ที่บ้านชูเดช “คุณจะมาเมื่อไหร่ครับ” ชูเดชกำลังคุยโทรภาพกับอมรวรรณ “อีกประมาณชั่วโมงคะ รอหน่อยนะคะ มีอะไรจะซ่อนก็รีบซ่อนนะคะ” อมรวรรณแกล้งแซว แต่ถ้าเกิดมีจริงเธอก็คงจะเอาเรื่องเหมือนกัน “อุ๊ย ผมไม่มีอะไรซ่อนนะ ความจริงใจ เราสัญญากันแล้ว” ชูเดชรีบตอบ “แหม ล้อเล่นจะ ตอนนี้อยู่หลังบ้านคุณแล้ว” “ตัวแม่จริง ๆ ใช้ได้” ชูเดชบ่นพึมพำ แล้วเค้าก็เดินไปเปิดประตูหลังบ้าน “เชิญครับ” อมรวรรณเดินยิ้มเข้ามาในบ้าน แล้วก็นั่งลงที่โซฟา “คิดถึงมากเหรอ .โทรตาม . หรือรีบเก็บของอะไรรึเปล่า” อมรวรรณยิงคำถามทันที “ครับ เฮ้ยไม่ใช่ ก็ไม่รีบเก็บอะไรเลยนะ” ชูเดชตอบ “แล้วเรื่องอาจารย์คงตกลงยังไงคะ มีพิกัดมั๊ยอ่ะ จะได้พาไป” อมรวรรณเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “คงไม่รู้หรอกว่าพิกัดไหน เพราะอาจารย์คงบอกว่า นิมิตเห็นแค่ไฟไหม้เมือง ๆ นึง แต่อาจจะเป็นแค่นิมิตที่ไม่ใช่ความจริงก็ได้” อมรวรรณจึงนิ่งนิดนึงแล้วพูด “แต่ชั้นว่าพาอาจารย์ไปเที่ยวอวกาศดีกว่า” ชูเดชมองอมรวรรณและก็ยิ้มให้เธอ แล้วพูด “ขอบคุณนะ” จากนั้นเค้าจึงส่งไลน์ไปนัดอาจารย์คงทันที
วันรุ่งขึ้น ยานของอมรวรรณก็ทะยานขึ้นไปในอวกาศ โดยมีจุดหมายคือ ดวงจันทร์ หน้าจอโฮโลแกรมก็ขึ้นข้อความพร้อมเสียง “เส้นผ่านศูนย์กลางของดาวดวงนี้มีค่าเท่ากับ 3,474 กิโลเมตร ปริมาณกัมมันตรังสี อยู่ที่วันละ 1,369 ไมโครซีเวิร์ต ...” แล้วอมรวรรณก็ใช้คำสั่งพูด “ขอระยะเวลาการเดินทาง” หน้าจอโฮโลแกรมของอมรวรรณก็ขึ้นข้อความพร้อมเสียงอีก “แบบวาร์ป ใช้เวลา ไม่ถึงวินาที กับ แบบชิว ความเร็วไม่เกิน 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลา 384.4 ชั่วโมง” “พอดีรีบค่ะ วาร์ปเลย” แล้วระบบอัตโนมัติก็ทำงานตามคำสั่ง หน้าจอก็ปรากฏ “คำเตือน ผู้โดยสารยังไม่มีชุดอวกาศ” “อ่าว ลืมไป ขอโทษค่ะ นี่ค่ะ อาจารย์” อมรวรรณยื่นนาโนชิปชนิดแคปซูลให้อาจารย์ “ไม่เป็นไรหรอกครับ อาจารย์กินเข้าไปได้เลย” ชูเดชสนับสนุน หลังจากอาจารย์คงกินเข้าไปแล้ว เค้าก็ถามขึ้น “อันนี้เหรอชุดอวกาศ” “ค่ะ” อมรวรรณพยักหน้าพร้อมตอบ แล้วก็เริ่มอธิบายสรรพคุณ
“นาโนชิปจะเข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มันจะส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าควบคุมโมเลกุลในมวลกายของอาจารย์ค่ะ ทำให้จัดเรียงโมเลกุลใหม่ให้ทนต่อแรงดัน หรือทนต่อสภาวะที่เป็นพิษ มันจะทำงานได้ 168 ชั่วโมงค่ะ เป็นการเอ่อ เค้าเรียกว่าอะไรนะ สวยจากข้างใน มั๊ง ใช่มั๊ยคุณ” อมรวรรณหันมาหาชูเดช “เอ่อ ครับ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่กินกันไว้ก่อนครับ” อาจารย์คงยังไม่หายสงสัยจึงถามอีก “แล้วถ้าเราไม่กินมันจะเป็นยังไง” อมรวรรณจึงเปิดการบรรยายขึ้นอีก “ร่างกายจะไม่สามารถทนสภาวะแรงดันภายในตัวกับความไม่มีแรงดันในอวกาศ ทำให้มวลกายแตกสลายได้ค่ะ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับมนุษย์ไม่สามารถดำน้ำในที่ลึกมาก ๆ ได้เพราะแรงดันของมวลน้ำ แต่ในอวกาศจะตรงกันข้าม คือ มันจะเป็นแรงดันจากภายในมวลกายของมนุษย์ที่จะถูกดันออกมาในอวกาศที่ไม่มีแรงดัน นาโนชิฟจะส่งคำสั่งปรับเรียงโมเลกุลใหม่ให้สอดคล้องกับทุกสถาวะในอวกาศ หรือแม้แต่สภาวะที่เป็นรังสีอันตรายในอวกาศได้ รวมถึงสภาวะแรงดันตอนวาร์ป หรือใช้ความเร็วสูง ๆ นาโนชิปจะส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าไปจัดรูปแบบวงอิเล็คตรอนกับนิวเครียส ให้สามารถทนต่อสภาวะแรงดันต่าง ๆ รวมทั้งคลื่นทุกชนิดก็ไม่สามารถทำอะไรนาโนชิปได้ การจัดรูปแบบรหัสสัญญาณไฟฟ้าขึ้นใหม่ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเพียง 0.0000001 วินาที อาจารย์ไม่ต้องกลัวนะคะ” “ขอบคุณมากครับที่ให้ข้อมูล” อาจารย์คงตอบ “ยินดีค่ะ” แล้วยานก็มาถึงดวงจันทร์ทันที จากนั้นอมรวรรณก็ควบคุมยานบนจอโฮโลแกรมตรงหน้าเธอให้บินไปรอบ ๆ ดวงจันทร์ “สวยมาก ดวงจันทร์” อาจารย์คงพูดขึ้นขณะมองวิวด้านข้างของเค้า อมรวรรณยิ้มให้กับชูเดช แล้วกระซิบ “เห็นมั๊ย อาจารย์ต้องชอบ ไอเดียชั้นเป็นไง” ชูเดชพยักหน้า “ครับ” ทั้งสองคนยิ้มให้กัน
ระหว่างอมรวรรณและชูเดชพาอาจารย์เที่ยวชมดวงจันทร์ด้วยการโคจรอยู่นั้น อมรวรรณก็พูดกับชูเดช “อาจารย์ยังไม่เห็นตอนชั้นไปเที่ยวโลกคุณ เดี๋ยวชั้นลองย้อนเวลาพาอาจารย์ไปดูดีกว่า ดีมั๊ย” “มันจะดีเหรอ” ชูเดชถามแบบไม่ค่อยมั่นใจแต่ก็นึกในใจ แล้วอมรวรรณก็ตอบ “เหอะน่า เซอร์ไพรส์อาจารย์” จากนั้นก็หันไปหาอาจารย์ “อาจารย์คะ หนูมีที่แห่งนึง อยากพาอาจารย์ไป เดี๋ยวขอปรับจุดหมายก่อนนะคะ” อมรวรรณบอกอาจารย์ “ได้เลยครับ จะไปไหนครับ” อาจารย์คงถามต่อ “เซอร์ไพรส์ค่ะอาจารย์” จากนั้นเธอก็ปรับจุดหมายไปยังสถานที่และเวลาที่เธอต้องการ แล้วยานก็ไปปรากฏเหนือบ้านของชูเดช แต่ว่าอยู่ในชั้นบรรยากาศ ชั้นเอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere) ซึ่งอยู่ห่างจากโลก ประมาณ 500 กิโลเมตร แล้วยานก็ดับและหยุดนิ่งที่พิกัดนั้น มีแต่อุปกรณ์สำรองพลังงานเครื่องยังชีพที่ส่งอากาศในยานยังทำงานอยู่เท่านั้น “อ่าว ทำไมล่ะ เดี๋ยวชั้นรีสตาร์ทยานก่อนนะคะอาจารย์ จะโชว์ไม่ดูสภาพตัวเองเลยเรา” เธอบอกอาจารย์แล้วก็บ่นกับตัวเอง “แล้วทำไงดี อร มีอะไรให้ผมช่วยมั๊ย” ชูเดชถามเผื่อจะช่วยอะไรได้มั่ง “เอ่อ ตอนนี้มีปัญหากับไดสตาร์ทแล้วล่ะคุณ แล้วอะไหล่อุปกรณ์ที่จะใช้ ชั้นก็ไม่ได้ติดมาด้วย เพราะรีบเกินค่ะ” อมรวรรณบอกความเสียหายของยานและปัญหาที่เกิดขึ้น “แล้วเราจะเอาไดสตาร์ทได้ที่ไหนล่ะเนี่ย” ชูเดชพูดลอย ๆ “อ๋อ นึกออกแล้ว เราไปเอาที่ยานของชั้นตอนที่มาโลกของคุณนี่ไง ก็ได้หนิ” อมรวรรณเกิดความคิดขึ้นมาทันที แล้วเธอก็พูดต่อ “นี่ปกติชั้นต้องตกใจโวยวาย แล้ววุ่นวายจนทำอะไรไม่ถูกก่อนนะ แต่ตอนนี้สติมันออกมาเองได้เลย แปลกมาก” ชูเดชยิ้มแล้วบอก “นี่แหละ สมาธิ แต่ว่าเราจะไปเอายังไง” อมรวรรณจึงบอก “ลงจากยานในระยะไกล ยานลำนี้มีเครื่องส่งมวลสารระยะไกล พาอาจารย์ไปด้วยกันเลย จากนั้นอมวรรณก็คีย์คำสั่งบางอย่างบนหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าของเธอ แล้วทั้งสามคนก็หายตัวไปปรากฏอยู่หน้าบ้านของชูเดช อมรวรรณจึงเคาะประตู แล้วประตูก็เปิดออก “เฮ้ย อร อาจารย์มาได้ไงแล้วผมมาได้ไงครับ” ชูเดชคนในอดีตรีบถามอาจารย์ทันที “ตอนนี้อย่าเพิ่งสงสัยอะไร ชั้นขอยืมไดสตาร์ทของยานชั้น เออ ยานเธอ” อมรวรรณชี้ไปที่อมรวรรณอีกคนที่อยู่ในบ้านซึ่งตอนนี้หลับไปแล้ว “เดี๋ยวนะ พวกคุณเป็นตัวจริงหรือเปล่า” ชูเดชในอดีตถาม “เอางี้ นายฉี่ใส่ที่นอนครั้งสุดท้ายตอน ป.4 โอเคมั๊ย” ชูเดชจึงพูดเพื่อยืนยันตัวตน “เออ คงจะจริง” ชูเดชในอดีตนึกในใจแล้วจึงพาทั้งสามคนไปที่ยานอวกาศหลังบ้าน อมรวรรณก็เปิดหน้าจอโฮโลแกรม จากนั้นยานก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน พอประตูยานเปิด เธอก็รีบหยิบอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งคล้ายถ่านกระดุมบนโลกของเราจากจำนวนนับร้อยในกล่องซึ่งลอยขึ้นมาจากเครื่อง พอเธอหยิบแล้วกล่องดังกล่าวก็ลอยกลับเข้าไปในยาน ประตูถูกปิด ยานก็ดำหายไปในพื้นดินอีกครั้ง ชูเดชกำลังจะถาม “เอาเป็นว่าเดี๋ยวคุณจะเข้าใจ ขอบคุณมากนะชูเดช” อาจารย์บอก แล้วทั้งสามคนก็รีบออกจากบ้านไป ชูเดชในอดีตกำลังเดินไปส่งที่ประตู พอทั้งสามคนออกนอกตัวบ้านก็ถูกดูดกลับขึ้นมาที่ยานทันที “เอาล่ะ ขอเวลาซ่อมสามนาที นะคะ” แล้วอมวรรณก็จัดแจงคีย์คำสั่งที่หน้าจอฯ แล้วไดสตาร์ทที่วางอยู่บนโต๊ะก็หายเข้าไปที่ผนังยาน แล้วเครื่องก็สตาร์ทอีกครั้ง “เฮ่อ” อมรวรรณถอนหายใจแล้วพูด “ทีหลังไม่เอาของออกจากยานแล้ว ปกติยานชั้นจะมีของทุกอย่างนะ แต่ว่า..เอ่อ ยกเว้นของที่จะใช้” แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะ
การเจริญอานาปานสติ
พระไตรปิฎกเล่มที่๑๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๘.อานาปานสติสูตร
[๒๘๘] อานาปานสติทำให้มากจึงมีผลมากมีอานิสงส์มาก ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก จักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักระงับกายสังขารหายใจออก จักระงับกายสังขารหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจออก จักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจออก จักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจออก จักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขารหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักระงับจิตสังขารหายใจออก จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจออก จักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักทำจิตให้ร่าเริงหายใจออก ว่าเราจักทำจิตให้ร่าเริงหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักตั้งจิตมั่นหายใจออก ว่าจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเปลื้องจิตหายใจออก ว่าจักเปลื้องจิตหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออก จักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออก จักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลสหายใจออก จักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลสหายใจเข้า
สำเหนียกอยู่ว่าจักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลสหายใจออก จักเป็นผู้ตามพิจารณาความสละคืนกิเลสหายใจเข้า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ขอความสวัสดีจงมาแด่ทุกท่าน
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ