เรื่อง [นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา
ตอนที่ 165 ไพ่ตายที่สามารถหยิบมาใช้ได้ทุกเมื่อ การฝึกฝนที่พี่ชายมอบให้แก่เจ้า
สำหรับการตัดสินใจของกู้เซียนเอ๋อร์นั้น กู้ฉางเกอมิได้แสดงความแปลกใจแม้แต่เพียงเสี้ยวเดียว
ในบรรดาสรรพสิ่งทั่วหล้า ผู้ใดเล่าจะหลีกพ้นกฎแห่งการเย้ายวนที่มิอาจปฏิเสธได้
ยิ่งไปกว่านั้น ความยากแค้นของกู้เซียนเอ๋อร์นั้นเขาย่อมตระหนักดีอยู่แล้ว
ก่อนจะลงมือกับกู้เซียนเอ๋อร์ กู้ฉางเกอก็ได้เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างรอบคอบ
แม้กระทั่งข้อมูลที่เกี่ยวโยงถึงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านท้อโบราณซึ่งเป็นกำลังหนุนหลังของนาง เขาก็ได้สืบค้นจนรู้แจ้งเสียสิ้น
ดังนั้นเขาจึงได้เข้าใจถึงอุปนิสัยที่หลงใหลในทรัพย์สมบัติของนางอย่างถ่องแท้
กู้ฉางเกอจึงได้กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นออกมา เพื่อให้การแสดงในครั้งนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
บุคลิกที่เขาแสดงออกมาต่อหน้ากู้เซียนเอ๋อร์นั้น ย่อมมิอาจพังทลายลงได้อย่างง่ายดาย
ส่วนอาวุธเทพทั้งสิบชิ้นนั้น ก็ถือว่าเป็นการชดเชยอันเล็กน้อยที่เขามอบให้แก่นาง
ท้ายที่สุดแล้ว กู้ฉางเกอก็หาใช่ผู้ที่เย็นชาไร้ซึ่งความรู้สึกอย่างสิ้นเชิงไม่
น้ำใจอันเล็กน้อยของกู้เซียนเอ๋อร์นี้ เขาย่อมตระหนักรู้ได้ดี
ทว่าเขายังมีแผนการที่รอคอยอยู่ และย่อมมิอาจปล่อยให้กู้เซียนเอ๋อร์หลุดมือไปได้โดยง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของกู้ฉางเกอ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป กู้เซียนเอ๋อร์นั้นคงจะยิ่งมั่นใจอย่างหนักแน่นขึ้นว่า การช่วงชิงกระดูกในครั้งนั้นต้องมีความลับอันใดบางอย่างที่มิอาจเปิดเผยได้ซ่อนอยู่
นางย่อมมิอาจหักห้ามใจจากการค้นหาความจริง
ในขณะเดียวกัน กู้ฉางเกอก็ยังสามารถใช้โอกาสนั้นสานแผนการของเขาต่อไปได้อีก
เพราะในเวลานี้ ระดับความไว้วางใจของกู้เซียนเอ๋อร์ที่มีต่อตัวเขายังมิถึงจุดที่เขาต้องการ
“เรื่องนี้จะต้องน่าสนุกกว่านี้เสียก่อนจึงจะดี”
สายตาอันเย็นเยียบนั้นหรี่ลงเล็กน้อย เขาจ้องมองกู้เซียนเอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยให้นางเลือกอาวุธเทพสิบชิ้นนั้นด้วยตนเอง
กู้เซียนเอ๋อร์ในเวลานี้มิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวอันใด
การที่ได้เห็นกู้ฉางเกอเสียทรัพย์หนักถึงเพียงนี้
นางย่อมมิปล่อยโอกาสอันล้ำค่านี้ให้หลุดลอยไป
"มาแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียมกันเถิด โอสถเทพรักษาบาดแผลของข้านั้นหาใช่สิ่งธรรมดาสามัญไม่ กว่าจะได้มันมาครอบครองนั้นมิใช่เรื่องง่าย" กู้เซียนเอ๋อร์กล่าว
ถ้อยคำนั้นคล้ายจะเป็นการกล่าวคำอธิบายต่อกู้ฉางเกอ ทว่าก็ราวกับเป็นการปลอบโยนตนเองอยู่เช่นกัน
กู้ฉางเกอนั่งตัวตรงอยู่บนบัลลังก์สูงสุด อาภรณ์คลุมของเขาปลิวไหวแม้ไร้ซึ่งสายลม สายตาอันนิ่งสงบจับจ้องนางโดยมิกล่าวสิ่งใด
วาบ!
แสงจากคลังสมบัติแห่งอาวุธเทพพลันเจิดจ้าราวกับประตูคลังทรัพย์ได้เปิดออก ส่องสว่างจนแทบจะทำให้ผู้จ้องมองต้องหลับตาหนี
ทันใดนั้น วิหคสีแดงบนบ่าของกู้เซียนเอ๋อร์ก็เริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
ราวกับกำลังบอกกล่าวบางสิ่ง
ใบหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์พลันปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อยคล้ายแววประหลาดใจ
ก่อนที่คิ้วเรียวงามของนางจะยกสูงขึ้นเผยให้เห็นถึงความภาคภาคภูมิใจอย่างมีเลศนัย นางปรายตามองกู้ฉางเกอ คล้ายกับกำลังจะบอกเขาว่า "ครั้งนี้เจ้าคงต้องยอมเสียเปรียบแล้วละ"
"เจ้ายังพูดภาษาวิหคได้อีกด้วยหรือ"
กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะทอดสายตามองประเมินไปยังวิหคแดงบนบ่านั้น เขารับรู้ได้ถึงพรสวรรค์ในการค้นหาสมบัติของมัน
ทว่าเมื่อมันเป็นสัตว์เลี้ยงของกู้เซียนเอ๋อร์แล้ว เขาจึงมิได้มีความคิดที่จะครอบครอง
ในชั่วขณะนั้นเอง วิหคสีแดงตัวน้อยพลันรู้สึกถึงแรงกดดันอันลึกล้ำที่แทรกซึมถึงจิตวิญญาณ คล้ายกับมีบางสิ่งกำลังจับจ้องมันอยู่
ความรู้สึกนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าก็ทำให้มันตัวสั่นสะท้านและเผลอหันไปมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาหวาดหวั่น
เมื่อได้ฟังคำของกู้ฉางเกอ กู้เซียนเอ๋อร์ก็ถึงกับเบ้ปาก รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นในทันใด
"เป็นเจ้าต่างหากที่สามารถพูดภาษาวิหคได้!" นางจ้องมองเขาด้วยความมิพอใจ
วิธีการสื่อสารระหว่างนางกับเจ้าวิหคแดงตัวนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้นางค้นพบสมบัติมานับมิถ้วนในช่วงเวลาที่ผ่านมา
กู้ฉางเกอผู้มีใบหน้าไร้สีโลหิตเผยรอยยิ้มจางออกมา "ข้าว่าเจ้าวิหคแดงตัวนี้ดูท่าแล้วจะมิเลวเลยทีเดียว หรือเจ้าจะให้พี่ชายผู้นี้ยืมมันไปเลี้ยงดูสักสองสามวันเล่า"
เขาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเรียบสงบ มิเหลือร่องรอยของความผิดปกติใดๆ เมื่อครู่
กู้เซียนเอ๋อร์แอบค่อนแคะในใจ "จริงดังที่คิดไว้ คำพูดก่อนหน้านี้คงจะไปสะกิดบาดแผลของเขาเข้า
ท่าทางช่างแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนัก มิมีผู้ใดจะสามารถเทียบเทียมได้เลยจริงๆ
"มิมีทาง!" กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยตัดบทความคิดอันไร้สาระของกู้ฉางเกออย่างไร้ปรานี
วิหคแดงตัวนี้เป็นเพื่อนร่วมทางที่ติดตามนางมาตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านท้อโบราณ
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะเปรียบเทียบได้กับการเป็นสหายธรรมดา
หากกู้ฉางเกอคิดจะช่วงชิงมัน ก็ช่างเป็นความคิดที่ฝันเฟื่องยิ่งนัก
"รีบเลือกเสียเถิด ทำราวกับมิเคยพบเห็นโลกไปได้ เพียงแค่สิบชิ้นเท่านั้น จำเป็นจะต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
น้ำเสียงและท่าทีของกู้ฉางเกอเผยความหยิ่งยโส คล้ายกับเศรษฐีที่โปรยเงินออกไปโดยมิไยดี
กู้เซียนเอ๋อร์ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ก่อนจะปฏิญาณกับตนเองว่า สักวันหนึ่ง นางนั้นจะใช้ศาสตราวุธมากมายกว่านี้ฟาดลงบนหน้าเขาให้จงได้
ทว่าในเวลานี้ นางจะยอมสงบศึกก่อนชั่วคราว ด้วยเห็นว่าเขายังบาดเจ็บสาหัส
มิฉะนั้น เรื่องที่เขาข่มเหงนางในวันนี้จะมิจบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้แน่
มินานนัก ภายใต้คำแนะนำอันเจ้าเล่ห์ของวิหคแดง กู้เซียนเอ๋อร์ก็ได้เลือกศาสตราวุธสิบชิ้นจากคลังอาวุธเทพของกู้ฉางเกอ
สิ่งล้ำค่าในนั้นช่างมากมายเสียจนแม้นางจะเลือกชิ้นที่เหมาะสมที่สุด ก็ยังคงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่ออาวุธที่มิถูกเลือกนัก
หากมิใช่เพราะมิมีทางเอาชนะกู้ฉางเกอได้นั้น
นางก็คงจะใช้วิชาจู่โจมลอบสังหารปล้นชิงทุกสิ่งจากเขาไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ นางยังมองตนเองว่าเป็นเศรษฐีนีผู้มั่งคั่ง ทั้งอาวุธวิเศษ โอสถรักษาบาดแผล หรือคัมภีร์โบราณ นางก็ล้วนมีอย่างครบครันทั้งสิ้น
ทว่ายามเมื่อยืนอยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอในวันนี้แล้วนั้น นางก็กลับเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร
กู้ฉางเกอเองก็มิได้ทำให้นางผิดหวัง
เมื่อเห็นสายตาอาวรณ์ที่มองไปยังคลังอาวุธเทพนั้ึน เขาก็ปิดมันลงอย่างไร้เยื่อใย
"กู้ฉางเกอ อันที่จริงแล้วข้านั้นยังมีโอสถเทพรักษาบาดแผลอยู่อีกต้น ข้าว่าโอสถเพียงต้นเดียวนั้นอาจจะรักษาบาดแผลของเจ้าได้มิดีพอ..."
กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มิมีวี่แววของความเขินอายเลยแม้แต่น้อย
ท่าทีนั้นดูจริงจังราวกับกำลังใส่ใจในสุขภาพของเขาอย่างแท้จริง
หากผู้ใดมิรู้ความ ก็คงจะเข้าใจว่า นางเอ่ยขึ้นด้วยความปรารถนาดีต่อเขาอย่างแท้จริง
"กู้เซียนเอ๋อร์ ข้าว่าเจ้ากำลังคิดเพ้อฝันไปไกลเสียแล้ว" กู้ฉางเกอเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ ตัดบทคำพูดของนาง
กู้เซียนเอ๋อร์สมแล้วที่ได้รับการสั่งสอนจากเหล่าผู้เฒ่าประหลาดในหมู่บ้านท้อโบราณ
แม้นางจะดูเซ่อซ่าในยามปกติอยู่บ้าง ทว่าเมื่อถึงคราวสำคัญแล้วนั้น กลับชาญฉลาดและเจ้าเล่ห์เสียเกินกว่าผู้ใด
ปกติแล้ว การที่ผู้ใดจะทำนางเสียเปรียบได้นั้นก็แทบจะเป็นไปมิได้
เพียงรูปลักษณ์ที่ดูอ่อนโยนตรงหน้าก็เพียงพอที่จะหลอกลวงผู้คนได้มากมาย
"ข้าขอบอกเจ้าไว้เลยว่า เจ้าได้รับบาดเจ็บถึงแก่นแท้พลังต้นกำเนิด… เจ้าควรจะพักฟื้นให้ดี กินโอสถเทพให้มากเข้าไว้ก็ย่อมจะมิมีผิดพลาด นำอาวุธเทพห้าชิ้นมาแลกกับโอสถเทพหนึ่งต้นก็ได้ เห็นแก่ที่เจ้าบาดเจ็บอยู่ ข้าจะยอมเสียเปรียบให้"
กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาคู่งามจับจ้องมาที่กู้ฉางเกอราวกับนางกำลังตั้งใจช่วยเหลือเขา
นางมิมีแม้แต่ท่าทีสลดใจแม้จะถูกปฏิเสธกลับมา
เพราะเพียงแค่แลกโอสถเทพหนึ่งต้นกับอาวุธเทพสิบชิ้น นางก็มินับว่าขาดทุนเลยแม้แต่น้อย
"ในสายตาของพี่ พี่แนะนำให้เจ้าเลิกล้มความคิดอันเล็กน้อยพวกนี้เสีย หรือว่าเจ้าคิดว่าพี่จะมิสังหารเจ้าจริงๆ" กู้ฉางเกอเอ่ยพูดพลางเปลี่ยนหัวข้อไปอย่างมิแยแส
ถ้อยคำนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์ชะงักงันไปชั่วครู่
นางแทบจะลืมไปแล้วว่า กู้ฉางเกอนั้นคือศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ของนาง ไยนางจึงได้เริ่มเจรจาต่อรองกับเขาเช่นนี้ได้เล่า
ทว่ากู้เซียนเอ๋อร์กลับยังคงมิเชื่อว่ากู้ฉางเกอจะสังหารนางจริง
"กู้ฉางเกอ เจ้าบอกความจริงทั้งหมดนี้กับข้าได้หรือไม่" นางเอ่ยถามออกมา ในดวงตาเผยแววซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจ
"ความจริงใดกัน" กู้ฉางเกอเอ่ยถามกลับด้วยสีหน้าราวกับมิเข้าใจในสิ่งที่นางพูด
"ตอนนี้ทุกสิ่งมันก็ชัดเจนมากแล้ว..."
กู้เซียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น นางรู้สึกว่ากู้ฉางเกอกำลังแกล้งทำเป็นมิเข้าใจในคำพูดของนางอยู่
"พี่มิเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากำลังเอ่ย กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าเพียงแต่คิดมากไปเองแล้ว"
น้ำเสียงของกู้ฉางเกอเริ่มเย็นชา ความเงียบงันที่ตามมาเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขามิต้องการจะถกเถียงในหัวข้อนี้อีกต่อไป
"ทั้งที่ข้าควรจะสังหารเจ้า ทั้งที่ข้ามุ่งมั่นจะแก้แค้นเจ้าด้วยชีวิต แล้วไยเจ้าถึงยังมิสังหารข้าเล่า เหตุใดถึงต้องพยายามปกป้องข้า หรือแม้แต่พยายามแก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต"
กู้เซียนเอ๋อร์ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความร้อนรนเล็กน้อย
"กู้เซียนเอ๋อร์ อย่าได้คิดเข้าข้างตนเองจนเกินไป ที่พี่มิสังหารเจ้า ก็เพราะพี่เป็นผู้สืบทอดของตระกูลกู้ พี่จำต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์และผลกระทบต่อส่วนรวม"
"นอกจากนี้ เจ้าคิดว่าพี่นั้นมิอยากจะสังหารเจ้าหรือ หากมิใช่เพราะพี่รู้ดีว่าผู้แข็งแกร่งเบื้องหลังเจ้านั้นทำให้พี่หาทางสังหารเจ้ามิได้ เจ้าคิดว่าพี่จะปล่อยเจ้าไว้เช่นนี้หรือ"
เสียงหัวเราะอันเย็นชาของกู้ฉางเกอดังขึ้น ราวกับกำลังเย้ยหยันในความเขลาของนาง
ถ้อยคำของเขานั้นมีทั้งความจริงและความลวงผสมกัน บางส่วนนั้นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริง
ทว่าในเวลานี้ แม้เขาจะพูดถึงความจริงทั้งหมด แล้วกู้เซียนเอ๋อร์จะเชื่อเขาหรือไม่
กู้ฉางเกอจับจ้องมองปฏิกิริยาของนางด้วยความสนใจ
"กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้มาหลอกข้าเลย..."
เมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านั้น นางก็พลันเผยสีหน้าอันซีดเผือด
นางรู้ดีว่ากู้ฉางเกอย่อมจะมิมีวันยอมเอ่ยความจริง ทว่าก็กลับมิคาดคิดว่าเขาจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ซึ่งความปรานีถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม นางได้คาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เขานั้นอาจจะเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ มิเช่นนั้นก็คงยากที่จะทำใจยอมรับได้
"เรื่องนี้ ข้าจะสืบให้แจ่มแจ้งชัดเจน ความแค้นในครั้งนั้น ข้าย่อมจะมิมีวันลืม กู้ฉางเกอ เจ้าก็จงคอยดูวันนั้นเสียเถิด"
กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางก็ได้มาเยี่ยมเยียนเข้าจนเสร็จสิ้นแล้ว เช่นนั้นนางจึงหมุนกายเตรียมตัวจากไป
กู้ฉางเกอมองตามเงาร่างของนาง ดวงตาเผยประกายความสนใจขึ้นวูบหนึ่ง
ปฏิกิริยาของนางนั้นเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
"นายท่าน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..."
ทันใดนั้น เสียงรายงานอันเร่งด่วนดังขึ้นจากภายนอก
กู้เซียนเอ๋อร์ที่กำลังก้าวเดินจากไปก็หยุดชะงักฝีเท้าโดยมิรู้ตัว
แววตานางฉายแววสงสัยออกมา
เรื่องใหญ่อย่างนั้นหรือ สำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น จะมีสิ่งใดที่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ได้กัน
"มีเรื่องอันใดหรือ" กู้ฉางเกอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ห่างจากที่แห่งนี้ไปสามร้อยลี้ได้ปรากฏสิ่งมีชีวิตจากยุคเซียนโบราณจำนวนมาก พวกมันกำลังรวมตัวกันบนยอดเขาแห่งหนึ่ง ท่าทางคล้ายกับกำลังจะเตรียมบุกโจมตี" เสียงรายงานจากผู้ติดตามหน้ามหาวิหารดังขึ้นด้วยความเคารพ
"สิ่งมีชีวิตจากยุคเซียนโบราณ เจ้าพวกนั้นมารนหาที่ตายอีกแล้วสินะ"
กู้ฉางเกอพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในสภาพที่เขาเสแสร้งทำเป็นผู้บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ บรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็ดูจะพากันมาเยือนด้วยเจตนาอันมุ่งร้ายอย่างมิมีที่สิ้นสุด ผู้คนจำนวนมากกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ก็ต่างมาท้าทายและส่งตนเองไปสู่ความพินาศอย่างมิมีที่สิ้นสุด
หากมิใช่เพราะเขาตั้งใจจะพักฟื้นอย่างสงบ ป่านนี้ก็คงนำผู้ติดตามออกไปกวาดล้างพวกมันจนสิ้นซากไปนานแล้ว
เป็นชนเผ่าใดกันที่บังอาจกระทำการโดยมิกลัวตายถึงเพียงนี้
สายตาของกู้ฉางเกอพลันหันมาหยุดอยู่ที่กู้เซียนเอ๋อร์
ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก เขานั้นมีผู้ช่วยไร้ค่าตัวซึ่งยืนอยู่ให้ใช้งานตรงนี้อยู่พอดี
"รู้หรือไม่ว่าเป็นชนเผ่าใด" เขาเอ่ยถามต่อ
"ดูเหมือนว่าจะเป็นตระกูลมนุษย์ปักษาขอรับ" ผู้รายงานเอ่ยตอบด้วยความนอบน้อม
"มินึกเลยว่าแม้แต่ตระกูลมนุษย์ปักษาก็กล้าเหยียบย่ำข้าได้ถึงเพียงนี้..." กู้ฉางเกอส่ายหน้าเบาๆ ราวกับแสร้งทอดถอนใจ คล้ายกับผู้ที่ถูกเสือร้ายเหยียบย่ำในยามอ่อนแอ
จากนั้นเขาจึงหันไปยังกู้เซียนเอ๋อร์
"กู้ฉางเกอ เจ้าจับจ้องข้าด้วยเหตุใดเล่า คิดหรือว่าข้าจะช่วยเจ้าลงมือ ฝันไปเสียเถิด"
กู้เซียนเอ๋อร์ขนลุกวาบ ความรู้สึกคล้ายกับถูกสิ่งอัปมงคลจับจ้องนั้นมิอาจสลัดให้หลุดออกไปจากจิตใจได้
กู้ฉางเกอมิมีทางคิดดีต่อนางอย่างแน่นอน
"มิต้องห่วงไป เจ้าจะช่วยเหลือข้าอย่างแน่นอน" กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มอันลึกลับที่ชวนให้ผู้คนหวาดระแวง
"ฝันไปเสียเถิด"
กู้เซียนเอ๋อร์หมุนตัวก้าวออกจากท้องพระโรงด้วยฝีเท้าที่รวดเร็ว นางตั้งใจจะจากไปตามเส้นทางเดิมโดยมิเหลือเวลาสักเสี้ยวให้กู้ฉางเกอ
วันนี้เขาทำให้นางโมโหอย่างถึงที่สุด
แม้ว่าอาการบาดเจ็บของกู้ฉางเกอจะดูรุนแรง ทว่าก็มิถึงแก่ชีวิต สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกโล่งใจอยู่เล็กน้อย
ก่อนที่นางจะได้แก้แค้น กู้ฉางเกอจะสิ้นชีพด้วยน้ำมือของผู้อื่นก่อนมิได้เป็นอันขาด
"นายท่าน ตระกูลมนุษย์ปักษาพวกนั้นจะจัดการอย่างไรดีขอรับ"
หลังจากที่กู้เซียนเอ๋อร์จากไป ผู้ติดตามที่ยืนอยู่หน้ามหาวิหารนั้นก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความระมัดระวัง
ก่อนคนผู้นั้นจะแอบเหลือบสายตามองเข้ามายังภายในมหาวิหารอย่างระมัดระวัง
ในยามนี้ อาการของกู้ฉางเกอยังมิสู้ดีนัก
ตระกูลมนุษย์ปักษาซึ่งมาด้วยท่าทีอันแข็งกร้าว ย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ที่จะจัดการได้โดยง่าย
แม้เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากตระกูลต่างๆ จะเคยกล่าวเอาไว้ว่าพร้อมจะช่วยเหลือ ทว่าเมื่อถึงคราวหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วนั้น ผู้ใดจะมัวไปสนใจผู้อื่นได้บ้างเล่า
"จับเป็นได้ก็จับ ถ้าจับมิได้ก็สังหารให้สิ้นเสีย"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉย คล้ายกับมิแยแสต่อชีวิตของพวกมันเลยแม้แต่น้อย
"รับทราบขอรับ นายท่าน" ผู้ติดตามโค้งคำนับก่อนจะถอยออกไป
ก่อนจากไป กู้ฉางเกอได้มอบเม็ดโอสถใสบริสุทธิ์ซึ่งห้อมล้อมด้วยกระบี่ประกายแสงอันลึกล้ำที่ลอยคลุ้งไว้ในมือของเขา
ภายในโอสถเม็ดนั้นได้ซุกซ่อนกระแสปราณกระบี่อันจริงแท้ของเขาเอาไว้
แม้ว่าพลังในเม็ดโอสถนั้นจะมิถึงกับรุนแรงอย่างถึงที่สุด
ทว่าเมื่อบีบแตกออก พลังแฝงที่ระเบิดออกมานั้นย่อมเพียงพอที่จะสามารถสังหารว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย
ในสายตาของโลกภายนอก พลังเช่นนี้ถือเป็นสิ่งล้ำลึกที่กู้ฉางเกอสะสมไว้ ใช้ครั้งหนึ่งก็ลดลงครั้งหนึ่ง
ดังนั้น เหล่ารุ่นเยาว์จากเผ่าพันธุ์ต่างๆ จึงเลือกที่จะใช้วิธีการศึกอันติดพัน เพื่อเร่งเร้าให้เขาใช้ไพ่ตายไปจนหมดสิ้น
ทว่าน่าเสียดายนัก… ที่กู้ฉางเกอนั้นสามารถหยิบไพ่ตายเช่นนี้มาใช้ได้ทุกเมื่อ ราวกับน้ำพุที่มิมีวันเหือดแห้ง
เม็ดโอสถที่เพียงบีบแตกออก ก็สามารถปลดปล่อยปราณกระบี่ซึ่งแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ระดับลึกซึ้ง
รุ่นเยาว์แห่งเผ่าพันธุ์ต่างๆ นั้นก็ย่อมมิอาจใช้พลังของตนเองต่อต้านได้เลย
พฤติกรรมส่งตนเองมาให้เขาสังหารนั้น ก็มิต่างจากการมอบของกำนัลให้เขาโดยตรง
ส่วนกู้เซียนเอ๋อร์นั้น แม้นางคิดว่าตนจะหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ไปโดยไร้ซึ่งเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ทว่าก็กลับช่างน่าเสียดายนัก
เมื่อนางเพียงเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ นางก็หนีมิพ้นที่จะต้องเผชิญหน้ากับการจู่โจมของตระกูลมนุษย์ปักษา
ถึงแม้นางจะมิต้องการต่อสู้ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งมีชีวิตของตระกูลมนุษย์ปักษาก็จะบีบบังคับให้นางต้องลงมือจนได้
กู้ฉางเกอก้าวออกจากมหาวิหาร ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ภายนอกของซากโบราณ เพื่อติดตามชมละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
บริเวณโดยรอบซากโบราณ ปรากฏการต่อสู้อันดุเดือดปานอสนีบาต ฟ้าสะท้านดินสะเทือน แสงศักดิ์สิทธิ์แห่งอักขระวิบวับพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า
ทว่าด้วยเม็ดโอสถที่กู้ฉางเกอมอบให้นั้น สถานการณ์ก็กลับเอนเอียงไปราวฟ้ากับเหว
เหล่าสิ่งมีชีวิตจากตระกูลมนุษย์ปักษาที่หลั่งไหลมานั้นดุจ-่าฝนที่ถูกปราณกระบี่จากเม็ดโอสถทำลายล้างจนเสียสิ้น เสียงการใช้เม็ดโอสถนั้นดังกึกก้อง ขณะที่ร่างของพวกมันแตกสลายกลายเป็นหมอกโลหิตฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งผืนฟ้า
สายลมหนาวพัดผ่าน นำพาความเยียบเย็นแล่นเข้าสู่ความเงียบงัน
ใบหน้าของกู้ฉางเกอยิ่งขาวซีด ดูอ่อนแอราวกับใกล้จะล้มลง
เขายกผ้าซับปากไอเบาๆ ผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังต่างก็รีบเร่งกันไปนำเก้าอี้ศิลามาวางไว้ให้เขาได้นั่งพัก
"กู้เซียนเอ๋อร์ ครั้งนี้ถือว่าเป็นการฝึกฝนที่พี่ชายผู้นี้มอบให้แก่เจ้า" กู้ฉางเกอกล่าวพลางหรี่ตาลงด้วยความสนใจ
มินานนัก สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังใบหน้าของกู้เซียนเอ๋อร์ ผู้ที่กำลังต่อสู้อยู่ในสนามรบ สีหน้าของนางฉายแววมิสบอารมณ์อย่างชัดเจน
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??