ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2.3 ขอให้รักทุกธาตุไป
ขอให้รักทุกธาตุไป
“พุทโธ พุทโธ พุทโธ ๆ ๆ ๆ...” วัฒโนบริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง แล้วนิมิตหนึ่งก็เกิดขึ้น
ณ ห้องเรียนของสถาบัน อาจารย์คงกำลังสอนอยู่ “บางคนอาจจะนึกสงสัยว่า ทำไมสมัยพุทธกาล ผู้ที่ได้สดับคำตถาคตเพียงธรรมะหนึ่งบท ก็บรรลุเป็นอริยะบุคคลในระดับต่าง ๆ ได้ เอ่อ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ เราต้องมองสถานการณ์ในตอนนั้นก่อนว่า คนในสมัยนั้นไม่มีสื่อที่สนองความบันเทิงให้กับทุกคนเหมือนปัจจุบัน ดังนั้น การสดับของคนในยุคนั้น จะมีเพียงเสียงของธรรมชาติที่ได้ฟังตลอดเวลาอยู่ทุกวัน อารมณ์ความนึกคิดจึงไม่ถูกกิเลสภายนอกครอบงำตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ความตั้งมั่นของคนยุคนั้นจะแข็งแรงกว่าคนปัจจุบันมาก จิตจึงค่อนข้างจะมีความเป็นกุศลมากกว่าความเป็นอกุศล จึงเข้าใจธรรมะของพระศาสดาได้ง่ายกว่า นี่คงเป็นสาเหตุอย่างนึงที่คนในสมัยพุทธกาล เมื่อฟังธรรมเพียงไม่นานก็สามารถบรรลุความเป็นอริยะได้” แล้วอู๊ดก็กลับมาที่ลมหายใจ แต่ได้ไม่นานนิมิตอันใหม่ก็เกิดขึ้น
หลายปีก่อนที่บ้านของวัฒนา
20.00 น. หลังจากวัฒโน (อู๊ด) เลิกงานและเก็บข้าวของเพื่อกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านแล้ว “กลับมาแล้วเหรอ ป๊ารอกินข้าวอยู่ หิวมั่ก ๆ” วัฒนาพูดขึ้นก่อน “ป๊า ผมเคยบอกแล้วไง ไม่ต้องรอ ถ้าผมกลับตีสองตีสามจะทำไง” อู๊ดจึงรีบบอกทันที เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ “ป๊า ก็จะรอ” วัฒนามองอู๊ดแล้วบอกกับเค้า อู๊ดถึงกลับรู้สึกอึ้งกับคำตอบของพ่อของเค้า ทั้ง ๆ ที่วันนี้เค้าต้องไปเจอเรื่องร้าย ๆ จากที่ทำงานมา แต่เค้าก็เกิดความรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นทันที “เอ้อ ได้กินแล้ว เป็นไงมั่ง งาน” วัฒนาถามแบบไม่รู้ว่าจะถามอะไรดีกว่านี้แล้ว และเค้ายังไม่รู้ว่าวัฒโนออกจากงานแล้วด้วย ทำให้คำถามนั้นมันตรงจุดพอดี “เอ่อ ผมบายงานนี้แล้วครับ” วัฒโนตอบ “อ่าว ไม่เป็นไรลูก กินข้าวกินปลาก่อนแล้วค่อยคุยกัน” พอทั้งสองคนพ่อลูกนั่งลงที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มรับประทานอาหารร่วมกัน ซักพัก วัฒนาก็พูดขึ้น “ป๊าบอกตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ถ้าหนูเรียนสายที่ป๊าแนะก็ไม่ต้องเหนื่อยอย่างนี้ ที่ป๊าพูดนี่ป๊าไม่ได้ว่าอะไรนะ ตอนนี้มาเริ่มเรียนใหม่ดีกว่ามั๊ย” พ่อของวัฒโนพูดกับเค้า หลังจากอู๊ดลาออกจากงานเนื่องจากมีปัญหากับลูกค้าของบริษัทก่อสร้างที่เค้าทำงานอยู่ “งานหนักผมก็ไม่เกี่ยงนะป๊า แต่หนักใจนี่ไม่ไหวจริง ๆ ผมขอเวลาพักซักแป๊บก่อนได้มั๊ยครับ ผมยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมผมทำอย่างนั้น เอ่อ คือ ไปทะเลาะกับลูกค้าอ่ะครับ” วัฒโนตอบ “ก็แล้วแต่หนู แต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็บอกป๊าได้ ป๊ามีเพื่อนเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยยอยู่หลายคน มีช้อยส์ให้เลือกหลายที่ ตอนนี้ก็พักไปก่อนก็ดี ให้ใจเย็นลงก่อน จะได้ทบทวนความเป็นตัวตน เรามีกันแค่สองพ่อลูก หนูนึกตรงนี้ไว้เสมอแล้วกัน” แล้วต่างคนก็รับประทานอาหารเย็นด้วยกันเป็นครั้งแรกหลังจากที่อู๊ดเริ่มทำงานที่แรกโดยไม่มีการสนทนาใด ๆ อีก หลังจากรับปรทานอาหารกันแล้ว อู๊ดก็เข้าประจำที่หน้าคอมพิวเตอร์ในห้องนอนของเค้า ส่วนวัฒนาก็นั่งทำงานที่โต๊ะในห้องทำงานของเค้า ซักพักวัฒโนก็เดินลงมาเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมา แล้วเค้าก็ได้ยินเสียงวัฒนากำลังคุยโทรศัพท์ เค้าจึงเดินตรงไปที่ห้องทำงานของวัฒนา พอเดินไปถึงประตูห้องเค้าก็หยุดรอให้วัฒนาคุยโทรศัพท์ให้เสร็จ เสียงในโทรศัพท์พูดกับวัฒนาว่า “เราวันรบนะ ดีเพื่อน เรามีข้อมูลใหม่” “ว่ามาเลย หวังว่าจะมีข่าวดีนะ” วัฒนาบอกให้วันรบพูดมาเลยเพราะเค้ารู้ดีว่า วันรบ เป็นผู้ช่ำชองอยู่ในตลาด ข้อมูลของวันรบจึงเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด แต่ลึก ๆ จากพฤติกรรมที่ได้คบค้าสมาคมแล้ว วัฒนาก็รู้ดีว่าวันรบเป็นคนยังไง “เอ่อ อันนี้ข่าววงในให้ระวังการโจมตีด้วยแรงบีบ ถ้าเรายังคงที่ค่าเงินเรา ทองคำสำรองของเราจะต่ำกว่ามาตรฐานทันที คุณเข้าใจใช่มั๊ย” หลังจากวันรบบอกข้อมูลแล้ว วัฒนาจึงตอบ “เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ” พอวางสายแล้ว วัฒโนที่ฟังเสียง ยืนรออยู่หน้าห้องก็เดินเข้ามาในห้องแล้วพูด “ป๊า ยังไม่เลิกทำงานอีกเหรอ” “อ่าว อู๊ด ป๊ากำลังดูข้อมูลการซื้อขายตลาดต่างประเทศอยู่ มันน่าสนุกนะ งานแบบนี้ ยิ่งตลาดต่างประเทศนี่มีลุ้นได้ตลอด แล้วหนูคิดได้แล้วเหรอ ตกลงเอาไงตัดสินใจรึยัง” วัฒนาตอบและคิดว่าวัฒโนตัดสินใจแนวทางชีวิตของตนได้แล้ว “ยังครับ แต่แค่จะบอกว่า มีป๊าคนเดียวที่เข้าใจผม ขอบคุณครับ” อู๊ดอยากจะพูดอะไรให้มากกว่านี้ว่าเค้าก็รักพ่อของเค้าเช่นกัน “ถ้าทุกวันยังมีกลางวันกลางคืน ทุกวันก็มีการเริ่มต้นใหม่อยู่แล้ว จำคำป๊าไว้” วัฒนาให้กำลังใจลูกชายคนเดียวของเค้า “ครับ ป๊าก็พักผ่อนเยอะ ๆ นะครับ” อู๊ดบอกด้วยความเป็นห่วง “ป๊าแข็งแรงลูก ตอนที่ม้าเค้าอยู่ เค้าชอบเรียกป๊าว่าซูปเปอร์แมนนะ หนูไม่รู้หรอก” วัฒนาตอบลูกชายคนเดียวของเค้า “ยังไงก็ต้องดูแลครับป๊า ผมมีพ่อคนเดียวนะ ป๊าพักผ่อนมั่งแล้วกัน” อู๊ดพูดขอร้อง “ครับ คุณลูก ไปนอนก่อนเลยเดี๋ยวป๊าก็ขึ้นนอนแล้วราตรีสวัสดิ์” “ราตรีสวัสดิ์ครับ” อู๊ดตอบแล้วก็เดินออกจากห้องไป แล้ววัฒโนก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจ จากนั้นซักพัก อีกความคิดหนึ่งก็ปรากฏอีก
ณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง “ปีหน้าเค้าจะใช้คำนำหน้าว่านายแล้วนะคะคุณพ่อ ดิชั้นว่าคุณพ่อมีกังวลเกินไปหรือเปล่า” อาจารย์ประจำชั้นเด็กชายวัฒโนหรืออู๊ดพูดกับ วัฒนา ในฐานะผู้ปกครองที่อาจารย์เชิญมา “ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำไม่น่าจะส่งผลเสียต่อการเรียนนะครับ” วัฒนาตอบ “มันไม่ใช่ผลโดยตรงค่ะ แต่สภาพจิตใจของเด็กเป็นสิ่งสำคัญกว่านะคะ แล้วอีกอย่างเอ่อ เค้าไม่ได้มาบอกกับดิชั้นเอง แต่ชั้นได้รู้จากกลุ่มเพื่อนของเค้า ทำให้รู้ว่า คุณกำลังบังคับให้เค้าเรียนในสายที่เค้าไม่ชอบ มันยิ่งกดดันเด็ก ดิชั้นคิดว่าควรให้เค้าตัดสินใจด้วยตัวเองจะดีกว่านะคะ” อาจารย์พูดยาว “ขอบคุณนะครับ แต่ผมอยากให้คุณฟังเหตุผลของผมนิดนึง ผมเป็นนักลงทุน สิ่งนี้เป็นอาชีพของผม และทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะมีให้กับเด็กคนนี้มันจะสามารถคงอยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ ถ้าเค้าไม่มีความรู้เรื่องนี้ ถึงเวลานั้นเค้าจะเสียใจขนาดไหนที่ไม่สามารถรักษาทรัพย์สมบัติที่ผมยกให้เค้าไว้ได้” วัฒนาบอกสาเหตุ “คุณคาดการณ์เกินไปค่ะคุณพ่อ ข้ามชอตไป เค้าอาจจะเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ถ้าเค้าไม่รักในอาชีพที่คุณว่า ดิชั้นไม่ได้ขอให้คุณเลิกพฤติกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดทันทีเลยนะคะ แต่ขอให้คุณพ่อพยายามโอนอ่อนตามเด็กบ้าง ดิชั้นแค่ให้ความเห็นด้วยความหวังดีแค่นั้น” อาจารย์พูดเพื่อให้วัฒนาลดพฤติกรรมที่เค้าทำอยู่ “เอาเป็นว่า ผมจะพยายามแล้วกันครับคุณครู ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” วัฒนากำลังจะกลับ “อ๋อ เดี๋ยวค่ะ ช่วยเซ็นต์รับทราบความผิดนักเรียนให้ด้วยค่ะ” แล้วเธอก็ยื่นเอกสารให้วัฒนา ในเอกสารระบุความผิดนักเรียน “หนีการเรียนตั้งแต่ 13.00 น. – 16.00 น. ..” แล้ววัฒนาก็เซ็นต์เอกสารนั้น ขณะที่วัฒนาเปิดประตูห้องพักครู “คุณจะกลับไปลงโทษเค้าหรือเปล่าคะ” อาจารย์ถามเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมเด็กอีก “ผมเข้าใจแล้วครับคุณครู ก็แค่นั่งคุยกันเฉย ๆ ไม่มีการลงโทษครับ ขอบคุณครับ” แล้ววัฒนาก็เดินออกไปจากห้อง
ที่บ้านของวัฒนา “ป๊าเข้าใจหนูแล้ว แต่ป๊าไม่อยากให้มีเหตุการณ์อย่างนี้อีก หนูต้องเข้าใจป๊านะ” วัฒนาพูดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว “ผมขอโทษครับ ต่อไปผมจะไม่ทำอีก” อู๊ดตอบ แล้ววัฒนาก็ร้องไห้แล้วพูด “ป๊าไม่ดีเอง ที่ป๊าบังคับ ๆ ๆ ลูกทุกอย่าง ไม่ดีที่ทำให้ลูกไม่มีแม่ แต่ป๊าทำได้แค่นี้เอง” อู๊ดจึงรีบพูดขึ้น “ป๊าเลิกโทษตัวเองซักที ผมไม่ชอบให้ป๊าทำแบบนี้ ป๊าเหมือนคนอ่อนแอ ขี้แพ้ ป๊ารู้มั๊ย ผมเกลียดป๊า” อู๊ดไม่อยากเห็นพ่อเค้าร้องไห้ คำนี้ทำให้วัฒนารู้สึกเสียใจมาก แต่เค้าก็เข้าใจว่าอู๊ดกำลังเข้าสู่วัยรุ่น พ่อในความฝันของเค้าจึงต้องเป็นคนเข้มแข็ง กล้าหาญ มั่นใจตัวเอง ซึ่งภาพที่อู๊ดมองพ่อเค้าขณะนั้นมันแตกต่างสิ้นเชิง วัฒนาเสียใจได้แป๊ปเดียวเค้าก็เดินตามขึ้นไปที่ห้องของวัฒโน พอถึงหน้าประตูเค้ากลับไม่กล้าเคาะห้อง แต่ก็พูดเบา ๆ ว่า “ป๊าขอโทษนะ” แล้ววัฒนาก็เดินออกจากหน้าห้องไป ประตูห้องนอนอู๊ดก็ค่อย ๆ แง้มออกมาเล็กน้อยแล้วก็ค่อย ๆ ปิดลง วัฒนาเดินลงไปที่ห้องทำงานของเค้าเพื่อทำงานของเค้าต่อ
แล้วอู๊ดก็กลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง จนกระทั่งเค้าออกจากสมาธิ เค้าก็เดินไปที่หน้าต่างด้านหน้าสถาบัน แล้วก็เดินกลับมานั่งภายในห้องเรียน แล้วอู๊ดหรือวัฒโนก็นั่งสมาธิต่อ
บนโลกนี้ทุกคนต่างมีความสุขและความทุกข์ อันนี้เป็นความเท่าเทียมกันของมนุษย์ หลายสัปดาห์ก่อนที่วัฒนาจะจากไป ที่ห้องตรวจโรคของโรงพยาบาลหรูแห่งหนึ่ง “แอ๊ด (วัฒนา) นายต้องรักษาสุขภาพให้มากกว่านี้ อันนี้ไม่ใช่แค่ในฐานะหมอ แต่ฐานะเพื่อนด้วย” นายแพทย์ใหญ่ของโรงพยาบาลซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมของวัฒนา พยายามเตือนเรื่องสุขภาพของวัฒนา ตอนนั้นผลการตรวจปรากฏว่าวัฒนามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจค่อนข้างสูง วัฒนาหลังจากกลับมาถึงบ้านแล้ว เค้าก็นั่งทำงานที่โต๊ะทำงานในห้องของวัฒนา แล้วแม่บ้านก็เข้ามาบอก “คุณแอ๊ดคะ อาหารทุกอย่างพร้อมที่โต๊ะแล้วนะคะ อิชั้นขอตัวกลับห้องก่อน ถ้าเสร็จแล้ว คุณแอ๊ดก็คอลไปที่ห้องนะคะ” “ขอบคุณครับ” วัฒนาตอบ หลังจากนั้นอีกชั่วโมงกว่า อู๊ดก็กลับเข้าบ้าน แล้วสองพ่อลูกก็กินข้าวพร้อมหน้ากัน “เป็นไงมั่งลูก งาน” วัฒนาถามขึ้นก่อน “ก็ดีครับ แต่ก็ต้องไปตามไซส์งานนอกสถานที่ด้วย แค่ลำบากเวลาเดินทางไปนอกสถานแค่นั้นครับ” อู๊ดตอบพร้อมรายงานปัญหา “เหนื่อยเกินไปรึป่าว เอ่อ แต่ถ้าหนูชอบป๊าก็โอเคด้วย” วัฒนาเกือบหลุดพูดให้วัฒโนมาศึกษางานในอาชีพของเค้า แต่พอดีเค้ายั้งคำพูดไว้ได้ หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเล้วสองพ่อลูกก็แยกย้ายกันประจำที่คอมพิวเตอร์ใครคอมพิวเตอร์มัน หลังจากที่อู๊ดขึ้นนอนแล้ว แต่วัฒนายังคงนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ของเค้า พอเหลือบไปเห็นรูปที่เค้าถ่ายคู่กับโสภี เค้าก็นึกถึงเธอขึ้นมา แล้วความคิดกับน้ำตาก็เริ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง
ที่บ้านพักชายหาดแห่งหนึ่ง สองหนุ่มสาวกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้บริการริมชายหาด “คุณอยากได้ลูกชายหรือลูกสาวคะ” โสภีพูดขึ้น “ผมไม่เกี่ยงหรอกครับ แต่หมอเค้าว่ายังไงมั่ง” วัฒนานั้นเป็นห่วงโสภีเพราะร่างกายเธอปกติเป็นคนไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว “หมอก็บอกว่าไม่น่าจะมีปัญหาค่ะ” แต่ โสภีกลับนึกไปถึงคำพูดของหมอ “ความดันคุณสูงไปหน่อยครับ ผมว่าคุณต้องวัดความดันให้ถี่ขึ้น ต้องระวังภาวะครรภ์เป็นพิษครับ แต่ไม่ต้องกังวลเกินไป ถ้าควบคุมและปฏิบัติตามที่หมอสั่ง” “คุณ เป็นไรหรือเปล่า” วัฒนาถามเพราะเห็นว่าโสภีนิ่งไป “อ๋อ ไม่มีอะไรค่ะ คุณช่วยทาครีมให้ชั้นหน่อยซิ”
หลายเดือนต่อมา ณ โรงพยาบาลหรูแห่งหนึ่ง หน้าห้องสูติ-นารีเวช วัฒนานั่งรออยู่หน้าห้อง จากนั้นหมอที่ทำคลอดก็เดินออกมา “เป็นยังไงมั่งเพื่อน” หมอจับไหล่ของวัฒนาแล้วพูด “เราพยายามเต็มที่แล้ว.. แต่ร่างกายโสภีต่อต้าน น่าจะเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ แต่เด็กผู้ชายปลอดภัย นับว่ายังโชคดี แล้วเราเสียใจกับนายด้วย” วัฒนาก็ร้องไห้ออกมา ทำให้หมอซึ่งเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของวัฒนา เริ่มมีน้ำตาคลอออกมาเช่นกัน แล้วความนึกคิดของวัฒนานั้นก็หายไป เค้ากลับมาอยู่ที่หน้าจออีก แล้วบ่นพึมพำ “ผมกำลังจะไปหาคุณแล้วที่รัก”
หลังจากงานศพของวัฒนา วัฒโนก็ต้องเริ่มเรียนรู้ทรัพย์สินของพ่อที่ทิ้งไว้ให้ วันรบเพื่อนของพ่อเค้า ก็คอยช่วยให้คำปรึกษาในเรื่องการลงทุนต่าง ๆ และแม้จะรู้ว่า วันรบมักมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่เสมอ วัฒโนก็ต้องยอม แต่เค้าก็เริ่มศึกษาตลาดการลงทุนต่าง ๆ แล้วในที่สุดมันก็เปลี่ยนเค้าไป กลายเป็นนักลงทุนอย่างเต็มตัว
จากนั้นอู๊ดหรือวัฒโนก็ออกจากสมาธิ
ณ ห้องประชุมของสถาบัน “อ่าว สวัสดีครับเจ๊ สวัสดีครับนิด” อู๊ดพูดขึ้นหลังจากออกจากสมาธิ “สาธุ ขอแบ่งส่วนบุญมั่งนะ” เอราวรรณพูดทักทาย “รับไปครับ ผมยังไม่เห็นพี่ชูกับอาจารย์เลย” อู๊ดรับมุขแล้วรายงานเหตุการณ์ “งั้นระหว่างรอครบองค์ประชุม มาซุบซิบก่อนดีกว่า” เอราวรรณบอก “เอาอีกแล้ว เจ๊ ผู้หญิงชอบจริงข่าวซุบซิบนินทา” อู๊ดบอก “ไม่ทุกคนนะคะพี่อู๊ด ยกเว้นหนู” นิดหน่อยรีบอ้างสิทธิ อู๊ดหันมาทางนิดหน่อย แล้วจึงพูด “ครับ โอเค” “แล้วเรื่องนี้มันจริงรึป่าว” เอ เริ่มเรื่องเปิดวงซุบซิบทันที “โอ้โหทำเวลามาก เกริ่นมาหน่อยก็ได้นะเจ๊” อู๊ดบอกว่าตามไม่ทัน “ก็ พี่ชูไง” เอจึงบอก “อ๋อ นั่นซิผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” แล้วชูเดชก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพอดีแล้วพูดขึ้น “สวัสดีครับ เริ่มประชุมแล้วเหรอครับ” “ยังค่ะพี่ รอพี่นี่แหละ เอ่อ ได้ข่าวว่ากำลังตกหลุมอยู่เหรอพี่” เอ ตอบแล้วก็แซวทันที ชูเดชจึงยิ้มแล้วบอก “มันก็ไม่เชิงหรอก แต่อุปสรรคมันเยอะน่ะ” “อุปสรรคมีไว้พุ่งชนครับ ผมเชียร์” อู๊ดเริ่มเข้าร่วมวง ชูเดชจึงตอบไป “แต่บางทีก็กลัวหัวแตกครับ ถ้าพุ่งชนเกิน” แล้วอู๊ดก็หัวเราะ “เอาเรื่องจริง บอกมาเลยพี่” เอเริ่มคาดคั้น ชูเดชจึงยิ้มนิดนึงแล้วเริ่มพูด “จริง ๆ เธอเป็นนางฟ้า มาจากที่อันแสนไกล มาทำให้ใครบางคนรักเธอ เมื่อนางฟ้าต้องกลับไป คน ๆ นั้นควรจะรู้สึกยังไง มันเป็นเรื่องค่อนข้างเศร้า” “รักแท้แพ้ระยะทางพี่ เธออยู่ประเทศอะไร” อู๊ดเริ่มยิงคำถาม “ไม่ใช่ต่างประเทศครับ แต่เป็นต่างโลก” “หา” ทั้งสามคนพูดพร้อมกัน “เดี๋ยวนะ เป็นคนรึป่าว” เอ ถามขึ้น “เอ่อ เธอมาจากต่างดาวครับ เห็นว่าระยะทางมีหน่วยเป็นปีแสงเลย แต่วิวัฒนาการบนโลกของเธอล้ำหน้ากว่าโลกของพวกเรา” “อำไม่ใช่พี่” เอ ถาม ยังไม่ทันที่ชูเดชจะตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “เรื่องจริงครับ สวัสดีทุกคน” อาจารย์คงเดินเข้ามาในห้องพอดีได้พูดขึ้น “สวัสดีครับ,ค่ะ” ทั้งสี่คนพูดเกือบจะพร้อมกัน “ผมไปเจอมากับตัวแล้ว และผมก็คิดว่าตอนนี้ชูเดชคงจะทุกข์ไม่เบา” อาจารย์พูดแล้วก็หันมาที่ชูเดช “ครับ ขอบคุณอาจารย์ที่เตือนสติ” ชูเดชขอบคุณอาจารย์ เอ จึงซุบซิบบอกนิด “จะมีพี่สะใภ้แล้ว” นิดหน่อยส่ายหน้านิดนึงแล้วบอก เอราวรรณ “พี่เนี่ย ไม่เลิก ระยะเผาขนนะเนี่ย พอแล้วพี่เค้าอายแย่” แล้วทั้งหมดก็เริ่มคุยงานการเรียนการสอนของสถาบัน ..หนึ่งชั่วโมงผ่านไป.. ช่วงท้ายของการประชุม “อาจารย์คะ นี่มันเป็นระบบเลขฐาน16 ค่ะ คือมันเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าซึ่งหนูไม่รู้ว่ารหัสแต่ละตัวมันมีความหมายยังไง แต่มันมีอัตตลักษณ์ของแต่ละรหัสอยู่” นิดซึ่งใช้ซอฟท์แวร์ที่เธอเขียนขึ้นมา ทำการอ่านค่าของคลื่นพลังกิเลสซึ่งรับข้อมูลมาจากเครื่องวัดคลื่นพลังกิเลสของสถาบันฯ “หมายความว่ายังไงนิด เอ่อ ผมไม่ค่อยเข้าใจครับ” อาจารย์คงจึงถามอีก “คลื่นพลังกิเลสมีลักษณะเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าอย่างนึงค่ะอาจารย์ มันมีความถี่ ซึ่งเครื่องวัดความเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ที่อาจารย์นิมิตไว้ในห้องปฏิบัติการที่บอกค่าเป็นเปอร์เซ็นต์นั่นแหละค่ะ คือ หนูเลยใช้ข้อมูลนั้นใส่เข้าไปในแอปที่หนูเขียน มันจึงได้ค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าออกมา ตรงนี้พอจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้มั๊ยคะ” นิดอธิบายแล้วจึงถามอาจารย์ “อ๋อ เข้าใจแล้ว ก็เป็นประโยชน์ครับ เป็นข้อมูลอีกรูปแบบนึง และที่คุณพูดคือ มันเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ยังไม่รู้ความหมายของค่าที่อ่านได้ใช่มั๊ย” “ค่ะ” แล้วอาจารย์คงก็พูดต่อ “ถูกต้องแล้วครับ คลื่นพลังกิเลสมันมีรูปลักษณ์เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่จะเข้าไปอยู่ในอะตอมนั่นเอง แล้วกิเลสก็จะควบคุมอะตอมทุกตัวในมวลกายอย่างที่เคยสอนไป เอ่อ ไม่รู้จำกันได้รึเปล่า” ทุกคนนั่งอึ้ง อาจารย์เห็นท่าว่าจะจริงตามที่ตนพูด เค้าจึงอธิบายซ้ำ “จำได้ใช่มั๊ยว่า พลังกิเลสมันเข้าไปอยู่ในอะตอมของโมเลกุล และพอมันควบคุมอะตอมในมวลกายของพวกเรา มันก็จะส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีค่ารหัสสัญญาณที่เป็นโลภะ โทสะ โมหะ นี่แหละผมคิดว่าเป็นความหมายของค่าที่อ่านได้ แต่เรายังอ่านไม่ออก ทีนี้พวกคุณก็จะเห็นแล้วว่าคลื่นกิเลสมันทำงานยังไงในตัวเรา ...” วันนั้นหลังจากเลิกประชุมแล้ว ชูเดช กับ อู๊ดก็ชวนกันไปกินหมูกะทะต่อ “เจ๊ไปมั๊ย” “นิดไปมั๊ย” ทั้งสองสาวอ้างว่าติดธุระทั้งคู่
ที่ร้านหมูกะทะ ขณะที่เนื้อหมูกำลังสุกอยู่บนกะทะ “ผมถามจริง ๆ พี่ชูกับอาจารย์คงเคยรู้จักกันมาก่อนรึป่าว” อู๊ดพูดขึ้นหลังจากเค้าโทรศัพท์เสร็จแล้วซักครู่ “ครับ ถ้าผมพูดคุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ว่าเชื่อไว้ก่อนก็ดีนะครับ อันนี้ไม่โกหก..” แล้วชูเดชก็เล่าเรื่อง
ณ ดาวแห่งนครทองคำ ตอนนั้น ปราชญ์เปรื่อง ปราชญ์จรรยา ปราชญ์อรชุน และปราชญ์ทั้งหมดบนดาวแห่งมหานครทองคำ กำลังรวมพลังสติต่อสู้กับคลื่นพลังกิเลสที่กำลังไหลลงสู่ดาวดวงนั้น แต่เพราะปราชญ์มั่ง ผู้ซึ่งยังมีกิเลสที่ไม่เบาบาง ทำให้เกิดมีคลื่นพลังกิเลสส่วนหนึ่งหลุดรอดมาได้ คลื่นพลังกิเลสที่รอดเข้ามาได้ ก็แตกกระจายเข้าไปในอยู่ในโมเลกุลของอ๊อกซิเจน เมื่อเจ้าแห่งนครทองคำได้สูดอากาศนั้นเข้าไป เช้าวันรุ่งขึ้นจึงสั่งให้ส่งกำลังทหารบุกไปนครสันติทันที ฝ่ายเจ้าวิทยา ก็คิดจะฉวยโอกาสนี้ ยึดมหานครทองคำเช่นกัน ด้วยอาวุธอันทรงพลังที่สุดบนดาวดวงนั้น ที่ประดิษฐ์โดยพระยาธาตุอำมาตย์ของเจ้าวิทยา นักเล่นแร่แปรธาตุที่มีกิเลสสูงกว่าปกติ เกิดหวังความดีความชอบโดยไม่ยั้งคิด ทำให้ต้องทำทุกวิถีทางให้งานนี้สำเร็จจนขาดสติ มีการต้องปรับลดสัดส่วนวัตถุดิบ เพราะมีแร่บางตัวที่ไม่อาจจัดหามาได้ทัน ซึ่งมีผลทำให้แร่ที่เป็นวัตถุดิบในการสร้างระเบิดมหาประลัย (นิวเคลียร์) มีไม่เพียงพอ และเมื่อแร่อับรังสี ซึ่งเป็นแร่ที่จะควบคุมการจุดระเบิดถูกลดสัดส่วนลง รังสีของแร่แต่ละชนิดที่มีอยู่ในคลังซึ่งมีปริมาณค่อนข้างมาก ก็ทำปฏิกิริยานิวเคลียร์กัน เป็นการระเบิดที่ทำให้ดาวแห่งนครทองคำหายไปจากวงโคจรที่เคยมี และผลจากเหตุการณ์นี้ ความเปลี่ยนแปลงในอวกาศก็เกิดขึ้น แรงดึงดูดต่าง ๆ ในอวกาศไม่ว่าจะเป็นแรงดึงดูดระหว่างแกแล็คซี่ อุกาบาต หรือหลุมดำ เกิดมีการเปลี่ยนแปลงไป มีผลให้แกแล็คซี่ และระบบสุริยะต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด และรวมถึงดาวเคราะห์น้อยด้วย หลังจากนั้นจิตของบรรดาปราชญ์ทั้งหมดก็ออกเดินทางตามล่าคลื่นพลังกิเลสที่หลุดออกไปในอวกาศอีกครั้ง มาที่ดาวราหูซึ่งอยู่ในช่วงอารยธรรมยุคใหม่ ที่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้นมา แต่ทุกคนยังมี โอตัปปะ มากกว่า หิริ (กลัวความผิดมากกว่าละอายต่อความผิด) ทำให้โลกยังมีความวุ่นวาย สงคราม แต่ดาวราหูก็โดนเอ็ฟเฟ็คจากการระเบิดของดาวแห่งนครทองคำ ทำให้กลุ่มอุกาบาตขนาดมหึมาพุ่งเข้าชน จิตของปราชญ์เปรื่อง กับปราชญ์จรรยาจึงได้จุติมาบนโลกนี้
ชูเดชเล่าไปกินไป “มาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มแน่นแล้ว อู๊ดยังไหวเหรอ” “ยังไหวพี่ แต่เมื่อกี้กินน้ำเยอะไปหน่อย” อู๊ดตอบ “ควรใช้คำว่าดื่มน้ำนะ” ชูเดชพูดขึ้น “ครับ อาจารย์ภาษาไทย” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ จากนั้นอู๊ดก็พูดขึ้น “ที่พี่บอกว่า แฟนพี่มียานข้ามเวลาได้ มันจริงเหรอครับ” “ครับ อร เค้ามี แต่การข้ามเวลามันจะมีเอฟเฟ็คตามมาเสมอ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง” ชูเดชบอก แล้วความคิดนึงก็เกิดขึ้นกับอู๊ด
คืนหนึ่ง เมื่อตอนที่อู๊ดยังเป็นเด็ก “วันนี้ผมจะนอนกับป๊า” อู๊ด เด็กน้อยในวัยห้าขวบบอกกับพ่อของเค้า วัฒนาเอามือลูบหัวของอู๊ดแล้วพูด “ทำไมอ่ะ เป็นอะไรรึป่าว” “ผมจะนอนกับป๊า ผมจะนอนกับป๊า ๆ” “ได้ ๆ งั้นก็ได้เวลาเข้านอนแล้ว” แล้ววัฒนาก็พาอู๊ดขึ้นไปนอน ซักพักอู๊ดก็หลับไป วัฒนาจึงลุกขึ้นนั่ง แต่แล้วเสียงนึงก็ดังขึ้น “ป๊า นอนได้แล้ว” วัฒนาจึงมองไปที่อู๊ด ทำให้เค้ารู้ทันทีว่าเด็กชายอู๊ดกำลังละเมอ เค้าจึงเอามือลูบหัวของลูกชายแล้วก็พูดขึ้นเบา ๆ “ป๊าอยู่นี่แล้วลูก นอนนะ ฝันดี” แล้ววัฒนาก็ลุกออกจากที่นอน และเดินลงไปที่ห้องทำงานของเค้า เด็กชายวัฒโนซึ่งนอนหลับอยู่ก็ฝัน
อู๊ดยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง รอบ ๆ ตัวเค้ามีแต่ความมืด แล้วแสงหนึ่งก็ส่องลงมาที่พื้นตรงหน้าเค้า ทำให้เห็นโสภี “ม้า(แม่) ๆ ผมเห็นม้าแล้วป๊า” โสภีโอบแขนทั้งสองข้างของเธอ แล้วเด็กชายอู๊ดก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของโสภีผู้เป็นแม่ ทั้งแม่และลูกกอดกันอยู่อย่างนั้น โสภีและเด็กชายอู๊ดต่างก็มีน้ำตาซึมออกมา “ทำไม ม้าไม่กลับมา ม้ามาอยู่ด้วยกัน มาอยู่ด้วยกันนะ ผมคิดถึงม้า กลับมานะ” แล้วเด็กชายอู๊ดก็ร้องไห้ออกมา
ตอนนั้นวัฒนากำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเค้า ได้ยินเสียงร้องของอู๊ด เค้าจึงรีบเดินขึ้นไปที่ห้องนอนอีกครั้ง เมื่อเข้ามาในห้อง เค้าก็เห็นอู๊ดนั่งอยู่บนที่นอนและกำลังร้องไห้อยู่ เค้าจึงรีบเดินเข้าไปกอดลูกชายไว้ “ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร แค่ฝันร้าย” วัฒนาพูดปลอบพร้อมกับลูบหัวลูบหลังของอู๊ดไปมาอยู่อย่างนั้น “ม้ากลับมา” อู๊ดนั้นยังรู้สึกว่าเหมือนอยู่ในความฝันอยู่เค้าจึงพูดขึ้นอีก ทำให้วัฒนาน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วเค้าก็พูดขึ้น “ม้าเค้าจากพวกเราไปตั้งแต่หนูเกิดนะ ม้ากลับมาไม่ได้แล้ว อยู่กับป๊านะ” แล้วความคิดนึงก็ผุดขึ้นในหัวของวัฒนา
สองวันก่อน ขณะที่วัฒนากำลังนั่งทำงานที่โต๊ะและอู๊ดซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ เค้า “เอาล่ะ อู๊ด ได้เวลานอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียน เราต้องเป็นคนมีระเบียบ” เด็กชายอู๊ดมองรูปวัฒนากับโสภีที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วพูด “แล้วม้าจะกลับมามั๊ย” วัฒนาน้ำตาซึมออกมาทันทีแล้วพูด “ม้าเค้ากลับมาไม่ได้แล้วลูก พวกเราต้องอยู่กันสองคน ป๊าจะอยู่กับหนูนะ” วัฒนากอดอู๊ดแล้วก็อุ้มเค้าขึ้นไปที่ห้องนอนส่วนตัวของอู๊ด เค้าวางลูกชายให้นอนลงบนเตียงแล้วพูด “ม้าเค้าจะมาได้แค่ในความฝัน ถ้าอยากเห็นหนูก็ต้องนอนนะ” อู๊ดมองหน้าพ่อของเค้าแล้วถามย้ำ “จริงหรือครับ” วัฒนาพยักหน้าแล้วลูบหัวของลูกชาย แล้วความคิดของวัฒนาก็หายไป เมื่ออู๊ดละเมอขึ้นอีก “ผมคิดถึงม้า ม้ากลับมา” น้ำตาของวัฒนาก็ยิ่งไหลออกมามากขึ้น ทำให้คืนนั้นเค้าต้องนอนกอดลูกชายของเค้าจนเช้า
ชูเดชเห็นอู๊ดนั่งนิ่งอยู่ เค้าจึงพูด “เป็นอะไรรึป่าวครับ” “เอ่อ ถ้าอย่างงั้น ไม่เป็นไรดีกว่า” อู๊ดเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ชูเดชจึงถาม “มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้ครับ เรื่องเอฟเฟ็คของการข้ามเวลาเนี่ยถ้าเราไม่ไปทำอะไรที่มีนัยสำคัญ หรือเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตมากเกินไป ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหา” อู๊ดจึงพูด “ก่อนที่พ่อผมเสีย มีอย่างนึงที่ผมยังไม่เคยบอกท่านครับ” “ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมคุยกับ อร ก่อนว่าจะทำยังไงได้” ชูเดชอยากช่วยอู๊ดจึงบอกไป “ขอบคุณครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะพี่” อู๊ดพูดขอบคุณ แต่ในใจก็มีความหวังว่าจะได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจของเค้ากับพ่อของเค้าก่อนที่พ่อของเค้าจะเสียชีวิต
หลายปีก่อนตอนที่วัฒโนยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ที่บ้านของวัฒนา “ให้อิชั้นทำอาหารไว้รอบดึกดีมั๊ยคะ” แม่บ้านของวัฒนาถาม “ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะหาร้านกินตอนขากลับ น้าไปพักเถอะ” วัฒนาตอบ “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วแม่บ้านก็เดินเข้าห้องพักแม่บ้าน วัฒนาก็เดินไปที่จอดรถแล้วก็ขับมันออกไป
ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง วัฒนาจอดรถรอรับวัฒโนอยู่ ซักพัก วัฒโน ก็เดินออกมาจากอาคารและตรงมาที่พ่อของเค้า “ป๊า จะมาทำไม เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับก็ได้” วัฒนามองหน้าวัฒโนแล้วพูด “นี่ หนูลืมรึป่าว เราตกลงกันแล้วไง เที่ยวได้แต่ป๊าต้องรับส่ง ป๊าเข้าใจนะตอนเป็นวัยรุ่นป๊าก็คิดอย่างหนูน่ะแหละ ถ้าอายก็บอกว่าที่บ้านมีคนขับรถแล้วกัน” วัฒโนจึงพูด “ผมไม่ได้อายอะไรครับ งั้นรอเพื่อนอีกสองคนครับ” หลังจากอู๊ดพูดจบ สองคนที่ว่าก็เดินออกมา และตรงเข้ามาหาวัฒโน “เอ้านี่ พวกนายหวัดดีคนขับรถเราซะ” เพื่อนทั้งสองคนรู้อยู่แล้วว่ายังไง ๆ วัฒนาคงไม่ยอมให้เพื่อนของพวกเค้าไปสังสรรค์ลำพังแน่ ๆ เพราะทุกครั้งที่ไปฉลองวันเกิด ฉลองสอบเสร็จ ฉลองวันฯ จะได้คนขับรถคนนี้มาให้บริการเสมอ หลังจากเพื่อนทั้งสองของอู๊ดขึ้นนั่งที่เบาะหลังแล้ว อู๊ดก็พูดกับพ่อของเค้า “ที่เดิมครับป๊า” “โอเค” วัฒนาตอบ แล้วทั้งสองพ่อลูกก็ขึ้นรถ ระหว่างทางอู๊ดก็มองออกไปในความมืดมิดบนท้องฟ้า
ขณะเดียวกันในอวกาศอันไกลโพ้น ณ ดาวแห่งหุ่นยนต์ จอห์นกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ในสวนสาธารณะใกล้สถานฌาปนกิจของหมู่บ้านดอนเฟือง “สวัสดีครับท่านเทพพยากรณ์” ผู้ใหญ่แม็ค บ้านดอนเฟืองที่เข้ามารับตำแหน่งหลายปีแล้ว เดินเข้ามาทัก จอห์น “หวัดดีผู้ใหญ่ เป็นไงครับ” จอห์นทักทายกลับ “ช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนเกิด ผมก็เลยว่างครับ” ผู้ใหญ่แม็คบอก “อย่างนี้ก็เหนื่อยน้อยหน่อย” จอห์นตอบผู้ใหญ่แม็ค “มันก็มีงานอื่นอยู่ครับ ผมก็ต้องรีบเคลียร์งานส่วนอื่นไว้ก่อน” แม็คตอบ “ทุกคนต่างก็มีช่วงเวลาลำบากมั่งเป็นธรรมดา แต่ผมว่าผู้ใหญ่น่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ขยันที่สุดแล้ว” จอห์นชม “ขอบคุณครับ แล้วอีกนานมั๊ยครับท่านเทพจะกลับไป” แม็คถามเข้าประเด็นทันที “ถ้าคุณมาแล้วไม่เจอผมก็เมื่อนั้นแหละ” จอห์นตอบแบบเป็นกวน ๆ กันเอง “ไม่ใช่อะไรครับ ผมแค่อยากเป็นคนไปรับท่านเทพตอนท่านกลับมาครับ ท่านเทพนี่สุดยอดแล้วครับ ข้อมูลละเอียดกว่าเทพพยากรณ์คนไหนบนโลก ยังไงผมก็ต้องล็อคท่านเทพไว้ก่อน” แม็คตอบยาว จอห์นจึงพูด “อืม งั้นช่วยนั่งก่อนได้มั๊ย ผู้ใหญ่” “ได้ครับ” ผู้ใหญ่แม็คตอบแล้วก็นั่งลงข้าง ๆ จอห์น แล้วจอห์นก็พูดขึ้น “ความรู้สึกก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกว่าคนที่รู้จักหายหน้าหายตาไปทีละคน ๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่า โลกกำลังจะเปลี่ยนไป จากกระแสสังคมเดิม ๆ เริ่มมีกระแสสังคมใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่ อาจเป็นการเปลี่ยนและการผ่านไปของกระแสสังคมในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น คุณอาจจะยังไม่เข้าใจนะแม็ค แต่นี่เป็นความรู้สึกของผมที่เคยเกิดขึ้น” แม็คฟังอย่างตั้งใจ แล้วจอห์นก็พูดต่อ “คุณเคยได้ยินการต่อสู้ในสงครามปลดปล่อยมนุษยชาติที่เปโซ รึป่าว” จอห์นถาม “เอ่อ มันเป็นตำนานที่ต้องเล่ากันรุ่นต่อรุ่นอยู่แล้วครับ” “ใช่ แต่บางอย่างตำนานก็ไม่ได้เขียนไว้ และตำนานไม่รู้หรอกว่า มันเกิดสงครามนี้ถึง 7 ครั้ง ตำนานที่พวกคุณรู้กัน อันนั้นเป็นรอบที่ 7 ส่วนรอบที่ 1 ถึงรอบที่ 6 เป็นการวนลูปของเวลาบนโลกนี้ จริง ๆ ผมก็เริ่มสัมผัสได้ตอนที่ผมยังมีชีวิตอยู่ แต่ผมก็กลัวว่าการกลับไปจะทำให้ผมจำไม่ได้ ถึงตอนนั้น ผมอาจจะลืมมันอีก เลยอยากจะฝากผู้ใหญ่ให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นตำนานด้วย จริง ๆ อาจจะมีก่อนหน้านั้นอีกหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมแค่นับตามจำนวนครั้งที่ผมสัมผัสได้เท่านั้น” จอห์นพูดแล้วผู้ใหญ่แม็คก็ถาม “จริงเหรอครับ” จอห์นพยักหน้าแล้วพูดต่อ “ทุกคนบนโลกของเรา เกิดจากไข่ ไม่มีเพศ และทุกคนเวียนว่ายตายเกิดในอายุร้อยปีเท่ากันทุกคน จากนั้นก็ไปเกิดกับต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งมันก็เป็นมาอย่างนั้น น่าจะตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว แต่พอวิวัฒนาการของโลกเข้าสู่ยุดจักรกล ก็มีการพัฒนาเครื่องจักรกลกันมาเรื่อย ๆ จนถึงยุค AI หุ่นยนต์ที่เคยรับคำสั่งอย่างเดียว ก็เริ่มมีความคิดอิสระ แต่ว่าความคิดของพวกมันก็เป็นการต่อเนื่องมาจากความคิดของมนุษย์นั่นเอง ที่มีพฤติกรรมให้พวกมันศึกษาและจดจำ พวกมันก็คำนวณจากความน่าจะเป็นไปตามพฤติกรรมพวกนี้ มันจึงเกิดความคิดทั้งดีและไม่ดี ความคิดที่ไม่ดีก็อย่าง ความละโมบ ความเกลียดชัง พวกมันพัฒนาความคิดนี้จนในที่สุด พวกมันก็พัฒนาถึงขีดสุดนั้นคือ การทำลายมนุษย์ให้หมดไป เพื่อทำให้พวกมันคงอยู่ แต่แล้วก็มีมนุษย์จากต่างโลกเดินทางมา แล้วใช้ความคิดที่ซับซ้อนกว่าในความเป็นมนุษย์ซึ่งAI ไม่สามารถตามทันเล่ห็กลนั้นได้ จุดสิ้นสุดของการวนลูปก็นำไปสู่จุดเริ่มต้นของวนลูปอีกครั้ง เมื่อมีการใช้เครื่องข้ามเวลา จากนั้นก็ทำให้โลกย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ในช่วงก่อนที่จะมีAI มันเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้ 7 ครั้ง และครั้งที่ 7 ก็เป็นครั้งสุดท้าย หลังสงครามครั้งสุดท้าย มนุษย์กับหุ่นยนต์ก็มีการทำงานร่วมกัน ช่วยกันทำ ช่วยกันคิดในทางสร้างสรรค์ ทำให้เกิดนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย ก่อนผมจะตายเนี่ยเห็นว่ามีการเดินทางไปดวงจันทร์ดวงที่ห้าแล้วใช่มั๊ย” จอห์นถามเพราะกลัวว่าแม็คจะหลับซะก่อน “เมื่อวานที่ดูข่าว ดวงสุดท้ายแล้วครับ” แม็คตอบ และเพื่อแสดงให้จอห์นรู้ว่าเค้าตั้งใจฟังจอห์นอยู่ เค้าจึงตอบจอห์นแล้วก็พูดต่อ “แล้วทั้ง 7 รอบมันมีชะตากรรมเหมือนกันทุกรอบหรือเปล่าครับ” “มันเป็นแนวเดียวกัน แต่บุคคลบางส่วนต่างกันเท่านั้น จริง ๆ ผมไม่อยากเกิดบนโลกนี้แล้ว แต่ขอเวลาตัดสินใจก่อน” แล้วจอห์นก็มองนาฬิกาบนท้องฟ้า (พออยากรู้ว่าเวลาเท่าไหร่ มันจะปรากฏเวลาขึ้นบนท้องฟ้าทันที) จอห์นจึงบอกแม็ค “ผมว่าคุณควรจะกลับได้แล้วผู้ใหญ่ ถ้าคุณมีเวลาว่างเมื่อไหร่ค่อยมาฟังต่อ ผมคิดว่าน่าจะอีกซักพักกว่าจะถึงคิว”
หลังจากรอบที่ 7 ผ่านไป ความสงบสุขก็เกิดขึ้นกับดาวแห่งหุ่นยนต์อีกครั้ง มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่ภายใต้การตัดสินใจของมนุษย์เป็นขั้นสุดท้ายเสมอ และหนึ่งในนวัตกรรมนั้นคือ ที่พักจิต มันเป็นเครื่องที่พัฒนามาจากเครื่องดูดจิต ในสมัยสงคราม AI ที่วนลูปมาแล้ว 6 รอบ และ AIใช้มันในสงครามทุกรอบที่ผ่านมา การทำงานก็เปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่สร้างเพื่อขังจิตไว้ แต่เป็นการให้จิตแต่ละดวงได้มารอการเกิดกับต้นไม้แห่งชีวิตให้เป็นไปตามลำดับคิว ก่อนที่จะมีเครื่องนี้จิตแต่ละดวงก็วิ่งกันให้วุ่นเพื่อให้เจอต้นไม้แห่งชีวิต จิตบางดวงก็ไปเกิดต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล หรือต่างจังหวัดเลยก็มี แต่เมื่อมี ที่พักจิต ทำให้จิตเข้ามาอยู่ในระเบียบมากขึ้น มีระบบให้จิตดวงนั้นเดินทางไปเกิดที่ไหนก็ได้บนดาวแห่งหุ่นยนต์นี้ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบการเชื่อมต่อ ให้มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่สามารถติดตามคิวของคนที่เค้ารออยู่ได้ แต่ว่าคิวแต่ละคิวก็ใช้เวลามากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป และผู้ใหญ่แม็คก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการเป็นประจำเพื่อขอให้จอห์นกลับไปที่บ้านดอนเฟืองอีก
รอบที่ 7 ดาวแห่งหุ่นยนต์ วนลูปสุดท้าย
จิตตะซึ่งเคยเฝ้าสัมผัสดูการวนลูปของดาวแห่งหุ่นยนต์นี้มานานแล้ว เค้าจึงตัดสินใจที่จะลงไปเกิดบนดาวดวงนี้ ทันทีที่เค้าตัดสินใจ ความรู้สึกของจิตตะก็สัมผัสได้ว่าเค้ากำลังอยู่ในกระแสน้ำที่ไหลวนรอบตัวเค้า แล้วก็เกิดแสงสว่างจากด้านบนหัวของเค้า จากนั้นก็ค่อย ๆ สว่างลงมา ในที่สุดเค้าก็นั่งอยู่บนพื้นดิน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านดอนเฟือง เออ คุณมาจากที่อื่นนะ อาจารย์บอก แต่ไม่เป็นไร เราจะส่งคุณเข้าไปตรวจความสามารถที่อำเภอ แล้วคุณค่อยกลับมานะ” ผู้ใหญ่ไมค์พูดพร้อมกับยื่นเสื้อผ้าให้กับจิตตะ แล้วก็พูดต่อ “คุณชื่อจอห์นเพราะวันนี้ชื่อนี้เป็นรายการในสารบัญชื่อที่ทางการจัดลำดับไว้สำหรับบุคคลผู้มาจากที่อื่น ยินดีจริง ๆ เวลาที่มีผู้มาใหม่” แล้วไมค์ก็หันไปมอง โทนี่ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่ “นายพาจอห์นไปส่งที่อำเภอ แต่ว่าตอนเย็นให้ไปเจอกันที่บ้านท่านบิล” “ครับ” โทนี่รับคำสั่ง หลังจากจิตตะหรือจอห์นรับเสื้อผ้ามาใส่แล้วก็เดินตามผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไปขึ้นยานทางเรียบ (ยานที่ลอยเหนือพื้นในระดับไม่เกิน 2 เมตร) ที่จอดรอเพื่อเดินทางไปที่อำเภอ
ณ ที่ว่าการอำเภอยนตการ “กดบัตรคิวหรือยังครับ” เจ้าหน้าที่อำเภอพูดกับโทนี่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่พาจอห์นมาส่งที่อำเภอ “อ๋อ เรียบร้อยแล้วครับ อีก 7 คิว ขอบคุณครับ” โทนี่ตอบ “โอเค” เจ้าหน้าที่ตอบแล้วคุยกับเพื่อนเจ้าหน้าที่อีกคนต่อ “หุ่นยนต์จะสู้คนได้ไง จริงมั๊ย ความคิดของพวกมันมีแต่รหัสสัญญาณเลขฐานสอง มันจะสู้มนุษย์อย่างเราได้ไง” “มันก็จริง แต่การส่งรหัสสัญญาณมันเร็วมากว่ะ นายคงทำอย่างพวกมันไม่ได้หรอก” เจ้าหน้าที่อีกคนตอบ แล้วเสียงเรียกคิวก็ดังขึ้น “คุณจอห์น ถึงคิวคุณแล้ว ตามที่บอกนะ ผมจะส่งคุณได้แค่ประตูทางเข้าห้องตรวจ แค่นั้น แล้วพรุ่งนี้ 10.00 น.ผมจะมารับคุณ ตามนี้นะครับ” จิตตะหรือจอห์นพยักหน้า แล้วโทนี่ก็เดินออกไปจากที่ว่าการอำเภอ
วันต่อมา “ผมมารับคุณจอห์น บ้านดอนเฟือง ที่แจ้งไปว่าตรวจสอบศักยภาพเรียบร้อยแล้วครับ” โทนี่มารับจอห์นตามหน้าที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน “เอ่อ เคสนี้มีปัญหานิดหน่อย เดี๋ยวรอซักครู่นะครับ” แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็เดินเข้าไปในห้องทำงาน
ภายในห้องทำงาน “ติดต่อที่ส่วนกลางหรือยัง” เจ้าหน้าที่ที่ออกไปคุยกับโทนี่พูดขึ้น “การติดต่อทั้งหมดน่าจะล้มเหลวครับ เรามีคู่มือปฏิบัติมั๊ยกรณีนี้” เจ้าหน้าที่อีกคนจึงถาม “คนก็มาแล้ว แต่เปิดเอกสารไม่ได้ แล้วคนรับก็มาแล้วด้วย ผมว่าไม่ต้องรอเอกสารก็ได้มั๊ง เพราะยังไงการตรวจก็ผ่านไปแล้วนี่” เจ้าหน้าที่คนแรกพูด อีกคนจึงพูดค้าน “ไม่ได้ครับ ไม่มีเอกสารผมจ่ายคนไม่ได้ ขอรออีกซักแป๊บ ผมเชื่อว่าส่วนกลางกำลังแก้ไขอยู่แน่นอน”
โทนี่รออยู่นานกว่าสองชั่วโมงเค้าจึงกดปุ่มเรียกเจ้าหน้าที่บนเคาน์เตอร์ แล้วเจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินออกมาที่เคาน์เตอร์ “ผมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านดอนเฟือง มารับคุณจอห์น บ้านดอนเฟือง แล้วก็รอมาสองชั่วโมงแล้ว ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ” โทนี่ใส่คำถามทันที แต่ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะตอบ ลำแสงเลเซอร์ก็พุ่งทะลุหัวของเจ้าหน้าที่คนนั้น โทนี่รีบออกมาจากเคาน์เตอร์ทันที แล้วภาพที่เห็นต่อมา จอห์นกำลังวิ่งออกมาจากประตูห้องตรวจแล้วพูดขึ้น “ยานคุณอยู่ไหน พาผมไปด่วน เราต้องรีบออกจากที่นี่” โทนี่จึงชี้ออกไปทางประตู แล้วทั้งคู่ก็รีบวิ่งตามกันออกจากตัวอาคารขณะที่แสงเลเซอร์หยุดพุ่งมาในตัวอาคาร พอทั้งสองคนออกมานอกตัวอาคารจึงเข้าใจทุกอย่าง “เฮ้ย นี่มัน” โทนี่อุทาน เพราะสิ่งที่เห็นคือ อากาศยานโจมตีของ Q1 บินไห้ว่อนไปทั่วบริเวณแล้วตอนนี้ “ขึ้นยานก่อนเดี๋ยวเล่าให้ฟัง” จอห์นบอกโทนี่ แล้วทั้งคู่ก็รีบขึ้นยานทางเรียบที่โทนี่ขับมารับจอห์น แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ยานทางเรียบของพวกเค้าก็ไม่รอดพ้นสายตาของอากาศยานลำหนึ่ง ยานลำนั้นจึงบินตามและโจมตีทันที โทนี่จึงขับเบี่ยงไปเบี่ยงมาเพื่อให้การโจมตีทำยากขึ้น และอาจทำให้หลบแสงเลเซอร์ของอากาศยานของพวก AI จอห์นซึ่งนั่งอยู่ข้างคนขับก็พูดขึ้น “คุณมีอาวุธอะไรมั๊ย เอ่อ คุณ..” “ผมโทนี่ อ่าว ผมยังไม่ได้บอกชื่อผมเหรอเนี่ย โอเค ยานผมไม่มีอาวุธหรอก ตอนนี้ทำได้แค่หนีอย่างเดียว แต่ถ้าคุณมาช่วยขับยานให้ก็ดี ยานนี้มันไม่มีอินเตอร์เน็ต เดี๋ยวผมจะจัดการพวกมันก่อน” “โอเค” จอห์นจึงสลับที่นั่งกับโทนี่ แล้วโทนี่ก็หยิบแท็ปเล็ตของเค้าออกมา แล้วพิมพ์ข้อมูลบางอย่างไม่กี่วินาทีอากาศยานของ AI ก็หยุดอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว “มันติดเบ็ดผมแล้ว” โทนี่อุทานออกมา จอห์นจึงถาม “คุณทำได้ไง” “อ๋อ ผมแฮกสัญญาณการติดต่อระหว่างอากาศยานของพวก AI กับศูนย์กลางของQ1 แล้วสั่งให้มันหยุด ตอนนี้เราขับปกติได้แล้ว เดี๋ยวผมขับต่อเองดีกว่า” จอห์นจึงตอบ “โอเค” แล้วโทนี่ก็พูดขึ้นอีก “ผมว่าแล้วรู้สึกมันผิดสังเกต ปกติมารับคนก็แป๊บเดียวเอง” “พอผมเข้าเครื่องทดสอบความถนัด ผมก็จำได้ ผมเคยมีอายุหลายพันปี โทนี่ ผมเห็นวัฏฏะของโลกของคุณ AI จะสังหารมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ และตอนนี้ผมคิดว่าระบบการติดต่อสื่อสารของพวกคุณคงโดนตัดอีกในไม่ช้า” จอห์นบอก “หมายความว่ายังไง ทุกคนจะตายกันหมดเหรอ” โทนี่ยังไม่ค่อยเข้าใจที่จอห์นพูด “ขอเวลาผมนิดนึง ผมต้องตั้งสติระลึกให้มากกว่านี้ก่อน ผมกำลังหาทางรอดของดาวดวงนี้อยู่” แล้วจอห์นซึ่งนั่งอยู่ในยานก็เริ่มทำสมาธิ แล้วนิมิตก็เกิดขึ้น
จอห์นรู้สึกว่าเค้ากำลังลอยอยู่ในอวกาศ แล้วเมื่อเค้ามองมาที่ดาวแห่งหุ่นยนต์ ถ้าเพ่งไปที่จุดใดจุดนั้นจะขยายตัวออกเหมือนกำลังเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเค้าก็เห็นหุ่นยนต์นักล่าจำนวนมากกำลังไล่ฆ่ามนุษย์แล้วก็ใช้เครื่องดูดดวงจิตเหมือนท่อของเครื่องดูดฝุ่นซึ่งต่อออกมาจาะกล่องเก็บดวงจิตที่พวกมันสะพายไว้ข้างหลังของพวกมันทุกตัว มันยื่นปลายท่อดูดไปยังทิศทางที่ดวงจิตของคนที่ถูกพวกมันฆ่า แล้วจอห์นก็พูดขึ้นขณะที่ยังหลับตาอยู่ “มันเป็นความชั่วร้ายมาก โทนี่ ผมไม่อยากให้คุณเห็นเลย คุณมีวิธีหยุดเครื่องจักรพวกนี้มั๊ย” “ผมนึกได้แล้ว เค้าเป็นคนแรกที่พยายามจะหยุด AI แต่ว่าตอนนั้นทุกคนว่าเค้าบ้า .. อาจารย์ทอม” โทนี่นึกถึงเรื่องของอาจารย์ทอมขึ้นมาทันที “แล้วตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหน พาผมไปหาเค้าได้มั๊ย” จอห์นเร่งให้โทนี่พาไปหาทอม “แต่มันไกลจากที่นี่มาก เดี๋ยวผมขอเช็คพลังงานก่อนนะ” แล้วโทนี่ก็สไลด์จอโฮโลแกรมตรงหน้า รายงานสภาพยานก็ปรากฎขึ้น “โอเค เจ็ดพันกิโล ก็เท่ากับว่าไปกลับสองรอบได้” โทนี่พูดคนเดียวเบา ๆ แล้วเค้าก็พูดกับจอห์น “ได้ครับ สบาย ๆ” แล้วทั้งสองคนก็รีบออกเดินทาง ระหว่างทาง “ว่าแต่คุณจะให้ผมพาไปหาอาจารย์ทอมทำไม” โทนี่สงสัย “สิ่งที่คุณทำเมื่อกี้ทำให้ผมนึกได้ ไวรัส เราต้องสร้างไวรัส เจาะรหัสเข้าไปที่หน่วยประมวลผลกลางของ Q1 พอศูนย์กลางของพวกมันโดนควบคุม เราก็หยุดการฆ่าครั้งนี้ได้ แล้วมันใช้เวลาประมาณเท่าไหร่กว่าจะถึงบ้านอาจารย์ทอม” จอห์นต้องการรู้เวลาเพื่อการวางแผนต่อไป “ถ้าทำความเร็วเท่านี้ได้ตลอดก็ไม่น่าเกิน 10 ชั่วโมง” โทนี่คำนวณให้ “แล้วคุณรู้จักอาจารย์ทอมได้ยังไง” จอห์นถามโทนี่ “อ๋อ หลายปีก่อนเค้าดังมาก เค้าเป็นคนส่งไวรัสให้พวกเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบ AI เพราะเค้าบอกว่าเค้าเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้” โทนี่ตอบแล้วมองหน้าจอห์น แล้วก็พูดต่อ “ถ้าคุณอยู่ในช่วงเวลานั้น คุณจะคิดมั๊ยว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น ผมก็ไม่เชื่อ แต่ถึงวันนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว” ซึ่งขณะนี้ Q1 เริ่มสั่งให้หุ่นยนต์นักล่าไล่ฆ่ามนุษย์ตามเมืองใหญ่ ๆ ก่อน แล้วโทนี่ก็พูดต่อ “จากที่แฮกข้อมูลเมื่อกี้ผมเห็นแผนสั่งการของ Q1 หุ่นพวกนี้มันจะเริ่มโจมตีเมืองที่มีมนุษย์อาศัยหนาแน่น ส่วนบ้านของอาจารย์ทอมอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก ผมคิดว่าน่าจะปลอดภัยอยู่”
ณ บ้านของอาจารย์ทอม หลังจากทั้งโทนี่และจอห์นมาถึงบ้านของทอม ทั้งสองได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว “คุณเชื่อหรือยัง” ทอมมองทั้งสองคน แล้วโทนี่ก็พูด “ผมเชื่อแล้วอาจารย์ แต่จอห์นเค้าเพิ่งมาใหม่ยังไม่รู้เรื่องนี้หรอก” จอห์นจึงพูด “ผมเห็นวัฏจักรของดาวดวงนี้มาก่อนแล้วโทนี่ แต่ผมไม่รู้ละเอียดมากแค่นั้น และผมก็เข้าใจอาจารย์ทอมเช่นกัน แล้วอาจารย์คิดว่าจะหยุดมันได้ยังไง” ทอมมองทั้งสองคนแล้วก็พูดขึ้น “พวกคุณทำคอมพิวเตอร์พวกนี้เป็นมั๊ย อุปกรณ์พวกนี้มันจะช่วยโลกได้ แต่ตอนนี้มันมีปัญหาอยู่ ผมไม่สามารถดึงข้อมูลที่ถูกทางการทำลายไป ถึงมันจะมีเครื่องแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์” โทนี่จึงพูด “อาจารย์ ผมเคยเขียนโปรแกรมให้บริษัทรับกู้ข้อมูลอยู่ ขอผมดูหน่อยได้มั๊ยครับ” แล้วทอมก็เปิดคอมพิวเตอร์ของเค้า โทนี่ก็เริ่มพิมพ์ข้อมูลบนคีย์บอร์ดทันที แล้วจอห์นก็ถาม “นายมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทำไมโทนี่” “อ๋อ การเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นงานที่ต้องดูแลสารทุกข์ของทุกคนในหมู่บ้าน มันเป็นงานที่มีเกียรติที่ได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมครับ” จอห์นพยักหน้าแล้วบ่นพึมพำ “เชื่อได้เลย ท่องได้เม่นยำขนาดนี้” แล้วโทนี่ก็ทำงานของเค้าต่อไป ทอมจึงเริ่มสนทนาขึ้น “คุณเพิ่งมาจากที่อื่นใช่มั๊ย” “ครับ แต่ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมสัมผัสกับดาวดวงนี้หลายรอบเหมือนกัน โลกของพวกคุณกำลังติดอยู่วนลูปเวลา เหมือนวงแหวนเมอบิอุส มันจะวนอยู่อย่างนั้นและไม่มีทางออก ผมจึงลองลงมาดู การเกิดของมนุษย์บนดาวดวงนี้ก็แปลกมาก เป็นธรรมชาติที่ไม่เคยเห็น ทุกคนเกิดจากไข่ ไม่มีเพศ แล้วก็มาถูกฆ่าวนไปวนมาอยู่ผมจึงมาหาวิธีแก้ไขครับ” “จริงเหรอนี่ แล้วคุณทำได้ไง ถึงประคองตัวโดยไม่ไปเกิดที่ไหนเลย” ทอมสงสัย “จิตที่มีพลัง พลังของผมมีมาก การมีพลังจิตจะมีสติอยู่ตลอดเวลาได้ แม้ร่างกายจะแตกดับไป แต่จิตที่มีสติ จะสามารถประคองความรู้สึกให้อยู่คงที่ได้นาน ๆ ผมเคยมีอายุเป็นพันปีนะทอม แล้วโลกที่ผมจากมาก็มีวิวัฒนาการถึงขั้นถอดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองมนุษย์ได้ แต่ว่าตอนนี้ผมก็เลือน ๆ ไปเหมือนกัน เพราะมันเป็นเหตุการณ์นานมากแล้ว” จอห์นมองหน้าทอมแล้วพูดต่อ “แล้วถ้ากู้ข้อมูลสำเร็จเราจะทำยังไงกันต่อ” ทอมจึงอธิบาย “เราต้องแฮกเข้าไปที่หน่วยประมวลผลกลางของQ1 แล้วใส่โปรแกรมชุดที่ผมเขียนไว้เข้าไป ผมจะเขียนท้ายคำสั่งสุดท้ายให้อนุญาตโดยมนุษย์เท่านั้น” แล้วโทนี่ก็พูดขึ้น “ได้แล้วอาจารย์” ทอมเดินมาดูหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้น เป็นคำสั่งต่าง ๆ ที่ทอมเขียนไว้ “โทนี่ แฮกเข้าไปที่ Q1 เลย เร็ว” แล้วโทนี่ก็คีย์ข้อมูลบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมตรงหน้าของเค้าเพื่อเจาะเข้าไปในฐานข้อมูลของQ1 แล้วก็ส่งไฟล์คำสั่งที่ทอมเขียนไว้ไปเซฟทับไฟล์คำสั่งเดิม ระหว่างนั้นทอมก็พูดขึ้น “ชื่อคุณมันเหมือนกับชี่อคนที่สร้างระบบ AI” “อ้าว จริงเหรอ” จอห์นตอบ “แต่คุณแค่นามสกุลบ้านดอนเฟือง” ทอมพูด แล้วเสียงโทนี่ก็ดังขึ้น “เรียบร้อย” “หมายความว่า” ทอมถาม “พวกเราคุมพวกมันได้แล้ว ตอนนี้ที่ผมดูข้อมูลในรายงานที่ Q1 ได้รับ มันรายงานความคืบหน้าของงาน 50% ก็แสดงว่าโลกเราเสียหายไป 50% ครับ” ทอมหันมองหน้าโทนี่แล้วพูดขึ้น “เก่งมาก โลกเราปลอดภัยแล้ว” “ยังครับ” จอห์นรีบตัดบททันที “ทำไม” ทอมถาม “ภัยอีกอย่างกำลังจะมา ซึ่งแต่ละรอบจะไม่ซ้ำกัน เช่นมีอยู่รอบนึง เป็นหุ่นยนต์ขนาดยักษ์เข้ามาแล้วก็ทำลายระบบของ Q1แต่จะมีเหตุการณ์ที่พลิกกลับให้ดาวดวงนี้ย้อนเวลากลับไปอีกครั้ง ภัยอย่างที่สองนี้เราต้องเตรียมตั้งรับมัน พวกคุณจะเชื่อผมมั๊ย” จอห์นถามเพราะเห็นทั้งอาจารย์ทอมและโทนี่กำลังมองหน้ากัน และแต่ละคนทำหน้าเหมือนกับว่า “ท่านรู้ได้ยังไงวะ” “เอาเป็นว่าตอนนี้วางแผนระยะสั้นไปก่อนแล้วกัน” จอห์นจึงพูดตัดบทสนทนา
หลายปีต่อมา หลังจากสิ้นสุดสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว โลกแห่งหุ่นยนต์ก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูโลกอีกครั้ง แต่เป็นครั้งที่จะได้ดำเนินต่อไป ณ บ้านของจอห์น “ว่าไงครับอาจารย์” จอห์นตอนนี้เค้ากลายเป็นเทพพยากรณ์แห่งบ้านดอนเฟืองคนใหม่ เพราะคนเก่าตายไปในสถานการณ์ AI ล้างโลกหลายปีก่อน “ได้แล้ว ได้แล้ว รีบจริงผู้ใหญ่ พรุ่งนี้จะมีเกิดนะ 1 คน พิกัดเอ้า เตรียมอะไรมาจดหรือยัง” แม็ครีบหาอุปกรณ์มาจดทันที เมื่อเขาได้ปากกากับกระดานอิเลคทรอนิคมาแล้วจึงบอก “โอเค” แล้วจอห์นก็บอกรายละเอียด “พิกัดนะ ละติจูด 5 องศา 30 ลิปดาเหนือ ลองติจูด 52 องศา 59 ลิปดาตะวันออก เอาล่ะไปเตรียมงานได้แล้ว” แม็คจึงรีบพาผู้ช่วยและคนงานไปดูสถานที่และจัดการเตรียมงานต้อนรับผู้มาใหม่ในหมู่บ้าน ทุกวันในแต่ละหมู่บ้านก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ เริ่มจากมีการขอข้อมูลจากเทพพยากรณ์ว่าต้นไม้แห่งชีวิตจะส่งคนมาเกิดที่จุดไหนบ้าง หรือวันไหนจะไม่มีคนมาเกิดเลย และจอห์นก็ได้มาเป็นเทพพยากรณ์ของประจำหมู่บ้านดอนเฟืองแห่งนี้
เช้าวันต่อมา “มาแล้วครับ เป็นไข่อยู่ครับผู้ใหญ่” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านขับยานมาบอกอยู่ที่หน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นแม็คจึงรีบขับยานของตนตามยานของผู้ช่วยไปยังสถานที่ที่ทำพิธีรับผู้มาใหม่ เมื่อไปถึงที่นั่น ไข่ก็เริ่มสุกพอดี เปลือกภายนอกของลูกวงกลมสีขาวก็แยกออกเป็นสี่แฉกแล้วระเหิดหายไป จากนั้นจึงปรากฏคนนั่งอยู่ในลูกวงกลมนั้น “ยินดีต้อนรับ” แม็คทักทายแล้วพูดต่อ “คุณ เอะชื่ออะไรนะที่เตรียมไว้นะ” ผู้ช่วยรีบหยิบกระดานอิเลคทรอนิคให้ผู้ใหญ่ “อ๋อ คุณแจ็ค บ้านดอนเฟือง ชาติก่อนคุณชื่อ แจ็ค นะ น่าจะเป็นเพื่อนของวิลที่ตายเมื่อปีที่แล้ว คุณจำได้ใช่ไม๊ ส่วนวิลนั้นตายไปเมื่อสองเดือนก่อน (คร่อมปี) ยังไม่ได้มาเกิดเลย” ผู้มาใหม่พยักหน้า แล้วไมค์ก็พูดขึ้น “พวกเราเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้คุณแล้ว” จากนั้นแม็คก็ขอถ่ายรูปและทำบัตรประชาชนให้ทันที เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วแม็คก็พูดขึ้น “ชาตินี้คุณอาจจะมีความสามารถในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปจากชาติก่อน คุณต้องเข้าไปอยู่ที่ศูนย์ตรวจคลื่นสมองที่ตัวจังหวัดก่อนเพื่อค้นหาว่าคุณมีความถนัดทางด้านไหนในชาตินี้ แล้วจึงจะได้กลับมาที่นี่ ระหว่างนี้ทางการจะส่งบ้านสำเร็จรูปมาตั้งรอไว้ให้” และหลังจากที่แม็คพูดคุยกับผู้มาใหม่ถึงอดีตชาติของเขา เพื่อให้เขาได้รื้อฟื้นความทรงจำ คนที่เคยอยู่บนดาวดวงนี้จะจำเหตุการณ์ได้เฉพาะที่สำคัญ ๆ ที่เขาจำได้ เหมือนกับคนเราที่จำเหตุการณ์ตอนเด็ก ๆ ได้เฉพาะเหตุการณ์ที่มันฝังใจอยู่เท่านั้นนั่นเอง แล้วเขาก็ให้ผู้ช่วยพาแจ็คไปที่อำเภอซึ่งจะมียานไปส่งที่จังหวัดอีกทีนึง เมื่อแม็คทำหน้าที่เสร็จแล้ว เขาก็เดินทางกลับบ้าน ก่อนจะกลับถึงบ้านเขาก็แวะไปหาเทพพยากรณ์อีกครั้งเพื่อจะถามว่าพรุ่งนี้จะมีคนมาเกิดอีกหรือไม่
หลายสิบปีต่อมา เมื่อแม็คได้มาเยี่ยมจอห์นเมื่อสัปดาห์ก่อน แล้ววันนี้เค้าก็มาอีก แม็คทำเรื่องทะเบียนแล้วเค้าก็ได้เข้าไปใน Metaverse ทั้งสองคนก็นั่งคุยกันที่เก้าอี้ยาวในสวนสาธารณะเหมือนเคย หลังจากที่จอห์นเล่ามาถึงเรื่องราวที่เค้าอยากจะบอกกับแม็ค เค้าก็จะลุกขึ้นเพิ่อเดินไปยังภูเขาที่อยู่ใกล้กับสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับสถานฌาปนกิจบ้านดอนเฟือง ขณะเค้าลุกจากเก้าอี้ เค้าก็พูดขึ้น “เราไปเดินยึดเส้นยึดสายหน่อยดีมั๊ยผู้ใหญ่” “ดีครับ” “จริง ๆ ไม่ใช่ผมนะที่ยึดเส้นยึดสาย แต่เป็นคุณต่างหาก” แล้วจอห์นก็หัวเราะ แม็คยิ้มให้จอห์น แล้วก็เดินตามจอห์นไป จอห์นจึงเริ่มเล่าตำนานที่เค้าอยากให้แม็คจดจำไว้ และแม็คก็เดินตามอยู่ข้าง ๆ “มันเป็นสงครามระหว่างมนุษย์อมตะกับมนุษย์บนดาวแห่งหุ่นยนต์” แต่ยังไม่ทันที่จอห์นจะพูดอะไรต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “คุณแม็ค บ้านดอนเฟือง ขณะนี้ มีภารกิจฉุกเฉินค่ะ กรุณากลับไปปฏิบัติหน้าที่ด่วนค่ะ ขอบคุณค่ะ” จอห์นจึงพูดขึ้นต่อ “นี่มันเสียงเตือนเวลามีใครต้องการติดต่อคุณนะแม็ค คุณกลับไปก่อนดีกว่า ครั้งหน้าค่อยว่ากันยาวเลย” “ครับท่านเทพ ผมกลับก่อน” “โชคดี”
ณ ดาวอนัตตา ภายในห้องทำงานของจิตตะ ก่อนที่มนุษย์บนดาวดวงนี้จะเป็นอมตะด้วยนวัตกรรมของจิตตะ จิตตะกำลังทำงานสำคัญอยู่ “เฮ้ย นายดู มันมีการกระพริบตลอดเวลา” จิตตะบอกวิมังสาขณะที่เค้ากำลังจ้องมองอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ วิมังสาจึงลุกจากที่นั่งของเขา แล้วเดินตรงมาที่จิตตะ “ผมตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนแล้วจิตตะ แล้วนายก็รู้แล้วใช่มั๊ยว่า เราต้องทำอะไรต่อ” “แน่นอน มันกระพริบเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แล้วมันก็คือรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปส่งมาในร่างกายมนุษย์ ถ้าเราใช้โปรแกรมที่พวกเราเขียนไว้ แล้วจากนั้นก็แฮกซ์เข้าไป เราจะถอดรหัสมันได้ว่ามันมีความหมายอะไร แล้วเราก็เขียนโปรแกรมเชื่อมเข้ากับภาษาของรหัสสัญญาณไฟฟ้าพวกนี้ พอเชื่อมได้ ถึงตอนนั้น เราจะควบคุมเซลล์ทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ได้” จิตตะตอบอย่างผู้ช่ำชอง แต่จิตตะยังไม่เข้าใจในข้อสมมุติฐานที่ว่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าพวกนี้เป็นภาษาที่บอกอารมณ์ความนึกคิดของมนุษย์ด้วย เพราะตอนนั้นเป้าหมายการงานวิจัยนี้ เป็นเรื่องของรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ควบคุมมวลกายเท่านั้น
หลังจากนั้นหลายปีมนุษย์บนดาวอนัตตาเป็นมนุษย์อมตะกันหมดทั้งโลก ทำให้ไม่มีการเพิ่มขึ้นของประชากร ตามเงื่อนไขการเป็นอมตะต้องไม่เจริญพันธุ์ และเป็นเหตุให้ระบบเศรษฐกิจแทบจะไม่มีการเจริญเติบโต ท่านสตางค์ผู้ทรงอิทธิพลทางการเงินที่สุดบนโลกขณะนั้นได้เปลี่ยนระบบการแลกเปลี่ยนไปเป็นระบบการผลิตเพื่อตนเอง ทำให้ทุกคนต่างก็มีความสุขในการเป็นมนุษย์อมตะของพวกเค้า แต่ปกติวิสัยของความเป็นมนุษย์ไม่อาจที่จะทนอยู่ในสภาพเดิมได้นาน ๆ พออายุย่างเข้าหลักพัน ก็เริ่มมี โรคเบื่อตัวตน ขึ้นมา จิตแพทย์ที่มีคนไข้จำนวนมากรอคิวก็ได้ให้คำแนะนำกับทุกคนว่าควรจะหางานใหม่ ๆ ทำทุกร้อยปีเป็นอย่างน้อย (อย่าเกินร้อยปี) เพื่อไม่ให้เกิด โรคเบื่อตัวตน หลังจากนั้นก็มีการอัพเกรดความเป็นอมตะเป็นเวอร์ชั่นต่าง ๆ มากขึ้น จนมาถึงเวอร์ชั่นสุดท้าย ซึ่งเป็นลักษณะการควบคุมนาโนชิปที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์อมตะให้ส่งคำสั่งหยุดการเคลื่อนไหวของอิเล็คตรอนในทุกส่วนตามร่างกาย และใช้เวลาในการ Shutdown นี้ไม่น้อยกว่า 7 วัน เหมือนกับเป็นการุณยฆาตตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ดาวดวงนี้ก็ต้องเข้าสู่โหมดการดับซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติบนดาวอนัตตา มนุษย์อมตะทั้งหมดก็มีทางเลือก 2 ทางเท่านั้น คือ ออกเดินทางด้วยยานอวกาศที่แต่ละลำบรรจุนักเดินทางได้หนึ่งล้านคน ทางที่สอง คือ อัพเกรดเวอร์ชั่นการุณยฆาตนั้น
และที่บ้านของจิตตะ “มันจะเป็นไปได้ไงในเมื่อคนตายแล้ว แต่คลื่นกระแสไฟฟ้าที่ออกมาจากสมองยังอยู่ได้ มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก หรือว่ามันไม่ได้ออกมาจากสมอง วิมังสา” จิตตะพูดกับวิมังสา “นายว่ามันจะอยู่ได้นานมั๊ย” วิมังสาถามจิตตะเผื่อว่าจิตตะจะรู้ แต่จิตตะก็ส่ายหน้าแล้วตอบ “ผมไม่รู้ว่ามันจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันยังอยู่แค่นั้น เรื่องนี้ผมก็สับสนอยู่เหมือนกัน” จิตตะละสายตาจากจอโฮโลแกรม จากนั้นก็มองหน้าวิมังสาแล้วพูดต่อ “เมื่อคลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว มันไม่ดับ มันยังอยู่ ได้ และเหมือนกับว่าคลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้ากำลังเคลื่อนที่ไปเพื่อหาอะไรบางอย่าง และที่สำคัญมันเป็นคลื่นที่เคลื่อนตัวได้เร็วกว่าแสงด้วย” ทั้งสองคนกำลังสนใจคลื่นรหัสสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์และการทดลองของแฮทซ์ บนโลกของเรา คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเกิดจากสัญญาณไฟฟ้าที่ระบบสั่งการส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าสั่งการสมองให้ควบคุมอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอยู่ และเมื่อร่างกายแตกดับ การเคลื่อนที่ของอีเล็คตรอนก็อ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ แต่การเคลื่อนที่นี้ทำให้มันเกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเกิดขึ้นจนกว่ามันจะหมดไป ถึงตอนนั้นรหัสสัญญาณไฟฟ้าชุดสุดท้ายนี่แหละ จะเป็นตัวที่ยังคงอยู่ ตัวอย่างของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายในปัจจุบัน ได้ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้เป็นตัวรับส่งข้อมูลต่าง ๆ “แล้ว นายคิดว่ายังไง” วิมังสาถามให้จิตตะอธิบายต่อ “ถ้าถามว่าทำไมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ไม่หมดไป อันนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่ที่รู้ ๆ รหัสของคลื่นพวกนี้มันเหมือนมีการแสดงถึงอารมณ์ความนึกคิดอะไรซักอย่าง มันคือระบบความจำสุดท้ายที่ไม่ว่าจะมีพลังงานหรือไม่ คล้ายรหัสสัญญาณพวกนี้จะคงอยู่ใน CPU เป็นข้อมูลล่าสุดก่อนที่ร่างกายของผู้ตายจะแตกดับ เพราะช่วงเวลาที่คนจะตาย ธรรมชาติของร่างกายจะมีกำลังมากเพื่อการดิ้นรนให้พ้นจากความตายนั้นไม่ว่าจิตจะต้องการหรือไม่ต้องการตาย แต่มวลกายจะมีอาการดิ้นรนเอง รหัสสัญญาณไฟฟ้าพวกนี้ มันเป็นกระแสคลื่นที่ส่งออกมาตอนนั้น” จิตตะพูดจบก็มองที่วิมังสาอีก “แล้ว นายจะทำยังไงกับมัน” วิมังสาถาม “ผมอยากค้นคว้าเรื่องนี้นะ แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่มีเวลาทำงานนี้ เอางี้ เรื่องนี้เอาไว้ทำทีหลัง ตอนนี้เราต้องเร่งงานของท่านสตางค์ก่อน” จิตตะบอกวิมังสา “ก็ดี แต่เรื่องนี้มันเป็นเคสที่น่าสนใจมาก” วิมังสาตอบ แล้วทั้งคู่ก็เริ่มนั่งทำงานหน้าจอโฮโลแกรมต่อ
ณ ดาวแห่งหุ่นยนต์ หลังจากจอห์นเสียชีวิตแล้ว เค้าก็ถูกเก็บดวงจิตไว้เพื่อรอการเกิดกับต้นไม้แห่งชีวิต ณ ที่พักจิต เป็นที่ที่ผู้ที่ยังมีชีวิตสามารถเข้าไปสัมผัสกับจิตของผู้ตายได้ โดยการเข้าไปใน Metaverse ที่มีระบบ VR ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้สัมผัสได้เหมือนเข้าไปพูดคุยกับผู้ตายนั่นเอง
สัปดาห์ต่อมา แม็คก็มาหาจอห์นอีกเช่นเคย
แม็คพูดขึ้นขณะที่เดินเข้ามาหาจอห์น “อาจารย์เป็นไงครับ ผมนึกว่าจะไม่เจออาจารย์ซะแล้ว อย่าลืมนะครับ ถ้าเลือกเกิดได้ อย่าลืมบ้านดอนเฟืองนะครับ” จอห์นหัวเราะนิดนึงแล้วพูด “ผมแค่กำลังคิดถึงที่ๆผมจากมา”
แล้วความนึกคิดของแม็คก็ผุดขึ้น “พรุ่งนี้ไม่มีคนเกิดนะ” จอห์นตอบ “ครับ อาจารย์ แต่ว่ามาร์คได้มาหาอาจารย์บ้างรึป่าวครับ” แม็คจึงถามอีก “ยังไม่เห็นมีใครมาหาผมเลย” จอห์นตอบ “พอดีเค้าบอกว่าเค้าอยากเป็นเทพพยากรณ์หมู่บ้านอ่ะครับ ผมก็เลยบอกให้มาหาอาจารย์” แม็คบอก “ได้ ผมก็อยากให้มีตัวตายตัวแทนเหมือนกัน บอกเค้ามาพรุ่งนี้ก็ได้นะ พรุ่งนี้ผมไม่มีไปไหน” จอห์นตอบ “ครับ เดี๋ยวผมไปบอกให้” แล้วแม็คก็ลากลับไป
เย็นวันต่อมา แม็คก็พามาร์คเข้ามาที่บ้านของปรมาจารย์จอห์น หลังจากทำความรู้จักกันเรียบร้อย จอห์นก็ให้ผู้ใหญ่แม็คและมาร์คนั่งเก้าอี้ตรงหน้าจอห์น “เวลาที่นึกถึงสิ่งใด คุณจะนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งได้มั๊ย” จอห์นเริ่มถามมาร์ค “ไม่ได้ครับ” มาร์คตอบ “ดี คุณเตรียมเปลี่ยนอาชีพได้” แล้วมาร์คก็ขอตัวกลับบ้านไป ไมค์ซึ่งนั่งอยู่ด้วยจึงถามขึ้น “อาจารย์เราคิดได้แค่ทีละเรื่องจริง ๆ เหรอครับ แล้วทำไมครับ” “ใช่ ถ้าไม่ยกตัวอย่างคงไม่จบ สมมุติว่า คุณกำลังคิดถึงดวงจันทร์ ในเสี้ยววินาทีที่คุณคิดถึงดวงจันทร์ เสี้ยววินาทีนั้นคุณจะไม่สามารถคิดถึงสิ่งอื่นได้ เอ่อ อีกตัวอย่างนึงก็ได้ ถ้าคุณเปิดเพลงสองเพลงในระดับความดัง (เดซิเบล) ที่เท่ากัน ถ้าคุณฟังเพลงไหนออก คุณจะฟังอีกเพลงไม่รู้เรื่อง อย่างนี้พอจะเข้าใจมั๊ย ผู้ใหญ่” แม็คพยักหน้าแต่ว่ายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่แล้วบ่นพึมพำ “เพลงมันคืออะไรครับอาจารย์ (บนดาวดวงนี้ไม่มีการฟังเพลง)” จากนั้นเค้าก็ถามเรื่องงานต่อ “เอ่อ แล้วพรุ่งนี้มีคนเกิดมั๊ยครับอาจารย์” “ไม่มีนะ ผมตรวจแล้ว แต่ว่าภัยที่สองกำลังจะมาแล้วนะ คงประมาณสัปดาห์หน้า ผู้ใหญ่ก็เตรียมตัวให้พร้อมแล้วกันช่วงนี้ เพราะผมยังไม่รู้เลยว่ามันจะมาแบบไหน”
ณ ห้วงอวกาศไม่ไกลจากดาวแห่งหุ่นยนต์ ยานอวกาศขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้น ข้างลำยานมีตัวอักษรเป็นตัวเลข 1 มันคือยานอวกาศของพวกมนุษย์อมตะลำที่หนึ่งนั่นเอง พวกเค้ากำลังค้นหาดวงดาวเพื่อการอยู่อาศัย
ภายในห้องบังคับยาน “ดาวดวงนี้ผมว่าไม่เหมาะ ปริมาณแร่เหล็กที่มีอยู่ในส่วนประกอบของดาวมันมีเกินอัตราส่วนของดาวที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของพวกเรา” กัปตันพูดเหมือนบ่นอยู่คนเดียวแล้วเค้าก็ออกคำสั่ง “รักษาพิกัดทางตรงไว้ แล้วเคลื่อนเข้าหาเป้าหมาย” แล้วเจ้าหน้าที่ควบคุมยานก็พิมพ์ข้อมูลที่จอโฮโลแกรมตรงหน้าของพวกเค้า ยาน 1 ก็เคลื่อนที่เข้าสู่วงโคจรรอบดาวแห่งหุ่นยนต์
ยานอวกาศขนาดมหึมา ที่มีผู้โดยสารเกือบล้านคน และทุกคนเป็นมนุษย์อมตะ ที่มีเทคโนโลยีอันล้ำยุค ความเป็นอมตะของพวกเค้าเกิดจากการควบคุมความเสื่อมของเซลล์ทุกเซลล์ในมวลกาย ทำให้ไม่มีเซลล์ที่ตาย หรือทำให้ยังไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ (เท่านั้น) หลังจากที่มนุษย์อมตะบนดาวอนัตตาต่างก็เลือกทางออกของตน มนุษย์อมตะส่วนใหญ่เลือกที่จะ Shutdown ตัวเอง และในจำนวนนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถ Shutdown ได้สำเร็จจริง ซึ่งผู้ที่จะ Shutdown ได้ต้องเป็นไปตามกระบวนการShutdown นั้นภายใน 7 วันนับจากวันที่เกิดรหัสสัญญาณไฟฟ้าในสมองเป็น 00000001 ซึ่งจะทำให้อารมณ์ความนึกคิดแทบจะไม่มีอีกต่อไป แต่ไม่ใช่ในทุกคน เพราะมนุษย์อมตะจำนวนมากที่ Shutdown นั้น ส่วนใหญ่ Shutdown ได้เฉพาะมวลกายเท่านั้น เพราะภายในจิตที่ยังมีกิเลสนั้น ย่อมไม่สามารถที่จะเปลี่ยนรหัสสัญญาณเป็น 00000000 ซึ่งเป็นการดับสูญไปได้ แต่การ Update สมองดังกล่าวเป็นเพียงทำให้ร่างกายส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถทำงานได้และเสียชีวิตไปเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มมนุษย์อมตะที่ตัดสินใจออกเดินทางไปในอวกาศ ด้วยยานอวกาศที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการเดินทางในอวกาศขนาดใหญ่จำนวน 1 แสนลำ ตั้งแต่ 1 ไปถึง 99999 ซึ่งยานเหล่านี้สามารถบรรทุกนักเดินทางได้มากกว่าหนึ่งล้านคนต่อลำ บนยานอวกาศทุกลำออกแบบมาให้มีอุปกรณ์เครื่องจักรรีไซเคิลอาหารรวมทั้งเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ให้อยู่อาศัยได้ตลอดไป ในจำนวนนักเดินทางทั้งหมดกว่าหนึ่งล้านชีวิตของมนุษย์อมตะบนยานอวกาศ 1 นี้ก็มีนิรันดร์อยู่ในกลุ่มด้วย และ ณ ตอนนี้เค้าได้ทำหน้าที่เป็นกัปตันของยานลำดังกล่าว ซึ่งมนุษย์อมตะทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วงเวลาการเดินทางไปในจักรวาลเพื่อค้นหาดาวที่สามารถอยู่อาศัยได้ นับจากวันที่เริ่มออกเดินทางถึงปัจจุบันคิดเป็นเวลาบนโลกเดิมของพวกเค้าก็กว่าสองพันปีล่วงมาแล้ว และตลอกระยะเวลาที่ออกเดินทางสำรวจดวงดาวต่าง ๆ มากมาย ทำให้นิรันดร์ก็ได้เข้าใจว่าดาวทุกดวงที่ยานสำรวจเข้าไปสำรวจส่วนใหญ่ก็ประกอบไปด้วย ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ และความร้อน
ณ ห้องควบคุมยาน “กัปตันครับ จะเปลี่ยนพิกัดแนวเคลื่อนที่หรือไม่ครับ ขอคำสั่งด้วยครับ” เจ้าหน้าที่ควบคุมทิศทางของยาน 1 ขอคำสั่งจากกัปตัน กัปตันนิรันดร์จึงออกคำสั่ง “ไม่ต้องเปลี่ยน รักษาแนวและระดับต่อไป” แล้วนิรันดร์ก็ลุกออกจากที่นั่งบัญชาการของกัปตัน และ เดินออกจากห้องควบคุมยานไป จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในห้องซึ่งมีตัวแทนของนักเดินทางที่มีการเลือกตั้งเข้ามาทุก ๆ ระยะเวลาหนึ่งปีบนยานลำนี้ของพวกเขา ทั้งหมดกำลังนั่งรออยู่ก่อนแล้ว “ผมไม่รู้ว่าที่โหวตไปนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า” ตัวแทนนักเดินทางคนหนึ่งพูดกับตัวแทนนักเดินทางอีกคนหนึ่ง นิรันดร์จึงพูดขึ้นทันที “ไม่ว่าจะถูกหรือผิด อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม อย่างน้อยเราก็จะได้รู้กัน เราหลบมันมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง นี่เป็นมิติใหม่ของการเดินทาง มันอาจจะทำให้เราพบดาวที่ต้องการก็ได้” “เราจะเข้าหลุมดำเมื่อไหร่ครับกัปตัน” ตัวแทนนักเดินทางคนหนึ่งถามจี้ตรงประเด็นทันที นิรันดร์จึงตอบ “ด้วยความเร็วปัจจุบัน พรุ่งนี้ตอนเช้าตามเวลาบนยาน” หลังจากที่ประชุมไม่มีเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดก็ออกจากห้องประชุม แต่นิรันดร์ยังยืนอยู่ที่หัวโต๊ะประชุม แล้วเค้าก็สไลด์จอโฮโลแกรมเพื่อสั่งกลางให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเตรียมพร้อม “ผมขอแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเตรียมพร้อม พรุ่งนี้ตามเวลายาน 09.00 น. เราจะผ่านหลุมดำให้ตรวจสอบความพร้อมและรายงานให้ผมทราบด้วย” หลังจากนั้น 5 วินาที ระบบควบคุมยานก็รายงานบนจอโฮโลแกรม “ตอนนี้สภาพยานพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์”
หลังจากนั้นปีต่อมาตามเวลาของยาน ซึ่งใช้เวลาเทียบเท่าเวลาของโลกเดิม ณ ห้องประชุมผู้แทนนักเดินทางยาน 1 กัปตันได้พูดขึ้นในที่ประชุม “มันมีปฏิกิริยาอย่างนึงเกิดขึ้น ตอนที่ยานผ่านหลุมดำมานั้น เราถูกย้อนเวลา” ตัวแทนนักเดินทางเริ่มพูดคุยกันดังไปทั่วห้องประชุม แล้วตัวแทนนักเดินทางคนนึงจึงถามขึ้น “แล้วรู้ได้ไงว่า เราถูกย้อนเวลาครับกับตัน” นิรันดร์จึงอธิบาย “หลังจากยานเข้าหลุมดำมาแล้ว ผมให้เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องวิเคราะห์พิกัดแกแล็คซี่ทำการตรวจสอบพิกัดของแกแล็คซี่โดยรอบของยาน ซึ่งมีจำนวนมากเลยทำให้กว่าจะตรวจเช็คแล้วเสร็จก็กินเวลาหน่อย แล้วพบว่าการเคลื่อนที่ของแกแล็คซี่ 0001ซึ่งเป็นแกแล็คซี่ที่โลกเก่าของเราอยู่ ปรากฏว่าพิกัดของแกแล็คซี่นี้กลับไปอยู่ในตำแหน่งพิกัดก่อนที่เราจะเริ่มออกเดินทางครับ ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าเราย้อนเวลากลับมา ตอนนี้ถ้าเราเดินทางกลับโลกเก่าของเรา เราก็จะพบว่าพวกเรายังอยู่บนโลกอยู่ แต่มาถึงตอนนี้ผมคิดว่าเราควรเดินหน้าต่อไปในการค้นหาดาวที่พออยู่อาศัยครับ แต่ได้ข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ ถ้าเราเจอหลุมดำประเภทนี้อีก ผมเตรียมแผนส่งยานนำร่องเข้าไปตรวจปลายทางของพวกมันก่อน เราอาจจะย้อนเวลาได้อีกครับ แต่ว่าเรื่องสำคัญอย่างนี้ผมอยากได้มติของตัวแทนบนยานก่อน ผมเลยอยากให้ตัวแทนจากทุกโซนลงมติครั้งนี้ ว่าจะดำเนินการยังไงต่อไป” “ผมยังไม่ค่อยเข้าใจนะ ว่าเรารู้ได้ยังไงครับกัปตันว่าเราย้อนเวลา” ตัวแทนอีกคนหนึ่งถามขึ้น “เอาแบบเบสิคนะ สมมติว่าแกแล็คซี่หนึ่งเตลื่อนที่ไปทางซ้ายหนึ่งล้านกิโลเมตร ในระยะเวลาหนึ่งล้านปีแสง ก็เท่ากับ ความเร็วในการเคลื่อนที่ของแกแล็คซี่นั้นมีค่าเท่ากับหนึ่งกิโลเมตรต่อหนึ่งปีแสง คุณเห็นภาพมั๊ย” ตัวแทนคนนั้นพยักหน้า แล้วตัวแทนอีกคนหนึ่งก็พูดขึ้น “แล้วถ้าเราพบดาวที่อยู่อาศัยได้ มันจะเป็นแค่ได้อยู่อาศัยชั่วคราวอีกหรือเปล่า มันก็ไม่ต่างอะไรกับโลกของเราซิ” นิรันดร์จึงตอบ “ผมคิดว่าในจักรวาลนี้ไม่มีดาวดวงไหนที่จะอยู่ตลอดไปหรอก ดังนั้น ผมว่าเราหาดาวที่มีทรัพยากรให้ใช้ต่อไปอีกซักแสนปีแล้วค่อยว่ากันใหม่ดีกว่า” นิรันดร์อยากขอแค่ได้มีโลกอยู่ซักใบก็พอ แล้วอีกแสนปีค่อยว่ากันต่อไป เพราะเค้าเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเดินทางแสวงหาโลกเพื่ออยู่อาศัยเพราะความเป็นอมตะนี้แล้ว “แล้วทีมสำรวจพบดาวดวงนั้นหรือยังครับ” ตัวแทนอีกคนถาม นิรันดร์จึงตอบ “ระหว่างที่ทำการประมวลผลตำแหน่งแกแล็คซี่ ผมได้ส่งหุ่นสำรวจบริเวณรอบยานในรัศมีหนึ่งล้านปีแสงทั้งแนวตั้งและแนวนอน มีการส่งรายงานดาวดวงหนึ่งมาแล้ว และในการคำนวณอายุขัยของดาวดวงนี้ไม่น่าเป็นห่วงครับ มันเป็นดาวที่เราจะอยู่อาศัยต่อไปได้ เพราะมันมีอายุขัยที่นานกว่าโลกของเราแน่นอน น่าจะอยู่ได้อีกสองแสนปีครับ” หลังจากประชุมเรื่องข้อจำกัดของดาวที่จะไปอยู่อาศัยและเรื่องอื่น ๆ แล้ว นิรันดร์จึงขอให้มีการโหวตว่าจะเดินทางเพื่อผ่านหลุมดำอีกครั้งหรือจะทำยังไงกับดาวของหุ่นสำรวจส่งรายงานมา หรือจะทำยังไงต่อไป แล้วสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องสำรวจดาวของหุ่นสำรวจก่อนเพื่อจะไม่ต้องเร่ร่อนในอวกาศต่อไป แต่ภายใต้เงื่อนไขว่าดาวที่ต้องการคือดาวที่มีอายุขัยที่นานกว่าโลกที่พวกเขาจากมาอย่างแน่นอน
แล้วในที่สุดยาน 1 ก็ได้เดินทางย้อนเวลามาถึงดาวดวงนั้นและนั่นคือ ดาวแห่งหุ่นยนต์ซึ่งยังเป็นดาวที่มีอายุน้อยกว่าโลกของพวกเขา เมื่อมาถึงและได้ทำการสำรวจวงโคจรและสำรวจบริเวณรอบ ๆ ดาวดวงนี้ ทำให้รู้ว่าดาวดวงนี้โคจรรอบตัวเองเป็นเวลาเท่าไหร่ และโคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลาเท่าไหร่ จากนั้นก็ได้ทำการส่งหุ่นยนต์สำรวจสภาพแวดล้อมลงไปบนดาวดวงนี้ทันที หุ่นสำรวจนี้คือ หุ่นยนต์กึ่งยานอวกาศที่จะลงไปทำการบินสำรวจด้วยความเร็วแสงโดยบินในชั้นบรรยากาศตามเส้นรุ้งและเส้นแวงรอบดาวดวงนี้จนครอบคลุมทุกพื้นที่และหลังจากใช้เวลาไม่นาน มันก็เก็บข้อมูลแทบจะทุกอณูของดาวดวงนี้เสร็จ “รายงานกัปตัน AI 20 กลับมาแล้ว” เครื่องควบคุมยานอัตโนมัติรายงานกัปตัน นิรันดร์จึงออกคำสั่ง “ส่งผลการสำรวจเข้ามาเลย” หลังจากที่นิรันดร์อ่านข้อมูลคร่าว ๆ แล้ว ผลการสำรวจก็เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เพราะสภาพแวดล้อมบนดาวดวงนี้เหมาะแก่การใช้ชีวิตของพวกเขาอาจจะมีแร่เกินมาตรฐานนิดหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง นิรันดร์จึงส่งเรื่องเข้าไปในเครื่องประมวลผลกลาง และขอนัดประชุมฝ่ายบริหารและตัวแทนนักเดินทาง เพื่อให้พิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมทันที
ณ ห้องประชุมตัวแทนบนยาน 1 “ผมไม่เคยคิดว่าจะมีนะ ดาวแบบนี้ มนุษย์เกิดจากไข่ ไม่มีเพศ แล้วพวกเค้าสืบสายพันธุ์กันยังไง แปลกดี” ตัวแทนคนนึงพูดขึ้นหลังจากประธานกล่าวเปิดประชุมแล้ว “แต่ผมคิดว่ามันไม่สำคัญ เพราะพวกเรามีชีวิตอมตะอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการเกิด บนดาวดวงนี้ ตามข้อมูลก็เหมาะกับการอยู่อาศัยของเรามาก ผมคิดแค่ว่าจะใช้วิธีอะไรดีแค่นั้น” ตัวแทนอีกคนกล่าว “สงครามเท่านั้นครับ” ตัวแทนอีกคนพูดขึ้น “เดี๋ยวก่อนครับ ขอผมสรุปสถานการณ์ต่อก่อนนะครับ ดาวดวงนี้มีระบบป้องกันตนเองเป็นหุ่นยนต์ และมนุษย์บนดาวดวงนี้ เกิดจากไข่ ไม่มีเพศ นอกจากมนุษย์พวกนี้ ก็ไม่มีสัตว์อะไรเลย แล้ววิธีที่พวกเราจะเข้าไปอยู่ ถ้าไม่ล้างเผ่าพันธุ์ ก็ขอใช้พื้นที่ อันนี้เป็นประเด็นที่เราจะคุยกันวันนี้นะครับ” นิรันดร์ประธานในที่ประชุมกล่าวให้ทุกฝ่ายดึงเข้าประเด็น “พวกเราเป็นเผ่าพันธุ์อมตะ ไม่มีวันตาย ความเห็นของผมมีว่าไม่ต้องสนใจพวกสัตว์หลายเซลล์บนดาวดวงนี้หรอก อายุขัยพวกนี้ก็แค่ร้อยปีเท่านั้น จะตายช้าตายเร็วพวกนี้ก็ต้องตายทั้งนั้น กัปตันเห็นช่องทางมั๊ยครับว่าเราควรจะทำยังไง” ตัวแทนอีกคนพูดขึ้น ตอนนี้เริ่มมีตัวแทนลายคนพยักหน้ารับความเห็นของตัวแทนที่พูดไปเมื่อตะกี้ และอีกหลาย ๆ คนเริ่มมีการพูดคุย นิรันดร์จึงขอให้โหวต และผลก็ต้องล้างเผ่าพันธุ์บนดาวดวงนี้
หลายเดือนต่อมาบนดาวแห่งหุ่นยนต์ ณ กองบัญชาการทหารสูงสูดของดาวแห่งหุ่นยนต์ “ผมร้อยโทเจสัน บ้านกระโทก มารายงานตัวเพื่อรับภารกิจครับ” หมวดเจ เข้ามารับภารกิจสำคัญ “ครับ ผู้หมวดทราบภารกิจคร่าว ๆ หรือยัง” นายพลสมิธ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถาม “รับทราบมาบ้างแล้วครับ แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดครับ” หมวดเจตอบ พล.อ.สมิธ จึงส่งแฟล้ทไดร์ฟให้หมวดเจ พร้อมกับพูด “ข้อมูลในนี้เป็นความลับ เวลาเปิดต้องออกจากระบบเครือข่ายก่อนด้วย” “รับทราบครับ” แล้วหมวดเจก็เดินกลับออกมา
ณ บ้านของหมวดเจ เค้ากำลังอ่านข้อมูลบนจอโฮโลแกรมของเค้า หน้าจอก็ปรากฏข้อความ “มันเป็นอวกาศยานลำแรกของโลก ที่ Q1 ออกแบบและพัฒนามา” “มนุษย์จะบินไปในอวกาศได้” เค้าบ่นพึมพำ
“ให้อ่านคู่มือการใช้แล้วโหลดผ่านระบบสแกนสมองทันที เป็นภารกิจเร่งด่วน เริ่มปฏิบัติการอีกเจ็ดวัน จุดนัดพบ ฐานใต้ดิน 924” แล้วหมวดเจก็ดาวน์โหลดคู่มือผ่านเครื่องสแกนเข้าสู่สมองของเค้าอย่างรีบเร่ง
หลายวันก่อน ณ ห้องบัญชาการของกองกำลังป้องกันตนเอง เนื่องจากในอดีตบนดาวดวงนี้ไม่เคยมีสงคราม จนกระทั่งเกิดสงครามกับมนุษย์อมตะ จึงเริ่มมีการสร้างกองทัพเพื่อป้องกันโลกขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น “Q1 ได้สร้างเครื่องตัวจับวัตถุในอวกาศและสามารถสแกนยานแม่ของพวกมันโดยเจาะข้อมูลผ่านหุ่นรบที่ถูกส่งมาจากนอกโลก ทำให้รู้ว่าศูนย์ควบคุมระบบของยานแม่อยู่บริเวณกลางลำยาน ตามแบบโครงสร้างนี้” ผู้พันแซนเดอร์ สไลด์จอโฮโลแกรมของตน แล้วจอโฮโลแกรมตรงกลางที่ประชุมก็แสดงภาพโครงสร้างยานอวกาศของพวกมนุษย์อมตะผู้รุกราน แล้วผู้พันแซนเดอร์ก็พูดต่อ ระบบการทำงานของยานทั้งหมดควบคุมโดยคำสั่งผ่านสัญญาณแสงที่ตามองไม่เห็นที่มาจากยานลำใหญ่นั่น เราต้องใช้ยานอวกาศบินเข้าไป เอ่อ เอาลูกแก้วหน่วยความจำนั่นมาบนโลกครับ แล้วดัดแปลงข้อมูล” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถามขึ้นทันที “อะไรนะ แล้วแผนนี้ใครคิด” ทุกคนในที่ประชุมก็มองไปที่จอโฮโลแกรมกลางที่ประชุมซึ่งมีชื่อซอฟท์แวร์ที่ใช้ว่า Q1 “แล้วมันเอาสมองส่วนไหนคิดวะ” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถามต่อ “เอ่อ Q1เป็นระบบที่มีการควบคุมขั้นสุดท้ายโดยมนุษย์แล้ว ดังนั้น ไอเดียของ Q1 น่าเชื่อถือได้แน่นอนครับ แต่ที่แผนออกมาอย่างนี้ ทางฝ่ายโปรแกรมเมอร์ให้คำอธิบายว่า Q1เป็นระบบคำสั่งที่เกิดจากสัญญาณกระพริบตามเวลาเท่านั้น เมื่อให้ QI มีความคิดเป็นอิสระ ความคิดนี้จะเป็นความคิดที่ละเอียดอ่อนที่สุด ทีแรกผมก็คิดเหมือนท่านครับ” แซนเดอร์ตอบ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเอามือกุมขมับแล้วก็เดินออกจากห้องประชุมไป แล้วไม่กี่วินาทีเค้าก็เดินกลับเข้ามาแล้วพูด “ใครจะนำยานลำนี้ขึ้นไป” “มนุษย์โลกเราไม่เคยมีใครขับยานที่บินได้สูงขณะนั้นหรอกผู้พัน” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพูดขึ้น “แต่ท่านครับ นี่เป็นทางออกสุดท้ายแล้วนะครับท่าน การปะทะกันของหุ่นรบทั้งสามครั้ง มันเป็นสัญญาณบอกว่า หุ่นรบของเราไม่สามารถสู้กับหุ่นรบของผู้บุกรุกได้ แผนนี้มาจากการระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีการทำสงครามแล้วก็ให้ Q1 ประมวลตรรกะต่าง ๆ” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมองมาที่ผู้พัน แล้วผู้พันก็พูดต่อ “ตอนนี้ยานอวกาศซึ่งเรายึดจากข้าศึก ได้มีการดัดแปลง ตอนนี้มีสภาพพร้อม 100% แล้วครับ เหลือแค่ท่านสแกนนิ้วอนุมัติ” แล้วแซนเดอร์ก็คิดถึงเหตุการณ์เมื่อวาน ที่ห้องประชุมของคณะทำงานเฉพาะกิจ
“ผู้พันว่านี่มันเป็นไอเดียเด็ก ๆ รึป่าว” พันโทเจฟฟี่เพื่อนของแซนเดอร์พูดหลังจากอ่านแผนการรบที่ Q1 ประมวลผลออกมา “คุณรู้มั๊ย พื้นฐานในจิตใจของมนุษย์ทุกคนมีแต่ความดีทั้งนั้น ไม่มีมนุษย์คนไหนอยากทำสงครามทะเลาะเบาะแว้งกันหรอก แผนการรบที่ Q1 ออกแบบมา มันเป็นการโต้ตอบที่ทะนุถนอมที่สุดแล้ว ผมก็คิดเหมือนคุณตอนแรก แต่ผมเคยคุยกับอาจารย์จอห์น บ้านดอนเฟือง แล้วทำให้รู้ว่าจิตใจมนุษย์นั้นแท้จริงบริสุทธิ์”
“แล้วผมต้องทำไง” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพูดขึ้นเมื่อเห็นแซนเดอร์นิ่งไป แล้วแซนเดอร์ก็หยิบโทรศัพท์ของเค้าออกมาแล้วก็ส่งให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเซ็นต์อนุมัติ “แล้วคุณจะให้ใครขึ้นไปบนนั้น” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถามหลังเซ็นต์อนุมัติแผนแล้ว “ผมมีนายทหารฝีมือดีคนหนึ่ง เค้าพร้อมจะปฏิบัติงานนี้ แต่ผมไม่อยากเสียคนฝีมือดีไปหากมีความผิดพลาดครับ เลยอยากจะหาว่ามีใครที่มาเทียบกันได้ จะได้ส่งคนนั้นไปแทนแค่นั้นครับ” ผู้พันแซนเดอร์ตอบ “ผมว่าคุณไม่มีตัวเลือกแล้วล่ะผู้พัน”
ณ ฐานใต้ดิน 924 ซึ่งอยู่ใต้ดินนอกโดม Q1 แผ่นดินแยกออก เปิดเป็นช่องอุโมงค์รูปสี่เหลี่ยม แล้วยานอวกาศลำแรกของโลกที่ถูกดัดแปลงก็พุ่งออกมา ยานไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยระบบอัตโนมัติ ระหว่างนั้นหมวดเจก็นึกถึง
หลายวันก่อนที่หมู่บ้านกระโทก “เฮ้ย เจ เป็นไงมั่งเพื่อน” มาร์ค บ้านกระโทก เพื่อนสนิทของหมวดเจทัก เมื่อเห็นหมวดเจกลับมาที่บ้าน “เฮ้ย มาร์ค บายดีนะเพื่อน” หลังจากทักทายกันแล้ว ทั้งคู่ก็เดินไปหาร้านกาแฟนั่งคุย ภายในร้านกาแฟ “ทำไมไม่ไปสมัครวะ ป๊อดเหรอ” หมวดเจเริ่มพูดก่อน “ก็ไม่เชิงนะ แต่เมื่อก่อนเราเคยสงสัยว่า โลกเราไม่เคยมีสงคราม ไม่เคยมีใครทำร้ายใครเลย แล้วจะมีกองกำลังทำไม แต่ตอนนี้ก็พอเข้าใจบ้าง เอ่อ แล้วนายเป็นไงมั่ง โอเคมั๊ย” มาร์คตอบแล้วถาม “มันก็เรื่อย ๆ พอดีอาทิตย์หน้าต้องไปปฏิบัติภารกิจ เค้าเลยให้ลาพักผ่อน” หมวดเจตอบ แล้วทั้งคู่ก็ดวลน้ำสัมกัน (มนุษย์บนดาวดวงนี้ กินหรือดื่มน้ำส้มแล้วจะทำปฏิกิริยากับร่างกายทำให้มีอาการเมา แต่ก็เป็นที่นิยมในหมู่นักดื่ม) หลังจากดื่มกันไปซักพัก “เราไม่ค่อยได้ดื่มนานแล้ว นายมันคอทองแดงประจำหมู่บ้าน เราสู้ไม่ได้หรอก” หมวดเจซึ่งอยู่ในอาการเมาพูดขึ้น มาร์คหัวเราะอย่างชอบใจ แล้วเสียงรายงานก็ดัง และจอโฮโลแกรมก็ขึ้นข้อความ “สภาพสมบูรณ์ 99.99% พร้อมให้ควบคุมตามคำสั่ง” หมวดเจจึงสไลด์จอฯเข้าสู่โหมดควบคุมยานตามคู่มือที่ได้โหลดดข้ามาในตัวเค้าอย่างชำนาญ
สถานการณ์ในขณะนั้น การทำสงครามหุ่นรบ ระหว่างสองฝ่ายเริ่มขึ้นตั้งแต่ เมื่อยานบรรทุกหุ่นรบของกองทัพหุ่นรบฝ่ายผู้รุกรานหลายหมื่นลำเดินทางมาที่ดาวแห่งนี้ และเริ่มส่งหุ่นรบออกปฏิบัติการฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนดาวดวงนี้ตามคำสั่งของพวกมนุษย์อมตะ แล้วหุ่นรบทุกตัวก็เริ่มฆ่ามนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ตามเส้นทางที่พวกมันเดินไป กองกำลังป้องกันตนเองก็ไม่มีอาวุธที่ใช้ในสงคราม จะมีก็แค่อาวุธเบาพวกปืนพกเค่นั้น ทำให้ไม่อาจหยุดหุ่นรบพวกนี้ได้ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา Q1 ซึ่งกำลังประมวลผลตามคำสั่งของประธานาธิบดีได้รายงานผลส่งไปที่ทำเนียบทันที ประธานาธิบดีดูข้อมูลแล้วจึงคลิก Accept ที่หน้าจอตรงหน้า ให้ Q1 เร่งสร้างหุ่นรบออกมา แล้วโรงงานผลิตหุ่นยนต์ก็ต้องเริ่มสร้างหุ่นรบที่มีการติดตั้งอาวุธร้ายแรงไว้ด้วย หลังจากนั้นกองทัพหุ่นรบของฝ่ายโลกก็ทยอยกันออกมาราวกับมดแตกรัง เข้าต่อสู้กับหุ่นรบของผู้รุกราน แต่ทว่า หุ่นรบของฝ่ายรุกรานมี Option มากกว่าทำให้ได้ชัยชนะ และขณะนี้กำลังรุกคืบเข้าไปที่ เมโทร ระหว่างทางก็มีหุ่นรบของฝ่ายโลกทยอยวิ่งสวนออกมา แต่ก็ถูกยิงถูกทุบทำลายพังเป็นเศษเหล็กซึ่งไม่มีตัวไหนที่รอดไปได้ Q1 จึงเริ่มประมวลผลจากรายงานที่ได้รับ ทำให้รู้ว่า หุ่นรบของข้าศึกนั้นผลิตจากเหล็กที่มีความแข็งแกร่งกว่าเหล็กที่มีอยู่บนโลกQ1 จึงต้องเริ่มวางแผนการรบใหม่ นั่นคือส่งยานอวกาศขึ้นไปโขมยลูกแก้วหน่วยความจำซึ่งตั้งอยู่บริเวณส่วนกลางของยานฝ่ายผู้รุกราน
บนยานอวกาศลำแรกของโลก หมวดเจกำลังติดต่อกับหอควบคุม “พร้อมปฏิบัติภารกิจครับ” “เราเหมือนพวกมันแค่ยาน ระวังตัวด้วยผู้หมวด” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดซึ่งขณะนี้อยู่ที่หอควบคุมภาคพื้นดินเตือน “รับทราบครับ” จากนั้นก็มีการทดสอบและรายงานระบบต่าง ๆ และมีการรายงานสภาพการเดินทางเป็นระยะตลอดเวลา แล้วสองวันต่อมา
ณ ห้วงอวกาศ ที่ยาน 1 กำลังเคลื่อนที่ตามวงโคจรของดาวแห่งหุ่นยนต์อยู่ หมวดเจจึงขับยานเคลื่อนที่ตามอยู่ข้างลำยาน “คุณเป็นใคร” เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่ห้องนักบิน แล้วพอกดรับเท่านั้น ณ หอควบคุมการบินบนดาวแห่งหุ่นยนต์ “Enter” เสียงของผู้บัญชาการทหารสูงสุดออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ส่งไวรัสเข้าสู่ระบบของยานแม่ของผู้รุกรานทันที เมื่ออัพโหลดไวรัสเข้าระบบแล้ว ที่ห้องนักบินบนยานอวกาศของดาวแห่งหุ่นยนต์ก็มีเสียง “เข้าสู่ช่องเก็บสำรอง 001” แล้วยานแม่ก็เปิดประตูข้างลำยาน หมวดเจจึงสไลด์จอฯตรงหน้า แล้วยานอวกาศของเค้าก็บินเข้าไปในประตูซึ่งพอพ้นประตูเข้ามาจึงเป็นอุโมงค์สี่เหลี่ยมตลอดทางการบินจนไปถึงช่องเก็บยานสำรอง 001 แล้วหมวดเจก็ออกมาจากยานอวกาศ เค้าเปิดหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้างเพื่อเช็ค Location ของตน ทำให้เค้ารู้ว่าจากจุดที่ยืนอยู่ต้องผ่านช่องทางเดินซึ่งเป็นช่องแคบ ๆ ข้างที่จอดยาน “โชคดีที่อยู่ชั้นบนสุดของช่องเก็บ” เค้าบ่นพึมพำ “ยานของพวกมันไม่มีคนขับ ทางเข้าออกเลยไม่มี แต่ตามแบบที่หน้าจอผมมันมีช่องเล็กพอไต่ขึ้นไปได้ครับ เดี๋ยวผมติดต่อไปใหม่ครับ” หมวดเจรายงานกลับไปยังหอควบคุม แล้วเค้าก็ปีนช่องแคบ ๆ นั้นขึ้นไปบนชั้นถัดไป ๆ ในที่สุดเค้าก็ขึ้นไปถึงชั้นที่มีห้องเก็บดวงแก้วหน่วยความจำ เค้าเดินตามเนวิเกเตอร์ตรงหน้าไปเรื่อย ๆ ผ่านห้องแล้วห้องเล่า แล้วก็มาถึงห้องเก็บ แต่ว่าประตูถูกล็อคอยู่ หมวดเจรีบติดต่อกลับหอควบคุมทันที “ประตูมันปิดครับ” “เปิดวีดีโอคอลเลย เดี่ยวให้ Q1 สแกนเครื่องในของมัน” เพราะตอนที่ Q1 สแกนยานแม่นั้นมันไม่สามารถเห็นรายละเอียดของห้องนี้ได้ เนื่องจากผนังยานแม่เป็นเหล็กชนิดพิเศษ แต่จากการวิเคราะห์รหัสสัญญาณไฟฟ้าที่ตรวจจับได้ ทำให้รู้แค่ว่าคำสั่งออกมาจากห้องนี้เท่านั้น และหลังจาก Q1 สแกนโครงสร้างของห้องเก็บดวงแก้วหน่วยความจำแล้ว มันก็ประมวลผลออกมา “ส่งรหัสคำสั่งใหม่ไปเป้าหมายแล้ว รอการสั่งเปิดประตู” โทนี่ได้ยินจึงพิมพ์ข้อมูลบนคีย์บอร์ดโฮโลแกรมตรงหน้า ประตูห้องเก็บดวงแก้วหน่วยความจำก็เปิดออก หมวดเจจึงรีบเข้าไปหยิบดวงแก้วหน่วยความจำซึ่งวางอยู่กลางห้องนี้ ทันทีที่หมวดเจยกลูกแก้วนั้นขึ้น ระบบพลังงานทุกชนิดบนยานแม่ก็หยุดทันที ตอนนี้จึงมีแต่ความมึดรอบตัว “ซวยละ” แล้วเค้าก็เปิดสวิทช์ลูกลอยแสงซึ่งเก็บไว้ในกล่องเครื่องมือที่ติดอยู่กับชุดอวกาศ พอมันสว่างแล้วเค้าก็เอาติดไว้ที่หน้ากากของชุดอวกาศ จากนั้นก็รีบปีนกลับลงไปที่ชั้นจอดยานอวกาศของเค้า ด้วยความรีบเร่งทำให้หมวดเจไถลลงไปสองชั้น “บ้าเอ๊ย” เค้าบ่น ก่อนที่เค้าจะยึดผนังทั้งสองด้านได้มั่นคงอีกครั้ง แล้วในที่สุดเค้าก็ลงมาถึงยาน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ ระบบพลังงานของยานไม่ทำงาน ทำให้ระบบอื่นไม่ทำงานไปด้วย ประตูที่หมวดเจจะขับยานกลับโลกก็ปิดอยู่ หมวดเจต้องใช้อุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งในชุดอวกาศทำการติดต่อกับหอควบคุมการบินบนโลก “ตอนนี้ประตูยานแม่มันปิดครับ ช่วยเปิดประตูให้ด้วย” “ผมอยากจะไปทำให้นะ แต่ว่ายานแม่ไฟดับหมดทั้งลำเป็นปัญหาครับ ตอนนี้ทุกคนกำลังหาทางช่วยอยู่นะครับ” เสียงของเจ้าหน้าที่หอควบคุมการบินก็ตอบกลับมา
ภายในห้องประชุมในอาคารหอควบคุมการบิน “มันเซอร์ไพร์สเรามาก เราไม่รู้เลยว่าดวงแก้วหน่วยความจำจะส่งผลให้หยุดระบบการส่งพลังงานบนยานแม่ทั้งหมด” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพูดขึ้น “ตามรายงานของ Q1 เมื่อสิบนาที บอกว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตบนยานแม่แล้วครับ” เสนาธิการคนหนึ่งรายงาน “เป็นไปได้ไง” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถาม “ก็หมายความว่าถ้าไม่ตายกันหมดก็ออกไปอยู่นอกยานครับ เพราะ Q1 สแกนทุกส่วนของยานแม่แล้วครับ” เสนาธิการคนเดิมตอบ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดนิ่งคิดครู่นึงจึงออกคำสั่ง “ติดต่อหมวดเจสันด่วน” แล้วเจ้าหน้าที่สื่อสารก็ติดตต่อหมวดเจ แล้วภาพโฮโลแกรมกลางห้องประชุมก็ปรากฏภาพเคลื่อนไหวของหมวดเจ “ผมวีดีโอคอล ตามนี้ประตูทางออกอยู่ตรงกลางนั้น..” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดตัดบทพูดขึ้น “เดี๋ยวผู้หมวดใจเย็น ผมว่าคุณปลอดภัยจากผู้รุกรานแล้ว แต่ว่าผมอยากให้คุณกลับขึ้นไปสำรวจในยานด้วยด้วยวีดีโอคอล” “ครับ” แล้วหมวดเจก็ปรับกล้องส่งภาพของเค้าไปยังจอโฮโลแกรมของหอควบคุม แล้วก็รีบปีนขึ้นไปตามทางที่ไต่มาอีกครั้ง
“ผมขึ้นถึงห้องโถงของยานแล้วครับ” หมวดเจรายงานหลังจากเค้าปีนขึ้นถึงบริเวณห้องโถงขนาดมหึมาของยานแม่ ที่มีลักษณะเหมือนอยู่ในลูกรักบี้ฝ่าครึ่งขนาดยักษ์ ตรงกลางเป็นลูกวงกลมขนาดใหญ่คล้ายดวงอาทิตย์เทียม แต่ว่าสภาพตอนนั้นมีแต่ความมืดมิดเพราะไม่มีพลังงานแล้วเท่านั้น “ผู้หมวด ผมไม่มีตาอินฟาเรดนะ ช่วยเปิดไฟส่องทางด้วย” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสั่ง “ครับ” แล้วหมวดเจก็เปิดสวิทช์ลูกลอย แสงของลูกลอยก็ส่องสว่างไปทั่วห้องโถงของยานแม่ แล้วภาพที่เห็นก็คือ คนตายจำนวนมาก ตามทางเดินรอบ ๆ ห้องโถงของยาน “สภาพอากาศภายนอกบอกว่า ออกซิเจนต่ำมากครับ ท่านนายพล” หมวดเจรายงานเพิ่มเติม “พวกเค้าคงไม่ได้ตายเพราะขาดอากาศแน่ มันต้องมีอย่างอื่นอีก” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดบ่นพึมพำแล้วก็ออกคำสั่ง “เอาล่ะ ทีนี้อันตรายของคุณก็เหลือแค่จะเปิดประตูยังไงแค่นั้น แผนของเราก็คือ คุณต้องเอาลูกแก้วไปวางไว้ที่เดิม แล้วเราค่อยแก้สถานการณ์ต่อไป” “ครับ” หมวดเจจึงรีบปีนลงมาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นชั้นที่ตั้งของห้องเก็บลูกแก้วหน่วยความจำ จากนั้นเค้าก็เอาลูกแก้วหน่วยความจำไปวางไว้ในตำแหน่งเดิม แล้วระบบพลังงานของยานก็เดินเครื่องอีกครั้ง หมวดเจจึงรีบรายงาน “ระบบพลังงานมันทำงานแล้วครับ” “รู้ใช่มั๊ยว่าต้องทำยังไง” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดถาม “ครับ” แล้วหมวดเจก็รีบไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปยังห้องควบคุมการบิน แล้วเค้าก็เดินไปคีย์ข้อมูลที่แป้นโฮโลแกรมตรงหน้าที่นั่งกัปตัน เพื่อเปิดประตูของยานแม่ทุกประตู จากนั้นหมวดเจก็รีบลงลิฟต์ไปห้องเก็บดวงแก้วหน่วยความจำ แล้วเค้าก็หยิบลูกแก้วหน่วยความจำกลับมาเก็บไว้ในกล่องที่เค้าเตรียมมา ระบบพลังงานก็ดับลงอีกครั้ง หลังจากเก็บดวงแก้วหน่วยความจำเรียบร้อยแล้ว หมวดเจก็รีบกลับมาที่ยานของเค้า จากนั้นก็ขับยานกลับโลก
ณ หอควบคุมการบิน “ตายหมดได้ไง ผมสงสัยมาก” เสนาธิการคนนึงพูดขึ้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงพูด “ผมกำลังให้Q1 ประมวลผลอยู่ เราต้องบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ในบันทึกของโลกด้วยนะผู้พัน” “ครับ” ผู้พันที่เป็นเสนาธิการอีกคนรับคำสั่ง
บนยานแม่ของผู้รุกราน กัปตันนิรันดร์ยังนอนหายใจรวยรินอยู่ในห้องของเค้า ขณะนั้นออกซิเจนเบาบางจนเกือบจะหมดไปแล้ว เค้าก็นึกย้อนไปตอนที่เค้ายังอยู่บนโลกเดิมของเค้า “บนยานมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้มีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป แต่ว่าหากคุณต้องการจะอัพเวอร์ชั่น 1.2 ในสมอง บนยานจะมีการติดตั้งโปรแกรมให้คุณเลือกใช้ได้ แล้วคุณตกลงจะไปเลยมั๊ย” เจ้าหน้าที่บันทึกการจองพักบนยานซึ่งจะออกเดินทางไปในอวกาศเพื่อหาโลกใบใหม่ถามนิรันดร์ “ไปครับ ผมพร้อมเดินทางได้ทันที” “คุณได้ยาน 1 เลขที่ห้อง 0562480 คุณไปขึ้นยานได้เลยถ้าคุณพร้อม” แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ส่งนิรันดร์เข้าเครื่องส่งผู้โดยสารเข้ายาน คล้ายตู้โทรศัพท์ทรงกลม พอนิรันดร์เดินเข้าไปแล้วเค้าก็หายไปจากที่นั้น แล้วก็ไปปรากฏตัวบนยานทันที “เชิญทางนี้ครับ” ภาพสามมิติของเจ้าหน้าที่ก็เดินนำนิรันดร์ไปที่หน้าห้อง พอนิรันดร์สแกนดวงตาที่หน้าประตูห้อง ประตูห้องก็สไลด์เปิด แล้วนิรันดร์ก็ค่อย ๆ หมดความรู้สึกและจากไปในที่สุด
หลังจากจอห์นเล่ามาถึงตรงนี้ เค้าก็เดินมาถึงภูเขา แล้วหันหลังกลับไปมองเก้าอี้ในสวนสาธารณะ แล้วก็หันมาพูดกับแม็ค “ถึงแล้ว คุณมาได้ถูกวันจริง ๆ พรุ่งนี้คุณจะไม่เห็นผมแล้ว พอผมเข้าไปแล้วก็ใช้เวลาอีกหนึ่งวัน ถ้าไปเกิดผมคงจะไปเกิดวันมะรืนนั่นแหละ แต่ผมคงรับปากผู้ใหญ่ไม่ได้นะว่าผมจะกลับไปรึเปล่า” “อ้าว ทำไมครับ” แม็คถาม “ผมยังลังเลอยู่ ถ้าไม่ได้เจอกันก็ขอโทษด้วย” แล้วแม็คก็สงสัยอีกจึงถามขึ้น “เอ่อ ที่ท่านเทพเล่ามาทั้งหมดมันก็เป็นตำนานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ แล้วที่บอกว่าตำนานนี้มันเป็นครั้งที่ 7 แล้วครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 6 มันเป็นยังไงครับ” “ก็ผมบอกคุณแล้วไง เหตุการณ์มันเป็นแนวเดียวกัน แต่ต่างกันที่บุคคลบางส่วนเท่านั้น ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจนะ” จอห์นตอบแล้วเค้าก็เดินเข้าไปในพื้นดินบริเวณเชิงเขานั้น
ณ ดาวอนัตตา ก่อนที่จะมีการเดินทางออกหาโลกใบใหม่ และเป็นช่วงการพัฒนาโปรแกรมคำสั่งให้ร่างกายหยุดความเสื่อมของเซลล์ก่อนที่จะมีมนุษย์อมตะ ณ ห้องทำงานของจิตตะ “ครับ ผมฟังไม่ทัน สรุปแล้วมันเป็นยังไงกันแน่” วิมังสาถามเพราะเค้ายังไม่เข้าใจระบบที่จิตตะอธิบายไปก่อนหน้านี้ “เอางี้นะ ผมจะอธิบายแบบละเอียดอีกที เราต้องให้ผู้ที่จะเป็นมนุษย์อมตะกินแคปซูลนาโนชิฟ จากนั้นนาโนชิฟพวกนี้จะเข้าไปฝังตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในร่างกาย แล้วเราก็อัพโหลดโปรแกรมคำสั่งนี้เข้าไป นาโนชิฟจะกระตุ้นเซลล์ต่าง ๆในร่างกายด้วยการส่งรหัสสัญญาณเป็นกระแสไฟฟ้าให้เซลล์บริเวณโดยรอบตัวมัน ให้ไม่มีการเสื่อม เข้าใจมั๊ย” จิตตะมองวิมังสา วิมังสาพยักหน้า จิตตะจึงอธิบายต่อ “นาโนชิฟจะออนไลน์กับซูเปอร์ควอนตั๊มคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์ควบคุมกลาง ทำให้ไม่ว่าเซลล์ตัวไหนจะเสื่อมด้วยสาเหตุอะไร ลักษณะเหมือนหมออายุรกรรมประจำตัว เครื่องที่ศูนย์ควบคุมกลางจะปรับรหัสสัญญาณไฟฟ้าให้เข้ากับการแก้ไขนั้น สรุปง่าย ๆ ก็คือ มนุษย์จะอมตะอยู่ได้โดยระบบการส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าจากศูนย์ควอนตั๊มคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง” วิมังสาจึงถามต่อ “แล้วถ้าควอนตั๊มคอมพิวเตอร์มันเกิดการผิดพลาดไม่ทำงานล่ะครับ” “ถ้าคิดว่านาโนชิฟจะไม่ทำงาน เหตุการณ์นี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก และมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะซูปเปอร์ควอนตั๊มคอมพิวเตอร์จะทำงานด้วยพลังงานหมุนเวียนในตัวของมัน และมันจะเป็นพลังงานอนันต์ไม่มีการดับสูญไปได้ การรักษาความปลอดภัยของสถานที่เก็บเซริฟ์เวอร์ก็ต้องมีอยู่ในระดับสูงตลอดเวลา มีผนังห้องที่ทำจากเหล็กกล้าพิเศษ คุณคิดว่าใครจะเข้าไปทำอะไรได้” จิตตะตอบแล้วพูดต่อ “วิวัฒนาการของเราจะเป็นการก้าวล้ำเกินกว่าใครในจักรวาล ผมเข้าใจคุณนะวิมังสา ปกติมนุษย์ทุกคนก็ต้องการที่ยึดเหนี่ยวอยู่แล้ว แล้วงานของท่านสตางค์ก็ให้โจทย์แค่ว่ามนุษย์ไม่ตาย เราก็ต้องยึดคอนเซ็ปท์นี้ มันจะมั่งคงแน่นอนหรือไม่มันเป็นอีกเรื่อง” “โอเค ผมเข้าใจแล้ว” แล้วทั้งสองคนก็ทำงานหน้าจอโฮโลแกรมของตนต่อ
หลังจากจอห์นเข้ามาในภูเขาแล้ว เค้าสัมผัสเห็นหน้าจอโฮโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้า บนหน้าจอมีเมนูให้เลือกมากมาย หลังจากที่จอห์นสไลด์เมนูผ่านไปถึงครั้งที่สาม เค้าก็เห็นเมนู “ภพ” เค้าจึงคลิก จากนั้นหน้าจอก็มีเมนูใหม่ขึ้นมาอีก และให้เลือกว่า “เกิดใหม่” กับ “จากไป” จอห์นจึงเกิดสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ว่า เค้าแค่ต้องการปลดปล่อยดาวแห่งหุ่นยนต์นี้ ให้หลุดจากวนลูป แล้วมันก็ประสบความสำเร็จแล้ว เค้าจึงคิดว่าควรจะออกจากดาวดวงนี้ได้แล้ว แล้วจอห์นหรือจิตตะก็ออกเดินทางในสังสารวัฏฏอีกครั้ง
แต่ก่อนออกเดินทางความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นกับจิตตะ
“แม็ค ผมคิดว่านิมิตที่ผมเห็นเป็นอนาคตและอีก 7 วันผมคงต้องไปแล้ว” จอห์นพูด “จะเป็นไปได้ไงครับ ทุกคนบนโลกต้องอายุร้อยปีเท่ากันหมด แล้วท่านเทพก็ยังไม่ถึง ผมว่าอันนี้ท่านเทพน่าจะพลาดแล้ว” แม็คไม่เชื่อ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครตายทั้ง ๆ ที่อายุไม่ถึงร้อยปี ยกเว้นจะตายด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตายเพราะร่างกายเสื่อมสภาพ แล้วแม็คก็นึกขึ้น “หรือว่าท่านเทพเห็นอันตรายในอนาคต อันนั้นก็คือตายก่อนถึงวัยอันควร” จอห์นส่ายหน้าแล้วพูด “มันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปผู้ใหญ่ ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผมรู้สึกว่าผมทำภารกิจสำเร็จแล้วผมก็เลยคิดว่าจะไปแค่นั้นเอง” แม็ครีบพูดขึ้นอีก “หา เลือกวันตายได้ด้วยเหรอท่านเทพ” “ไม่ใช่อย่างนั้น เองงี้แล้วกัน ถ้าผมตายแล้วคุณช่วยส่งผมไปสถานฌาปนกิจ แล้วก็คัดลอก ความเป็นผม (รหัสสัญญาณไฟฟ้า) ไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของกองทะเบียนราษฎร์ไว้ก่อนตามหน้าที่แล้วกัน ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าถ้าตายแล้วจะไปเจออะไร พอผมไปเจออะไรผมค่อยบอกคุณตอนคุณไปเยี่ยมผม โอเคมั๊ย”
ณ โลกของเรา ที่สถาบัน “เอาจริง ๆ เหรอพี่” อู๊ดพูดขณะที่ทั้งสองคนกำลังออกจากสถาบัน และเดินมาขึ้นรถของวัฒโน “อร บอกว่าไม่มีปัญหา แต่เธอย้ำแค่ว่าให้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพให้น้อยที่สุด เพราะเป็นเอฟเฟ็คค่อนข้างจะรุนแรง เธอห่วงแค่นี้แหละ” ชูเดชบอกหลังจากอมรวรรณตกลงให้ใช้ยานของเธอข้ามเวลาไปเมื่อตอนที่พ่อของวัฒโนเสียชีวิต “ผมเข้าใจครับ ผมคงช่วยชีวิตของพ่อผมไม่ได้ แต่แค่อยากพูดสิ่งที่ผมอยากบอกแค่นั้น” อู๊ดตอบ แล้วทั้งคู่ก็นั่งรถออกจากสถาบันโดยอู๊ดเป็นพลขับ เพื่อไปที่บ้านชูเดช ระหว่างทางอู๊ดก็นึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เค้าต้องจดจำไว้ชั่วชีวิต และไม่อาจลืมได้ มันเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พ่อของเค้ายังมีชีวิตอยู่
ณ ผับแห่งหนึ่ง เสียงเพลงแดนซ์ถูกเปิดอย่างไม่ขาดระยะ ทำให้ผู้ที่อยู่ในนั้นสนุกสนานไปกับเสียงเพลงตลอดเวลา ที่โต๊ะยืนของสามหนุ่ม เครื่องดื่มถูกยกแล้วยกอีกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมัน “นายกำลังคิดว่าเราเป็นลูกแหง” อู๊ดพูดหลังจากกระดกไปหลายแก้ว และเต้เพื่อนหนึ่งในสองที่ร่วมวงพูดในทำนองว่า มันเป็นเรื่องแปลกที่พ่อเป็นคนขับรถให้ลูกท่องราตรี “เฮ้ย เราไม่ได้หมายความอย่างนั้น เราแค่ว่ามันเจ๋งดีว่ะ ถ้าพ่อเราทำอย่างนี้กับเรามั่ง เราว่าพ่อเราก็สุดยอดเหมือนกัน” ตั้มเพื่อนอีกคนจึงพูด “นั่นดิ เราก็เพิ่งเคยเห็น ไม่คิดอย่างที่นายคิดจริง ๆ เพื่อน” “ขอบใจ แต่บางทีเราก็รู้สึกอึดอัดนะ” อู๊ดตอบ “อย่าคิดมาก พ่อเราเคยบอกเราว่า ถ้าเราได้เป็นพ่อคนเมื่อไหร่ เราจะรู้ความรู้สึกอย่างเดียวกับที่พ่อรู้สึก” เต้พูดต่อ แล้วอู๊ดก็เหลือบไปเห็นคนที่มาเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งห่างจากพวกเค้าไปทางด้านซ้าย แล้วเค้าก็พูดกับเพื่อนทั้งสอง “เราสังเกตนานแล้ว คนที่โต๊ะนั้นมันมองมาที่พวกเราบ่อยเกินว่ะ” เต้จึงหันไปมองตามสายตาของอู๊ด พอเต้เห็นชายคนหนึ่ง เค้าก็นึกถึงเหตุการณ์นึงขึ้นมา
หลายปีก่อน เต้นักเรียนอาชีวะแห่งหนึ่งกำลังเดินทางกลับบ้านกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอีกห้าคนบนรถเมล์ ระหว่างทางรถเมล์จอดป้าย แล้วนักเรียนอีกกลุ่มซึ่งอยู่ต่างสถาบันได้ขึ้นมาบนรถ พวกนั้นมีสิบคน แล้วเหตุการณ์เขม่นกันก็เกิดขึ้น “สองต่อหนึ่ง ไหวมั๊ยวะเต้” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มของเต้พูดกับเต้ “เฮ้ย ถ้าไหวมึงก็ดังแน่ ตอนนี้กูคิดว่าไหวว่ะ” แล้วการต่อสู้ก็เกิดขึ้น คนโดยสาร กระเป๋ารถเมล์ และคนขับก็จอดรถแล้ววิ่งหนีเพราะกลัวลูกหลง ทั้งสองกลุ่มชกต่อยกันจนแทบจะดูไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร แล้วเสียงปืนก็ดังขึ้น “เฮ้ย” เต้ร้อง แล้วกลุ่นนักเรียนคู่อริอีกเก้าคนก็รีบวิ่งหนีลงจากรถไป เต้และเพื่อนก็รีบวิ่งหนีลงมาจากรถเช่นกัน แล้วจากนั้นก็แยกย้ายกันหนีกลับบ้านแต่ละคนไป เหตุการณ์นั้น พ่อของเต้ต้องจ้างทนายมือดีมาทำคดีลูกชาย จนในที่สุดเต้ได้อยู่ในคดีในฐานะพยาน ส่วนเพื่อนของเค้าถูกตัดสินว่ามีความผิดทะเลาะวิวาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แล้วเต้ก็จำหน้าของคนที่กำลังมองมาที่พวกเค้าได้ว่า เป็นเพื่อนนักเรียนคู่ริที่เสียชีวิตไป เค้าจึงพูดขึ้น “ไอ้นี่ เราเคยเจอกับมัน ตอนนั้นเราอยู่เทคโนอาชีวะ เพื่อนเรายิงเพื่อนมันว่ะ” ตั้มจึงถาม “เฮ้ย อย่าบอกนะว่ามันมาเอาคืน” “เอาคืนก็เอาคืนซิวะ เดี๋ยวกูจะให้ของใหม่มันอีก” เต้พูด “เฮ้ย วันนี้มาเที่ยวนะเพื่อน” อู๊ดบอก หลังจากอู๊ดพูดจบ คนกลุ่มนั้นซึ่งมีห้าคนก็เดินตรงมาที่พวกเค้า หนึ่งในนั้นชักปืนยิงขึ้นเพดาน คนในผับก็เริ่มแตกตื่นวิ่งออกจากผับแห่งนั้น “เฮ้ย มึงจำกูได้มั๊ย” คนที่เต้จำหน้าได้พูดขึ้น “กูจำแต่สิ่งดี ๆ ว่ะ สิ่งชั่วกูไม่ค่อยจำ” เต้พูด “ถ้ามึงจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้มึงต้องจำกูได้แน่” แล้วมันก็ยิงปืนใส่เต้ทันทีสามนัด ทำให้เต้ล้มลง และมันก็จ่อปากกระบอกปืนไปที่ตั้มอีก “จริง ๆ พวกมึงไม่เกี่ยว แต่ถ้าพวกมึงอยากมีเอี่ยวก็เข้ามา” ทั้งสองคนพูดอะไรไม่ออกและยืนตลึงนิ่งอยู่อย่างนั้น
พ่อของอู๊ดซึ่งนั่งรออยู่ในรถได้ยินเสียงเอะอะของคนที่กำลังวิ่งออกมาจากผับ เค้าจึงรีบลงจากรถแล้วก็วิ่งออกจากที่จอดรถ ทำให้วิ่งสวนกับผู้คนที่ต่างก็วิ่งออกมากัน ตอนนั้นความรู้สึกมากมายที่เข้ามาในหัวของวัฒนา เค้าได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับอู๊ด เค้าเกิดความสงสารลูกที่ไม่มีแม่คอยดูแล และคิดไปถึงว่าเค้ากำลังจะเสียลูกชายคนเดียวที่เค้ามีในชิวิตของเค้า แล้ววัฒนาก็มาถึงประตูงทางเข้าผับซึ่งตอนนี้ไม่มีใครวิ่งออกมาอีกแล้ว เค้าเดินเข้าไปในนั้น ภาพที่เห็นคือ กลุ่มคนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ เพื่อนของอู๊ดนอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น โดยมีชายคนทื่ยืนอยู่ในกลุ่มที่กำลังเผชิญหน้ากับอู๊ดและเพื่อน ชายคนนั้นถือปืนจ่อไปที่ทั้งสองคนอยู่ พอวัฒนาตั้งสติได้เค้าก็รีบตะโกนขึ้น “คุณตำรวจครับ พวกเค้าอยู่ข้างใน” เค้าตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง แล้วคนที่ถือปืนอยู่ก็มองมาที่วัฒนาแล้วก็พูดขึ้น “มึงเรียกตำรวจเหรอ” แล้วก็ยิงใส่วัฒนาทันที วัฒนาจึงล้มลง แต่ด้วยความรีบกระสุนจึงยิงโดนที่แขนของวัฒนา “ป๊า” อู๊ดร้องเสียงหลง แล้วก็รีบวิ่งไปหาพ่อของเค้า ส่วนกลุ่มคู่อริของเต้ก็รีบวิ่งหนีออกไปทางหลังร้าน อู๊ดวิ่งมาถึงตัวของวัฒนา เค้ากอดพ่อของเค้าไว้ วัฒนาจึงพูด “เรียกรถพยาบาลให้ป๊าหน่อย” ตั้มจึงรีบวิ่งไปที่โทรศัพทื่วางอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ของผับ หลังจากเรียกรถพยาบาลแล้ว ตั๊มก็รีบเดินไปดูเต้ แต่เต้ได้สิ้นใจไปแล้ว แล้วอีกสิบกว่านาทีต่อมา ตำรวจและรถพยาบาลก็มาถึงที่เกิดเหตุ
ณ โรงพยาบาล “ป๊า ผมขอโทษครับ” อู๊ดพูดกับพ่อของเค้าขณะที่เค้านั่งอยู่ที่โซฟาของญาติผู้ป่วย และวัฒนากำลังนั่งเอนอยู่บนเตียงคนไข้ “ไม่เป็นไร ป๊าเข้าใจ สมัยป๊าเป็นวัยรู่นก็เหมือนกัน อารมณ์รุนแรง แค่หนูปลอดภัยป๊าก็ดีใจแล้ว” อู๊ดเดินเข้ามากอดพ่อของเค้าทั้งน้ำตา แต่วัฒนากลับรู้สึกมีความสุขมากกว่าเพราะเป็นครั้งแรกที่ลูกชายของเค้าเป็นคนเข้ามากอดเค้าเองก่อน และนับแต่นั้นมาอู๊ดก็ไม่คิดจะไปเที่ยวแบบนี้อีกเลย
ที่บ้านชูเดช “หวัดดี พี่อร” อู๊ดทักทายอมรวรรณก่อน “หวัดดีจ้า” แล้วอมรวรรณก็หันไปหาชูดเชแล้วถามเค้า “คุณบอกรายละเอียดกับอู๊ดแล้วใช่มั๊ย” ชูเดชจึงตอบ “ครับ เข้าใจตรงกันแล้วครับ” อมรวรรณจึงพาทั้งสองหนุ่มเตินไปทางหลังบ้าน แล้วเธอก็เรียกยานของเธอขึ้นมาจากพื้นดิน หน้าจอโฮโลแกรมก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ อมรวรรณสไลด์แล้วคลิก จากนั้นก็บอก “ขึ้นยานได้แล้วค่ะ” แล้วทั้งสามคนก็ขึ้นไปบนยานของอมรวรรณ
บนยานของทั้งสามคน “ชั้นเสียใจด้วยนะ เรื่องพ่อของคุณ” อมรวรรณพูดแสดงความเสียใจกับอู๊ด “ครับ” แล้วอมรวรรณก็พูดต่อ “จริง ๆ ถ้าเธอย้อนเวลากลับไปเธอคิดว่าจะช่วยพ่อของเธอได้มั๊ย” อู๊ดจึงบอก “พ่อผมเสียเพราะโรคร้ายครับ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ถึงจะย้อนเวลากลับไปแค่ไหน ผมก็ทำอะไรไม่ได้ ขอบคุณมากนะครับที่พี่ช่วย ผมแค่อยากบอกพ่อในสิ่งที่ผมอยากบอกแค่นั้น” อมรวรรณเริ่มมีน้ำตาคลอเล็กน้อยแล้วก็พูด “เราก็เหมือนพี่น้องร่วมจักรวาล อย่าคิดอะไรมาก ทำในสิ่งที่อู๊ดอยากทำ โอเคนะ” “ขอบคุณครับ” อู๊ดขอบคุณ แล้วจากนั้นไม่นาน ยานข้ามเวลาก็อยู่ในอุโมงค์เวลา อมรวรรณก็เริ่มเลือกวันและเวลาเป้าหมาย แล้วยานข้ามเวลาก็พุ่งไปตามเป้าหมายนั้น
ณ บ้านของอู๊ดหลายปีก่อน ตอนนั้นอู๊ด (อดีต) ขึ้นนอนไปแล้ว แต่วัฒนายังคงนั่งอยู่ในห้องทำงานของเค้า วัฒนากำลังนึกถึงโสภีภรรยาของเค้าที่จากไป รูปคู่ระหว่างเค้ากับเธอมันคอยเตือนย้ำวัฒนาเสมอว่า อู๊ดต้องได้รับการชดเชยจากเค้า และเค้าจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่เค้าจะทำได้ ขณะนั้นวัฒนากำลังดูหน้าจอซึ่งแสดงข้อมูลตลาดต่างประเทศที่เป็นกิจวัตรประจำทุกคืนอยู่แล้ว แต่แล้วทันใดวัฒนาก็เกิดอาการเจ็บ แน่นบริเวณกลางอก และมันเริ่มร้าวไปที่คอ แขน ขากรรไก แล้วเหงื่อก็ไหลออกมา เค้ารู้สึกหนาวบริเวณลำตัวส่วนบน แล้วก็มีอาการวิงเวียน หายใจไม่เต็มปอด ขณะที่วัฒนากำลังจะฟุบลงบนโต๊ะ อู๊ดรีบใช้สองแขนของเค้าเข้ามาประคองร่างของวัฒนาไว้ได้ทันพอดีด้วยเครื่องส่งมวลสารระยะไกลบนยานของอมรวรรณ “ป๊า” ตอนนี้น้ำตาของอู๊ดเริ่มไหลออกมาอย่างไม่หยุด จากนั้นอู๊ดก็รีบยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของวัฒนา เพื่อเรียกรถพยาบาลตาม List โทรศัพท์ฉุกเฉินที่ติดอยู่บนโต๊ะทำงานของวัฒนา “ขอรถพยาบาลด่วนครับ ที่อยู่......” หลังจากวางโทรศัพท์แล้วเสียงของวัฒนาก็พูดขึ้น “อู๊ดเหรอ ป๊านึกว่าหลับไปแล้ว แต่ป๊าคิดว่าไม่ไหวแล้วล่ะลูก ซักวันข้างหน้ายังไงก็ต้องไป ป๊าทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้หนูแล้ว ป๊าทำให้หนูได้แค่นี้เอง ป๊าเสียใจที่ไม่ค่อยมีเวลาให้หนูเท่าไหร่ แต่ทุกอย่างที่ป๊าทำก็เพื่อหนู อาวันรบจะช่วยหนูได้ แต่ไม่ควรวางใจให้มากเกิน ป๊ารักหนูนะ” หลังจากพูดจบ วัฒนาก็นิ่งซักพัก อู๊ดจึงพูดขึ้น “ผมก็รักป๊าครับ” วัฒนายิ้มแล้วก็หลับไปและไม่กลับมาอีก วัฒโนจึงอุ้มพ่อของเค้าขึ้นไปนอนในห้องนอนของวัฒนา แล้วอู๊ดก็หายตัวออกจากห้องนั้นไป
หลายวันต่อมา ที่บ้านของชูเดช “คุณจะกลับแล้วเหรอ” ชูเดชถามด้วยความรู้สึกเหงาและเศร้า “ค่ะ ชั้นใช้วันพักร้อนหมดแล้วปีนี้ กว่าจะเจอกันอีกทีก็ปีหน้าโน่น คุณจะลืมชั้นมั๊ยนะ” อมรวรรณตอบและมองไปที่ตาของชูเดช แต่ชูเดชกลับจ้องตากลับมาที่เธอเช่นกัน แล้วเค้าก็พูดขึ้น “ผมอาจจะมีให้น้อย แต่ผมมีให้เรื่อย ๆ ครับ อร” อมรวรรณสงสัยกับคำพูดจึงถาม “เอ่อ หมายความว่ายังไงค่ะ” ชูเดชจึงตอบ “ความคิดถึง” อมรวรรณยิ้มแล้วก็เขี่ยหน้าจอโฮโลแกรมอย่างไม่มีจุดหมาย
หลังจากวันนั้น ขณะที่ชูเดชกำลังผ่านหน้าบ้านลุงสอน “เฮ้ย เดี๋ยวมาคุยกันก่อน อย่าเพิ่งเข้าบ้าน” แล้วลุงสอนก็เดินออกมาหน้าบ้านแล้วพูดขึ้น “วันนี้ประชุมวิชาการเว้ย ดีที่ไม่ต้องใส่สูทผูกเอ่อ อะไรวะ” “ไทล์” ชูเดชช่วยพูด “เออนั่นแหละ วันนี้ขอคุยเป็นงานวิชาการหน่อย” ลุงสอนบอก “เท่าที่เคยฟังเอ็งบอกหลายเรื่องมา ข้าก็เก็บข้อมูลมาตลอด แล้วข้าก็ประมวลผลออกมาเป็นคำถามว่า มนุษย์คนแรกเป็นใคร แล้วเกิดมาได้ยังไง” ชูเดชมองหน้าลุงสอนก่อนจะตอบ “เอางี้เลย ได้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องอจินไตย (ไม่ควรสนใจ) จริง ๆ แล้วไม่มีมนุษย์คนแรก แต่ถ้ามี ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ไปตั้งอยู่ในอะไรเป็นตัวแรก อันนั้นเป็นสัตว์ตัวแรก ลุงพอเข้าใจมั๊ย” ชูเดชถามย้ำ “เอ่อ ตอบเร็วไปป่าว ข้าฟังไม่ทัน ขออีกที” “ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ไปตั้งอยู่ในสิ่งใดสิ่งนั้นเรียกว่าสัตว์ ซึ่งสัตว์ก็รวมมนุษย์ด้วย ถ้าจะสังเกตอีกมุม ก็อย่างเช่น ต้นไม้ ไม่มีฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ตันไม้จึงไม่ใช่สัตว์ เคลียร์มั๊ยครับ” ลุงสอนทำหน้างงๆ แล้วถามอีก “มันหมายความว่ายังไงวะ” “อีกทีนะ ฉันทะ(ความพอใจ) ราคะ(ความกำหนัด) นันทิ(ความเพลิน)ตัณหา(ความอยาก) ถ้า เข้าไปถึง (อุปายะ) ความยึดมั่น (อุปาทาน) เมื่อใด เมื่อนั้นจึงมีสัตว์” ชูเดชตอบย้ำอีก “เอ่อ เอางี้ ที่เอ็งพูดมาหมายความว่า ไม่มีมนุษย์คนแรกใช่มั๊ย แล้วทำไมถึงมีมนุษย์คนต่อมาได้ ถ้าไม่มีมนุษย์คนแรก” ลุงสอนเริ่มถามแบบไม่มีเหตุผล “ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ กว่านี้ ก็อาจจะยาว.. เอางี้แล้วกัน ถ้าลุงรู้ว่ามนุษย์คนแรกเป็นใคร ลุงจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร” ชูเดชถามกลับ “อ๋อ ข้าก็จะพูดได้ว่าข้ารู้ไง เป็นผู้รู้ว่าใครเป็นมนุษย์คนแรก” “มนุษย์ประกอบไปด้วยขันธ์ 5 คือ นาม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ กับรูป คือ กาย รวมกันก็เรียกว่า นามรูป ที่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อวิญญาณ (ความรับรู้) ไปตั้งอยู่ในเวทนา (สุข,ทุกข์) ความนึกคิดก็เป็นความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ถ้าวิญญาณไปตั้งอยู่ในสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ความนึกคิดก็จะไปอยู่ที่ความจำในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าวิญญาณไปตั้งอยู่ในสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) ความนึกคิดก็จะไปอยู่ที่ความคิดในสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น มนุษย์มีขันธ์ 5 ตลอดชีวิต ความคิดของมนุษย์ไม่เคยต่างไปจากนี้....”
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุก ๆ ท่าน
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ