เรื่อง [นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา
ตอนที่ 131 ออกโรงปกป้องน้องสาว หาใช่เป็นการอวดเบ่งไม่
ครืน!
ภายในสุสานโบราณอันมืดสลัว ร่างไร้วิญญาณที่เก่าแก่และแหลกสลายลอยคว้างขึ้นลงราวกับเพิ่งตื่นจากการหลับใหลนานนับกาล
ปรากฏภาพของเหล่าวิญญาณที่กำลังดูดกลืนแก่นสารแห่งสุริยันและจันทรา บรรยากาศที่ปรากฏนั้นชวนให้ขนลุกชูชัน หากมีผู้ใดมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ในยามนี้ ก็คงต้องตื่นตระหนกจนวิญญาณแทบจะหลุดจากร่าง
สายแสงสีเขียวมรกตหลั่งไหลลงมาจากอากาศเบื้องบน คล้ายกับสายน้ำตกแห่งพลังแปลกประหลาด ไหลลงสู่ขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารที่ลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
มันดูดซับแสงนั้นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอักขระสีดำสนิท แล้วหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของบุรุษหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องล่าง
เส้นผมปลิวสยาย เสื้อคลุมขยับไหว ร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยแสงเรืองรองที่เจิดจรัส ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของเขาเผยผิวพรรณที่โปร่งใสแวววาวราวกับหยกสวรรค์ ขับเน้นให้บรรยากาศโดยรอบยิ่งดูแปลกประหลาดยิ่ง อีกยังแฝงไว้ด้วยความมืดมนและน่าเกรงขาม
เบื้องหลังของเขาปรากฏวังวนขนาดใหญ่ ทอประกายแสงล้ำลึกอันยากจะหยั่งถึง ภายในแต่ละช่องว่างคล้ายกับมีเงาของเหล่าทวยเทพและมารกำลังสวดขับขานเสียงแห่งมหาพิภพก้องกังวานออกมา
ครืน!
กลิ่นอายของเขาทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ พลังที่สั่งสมถูกหลอมรวมและถักทอเข้าสู่ร่างกายทีละส่วน ในความว่างเปล่าของมิติมีดอกไม้ประหลาดสีสันจัดจ้านผลิบาน แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ผสานกับความชั่วร้ายประหนึ่งความงดงามอันวิปริต เมื่อดอกไม้เหล่านั้นเบ่งบาน พลังวิญญาณอันเข้มข้นก็หลั่งไหลออกมา บุรุษหนุ่มสูดกลืนพลังนั้นเข้าไปจนหมดสิ้น
ในห้วงสมุทรจิตของเขา จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้าก็ค่อยๆ เจิดจรัสขึ้น มันถูกหล่อหลอมจนแน่นหนาและคงทนดุจโลหะสวรรค์ที่ผ่านการขัดเกลามานับครั้งมิถ้วน
ท้ายที่สุด กลิ่นอายอันน่าสะพรึงก็สงบลง ร่างของบุรุษหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างสงบนิ่ง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับล้ำลึกและส่องประกายแวววาว ส่วนซากศพโบราณทั้งหลายที่ลอยคว้างอยู่ก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ ร่วงหล่นลงกับพื้น มันแห้งเหี่ยว ไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ หลงเหลือไว้
น่าเสียดายนัก ตอนแรกเขาคิดว่าพลังงานที่เขาจะได้รับมานั้นจะมากเพียงพอที่จะก้าวข้ามสู่ระดับราชันเทวะ ทว่าเมื่อสำรวจดูให้ถี่ถ้วนแล้วเขาก็พบว่า ศพส่วนใหญ่เหล่านี้ต่างเป็นศพของเหล่าผู้ถูกสังหารในสงคราม ความศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่ในร่างจึงได้ถูกทำลายไปจนแทบมิเหลือสิ่งใดให้หลอมรวมได้อีก
“ดูท่าว่าข้าจะประเมินแก่นพลังของซากศพเหล่านี้สูงเกินไปนัก แม้จะมีถึงสองร่างที่เป็นซากศพระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด ทว่าเห็นได้ชัดว่าพวกมันล้วนแล้วแต่สิ้นชีพในศึกครั้งใหญ่ พลังที่หลงเหลืออยู่จึงย่อมสูญสลายไปมากแล้ว ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก...”
กู้ฉางเกอเพียงส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เขามิได้รีบร้อนที่จะออกไปจากที่แห่งนี้แต่อย่างใด
พื้นที่แห่งนี้เป็นเพียงแค่หมู่บ้านเล็กๆ ของเหล่าชนพื้นเมืองในขอบเขตมิกี่พันลี้เท่านั้น เมื่อเทียบกับขนาดอันกว้างใหญ่ไพศาลของแผ่นดินเซียนโบราณแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่จุดเล็กๆ บนแผนที่เท่านั้นเอง
กู้ฉางเกอหาได้กังวลว่าเรื่องนี้จะโยงมาถึงตัวตนของเขาไม่ เพราะผู้ใดกันเล่าจะคาดคิดว่าหลุมฝังศพของบรรพชนจะถูกคนมาขุดคุ้ยในเวลาเช่นนี้ ถึงแม้จะมีผู้ใดสักคนพบเห็น ทว่าจะมีหลักฐานอันใดที่จะยืนยันได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นเมื่อใดกันเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น ในพื้นที่แห่งนี้ยังมีเหล่าผู้เยาว์จากหลากหลายตระกูลที่เดินทางมาด้วยเหตุผลต่างๆ มิใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น
ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเขา หาใช่สุสานเล็กๆ เหล่านี้ไม่ หากแต่เป็นสุสานหลวงที่อาจจะซ่อนเร้นร่างของเซียนที่ล่วงลับไปแล้วต่างหาก
สุสานเล็กๆ แห่งนี้ก็เป็นเพียงสถานที่ฝึกปรือฝีมือเท่านั้น เขาจะสะสมประสบการณ์ไว้เพื่อขุดหลุมฝังศพบรรพชนโดยเฉพาะ หากถึงเวลาที่ความจริงถูกเปิดโปง กู้ฉางเกอก็ได้วางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าจะโยนความผิดทั้งหมดนี้ให้แก่เย่หลิง
ผู้ใดใช้ให้เจ้านั่นดันหนีมาในดินแดนเซียนโบราณกันเล่า
แม้ผู้คนรอบข้างเย่หลิงจะพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ทว่าสุดท้ายจะไปมีประโยชน์อันใด ในสายตาของผู้คนทั่วไป พวกเขาล้วนมองว่าทุกสิ่งนั้นเป็นฝีมือของผู้สืบทอดวิชามารต้องห้าม และเย่หลิงก็บังเอิญป้วนเปี้ยนอยู่ในที่แห่งนี้อย่างพอดิบพอดี
ถึงตอนนั้น แม้แต่ผู้คนที่รู้จักเย่หลิง ก็ยังอาจสงสัยว่าเขามีพรรคพวกซ่อนอยู่
"เย่หลิง เจ้าคงมิอยากแบกตราบาปนี้ไปหรอกกระมัง" กู้ฉางเกอแสยะยิ้ม ในแววตาเจือความเย้ยหยันที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน
จากนั้นเขาก็เดินหลบเลี่ยงค่ายกลต่างๆ รอบสุสาน ก่อนจะจัดการร่างของสองซากศพว่าที่มหายุทธ์สูงสุดที่ยืนเฝ้าทางเข้า พลังที่เหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิด ก็ยังมีค่าพอที่จะเก็บเกี่ยวได้
ในที่สุด ร่างของกู้ฉางเกอก็เลือนหายไปในห้วงอากาศอย่างไร้ร่องรอย เขาหลบเลี่ยงค่ายกลระหว่างทางอย่างคล่องแคล่ว ไร้ซึ่งผู้ใดจับสัมผัสได้
มินานนัก ที่เนินเขานอกเขตนครร้างแห่งนี้ ร่างของกู้ฉางเกอก็พลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง ราวกับมิเคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน…
“นายท่าน”
เหล่าผู้ติดตามที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดปรากฏกายขึ้นอย่างพร้อมเพรียง และคุกเข่าคารวะอย่างนอบน้อม
“ช่วงนี้มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่” เสียงของกู้ฉางเกอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม ขณะเดียวกันร่างของเขาก็กลายเป็นแสงสีรุ้ง พุ่งออกจากที่แห่งนี้ไป
ในใจเขาครุ่นคิด หากคาดการณ์มิผิด กู้เซียนเอ๋อร์ในช่วงนี้ก็คงจะพบเจอกับปัญหามิน้อย จากการก่อเรื่องกับวังสมุทร มหาอำนาจใหญ่ที่แผ่ขยายอำนาจครอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ เมื่อมองไปทั่วทั้งแผ่นดินนี้แล้ว นอกจากเยวี่ยหมิงคงแล้ว ก็คงมิมีผู้ใดที่คิดจะช่วยเหลือนาง
เมื่อคำนวณจากระยะเวลาโดยประมาณ…
ในฐานะพี่ชายผู้ห่วงใยนาง ยามนี้คงจะถึงเวลาที่เขาต้องปรากฏกายออกโรงเสียที จริงอยู่ที่แม้เขาจะมาเยือนดินแดนเซียนโบราณได้สักพักใหญ่ ทว่ายังมิมีโอกาสได้แสดงตนให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของเขาเสียที
ทว่าสิ่งนี้หาใช่เรียกว่าเป็นการอวดเบ่งไม่ นี่มิใช่เรื่องธรรมดาของพี่ชายผู้เมตตาที่คิดจะออกโรงปกป้องน้องสาวจากพวกอันธพาลหรือไร
อีกทั้งยังถือเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะใช้เหตุการณ์นี้ตักเตือนเหล่าคนรุ่นเยาว์ ที่บังอาจคิดว่าเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา
“ขอรายงานนายท่าน...”
เสียงของหนึ่งในผู้ติดตามดังขึ้นอีกครั้ง เขาเร่งก้าวเท้าให้ทันร่างของกู้ฉางเกอ สีหน้าปรากฏแวววิตก ทว่ายังคงระมัดระวังคำกล่าว
“ในช่วงเวลานี้ หลายพื้นที่ได้เกิดการต่อสู้รุนแรงขึ้น เหล่าศาสตราเทพและสมบัติวิเศษได้ปรากฏออกมา ก่อให้เกิดศึกแย่งชิงระหว่างสิ่งมีชีวิตพื้นถิ่นและเหล่าทายาทสืบทอดจากภายนอก…
นอกจากนี้ คุณหนูเซียนเอ๋อร์ก็กำลังถูกไล่ล่าจากองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทร เหล่าผู้สืบทอดรุ่นเยาว์มากมายได้เข้าร่วมการไล่ล่าในครั้งนี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะมิค่อยสู้ดีนัก”
“ขณะนี้ พวกเขาได้วางมหาค่ายกลอันยิ่งใหญ่ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบนับหมื่นลี้ นางคงยากจะหลบหนีไปได้”
หลังจากรายงานจบลง ร่างของผู้ติดตามก็ก้าวถอยกลับไปอย่างเงียบงัน ทว่าดวงตากลับแอบสังเกตปฏิกิริยาของผู้เป็นนายอย่างซ่อนเร้น
แม้แต่พวกเขาเองก็รู้ดีว่า กู้ฉางเกอแม้จะวางท่าทีเย็นชา มิแยแสต่อกู้เซียนเอ๋อร์ ทว่าข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับนาง กลับมิมีสิ่งใดที่เล็ดรอดหูตาของเขาไปได้เลย
แม้ว่าใบหน้าของกู้ฉางเกอจะยังคงสงบนิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น ทว่าลึกลงไปในดวงตานั้น กลับมีบางอย่างที่ยากจะคาดเดาได้…
“ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตแม้จะเต็มไปด้วยวาสนา ทว่าความสามารถในการก่อศัตรูก็ใช่ย่อยเลยทีเดียว”
“ทว่า...ครั้งนี้กลับทำให้ข้าประหลาดใจมิน้อย ที่วังสมุทรถึงกับลงมือวางค่ายกลแห่งเผ่าห้วงสมุทร อีกทั้งยังส่งยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์หลายคนมาล่าตัวด้วย”
“ด้วยพลังของนางในยามนี้ หากจะให้ต่อกรกับศัตรูสองคนก็ยังพอไหว ทว่าหากมากกว่านั้น เกรงว่าคงจะรับมือได้อย่างยากลำบากมิน้อย”
“แม้จะนับว่าเป็นการทดสอบที่เหมาะสมสำหรับนาง ทว่าด้วยนิสัยหัวรั้นของเจ้าเด็กโง่นั่นแล้ว เกรงว่าหากยังมิถึงยามคับขัน นางก็คงมิยอมงัดไพ่ตายออกมาใช้เป็นแน่”
“ช่างโง่เขลายิ่งนัก ไหนเลยจะมีผู้ใดที่ปล่อยให้ตนเองต้องถูกกลั่นแกล้งทั้งที่มีอาวุธวิเศษอยู่ในมือแต่กลับมิใช้ให้เป็นประโยชน์เช่นนาง”
“ส่วนองค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรนั่น… คนอย่างข้ามีแต่จะข่มเหงรังแกผู้อื่น ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ากล้าหยามเกียรติกันถึงเพียงนี้กัน”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของกู้ฉางเกอก็หรี่ลงเล็กน้อย แววตาคมปลาบราวกับใบมีดเย็นเยียบ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มบางที่ชวนให้ผู้คนอ่านมิออก
พลันนั้น มิติรอบกายเขาก็บิดเบือนเลือนรางลง ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ท้ายที่สุดแล้ว กู้เซียนเอ๋อร์ก็เป็นของเล่นที่เขาไว้ใช้ระบายอารมณ์ จะมีสิทธิ์อันใดให้ผู้อื่นมาข่มเหงได้ถึงเพียงนี้
องค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรน่ะหรือ คิดว่าตนเองเป็นผู้ใดกัน
…
ในขณะเดียวกัน ภายในเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ สายฟ้าฟาดกระจาย กึกก้องดุจเสียงแห่งยุคบรรพกาลเมื่อเคาะตีกลองศึกกลางหุบเขา
ร่างของกู้เซียนเอ๋อร์ยืนอยู่เบื้องหน้าภูผา สายลมพลิ้วพัดให้อาภรณ์ของนางปลิวไหว ดวงหน้าหยาดเย็นจ้องมองไปยังเบื้องหน้าอย่างไร้อารมณ์
"เพื่อจะตามล่าข้า เจ้ายอมลำบากถึงเพียงนี้เลยหรือ"
นางกล่าวอย่างเฉยชา น้ำเสียงสงบนิ่งดุจสายน้ำไร้คลื่น
แม้จะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง ทว่าลมหายใจของนางก็กลับเริ่มสงบลงแล้ว ขณะเดียวกันแววตาของนางก็ฉายแววคมกล้าอย่างเยือกเย็น
รอบข้างนางถูกล้อมไปด้วยเงาของเหล่าสัตว์อสูรแห่งเผ่าห้วงสมุทร แม้กระทั่งบรรดาผู้สูงศักดิ์รุ่นเยาว์ก็ปรากฏตัวอยู่มิน้อย พลังของแต่ละคนล้วนอยู่ในระดับจอมราชันขั้นต้นหรือขั้นกลาง พลังพลุ่งพล่านดัง-่าฝนที่พัดโหมกระหน่ำ
หากเผชิญหน้าเพียงลำพังกับพวกเขา กู้เซียนเอ๋อร์ก็หาได้หวั่นเกรงไม่ นางยังมีความมั่นใจว่าจะโค่นพวกมันลงได้เสียด้วยซ้ำ
ทว่าหากรวมถึงการมาเยือนขององค์หญิงเจ็ดแห่งวังสมุทรด้วยแล้ว การศึกครั้งนี้ย่อมมิอาจประมาทได้เลย นางย่อมไร้โอกาสชนะได้โดยสิ้นเชิง
พลังของนางในยามนี้ยังหยุดอยู่ที่ขั้นกลางแห่งระดับเจ้าครองแคว้น
แม้นางจะเชี่ยวชาญการข้ามขอบเขตระดับพลังการต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตน ทว่าหากต้องปะทะกับยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้เลิศล้ำแล้ว ความต่างชั้นก็ย่อมมิใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป
หากได้ชื่อว่าเป็นยอดอัจฉริยะนั้น นอกจากพรสวรรค์อันล้ำเลิศแล้ว พวกมันยังครอบครองพลังวิชาอันร้ายกาจที่ลึกล้ำเกินจะหยั่งถึง
กู้เซียนเอ๋อร์ยังคงมีไพ่ตายอยู่หลายประการ
ทว่าไพ่ตายเหล่านั้น นางตั้งใจจะเก็บเอาไว้เผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ หรือใช้เมื่อยามชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ เท่านั้น
ในยามนี้ แม้สถานการณ์จะดูราวกับว่าความตายเข้าใกล้เพียงแค่ปลายจมูก ทว่านางก็ยังมองเห็นความหวังอันเลือนรางรำไรอยู่เบื้องหน้า
"อย่ามัวพล่ามให้มากความไปเลย สังหารคนย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต!"
เสียงตะโกนก้องดังลั่นของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มีเรือนผมสีทองอร่าม เขาพุ่งเข้าจู่โจมอย่างมิรีรอ ร่างกายเผยความโอฬารดุจสัตว์เทพในตำนาน แท้จริงแล้วร่างจริงของเขาคือปลาทองคำโบราณผู้ทรงพลัง สันหลังปรากฏเค้าลางแห่งกระดูกมังกรอันล้ำค่า
ร่างกายดุจถูกหลอมขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ เกล็ดปลาที่เรียงตัวเป็นระเบียบ สะท้อนแสงสีทองแพรวพราวราวกับอาภรณ์แห่งเทพเจ้า เขายกมือขึ้นพร้อมซัดกระบวนท่าที่เต็มไปด้วยอักขระพร่างพราวราวกับสายฝนแห่งแสง พุ่งทะยานออกไปในทิศทางเบื้องหน้า พลังนั้นทรงอานุภาพจนทำให้แม้แต่ดวงดารายังสั่นคลอนราวกับจะถูกฉุดร่วงลงมาจากฟากฟ้า
ตูม!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ภูผาทั้งลูกถึงกับแหลกสลายกลายเป็นธุลีในพริบตา พืชพันธุ์โบราณและสรรพชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างไร้ปรานี ความยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงของการโจมตีครั้งนี้ ทำให้เหล่าผู้ที่อยู่ในวัยเยาว์ทั้งหลายถึงกับเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที
"แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ..."
แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่า หากต้องเผชิญหน้ากับบุรุษผู้นี้ในระดับเดียวกัน พวกเขาแทบจะมิมีทางยืนหยัดต้านทานได้เลย เพราะนี่คือพลังของยอดคนรุ่นเยาว์ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ที่มีเพียงยอดฝีมือในวัยเดียวกันเท่านั้นจึงจะสามารถทัดเทียมได้
อีกฟากหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่งพลันพุ่งเข้าร่วมสมรภูมิ นางเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์อีกผู้หนึ่งจากตระกูลวารีมังกรอันสูงศักดิ์ ร่างกายเผยลักษณะพิเศษอันบ่งบอกถึงสายโลหิตโบราณ แขนเรียวงามปรากฏพังผืดใสดุจแพรบาง ดวงหน้านั้นงดงามหมดจดเกินมนุษย์ ทั้งยังมีเกล็ดปลาสีมรกตละเอียดละออปกคลุมบางส่วนของผิวกาย
เสียงร้องกังวานอันแหลมคมของนางพลันแผ่กระจายออกไป มันแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงอันพิสดาร ราวกับแสงหลากสีที่ทอประกายระยิบระยับในอากาศ แสงเหล่านี้พุ่งผ่านความว่างเปล่า พลังอันน่าสะพรึงกลัวสามารถฉีกเมฆาหมื่นลี้ พังทลายศิลาอันแข็งแกร่ง และแม้แต่วิญญาณก็ยังสามารถถูกทำลายลงได้
"คนมากมายทว่าไร้ความสามารถ คิดจะรุมโจมตีข้า ทว่าก็ทำได้เพียงเท่านี้เองหรือ"
แววตาของกู้เซียนเอ๋อร์กวาดมองผู้คนเบื้องหน้าด้วยความเย็นชา แม้จะถูกล้อมโจมตีจากทุกทิศทาง ทว่าท่าทางของนางยังคงสงบนิ่ง ล้ำลึกด้วยความเย่อหยิ่งอันมิยอมก้มหัวให้แก่ผู้ใด
หากมิใช่เพราะพลังบำเพ็ญเพียรยังมิถึงขั้น นางมั่นใจว่าเพียงแค่พลิกฝ่ามือเดียวก็สามารถสะกดพวกคนรุ่นเยาว์ที่เรียกตนเองว่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ให้ราบคาบลงได้แล้ว หรือมิฉะนั้น… ในขอบเขตพลังเดียวกัน ผู้ที่สามารถต่อกรกับนางได้ก็คงมีเพียงกู้ฉางเกอเท่านั้น
ความมั่นใจของนางมิใช่การหลงตน ทว่าเป็นการตระหนักถึงพลังของตนเองอย่างชัดเจน
สิ้นคำกล่าว
ครืน!
ทั่วร่างของกู้เซียนเอ๋อร์พลันเปล่งแสงห้าสีอันเจิดจ้า สว่างไสวราวกับปาฏิหาริย์ โดยเฉพาะกระดูกเซียนแห่งการเกิดใหม่ซึ่งแฝงอยู่ภายใน พลันเปล่งประกายแห่งเซียนออกมาอย่างแรงกล้า
แสงแห่งเซียนสาดส่องพร่างพราว คล้ายมีร่างของเซียนแท้ผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในนั้น เผยให้เห็นถึงการตื่นจากการหลับใหล ประหนึ่งพร้อมจะออกมาสยบทุกสิ่งบนโลกหล้า
ในห้วงเวลานั้น กู้เซียนเอ๋อร์เปี่ยมด้วยความสง่างามไร้ผู้ทัดเทียม นางยืนตระหง่านท่ามกลางห้วงอากาศ ร่ายนิ้วเรียวยาวส่งพลังทำลายล้างไปยังสองร่างเบื้องหน้า
พร้อมกันนั้น นางพลันสะบัดมือปลดปล่อยโซ่แสงศักดิ์สิทธิ์ออกมานับพันเส้น พุ่งกระหน่ำออกไปราวกับมวลสายฟ้าฟาด พลังแห่งวิชาล้ำลึกหลากแขนงถูกแปรเปลี่ยนเป็นมหาเทพวิถี ซัดกระหน่ำทุกสิ่งเบื้องหน้าให้แหลกสลาย
กู้เซียนเอ๋อร์ผู้เป็นศิษย์คนสำคัญที่เหล่าผู้อาวุโสแห่งหมู่บ้านท้อโบราณดูแลสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสใหญ่แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์คอยชี้แนะ เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรของนางย่อมมิใช่ธรรมดาสามัญ พลังยุทธ์ของนางจะอ่อนด้อยได้อย่างไร
ครู่หนึ่ง ราวกับเสียงระฆังแห่งเซียนดังกังวานขึ้นกลางอากาศ ระลอกคลื่นเสียงอันทรงพลังแผ่ซ่านออกไปเป็นวงกว้าง ประหนึ่งพลุแสงอันเจิดจ้า สะท้อนให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัว
บนกลางหน้าผากของนางปรากฏแสงแห่งพลังจิตวิญญาณทอประกายขึ้น พร้อมด้วยภาพมายาแห่งต้นท้อศักดิ์สิทธิ์ผลิบานกลางมหาสมุทรจิต ส่องแสงเรืองรอง โปรยปรายด้วยกลีบแสงราวสายฝน อันเป็นวิชาญาณเทพที่ไร้เทียมทาน แข็งแกร่งดุจผ่านการขัดเกลามาเนิ่นนานนับกาล
พลังทำลายล้างอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ได้สยบวิชาของหญิงสาวแห่งเผ่าห้วงสมุทรที่พุ่งเข้าใส่ กลายเป็นหมอกควันสลายหายไปในทันที
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??