เรื่อง (จบ)เทพมารจอมราคะ กำเนิดใหม่พร้อมกับระบบพระพุทธองค์ไร้พ่าย
ทันใดนั้น ุิ่ภายใน้ำแห่งเปลวเพลิงซึ่งเคยเต็มไปด้วยแรงกดดันจากความร้อน ความเงียบ และความตึงเครียด ก็พลันแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ประหนึ่งว่าอากาศรอบัหยุดนิ่งชั่วขณะก่อนจะสั่นสะเทือนด้วยพลังที่มองไม่เห็น
เงาร่างร่างก้าวเดินออกมาจากเงามืดใต้โขดหิน ดวงตาทั้งคู่สะท้อนแสงเพลิงเบื้องล่างราวกับตะเกียงกลางราตรี
ร่างหนึ่งคือชายหนุ่มที่ดูธรรมดาสามัญ ร่างอีกคนคือหญิงสาวผู้แต่งกายเรียบง่าย
ไม่มีสิ่งใดบนเนื้อัของทั้งที่สามารถบ่งบอกถึงพลังอำนาจได้เลย ทว่าทุกย่างก้าวที่พวกเขาเดินเข้ามานั้น มันกลับำใ้สัญชาตญาณของเหล่าทหารรับจ้างทั้งสี่และตี้อันสั่นไหว ประดุจกำลังโดนมีดกรีดลงกลางสันหลัง
ัของตี้อันเบิกตากว้างทันทีที่เห็นหน้าคู่บุรุษหญิงเบื้องหน้า ใบหน้าของเขาซีดเผือดขณะพูดเสียงสั่น
“พะ.. เจ้า! ผู้ติดตามของตี้หยาง?!”
“พวกเจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่!? ทำไมถึงไม่มีใครสัมผัสถึงัตนของพวกเจ้าได้เลย?!”
คำถามของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและไม่อยากเชื่อ ความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ เพราะในขณะที่ความหวังของพวกเขากำลังอยู่ตรงหน้า
บ่อน้ำเพลิงวิสุทธิ์ชนซึ่งคือสมบัติล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนฐานะ เปลี่ยนอนาคต และแม้แต่เปลี่ยนลำดับของราชวงศ์ได้
กลับปรากฏอุปสรรคเบื้องหน้า ราวกับสวรรค์ไม่ต้องการให้พวกเขาแตะต้องมัน
ชายที่ถือทวนสีเงินขยับัขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ดวงตาเปล่งแสงปราณเซียนอันเข้มข้น พลางกล่าวด้วยเสียงต่ำแน่น
“หึ? ถามอะไรเช่นนั้นละ.. พวกมันติดตามเรามาตั้งแต่แรกแล้ว องค์ชาย!”
ขณะที่พูด ชายวัยกลางคนก็กระชับอาวุธในมือแน่น ทหารรับจ้างที่เหลืออีกสามคนก็เคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน
แต่ละคนตั้งท่าอย่างมั่นคง ประสานพลังกันอย่างที่เคยฝึกฝนมาเป็นพันครั้ง
แม้จะเหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับอสรพิษเพลิง ทว่าการปรากฏัของุลึกลับคนี้ กลับำใ้พวกเขาตื่นัจนแทบลืมความเหน็ดเหนื่อย
ท่าทีเหล่านั้นกลับไม่ำใ้ชายหนุ่มใบหน้าธรรมดาคนี้รู้สึกเกรงกลัวเลยซักนิด
ชายหนุ่มยังคงยืนสงบนิ่ง ปากแสยะยิ้มรางๆ ขณะเริ่มเปล่งเสียงออกมาอย่างสงบ
“ข้าจะปล่อยพวกเจ้ามีชีวิตรอดออกไปก่อนก็ได้.. ยังไงซะ กว่าที่ดินแดนลับโบราณแห่งี้จะปิดัลงก็อีกตั้งสามวัน”
“ข้าเป็นคนมีเมตตา และเดินอยู่บนเส้นทางแห่งพุทธะ ไม่อยากจะสังหารผู้ใดโดยไม่จำเป็นน่ะ?”
ัเขาหันไปมองตี้อัน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหยอกล้อ กลับเจือไปด้วยแววลึกล้ำที่ำใ้คนฟังหนาวเยือก
“คิดว่ายังไงล่ะ องค์ชายลำดับห้า?”
ตี้อันกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ความไม่เข้าใจผสมกับความกลัวเริ่มแผ่ขยายในจิตใจ ทำไมทั้งคนี้ไม่มีปราณเซียนอะไรให้รู้สึกได้เลย แล้วเหตุใดหัวใจของมันถึงเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ ลางสังหรณ์ภายในกำลังกรีดร้องเสียงดังเลยก็ว่าได้
ชายอีกคนตะโกนลั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเดือดดาล
“สารเลว! ปล่อยให้พวกเรามีชีวิตรึ!?”
“แกไม่รู้เลยหรือว่าคำพูดกับใบหน้าที่แกกำลังแสยะยิ้มอยู่นั่น มันสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง! แกมันดูเหมือนพวกโรคจิตชัดๆ!!”
ทันใดนั้นเทียนจุนก็ยกมือขึ้นปิดปากตนเองในทันที ท่าทางราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งรู้ัว่าทำผิด
“อะ.. ขอโทษ ขอโทษที พอดีนิสัยเก่าของข้ากำเริบนิดหน่อยน่ะ!”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างเก้อเขิน แต่แล้วกลับแปรเปลี่ยนน้ำเสียงให้กลับมาเรียบเย็นอีกครั้ง
“แต่ข้าพูดจริงนะ บ่อน้ำเพลิงวิสุทธิ์ชนี้ ไม่เหมาะสมสำหรับพวกเจ้าหรอก”
“มันเป็นของข้ากับภรรยาข้าตังหาก!”
อีกคนในกลุ่มของตี้อันตะโกนสวนกลับด้วยเสียงกร้าว
“หุบปากไอ้สารเลว ที่นี่ไม่ใช่อาณาเขตที่ใครๆจะมายืนชี้นิ้วสั่งได้!”
พอได้ยินเช่นนั้น เทียนจุนก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง พร้อมกับนัยน์ตาที่ส่องประกายวาววับ สื่อถึงบางสิ่งที่ลึกล้ำและไม่อาจหยั่งถึง
“ชี้นิ้วรึ? ไม่หรอก.. ”
“ข้ากำลังจะชี้ชะตาของพวกเจ้า!!”
สิ้นเสียงประโยคนั้น
ทั้งสี่ก็ไม่รอช้า พวกเขาปะทุปราณเซียนขึ้นพร้อมกัน ทั่วทั้ง้ำเกิดแรงสั่นสะเทือนคล้ายภูเขากำลังจะถล่ม
พลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับบัญญัติเทพทั้งสี่พลันรวมกันเป็นหนึ่ง พุ่งเข้าใส่เป้าหมายตรงหน้าด้วยความรวดเร็วประหนึ่งอัสนี
“เฮ้อ..”
เทียนจุนถอนหายใจเบาๆ
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงบเมตตาเมื่อครู่ ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยแววตาอันเย็นเยียบ
“ยังไงก็ต้องส่งพวกเจ้าไปหาพระพุทธองค์สินะ.. น่าเสียดาย!”
คำพูดสุดท้ายราวกับกระจกใสที่ส่องสะท้อนใจแท้ของผู้พูด
บุรุษผู้นั้นแม้จะเรียกตนว่าเป็นผู้เดินบนเส้นทางแห่งพุทธะ แต่กลับมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่ในเงามืดที่ไม่มีใครเข้าใจ
จิ่วโหยวที่ยืนอยู่เคียงข้างเพียงยิ้มบางๆ พร้อมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไพเราะแต่เปี่ยมด้วยรังสีสังหาร
“ท่านจะลงมือเอง..”
“หรือให้ข้าจัดการล่ะท่านสามี?”
เทียนจุนหัวเราะอย่างจนใจ พร้อมกับใบหน้าที่ดูเหวอไปอยู่เล็กน้อย
“พวกมันมากันตั้งสี่คน.. ข้าคงไม่ไหว เจ้าออกแรงนิดหน่อยแล้วกันที่รัก!”
สิ้นคำพูดของเทียนจุน หญิงสาวก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็นอย่างหาที่สุดมิได้
รอยยิ้มนั้นมิได้เป็นเพียงการแสดงออกทางใบหน้า หากแต่เป็นดั่งม่านหมอกแห่งความตายที่กำลังแผ่คลุมผืนฟ้าเงียบงัน
และในขณะที่หญิงสาวได้ผลักฝ่ามือของตนออกไปอย่างเบาบาง เพียงแค่ปลายนิ้วกระเพื่อม ความว่างเปล่ารอบกายก็พลันสั่นสะเทือน ประหนึ่งว่าฟ้าดินกำลังหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
จากจุดศูนย์กลางของพลัง
ปราณเหมันต์อันรุนแรงได้โหมกระหน่ำออกมาราวกับ-่าหิมะจากแดนเหนือ สายลมแช่แข็งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สัมผัสได้ถึงความตายพุ่งทะลวงออกจากฝ่ามือเล็กๆนั้น
ปราณเหล่าี้มิได้เป็นเพียงความหนาวเหน็บ แต่เป็นเหมือนเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า เป็นความนิ่งงันของโลกหลังความตาย ประหนึ่งถูกสถิตในรูปลักษณ์ของหญิงสาวคนี้
“เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!”
้ำหินที่แข็งแกร่งราวกับป้อมปราการและผนังหินที่ผ่านกาลเวลามาไม่รู้กี่พันปี พลันส่งเสียงแตกร้าวดังก้อง
เมื่อถูกสัมผัสด้วยลมหายใจของความเยียบเย็นแห่งปราณเหมันต์ เสาหินที่ตั้้งตระหง่านพลันถูกแช่แข็งในชั่วพริบตาและเปราะบางราวกับเศษแก้ว
พลังนั้นแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต ราวกับไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งได้ และทหารรับจ้างทั้งสี่ที่ยืนอยู่นั้นต่างก็ถูกคลื่นพลังกลืนกินเข้าไป
พวกเขาทั้งหมดพยายามจะก้าวถอย แต่ร่างกายไม่ขยับตามจิตใจ
ดวงตาเบิกกว้างอย่างหวาดหวั่น
ทว่าไม่มีเสียงร้อง ไม่มีเสียงอ้อนวอน มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงที่ค่อยๆกลืนกินพวกเขาไปทีละคน
“ไม่.. ไม่นะ..”
หนึ่งในพวกเขาพึมพำออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ เมื่อเห็นแขนขาตนเองเริ่มถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งใสราวผลึก
แต่มันสายไปแล้ว
ปราณเซียนเหมันต์ที่รุนแรงไร้เทียมทานมิได้มอบโอกาสให้ใครแม้แต่ผู้เดียว
ร่างทั้งหมดถูกแช่แข็งทั้งเป็น ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีซีด ใบหน้าแข็งค้างอยู่ในความหวาดกลัวชั่วนิรันดร์
เสี้ยววินาทีก่อนที่จิตสุดท้ายจะดับสิ้น พวกเขาได้เห็นภาพสะท้อนของหญิงสาวในดวงตาตนเอง ภาพที่เต็มไปด้วยความสงบแต่ก็โหดร้ายเกินกว่าจิตใจมนุษย์จะรับไหว
แม้แต่ตี้อัน องค์ชายลำดับที่ห้าแห่งราชวงศ์ก็ไม่อาจหลบหนี
ัมันพยายามผลักพลังออกจากจุดตันเถียนเพื่อปะทุปราณเซียนต้านทาน แต่ท่ามกลางความเยียบเย็นนั้น พลังของเขาเปรียบเสมือนหยาดน้ำค้างบนปลายหญ้า เมื่อฤดูเหมันต์มาเยือน ทุกการดิ้นรนล้วนไร้ค่า
“ยะ.. อย่า.. อย่าบอกนะว่า..”
เสียงพึมพำสุดท้ายเบาลง ก่อนที่ร่างกายจะถูกครอบคลุมด้วยน้ำแข็งอย่างสมบูรณ์
ใบหน้าและนัยน์ตาของเขาเบิกกว้าง ดวงตานั้นสั่นไหวเมื่อสำนึกบางอย่างผุดขึ้นในห้วงความคิดสุดท้าย
“พะ.. พวกแกคือสามีภรรยาที่ลงมือทำร้ายไอ้บ้าตี้หลุน.. และสังหารแม่ทัพใหญ่หยาง.. ของราชวงศ์พวกเราไป?!”
คำพูดนั้นเปล่งออกมาแผ่วเบา
ท่ามกลางความเงียบที่แผ่คลุม ชายร่างเล็กผู้เป็นผู้นำของกลุ่มยังคงยืนอยู่ ตี้อันเป็นเพียงคนเดียวที่ยังไม่ถูกกลืนกินในทันที
ดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง และไม่อาจอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้
ไม่คิดเลยว่าโลกจะมีัตนที่พ้นไปจากมนุษย์ มีเพียงสิ่งเดียวที่หัวใจเขาตะโกนซ้ำไปมาในความเงียบงัน
“สัตว์ประหลาด.. ”
“พวกมันไม่ใช่มนุษย์.. เป็นเทพ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
เสียงหัวเราะเบาๆก็ดังขึ้น เทียนจุนกล่าวขณะปรบมือด้วยท่าทีสบายอารมณ์
“อมิตาพุทธ.. ”
“ยินดีด้วยที่เจ้าตอบถูก!”
ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความสนุกประหนึ่งชมการแสดงโศกนาฏกรรม
“แต่เสียใจด้วยนิดหน่อย.. ”
“พวกข้าไม่มีรางวัลให้หรอกนะ?”
เขาหันไปทางหญิงสาวผู้ยืนเงียบอยู่ไม่ไกล พร้อมเอ่ยอย่างแผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยเจตจำนง
“ภรรยาคนสวยจิ่วโหยว.. ส่งพวกมันไปหาพระพุทธองค์ที่ยิ่งใหญ่ซะ!”
หญิงสาวพยักหน้ารับอีกครา
มีเพียงฝ่ามือที่ยกขึ้นอีกครั้ง
ในชั่วอึดใจ รูปปั้นปาติมากรรมน้ำแข็งทั้งห้าที่ล้อมรอบบริเวณอยู่ก่อนหน้าี้ก็พลันแตกสลายออกมาในทันที
เศษน้ำแข็งนับพันนับหมื่นชิ้นแตกกระจายสาดแสงเรืองรองราวประกายดวงดาว ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะจางหายไปในม่านหมอกเย็นยะเยือกของปราณเหมันต์
และไม่อาจเข้าใจว่า
เหตุใดโลกแห่งการบำเพ็ญพียรมันถึงได้โหดร้ายกับพวกมันมากเพียงี้
ระบบเห็นก็ตะโกนขึ้นในหัวสมอง
【ไอ้โฮสต์ัร้าย!】
【โฮสต์มันัร้ายชัดๆเลย】
..
5555+
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??