ขบวนการพลังจิตพิทักษ์จักรวาล 2.4 เวลา ความรัก
เวลา ความรัก
“พุทโธ พุทโธ พุทโธ ๆ ๆ ๆ...”เอราวรรณบริกรรมในใจอย่างต่อเนื่อง แล้วนิมิตนึงก็เกิดขึ้นกับเธอ
“ทุกครั้งที่มีการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองด้วยสมาธิ จะทำให้ความคิดปรุงแต่งเรื่องอื่น ๆ ดับไป ความคิดเก่า ๆ จะผุดขึ้นมา นี่คงเป็นปัจจัยให้เกิด บุพเพนิวาสานุสติ (ระลึกชาติ)” อาจารย์คงกำลังสอนอยู่ในห้อง เอราวรรณจึงยกมือขึ้น อาจารย์คงจึงเชิญ “เชิญครับ คุณเอ” เอราวรรณจึงถาม “อาจารย์คะ แล้ว อาเทสนาปาฏิหาริย์ (รู้ใจ) เกิดขึ้นได้ยังไงคะ” “เอ่อ อันนี้ขอบอกไว้ก่อนนะครับ มันเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนอาจจะเห็นไม่ตรงกับผมก็ได้” อาจารย์คงตอบแล้วมองไปรอบ ๆ ห้อง จากนั้นก็พูดต่อ “การทำสมาธิจะทำให้เข้าใจถึงสาเหตุแห่งอารมณ์แต่ละอารมณ์ที่ปรากฏออกมาในรูปของพฤติกรรม ดังนั้น จึงทำให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมา ทุกอย่างล้วนมาจากอารมณ์เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมนั้น ๆ ทำให้เราเข้าใจความนึกคิดของบุคคลผู้นั้นได้”
แล้วเอราวรรณก็กลับมาที่ลมหายใจ จากนั้นนิมิตก็เกิดขึ้น
ที่ห้องนอนของจันทิมา “แม่เล่านิทานให้หนูฟังได้มั้ยคะ” เด็กหญิงจารีพูดกับ จันทิมา แม่ของเธอ จันทิมายิ้มแล้วก็ห่มผ้าให้กับหนูน้อย จากนั้นก็เริ่มเล่านิทาน “เจ้าหญิงน้อย กำลังอยู่บนปราสาทที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เจ้าหญิงน้อยไม่เคยรู้ว่า ข้างนอกปราสาทนั้นมีความโหดร้ายเพียงใด เจ้าหญิงน้อยมีแต่ความสุขกับความรักอยู่ในปราสาทนั้น ทุกวันเจ้าหญิงน้อยชอบขึ้นไปบนหอคอยของปราสาท และมองไปรอบ ๆ ภายนอกปราสาท เจ้าหญิงน้อยก็ไม่เห็นความโหดร้ายอย่างที่ทุกคนบอก เจ้าหญิงน้อยจึงอยากจะออกไปดูให้เห็นกับตา แล้ววันหนึ่งเจ้าหญิงน้อยก็แอบออกมาจากปราสาท และกำลังเดินข้ามประตูเมืองออกไป
ทหารคนที่หนึ่งเห็นจึงบอกเจ้าหญิงน้อย เจ้าหญิงน้อยอย่าออกไป เจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาเข้ามาในประตูเมือง แล้วเจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาข้ามประตูอีก
ทหารคนที่สองเห็นจึงบอกเจ้าหญิงน้อย เจ้าหญิงน้อยอย่าออกไป เจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาเข้ามาในประตูเมือง แล้วเจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาข้ามประตูอีก
...
ทหารคนที่...เห็นจึงบอกเจ้าหญิงน้อย เจ้าหญิงน้อยอย่าออกไป เจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาเข้ามาในประตูเมือง”
เอราวรรณกลับมาที่ลมหายใจ แล้วนิมิตใหม่ก็เกิดขึ้น
หลายปีก่อน ที่บ้านของพิมล “ป้า อย่าลืมให้น้องกินยานะ” เธอบอกพี่เลี้ยงเด็กที่จ้างมาดูแลเอราวรรณ “ค่ะ ป้าตั้งเวลาไว้แล้ว” พี่เลี้ยงซึ่งเป็นสาวสูงวัยบ้านข้าง ๆ ที่มารับดูแลลูกสาวของพิมลให้ ตอบรับคำ “ค่อยปลุกสาย ๆ หน่อยก็ได้นะคะ” พิมลอยากให้เด็กหญิงเอราวรรณได้พักผ่อนเต็มที่ “จ้า” “ขอบคุณค่ะ” แล้วพิมลก็ออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน นี่เป็นชีวิตประจำในวันทำงานของพิม (พิมล) แต่วันนี้เอราวรรณต้องหยุดเรียนเพราะมีไข้มาตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่งเมื่อวานพิมลได้ลางานครึ่งวันมาที่บ้านเพื่อพาเอราวรรณไปหาหมอ ส่วนชาติชายพ่อของเอราวรรณไม่มีแล้ว ตอนนั้นเด็กหญิงเอราวรรณถึงจะอ่อนเพลียด้วยพิษไข้และนอนอยู่ในห้องนอน แต่ก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน แล้วเอราวรรณก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจ
จากนั้นไม่นานเอราวรรณก็ออกจากสมาธิ
ณ ดาวสัมมามิจฉา ประเทศมิจฉา ที่บ้านของราจัน “คนที่เดินทางผ่านรูหนอน จะเกิดเอ็ฟเฟ็คนี้ทุกคน” จันวันพูดกับจันทิมา ขณะที่เค้ามาเยี่ยม ราจัน ซึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงในบ้าน “แล้วเค้าจะมีโอกาสหายมั้ยคะ” จันทิมาถาม “ไม่มีโอกาสครับ” จันวันตอบ จันทิมาเริ่มมีน้ำตาคลอ แล้วเธอก็พาจันวันเดินไปที่ห้องนอนซึ่งราจันกำลังนอนอยู่ พอเข้ามาในห้องแล้ว จันวันก็พูด “ไง เพื่อน เป็นไงมั่ง” ราจันยิ้มแล้วตอบ “ได้อยู่เพื่อน ผมต้องขอบคุณคุณมากนะ ที่ตอนนั้นคุณเขียนรายงานช่วยผม แล้วคุณได้ศึกษาหลักวิชาที่ผมเอากลับหรือยัง” จันวันพยักหน้าแล้วตอบ “ตอนนี้ผมก็คิดเหมือนคุณ แต่ไม่รู้อยู่ระดับโสดาบันหรือเปล่านะ ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่” จันทิมาเดินมายืนข้างเตียงของราจัน แล้วราจันก็พูดอีก “แล้ว จารี ล่ะ ที่รัก” ราจันหันไปถามจันทิมา “เธออยู่ที่ครัว กำลังทำข้าวต้มให้คุณค่ะ” จันทิมาตอบ “คุณกับลูกก็ต้องศึกษาด้วยนะ” ราจันบอก “ชั้นเข้าใจแล้ว สิ่งที่คุณเอากลับมาจากดาวดวงนั้นมันเป็นยิ่งกว่าปรัชญาชีวิต” จันทิมาตอบ แล้วราจันก็พูด “ถ้าทำให้ทุกคนได้มีโอกาสศึกษาเรื่องนี้ ผมก็คิดว่ามันคุ้มมากที่ผมต้องแลกมาด้วยชีวิต” จันทิมาซึ่งยืนอยู่ข้างเตียงจับมือของราจันไว้แน่น หลายเดือนต่อมา ราจัน ก็จากไป ดวงจิตของเค้าได้ล่องลอยออกไปสู่อวกาศอันกว้างใหญ่ไม่มีสิ้นสุด แล้วเค้าก็สัมผัสได้ถึงแสงสว่างที่พุ่งเข้ามาหาเค้า จากนั้นความรู้สึกต่าง ๆ ก็หายไป เค้าเริ่มกลับมารู้สึกอีกครั้ง ว่ามีสายน้ำไหลวนไปมารอบ ๆ ตัวเค้า ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ และแล้วเค้าก็ไหลไปตามสายน้ำนั้น เค้าได้พบกับแสงสว่างจ้ามาก ๆ และตามมาด้วยอากาศที่เย็นจนทำให้เค้ารู้สึกแสบผิวหนัง เค้าจึงร้องออกมาสุดเสียง
ณ ห้องพักฟื้นคนไข้ของแผนกสูติ-นารีเวชในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง “ชื่อชัยวัฒน์ค่ะ”
ในเวลาหลังจากราจันเสียชีวิตได้ไม่นาน ณ อวกาศอันไกลโพ้น ห่างจากโลกไปหลายล้านปีแสง บนยาน 2 ที่เต็มไปด้วยมนุษย์อมตะเกือบล้านชีวิต “นี่เป็นค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าที่อ่านค่าได้ อยู่โฟลเดอร์นี้ครับ” เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลกำลังป้อนข้อมูลคลื่นลึกลับที่เครื่องตรวจจับรหัสสัญญาณไฟฟ้าในอวกาศตรวจจับได้ และส่งไฟล์นั้นให้กัปตัน “ถอดรหัสสัญญาณแล้วแสดงบนจอด้วยครับ” กัปตันสั่งให้เจ้าหน้าที่ส่งข้อมูลเข้าเครื่องอ่านรหัสสัญญาณไฟฟ้าซึ่งจะอ่านค่าออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว แล้วหน้าจอโฮโลแกรมกลางห้องประชุมก็ปรากฏเป็นภาพและเสียง (รหัสสัญญาณไฟฟ้านี้เป็นความจำของสิ่งบางสิ่ง)
ณ ประเทศมิจฉา ใจกลางเมืองหลวง บนถนนสายหนึ่ง บริเวณสี่แยกไฟแดง “จารี ลูก เสร็จยัง เดี่ยวไปสายนะ ไม่งั้นเดี๋ยวแม่ไปทำต่อเอง” จันทิมาแม่ค้าขายอาหารตามสั่งในตลาด ซึ่งอยู่บริเวณหัวมุมสี่แยกนั้น เร่งลูกสาวให้รีบทำงาน “เสร็จแล้วจ๊ะ” จารี ยกถ้วยชามที่ล้างเสร็จแล้วไปให้แม่ของเธอ เวลาอย่างนี้เป็นเวลาเร่งด่วนที่ผู้คนสัญจรพลุกพล่าน การทำการตลาดช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุด เพราะอุปสงค์จะมากกว่าอุปทาน แต่ว่ามันก็เฉียดฉิวกับเวลาที่ จารี ต้องไปโรงเรียน “หนูไปก่อนนะคะ” “จ้า” จันทิมา คุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องต่อสู้ชีวิตเพียงลำพังกับลูกสาว พ่อของจารีนั้น เคยทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับอวกาศยาน และเค้าหายตัวไปหลายปีแล้วในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ไม่มีใครเห็นพ่อของจารีอีก จนถึงวันนี้เป็นเวลาสิบปีแล้ว
(หลังจากจบสงครามสัมมามิจฉาที่ต่อสู้ทั้งพลังกายและพลังจิตที่มีมากว่าพันปีได้สิ้นสุดไปแล้วหลายปี ประเทศมิจฉาก็มีการฟื้นฟูสภาพจิตใจของคนในชาติ ทำให้ประชาชนชาวมิจฉาเริ่มมีทัศนคติในชีวิตที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น)
ณ โลกของเรา พ.ศ.250 หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งสมณฑูตไป 9 สายแล้ว ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านในชนบท ราจัน เดินออกมาจากถ้ำ พร้อมกับชายอีกคน “ขอบคุณท่านมากที่ช่วย” ราจัน พูดกับชายคนนั้น “ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี ผมไปก่อนนะ” ชายคนนั้นตอบ แล้วเค้าก็หายวับไปจากตรงนั้น (เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารซึ่งควบคุมด้วยความคิด) หลังจากชายคนนั้นหายไปแล้ว ราจันก็พูดพึมพำ “อมตะ อมตะ อมตะ” แล้วเค้าก็เริ่มพิมพ์หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้า ในที่สุด ราจัน ก็หายไปจากโลกในพริบตาเช่นกัน)
ณ ประเทศมิจฉา “มันทำงานได้เยี่ยมมากด๊อกเตอร์ ผมชอบเจ้าเครื่องนี่” ประธานบริษัท ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายงายวิจัย เค้ากล่าวชมด๊อกเตอร์ศาสตรา ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยเครื่องส่งมวลสารแรงสูง “ขอบคุณครับ แต่หวังว่าคุณยังไม่ลืมตามเงื่อนไขนะครับ” ด๊อกเตอร์ศาสตราทวงสัญญา “แน่นอนครับ ห้าสิบห้าสิบ จำง่าย” เครื่องส่งมวลสารแรงสูงนี้ เป็นเครื่องส่งคน สัตว์ สิ่งของ ไปที่ไหนก็ได้ในอวกาศ แต่ปัญหาของงานวิจัยที่ไม่ถูกเปิดเผยคือ มันมีความยุ่งเหยิงของเวลา ทำให้สถานที่ ๆ ไปนั้นอาจเป็นอดีต หรืออนาคต ที่ไม่แน่นอนของเวลาบนโลกของพวกเค้า และงานวิจัยนี้กำลังจะถูกส่งขายให้กับรัฐหรือเอกชนรายใหญ่ในประเทศมิจฉา ในงานวิจัยนี้ ราจัน ได้เป็นนักเดินทางอาสาสมัครในงานวิจัย ตอนนั้น ราจัน ได้มาทำพาร์ทไทม์เป็นอาสาสมัครงานนี้ แต่ว่าระหว่างทำการทดลอง ก็เกิดปัญหาขัดข้องในงานวิจัย ราจัน จึงไม่ได้กลับมา ตอนนั้นมีการตกลงยอมความกับภรรยาของราจัน การเรียกค่าเสียหายจึงยุติไป
ณ ห้องทดลองงานวิจัยเครื่องส่งมวลสารแรงสูง เวลาสิบปีต่อมา ในที่สุด ราจัน ก็ได้กลับมา และตอนนี้เค้ากำลังนั่งอยู่ในห้องพัก “คุณหายไปสิบปี แล้วคุณก็มาบอกว่าคุณหลงทาง แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่บนดาวอื่น ถ้าบอกอย่างนี้บริษัทคงไม่เชื่อคุณแน่” จันวัน ที่เป็นเพื่อนในคณะวิจัยพูดกับ ราจัน “ผมว่าผมได้โสดาบันแน่” ราจันพูดขึ้น “อะไร โสดาบันคืออะไร ที่ผมถามเนี่ย ว่าคุณทำไมไม่เดินทางกลับมาตามตารางงาน 01 ทำให้ทุกคนต้องทำงานวิจัยซ้อนขึ้นมาอีก เราอาจถูกถอนงานวิจัยได้ คุณก็รู้” จันวันถาม “เรื่องมันยาวมาก..
วันนั้นที่ผมลงไปที่ดาวดวงนั้น คุณก็รู้ใช่มั้ยว่ามันมีการขัดข้องเรื่องสัญญาณการสื่อสาร (มีสาเหตุมาจากความยุ่งเหยิงของเวลานั่นเอง) แล้วหลังจากนั้นสองวัน ผมก็ไม่สามารถติดต่อใครได้ สัญญาณติดต่อมันหายไปหมด ผมพยายามใช้เพาเวอร์แบ๊งค์ชาร์จแสง แต่ว่าตอนนั้นเครื่องมันรวนไม่รู้สาเหตุ มันชาร์จแสงได้แค่ 5% แล้วมันก็ไม่ชาร์จ ทุกวันผมจะมีพลังงานใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ แค่ 5% แล้วก็ต้องเริ่มชาร์จใหม่อีก ผมไม่สามารถคาดหวังจากอะไรได้เลย และคิดว่าตอนนั้นผมคงไม่ได้กลับบ้านแน่ ผมเดินไปเรื่อย ๆ ตามรอยทางเดินที่เป็นพื้นดิน จนไปถึงหมู่บ้านหนึ่ง ผมใช้เครื่องวิเคราะห์ภาษาแปลภาษาและเรียนรู้ภาษาที่พวกเค้าใช้กันหนึ่งเดือน และใช้เวลาสิบปีที่มหาวิทยาลัยฯ ในที่สุดผมก็ได้วิชาความรู้มาวิชาหนึ่ง คุณไม่รู้แน่ ผมเดาได้”
“มันจะอะไรก็ช่าง แต่ผมจะเขียนรายงานยังไง คุณต้องเข้าใจผมด้วย” จันวันบอก “ก็ได้ คุณเขียนตามที่ผมบอกได้เลย” ราจัน บอกกับ จันวัน ราจันกับจันวันเป็นเพื่อนที่สนิทกันทั้งสองคนอยู่ในกลุ่มคณะวิจัยงานนี้ มันจึงเกิดความลำบากใจในการสอบสวนที่ จันวัน รับผิดชอบอยู่ เป็นการสอบสวนกรณีที่งานวิจัย 01 เกิดผลที่ไม่ปรารถนา แล้วราจันก็พูดต่อ “พวกเค้าล้าหลังกว่าพวกเราประมาณสองพันเจ็ดร้อยปีได้ แต่ความรู้ที่พระราชาบนดาวดวงนั้นทำการเผยแผ่มันเกินกว่าวิวัฒนาการของพวกเค้า
(บนโลก) ผมเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยนั้น เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยฯ ถามชื่อผม ผมจึงบอกพวกเค้าไป และนับจากวันนั้นผมก็เริ่มศึกษาทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในวิชาเกี่ยวกับหลักธรรมฯที่มหาวิทยาลัยนั้น ผมอยู่ที่นั่นเกือบสิบปี เพราะไอ้ที่ชาร์จแสงมันทำงานจำกัดแค่ 5% ผมต้องลุ้นอยู่ทุกวันว่ามันจะทำงานหรือเปล่า วันแล้ววันเล่า และในที่สุดผมก็อัพโหลดข้อมูลพระไตรปิฎกได้ครบ ตอนนั้นการค้นหาความรู้ต้องทำการค้นคว้าด้วยตัวเอง ภายใต้การควบคุมของท่านอาจารย์ และวิชานี้เป็นวิชาที่ต้องรับรู้ฝึกฝนด้วยตนเอง แต่ผมก็คัดลอกทฤษฎีทั้งหมดมาแล้ว” ราจันเริ่มคอแห้งจึงขอน้ำ จันวันจึงสั่งให้ลูกน้องหน้าห้องนำน้ำมาให้ หลังจากราจันดื่มน้ำแล้ว เค้าก็เริ่มเล่าต่อ “ที่นั่นเป็นศูนย์รวมวิชาความรู้ทุกแขนงที่มีอยู่บนดาวดวงนั้น แต่ผมเลือกวิชาที่จะนำไปสู่ความเป็นอมตะ เพราะผมคิดแล้วว่าบนโลกของเราคงต้องการวิชานี้แน่ แล้วผมก็เริ่มเห็นเค้าโครงของความเป็นอมตะของมนุษย์มากขึ้น ปีแล้วปีเล่า ในที่สุดก็ผ่านไปเกือบสิบปี แต่ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าจะนำออกเผยแผ่ยังไง คนบนโลกของเราถึงจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด” ราจันนิ่งไปนิดนึง จันวันจึงบอก “คุณก็แชร์ข้อมูลที่คุณได้มาทั้งหมดออกไปซิ โลกโซเชียลไม่ได้มีไว้โชว์หรือเล่นสนุกอย่างเดียว ถ้าเป็นข้อมูลสาระดี ๆ คนต้องสนใจแน่” หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของประเทศสัมมาเข้ามาพัฒนาจิตใจชาวมิจฉาแล้ว ทัศนคติของชาวมิจฉาก็เริ่มมีความอ่อนโยนมากขึ้น ทั้งราจันและจันวันก็เป็นประชาชนชาวมิจฉาที่ได้รับทัศนคตินั้นเข้ามาด้วย ราจันจึงตอบ “ก็ดีครับ” จันวันบันทึกคำให้การมาถึงตอนนี้ เค้าจึงคิดว่าน่าจะมีเหตุผลเพียงพอแล้ว แต่เค้าก็ถามอีก “แล้วคุณกลับมาได้ไง” “มนุษย์จากดาวอื่น พวกเค้าซ่อมเครื่องของเราได้ แล้วพวกเค้าก็ได้วิชาหลักธรรมนี้กลับไปดาวของพวกเค้าเหมือนกัน”
หลังจาก ราจัน เล่าเหตุการณ์ที่เค้าได้มาใช้ชีวิตบนโลกของเราแล้ว จันวันก็พูด “เอาล่ะ ผมจะสรุปละนะ
ในงานวิจัย คุณราจัน เป็นอาสาสมัครนักเดินทางในงานวิจัยเครื่องส่งมวลสารแรงสูง คุณราจันได้เดินทางด้วยเครื่องส่งมวลสารแรงสูงนี้ ตามภารกิจจะต้องเดินทางกลับมาภายในวันนั้น แต่เนื่องจากข้อบกพร่องเรื่องสัญญาณการสื่อสาร ทำให้ คุณราจัน ไม่สามารถเดินทางกลับได้ตามเป้าหมาย คุณก็เลยต้องใช้ชีวิตเพื่ออยู่รอดบนดาวดวงนั้น แล้วบังเอิญเจอมนุษย์จากดาวอีกดวงมาช่วยซ่อมเครื่องส่งมวลสารแรงสูงให้ คุณก็เลยเดินทางกลับมาได้ ตามนี้”
ข่าวการกลับมาของ ราจัน ค่อย ๆ เริ่มมีคนสนใจขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกโซเชียล บ้างก็ว่าเค้าตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ เป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมาหรือเปล่า ฆ่าเชื้อแล้วยัง ฯลฯ และในสังคมโซเชียลก็มีคนสนใจตำรานี้ไม่น้อย หลังจากทางคณะกรรมการของบริษัทฯ พิจารณาคำให้การของราจันแล้ว คณะกรรมการสอบสวนของบริษัทฯ ก็ได้ข้อสรุปว่า เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคที่อยู่เหนือการควบคุม ราจันจึงได้กลับบ้านอย่างผู้บริสุทธิ์
ราจัน นั่งรถเท็กซี่มาถึงบ้าน ซึ่งตอนนี้รอบ ๆ บ้านของเค้ากลายเป็นตลาด และบ้านของเค้าก็กลายเป็นร้านขายอาหารไปแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาปิดทำการ เค้าเดินไปกดกริ่งหน้าประตู “ซักครู่ค่ะ” เสียงของจันทิมาดังมาจากในบ้าน ราจัน เดินวนไปมา เค้ารออย่างตื่นเต้นใจจดใจจ่อ และแล้วประตูบ้านก็เปิดออก เธอยืนตะลึงกับชายผู้อยู่ตรงหน้า และไม่มีคำพูดใด ๆ ทั้งสองคนโผเข้ากอดกันพร้อมกับน้ำตาของคนทั้งสองที่หลั่งไหลออกมา
ณ ห้องของจันทิมา ทั้งสองคนกำลังนอนคุยกันอยู่ “คุณหายไปไหนมาที่รัก รู้มั้ยชั้นเฝ้าแต่รอคุณ เพราะชั้นเชื่อตลอดว่าคุณยังไม่ตายแน่” จันทิมาพูดตัดพ้อ ราจันจึงบอก “คุณรู้มั้ย ผมได้คัมภีร์วิชาความเป็นอมตะมา แต่ผมยังฝึกไม่สำเร็จแค่นั้น ผมขอโทษนะที่ทำให้คุณเป็นทุกข์ขนาดนี้ แต่สิ่งที่ผมได้มามันคุ้มค่ากับคนบนโลกของเรา”
แล้วสัญญาณภาพสามมิติก็หายไป “ข้อมูลมีแค่นี้เหรอ” กัปตันถาม “เครื่องตรวจจับสัญญาณน่าจะจับสัญญาณได้แค่นี้ครับ” เจ้าหน้าที่นำเสนอรายงานในห้องประชุมบอกกัปตัน “แล้วเราได้อะไรครับกัปตัน” ตัวแทนจากเขต 1 พูดขึ้น “พวกคุณก็เห็นแล้วว่า รหัสสัญญาณไฟฟ้าพวกนี้เป็นสิ่งที่บอกในตัวมันเองว่ามันเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าของสิ่งมีชีวิต ก่อนอื่นผมอยากถามความเห็นของมนุษย์อมตะอย่างพวกคุณว่า มีอายุมาขนาดนี้แล้ว พวกคุณคิดออกมั้ยว่า รหัสสัญญาณพวกนี้เป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าของสิ่งมีชีวิตที่เคยมีชีวิตจริง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่บนดาวดวงใดดวงหนึ่งในจักรวาล” “ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณกำลังจะบอกอะไรกัปตัน” ตัวแทนจากเขต 2 จึงพูด “ผมจะบอกว่า บริเวณที่จับคลื่นสัญญาณได้นั้น ตรงพิกัดนั้นเคยมีดาวโคจรอยู่ และรหัสสัญญาณนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วของดาวดวงนั้น แต่มันยังอยู่ในพิกัดเดิม คือ เราสามารถใช้เครื่องจับสัญญาณอ่านค่ารหัสพวกนี้ตามรอยของรหัสพวกนี้ไป เราอาจจะพบดาวที่พวกเราอาศัยอยู่ได้ แต่การเดินทางตามรอยของรหัสสัญญาณพวกนี้มันจะไม่ใช่เส้นทางเดิมที่เคยประชุมกันไว้ครับ ผมจึงขอมติเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางครับ” หลังจากประชุมเสร็จ ผลก็คือให้พยายามตามรอยของรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่พวกเค้าตรวจจับได้ เป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางของยาน 2
ณ โลกของเรา ที่บ้านชูเดช อมรวรรณกำลังปรากฏภาพอยู่ในโทรภาพสามมิติ “เมื่อวานชั้นเห็นอดีตของชั้นนะคุณ” อมรวรรณพูด “หา คุณระลึกชาติได้แล้วเหรอ” ชูเดชจึงถามย้ำ “ใช่ ตอนนั้นชั้นน่าจะประมาณสิบห้าสิบหกค่ะ” อมรวรรณตอบ “อ๋อ นึกว่าเป็นอดีตชาติ” ชูเดชจึงพูด “แต่เรื่องนี้ชั้นลืมไปนานแล้วนะ แต่ทำไมมันกลับจำขึ้นมาได้ก็ไม่รู้” อมรวรรณบอก “น่าจะเป็นสมาธิครับ นี้ถ้าทำต่อไปอีก น่าจะจำได้มากกว่านี้นะ สู้ ๆ นะครับ” ชูเดชบอกและอธิบายเหตุผล “ชั้นคิดถึงคุณนะ” อมรวรรณมองชูเดชแล้วพูด “ขอบคุณครับ” ชูเดชตอบแล้วจ้องอมรวรรณอยู่นาน เธอจึงพูดขึ้น “เอ่อ ทำไมนิ่งเลยอ่ะ” “ผมกลัวภาพของคุณจะหายไป เพราะผมรอภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้นานแล้ว” ชูเดชตอบ “สองวันเนี่ยนะ” อมรวรรณพูดและยิ้มแบบเขิน ๆ แล้วก็พูดต่อ “รู้มั้ยบนโลกของชั้นตอนนี้ ข่าวแกแล็คซี่ 275 กำลังดัง” “อ่าว ตกลงทำสงครามแล้วเหรอ” ชูเดชรู้สึกเป็นห่วงอมรวรรณขึ้นมา “ไม่ใช่จะ อวกาศมันมีการเปลี่ยนแปลงของแรงบางอย่าง ทำให้วงโคจรของกลุ่มดาวเคราะห์น้อยกลุ่มนึงมีความเปลี่ยนแปลง แล้วทำให้คำนวณได้ว่ามันกำลังพุ่งไปที่แกแล็คซี่นั่น” “แล้วแกแล็คซี่ของคุณล่ะ” ชูเดชรีบถาม “ไม่ใช่ทางผ่านของมัน เลยไม่โดนจะ” อมรวรรณตอบแล้วก็ยิ้มเล็กน้อยเพราะเธอรู้สึกได้ว่าเค้ากำลังห่วงเธอ “อยากเห็นนางฟ้าอีกครั้ง ต้องทำไงดีนะ” ชูเดชพูดขึ้น อมรวรรณเขินเล็กน้อยแล้วพูด “อย่าไปพูดอย่างงี้กับใครนะ” “ทำไมเหรอ” ชูเดชถาม “คนฟังเค้าจะชอบ” อมรวรรณตอบ “อย่างงั้นไม่พูดกับใครแล้ว” ชูเดชบอก แล้วอมรวรรณก็ถาม “อ่าว แล้วชั้นล่ะ” “ผมไม่อยากให้คุณชอบผม แต่ผมอยากให้คุณรักผม” ชูเดชหยอดอีกทันที อมรวรรณก็เขินขึ้นมาอีกแล้วก็พูด “บนโลกของคุณมีทหารมั้ยคะ” แล้วชูเดชก็พูด “จริง ๆ ผมก็เคยเป็นทหารนะ” อมรวรรณรีบถาม “จริงเหรอ” “ครับ” ชูเดชตอบแล้วพูดต่อ
หลายปีก่อน ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร “พวกผ่อนผันนาน ๆ มักจะแดงนะไอ้น้อง” จ่าคนหนึ่งพูดขณะที่ชูเดชกำลังล้วงมือลงไปจับโชคชะตาของเค้าในกล่องทึบใบนั้น และแล้ว “แดง” หลังจากนั้น ชูเดชก็ต้องไปใช้ชีวิตทหารเกณฑ์ 2 ปี มีการฝึกเบื้องต้นร่วมกับกองร้อยอื่น 2 เดือน แล้วก็ฝึกในกองร้อยต้นสังกัดอีก 1 เดือน และหลังจากการฝึกแล้วเค้าก็ต้องไปทำงานในหน่วยที่เค้าสังกัด คือ โรงพยาบาลทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ณ ชายหาดหัวหิน พลทหารชูเดชกับพลทหารสมชายซึ่งอยู่สังกัดเดียวกัน ในคราบนักท่องเที่ยว ทั้งสองเป็นบัดดี้และลา 24 ตามที่นัดกันไว้ ทั้งสองคนกำลังนั่งดื่มอยู่ริมชายหาด “เหลืออีกกี่เดือนนะ” เล่าปัง (สมชาย) พูดขึ้น “มาได้หนึ่งในสี่แล้วเพื่อน” ชูเดชตอบ แล้วบ่น “ทีแรกเราจะสมัครอยู่แล้ว ไม่งั้นก็เป็นแค่ 6 เดือน แล้วไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ดันต้องเป็น 2 ปี” “แต่เราว่ามันสนุกดีว่ะ” ปัง บอก “ใช่ แต่ตอนเช้าไม่ค่อยอยากลุกเลย” ชูเดชพูด แล้วก็มีหญิงสาวกำลังเดินเข้ามาหาพวกเค้า “เอ่อ ขอโทษนะคะ ชายหาดนี่ไปสุดแค่นั้นใช่มั้ยคะ” “อ๋อ ใช่ครับ พอสุดตรงนั้นก็เป็นที่ส่วนบุคคลครับ” ปัง รีบตอบ “ค่ะ ขอบคุณค่ะ” แล้วเธอก็เดินจากไป ปังจึงพูดขึ้น “คนหน้าตาดีก็งี้” ชูเดชได้แต่ยิ้มและมองที่เธอคนนั้น ขณะที่ชูเดชยังมองอยู่ เธอก็หันกลับมาสบตากับชูเดชพอดีแล้วเธอก็ยิ้มให้เค้า ชูเดชนั้นรู้สึกใจฟูขึ้นมาทันที แล้วเค้าก็หยิบกีตาร์ข้าง ๆ ขึ้นมาเล่นเพลงของไมโคร “เอาไปเลย” พอเล่นจบเค้าก็หันไปมองที่เธอคนนั้นอีกครั้ง แต่ว่าเธอไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว สัปดาห์ต่อมา คราวนี้ชูเดชมาคนเดียว เพราะเล่าปังติดเข้าเวร ชูเดชจึงนั่งเล่นกีตาร์อยู่คนเดียว แล้วเธอคนนั้นก็เดินเข้ามาหาอีก “อ่าว วันนี้มาคนเดียวเหรอคะ” “อ๋อ ครับ” ทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วเธอก็พูด “คุณเป็นทหารใช่มั้ย” “ครับ แล้วรู้ได้ไง” ชูเดชสงสัย “ไม่รู้ซิ แต่ดูแล้วเหมือนเป็นทหารเลย ชั้นเดาถูก” เธอตอบแล้วก็นั่งลงข้าง ๆ เค้า “คุณทำงานอะไรเหรอ” ชูเดชถามขึ้น “ชั้นทำร้านขายของพวกแอนติค Antique ที่กรุงเทพค่ะ ชั้นพาลูกค้ามาเที่ยวเดือนนึง” เธอตอบ “มันเป็นยังไงครับ” ชูเดชสงสัย “พวกวัตถุโบราณค่ะ ต้องติดต่อพวกพิพิธภัณฑ์ ทั้งในและต่างประเทศ” “อืม ครับ” ทั้งสองคนคุยกันสารพัด ซึ่งส่วนใหญ่ชูเดชจะเงียบ จนกระทั่งเริ่มค่ำ “ผมต้องกลับก่อนนะครับ” ชูเดชกะเวลาเดินทางกลับเข้ากรมทันพอดีจึงพูดขึ้นเพื่อไปขึ้นรถกลับ “แฟนชั้นเค้าก็ติดทหารเหมือนกัน แต่เค้าไม่เคยกลับมาหาชั้นเลย 6 เดือนแล้ว ชั้นก็สงสัยว่าต้องรอถึง 2 ปีเลยเหรอ” เธอพูดขึ้น “เอ่อ บางที่อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่กองร้อยผมเค้าให้ลา 24 ได้ทุกสัปดาห์ถ้าไม่ติดเข้าเวรครับ แล้วก็มีลากลับบ้านได้ 7 วันอีก” ยังไม่ทันที่ชูเดชจะพูดต่อ เธอก็พูดตัดบท “แล้วทำไม..” เธอนิ่งไปแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา ชูเดชจึงพูด “ผมว่าแฟนคุณเค้าคงมีเหตุบางอย่างนะ ส่วนใหญ่ทหารที่จะหนีทหาร จะมีเหตุผลใหญ่ ๆ ก็คือ มีเมียก่อนเกณฑ์ทหาร ส่วนน้อยที่จะมีภาระจำเป็นจริง ๆ” ชูเดชอยากจะปลอบเธอคนนั้นแต่ไม่รู้จะพูดยังไง แต่แล้วเธอก็เช็ดน้ำตาของเธอ แล้วก็พูด “ชั้นสบายใจแล้ว ขอบคุณนะคะ” แล้วเธอก็เดินจากไป ชูเดชจึงรีบเดินออกจากชายหาดไปอย่างงง ๆ
“แล้วไงต่อ” อมรวรรณถาม “เอ่อ แล้วผมกับปังก็ไม่เจอผู้หญิงคนนั้นอีก” ชูเดชตอบ “แล้วมีจับไม้จับมือกันหรือป่าว” อมรวรรณถาม ชูเดชมองอมรวรรณแล้วตอบ “ไม่มี .. ไม่มี” แล้วอมรวรรณก็ทำตาเจ้าเล่ห์มองชูเดช แล้วพูด “ปฏิเสธเร็วไป แล้วปฏิเสธซ้อนปฏิเสธอีก พิรุธเต็ม ๆ” ชูเดชไม่รู้จะพูดอะไรต่อแต่ก็พูดขึ้น “นี่ ตกลงคุณเป็นวิศวะหรือทนายเนี่ย” อมรวรรณยิ้มแล้วก็พูด “ชั้นหยอกคุณเล่นนะ อย่าคิดมาก” พออมรวรรณพูดจบ ชูเดชก็นึกขึ้นได้จึงพูด “เอ้อ เดือนหน้า เอ จะแต่งงานแล้วนะ” อมรวรรณเคยเจอเอราวรรณแค่ครั้งเดียวตอนที่เธอใช้ยานของเธอในภารกิจของวัฒโน “น้องเอ คนที่ชั้นเจอวันที่เราพาอู๊ดข้ามเวลาเหรอ” “ใช่ครับ” “ทำไมแต่งเร็วจัง” อมรวรรณสงสัย “ไม่เร็วหรอก สองคนนี้เค้าดูใจกันมาหลายปีแล้ว” “เสียดายจัง อยากไปดูพิธีแต่งงานบนโลกของคุณอ่ะ” อมรวรรณบอก “แต่ผมคิดว่าเมื่อไหร่จะเป็นวันของเรามากกว่า จนถึงวันนี้ผมยังไม่รู้เลยนะว่า เราสองคนจะไปยังไงต่อ” ชูเดชตอบ “ชั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ชั้นก็มีความสุขมากนะที่เราคบกันอย่างนี้” อมรวรรณบอก
ทั้งสองคนก็มองตากันอย่างนั้นอยู่นาน จนอมรวรรณจึงพูดขึ้นอีก “อยากไป ๆ หาอ่ะ แต่งานมันเยอะมาก แล้วคุณไปไงมั่ง” “ผมก็อยู่ตามประสาคนโลเทคที่นี่แหละ ที่ได้แต่เฝ้ารอนางฟ้าจะมาให้เห็นอีกซักครั้ง ผมก็คิดถึงคุณนะ”
แล้วอมรวรรณก็นึกถึงตอนสมัยเป็นเด็มมัธยม “เอาล่ะ สงครามที่เกิดขึ้นบนโลกครั้งสุดท้ายสิ้นสุดเมื่อวันที่เท่าไหร่เดือนอะไร อมรวรรณ หวังว่าไม่ทำให้ครูผิดหวังนะ” ครูหุ่นลักษณะเหมือนคนซึ่งสอนวิชาประวัติศาสตร์ ได้ทดลองรูปแบบการเรียนการสอนเบบใหม่ มีการเปิดระบบส่งรหัสสัญญาณไฟฟ้าเข้าสู่สมองของนักเรียนโดยผ่านคลื่นไวไฟ (ระบบนี้เป็นแค่อยู่ในขั้นการทดลองเท่านั้น ซึ่งภายหลังการทดลองใช้งานได้แค่ปีเดียว จากนั้นต่อมาได้ยกเลิกไป เพราะระบบสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกส่งไปนั้นมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่จำได้) หลังจากตัวเลขบนจอควบคุมระบุว่าอัพโหลดรหัสดังกล่าวครบ 100% ทุกคนแล้ว ระบบประมวลผลภายในห้องเรียนจึงสุ่มทดสอบความรู้ที่นักเรียนได้รับ และได้ทดสอบ เด็กหญิงอมรวรรณ เธอจึงลุกขึ้นตอบ “วันที่ 15 เดือน 3 ค่ะ” แล้วครูหุ่นก็ตั้งคำถามอีก “บนโลกนี้ไม่น่าจะมีผู้นำที่ไม่รู้จักใช้จุดแข็งของสภาพทางภูมิศาสตร์ของตนที่มีไปลบจุดอ่อนที่มีของตน นี่เป็นคำกล่าวของใคร” ด.ญ.อร จึงยกมือขึ้นเพื่อตอบ แต่เพื่อนๆในห้องยังนั่งนิ่งอยู่ แล้วครูหุ่นก็ให้ น้องอร ตอบอีก “ดร.ปราชญ์ ค่ะ” อมรวรรณตอบอย่างคล่องแคล่ว “เก่งมาก น้องอร” แล้วเสียงชูเดชก็ดังขึ้นเพราะเค้าเห็นอมรวรรณนิ่งไป “ไม่ต้องซึ้งนานก็ได้นะ ขอบคุณที่พยายาม” “ชั้นนึกถึงตอนนั้นอยู่ค่ะ” แล้วทั้งสองคนก็พูดพร้อมกัน “นึกแล้วอยาก..” ทั้งสองคนมองตากันแล้วก็พูดพร้อมกันอีกว่า “ย้อนเวลา” แต่ชูเดชนึกในใจ “ชอบเที่ยวจริง” แต่แล้วเค้าก็นึกต่อ “ไม่น่าเลย นินทาคนอื่นในใจ ยังดีดับได้ทัน” “เอาเป็นว่าหลังปีใหม่ชั้นจะลาตั้งแต่ต้นปีเลยดีกว่า” “แต่ผมกำลังคิดว่าเราสองคนใช้ยานข้ามเวลาบ่อย ๆ มันจะมีผลต่อร่างกายรรึป่าว” ชูเดชสงสัย “แน่นอน คุณจะอายุมากกว่าที่เป็นจริง ยิ่งถ้าคุณใช้การข้ามเวลามากเท่าไหร่ คุนก็จะอายุมากกว่าเวลาที่คุณอยู่มากเท่านั้น มันเป็นผลกระทบโดยตรงมากที่สุด แต่ชั้นยอมเสี่ยงนะ เพราะที่ชั้นรู้ ความเป็นไปได้น้อยมาก และทุกวินาทีที่ชั้นมีความสุข ชั้นก็อยากได้ความสุขนั้น” อมรวรรณอธิบายทั้งผลและเหตุ “ขอบคุณนะ ที่คุณรู้สึกอย่างนั้น ผมรู้สึกภูมิใจมากที่คนที่ผมรัก บอกว่ามีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน” แล้วอมรวรรณก็พูดขึ้น “วันนี้กลับบ้านช้านะ” “เอ่อ ขาประจำครับ ลุงสอน ทีแรกว่าจะแค่ไปเตือนให้แกนั่งสมาธิ ตอนนั้นไม่รู้แกเมาหรือป่าว หลายวันก่อนแกให้ไปคอยเตือนให้แกนั่งสมาธิทุกวัน แล้วก็ไปตอบคำถามประจำวันแก ผมไม่มีนอกลู่นอกทางแน่นอน” ชูเดชตอบ “ความผิดนิดเดียว ตอบซะยาว อันนี้ตามหลัก มันก็มีพิรุธนะคะ” อมรวรรณแกล้ง “ไม่ใช่นะ คิดล้ำลึกเกิน” ชูเดชรีบตอบ แล้วเค้าก็ถาม “แต่เมื่อกี้ที่บอกว่าความเป็นไปได้น้อยมากหมายความว่ายังไงครับ” อมรวรรณจึงยิ้มแล้วเชิดหน้าพูด “ถึงจะอายุมากกว่าปกติแค่ไหน ความเป็นไปได้ที่ชั้นจะสวยน้อยลง มันมีค่าออกมาน้อยมากจะ” แล้วอมรวรรณก็หัวเราะเล็กน้อย ชูเดชได้แต่ยิ้มและมองสาวน้อยคนนี้ในโทรภาพสามมิติตรงหน้า
ทั้งสองคนกำลังมีความสุขกับความปรารถนาที่ดีต่อกันและผ่านการสื่อสารด้วยถ้อยคำไพเราะ ความรักของทั้งสองคนทำให้อาจลืมไปได้ ว่ายังมีอุปสรรคของความรักครั้งนี้อีกมากมาย
บนโลกของเรา หลายปีก่อน ระหว่างการเดินทางไปทำงานของพิมล วันนั้นเธอโชคดีได้ที่นั่งบนรถโดยสารประจำทาง เธอจึงนั่งลงและมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วความคิดเก่า ๆ ก็เกิดขึ้น ก่อนหน้านั้นหลายปี ภายในบ้านของชาติชายและพิมล ขณะที่จอทีวีมีข่าวการชุมนุมประท้วงของนักศึกษาที่ออกมาเดินขบวนประท้วงระบบเผด็จการของนายพลท่านหนึ่ง “ผมเป็นอาจารย์ของพวกเค้า ผมต้องไป ที่รัก มันเป็นความรับผิดชอบ และเพื่อความยุติธรรมที่พวกเราควรได้รับ ผมจะยอมให้ความอยุติธรรมมาอยู่เหนือความยุติธรรมไม่ได้ ผมทำเพื่อคุณกับลูก” ชาติชายพูดกับพิมลซึ่งน้ำตาคลออยู่บนแก้มทั้งสองข้าง และอยู่ในอ้อมแขนของชาติชายบนโซฟาหน้าทีวี “แล้วมันคุ้มกับที่เราต้องเสี่ยงมั้ยคะ” เธอพูดให้ชาติชายลองคิด “ถ้าความยุติธรรมเกิดขึ้น ตอนนั้นคุณ ลูก จะขอบคุณพวกผม” พิมลมองไปที่เปลแล้วก็พูด “แล้วถ้าคุณเป็นอะไร ชั้นจะบอกลูกยังไง” ชาติชายใช้มืออีกข้างลูบไล้ผมของพิมล แล้วบอก “คุณควรบอกไปตามความเป็นจริง สิ่งที่พวกผมทำ สังคมจะมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ผมทำก็เพื่อเธอ ลูกเราจะเข้าใจแน่ที่รัก” แล้ววันต่อมาชาติชายก็หายไปจากชีวิตของพิมลอย่างไม่กลับมา
วันนั้นการจราจรไม่ค่อยติดขัดทำให้พิมลมาถึงที่ทำงานเร็วกว่าปกติ เธอจึงแวะซื้อของกินเข้าไปที่ทำงานด้วย พอเข้าที่ทำงานแล้ว “หัวหน้า สวัสดีค่ะ” พิมลสวัสดีหัวหน้าแผนกของเธอ “น้องเอ เป็นไงมั่ง” หัวหน้าของเธอพูดขึ้น “ค่ะ หมอบอกว่ามีไข้สูงค่ะ แต่ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ ขอบคุณนะคะ” “แล้วตอนนี้ใครดูให้ล่ะ” หัวหน้าของเธอถาม “อ๋อ ป้าข้างบ้านค่ะ” พิมลตอบ หัวหน้าพยักหน้า แล้วพิมลก็เดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน
ปัจจุบัน ณ ห้องประชุมของสถาบันฯ “นิด พี่ยังสงสัยเรื่องที่นิดบอกว่าคลื่นพลังกิเลส เอ่อ มันเป็นเลขฐานสอง 16 หลัก มันเป็นยังไงเหรอ” เอราวรรณถามนิดหน่อย นิดจึงอธิบาย “มันเป็นรหัสสัญญาณไฟฟ้าที่มีระบบคล้ายกับรหัสสัญญาณไฟฟ้าในคอมพิวเตอร์ค่ะพี่ สมมุติตัวอย่างเช่น
0000000010000000 = ร
000000100000000 = ไม้หันอากาศ
000001000000000 = ก
เมื่อนำรหัสสัญญาณมาเรียงต่อกัน จะได้ 0000000010000000000000100000000000001000000000 ความหมายของค่าที่อ่านได้มันคือ “รัก” อย่างนี้แหละ” “อ๋อ” เอ พยักหน้า “แต่ว่าตอนนี้เราไม่สามารถอ่านความหมายของค่ารหัสสัญญาณไฟฟ้าของคลื่นพลังกิเลสได้ เพราะไม่รู้ความหมายของรหัสแต่ละตัวมันหมายถึงอะไรกันแน่ แค่นั้น” นิดอธิบายเพิ่ม แล้วอาจารย์คงกับชูเดชก็เดินเข้ามาในห้องประชุมพอดี “วันนี้พอดีอู๊ดบอกว่าติดธุระครับ” อาจารย์คงพูดขึ้น แล้วทั้งหมดก็เริ่มประชุม
วันนั้นหลังจากเลิกประชุม เอราวรรณกับนิดหน่อยก็นัดกันไปกินหมูกะทะ
“ตอนนี้หนูลดการเที่ยวลงเยอะแล้วเจ๊ คือ จริง ๆ หนูชอบการเรียนรู้น่ะ ที่ผ่านมาก็เลยเที่ยวค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ให้ชีวิต ทำให้รู้สึกว่ามีความสุขกับการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ” นิดพูดขึ้นขณะพลิกหมูในกะทะ “แล้วแฟนล่ะ” เอราวรรณจี้จุดทันที “เอ่อ เจ๊ก่อนถามอะไรใคร บางทีต้องสืบประวัติ หรือไม่งั้นก็ต้องจำให้ได้ก่อนนะ หนูก็บอกพี่แล้วไง” นิดพูด “น้อง ผู้หญิงนะ พี่ว่าน่าจะทุกคน ต้องภูมิใจที่มีผู้ชายมาหลงรัก อันนี้เบสิค แล้วน้องเคยบอกว่า จะอยู่เป็นโสดตลอดเนี่ย พี่ว่าฝืนว่ะ น้องไม่ต้องฝืนตัวเองก็ได้” เอ พูดเหมือนรู้ใจ นิด “สรรพสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ไม่ค่อยสนใจตอนเรียนก็งี้แหละ” นิด ยั่ว เอ จึงตอบ “จ้า” แต่นิดยังตอกย้ำ “มัวแต่คิดถึงผู้ชาย...” เอ รีบตัดบท “พอ เดี่ยวหมูกะทะไม่อร่อย” นิด มอง เอ แล้วพูด “เจ๊ รีบป่าว” เอ มอง นิด แล้วถามกลับ “รีบอะไรจ๊ะ” “เอ่อ แต่งอ่ะ” เอ รู้ทันทีจึงตอบ “พี่ก็ไม่รีบหรอก แล้วรู้เรื่องได้ยังไงเนี่ย” นิด หัวเราะนิดนึงแล้วพูด “ไม่รู้ก็บ้าแล้ว มารับมาส่งตลอด ถ้าวันนี้เค้าคนนั้นไม่ติดธุระ เจ๊ก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือของเค้าคนนั้น ที่ถามนี่ตอนแรกไม่คิดอะไรเลยนะเจ๊ ร้อนตัวไปเอง คือ จริง ๆ หนูเคยคิดอยากเปิดบริษัทรับจัดงานแต่งงานครบวงจรนะพี่ แต่ว่ายังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงน่ะ” เอ จึงตอบ “น้อง พี่รู้ใจน้องเสมอ แต่ว่าน้องพลาดไปแล้ว พี่จะแต่งเดือนหน้านี้แล้ว” นิด จับมือ เอ แล้วถามต่อ “จริงดิ” เอ จึงหัวเราะนิดนึงแล้วตอบ “ล้อเล่นน่ะ คนอะไรก็ไม่รู้ เชื่องช้าเซื่องซึม พี่คิดว่าอีกนานนะน้อง แต่บางทีก็เหมือนกับว่าอีกไม่นาน พี่ก็ยังไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เหมือนกัน” “โธ่ หนูก็ลุ้น นึกว่า Coming soon แต่ตามสายตาของหนู พี่เค้าคงโงหัวไม่ขึ้นแล้วล่ะ แต่เจ๊ก็ไม่ควรใจเย็นเกินไปนะ ตามตำราโบราณบอกไว้ว่า ไม่เห็นหน้าไม้อย่าโก่งธนู เอ้ย ไม่ใช่ เข็นครกขึ้นภูเขา ระวังน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า เอ้ยไม่ใช่” “พอ ๆ น้อง ๆ เริ่มมั่วละ ไม่เห็นธนูอย่างโก่งหน้าไม้ เอ้ยไม่ใช่” แล้ว นิด ก็พูดตัดบท “ทันมุขนี่ รู้ระดับอายุเลยเจ๊ อันนั้นไหม้แล้ว” เอ จึงรีบคีบหมูในกะทะฝั่งเธอออกมาใส่จาน แล้วความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเอราวรรณ
ที่ออฟฟิศ ในห้องของชัยวัฒน์ “พรุ่งนี้ตอนเย็นผมคงไม่ได้ไปนะ ผมจะไปคุยกับแม่ผม” ชัยวัฒน์พูดกับเอราวรรณ “ค่ะ” ชัยวัฒน์มองเอราวรรณเผื่อเธอจะพูดอะไรอีก แต่แล้ว ชัยวัฒน์ก็พูด “คุณจำตอนคุณอยู่ ม.1 ได้มั้ย ตอนนั้น ผมยังจำได้เลย”
ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง บริเวณสนามฟุตบอล “เฮ้ย ชัย น้องเค้ามาแล้ว” โจ เพื่อนสนิทของชัยวัฒน์พูดขณะที่เค้าเห็น เอราวรรณ เดินเข้ามาในโรงเรียน “ขอบใจเว้ยเพื่อน” ชัยวัฒน์ตอบ แล้วเค้าก็รีบเดินไปดักหน้า ขณะที่เอราวรรณกำลังเดินเข้ามานั้น เธอก็ก้มหน้าก้มตาเดินและกำลังนึกอะไรบางอย่าง แล้วก็มัวแต่มองทางเดินแต่ไม่ได้มองข้างหน้า จึงเกือบจะชนชัยวัฒน์ “อุ๊ย ขอโทษค่ะ” “ไม่เป็นไรครับ” เอราวรรณรีบเดินหลบ “เดี๋ยวครับ” ชัยวัฒน์รีบพูด “มีอะไรคะ” เอราวรรณถาม “เอ่อ เมื่อเย็นวานน้องทำไอ้นี่ตก พี่เห็นก็เลยรีบวิ่งมาเก็บ แล้วพี่ก็วิ่งตามไป แต่น้องขึ้นรถไปแล้ว พี่เลยเก็บไว้ให้” เอราวรรณมีอาการดีใจขึ้นมาทันที “อุ๊ย ขอบคุณมากค่ะพี่ หนูจะบ้าตายอยู่แล้ว ขอบคุณค่ะ” แล้วชัยวัฒน์ก็ส่งกระเป๋าสตางค์สีชมพูให้เอราวรรณ “ขอบคุณพี่มาก หนูเครียดมากเลย เดี๋ยวหนูเลี้ยงน้ำพี่นะคะ” “ไม่เป็นไรครับน้อง” แต่พอชัยวัฒน์มองหน้าเอราวรรณซึ่งกำลังมองตาของชัยวัฒน์ เค้าก็เกิดเปลี่ยนใจ “พี่ชอบน้ำเก็กฮวย” เอราวรรณจึงพูด “เดี๋ยวหนูซื้อไปให้พี่นะ พี่อยู่ห้องไหน” “ม.6/7 พี่จะรอนะ” ชัยวัฒน์ตอบ
ตอนช่วงพักเที่ยงของวันนั้น ที่ห้อง ม.6/7 เอราวรรณยืนอยู่ประตูหน้าห้อง ชัยวัฒน์เห็นจึงรีบเดินไปที่ประตูห้องเรียน “ขอบคุณครับ” เอราวรรณยื่นถุงใส่ขวดน้ำเก็กฮวยให้เค้า แล้วเสียงเพื่อนของชัยวัฒน์ก็เริ่ม “เอ้ย ชัย นายมีน้องสาวด้วยเหรอ สวยจัง หน้าตาน่ารักนะเนี่ย” “น่ารักมาก” “...” เอราวรรณรู้สึกเขินและอายอย่างมาก และแล้วเธอก็ร้องไห้ออกมา ชัยวัฒน์จึงรีบหันไปบอกเพื่อนของเค้า “เฮ้ย พวกนายพูดอะไรวะ” แล้วชัยวัฒน์ก็จับมือเอราวรรณเดินออกจากหน้าห้องไป แล้วพูดกับเอราวรรณ “น้องอยู่ห้องไหนครับ” “ม.1/1 ค่ะ” แต่ในใจของเอราวรรณตอนนั้นสั่นไหวอย่างแรง เพราะเธอยังไม่เคยมีผู้ขายคนไหนได้จับมือเธอเลยตั้งแต่เธอจำความได้
แล้วเอราวรรณก็พูดขึ้น “ตอนนั้นไม่รู้ยังไง แต่อายมากค่ะ ไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนั้นเลย ว่า เวลามีคนชมแล้วจะมีอาการแบบนี้อ่ะค่ะ คุณชัยจำไม่ลืมเลยนะคะ” “ตอนที่ผมมองคุณตอนนั้น ผมมีความรู้สึกว่าคุณเป็นคนที่ฟ้าส่งมานะ เป็นเจ้าหญิงตัวน้อย” ชัยวัฒน์บอกความรู้สึก เวลานั้นรอยยิ้มก็เกิดขึ้นในใจของเธออีก แล้วเสียงของนิดหน่อยก็ดังขึ้น “เจ๊ คิดถึงเค้าอยู่เหรอ” “ตักมาแล้วต้องกินให้หมดนะ ไม่งั้นโดนปรับ จริง ๆ ก็เสียดายของด้วย หมู เป็ด ไก่ มันยอมสละชีวิตของมันมาเป็นอาหารของเรา เพราะฉะนั้นเราควรจะสำนึก” เอราวรรณพูดเปลี่ยนเรื่องทันที นิดหน่อยจึงตอบ “จ้า” แล้วนักดนตรีบนเวทีของร้านก็มีเริ่มบรรเลงเพลง “คนสุดท้าย” ของ อัสนี ทั้งสองคนก็ตบมือให้ แล้วก็ร้องเบา ๆ ตามไป แต่พอจบท่อนที่หนึ่ง เอราวรรณก็รู้สึกว่าคุ้นกับเสียงนักร้องอย่างมาก เธอจึงหันไปมองที่เวที ภาพที่เห็นคือ ชัยวัฒน์กำลังมือถือไมค์ไฟสองหน้าอยู่ และกำลังมองมาที่เธอ เอราวรรณจึงพูด “เฮ้ย นิด พี่ตาฝาดหรือว่าโลกกลมอ่ะ” นิดหันไปที่เวทีตามสายตาของเอราวรรณแล้วพูด “ไม่ใช่หรอกพี่ โลกแห่งความรักมากกว่า สุดยอด พี่เขย” เอราวรรณหน้าแดงขึ้นมาทันที พอเพลงจบชัยวัฒน์ก็กล่าวขอบคุณแล้วเค้าก็พูดขึ้นที่หน้าเวที “อาทิตย์นี้ ผมพาแม่ผมไปหาที่บ้านนะ” แล้วเสียงตบมือของทุกคนในร้านหมูกะทะก็ดังขึ้น ชัยวัฒน์ก็เดินลงจากเวทีและตรงมาที่โต๊ะของสองสาว
หลายวันต่อมา เอราวรรณกำลังนั่งสมาธิอยู่ภายในบ้าน แล้วนิมิตก็ผุดขึ้น
ณ สภากาชาดไทย คนจำนวนมากกำลังรอเพื่อบริจาคโลหิต “เอ่อ คุณชัย มาด้วยเหรอคะ” ขณะที่เอราวรรณกำลังรอคิวเพื่อบริจาค เธอก็ได้เจอกับชัยวัฒน์ “อ๋อ ปกติผมบริจาคประจำอยู่แล้วครับ” ชัยวัฒน์ซึ่งกำลังรอคิวอยู่เช่นกันตอบคำถามเอราวรรณ ตอนนั้นเอราวรรณเพิ่งเข้าทำงานกับชัยวัฒน์ได้ไม่กี่เดือน แต่ว่าความรู้สึกของชัยวัฒน์นั้น กำลังมีความรู้สึกปลื้มกับหญิงสาวตรงหน้าที่ชื่อ เอราวรรณ เพราะเธอเป็นคนที่ทำงานเก่ง คล่องแคล่ว และที่สำคัญ เอราวรรณเป็นคนที่รู้ใจของเค้าเสมอ เธอใส่ใจชัยวัฒน์จนทำให้เค้ารู้สึกว่า เอราวรรณเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเค้าไปแล้วในตอนนั้น
แล้วเอราวรรณก็กลับมาอยู่ที่ลมหายใจอีกครั้ง แล้วก็ออกจากสมาธิ
ที่บ้านของเอราวรรณ “ไม่เป็นไรนะหนูเอ ป้าหาคนมาทำแทนได้แล้วจะ” ป้าแช่ม ซึ่งเป็นประธานหมู่บ้านพูดกับเอราวรรณ หลังจากที่เธอตัดสินใจกลับไปที่ ชัยวัฒน์ครีเอทีฟ อีกครั้ง หลังจากป้าแช่มกลับออกจากบ้านเธอไปแล้ว ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเอราวรรณ
เดือนที่แล้ว ที่ตลาดน้ำแห่งหนึ่ง “นาน ๆ ออกมาที แม่งงเลย นี่มันเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” พิมลพูดกับเอราวรรณขณะที่สองคนแม่ลูกเดินจูงมือกันในตลาดแห่งนั้น และแล้วสายตาของเอราวรรณก็เห็น ชัยวัฒน์ ซึ่งเค้าก็กำลังมองเธอเช่นกัน และชัยวัฒน์กำลังเดินตรงมาหาเธอด้วย “สวัสดีครับ” ชัยวัฒน์ยกมือไหว้แม่ของเอราวรรณ แต่พิมลยังมีอาการงง ๆ เอราวรรณจึงพูด “แม่คะ คุณชัยวัฒน์ เจ้านายเก่าหนูค่ะ” ชัยวัฒน์ก็ยกมือไหว้พิมลอีกครั้ง “อ๋อ” พิมลรับไหว้ชัยวัฒน์แล้วก็พูดต่อ “อิชั้นขอโทษแทนลูกสาวด้วยนะคะ ถ้าเค้าทำอะไรผิด ๆ กับคุณไว้” “ไม่ได้ครับแม่ เอ เธอไม่ได้ทำอะไรผมครับ” ชัยวัฒน์รีบตอบ เอราวรรณจึงพูดขึ้น “คุณชัยมาเที่ยวที่นี่เหมือนกันหรือคะ” เอราวรรณไม่รู้จะคุยอะไรจึงถามไปแบบนั้น “ครับ เอ สบายดีนะครับ” ชัยวัฒน์ตอบแล้วถามกลับ “ค่ะ สบายดีค่ะ” เอราวรรณตอบ พิมลจึงถามชัยวัฒน์ “แล้วคุณมาคนเดียวเหรอ” “ครับ ผมยังไม่มีครอบครัวครับ คนโสดก็อย่างงี้ล่ะครับ อยู่คนเดียว เดินคนเดียว” ชัยวัฒน์ตอบพิมลแต่สายตากลับมองที่เอราวรรณ เอราวรรณรู้สึกเขินเล็กน้อยแล้วพูด “พอดี ดิชั้นกำลังจะกลับแล้ว สวัสดีนะคะ” พิมลมองเอราวรรณแล้วพูด “อ่าว ไหนว่าจะพาไป เอ่อ อะไรนะ...” เอราวรรณรีบพูดตัดบท “พอดีหนูนึกได้ว่ามีงานค้างอยู่ที่บ้านค่ะ” ชัยวัฒน์จึงพูดเข้าประเด็นที่มีอยู่ในใจของเค้า “คุณได้งานที่ไหนแล้วครับ” “เอ่อ ดิชั้นทำงานของหมู่บ้านค่ะ ไม่ใช่งานออกแบบ” พิมลจึงพูดเสริมขึ้น “เอ เค้าไม่ค่อยมีความสุขหรอกค่ะ งานที่เค้ารักคืองานออกแบบมากกว่า” “ผมก็เสียดายครับ ถ้าไม่ติดขัดอะไร กลับมาที่บริษัทได้มั้ยครับ” ชัยวัฒน์ยื่นข้อเสนอทันที “อุ๊ย ก็ดีซิคะ” พิมลตอบแทน แล้วก็พูดกับเอราวรรณ “เอ ลูก คุณเค้าชวนลูกกลับไปทำงานนะ” เอราวรรณมองหน้าพิมลแล้วพูด “แม่คะ เอ่อ..” “วันจันทร์ที่จะถึงนี้นะครับ ผมขอนัดเลย” ชัยวัฒน์รีบรวบรัด แล้วเค้าก็มองตาของเอราวรรณ “ค่ะ งั้นชั้นขอตัวก่อนนะคะ” “ครับ สวัสดีครับแม่” ชัยวัฒน์ยกมือไหว้พิมล แล้วเค้าก็หันมาบอกเอราวรรณ “ผมจะรอคุณนะ เอ” แล้วสองแม่ลูกก็เดินจากไป แต่ชัยวัฒน์ยังคงยืนมองสองแม่ลูกที่เดินจากไป
แล้วเสียงของพิมลก็ดังขึ้น “ยายเม้าท์บอกจะมาหาแม่วันนี้แต่ยังไม่เห็นเลย” “หา ป้าเม้าท์จะมา เอ่อ บอกว่าหนูหลับไปแล้วนะคะ” เอราวรรณบอก พิมลยิ้มแล้วพูด “จะกลัวอะไรจ๊ะ ป้าเม้าท์เธอก็แค่อยากให้หนูมีแฟนเร็ว ๆ แค่นั้นเอง” “แม่คะ บางทีหนูก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน แล้วแต่ละคนที่ป้าเม้าท์นำเสนอมาเนี่ย เป็นสุดขั้วของหนูจริง รับไม่ได้จริง ๆ” เอราวรรณบอก “แต่วันนี้คิดว่าคงไม่มาแล้วล่ะ” พิมลพูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์ของพิมลก็ดังขึ้น “แล้วทำไมวันนี้ไม่มา” เสียงในสายจึงตอบ “พอดีวันนี้ลืม ต้องไปตรวจหมอ วันอังคารหน้านะ ชั้นไป แล้วหนูเอล่ะ” พิมลมองมาที่เอราวรรณ เอราวรรณจึงทำท่านอนหลับให้แม่เธอ “อ๋อ สงสัยหลับไปแล้ว” พิมลจึงตอบไป “ได้ งั้นวันอังคารเจอกันจ้า” แล้วโทรศัพท์ก็ตัดไป
เช้าวันจันทร์ต่อมา เอราวรรณเข้ามากอดแม่ของเธอขณะที่พิมลยังทำอาหารอยู่ในห้องครัวแล้วเอราวรรณก็บอก “หนูไปก่อนนะ ให้กำลังใจหนูด้วย” “ทำไมรีบไปจัง เดี๋ยวรออีกนิดได้มั้ย เหลือไข่ดาวอีกอย่าง” พิมลบอกเอราวรรณขณะกำลังทอดไข่ดาว “ขอบคุณค่ะแม่ แต่ไม่ดีกว่าค่ะ ไปก่อนเวลาไว้ก่อนดีกว่า เผื่อรถติด” แล้ว เอ ก็หยิบขนมปังที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารหนึ่งแผ่นติดมือไปด้วย “โชคดีนะ” พิมลอวยพร “ขอบคุณค่ะ” แล้วเอราวรรณก็ออกจากบ้าน
ณ บริษัท ชัยวัฒน์ครีเอทีฟ จำกัด ที่ห้องทำงานของชัยวัฒน์ “ผมไม่กล้าไปหาคุณ ไม่กล้าโทรหา ผมกลัวคุณจะเกลียดผมมากขึ้น แต่ผมไม่เคยลืมคุณ และเฝ้ารอคุณอยู่ตลอด อันนี้เป็นความรู้สึกผม ทีนี้ขอให้คุณพูดออกมาจากใจได้มั้ยว่าคุณรู้สึกยังไง” ชัยวัฒน์กำลังสัมภาษณ์งานตามระเบียบการรับพนักงานเข้าทำงาน เอราวรรณไม่ทันตั้งตัวกับคำถามนี้ เธอจึงพูด “ที่นี่เป็นที่ทำงานตั้งแต่ดิชั้นจบมา..แล้ว..เอ่อ ดิชั้นก็รู้งานของบริษัทนี้เป็นอย่างดีค่ะ ชั้นสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายได้แน่นอน” ชัยวัฒน์รู้สึกผิดหวังในคำตอบของเอราวรรณ เพราะตอนนี้คำตอบที่ชัยวัฒน์ต้องการนั้น คือ เค้าขอแค่เอราวรรณยอมรับความรักของเค้าเท่านั้น เค้าจึงพูดขึ้นอีก “อืม คุณรู้อะไรมั้ย ตอนนั้น พอผมเปิดงานที่คุณส่งมากับใบสมัคร ไม่รู้ว่าอะไรมันดลใจให้ผมเรียกคุณมาสัมภาษณ์ ผมเลยอยากรู้ว่าทำไม ช่วยตอบผมได้มั้ยครับ” ชัยวัฒน์สัมภาษณ์งานเอราวรรณไปเกือบสิบกว่านาทีแล้ว เอราวรรณรู้สึกอึดอัดมาก แต่ก็นึกในใจว่ามันมีอย่างนี้ด้วยหรือ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการสัมภาษณ์งาน และเหมือนกับชัยวัฒน์จะรู้ใจเอราวรรณ เค้าจึงพูดต่อ “จริง ๆ มันก็ไม่เกี่ยวกับงานหรอกครับ แต่ว่าแค่อยากถามความเห็นคุณแค่นั้น” เอราวรรณกำลังนึกในใจว่าจะตอบยังไงดี แล้วเธอก็ตัดสินใจตอบ “เอ่อ น่าจะเป็นรูปแบบมั้งคะ สไตล์ลอฟเป็นการนำของเก่ามาประยุกต์ตกแต่ง เพราะชั้นก็รู้สึกชอบบ้านสไตล์นี้เหมือนกัน อันนี้ได้มั้ยคะ” ชัยวัฒน์พยักหน้าแล้วพูด “ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ พรุ่งนี้มาเริ่มงานได้เลย” แต่ชัยวัฒน์อยากจะพูดอะไรให้มากกว่านี้ “ขอบคุณนะคะ” เอราวรรณตอบและลุกจากเก้าอี้กำลังจะหันหลังเดินไปที่ประตู “ผม...” ชัยวัฒน์เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง เอราวรรณได้ยินเสียงจึงหันกลับมาแล้วพูด “คะ เอ่อ เรียกดิชั้นหรือเปล่าคะ” “เออ ไม่มีอะไรครับ พรุ่งนี้เจอกันนะครับ” ชัยวัฒน์ตอบแบบตะกุกตะกัก หลังจากเอราวรรณออกมาจากห้องของชัยวัฒน์ เธอก็หันมายิ้มให้น้องดาวสาวรุ่นน้องเพื่อนซี้ของเธอเมื่อครั้งที่ยังทำงานที่นี่ น้องดาวยกมือส่งซิกว่าโอเคมั้ย เอราวรรณจึงส่งซิกว่าโอเค น้องดาวก็ยิ้ม แล้วเอราวรรณก็เดินออกประตูบริษัทไป ระว่างทางที่เธอขับรถออกจากที่นั่นแล้ว ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้น
เช้าวันนั้น ที่ออฟฟิศ “อย่าลืม เอาสองชอตแต่ไม่ต้องเปลี่ยนกาแฟนะจ๊ะป้า” เอราวรรณสั่งแม่บ้านให้ชงกาแฟให้ชัยวัฒน์ “แล้วตอนเที่ยง เอ่อ วันนี้วันอะไร อ๋อ วันอังคาร ตอนเที่ยง ก็เป็นข้าวผัดกระเพราไก่ไข่ดาวของคุณชัยวัฒน์นะ อย่าลืม”
เย็นวันนั้นทั้งออฟฟิศเหลือน้องดาว เอราวรรณ แล้วก็ชัยวัฒน์ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น น้องดาวรับ “สวัสดีค่ะ” แล้วเสียงในเสายก็พูด “เชิญคุณเอ ที่ห้องด้วยครับ” “ค่ะ” แล้วน้องดาวก็บอกเอราวรรณ “พี่ นายเรียกค่ะ” เอราวรรณจึงเดินตรงไปที่ห้องชัยวัฒน์ เธอเคาะประตู เสียงจากในห้อง “เชิญครับ” แล้วเอราวรรณก็เดินเข้าไป “เชิญนั่งครับ” ชัยวัฒน์เชิญนั่งแล้วเค้าก็พูดขึ้น “คุณเอ ตามสัญญาจ้างเนี่ย ลูกค้าต้องการบ้านสไตล์ลอฟต์ แต่ที่คุณทำมานี่มันเกินเลยไปเป็นสไตล์รัสติก มันไม่ใช่นะครับ ลูกค้าเรารวยนะครับ ที่เขาเลือกสไตล์ลอฟต์คือเขาชอบรูปแบบของมันไม่ใช่ต้องการเน้นการใช้ของรียูสตกแต่ง ผมคิดว่าคุณต้องกลับไปแก้ไขใหม่ก่อนแล้วล่ะ” เอราวรรณ เกิดโทสะขึ้นมาทันที จึงตอบกลับไปว่า “คุณวัฒน์ค่ะ สไตล์ลอฟต์ คือ มันก็เป็นการใช้ของรียูสอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ แล้วถ้ากลับไปทำใหม่ หนูคิดว่าคงไม่ทันพรีเซ้นต์งานให้ลูกค้าหรอกค่ะ” ชัยวัฒน์รู้สึกว่าเอราวรรณมีท่าทีที่เปลี่ยนไป แต่เขาคิดว่ายังไงก็ต้องแก้ไขเพราะความพอใจของลูกค้าต้องมาก่อนจึงพูดในเชิงสั่งว่า “ยังไงก็ต้องแก้ครับ ผมขอให้คุณแก้ไขงานนี้ และขอให้ทันเวลาพรีเซ้นต์ให้ลูกค้าด้วยคุณคิดว่าทำได้มั้ย” เอราวรรณ หมดความอดกลั้นอีกต่อไปจึงได้พูดกับชัยวัฒน์ว่า “งั้นหนูขอบายค่ะ หนูคิดว่าเกินความสามารถที่จะทำได้ หนูขอลาออกแล้วกัน ขอบคุณค่ะ” สำหรับชัยวัฒน์แล้ว ถ้าเป็นลูกน้องคนอื่นคงจะโดนหนักกว่านี้ แต่ตอนนั้นชัยวัฒน์และเอราวรรณกำลังอยู่ในภาวะอินเลิฟ ทำให้ชัยวัฒน์พยายามพูดให้นิ่มที่สุด แต่ในใจของเอราวรรณตอนนั้นเธอกลับคิดแค่เพียงว่า ชัยวัฒน์รักเธอเพราะต้องการให้เธอทำงานให้แค่นั้น ไม่ใช่ความรักอย่างคู่รักจริง ๆ
แล้วเอราวรรณก็กลับถึงบ้าน เย็นวันนั้นที่บ้านของสองแม่ลูก “แม่เอาอีกชุดมั้ย” เอราวรรณถามแม่ของเธอ หลังจากหมูกะทะเดลิเวอร์รี่หมดไปหนึ่งชุดใหญ่ “นี่ กินมากเดี๋ยวก็อ้วน แล้วใครจะมาจีบลูกสาวแม่ล่ะ” พิมลหลังจากได้น้ำผลไม้เก่า ๆ ไปหนึ่งแก้วก็พูดเล่นกับลูกสาว “โห่ แรง แม่กลัวหนูไม่มีผัวเหรอ” พิมลยิ้มและมองหน้าเอราวรรณแล้วพูด “ลูกแม่เป็นคนสวยนะ หนูไม่รู้หรอกว่าแม่ดูลูกของแม่ออก เอ่อ เป็นสีหน้าหรือเปล่า หรืออาการกิริยา หรืออะไรแม่ก็พูดไม่ถูกนะ แต่ดูออกว่าตอนนี้ลูกสาวแม่กำลังมีความรัก” เอราวรรณเหมือนโดนแทงใจดำ จึงตอบ “แม่เนี่ย” พิมลหัวเราะนิดหน่อย เอราวรรณเข้าไปกอดพิมล จากนั้นก็นอนหนุนตักพิมลแล้วพูดขึ้น “ตอนนี้หนูคิดถึงพ่อค่ะ แล้วแม่ล่ะ” เอราวรรณเท่าที่จำความได้ เธอก็แค่เคยเห็นพ่อของเธอในรูปถ่ายเท่านั้น “แม่ไม่ต้องคิดถึงหรอก พ่อของหนูอยู่ข้าง ๆ แม่เสมอ” ความคิดของพิมลก็เกิดขึ้น
บนรถโดยสารประจำทางสายหนึ่ง พิมลกับชาติชายกำลังเดินทางไปด้วยรถประจำทางสายเดียวกัน ตอนนั้นที่นั่งบนรถเต็มหมดแล้ว มีแต่ตั๋วยืน พิมลขึ้นและลงป้ายเดียวกับชาติชาย แต่ขากลับชาติชายต้องต่อรถอีกสาย แต่จริง ๆ ชาติชายจะขึ้นลงป้ายก่อนหน้าป้ายนี้ก็ได้ แต่ที่ชาติชายชอบขึ้นลงป้ายนี้ก็เพราะพิมล ทั้งคู่มักจะมายืนส่วนท้ายของรถ วันนั้น พอรถจอดป้ายที่สามแล้ว ก็มีคนลุกออกจากที่นั่งเพื่อจะลงรถป้ายหน้า พิมลซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าของชาติชาย เธอมองชาติชายเหมือนจะถามว่าคุณจะนั่งมั้ย ชาติชายเห็นพิมลมองมา เค้าจึงพูด “เชิญครับ” นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งสองคนมีปฏิสัมพันธ์กันครั้งแรก แต่ตอนนั้นความรู้สึกแปลก ๆ ได้เกิดขึ้นกับคนทั้งสองแล้ว ทั้งสองคนไปรถเมล์เกือบจะคันเดียวกันเกือบทุกวัน วันแล้ววันเล่า แล้วในที่สุดวันนึง ชาติชายก็มาทักพิมลก่อน “ขอโทษนะครับ พอดีผมหากระเป๋าตังค์ไม่เจอ ไม่รู้หล่นหายตรงไหน ผมขอยืมค่ารถเมล์ก่อนได้มั้ยครับ” พิมลเลยยกมือสองนิ้วให้กระเป๋ารถ “สองคนค่ะ” กระเป๋าจึงฉีกตั๋วตามออเดอร์ พอเธอรับตังค์ทอน พิมลเธอก็หันมายิ้มให้ชาติชาย “ขอบคุณครับ” ชาติชายโค้งเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “เอ่อ คุณมีเบอร์ติดต่อมั้ยครับ” “เอ่อ ทำไมคะ” พิมลเขินเล็กน้อย ชาติชายจึงบอก “เอ่อ คือ ผมจะได้ติดต่อคืนเงินให้ครับ” “ไม่เป็นไรค่ะ” พิมลตอบ แต่แล้วเธอก็นึกเป็นห่วงความเป็นอยู่ในอนาคตของผู้ชายคนนี้อีก จึงพูด “แล้วอย่างนี้จะมีตังค์กินข้าวรึป่าว” “ไม่เป็นไรครับ ผมอดได้ ขอบคุณมากครับ แต่ช่วยให้เบอร์ติดต่อผมด้วย” ชาติชายจึงส่งปากกากับเศษกระดาษที่เค้าเพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋านักเรียน พิมลนั้นไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์กับใครเลย เพราะเธอก็กลัวว่าถ้าพ่อแม่รู้ว่า มีผู้ชายโทรหา อาจจะเกิดเหตุได้ แต่สำหรับชาติชายนั้น.. พิมลจึงบอกเคล็ดลับเงื่อนไขไว้ด้วย แล้วพิมลก็ยื่นเอกสารคืนชาติชาย และกำชับไว้อีกว่า “สามทุ่มถึงหนึ่งทุ่มอีกวันห้ามโทร” แต่ตอนนั้นชาติชายแค่ได้ยินเสียงของพิมล เค้าก็รู้สึกว่ามีความสุข เสียงที่ไพเราะของพิมล นำมาซึ่งความสุขในใจของเค้า แล้วพิมลก็ยื่นแบงค์ยี่สิบสองใบกับเศษกระดาษให้ชาติชายและพูด “ข้าวแกงโรงเรียนชายเท่าไหร่ไม่รู้นะ แต่โรงเรียนชั้นจานละสิบบาท ชั้นว่าคงไม่ต่างกันมั้ง” ชาติชายยื่นมือมารับตังค์แล้วจึงบอก “คุณสวยและใจดีมาก ขอบคุณครับ” พิมลนั้นมีอาการหน้าแดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด “เอ่อ..”
แล้วเสียงเอราวรรณก็ดังขึ้น “แม่ แม่รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ” เอราวรรณถามแม่ของเธอ เพราะเธอเห็นพิมลนั่งนิ่งอยู่ “รู้สึกอะไร” พิมลถามกลับ “ก็เมื่อกี้ที่แม่บอกว่าพ่อมาอยู่ข้าง ๆ แม่น่ะ” เอราวรรณถามซ้ำอีก “ความรู้สึกของแม่ มันเป็นส่วนตัวที่รู้สึกได้ หนูไม่เข้าใจหรอก” พิมลตอบ “อืม ก็ได้ค่ะ ความรักนี่มันคงเข้าใจยากเหมือนกันเนอะ” “หนูต้องตั้งใจทำงานให้ดี ๆ นะ ผู้ชายคนนี้ถ้าเป็นสมัยแม่ เค้าเรียกว่า สมาร์ทมาก แต่อันนี้แม่ไม่ได้สอนอะไรนะ ถ้าชอบก็ยอมรับไปเลยว่าชอบ อย่าไปหวั่นไหวกับสิ่งรอบข้าง” พิมลพูดแล้วหยุด เอราวรรณจึงลุกจากตักแม่ขึ้นนั่ง แล้วมองหน้าแม่ของเธอแล้วพูด “แนะ แม่พูดถึงใคร” พิมลยิ้มแล้วก็บอก “ความรักหนุ่มสาว แม่ผ่านมาแล้ว ทำไมแม่จะไม่รู้” พิมลมองเอราวรณแล้วพูดต่อ “คู่รักบางคู่ แต่งงานก่อนแล้วจึงค่อยมีความรักผูกพันต่อกัน บางคู่มีความรักผูกพันต่อกันแล้วถึงค่อยแต่งงาน ความรักมันไม่บอกล่วงหน้าหรอกว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่หนูรู้สึกว่ามีคนนั้นอยู่ด้วยแล้วหนูมีความสุข อันนั้นแม่ว่ามันคือความรัก” จากนั้นพิมลก็มองนาฬิกาที่ผนังแล้วพูดอีก “เอ้า ผึ่งพุงพอแล้ว ไปอาบน้ำเข้านอน พรุ่งนี้เช้าจะได้สดชื่น แล้วพรุ่งนี้แม่ทำ ABF ให้นะ” เอราวรรณจึงลุกไปอาบน้ำ ส่วนพิมลก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม
วันแรกของการกลับเข้ามาทำงาน ช่วงสาย ๆ ของวันนั้น ในห้องทำงานของชัยวัฒน์ “เอ่อ คุณวัฒน์ ดิชั้นอยากจะบอก..” เอราวรรณกำลังจะบอกขอบคุณชัยวัฒน์ “คุณช่วยเรียกตัวคุณว่า เอ ได้มั้ย ผมชอบนะ” ชัยวัฒน์ตอบ “เอ่อ ได้ค่ะ เอ ขอบคุณคุณชัยวัฒน์มากนะคะที่ให้โอกาส เอ อีกครั้ง” เธออยากให้ชัยวัฒน์รู้สึกว่าเธอทราบซึ้ง และทำให้เธอรู้สึกมีความสุขในใจอย่างบอกไม่ถูก “เอ มีอีกอย่างที่ผมอยากจะบอกคุณ ตอนที่คุณออกจากบริษัทไป ใจผมหวิวมาก” แล้วเค้าก็คิดถึงเหตุการณ์นั้น
หลังจากเอราวรรณเดินออกจากห้องเค้าในวันนั้น ชัยวัฒน์ ก็รีบแก้ไขงานของเอราวรรณที่หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะของเค้า ตอนนั้นเค้าไม่มีเวลาที่จะคิดเรื่องอื่น เค้าไม่ได้กลับบ้านเลยสามวัน ในที่สุดก็แก้ไขเสร็จ จากนั้นเค้าจึงมีเวลาที่เริ่มนึกถึงความรักของเค้าและเอราวรรณที่ผ่านมา
ที่ห้องอาหารหรูของโรงแรมบนตึกสูงแห่งหนึ่ง “ผมตกลงตามแบบที่คุณส่งมาที่เมล์นะ ส่วนเรื่องราคาอย่าลืมหักส่วนลดตามเอกสารที่แจ้งมาด้วย” แล้วลูกค้าที่มากับภรรยาก็ยื่นสัญญาว่าจ้างที่เค้าเซ็นต์แล้วคืนชัยวัฒน์ แล้วชัยวัฒน์ก็พูด “ครับ ไม่มีปัญหาครับ ขอบคุณครับที่ไว้วางใจ” “เอาเป็นว่าตอนนี้ผมขอตัวก่อนพอดีต้องไปธุระอีก” ลูกค้าต้องรีบไปทำธุระเค้าจึงลุกขึ้น ภรรยาของเค้าจึงลุกตาม ชัยวัฒน์และเอราวรรณก็ลุกขึ้นยกมือไหว้เกือบจะพร้อมกัน “ขอบคุณค่ะ,ครับ” แล้วลูกค้ากับภรรยาทั้งสองคนก็เดินออกจากโต๊ะไป ชัยวัฒน์หันมาที่เอราวรรณแล้วพูด “โรแมนติคมั้ย คุณดูข้าง ๆ คุณซิ” ก็พอดีกับเสียงแซ็กโซโฟนWhen a man love a woman ที่ดังขึ้น เอราวรรณมองออกไปนอกหน้าต่างของโรงแรม มันเป็นภาพอาคารสูงจำนวนมากที่เหมือนกับประดับประดาไปด้วยแสงไฟ ทั้งสองคนนั่งลง แล้วชัยวัฒน์ก็เรียกบริกรมา “ขอ Mouton Cadet Bordeaux ครับ” บริกรพยักหน้าแล้วก็เดินไปที่เคาน์เตอร์ “เอ่อ อาหารฝรั่งชื่อยาวจัง” เอราวรรณไม่รู้จะพูดอะไรเพราะบรรยากาศที่มันโรแมนติคมากนี้ ทำให้เธอรู้สึกเคลิ้มไปแล้ว “เป็นไวน์ครับ ผมฉลองให้คุณ งานนี้ลูกค้าชอบที่คุณออกแบบมาก แล้ว เอ่อ เป็นไง ที่นี่” ชัยวัฒน์พูดกับเอราวรรณ “วิวสวยมาก เอ ยังไม่เคยมาเลยที่นี่ คุณวัฒน์รู้จักที่นี่ได้ไงคะ” เอราวรรณตอบ “อ๋อ ตอนนั้นผมมาเลี้ยงรุ่นกับเพื่อนครับ” ชัยวัฒน์ตอบ “เอ นึกว่าเคยพาแฟนมาซะอีก” เอราวรรณแกล้งพูด แล้วชัยวัฒน์ก็มองตาเอราวรรณแล้วพูด “แต่ตอนนี้ผมพาแฟนมาแล้ว คุณเป็นคนแรกและคนสุดท้ายนะ” ว่าแล้วชัยวัฒน์ก็เอามือมากุมมือของเอราวรรณที่วางอยู่บนโต๊ะ ทั้งสองคนมองตากัน แล้วบริกรก็เข้ามา “ขออนุญาตเสริฟครับ”
เสียงของเอราวรรณเห็นชัยวัฒน์นิ่งไปจึงพูด “คุณวัฒน์คะ มีอะไรรึป่าวคะ” “เอ่อ ถ้าคุณสะดวกเย็นนี้เจอกันที่ร้านเดิม โอเคมั้ย” ชัยวัฒน์พูด “นัดลูกค้าหรือคะ” เอ ถาม “เอ่อ ไม่ใช่ครับ” ชัยวัฒน์นิ่งนิดนึง แล้วก็พูดต่อ “ผมขอเป็นเดทนะ เอ ได้มั้ย” คำตอบของชัยวัฒน์ทำให้เอราวรรณรู้สึกสั่นไหวในใจอย่างแรง ก่อนหน้าทั้งชัยวัฒน์และเอราวรรณยังไม่เคยไปรับประทานอาหารกันเพียงสองต่อสองในบรรยากาศออกเดทเลย ส่วนใหญ่จะเป็นการไปเพื่อพบกับลูกค้าเท่านั้น เอราวรรณนึกขึ้นได้ว่า วันนี้เพื่อนบ้านที่รู้จักกับพิมลที่มักจะถามเรื่องความรักของเธอจะเข้ามาที่บ้านตอนเย็นและอาจจะคุยเรื่องการจัดหาคู่ด้วย เธอจึงตอบ “ค่ะ” ชัยวัฒน์นั้นเก็บอาการดีใจไว้แทบไม่อยู่
เย็นวันนั้น
ภายในร้านเดิมที่ทั้งสองคนเคยมา แสงสลัว ๆ กับวิวตึกสูง หลังจากทั้งคู่สั่งอาหารและเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว ขณะนั้นบนโต๊ะมีเพียงเครื่องดื่มที่ชัยวัฒน์สั่งมาให้เอราวรรณไว้ก่อนแล้วเป็นพิเศษ “ถ้าเป็นสาว ๆ ต้องคิดว่าคุณวัฒน์จะมอมนะเนี่ย” ชัยวัฒน์จึงบอก “ผมจะทำอย่างนั้นกับ เอ คนเดียว ผมสัญญา” “อ่าว จะมอม เอ เหรอ” “ผมล้อเล่นน่ะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลางานนะ เป็นเวลาส่วนตัวแล้ว และเท่าที่ผมมีสติรู้ ตอนนี้เรายังไม่ได้เลิกเป็นแฟนกันนะ คุณลืมเหรอ” “เอ่อ..” เอราวรรณพูดอะไรไม่ออก “เอ คุณรู้ใช่มั้ยว่าผมจะเป็นยังไงถ้าคุณไม่อยู่” “เอ่อ เอ ขอโทษค่ะ ตอนนั้น เอ ยังไม่เข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต” เอราวรรณยังพูดไม่จบ ชัยวัฒน์ก็รีบพูดขึ้น “ไม่ใช่เรื่องงานครับ พูดตรง ๆ ผมเสียใจมาก จนผมแทบจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ผมรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ แต่ตอนนั้นผมยังยืนยันกับตัวเองว่าจะรอคุณ ตกลงแต่งงานกับผมนะครับ” เอราวรรณมองตาชัยวัฒน์แล้วพูด “เอ สงสัยว่าทำไม ไม่มีสาวคนไหนสะดุดคุณวัฒน์มั่งหรือคะ คือ เอ คิดว่า..” ชัยวัฒน์จึงรีบพูดขึ้น “คนอื่นเป็นยังไง ผมไม่รู้นะ แต่สำหรับผม เวลารักใครไปแล้ว ตั้งแต่เวลานั้นไปผมจะรักคนนั้นคนเดียว” แล้วความคิดของเอราวรรณก็ผุดขึ้น
หลายปีก่อน ที่หน้าบ้านเอราวรรณ ตอนนั้นเวลา 24.00 น. รถยนต์ของชัยวัฒน์ได้แล่นมาจอดหน้ารั้วบ้านของเอราวรรณ ภายในรถ “พอดีเปะ เห็นมั้ย คำไหนคำนั้น” ชัยวัฒน์พูดแบบภูมิใจ “ค่า คุณเนี่ยเมาน้ำอัดลมก็ได้เนอะ” เอราวรรณซึ่งตอนนั้นอยู่ในอาการเมาพูดตอบ แล้วชัยวัฒน์ก็บอก “ผมบอกแล้วไงผมจะคอยดูแลคุณ เจ้าหญิงตัวน้อย แล้วพรุ่งนี้จะจำเจ้าชายคนนี้ได้รึป่าวนะ” พูดจบชัยวัฒน์ก็โน้มตัวเข้าไปหาเอราวรรณ ทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วทั้งคู่ก็ประกบปากกันได้อึดใจหนึ่ง เอราวรรณก็ลืมตาขึ้นมาเห็นหน้าต่างบ้านของเธอซึ่งเป็นห้องของพิมลมีแสงไฟสว่างขึ้นพอดี เธอจึงค่อย ๆ ผลักสองแขนของชัยวัฒน์ออกอย่างแผ่วเบาแล้วพูด “แม่ตื่นแล้ว เอ ขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะ ราตรีสวัสดิ์” แล้วเอราวรรณก็ลงจากรถเข้าบ้านไป
แต่บนรถ มือของชัยวัฒน์ที่ยังคงอยู่ในกระเป๋ากางเกง ก็หยิบกล่องใส่แหวนในกระเป๋านั้นออกมา เค้ากำมันไว้อย่างนั้นและขับรถออกไป ในตอนนั้นทั้งคู่ต่างรู้ในใจของตัวเองดีและทั้งสองคนต่างก็ประทับใจในสัมผัสนั้น เพราะว่ามันเป็นจูบแรกของทั้งสองคน และอีกฝ่ายยังไม่รู้ความจริงนี้
แล้วเสียงชัยวัฒน์ก็ดังขึ้น “คุณคิดอะไรอยู่เหรอ” “เอ่อ เอ ไม่รู้จะตอบยังไงเลย เอ คิดว่า เอ ยังไม่พร้อมค่ะ” เอราวรรณตอบแบบขัดเขิน “ผมจะรอจนกว่าผมจะตาย” ชัยวัฒน์ตอบและมองตาของเอราวรรณ “อย่าพูดอย่างนั้นซิคะ คุณวัฒน์ ” “ผมพูดจริง เอ คนเราทุกวันนี้ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ผมอยากทำทุกวินาทีที่ยังมีชีวิตอยู่ให้คนที่ผมรักมีความสุขแค่นั้น และผมคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้” เอราวรรณมองตาชัยวัฒน์แล้วพูด “เอ ยังมีแม่ต้องคอยห่วงค่ะ” ชัยวัฒน์ยังไม่ยอมลดละ “ครับ ผมก็มีแม่และเราทั้งหมดจะเป็นครอบครัวเดียวกัน เราสองคนจะช่วยกันดูแลแม่ของพวกเรา” เอราวรรณจึงเผยความในใจ “คุณวัฒน์เป็นผู้ชายที่เพอร์เฟ็คที่สุดแล้ว ถ้า เอ จะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตด้วยกันกับใครซักคน เอ ต้องเลือกคุณวัฒน์ค่ะ ทุกอย่างที่คุณวัฒน์ให้ เอ มาตลอด มันทำให้ เอ กลัวจะทำให้คุณวัฒน์ผิดหวังค่ะ” “เอ ที่ผมต้องแต่งงานกับคุณ เพราะผมวางแผนชีวิตไว้แล้ว
บ้านเดี่ยวหลังหนึ่งในหมู่บ้านหรูกลางกรุง “พ่อคะ พี่บีแกล้งหนู” เด็กหญิงซีพูดขึ้น เพราะโดนเด็กชายบีผู้เป็นพี่ยกผมเปียของเธอเล่น “บี อย่าแกล้งน้องนะครับ” ชัยวัฒน์ซึ่งนั่งทำงานบนแล็ปท๊อปของเค้าใกล้ ๆ เด็กทั้งคู่บอกกับเด็กชายบี แล้วเสียงจากห้องครัวก็ดังขึ้น “ทุกคนประจำที่โต๊ะอาหารได้แล้วนะคะ” เป็นเสียงของเอราวรรณ แม่ครัวประจำบ้าน “อ่าว เด็ก ๆไปได้แล้ว แม่เค้าเรียกแล้ว” ชัยวัฒน์พูดขึ้นอีก แล้วชัยวัฒน์ก็เดินนำหน้าเด็กชายและเด็กหญิงไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร นันทากับพิมลก็เดินออกมาจากห้องนั่งเล่น “หนูช่วยคุณยายกับคุณย่านะคะ” เด็กหญิงซีเดินไปอยู่ตรงกลางแล้วจูงมือพิมลกับนันทามานั่ง “เอาหน้าอีกแล้ว” เด็กชายบีพูด “อย่างงั้นทีหลังก็รีบไปทำก่อนน้องซิ นั่นเป็นวิธีแก้ปัญหาครับ คุณบี” ชัยวัฒน์สอน เด็กชายบี แล้วเอราวรรณก็ยกข้าวต้มเครื่องในหม้อร้อน ๆ พร้อมอุปกรณ์รับประทานอาหารซึ่งวางอยู่บนถาดมาที่โต๊ะอาหาร จากนั้นก็ตักแจกให้กับทุกคน “ให้คุณยายกับคุณย่าก่อน” เด็กหญิงซี พูด “แม่รู้น่ะ ทำไมต้องบอกก่อนด้วย” เด็กชายบี ตำหนิน้องสาว
กลับมาที่ร้านเดิมฯ เสียงของเอราวรรณดังขึ้น “ทำไมลูกชายคุณวัฒน์เกเรจัง” “ไม่เกเรหรอกครับ จริง ๆ บี รักน้องสาวของเค้านะ แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าทุกคนในบ้าน เค้าจะต้องดีกว่าน้องสาวแค่นั้น ที่จริง บี จะเป็นคนที่หวงน้องสาวมากกว่าด้วย ส่วน ซี ก็จะรักพี่ชายของเค้า ส่วนคุณก็เป็นใหญ่ในบ้านไง” เอราวรรณยิ้ม แล้วพูด “วางแผนไกลมากค่ะ...” แล้วชัยวัฒน์ก็พูดอีก
กลับไปที่บ้านหลังนั้น วันหนึ่ง บี กำลังดูทีวีอยู่ ซี ก็เดินเข้าไปาหาพี่ชายของเธอ “พี่บี ต่อให้หน่อยค่ะ” ซี ถือหัวของตุ๊กตากับตัวของตุ๊กตาเพื่อให้ บี ซ่อมให้ “ไม่เอา พี่ไม่ว่าง” บี ตอบโดยไม่มอง ซี ด้วยซ้ำ “พี่ซี ต่อให้แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวฟ้องแม่ว่าพี่ซีใจร้ายนะ” บี นั้นทนรำคาญไม่ไหว เค้าจึงรับชิ้นส่วนตุ๊กตามา และพยายามต่อหัวกับตัวของตุ๊กตาให้น้องสาว แต่โดยที่สายตากลับมองแต่ทีวี แล้ว บี ก็พูด “พี่ซ่อมไม่ได้ ซี เอาไปให้แม่ทำให้ไป” ซี จึงพูด “หนูจะฟ้องแม่แน่ พี่ซีไม่ตั้งใจทำให้หนู พี่ซีใจร้าย” แล้ว ซี ก็เก็บหัวกับตุ๊กตานั้นเดินจากน้องนั่งเล่นไป
กลับมาที่ร้านเดิมฯ “ลูกสาวคุณวัฒน์ก็ขี้ฟ้องจัง” เอราวรรณพูดขึ้น “เพราะแม่ของเธอเป็นคนพูดน้อย ชอบเก็บความรู้สึก แต่ผมก็รักแม่ของเธอนะ” ชัยวัฒน์ตอบ “เอ่อ แล้วบ้านมีกี่ชั้นคะ” เอราวรรณถามสภาพบ้าน “ทีแรกผมว่าจะเอาชั้นเดียว แม่ ๆ จะได้ไม่ต้องขึ้นบันได” เอราวรรณยกนิ้วไลค์ให้ แล้วชัยวัฒน์ก็พูดต่อ “แต่ก็กลัวเผื่อเหตุการณ์น้ำท่วม ก็เลยต้องทำชั้นสองไว้ แต่รับรองนะ จะเป็นสไตล์เล่นระดับ ความรู้สึกจะไม่เหมือนกับขึ้นบันไดเลย ลูก ๆ วิ่งเล่นกันได้สบายครับ” “อืม ชั้นตกลงค่ะ เป็นบ้านในฝันของชั้นเลย” เอราวรรณตอบแบบเล่น ๆ ว่าเป็นลูกค้าตกลงทำสัญญาฯ “เรื่องแต่งงานด้วยนะครับ” ชัยวัฒน์จึงแอบแนบไฟล์ตามไปด้วย “หา เอ่อ ไม่ใช่ค่ะ คุณวัฒน์ ไม่รู้ทำไม” ชัยวัฒน์จ้องตาของเอราวรรณไม่กระพริบ “เอ รู้สึกกลัวค่ะ” เอราวรรณบอกความรู้สึก แล้วชัยวัฒน์ก็พูด “มันเป็นความฝันของผมที่ต้องมีคุณ ผมเลยต้องรอคุณอยู่ และโปรดอย่าให้ผมรอต่อไปด้วยนะ” ทั้งสองคนมองตากัน แล้วชัยวัฒน์ก็พูดต่อ “ทีนี้คุณจะรับข้อเสนอตามแผนที่ผมพรีเซ้นท์มาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคุณ...แต่งงานกับผมนะครับ” เอราวรรณรู้สึกเขินขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเธอก็ตอบ “ค่ะ” ชัยวัฒน์เอามือของเค้ามากุมมือของเอราวรรณแล้วพูด “ผมไม่ได้พูดเล่นนะ รับปากแล้ว” เอราวรรณอมยิ้มแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งเต็มไปด้วยแสงสี หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ออกมาจากที่นั่น ระหว่างทาง “ขอบคุณค่ะ” เอราวรรณซึ่งนอนหลับด้วยฤทธิ์ของเครื่องดื่มอยู่บนที่นั่งข้างคนขับ คล้ายกับเธอละเมอออกมา ชัยวัฒน์มองที่เธอ แล้วเค้าก็พูดขึ้นเบา ๆ “ผมรักคุณ” คืนนั้นเป็นคืนที่สดใสมากของคนทั้งสอง ในใจของชัยวัฒน์รับรู้ได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นครั้งนี้ และไม่ต่างอะไรกับเอราวรรณเช่นกัน
เย็นวันหนึ่ง ลุงสอนนั่งเล่นเกมส์บนมือถืออยู่หน้าบ้าน “กลับมาแล้วเหรอ” ชูเดชจึงเดินแวะเข้าไปหา “เล่นเพลินอย่างเนี่ย จะนั่งตอนไหนครับ” ชูเดชเตือนทันที “เรียบร้อยแล้วเว้ย ตามหลักสูตร” ลุงสอนตอบ “สาธุฯ” ชูเดชอนุโมทนา “แต่ว่าวันนี้ปัญหามีอยู่ว่า” ลุงสอน PAUSE เกมส์หันมามองชูเดชแล้วพูดต่อ “ถ้าคนเราตายแล้วเกิดอีก คนเกิดกับคนตายมันก็ต้องเท่ากัน แต่ทำไมคนถึงเยอะขึ้น” “คนเราตายแล้วเกิดอีกก็จริง แต่อาจไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง ไม่แน่นะเกิดอีกทีอาจจะมีหางแถมมาก็ได้” ชูเดชตอบ “เฮ้ย จริงเหรอ อย่างนี้ถ้าข้าไปเกิดเป็นแมวข้าไม่วิ่งไล่จับหนูกินเหรอ” ลุงสอนรีบถามอีก “เอ่อ มันก็ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ ลุงอาจจะกินหนูตัวนั้นอย่างเอร็ดอร่อย และลุงจะมีความสุขและความทุกข์อยู่ในอัตภาพความเป็นแมวอย่างนั้น มีความพอใจในอัตภาพนั้น ความสุขหรือความทุกข์ไหนที่ความเป็นแมวมี ลุงก็จะมีได้เหมือนกัน ไม่ต้องเป็นห่วงครับ” ชูเดชตอบแบบตรงไปตรงมา “แต่มันก็ทะแม่ง ๆ อยู่ว่ะ แล้วทำไงถึงจะเกิดเป็นมนุษย์อีกอ่ะ” “โสดาบัน เป็นใบผ่านครับ การมีความรู้ระดับโสดาบัน เอ่อ ความรู้ตัวมีสติในระดับโสดาบันครับ ความรู้นี้คือความรู้สึกละ หรือลด ระดับของสังโยชน์ 3 ได้” ชูเดชมองลุงสอน แล้วก็พูดต่อ “สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาส ทั้งสามนี้เป็นสิ่งที่ต้องลดและละให้ได้” ลุงสอนรีบถามอีก “เดี๋ยว ให้รายละเอียดข้อมูลด้วย” ชูเดชยิ้มแล้วอธิบายรายละเอียด
“สักกายทิฏฐิ ความรู้สึกยึดมั่นอย่างแรงกล้าว่าเราเป็นตัวเรา
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย
สีลัพพตปรามาส ความไปเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกคำสอนของพระศาสดา
ถ้าทำ 3 อย่างนี้ให้เบาบางหรือหมดลงได้ ก็มีโอกาสได้ความมีสติระดับโสดาบัน พอได้ความรู้ระดับโสดาบันแล้ว ท่านบอกว่าหมดโอกาสตกไปสู่ที่ชั่วครับ หมายความว่า หมดโอกาสไปเป็น สัตว์นรก อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เปรต นี่แหละ ถ้าลุงอยากจะเกิดเป็นมนุษย์อีก” ลุงสอนพยักหน้าแล้วพูด “โอเค เข้าใจแล้ว แต่ถ้านั่งสมาธิแล้วเราจะลดอะไรนะ.. 3 อย่างที่บอกเนี้ยได้ไง” ลูงสอนถามต่ออีก
“ตอนที่นั่งสมาธิอยู่นั้น ความรับรู้ (วิญญาณ) จะรับรู้อยู่แค่ลมหายใจ (รูป) ทำให้ไม่สามารถรับรู้อย่างอื่นได้เต็มที่ อันได้แก่ เวทนา (สุข,ทุกข์) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) สังขาร (ความคิดปรุงแต่งสิ่งที่ยังไม่เคยเห็นหรืออนาคต) เวลาตรงนั้น สักกายทิฏฐิจะระงับและเบาบาง วิจิกิจฉาจะระงับและเบาบาง สีลัพพตปรามาสจะระงับและเบาบาง ถ้าทำมาก ๆ เข้า จึงเกิดความชำนาญ สังโยชน์ทั้ง 3 นี้จะเบาบางลงเรื่อย ๆ แค่นี้เข้าใจมั้ยลุง” ลุงสอนพยักหน้าเหมือนเข้าใจแล้วก็พูด “เข้าใจแล้ว ขอบใจที่ตอบปัญหาให้” “ยินดีครับ” แล้วชูเดชก็ขอตัวเข้าบ้าน
ที่บ้านของพิมล คืนวันต่อ ๆ มา เอราวรรณเลิกงานและกลับเข้าบ้านแล้ว เสียงมือถือของเธอก็ดังขึ้น หน้าจอปรากฏเป็น “คุณชัยวัฒน์” เธอจึงกดรับ เสียงในสายพูด “เอ ถึงบ้านแล้วยัง ผมขอโทษนะวันนี้ไปไม่ทันจริง ๆ” “ค่ะ เอ เข้าใจ” “ผมเพิ่งเคลียร์เสร็จ เดี๋ยวผมไปหาคุณที่บ้านนะ” “เอ่อ ไม่ดีกว่ามั้งคะ” “ผมอยากคุยวันนี้ นะครับ” แล้วสายก็ตัดไป ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเอราวรรณ
ที่โต๊ะทำงาน พนักงานทุกคนกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าจอของแต่ละคนอยู่ “พี่เอ หายไปนานเลยนะ” น้องดาวซึ่งนั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น “ดาวเธอจะทำน้ำหนักไปไหนเนี่ย” เอราวรรณแกล้งน้องดาว “อึ้ง แรง พี่ แรง มันเจ็บ” น้องดาวตอบ แล้วเอราวรรณก็พูด “ออกกำลังกายยมั่งซิ” “หนูยกทุกวัน” น้องดาวตอบ “ยกดัมบ์เบลล์ มันเพิ่มกล้ามเนื้อไม่ใช่เหรอ” “ไม่ใช่พี่ หนูยกแก้ว” น้องดาวตอบแล้วหันมามองเอราวรรณ แล้วก็หันกลับมาที่หน้าจอเหมือนเดิม จากนั้นก็พูดขึ้นอีก “ใครจะไปเหมือนพี่เอล่ะคะ หนุ่มใหญ่ไฟแรงเจ้าของธุรกิจกำลังหลงหัวปักหัวปำอยู่หนิ” เอราวรรณเขินเล็กน้อยแล้วพูดเบา ๆ “ดาว ข้างหลังแก” ดาวรีบหันไปมองด้านหลังของเธอ แต่พอเห็นว่าไม่มีอะไรก็พูด “พี่ ทำอะไรลงไป พี่ทำหนูเกือบช๊อค ว่าจะเล่าให้ฟังไม่เล่าแล้ว” เอราวรรณจึงพูด “โอ๋ ๆ พี่ไม่ได้ว่าอะไรนะ เอางี้เดี๋ยวเลี้ยงข้าวเที่ยง โอเคนะ เล่ามาเลย” แล้วน้องดาวก็นึก
ที่บริษัท ชัยวัฒน์ครีเอทีฟ วันต่อมาหลังจากเอราวรรณออกจากงานไปแล้ว น้องดาวมาถึงออฟฟิศก่อนใครเธอจึงเดินไปที่โต๊ะทำงานของเธอ แล้วก็จัดการชงกาแฟซองของเธอ ขณะนั้นแม่บ้านเดินมา “น้ำเดือดแล้วเนอะ” “ค่ะ ขอบคุณ” น้องดาวตอบ แล้วแม่บ้านยอดสายลับก็รายงาน “คุณชัยไม่ได้กลับบ้านแน่ ๆ ได้ยินว่าต้องแก้งานอะไรก็ไม่รู้” “อ๋อ งานพี่เอ” น้องดาวตอบ “งาน คุณเอ เหรอ เอะเมื่อก่อนเห็นชมตลอดไม่ใช่เหรอ” “แต่ชั้นรู้ว่ามันมีความหมายลึก ๆ กว่านั้นจะป้า” น้องดาวเริ่มให้ข้อมูลแม่บ้านมั่ง “แล้วยังไง” แม่บ้านรีบถาม ยังไม่ทันที่น้องดาวจะพูดอะไร เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น “เดี๋ยวหนูไปรับก่อน” น้องดาวรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ของออฟฟิศที่โต๊ะโอปอเรเตอร์ เสียงในสายพูดขึ้น “ขอกาแฟครับ ขอบคุณครับ” น้องดาวจึงตอบ “ค่ะ” แล้วก็หันไปบอกแม่บ้าน “ป้า คุณชัยวัฒน์ขอกาแฟ” แม่บ้านจึงถามอีก “เหมือนเดิมใช่มั้ย” “คงเหมือนเดิมมั้งป้า” น้องดาวไม่แน่ใจจึงตอบ “อ๋อ คุณเอเคยบอก ถ้าแกไม่ได้สั่งอะไรพิเศษมาก็เหมือนเดิม เข้าใจแล้ว โอเค ป้าไปชงกาแฟก่อนเดี่ยวมาเม้าท์ต่อ” หลังจากแม่บ้านชงกาแฟให้ชัยวัฒน์แล้ว เธอก็เดินกลับมาที่มุมกาแฟอีก “เฮ้ย อัพเดทข้อมูล คุณชัยตาแดง แต่ป้าว่าไม่ใช่มาจากอดนอน น่าจะเป็นน้ำตา” “ป้าก็วิเคราะห์ไปเรื่อย” น้องดาวคอมเม้นท์ “ดาว นี่ใคร” น้องดาวมองแม่บ้าน “ก็ป้าไง” “ไม่ใช่” แม่บ้านบอก แล้วก็พูดต่อ “เคยได้ยินสุภาษิตออฟฟิศโบราณมั้ย อยากรู้อะไรให้ถามแม่บ้าน” น้องดาวจึงพูด “จ้า” แล้วแม่บ้านจึงโชว์ศักยภาพของตนทันที “คุณชัยแกชอบคุณเอ แต่คุณเอน่ะน่าจะมีแฟนแล้วหรือไงนี่แหละ คุณเอเลยลาออกไปแต่งงาน คุณชัยก็เลยช้ำใจ เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย เมื่อก่อนท่าทางคุณชัยคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงกว่านี้ คุณเอ ก็ไม่น่าไปหักอกแกเลย” “ป้านี่รู้แต่ข้อมูลวงในจริง ๆ” แม่บ้านยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แล้วน้องดาวก็พูดต่อ “แต่ไม่รู้ข้อมูลวงนอกเลย พี่เอแกไปแต่งงานที่ไหนล่ะ พี่เอแกงอนคุณชัยจะ วันนั้นก่อนหนูกลับบ้านหนูเห็นพี่เอเข้าไปในห้องคุณชัย หนูแอบได้ยินเสียง คุยกันเหมือนจะทะเลาะด้วย วันถัดมาพี่เอก็ยื่นใบลาออกเลย แล้วพี่เอก็ไม่ได้ไปแต่งงานอะไรซะหน่อย แกกลับไปดูแลแม่จะ ทีหลังป้าต้องศึกษาข้อมูลวงนอกมั่งนะ” แม่บ้านนั้นรู้สึกเหมือนโดนดิสเครดิตอย่างแรงจึงพูด “อย่าเพิ่ง ข้อมูลป้ายังมีอีกเยอะ อันนั้นมันปัจจัยภายนอกที่มากระทบ ความเสี่ยงยอมเกิดได้เสมอ” น้องดาวเลยยั่วให้พูดอีก “จริง ๆ หนูว่าจะไปเริ่มทำงานแล้วนะเนี่ย ถ้าข้อมูลไม่เจ๋งจริง หนูขอตัวไปทำงานก่อนแล้วกัน” แม่บ้านรีบพูด “ไม่ได้ ข้อมูลนี้เจ๋งแน่นอน” แล้วทั้งสองคนก็ต้องหยุดวงสนทนา เมื่อชัยวัฒน์เดินออกมาจากห้อง “สวัสดีค่ะ” น้องดาวสวัสดี แม่บ้านก็เริ่มจับไม้กวาดของเธอ ส่วนน้องดาวก็ถือแก้วกาแฟเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเธอ
ขณะที่น้องดาวกำลังคิดอยู่นั้น เสียงเอราวรรณก็ดังขึ้น “อ่าว ทำไมเงียบ เล่ามาซิ รอฟัง” น้องดาวจึงเริ่มเล่า “นายไม่เป็นอันกินอันนอน บ้านช่องไม่ยอมกลับ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เป็นเดือนกว่าอาการบาดเจ็บ เอ่อ อกหักจะทุเลา” เอ หันมามองน้องดาว “ใครหักอกนายเหรอ” “พี่เอ หนูไม่ใช่เด็กอนุบาลนะพี่ พี่ก็เหมือนกัน ทำงานมาจนเข้า ๆ ออก ๆ แล้วน่าจะรู้ตัวเองดีนะ” น้องดาวรีบบอก แล้วเอราวรรณก็พูด “พี่รู้สึกผิดเลยว่ะ” “ยังไม่หมด มีให้รู้สึกผิดมากกว่านี้อีก” เอราวรรณจึงบอก “ขอบใจนะไอ้น้องสุดที่รัก” แล้วน้องดาวก็เล่าต่อ “วันนั้นพี่ตั้ม (พนักงานอีกคนในออฟฟิศ) โดนนายให้ยกแจกัน แต่ตอนนี้เอาออกไปแล้ว มาวางตรงเนี่ย” น้องดาวชี้ไปที่โต๊ะของเอราวรรณ “ทำไม เค้าไว้อาลัยให้พี่เหรอ” เอราวรรณถาม “จะบ้าเหรอ รู้มั้ยดอกไม้อะไร กุหลาบพี่ กุหลาบที่เวลาคนมีความรักชอบให้กันนั่นแหละ เป็นช่อเลยนะ แล้วก็บอกแม่บ้านให้คอยซื้อมาเปลี่ยน จนพี่มานี่แหละ นายถึงให้พี่ตั้มยกออกไป อันนี้รู้สึกผิดมั้ย” น้องดาวหันมามองเอราวรรณ “อันนี้ไม่ เพราะอยากซื้อมาเอง” “แน่ะ จริง” น้องดาวหยอกเอราวรรณ “ถ้ามีผู้ชายที่เพอร์เฟ็คซักคนในสายตาของเรา มาให้ความรักเรา แต่เราคิดว่าเราไม่น่าจะเหมาะสมกับเค้า เพราะกลัวทำให้เค้าผิดหวังในตัวเรา อย่างนี้ มันเลยทำให้รู้สึกผิดน่ะ” น้องดาวหันมายิ้มแล้วถาม “ก็แสดงว่าคุณชัยก็คือคนที่ใช่ของพี่ แต่พี่ยังกลัวทำให้คุณชัยผิดหวัง อันนี้หนูเข้าใจถูกใช่มั้ย” เอราวรรณพยักหน้า แล้วน้องดาวก็พูด “พี่ ข้างหลังพี่” เอราวรรณตกใจมากไม่คิดว่าชัยวัฒน์จะมาอยู่ข้างหลังเธอ แล้วเค้ามาเมื่อไหร่กัน เธอจึงค่อย ๆ หันไปมองทางด้านหลังของเธอ แล้วก็พูด “ไอ้ดาว น้องชั่ว” น้องดาวหัวเราะนิดนึงแล้วบอก “อย่าลืมข้าวเที่ยงนะพี่” “ทีแรกว่าจะสั่งใส่ไข่ให้ สงสัยไม่ต้องแล้ว” เอราวรรณบอก แล้วน้องดาวก็พูดต่อ “ไม่เป็นไร ยังไงก็ข้าวฟรี” ความสัมพันธ์ระหว่างเอราวรรณกับชัยวัฒน์นั้น มันงอกงามมานานแล้ว จนกระทั่งเอราวรรณลาออกไป แต่ตอนก่อนที่เธอจะลาออกไปนั้น เธอแค่ยังลังเลที่จะตอบรักชัยวัฒน์
ที่บ้านเอราวรรณ พิมลขึ้นไปนอนแล้ว แต่เอราวรรณกำลังคุยโทรศัพท์ “เอ ว่าเราคุยกันพรุ่งนี้ก็ได้นะคะ ตอนนี้มันก็ดึกแล้ว” “อาทิตย์นี้ 9.00 น. ผมพาแม่ไปที่บ้านนะ โอเคนะ” ชัยวัฒน์ย้ำแล้วย้ำอีก แต่เอราวรรณกลับรู้สึกมีความสุข วันนั้นชัยวัฒน์ต้องไปพบลูกค้าคนเดียวที่บริษัทลูกค้า และทีแรกเค้าก็เห็นว่าไม่น่าจะใช้เวลานาน จึงนัดให้เอราวรรณไปรอที่ร้านเดิม เค้าตั้งใจว่าจะไปเตี้ยมเรื่องที่จะคุยกับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากเอราวรรณรอได้ห้านาที ชัยวัฒน์ก็โทรไปบอกให้เธอกลับบ้านก่อน เพราะลูกค้ารายนี้มีปัญหาจุกจิกมาก ซึ่งเอราวรรณก็รู้ดี หลังจากเงียบไปนิดนึง เอราวรรณจึงตอบ “โอเคค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ” “ราตรีสวัสิดิ์ครับ”
ณ โรงแรมหรูกลางกรุง งานแต่ง “เอราวรรณ กับ ชัยวัฒน์” เอราวรรณอยู่ในชุดเจ้าสาว ส่วนชัยวัฒน์ก็อยู่ในชุดสูทยืนอยู่ที่หน้างาน “รู้มั้ยชั้นต้องตื่นตั้งแต่ตีสาม” เอราวรรณพูดกับน้องดาวซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เธอในฐานะเพื่อนเจ้าสาว น้องดาวได้แต่ยิ้ม ๆ เพราะชัยวัฒน์ก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ การสื่อสารของสายข่าวจึงต้องระงับไว้ก่อน แล้วชัยวัฒน์ก็พูดกับเอ “ขอบคุณนะ” เอราวรรณรู้สึกเขินอีก แล้วแขกผู้มีเกียรติก็ทยอยกันเข้ามาในงาน ทั้งสองคู่บ่าวสาวเลยต้องต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาถึงหน้างาน ส่วนน้องดาวก็ช่วยงานสมุดบันทึกคำอวยพร แล้วอาจารย์คงก็เดินเข้ามาที่หน้างาน “สวัสดีค่ะ” เอราวรรณยกมือสวัสดี แล้วก็แนะนำ “นี่คุณชัยวัฒน์ค่ะ” ชัยวัฒน์ยกมือสวัสดีอาจารย์คง “อาจารย์เป็นอาจารย์สอนที่สถาบันค่ะ ที่ เอ ไปเรียนสมาธิค่ะ” ชัยวัฒน์ยิ้มแล้วบอก “ผมนึกว่าอาจารย์จะอายุมากกว่านี้ซะอีก” “ผมก็อายุมากเหมือนกัน แต่สุขภาพจิตคงดี เลยไม่ค่อยเครียดอะไรครับ ว่าแต่ว่า ถ้าคุณชัยวัฒน์มีเวลาก็มาเรียนได้นะครับ” อาจารย์คงตอบพร้อมกับชวนชัยวัฒน์ “ตอนนี้ผมก็ให้ เอ เค้าพานั่งอ่ะครับ แต่ผมไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ ขอตั้งหลักดี ๆ ก่อนนะครับ” ชัยวัฒน์ตอบ “ครับ” แล้วอาจารย์คงก็อวยพรคู่บ่าวสาว “ความรักที่ทำให้มีความสุขคือความรักที่มีเมตตาต่อกัน ผมขอให้คุณทั้งสองคนมีแต่ความสุขสมหวังในชีวิตครับ” “ขอบคุณค่ะ,ครับ” แล้วเอราวรรณกับชัยวัฒน์ก็เดินพาอาจารย์คงเข้าไปในงาน ตรงไปที่โต๊ะที่จัดไว้ ระหว่างที่ชัยวัฒน์กับเอราวรรณกำลังยืนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน เอราวรรณก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้า
ที่วัดแห่งหนึ่ง ชัยวัฒน์ เอราวรรณ นันทา พิมล ทั้งสี่คนกำลังตักบาตรอยู่ “เวลาตักก็คิดแต่สิ่งดี ๆ นะลูก” นันทาบอกกับชัยวัฒน์ “ครับ” ชัยวัฒน์ตอบ หลังจากตักบาตรเสร็จแล้ว ทั้งหมดก็กลับไปที่บ้านของเอราวรรณเพื่อทำพิธีรดน้ำสังข์ โดยจะมีแต่ญาติของคู่บ่าวสาวที่อยู่ในงาน และในที่สุดก็เป็นงานจัดเลี้ยงฉลองสมรสต่อที่โรงแรม ระหว่างการเดินทาง “ดีจัง เธอเล่นเกมนี้ด้วย” นันทาพูดกับพิมลขณะที่ทั้งสองแม่กำลังเล่นเกมในโทรศัพท์อยู่บนเบาะรถด้านหลัง “ใช่ แล้วเธอมีอะไรขายมั่ง” ชัยวัฒน์มองสองแม่ผ่านกระจกมองหลังแล้วก็พูด “ดีจัง ชอบเล่นเกมเดียวกัน เห็นมั้ย เอ เราเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากที่สุด” ชัยวัฒน์จับมือของเอราวรรณที่อยู่ข้าง ๆ
กลับมาที่งานแต่งฯ ที่โรงแรม อาจารย์คง ชูเดช วัฒโน นิดหน่อย และนักเรียนสมาธิรุ่นเดียวกันได้นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน “เจ๊สวยมาก” นิดหน่อยบอก อู๊ดจึงพูด “แล้วเมื่อไหร่งานนิดล่ะ” นิดหน่อยมองวัฒโนแล้วพูด “อู๊ด นิดเคยบอกแล้วไง” อู๊ดพยักหน้า แล้วอาจารย์คงก็พูดขึ้น “ความรักที่ดีก็คือความรักที่มีความเมตตาต่อกัน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรนะ” นิดมองอาจารย์คงแล้วบอก “ค่ะ แต่หนูคิดว่าคงไม่ดีกว่า ไม่รู้ทำไมอยากอยู่คนเดียวก็ไม่รู้” แล้วอู๊ดก็พูด “แต่ตอนนี้มีคนนั่งเหม่อนะ สงสัยคิดถึงใครอยู่” แล้วทุกคนก็หันมามองที่ชูเดช “เอ่อ เธอก็บอกว่าอยากมาครับ แต่ว่าเธอใช้วันพักร้อนหมดแล้วปีนี้ ตอนนี้ผมเลยเปิดสัญญาณการติดต่อเป็นภาพLandscape ให้เธอดูอยู่ครับ” ชูเดชตอบ “อุ๊ย ดีนะที่ไม่ได้พูดอะไร” นิดหน่อยบอก แล้วทั้งโต๊ะก็หัวเราะ
หลังจากงานเลี้ยงเริ่มได้ระยะหนึ่ง พิธีกรก็เชิญผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย และคู่บ่าวสาวขึ้นเวที
“ชัยเป็นลูกคนเดียวของอิชั้น วันนี้อิชั้นเห็นลูกชายของอิชั้นแล้วทำให้นึกถึงตอนที่เค้าจะเข้ามหาลัย อิชั้นก็ถามเค้าว่า แล้วแฟนของหนูล่ะ ได้เรียนที่เดียวกันมั้ย รู้มั้ยเค้าตอบอิชั้นว่า แฟนผมยังเรียนไม่จบครับ อิชั้นก็เลยถามว่าทำไม เค้าบอกว่าเธอเป็นรุ่นน้องครับ มาถึงวันนี้ อิชั้นจึงได้เห็นความรู้สึกของลูกผ่านเจ้าสาวของเค้า และอิชั้นก็รักเจ้าสาวคนนี้พอ ๆ กับเค้าเช่นกัน” เอราวรรณนั้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พิธีกรจึงขอให้ทุกคนดื่มอวยพร แล้วก็มาถึงพิมล “หนูเอ เธอชอบวาดภาพมาก ตอนเธออยู่มอปลาย เธอวาดรูปผู้ชายคนนึง ดิชั้นเห็นก็ถามว่าเป็นใคร เธอตอบว่าเป็นเจ้าบ่าวของเธอ” แล้วพนักงานด้านข้างเวทีก็ส่งซองเอกสาร A4 ให้พิมล เธอจึงหยิบเอกสารนั้นออกมาแล้วแสดงให้ทุกคนในงานเห็น มันเป็นรูปที่เหมือนกับชัยวัฒน์มาก แล้วพิมลก็พูดต่อ “ชั้นเลยเข้าใจได้ว่า ทั้งสองคนนี้คงจะนัดมาเจอกันที่นี่ค่ะ” ชัยวัฒน์ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วมองที่เอราวรรณ และตอนนี้คู่บ่าวสาวทั้งสองคน ได้แต่ยืนจับมือกันอยู่อย่างนั้น พิธีกรก็ขอให้ผู้เข้าร่วมงานดื่มอวยพร “ทีนี้เจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวดีครับ” พิธีกรพูด แต่ไม่มีการตัดสินใจใด ๆ จากคู่บ่าวสาว พิธีกรจึงพูด “ขอเชิญเจ้าสาวกล่าวความรู้สึกครับ” แล้วพนักงานข้างเวทีก็ส่งไมโครโฟนให้เอราวรรณ “เอ่อ คุณชัยวัฒน์เคยบอกว่าเค้าประทับใจดิชั้นตั้งแต่ครั้งแรก แต่ดิชั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งค่ะ” แล้วเสียงหัวเราะของแขกผู้มาร่วมงานก็ดังขึ้น เอราวรรณก็พูดต่อ “ความรู้สึกของดิชั้น รู้สึกว่าเคยรู้จักคุณชัยวัฒน์มาก่อนแล้ว และความรู้สึกนั้นทำให้ดิชั้นก็รู้สึกไม่ต่างจากคุณชัยวัฒน์เช่นกัน มันเป็นเรื่องที่ไม่รู้อธิบายยังไง แต่ดิชั้นจะทำหน้าที่ของภรรยา และภาระที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุดกับคุณชัยวัฒน์” เสียบตบมือดังขึ้นอีก พิธีกรก็ให้แขกผู้มีเกียรติดื่มอวยพร “แล้วเจ้าบ่าวจะแก้ตัวยังไงนะครับ เชิญครับ” พิธีกรพูดเสร็จ พนักงานข้างเวทีก็ส่งไมโครโฟนให้ชัยวัฒน์ “ผมกับเอ ผ่านการเดินทางด้วยเวลามานานแล้วครับ แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเฝ้ารอเธออยู่ เวลาที่ผมต้องการกาแฟในตอนเช้า เอ เป็นคนเดียวที่ชงกาแฟตามที่ผมต้องการได้ งานที่ติดปัญหา เอ เป็นคนเดียวที่มาช่วยแก้ไขได้ ปัญหาอะไรที่ผมมี เอ จะช่วยผมคิดแก้ปัญหาเสมอ แล้วก็อีกหลาย ๆ เรื่อง สิ่งที่ผมรู้สึกตอนนี้ คือ ผมขาดเธอไม่ได้ และผมอยากให้เธอมีความสุข ผมจะเป็นสามีที่เหมาะสมที่สุดของเธอครับ” เสียงตบมือก็ดังขึ้น แล้วพิธีกรก็เชิญแขกผู้มีเกียรติดื่มอวยพร แต่ตอนนี้ทั้งสองคนมีน้ำตาให้กับความปีตินี้
หลังจากเสร็จงานแต่งแล้วทั้งคู่ก็ย้ายบ้านเข้าไปอยู่ด้วยกันที่บ้านชั่วคราว ซึ่งบ้านหลังใหม่ในฝันของคู่สามีภรรยาที่ชัยวัฒน์ซื้อให้เป็นของขวัญวันแต่งงานนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการตกแต่ง และบ้านชั่วคราวก็อยู่ถัดไปสองหลังแค่นั้น
ในเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ “อาหารเสร็จแล้วค่ะ ทุกคน” นันทากับพิมลที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์ที่โซฟารับแขกก็เดินไปที่โต๊ะอาหาร ส่วนชัยวัฒน์ก็ปิดคอมพิวเตอร์ของเค้าแล้วก็เดินไปที่โต๊ะอาหารเช่นกัน ระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหาร ชัยวัฒน์ถามพิมล “แม่ครับ ผมว่าล้อหมุนสิบโมงดีมั้ยครับ” เอราวรรณมองนาฬิกาแล้วจึงถามพิมล “แม่โอเคมั้ยคะ” พิมลจึงบอก “ไม่มีปัญหา แต่ว่าบ่าวสาวน่าจะไปกันแค่สองคนนะ” แล้วนันทาก็พูดขึ้นอีก “ที่จริงแม่กับพิม ไม่ค่อยชอบเดินทางไกล ๆ แล้วนะ พวกลูก ๆ ไปกันสองคนดีกว่ามั้ย” ชัยวัฒน์จึงรีบตอบ “ไม่ได้ครับ คุณแม่ทั้งสองต้องไปด้วยกันนะครับ” ชัยวัฒน์พูดกับแม่ ๆ แล้วก็หันไปพูดกับพิมล “ผมอยากให้ได้ไปเที่ยวด้วยกันทุกคน ต่อไป ถ้ามีลูก แม่ก็มีหลาน..” ชัยวัฒน์พูดยังไม่ทันจบ เอราวรรณก็พูด “คุณคะ ช่วยหน่อยค่ะ ทำไมใบนี้มันหนักจัง” ชัยวัฒน์จึงรีบเดินจากโต๊ะอาหารไปยกกระเป๋าให้เอราวรรณ
ชัยวัฒน์นั้นได้พยายามทำทุกอย่างให้ทุกคนมีความสุข ตามที่เค้าพูดไว้ แต่เค้ายังรู้สึกว่าไม่ครบ สิ่งที่ขาดไปก็คือ ลูกของทั้งสองคนนั่นเอง
ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง นันทา กับพิมล กำลังเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนานเหมือนเป็นเด็กอีกครั้ง ส่วนคู่สามีภรรยาป้ายแดงก็นอนอยู่บนเตียงสนาม “คุณ เรามาเที่ยวทุกปีเลยได้มั้ย” เอราวรรณถามสามีป้ายแดงของเธอ ชัยวัฒน์ยิ้มมองหน้าเอราวรรณ แล้วพูด “ผมดีใจนะที่คุณมีความสุข แล้วแม่ของพวกเราก็มีความสุขเหมือนกัน” ทั้งสองคนมองไปที่แม่ของทั้งสอง “คุณยังไม่ตอบเลยว่าเรามาเที่ยวทุกปีได้มั้ย” เอราวรรณจึงถามอีก “เอ่อ อันนี้ผมไม่แน่ใจนะ” ชัยวัฒน์พูด “ทำไมคะ งานบางจ๊อบก็โหลดไปทำวันอื่นได้หนิ” เอราวรรณบอกเหตุผล “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมไม่อยากให้ผิดแผน” ชัยวัฒน์ตอบพร้อมกับมองตาของเอราวรรณ จากนั้นเค้าก็พูดต่อ “แผนของผม เราจะมีทิปทุกเดือนครับ” “คุณเนี่ย” เอราวรรณรู้สึกมีความสุขมาก ชัยวัฒน์ไม่เคยขัดใจเธอ จนบางครั้งเธอก็ไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง เพราะกลัวว่าจะทำความเสียหายให้เกิดขึ้น “ทุกวินาทีที่แต่ละคนได้มาอยู่บนโลก มันเป็นความมหัศจรรย์ของแต่ละคนที่ได้รับมาแล้ว” เอราวรรณพูดขึ้น “อืม ใช่จ๊ะ” ชัยวัฒน์พูด “นี่แล้วจะมองหน้า เอ ทำไม” เอราวรรณพูดขึ้นด้วยความเขินที่ชัยวัฒน์จ้องมองแต่เธอ “ผมอยากมองคุณให้ติดตา เอ ผมมีความสุขมาก”
หลังจากทั้งชัยวัฒน์และเอราวรรณแต่งงานกันแล้ว ชัยวัฒน์กับเอราวรรณได้ไปตรวจร่างกายประจำปีของบริษัท หลังจากนั้นไม่นาน ณ โรงพยาบาลเดียวกันที่ตรวจร่างกายแห่งนั้น “ผลการตรวจเนื้อเยื่อ คุณเป็นระยะที่สามแล้ว” หมอบอกกับชัยวัฒน์ หลังจากชัยวัฒน์คุยกับหมอซักพัก เค้าก็เดินออกมาจากห้องตรวจ เอราวรรณซึ่งนั่งรออยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามาหาเค้า “หมอว่ายังไงคะ” เอราวรรณถามเพราะชัยวัฒน์เป็นคนเดียวในบริษัท ที่หมอนัดมาฟังผลเพิ่มเติม “หมอจ่ายยาให้ครับ” ชัยวัฒน์ตอบอย่างรู้สึกหมดแรง “เอ่อ เดี๋ยว เอ ไปรับยาให้นะคะ คุณนั่งรอตรงนั้นก่อนนะคะ” เอราวรรณพูดแล้วก็ชี้ไปที่เก้าอี้ที่เธอเพิ่งลุกมา ชัยวัฒน์ตอบ “ขอบคุณครับ” หลังจากจ่ายเงินรับยาแล้ว ทั้งสองก็ออกจากโรงพยาบาล ระหว่างทาง “ทำไม เคสคุณต่างกับพนักงานคนอื่นตรงไหนคะ หมอถึงนัดมาอีก” เอราวรรณถามขณะที่เธอขับรถไปด้วย “เอ่อ หมอเค้าสงสัยว่าทำไมแข็งแรงมากกว่าคนอื่นครับ” ชัยวัฒน์ตอบให้เอราวรรณคลายความกังวล แต่ที่จริงแล้วเป็นเพราะเค้ายังคิดไม่ออกว่าจะบอกเอราวรรณยังไง จนกระทั่งกลับถึงบ้าน
คืนนั้น ระหว่างที่ชัยวัฒน์กับเอราวรรณกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของทั้งคู่ “เอ เราเหลือแค่มีเด็กน้อยมาวิ่งซนในบ้านใช่มั้ย” ชัยวัฒน์พูดขึ้น “ค่ะ จริง ๆ เอ อยากให้คนโตเป็นพี่สาวนะ แล้วคนเล็กเป็นน้องชาย” เอราวรรณบอก “อ่าว ทำไมล่ะ” ชัยวัฒน์สงสัย “ผู้หญิงน่ะ เป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าผู้ชาย” เอราวรรณบอกกับชัยวัฒน์ “คุณไปเอาทฤษฎีนี้มาจากไหนครับ” ชัยวัฒน์ถาม “เอ่อ เอ รู้สึกอย่างนั้นค่ะ แล้วคุณคิดว่าผิดเหรอ” เอราวรรณถามกลับ “ไม่ใช่ครับ ใครเป็นพี่ใครเป็นน้องก็ไม่เป็นไร ขอให้ทุกคุณมีความสุขก็พอ” ชัยวัฒน์ตอบ แล้วความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้นกับเอราวรรณ
สองวันก่อนหน้า เอราวรรณอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอเดินออกมาจากห้องน้ำ ในมือถือชุดตรวจครรภ์ ซึ่งผลปรากฏว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่เธอคิดในใจไว้ว่า จะบอกชัยวัฒน์ตอนช่วงวันหยุดยาวอีกครั้ง ซึ่งนับจากวันนั้นไปอีกหนึ่งสัปดาห์ แล้วเสียงของชัยวัฒน์ก็ดังขึ้น “มาถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่เคยได้ยินคุณบอกว่ารักผมเลยนะ แต่ผมไม่คิดอะไร เพราะอันนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ และเรื่องสำคัญผมได้ทำไปแล้ว คือผมได้บอกรักคุณ แล้ว คุณก็อาจมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำเหมือนกัน แต่ผมอยากขอให้เรื่องสำคัญเรื่องสุดท้ายของคุณ เป็นเรื่องที่ผมหวังไว้ นะ” เอราวรรณสงสัยในคำพูดของชัยวัฒน์ เธอจึงรีบถาม “คุณ กำลังพูดอะไร จะบอกอะไรคะ เอ ใจคอไม่ดีเลย” แล้วชัยวัฒน์ก็พูด “คุณช่วยพูดจากใจได้มั้ย” เอราวรรณพลิกตัวแล้วจ้องตาของชัยวัฒน์ “คุณวัฒน์ เอ จริงจังนะ” แต่ชัยวัฒน์ยังส่งสายตาเว้าวอนเธอ “ตอนที่ เอ เข้ามาในโรงเรียน
เด็กหญิงเอราวรรณ กำลังร้องไห้อยู่หน้าทางเดินไม่ยอมเข้าห้องเรียน “หนูเอ ข้างในก็มีเพื่อนเยอะนะ เข้าไปเล่นกับเพื่อนดีกว่า” คุณครูประจำชั้นอนุบาลก็พยายามเกลี่ยกล่อม “หนูจะกลับบ้าน ๆ ๆ ๆ” ขณะนั้น เด็กชายชัยวัฒน์ก็กำลังเดินเอาการบ้านของเพื่อนไปส่งในฐานะหัวหน้าห้องของชั้นประถมศึกษาห้องหนึ่ง เดินผ่านมาจึงพูด “น้องไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวก็ได้กลับบ้าน แต่ตอนนี้ไปเล่นกับเพื่อนดีกว่า เมื่อก่อนพี่ก็เป็นเหมือนน้องแหละ” แล้วเด็กชายชัยวัฒน์ก็เดินจากไป ความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เด็กหญิงเอราวรรณหยุดร้องในทันที แล้วก็มองตามหลังเด็กชายชัยวัฒน์จนลับตาไป เอราวรรณหยุดเล่าแล้วจับมือของชัยวัฒน์ จากนั้นก็พูดต่อ “แม่พิมบอก เอ เสมอ ถ้าเรามีความสุขนั่นคือความรัก แล้วคุณก็ทำให้ เอ มีความสุขตลอด เอ รักคุณค่ะ” ชัยวัฒน์ยิ้มทั้งน้ำตาทันที เค้าโอบกอดเธอไว้ ชัยวัฒน์ได้รับคำตอบที่เหมือนกับว่าเค้ารอคำนี้มาทั้งชีวิต ทำให้ความในใจที่เค้าอยากจะบอกเรื่องความเจ็บป่วยของเค้า แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลาซะเลย
ณ บริษัท ชัยวัฒน์ครีเอทีฟ จำกัด น้องดาวขาประจำที่มาพร้อมกับแม่บ้านในตำนาน “น้ำเดือดแล้วเนอะ” เสียงแม่บ้านพูด น้องดาวจึงแซว “ป้าทีหลังอัดเสียงไว้เลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องพูดทุกวัน” “อ่าว ก็วันนี้ข่าวคราวเงียบเหงา เศร้าสร้อย ป้าก็ไม่รู้จะรายงานอะไร” แม่บ้านตอบ “อย่างนี้แหละ นักข่าววงใน แต่ว่าหนูมีข่าวเด็ด” น้องดาวพูด แต่ทำให้แม่บ้านเกือบทำไม้กวาดหลุดมือ “ป้าเปิดเครื่องรับฟังอยู่” “พี่เอ เอ่อ สงสัยว่ากำลังจะมีน้องจะ ข่าวนี้เป็นไง” แม่บ้านรีบนับนิ้วในทันที “ทำไรป้า” น้องดาวสงสัยจึงถาม “ป้ากำลังคำนวณระยะเวลา.. เฮ้ยมันเฉียดฉิวมาก” หลังจากแม่บ้านนับนิ้วอยู่แป๊บนึงจึงได้พูดขึ้น น้องดาวก็ถาม “ยังไงป้า เฉียดอะไร หวยเหรอ” “ท้องก่อนหรือท้องหลัง” แม่บ้านตอบผลลัพธ์จากการคำนวณของเธอ “ไม่ต้องเลยป้า ป้ายังไม่รู้เลยว่าท้องกี่เดือน แล้วจะมาคำนวณได้ไง” “ป้าคำนวณคร่าว ๆ เฉย ๆ พวกเศษทศนิยมป้าก็ปัดทิ้งหมด แต่คำนวณแล้ว มันน่าจะตรงกับวันก่อนแต่งงาน แต่ เอะ ไม่ใช่ หลังแต่งงาน” น้องดาวทนฟังข้อมูลความคลาดเคลื่อนสูงของแม่บ้านไม่ไหวจึงพูด “ป้าถ้าจะนับจริง ๆ ต้องนับตั้งแต่ 0.00 น. พูดอย่างนี้ป้าอาจจะงง เดี๋ยวหนูอธิบายให้” น้องดาวยังพูดไม่จบ แม่บ้านก็พูดแทรก “ไม่ต้อง ป้ารู้ ป้าเห็น แล้วข่าววงนอกวงนอกต่อไปมีมั้ย” “มันก็มีนะ แต่ตอนนี้จบข่าว ได้เวลาไปทำงานก่อน รับชมข่าวสารติดตามเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในบริษัทในรายการ น้องดาวบอกข่าว ไปก่อนป้า” แล้วน้องดาวก็เดินไปประจำที่โต๊ะทำงาน
สาย ๆ ทั้งชัยวัฒน์กับเอราวรรณก็เข้าออฟฟิศ หลังจากชัยวัฒน์ลงรถแล้วเข้ามาในออฟฟิศแล้ว เค้าก็เดินเข้าห้องของเค้าไป แม่บ้านก็รู้หน้าที่ เธอจึงรีบไปที่เคาน์เตอร์กาแฟ แล้วหลังจากเอราวรรณจอดรถเสร็จแล้ว เธอก็เข้ามาในออฟฟิศ “คุณเอ ให้เสริฟเลยมั้ยคะ” “อ๋อ ไปเลยจะ” เอราวรรณตอบแล้วเธอก็เดินมานั่งที่โต๊ะทำงานของเธอ ซึ่งอยู่ข้าง ๆ น้องดาว “พี่เอ ทำไมไม่ย้ายเข้าไปในห้องกับนายล่ะ” น้องดาวถาม “นี่ ชั้นก็เป็นพนักงานคนนึงนะในที่ทำงาน แล้วทำไมรังเกียจคนมีผัวหรือไง” เอราวรรณตอบแบบยิ้ม ๆ “อุ๊ย ก็ตอนนั้นมันไม่เหมือนกันหนิ พี่เอ เหมือนเพื่อนร่วมงาน แต่ตอนนี้มันเหมือนลูกผสมอ่ะพี่” น้องดาวตอบ “ลูกผสมยังไง ไอ้น้อง” เอราวรรณพยายามทำความคุ้นเคย “เอ่อ คือ เหมือนเป็นทั้งเพื่อนแล้วก็เป็นทั้งเจ้านายอ่ะ เวลาจะทำอะไรก็จะเกร็ง ๆ หน่อย” น้องดาวตอบแบบตรงไปตรงมา “อืม ยังไงเราก็เพื่อนร่วมงานกันทั้งนั้นแหละทั้งเจ้านายทั้งลูกน้อง น้องไม่ต้องคิดอะไร” เอราวรรณบอก “หนูไม่ได้คิดอะไรหรอกพี่ แต่ทำให้หนูต้องคิดอะไรก่อนพูดมากกว่า” เอราวรรณยิ้มแล้วบอก “ยังไง พี่ก็ยังไม่ลาออกจากสายข่าวนะ ไม่ต้องเป็นห่วง การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เราจะเชื่อใจกัน” เอราวรรณพูดจาหนักแน่นอย่างแข็งขันแล้วยื่นมือให้น้องดาวจับ “ค่ะ” น้องดาวพูดแล้วจึงจับมือกับเอราวรรณ
ตอนพักเที่ยง เสียงโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น “ไปกินข้างนอกมั้ยครับ” เสียงของชัยวัฒน์ “เอ่อ แล้วที่คุณสั่งมาแล้วล่ะ” เอราวรรณถาม “ไม่เป็นไร แจกพนักงานไป นะ” แล้วทั้งคู่ก็ออกมานั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารร้านประจำใกล้ออฟฟิศ “คุณค่ะ ชอบกินร้อน ๆ เหรอ” เอราวรรณพูด “เอ่อ ยังไงครับ ผมสั่งข้าวผัดกระเพราคงไม่ร้อนมากมั้ง” ชัยวัฒน์คิดว่าอาหารจะร้อนเกินไป เอราวรรณหัวเราะนิดนึงแล้วบอก “ตรงนั้นแดดส่องค่ะ ถ้าไม่รังเกียจมานั่งข้าง ๆ เอ ก็ได้นะคะ” ชัยวัฒน์จึงเข้าใจ แล้วเค้าก็ลุกเดินมานั่งข้าง ๆ เอราวรรณ แล้วก็ทำให้ตอนนั้นไม่ใช่เวลาที่ควรอีก
คืนนั้น ทั้งสองคนยังนอนไม่หลับ “คุณว่าลูกชายหรือลูกสาว คนไหนเลี้ยงง่ายกว่ากัน” ชัยวัฒน์เลื่อนมือมาจับมือของเอราวรรณแล้วพูด “ผมไม่เกี่ยงหรอกครับว่าจะเป็นลูกชายลูกสาว” เอราวรรณจึงถามใหม่อีก “ไม่ใช่อะไรค่ะ เพราะ เอ จะแบ่งให้คุณช่วยดูแลจะได้สนิทกับลูกด้วย” ชัยวัฒน์ยิ้มแล้วก็บอก “ผมให้คุณเลือกเลยดีกว่า” เอราวรรณมองตาเค้าแล้วบอก “ผู้ชายก็ต้องเลี้ยงลูกผู้ชาย เอ ว่าโอเคนะ” ชัยวัฒน์ยิ้มแล้วบอก “ผมมีความสุขนะที่คุณมั่นใจว่าเราจะมีลูกสองคน” เอราวรรณพลิกข้างมองหน้าชัยวัฒน์แล้วถาม “ทำไมช่วงนี้คุณดูซึม ๆ นะ” ชัยวัฒน์รีบพูดตัดบท “อ๋อ ไม่มีอะไร” แล้วชัยวัฒน์ก็โอบกอดเอราวรรณไว้ แล้วทั้งคู่ก็หลับไป
เช้าวันต่อมาซึ่งเป็นวันหยุดแต่ชัยวัฒน์และทั้งบ้านไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน นันทากับพิมลก็กำลังเพลินกับเกมส์ในโทรศัพท์ ชัยวัฒน์จึงชวนเอราวรรณออกไปข้างนอก ขณะที่ทั้งสองคนกำลังอยู่ในรถ เอราวรรณกำลังชมวิวสองข้างทาง ตอนแรกชัยวัฒน์คิดว่าจะบอกกับเธอให้ได้วันนี้ แต่แล้วความกล้าก็ไม่พออีก เพราะสีหน้าของเอราวรรณตอนนี้เธอกำลังมีความสุขมาก กับบรรยากาศที่ทำให้ชัยวัฒน์ไม่อยากทำลายมัน
จนกระทั่งเย็นวันนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังจะรับประทานอาหาร ชัยวัฒน์ก็กำลังเดินมาที่โต๊ะ แล้วทันใดนั้น ชัยวัฒน์ก็ล้มลงพิงกำแพงและกำลังจะหงายลงพื้น เอราวรรณที่กำลังถือจานกับข้าวออกมาจากห้องครัว ก็รีบวางจานลง แล้วก็เข้าไปประคองชัยวัฒน์ไว้ได้ทัน
ณ ห้องพักฟื้นผู้ป่วย หลายวันต่อมา บริเวณประตูทางเข้าห้อง “คนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย” คุณหมอบอกกับเอราวรรณ น้ำตาของเอราวรรณก็เริ่มไหลคลอลงมาใต้ตา แล้วชีวิตของทั้งสองคนก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทุกวันเอราวรรณต้องแวะเข้าไปที่โรงพยาบาลก่อนไปทำงาน “ความสุขมันมาน้อยจังนะ” ชัยวัฒน์พูดกับเอราวรรณซึ่งยืนอยู่ข้างเตียง “งานของคุณ เอ ให้ตั้มรับไปทำต่อแล้วนะคะ คุณไม่ต้องห่วง คุณตั้งใจรักษาตัวนะคะ เอ รอคุณนะ คุณต้องกลับมาค่ะ” และทุกวันที่เอราวรรณเดินกลับออกมาจากโรงพยาบาล เธอจะต้องเดินออกมาพร้อมคราบน้ำตาทุกครั้ง
ก่อนวันสุดท้ายของชัยวัฒน์ ที่ห้องพักฟื้นคนไข้ เอราวรรณมาที่โรงพยาบาลตามปกติช่วงเช้า เธอเห็นพยาบาลกำลังวิ่งเข้าวิ่งออกจากห้องของชัยวัฒน์ เอราวรรณจึงรีบวิ่งตรงไปที่นั่นทันที “คุณพยาบาลค่ะ คุณชัยวัฒน์เป็นอะไรคะ” “อ๋อ ไม่มีอะไรค่ะ คนไข้มีอาการช็อค แต่ตอนนี้ปกติแล้วค่ะ” แล้วพยาบาลก็รีบเดินไปที่เคาน์เตอร์ของเธอ ส่วนเอราวรรณก็รีบเข้าไปในห้อง
ตอนนั้นชัยวัฒน์หลับไปแล้ว ขณะที่ชัยวัฒน์หลับ เค้าก็ฝันถึงสมัยเมื่อครั้งที่เค้าอยู่ในช่วงมัธยมต้น
ณ โรงเรียนเดียวกันนั้น เสียงสัญญาณเวลาพักเที่ยงดังขึ้น ชัยวัฒน์ กำลังไปกินข้าวกับเพื่อนที่โรงอาหาร เอราวรรณ ในฐานะหัวหน้าชั้นห้องประถมศึกษาห้องหนึ่ง เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่ยกการบ้านของเพื่อนทั้งชั้นไปส่งครู และขณะเดินผ่านมาทางโรงอาหาร เธอก็ถูกเด็กชั้นเดียวกับชัยวัฒน์ดึงผมเปียของเอราวรรณเล่น ชัยวัฒน์นั้นไม่รู้ว่าบังเอิญมองอยู่หรือว่ายังไง เค้ารีบวิ่งเข้าไปทันที “เฮ้ย นายหยุด” เค้ามองไปที่เด็กคนนั้น “ทำไมวะ” เด็กคนนั้นตอบ “ครูสอนไว้ไม่ใช่เหรอ ผู้ชายควรเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อกี้ทำอะไร” ชัยวัฒน์ตอบ “เอ่อ โทษ มันเผลอ ขอโทษนะน้อง” “ไม่เป็นไรค่ะ” เอราวรรณยิ้มแต่ก็ไม่กล้ามองมาที่ชัยวัฒน์แล้วก็รีบเดินไปส่งการบ้านของเพื่อนในชั้นให้คุณครู ในความฝันชัยวัฒน์พูดขึ้น “ผมจำตอนคุณอยู่อนุบาลไม่ได้จริง ๆ ขอโทษด้วยนะ เรื่องที่ผมจำได้ว่าเป็นความรักครั้งแรกของผมก็คือครั้งนี้” แล้วชัยวัฒน์ก็ไม่ฝันอะไรอีก
วันสุดท้ายของชัยวัฒน์ ในห้องผู้ป่วย อาการของชัยวัฒนทรุดลงอย่างมาก พอเอราวรรณเห็นชัยวัฒน์แล้วเธอก็มีน้ำตาไหลออกมาเหมือนทุกครั้งทีผ่านมา แล้วชัยวัฒน์ก็พูด “คุณยังจำเด็กสองคนได้มั้ย” เอราวรรณพยักหน้าที่มีน้ำตาอยู่ในตาของเธอ “ได้ค่ะ ถึงจะซนแต่ก็น่ารักทั้งสองคน” เธอพูดแบบสั่นเครือ “ที่ผมบอกว่าบ้านเล่นระดับก็จริง แต่ส่วนที่ต่างระดับผมทำเป็นสโลปทั้งหมด ผมคิดเผื่อเด็กสองคน กับคนชราสองคน ไว้แล้ว เอ” เอ รู้สึกอยากจะร้องไห้ให้มันดัง ๆ ในตอนนั้น แต่ก็ต้องพูดต่อ “ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำก็ได้ค่ะ เรายังมีเวลา แล้วเราจะได้บ้านในฝันของเรา” “แต่ตอนนี้ผมคงไม่ไหวแล้ว เอ ผมรอมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ชัยวัฒน์พูดขึ้นขณะที่เอราวรรณจับมือของเค้าไว้ “ทำไมคุณพูดอย่างนี้ เอ ยังต้องมีคุณนะ คุณเคยบอกว่าคุณจะทำทุกอย่างไง” เอราวรรณพูดทั้งน้ำตา “เอ ผมรักคุณ” ชัยวัฒน์พูดด้วยอาการเกร็งอย่างสุดชีวิต “เอ รักคุณ ๆ ๆ ๆ ..” แล้วเครื่องวัดสัญญาณชีพจรก็ส่งสัญญาณเตือน พยาบาลก็กรูกันเข้ามาในห้องของชัยวัฒน์ แต่เอราวรรณนั้น เธอได้นั่งลงตรงโซฟาของญาติแล้วก็ร้องไห้ไม่หยุด แต่เธอก็ได้ยินเสียงแว่วเข้ามาในหู เป็นเสียงของหมอพูดกับพยาบาล “เค้าสู้สุดชีวิตอยู่ครับ” แล้วเอราวรรณก็พูดขึ้นในใจ “สุดหัวใจ”
หลังจากงานฌาปนกิจแล้ว เอราวรรณก็ต้องเริ่มทำงานที่ชัยวัฒน์ทิ้งไว้ให้ในฐานะคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย กิจวัตรประจำวันของเธอมันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ วัน แต่ชัยวัฒน์ยังไม่เคยหายไปจากความรู้สึกของเธอ เหมือนกับที่พิมลมีความรู้สึกนั้นกับชาติชาย
หลายปีต่อไป ที่บ้านของเอราวรรณ “เจ้าหญิงน้อย กำลังอยู่บนปราสาทที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เจ้าหญิงน้อยไม่เคยรู้ว่า ข้างนอกปราสาทนั้นมีความโหดร้ายเพียงใด เจ้าหญิงน้อยมีแต่ความสุขกับความรักอยู่ในปราสาทนั้น ทุกวันเจ้าหญิงน้อยชอบขึ้นไปบนหอคอยของปราสาท และมองไปรอบ ๆ ภายนอกปราสาท เจ้าหญิงน้อยก็ไม่เห็นความโหดร้ายอย่างที่ทุกคนบอก เจ้าหญิงน้อยจึงอยากจะออกไปดูให้เห็นกับตา แล้ววันหนึ่งเจ้าหญิงน้อยก็แอบออกมาจากปราสาท และกำลังเดินข้ามประตูเมืองออกไป
ทหารคนที่หนึ่งเห็นจึงบอกเจ้าหญิงน้อย เจ้าหญิงน้อยอย่าออกไป เจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาเข้ามาในประตูเมือง แล้วเจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาข้ามประตูอีก
ทหารคนที่สองเห็นจึงบอกเจ้าหญิงน้อย เจ้าหญิงน้อยอย่าออกไป เจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาเข้ามาในประตูเมือง แล้วเจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาข้ามประตูอีก
...
ทหารคนที่...เห็นจึงบอกเจ้าหญิงน้อย เจ้าหญิงน้อยอย่าออกไป เจ้าหญิงน้อยก็ก้าวขาเข้ามาในประตูเมือง”
เอราวรรณมองเด็กหญิงบี ลูกสาวตัวน้อยของเธอซึ่งนอนหลับตาพริ้มในผ้าห่ม แล้วเธอก็นอนลงข้าง ๆ สาวน้อย
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ