Once in A life time (1): ฉันชื่อ ยิ้มยิ้ม
..ฉันชื่อ ยิ้มยิ้ม เป็นคนโคราชร้อยเปอร์เซ็นต์ และเช่นเดียวกันครอบครัวยากจนร้อยเปอร์เซ็นต์ เทือกสวนไร่นาไม่มี ฉันจึงทำไร่ทำนาไม่เป็น (ฟังดูเหมือนจะโชคดีเนอะ) บ้านฉันหลังเล็กมาก เล็กกว่ากระท่อมปลายนาของเศรษฐีบางคนด้วยซ้ำ มีห้องนอนพ่อกับแม่ห้องเดียว ใช้ตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่กั้นเป็นห้อง ไม่มีฝาผนัง ส่วนพื้นที่อีกฝั่งหนึ่ง ฉันกับพี่ชาย 2 คน และ น้องชายคนเล็ก 1 คน รวมเป็น 4 คน กางมุ้งนอนด้วยกัน ฉันเป็นลูกผู้หญิงคนที่ 3 คนเดียวของบ้านนี้ ผิวขาว ผมสีทอง จนลุงป้า ตายาย กระเซ้าเย้าแหย่ ว่าฉันเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงมั่ง เป็นลูกคนข้างบ้านมั่ง เพราะแปลกกว่าพี่น้องคนอื่นๆ
ก่อนไปโรงเรียนทุกวัน ต้องตื่นมาจุดเตาหุงข้าวทิ้งไว้ บางครั้งเก็บน้ำข้าวไว้ ผสมกับน้ำตาลนิดหน่อย อร่อยเหมือนนมกล่องเลยแหล่ะ จากนั้นก็มาจุดเตารีดต่อ รีดผ้าด้วยเตารีดถ่าน ซึ่งต้องเช็คความร้อนบนใบตองสดก่อนนะ ค่อยทาบบนชุดนักเรียน รีดเสร็จทำกับข้าวให้ตัวเองและเตรียมให้พ่อกับแม่เผื่อพี่ชายด้วย ซึ่ง 2 คนนี้ก็รับจ้างทั่วไป เมนูเดิมๆทุกวัน ไข่เจียว น้ำพริก ผักต้ม ในเวลาจำกัด เสร็จสรรพเดินไปโรงเรียนด้วยเงิน 1 บาท ข้าวกลางวันไม่ต้อง กินที่โรงเรียนฟรี ไปกับสมรรคพรรคพวก ตะโกนเรียกกันไปตามทาง ฉันคนเดียวจ้า เป็นผู้หญิงในแก๊งค์...ซึ่งอายุจะไล่เลี่ยกัน 1-3 ปี
กลับจากโรงเรียน แวะเก็บเงินค่าขนมจีนที่ป้าๆน้าๆ ติดไว้คราวก่อน คนละ 5 บาท 10 บาท ไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียน ถึงบ้าน บางวันแม่ไม่ได้ไปรับจ้างทำนาทำไร่ ก็จะเตรียมขนมต้มไว้รอ ฉันก็หาบหิ้วไปขายตอนเย็น ถ้าแม่ไปทำงาน ก็หาบน้ำให้เต็มตุ่ม หุงข้าว ทำกับข้าวรอ บางวันครูให้อยู่ช่วยตรวจการบ้านหรือช่วยงานอื่นๆ ก็ไม่ได้ทำงานบ้าน 5 – 6 โมงเย็น ครูไปส่งที่บ้านพร้อมขนมกับเงินนิดหน่อย เป็นค่าจ้าง เสาร์-อาทิตย์ เหรอ ก็หาบขนมจีนน้ำยา ขายตามบ้าน ซึ่งฉันกับแม่หมักแป้งไว้ตั้งแต่วันจันทร์ละ วันที่โรงเรียนปิดเทอม ก็จะได้เล่นกับเพื่อนๆมั่ง ยิงนก ตกปลา ขุดแย้ ขุดปู จับอึ่งในคืนที่ฝนตก กับไฟฉายสวมหัวเสียบแบต 1 ชุด รองเท้าหุ้มด้วยถุงพลาสติก 1 คู่ และห่อมือทั้งสองไว้กันยางอึ่ง มันเหนียวหนึบ ล้างออกยาก จับอึ่งไม่เท่าไรดูง่าย แต่กบ กับคางคกนี่สิ ฉันละแยกไม่ออกจริงๆ และฉันไม่ชอบคางคก จับได้เยอะก็เก็บไว้ต้มหม้อเดียวพอ ที่เหลือก็แบ่งขาย โลนึงหลายสิบอยู่
ช่วงหน้าหนาว ปู่ย่า ตายาย พี่ป้า น้าอา จะรวมตัวกันที่บ้านยายที่หลังใหญ่ที่สุดในระแวกบ้านฉัน ก่อไฟผิง ล้อมวงกันเม้าส์มอยไปเรื่อย เด็กๆอย่างพวกเรา ก็เล่นโยนสะบ้ามั่ง ขี่ม้าก้านกล้วยมั่ง เล่นหมากฮอตมั่ง เป่ากบก็มี โป้งแปะก็มา หรือจะเล่นเอชสะพาย ตามประสา และแล้ว ฉันเล่นเกมส์ชนะพี่ชายคนกลาง ซึ่งฉันต้องขีหลังให้เขาวิ่งวนรอบๆกองไฟจนกว่าฉันจะพอใจ จนฝุ่นฟุ้ง พ่อโมโห จับพี่ฉันมาตีด้วยไม้เรียวต่อหน้าทุกคน น่าสงสารมากอ่ะ ฉันไม่กล้าช่วยห้าม เพราะกลัวโดนด้วย วันต่อมา อ้าวววว ซวยล่ะสิ ไอ้พี่คนนี้มันต้อนวัวน้ากลับบ้านไม่หมด มันหายไปตัวนึง ทุกคนพากันออกตามหาวัว มันเดินหลงจากกลุ่ม หาทางกลับบ้านไม่เจอ หาจนมืดค่ำก็ไม่เจอ พ่อกลับมาถึงบ้าน จับพี่มัดมือติดเสาบ้านไว้ แล้วเอารังมดแดงมาปล่อยใส่ตัวมัน พี่ฉันดิ้นพล่านๆ เพราะมดกัด พอพ่อเผลอ ฉันไปแก้มัดแล้วมันวิ่งไปแอบในกอไผ่ พ่อกลับมาเจอ รีบเอาหนังสติ๊ก ยิงอัดเข้าไปในกอไผ่อย่างรัวๆ และตะโกนบอก
“มึงนอนในกอไผ่เลยนะ มึงทำวัวเขาหาย มึงไม่ต้องมานอนบ้านนะ ข้าวก็ไม่ต้องมากินนะมึงจนกว่าจะหาวัวมาคืนเขา” เฮ้อออออ จนปัญญาไม่รู้จะช่วยมันยังไง สงสารก็สงสาร ตั้งแต่จำความได้ โดนหนักก็ไอ้พี่คนนี้แหล่ะ
พอขึ้น ป.6 เริ่มจะมีบรรดารุ่นน้อง ที่เป็นเพื่อนวิ่งเล่นกัน และไอ้คุณเพื่อนที่สอบตกซ้ำชั้น แม่เจ้าพวกนี้ พามาที่บ้านให้ฉันช่วยสอนการบ้านให้ เป็นงานแทรก งานเสริม จากนั้นก็มีสอนเรื่อยๆ จนเป็นรายได้หลักอยู่พักนึง บางวันครูที่ดูแลวงมโหรีปี่พาทย์ รับงานไว้ให้ ก็ต้องไปเล่นระนาดเอก ไม่ก็ระนาดทุ้ม ฆ้องวง กลอง ฉิ่ง ฉาบ แล้วแต่ว่าตำแหน่งไหนขาด หมุนเวียนกันไป เล่นตามงานศพ งานบวช งานแต่ง ได้เงินทีก็ 100 200 แล้วแต่ครูจะแบ่งให้ นี่คือเยอะสุดๆ เท่าที่หาได้เลย ตอนนี้ที่บ้านฉันก็อยู่กัน 3 คน เพราะพี่ชายทั้ง 2 คน เข้าไปรับจ้างในกรุงเทพฯ พ่อก็ไปขับรถให้บริษัทรับเหมาทำถนน ย้ายไปตามจังหวัดต่างๆ เหนือ ใต้ ออก ตก จะกลับมาเยี่ยมที่บ้านก็ช่วงเทศกาล กลับมาทีฉันกับน้อง เงินเต็มกระเป๋าเลย ทั้งพ่อและพี่ชาย ให้เงินไว้กินขนมกับไปโรงเรียน ลูกๆสุขใจตอนได้เงิน แต่แม่นี่สิ ทะเลาะกับพ่อตั้งแต่วันมายันวันกลับไปทำงาน “เมียนงเมียน้อยอะไรล่ะ ไม่มีๆ โอ๊ย อย่ามาหาเรื่องนะ เดี๋ยวก็เอามาจริงๆซะเลย” พ่อขึ้นละรู้เลย เพราะเสียงดังมาก….เฮ้อ เราเป็นเด็กอย่าไปยุ่งเรื่องผู้ใหญ่เลย ได้เงินก็พอละ …..และครูก็เริ่มมารับไปอยู่เฝ้าบ้านให้ช่วงปิดเทอม เพราะครูและครอบครัวเดินสายออกเที่ยวต่างจังหวัด ฉันเองก็มีโอกาสได้ไปเปิดหูเปิดตามั่ง เพราะไปเลี้ยงลูกและหลานให้ครูและญาติๆครูเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ฉันรู้จักอยู่แล้ว ก็บรรดาคุณครูที่โรงเรียนแหล่ะ นัดกันไปกินไปเที่ยวตามประสา พอมาส่งกลับบ้าน ของกินของใช้หอบหิ้วมาฝากพ่อกับแม่ฉันด้วย เงินก็ให้ ครูเหมือนแม่คนที่ 2 เลยก็ว่าได้…..
“เธอน่ะเป็นคนไม่หลงตัวเอง เรียนเก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่เคยยกตนข่มท่าน ไม่กดหัวหรือเหยียดเพื่อนคนอื่นๆ ไม่กระดี๊กระด๊าเหมือนเพื่อนๆวัยเดียวกัน แฟนก็ไม่มี (ใช่ค่ะครู หนูไม่มีแฟน มีแต่คนที่แอบชอบมากๆ….:) ประกวดคัดลายมือก็ได้ที่หนึ่งของโรงเรียน แข่งขับเสภา ก็ได้ที่หนึ่ง แข่งวงมโหรีปี่พาทย์ระดับอำเภอก็ชนะเลิศ เธอนี่เป็นเด็กดีจริงๆนะ ยิ้มยิ้ม รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้เหมือนกับเกลือที่รักษาความเค็มของมันนะ”….ค่ะครู :)
ฉัน…แอบชอบเพื่อนคนหนึ่ง อยู่ชั้นเดียวกันแต่คนละห้อง เขาชื่อ วิฑิต ชื่อเล่น โอ เป็นลูกของครูอิ่ม เป็นครูประจำชั้นของ ป.4 และฉันก็เริ่มชอบเขาตั้งแต่ ป.4 และมีโอกาสได้เรียนด้วยกัน ได้นั่งใกล้กันเป็นบางครั้งบางวิชา…โอ เป็นคนเรียบร้อยมาก พูดจาเพราะ และเรียนเก่งด้วย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้จะได้กลิ่นหอมนุ่ม ละมุน เหมือนกลิ่นตัวเด็ก เอ๊ะ ใช่น้ำยาปรับผ้านุ่มหรือน้ำยารีดผ้าไหม น๊า หรือแป้งฝุ่นนะ กลิ่นมันเหมือนน้ำยาซักผ้าเด็ก ไม่ใช่น้ำหอมแน่ๆ เด็ก ป.4 ไม่มีใครใช้น้ำหอมหรอก ครีมหรือโลชั่นทาหน้าก็แทบไม่รู้จัก ไม่รู้ว่ากลิ่นอะไร และไม่เคยถามด้วย แต่จะแว้บไปไล่ดมว่ากลิ่นนี้มันคือกลิ่นอะไร ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากใช้ตาม ร้านสหกรณ์โรงเรียน ร้านขายของชำทุกร้าน ระแวกใกล้บ้าน ไม่มีอะไรกลิ่นคล้ายๆ กลิ่นที่สูดดมได้จากตัว โอ เลย…. อ้อ สงสัยจะมีขายแค่ในตัวอำเภอแน่ๆ เพราะบ้าน โอ อยู่ในตัวอำเภอนี่นะ… จบ ไม่ต้องไล่ดมหากลิ่นละ…
ไอ้ความแอบชอบ ผู้ชายชื่อ โอ ก็แอบชอบมาเรื่อยๆ ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มีการซื้อของให้เหมือนคนอื่นๆ ที่แอบชอบกัน มันก็แค่แอบชอบ และฉันก็ไม่สนใจ ว่า โอ จะรู้หรือไม่รู้ เพราะฉันไม่เคยแสดงออกและเพื่อนสนิทฉันเอง ก็ไม่มีใครรู้ จนจบ ป.6 โอ ไปเรียนต่อ ม.1 ในตัวอำเภอเมือง เพราะบ้านเขาอยู่ที่นั่น ส่วนฉันก็เรียนต่อที่เดิมจนจบ ม.3 ได้เจอ โอ มั่งเป็นครั้งคราว เพราะแม่เขายังสอนอยู่ที่นี่…….
“ดีใจทุกครั้งนะที่ได้เจอเธอ:)” ประโยคเดิมๆที่ใช้ทักทาย โอ และเขาก็มีประโยคเดียว “ดีใจเช่นกันจ่ะ ยิ้มสบายดีนะ” จบท้ายด้วยยิ้มกว้าง เห็นฟันทั้งปาก เขายังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน….ฮ่าๆๆๆ ได้แค่นี้ก็เป็นสุขใจ ยิ้มยิ้มเอ๊ย…..เหมือนทั้งเขาและฉันเอง ต่างก็ไม่ต้องการฟังคำตอบของอีกฝ่าย สำหรับฉัน แค่อยากเจอหน้า อยากพูดด้วย แค่นี้ก็พอ
เทอมสุดท้ายแล้วนะ เพื่อนคนอื่นๆ วางแผนเรียบร้อยแล้ว ว่าจะเรียนต่อที่ไหน บางคนเข้าไปเรียนในตัวอำเภอ โรงเรียนเดียวกับ โอ เป็นโรงเรียนสายสามัญ มีตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึง ม.6 บางคนเรียนต่อในตัวอำเภอเช่นกัน แต่เป็นสายอาชีพ มีชั้น ปวช. และ ปวส. ส่วนฉันไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมหรอก ถึงแม้จะได้โควต้าพิเศษเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบเพราะผลการเรียนดี แต่ก็เหอะเงินล่ะ จะเอาที่ไหน สมัครขอทุนละกันนะ สายไหน คณะอะไรก็ช่าง ขอให้ได้เรียนต่อก็พอ ณ ตอนนี้ก็มีทุนฟรีอยู่ที่เดียวเลย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมา อ.สีคิ้ว “เรียนฟรี อยู่ประจำ ทำโครงการ” เป็นทุนของ นายสุขวิช รังสิตพล นักการเมือง สังกัดพรรคความหวังใหม่ ในขณะนั้น ให้จนจบ ปวช. รวม 3 ปีเต็ม
“นี่เธอ ทำไมไม่บอกครูว่าไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแรกเข้าที่อาชีวะล่ะ เสียดาย อุตส่าห์ได้โควต้าเข้า ถ้าครูรู้จะจ่ายให้ก่อน ไม่ต้องไปเรียนไกลบ้านไกลครอบครัว จะได้มาพักอยู่บ้านครูด้วย ดูสิ ครูเลยมารู้ทีหลังเนี่ย ไม่ไปได้ไหม เปลี่ยนใจไหม” เสียงครูลอยมาแต่ไกล “หนูเกรงใจครูค่ะ ตอนนี้หนูได้ทุนเรียนฟรีแล้ว ปิดเทอมหนูค่อยกลับมาอยู่กับครูก็ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะครู”
พอถึงเวลาที่เพื่อนคนอื่นๆทยอยไปรายงานตัว ได้ชุดนักเรียนใหม่ ได้รองเท้าใหม่ ได้เพื่อนใหม่ๆมาอวดตั้งแต่วันที่ไปรายงานตัว ดีจังเลยเนอะ ดีใจด้วยนะทุกคน ใจหายเหมือนกันนะ ฉันคนเดียวในรุ่นที่ต้องไปเรียนไกลบ้านและต้องอยู่หอพักอีก แต่ไม่กังวลนะกับการที่ต้องไปอยู่ไกลบ้าน เพราะปกติก็อยู่บ้านครูในตัวเมืองซะส่วนใหญ่ ช่วงเย็นหลังเลิกเรียนมั่ง เสาร์-อาทิตย์มั่ง ปิดเทอมมั่ง จึงไม่กลัวอะไรเรื่องนี้ ในหัวว่างเปล่า คิดไม่ออกว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นยังไง ต้องเจอกับอะไรมั่ง รู้แต่ว่าฉันต้องเผชิญหน้า
สารบัญ
CONTENT
|
|
|
นิยายแนะนำ |
ดูทั้งหมด |
รายการรีวิว
REVIEW
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00

นิยายแนะนำสำหรับคุณ
ดูทั้งหมด
นิยายแนะนำสำหรับคุณ