เรื่อง ทะลุมิติพระพุทธรูปทองคำ (2)
เจ้าเมืองัใเรียกาเฒ่าาเชิญ์พระทองำี่น้อง
ระยะเวลาเป็นหลายเดือนแล้วที่เจ้าพระยาสวรรคโลกเคลื่อนย้าย์พระพุทธรูปไม่สำเร็จ เกวียนขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นาเพื่อบรรทุก์พระพุทธรูปล้อหักทุกครั้ง ประกอบกับหน้าฝนถนนหนทางเป็นหลุมเป็นบ่อ เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ล้อติดหล่มบ้างไม่สาารถไปถึงแพสำเร็จ ครั้งสุดท้ายก่อนเคลื่อนเกวียนบรรทุก์พระพุทธรูปเกิดอสนีสายฟ้าฟาด เสียงคำรามฟ้าร้อง ฝนตก-่าใหญ่ทั้งวันน้ำท่วมถนนหนทางทำให้เป็นอุปสรรค ภารกิจต้องหยุดลง รอจนถึงหน้าแล้ง แต่พอถึงหน้าแล้งเกิดโรคระบาด-่าลง ผู้คนล้มายเป็นจำนวนาก ผู้คนลือว่าการย้ายพระพุทธรูปทำให้เกิดอาเพศ ต่างหวั่นว่าการอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งนี้จะไม่ถูกต้องเป็นกาลกิณี ประชาชนร้องห่มร้องไห้ หาผู้คนาชักลากพระพุทธรูปไม่ได้ ทำให้พระยาสวรรคโลกกลัดกลุ้มใจาก ถึงกับล้มป่วยลง เรียกอำาตย์โหรหลวงเข้าประชุม
“ข้ารู้สึกกลัดกลุ้มากระยะทางจากวัดไปถึงแม่น้ำไม่ถึงห้าสิบเส้น มองเห็นแม่น้ำอยู่ไกลลิบาแต่ก็ไม่สาารถลากเกวียนอัญเชิญพระพุทธรูปให้ลงแพได้ ทางการได้กำชับให้ส่งพระพุทธรูปให้ถึงพระนครเร็วไว นี่วัดหลวงมหรรพารามคงสร้างเสร็จแล้ว เป็นแรมปีแล้วไม่สาารถนำพระพุทธรูปล่องแพลงไปที่พระนครได้ เห็นทีจะไม่ทันามหายกำหนดการ “ท่านพระยาสวรรคโลกพูดพลางไอถี่เสียงดังไม่หยุด
“ไม่รู้เป็นเช่นไรวัวควายที่ใช้ให้ลากพากันตื่นวิ่งหนี พอลากไปไม่กี่สิบวา ต้นไม้ก็ถูกฟ้าผ่าล้มาขวางทาง ทำให้เจ้าหน้าที่คุมการชักลากรู้สึกหวั่นใจประหลาดใจอย่างยิ่ง ลือกันว่าเทวดาไม่ยินยอมให้นำพระพุทธรูปไป” โหรประจำเมืองออกความเห็น
“เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้นึกว่าเป็นลางไม่ดี ข้าเองก็รู้สึกเป็นกังวลอย่างยิ่ง” เจ้าเมืองว่า
“เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เมื่อจุลศักราช๑๑๙๓ (๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๗๔) ต้นรัชกาลนี้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ออกจากวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวัดใหญ่ลงไปยังพระนคร ทรงให้เหตุผลว่าในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีที่เมืองพิษณุโลกถูกทัพพม่าอะแซหวุ่นกี้เผาเมือง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอุโบสถวิหารไม่ถูกเผาทำลายก็จริง แต่ก็ชำรุดทรุดโทรมไปามอายุ บ้านเมืองร่วงโรยไปามอายุ วิหารรกร้าง ราษฎรเมืองพิษณุโลกพากันโศกเศร้าร้องไห้เป็นอันาก เงียบเหงาสงัดกันทั้งเมืองเหมือนศพลงเรือน ตั้งแต่นั้นาฝนก็แล้งไปถึงสามปี เมื่อพระพุทธชินสีห์ประดิษฐานลงแพถึงพระนคร กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพก็ทรงประชวรพระโรคานน้ำได้ปีเศษก็เสด็จสวรรคต” ท่านอำาตย์โหรหลวงออกความเห็น
“ที่เจ้าเล่าาจะบอกอะไรข้า เหตุการณ์อัญเชิญพระพุทธรูปลงไปยังพระนครเมื่อครั้งนั้นกับครั้งนี้จะเปรียบเืัว่าเป็นลางไม่ดี แล้วเกิดเหตุไม่สู้ดี” ท่านเจ้าเมืองพูดไปไอขากเสลดออกจากคอบ่งบอกอาการไข้ไม่ปกติ
“หรือว่าการอัญเชิญครั้งนี้ยังขาดพิธีอัญเชิญฤกษ์ดีเคล็ดอะไร เจ้าทำให้ข้านึกถึงท่านานักรบพเนจรที่บอกกล่าวทำนายไว้อย่างแม่นยำ” ท่านเจ้าเมืองพูดต่อ ทำให้โหรประจำเมืองนิ่งเงียบ ทั้งหมดนิ่งหาทางออกไม่ได้
“ท่านานักรบพเนจรทำนายไว้เช่นไรหรือเจ้าข้า”
“ทำนายไว้ว่าการอัญเชิญพระพุทธรูปจะเต็มไปด้วยอุปสรรคภารกิจจะไม่สำเร็จ ข้าว่าให้ามตัวท่านานักรบพเนจราปรึกษาอีกที เจ้าจงเป็นธุระามหาาเฒ่าให้ข้าโดยเร็วไว” ท่านเจ้าเมืองสั่ง
ไม่นานนักท่านอำาตย์หลวงและพวกทหารก็ามาเฒ่าแพงาจนได้ จนพบท่านเจ้าเมือง
“เจ้าไปติดามาแก่นักรบพเนจราได้อย่างไร” พระยาสวรรคโลกถามเจ้าพนักงานอย่างสงสัย
“ไปถามาแช่มจึงไปามตัวาได้ขอรับ” เจ้าพนักงานตอบ
ไม่ช้าทหารนำตัวเจ้าแพงเดินาตรงหน้าท่านเจ้าเมือง
“เป็นไปได้ไง ทำไมท่านาแก่นักรบพเนจรจึงกลายเป็นาเฒ่าฤาษีชีปะขาวได้ เป็นคนเดียวกันจริงหรือ” ท่านเจ้าเมืองถาม
“ไม่ผิดตัวหรอก หลังจากที่ได้เจอท่านข้าก็บวชเป็นชีปะขาว เพื่อศึกษาธรรม และเวทย์มนต์คาถาให้แตกฉาน เพราะข้ารู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าต้องได้ใช้ประกอบพิธี ก็ทำนายบอกท่านแล้วว่าจะเกิดอุปสรรคไม่สาารถเชิญพระพุทธรูปลงแพได้แน่นอน” เจ้าแพงในร่างฤาษีชีปะขาวตอบ
“มิอาจเชื่อก็ต้องเชื่อในการชักลากพระครั้งนี้เราเกิดอุปสรรคากไม่สาารถอัญเชิญพระพุทธรูปลงแพได้ ฟ้าฝนวิปริต ช่วงน้ำหลากเดือนสิบเอ็ดนี้ยังมีพายุฝนกระหน่ำได้ ทำให้ถนนหนทางเปียกแชะล้อเกวียนตกหล่ม เกิดสายฟ้าฟาดลงต้นไม้ข้างทาง ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางไว้ หากรอจนถนนแห้งเลยช่วงน้ำหลาก กระแสน้ำอ่อนไม่สาารถส่งแพไปยังพระนครได้” ท่านเจ้าเมืองว่า
“ยิ่งไปกว่านั้นหากต้องมีพิธีอัญเชิญให้ถูกต้องเทพยดาก็จะปกปักษ์รักษาคุ้มครองทั้งคนทั้งพระพุทธรูป” าเฒ่าแพงย้ำ
“ท่านอำาตย์โหรหลวงทักท้วงข้า เล่าว่าท่านสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ลงไปยังพระนครไม่นานก็สวรรคต” ท่านเจ้าเมืองกล่างทั้งไอเสียงแตกแหบเพราะพิษไข้
“ท่านจึงกลัวจะเอาชีวิตไม่รอด” าเฒ่าแพงเสริมต่อ
“ท่านาอย่าว่าข้าเช่นนั้นเลย ช่วยแนะนำข้าด้วยเถิด ข้าบกพร่องอะไรในพิธีอัญเชิญ ตอนนี้ข้าตัดสินใจให้ท่านากำหนดทำพิธีการต่างๆ ให้”
“ข้าบอกแล้วท่านคงจำไม่ได้ว่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์นี้มี์พี่อยู่ ถ้าหากจะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปจะต้องนำ์พี่ไปด้วยกัน จะพรากจากกันมิได้”
“แล้ว์พี่อยู่ที่ใดเล่า”
“์พี่อยู่ในอุโบสถในวัดไม่ห่างไกลกันนักดอก ข้าจะนำท่านไปรู้จักเอง ท่านจงเชื่อใจข้า ให้ข้าทำพิธีอัญเชิญครั้งนี้ นำ์พี่ไปด้วย”
ท่านเจ้าเมืองจึงตกลงให้ท่านชีปะขาวทำพิธีให้ ท่านาชีปะขาวจึงนำท่านเจ้าเมืองไปอุโบสถวัดป่าหลวงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น แต่หลังจากท่านเจ้าเมืองได้เห็นพระพุทธรูป์พี่ในอุโบสถถึงกับอุทานว่า “ท่านาชีปะขาวจะบ้าแล้วหรือ พระพุทธรูปปูนปั้นใหญ่หน้าตักกว้างหกศอกกว่า สูงเจ็ดศอก หนักปานนั้น จะนำพาหนะใดแบกลงแพได้ ล้อมิตกหล่มดังที่เคยเป็นาหรือ” ท่านเจ้าเมืองรู้สึกคลางแคลงใจ
“ท่านเจ้าเมืองจงวางใจข้า ขอท่านเตรียมแพบก และท่อนซุงไม้สักลำต้นตรงกลมเสมอกันทั้งท่อน ยาวสักเจ็ดศอกห้าต้น หากนำท่อนซุงเป็นล้อ ก็สาารถรับน้ำหนักพระทั้ง์ได้สม่ำเสมอ ไม่ตกหล่ม แต่าต้องขอนำท่อนซุงาทำพิธีก่อน” ท่านชีปะขาวมั่นใจว่าหากนำท่อนซุงาเป็นล้อแทนล้อเกวียนล้อรถกลิ้งไปามพื้น น้ำหนัก์พระจะเฉลี่ยไปามท่อนซุง น้ำหนักเฉลี่ยท่อนซุงที่กดลงพื้นดินจะน้อย ทำให้ล้อไม่หักโค่นหรือตกหล่มได้
เมื่อถึงเวลายกพระพุทธรูปต่างก็สงสัยว่าทำไมพระพุทธรูปปูนปั้น์นี้ถึงสำคัญาก ทั้งที่ดูช่างไร้ค่า ถ้าหากจะหาพระพุทธรูปที่ดูดีกว่านี้ที่สวรรคโลกคงไม่ยาก แต่เจ้าแพงก็ไม่อาจเปิดเผยเนื้อใน์พระว่าเป็นเนื้อำ เพราะได้สัญญากับช่างมั่นไว้มิให้ใครรู้ความลับใน์พระ หรือชาวเมืองรู้ว่าเป็นเนื้อำเหลืองอร่ามงามจะรู้สึกเสียดาย ท่านเจ้าเมืองเกณฑ์ชายฉกรรจ์หลายสิบคน ทำรอกเครื่องทุ่นแรงยก์พระ ลงแพบกได้ ต่อจากนั้นรอจนข้างขึ้นพระจันทร์เต็มดวงในวันขึ้นสิบห้าค่ำ น้ำขึ้นเต็มตลิ่งเสมอฝั่ง แล้วเข็นแพไปลงที่แม่น้ำ ท่านเจ้าเมืองสั่งให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ในบริเวณใกล้เคียงทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี ให้สวดปริตรพุทธมนต์มหามงคลทำสัจกิริยาธิษฐานอาราธนาเทพยาดาให้ช่วยการนั้น ส่วนพิธีพราหมณ์ก็ให้ดำเนินพร้อมกัน ท่านชีปะขาวทำพิธีปลุกเสกจนนำพระพุทธรูปทั้งสองลงแพได้ ช่วงที่ทำพิธีพุทธาภิเษกนั้นเกิดอาทิตย์ทรงกลดตลอดจนถึงการเคลื่อนแพออกจากฝั่ง น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง การล่องแพช่วงเดือนสิบอาศัยน้ำหลากน้ำในแม่น้ำยมลงต่อแม่น้ำเจ้าพระยาไหงแรงส่งแพให้ไหลจากเหนือลงใต้สู่พระนคร ท่านชีปะขาวหาได้ลงแพร่วมกับเจ้าหน้าที่ไม่ เพียงแต่โบกมืออำลากับท่านเจ้าเมืองที่ลงแพไปด้วย ท่านเจ้าเมืองเมื่อมองไปทางแม่น้ำแล้วหันหลังกลับาท่านาชีปะขาวก็หายลับไป ไปครั้งนี้มีสองแพ แพหนึ่งเป็นแพพระพุทธรูปปูนปั้นนำหน้า ส่วนแพหลังเป็นแพพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์์น้อง แน่นอนท่านเจ้าเมืองต้องอยู่ที่พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์เพื่ออัญเชิญไปวัดหลวงในพระนครามที่ได้รับมอบหาย
“ไม่น่าเชื่อว่าเราสาารถนำพระพุทธรูปทั้งสองลงแพได้สำเร็จทั้งที่เราพยายามกันเป็นปีก็ไม่สำเร็จ” หัวหมื่นคนสนิทท่านเจ้าเมืองว่า
“ท่านาชีปะขาวคงมีอภินิหาร” ท่านเจ้าเมืองบอก
“แล้วท่านจะอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นเข้าพระนครดอกหรือ” โหรหลวงคนสนิทถาม
“คงไม่เอาเข้าพระนครกระมัง หากนำเข้าพระนครคงขายขี้หน้าเจ้าหน้าที่ในวัง แลโดนต่อว่านำของไม่มีค่าเข้าวัดหลวง พระนครทำไมกัน หากแต่ว่าพระพุทธรูปปูนปั้นหาที่ไหนก็มี” หัวหมื่นให้ความเห็น
“แล้วจะทำอย่างไรเล่าเพราะรับปากกับท่านาชีปะขามแล้ว ข้าต้องทำามสัญญา” ท่านเจ้าเมืองว่า
“หากจะนำพระพุทธรูปปูนปั้นไปถึงพระนครจะเป็นภาระเปล่าๆ สู้นำไปให้วัดามหัวเมืองมิดีกว่าหรือ เมื่อแพไปพักค้างแรมามหัวเมืองใด หากวัดใดต้องการพระพุทธรูปปูนปั้นเป็น์ประธานก็ถวายให้วัดนั้นเลยดีกว่า ไม่ต้องลำบากนำไปถึงเมืองหลวง” หัวหมื่นเจ้าหน้าที่ติดามท่านเจ้าเมืองลงแพไปด้วยว่า
“ถ้ามีมีโอกาสแวะวัดามท่าน้ำหัวเมืองค่อยว่ากันอีกที” ท่านเจ้าเมืองว่า
แพอัญเชิญ์พระพุทธรูปล่องามแม่น้ำยมลงาเรื่อยผ่านหัวเมืองต่างๆ เช่นพิจิตร นครสวรรค์ ที่นครสวรรค์ จนถึงสามโคกปทุมธานี ต่างปฏิเสธที่จะรับพระพุทธรูปปูนปั้น บางวัดขณะที่ชักลากพระพุทธรูปขึ้นจากแม่น้ำเกิดอสุนีสายฟ้าฟาด ทำให้เชือกขาด คนชักลากเกิดความกลัว เจ้าอาวาสรู้สึกท้อจึงยกเลิก บ้างว่าชักลากขึ้นแม่น้ำยากลำบากาก ต่างปฏิเสธที่จะรับเพราะเห็นเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นไม่มีค่าเท่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ เป็นแรมเดือนแพทั้งสองที่อัญเชิญทั้งพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์และพระพุทธรูปปูนปั้นล่องามลำน้ำเจ้าพระยาสู่พระนคร ์พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ถูกอัญเชิญขึ้นที่ท่าพระชักลากสู่วัดมหรรณพาราม วรวิหาร
“ท่านได้อัญเชิญพระพุทธรูปาประดิษฐานที่วัดหลวงมหรรณพารามแห่งนี้ แต่ก็ล่วงเลยเวลานัดไม่ทันงานฉลองพระอุโบสถที่สร้างใหม่ ถึงอย่างไรก็ดีก็นับว่าทำามพระบัญชาได้” กรมหมื่นอุดมรัตนราษีผู้สร้างวัดว่า
“เนื่องจากถนนหนทางยังไม่สะดวก การเดินทางลำบากมีอุปสรรคาก จึงล่าช้ากว่าที่กำหนดาก” ท่านเจ้าเมืองว่า
“นั่นแหละนี่ล่วงเลยาไม่ทันกำหนดเวลาที่พระอุโบสถหลังใหม่สร้างเสร็จ ในหลวงจึงมีพระบัญชาให้สร้างพระพุทธรูปหินปูนก่ออิฐเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดหลวงนี้ แต่ถึงอย่างไรเมื่อทรงทราบว่าจะมีพระพุทธรูปเมืองเหนือาถึง จึงมีพระราชดำรัสโปรดเกล้าให้สร้างวิหารใหม่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์์นี้” กรมหมื่นอุดมฯท่านว่า
“แต่ว่านอกจากพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์์นี้ ยังมีพระพุทธรูปปูนปั้นอีก์ที่ข้าพเจ้านำลงาด้วย ซึ่งล่องแพามกันา หวังว่าท่านจะรับไว้ด้วย” ท่านเจ้าเมืองว่า
“ที่วัดมหรรณพารามแห่งนี้มีพระพุทธรูปปูนก่ออิฐในพระอุโบสถอยู่แล้ว นอกเหนือจากนี้ยังต้องสร้างวิหารใหม่ให้พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อีกต่างหาก แลไม่มีวิหารเปล่าหลงเหลืออีกเลย จึงไม่สาารถรับไว้ได้”
“หรือท่านรับไว้ แล้วอัญเชิญไปวัดอื่นก็ได้ วัดหนแห่งใดก็ได้ามใจท่านเถิด มิต้องเป็นภาระของเรา นับตั้งแต่ล่องแพลงาไม่มีวัดใดอยากรับพระพุทธรูปปูนปั้นไว้เลย”
ท่านกรมหมื่นฯมองหน้าท่านเจ้าเมืองคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า
“จำได้ว่ามีวัดหลวงสร้างใหม่ชื่อวัดโชตินาราม ที่นั่นยังมีวิหารว่างเปล่าอยู่ น่าจะอัญเชิญไปที่นั่นได้ แลที่นั่นก็เป็นวัดหลวงเช่นกัน”
“เป็นาอย่างไรเล่าช่วยขยายความหน่อย”
“เป็นวัดหลวงเช่นกันแต่อยู่ติดท่าน้ำแถบชานเมือง ท่านพระยาโชฎึกราชเศรษฐีท่านเจ้าสัวบุญาได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นาถวายเป็นวัดหลวง อีกอย่างอยู่ติดท่าน้ำชักลาก์พระขึ้นก็สะดวก” ท่านกรมหมื่นแนะนำ
“ห่างจากที่นี่ไกลไหมท่าน”
“ไม่ไกลากท่านต้องล่องแพลงไปอีกไม่เกินชั่วยาม หากแต่ข้าจะนำทางท่านล่องแพไป”
“หากแต่ว่าเป็นวัดหลวงมีศักดิ์ศรีเท่ากันกับวัดนี้ข้าพเจ้าก็วางใจ” ท่านเจ้าเมืองถอนใจเฮือก
“ทำไมหรือท่าน”
“ท่านาชีปะขาวผู้เฒ่าเมืองเหนือว่าพระพุทธรูปทั้งสอง์เป็นพี่น้องกันกับ์นี้ให้ข้าพเจ้าเชิญาไว้ด้วยกัน”
“ทั้งที่เป็นเนื้อต่างกัน ์หนึ่งเป็นทองสัมฤทธิ์ อีก์หนึ่งเป็นปูนนะหรือ ไม่อยากเชื่อ” กรมหมื่นทำหน้าสงสัย
“ถามท่านาชีปะขาวคนนำพาพระพุทธรูปาเท่าไรก็ไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าถึงเวลาก็เกิดปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์รู้ทั่วกัน ท่านจักเป็นธุระช่วยอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นขึ้นประดิษฐานก็ขอขอบใจท่านอย่างยิ่ง”
“ได้ เราจะให้เจ้าหน้าที่นำแพล่องพาท่านไปที่วัดโชตนารามในวันรุ่งขึ้นนะ ล่องลงไปอีกไม่นานก็ถึง”
ที่ใกล้ท่าน้ำวัดโชตินาราม... “นั่นท่านาชีปะขาวรออยู่นี่” ท่านเจ้าเมืองอุทานขึ้นเมื่อแพเข้าใกล้ท่าน้ำ เห็นท่านาชีปะขาวยืนอยู่บนฝั่งต้อนรับ แต่เมื่อไปแพเทียบท่าน้ำ ท่านาชีปะขาวค่อยๆ ลับาหายไป พระพุทธรูปปูนปั้นจึงถูกอัญเชิญไปวัดพระยาไกร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดโชตินาราม แต่ต่อาในสมัยรัชกาลที่ห้า วัดโชตนารามกลายเป็นวัดร้าง ฝรั่งชาวเดนาร์ก อดีตกัปตันเรือหลวง” ทูลกระหม่อม” ในรัชกาลที่ห้าขอเช่าสร้างท่าเรือและโรงเลื่อย วัดร้างจึงหายไปกลายเป็น” อิสต์เอเชียติก” ของฝรั่ง ์พระถูกขนย้ายไปยังวัดสามจีน หรือชื่อใหม่คือวัดไตรมิตรฯ แต่ขณะนำขึ้นพระวิหารโดยใช้รอก เกิดอุบัติเหตุลวดสลิงขาด ทำให้์พระตกกระแทกพื้นอย่างแรง เผยให้เห็น์พระพุทธรูปำเนื้อำบริสุทธิ์น้ำหนักห้าตันเศษใหญ่ที่สุดในโลก ส่วน์น้อง” ที่วัดมหรรณพาราม พระร่วงำมีเนื้อำแค่หกสิบเปอร์เซ็นต์ ์พระทั้งคู่ถอดได้เก้าส่วนเืั
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??