เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

ติดตาม
ตอนที่ 19 ด่านทั้งสี่ของสำนักสี่ขุนเขา ตอน ปลาย
ตอนที่ 19 ด่านทั้งสี่ของสำนักสี่ขุนเขา ตอน ปลาย
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

        “เอาล่ะโหวหวัง ข้ามีแผน!”

        ผมหันไปบอกมันอย่างคนที่เพิ่งนึกอะไรเจ๋ง ๆ ออกได้หลังจากเกือบถูกอสูรกินแขนเมื่อครู่

        ความล้ากับความเจ็บตัวเหมือนจะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานดีขึ้นแปลก ๆ

        “เจ้าและข้าจะเข้าโจมตีมันพร้อมกันจากสองด้าน”

        ผมพูดพร้อมวาดภาพในหัว

        “ถ้ามันหันหน้าไปทางเจ้า เจ้าก็แค่ตั้งรับไว้ อย่าออกอาวุธมากให้เปลืองแรง

        เพราะกล้ามเนื้อหน้าอกมันหนาเหมือนกำแพงเหล็ก โจมตีไปก็เหมือนเอากระบองไปแหย่ล้อรถไถ

        สู้ให้คนที่มันหันหลังให้โจมตีดีกว่า

        เห็นไหม

        ส่วนหลังที่ไม่มีหนามของมันนี่แหละ

        จุดอ่อน!”

         

         

        “เอาตามเอ็งว่า!”

        โหวหวังพูดจบยังไม่ทันไร ร่างหมอนั่นก็เตรียมจะพุ่งเข้าใส่เจ้าอสูร

        ดวงตาวิบวับเหมือนคนได้ของเล่นใหม่ที่อยากทุบให้เละเป็นชิ้น ๆ

         

        ผมรีบคว้าหมับที่ไหล่ของมันไว้ก่อน

        “เดี๋ยวสิว้อย!”

         

        “อะไรของเอ็งอีก?”

         

        “ตอนนี้เวลาสอบน่าจะใกล้หมดแล้วนะ”

        ผมพูดพลางหรี่ตาอย่างกังวล

        “ถ้าเจ้าลงมือหนักไปอีกแล้วทำแก่นปราณแตกขึ้นมา

        คราวนี้เราสองคนได้กลับบ้านมือเปล่าแน่

        คะแนนของข้าอยู่ที่ห้าสิบ ส่วนเจ้าคือสี่สิบ

        และเจ้าก็ป่นแก่นปราณไปหลายดวงแล้วด้วย!”

         

        โหวหวังหรี่ตามองผมเหมือนจะไม่พอใจ สายตาของมันนี่เหมือนด่าผมอยู่

        “นี่เอ็งกำลังจะบอกว่าฉันใช้แต่กำลังแก้ปัญหาอย่างนั้นเรอะ?

        ดูถูกฉันกันเกินไปแล้ว!

        แลอีกอย่าง

        หนังของมันหนาเสียขนาดนั้น ใครมันจะไปทุบจนแก่นปราณแตกได้กันเล่า

        เอ็งน่ะโง่หรือเปล่าเนี่ย!”

         

        ถูกด่าว่าโง่น่ะ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะในชีวิตผม

        แต่ไอ้ที่เจ็บคือมันออกมาจากปากของซุนโหวหวังน่ะสิ

        เจ้าคนที่บอกผมเองกับปากว่า 'ใช้วิธีตระกูลซุน' แท้ ๆ ดันมาว่าผมโง่ซะงั้น

         

        ผมแค่หรี่ตาใส่มันแล้วว่า

        “เอาเถอะพ่อฮัคล์เพื่อนยาก เพลา ๆ มือลงบ้างก็พอ”

        ผมพูดพลางปาดเหงื่อ ก่อนหันกลับไปจ้องเจ้าอสูรตัวโตที่เริ่มขยับลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

        “ไป!!!”

         

        แผนพร้อม.. ใจก็พร้อม.. แล้วร่างผมกับโหวหวังก็พุ่งออกไปเหมือนลูกธนูจากคันศร

        โหวหวังบุกเข้าใส่เจ้าอสูรเต็มเหนี่ยว กระบองในมือของมันหวดกระแทกตัวเจ้าสัตว์อสูรอย่างไม่บันยะบันยัง

        เสียง ปั้ก! ปั้ก! ดังเป็นจังหวะ

         

        ไม่กี่วินาทีถัดมา

        เจ้าอสูรก็หันเป้าสนใจไปทางมันทันที

        ความหงุดหงิดแสดงออกมาอย่างชัดเจนจากการคำรามเสียงยาวยืด

         

        ส่วนผม!!

        เมื่อเห็๲๥่าเจ้าอสูรหันไปให้ความสนใจกับเจ้าโหวหวังแล้ว ผมก็ได้ง้างกระบี่สีครามในมือวาดใส่อีกครั้ง

        แม้แผนที่บอกไปนั้นจะดูพูดง่าย

        แต่ยากที่จะทำ

        เจ้าสัตว์อสูรตัวนี้มันหนังหนา แถมยังขยับไปมาราวกับมันมีแรงดึงดูดของโลกส่วนตัวเอง

        จะจ้วงแทงให้โดนก็นับว่ายากแล้ว ไหนจะต้องหลบหนามหลังของมันที่ชี้สะเปะสะปะอยู่ทั่วอีก

        ดูจากความแหลมและแข็งและ

        โดนทีเลือดน่าจะอาบทั่วตัว

         

        แต่ในตอนที่รู้ว่าแผนที่ว่านั่นเหมือนจะทำยาก

        แต่สมองของผมก็ขยันเสียเหลือเกิน

        เจ้าอสูรตนนี้มันชอบดึงหนามออกมาใช้ขว้างใส่คนใช่ไหม?

        แล้วถ้ามันไม่มีหนามให้ดึงล่ะ?

        ไอเดียผุดขึ้นมาแบบไม่ต้องรอใครอนุมัติ

        พอคิดได้ปุ๊บ กระบี่ในมือผมก็เปลี่ยนหน้าที่จากกระบี่ที่ฟาดใส่แผ่นหลังของมันอย่างไม่เห็นทางออก

        กลายเป็นมีดโกนมือหนึ่ง!!

        เออ..

        จะให้พูดหรู ๆ ก็คงคล้ายมีดผ่าตัดนั่นแหละ แต่เป็นเวอร์ชันเหี้ยมโหดกว่าเยอะ

        ผมวาดกระบี่ลงไปเป้าหมายแรกที่โคนหนามหลังของมัน

        ผลคือ...

         

        “บิงโก!!”

        ผมหลุดอุทานออกมาเสียงดัง

        แม้กระบี่ของผมจะไม่สามารถกรีดเนื้อหนามที่แข็งราวกับเกราะโลกันตร์ได้

        แต่ส่วนฐานที่มันยึดอยู่บนหลังเจ้าอสูรกลับเปราะบางกว่าที่คิด

        โดนเข้าไปทีเดียว...

        หนามร่วงลงมาราวกับผมกำลังตัดหญ้าอยู่ที่สวนหลังบ้าน

        เห็นแบบนั้นผมก็เริ่มเร่งมือ

        ผมจะเล่นให้หนามของมันเหี้ยนหมดหลัง!!

        ผมจะเอาความแค้นสมัยเป็นนักเรียกมาลงที่มันทั้งหมด!!

         

        แต่แปลกดีเหมือนกัน ขณะที่ผมกำลังรับบทคนสวนที่ถอนหนามบนหลังของมันอยู่ไม่ต่างกับต้นหญ้า

        แต่เจ้าอสูรกับมัวแต่พะวงกับโหวหวังที่อยู่ข้างหน้า

        มันเลยไม่รู้ตัวเลยเหรอ

        ว่ามันกำลังโดนผมแทะหลังอยู่

        แต่ก็ดีแล้วที่มันไม่ได้รู้ว่าผมกำลังถอนขนของมันอยู่

        มันทำให้ผมสามารถถางขนของมันออกจนโล่งเตียนในเวลาไม่นาน

         

        แล้วเมื่อขนบนหลังของมันถูกผมถอนออกจนหมดเหมือนกับก้นเด็ก

        ก็ถึงเวลาที่ผมจะลองอะไรบางอย่าง

         

        “โหวหวัง! หลบไป!!”

        ผมตะโกนลั่น ก่อนกระชับกระบี่ในมือแน่นและสั่งพลังปราณให้ไหลเวียน

        “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่หนึ่ง... กลบฝังธารา!!”

        กระบี่ในมือของผมเปล่งแสงฟ้าครามออกมา แสงที่สวยงามมาก

        แต่ภายใต้ความสวยงามนั้น

        มันคือแสงแห่งการลงทัณฑ์ต่างหาก

         

        โหวหวังเหมือนจะรู้ทัน พอเห็นผมกำลังจะปล่อยไม้เด็ด

        เจ้าหนุ่มหน้าขนก็กระโดดเข้าใส่กลางอกของอสูรยักษ์ พร้อมถีบส่งตัวเองถอยออกไปอย่างว่องไว

        ก่อนจะกลับมายืนกอดอกอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร

         

        ผมเองก็ไม่รอช้า กระบี่ในมือถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณสีครามจนมันส่องประกายหนาแน่นเหมือนก้อนเมฆก่อนพายุ

        ดวงตาของผมจ้องเป้าไว้ตรงจุดกลางแผ่นหลังของเจ้าอสูร

        แผนในหัวนั้นง่าย ๆ คือการแทงให้ทะลุ จากนั้นตัดแก่นปราณให้ฉับ แล้วรีบเผ่น ไม่เสียเวลาปล่อยให้มันกลายเป็นหิน

        “ตายซะ!!”

        ผมคำรามพร้อมกับกดกระบี่ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณและวิชาใส่สุดแรง

         

        แต่ยังไม่ทันที่ปลายกระบี่จะสัมผัสผิวหนังกำลังเงาวับของอสูร…

         

        เคร้ง!!

         

        กระบี่ของผมปลิวหลุดจากมือราวกับโดนอะไรบางอย่างกระแทกอย่างแรง

        หางตาของผมทันเห็นสิ่งที่ทำให้เกิดแบบนั้น

        นั่นคือก้อนหินก้อนหนึ่งที่ยังกลิ้งลงพื้นหลังชนกระบี่ของผมจนหลุดกระเด็นออกไปไกล!

         

        ผมชะงักไปชั่ววินาทีเดียว ไม่ถึงกับตกใจมาก

        แต่พอรู้ว่าใครสักคนขัดขวางผมจากการปิดบัญชีอสูรตัวนี้…

        เลือดผมก็ขึ้นหน้า

        อะไรมันทำให้วันนี้ของผมทั้งวันมั๲๥ุ่๲๥ายขนาดนี้กัน

        จะทำนั่น คนนี้ก็มาขวาง

        จะทำนี่ ไอ้คนนู้นก็มายุ่ง

        จะทำอีก ใครที่ไหนไม่รู้ก็มาสอด

         

        แล้วสถานการณ์ก็ไม่ได้ให้เวลาผมคิดมากนัก

        เพราะทันทีที่พลาด

        เจ้าอสูรก็หันกลับมามองผมพอดี

        และใช่!! ตอนนี้ผมไม่มีอาวุธ แถมอยู่ในระยะประชิดกับสัตว์ประหลาดกล้ามเนื้อแน่นที่กินโปรตีนเวย์หมดไปหลายลัง

        ผมไม่มีแม้แต่เวลาสบถในใจ ได้สั่งขาทั้งสองให้พุ่งตัวหลบออกด้านข้างทันที ใช้ท่าร่างเข้าช่วยเพื่อสร้างระยะห่าง

        แล้วก็ตะโกนสุดเสียงออกไปอย่างโกรธจัด

        “ผู้ใด!!”

        เสียงผมก้องกังวานไปทั่วป่า

        ใครก็ตามที่เพิ่งทำลายโอกาสสี่สิบคะแนนของผมเมื่อกี้ มันได้มีเรื่องกับหลิวเจี้ยนคนนี้แน่!

         

        “เราอาวุโสเสียใจจริง ๆ ที่ขัดขวางเจ้าทำการสอบ แต่เราอาวุโสไม่อาจปล่อยให้เจ้าสังหารสัตว์เลี้ยงของเราอาวุโสได้”

        เป็นเสียงที่ดังลงมาจากท้องฟ้า

        แล้วพอผมมองไป ก็ได้เห็นคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง สวมชุดผ้าไหมสีทองหรูหรา

        ก่อนที่คนผมขาวคนนั้นจะมาหยุดยืนข้าง ๆ อสูรยักษ์ที่ผมเกือบจะสับมันเป็นเนื้อแดดเดียวเมื่อกี้

        แล้วที่โคตรเหนือความคาดหมายกว่าก็คือ

        แกใช้มือเหี่ยวย่นนั่นลูบไปตามหัวมันเหมือนกำลังโอ๋หมาพุดเดิ้ลอยู่

        ชีวิตในยุทธทวีปนี้ชักจะชวนให้ผมงงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

         

        “ท่านเจ้าคุณลู่?”

        เสียงของโหวหวังดังขึ้นข้าง ๆ ผม เจ้าหนุ่มหน้าขนตอนนี้เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ พร้อมทำหน้าแบบที่เห็นได้ชัดว่าเริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้ว

        แน่นอน..

        ผมไม่เข้าใจเลยซักกระติ๊ด

         

        แต่พอลองมองชุดที่ตาลุงนั่นใส่ชัด ๆ อีกครั้ง

        ผมก็ได้เห็นตรา 'เจ้าสำนัก' ปักอยู่ที่กลางอก

        ชัดเลยครับ...

        คุณลุงคนนี้คือ 'เจ้าสำนักลู่ หนานเยว่' เจ้าสำนักใหญ่ของสาขาเมืองนพบุรี

        ถามว่าผมรู้ได้ยังไงเหรอ..

        นี่พวกนาย.. เวลานายจะไปสมัครงานอะไรที่ไหน พวกนายก็สมควรศึกษาคนสำคัญของสถานที่นั้นหรือองค์กรนี่ไม่ใช่หรือ

        และดูเหมือนผมจะเกือบไปสับสัตว์เลี้ยงของเจ้าสำนักสี่ขุนเขาฯ เข้าซะแล้ว

         

        “ปีนี้เจ้าสมัครเข้าสำนักด้วยหรือ..ไอ้แสบน้อย”

        เจ้าสำนักลู่หันไปพูดกับโหวหวัง

        น้ำเสียงที่ใช้พูดก็เหมือนแบบคุณตาที่รักหลานมาก

        ขณะพูด..

        มือก็ยังไม่หยุดเกาสัตว์ประหลาดหัวหนามนั่น

        ส่วนเจ้าอสูรนั่นนะเหรอ

        ก็..

        เอาจริง ๆ นะ มันกลายเป็นหมาไปเลยครับตอนนี้ หลับตาพริ้ม แถมยังส่งเสียงครางแผ่ว ๆ เหมือนกำลังเคลิ้มสุด ๆ จากการถูกโอ๋

         

        “ขอบรับ..ท่านเจ้าคุณลู่”

        โหวหวังตอบกลับไปด้วยท่าทางเป็นมิตรมากกว่าตอนคุยกับผมอีก แถมยังชี้ไปที่อสูรไซส์เบิ้มตรงหน้า

        “อสูรตนนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านเจ้าคุณหรือขอรับ?”

         

        “ถูกต้องแล้ว.. เจ้าแสบน้อย เราอาวุโสเพิ่งได้ เค่อ อ้าย มาเมื่อหน้าหนาวปีก่อน อย่างไร...น่ารักสมชื่อหรือไม่?”

         

        เอ่อ... ขอโทษนะครับ... ว่าไงนะ?

        เมื่อกี้เขาเพิ่งถามว่าไอ้อสูรหมูป่าผสมเม่นและจระเข้ท่าทางเหมือนจิงโจ้นี่น่ารัก?

        จริงดิ?

        แถมยังตั้งชื่อให้มั๲๥่า เค่ออ้าย?

        เอาจริง? เขาไม่เห็นกล้ามเป็นมัด ๆ กับฟันแหลม ๆ ที่พร้อมจะงับคน ไหนจะหนามรอบตัว (ที่ผมถอนจนเหี้ยน) อีก

        ตั้งชื่อให้ว่าเค่ออ้ายจริงดิ?

         

        “เค่ออ้ายหายออกไปจากตำหนักของเราอาวุโสเมื่อเดือนก่อน

        ไม่นึกเลยว่าเจ้าเค่อเค่อน้อยจะมาอยู่ที่ตรงนี้

        เราอาวุโสขอบใจพวกเจ้ามากที่ตามหาเค่ออ้ายกลับคืนมาให้แก่เราอาวุโส”

         

        เอาจริง ๆ นะ..

        คือผมไม่เข้าใจรสนิยมของอาวุโสลู่หนานเยว่เลยสักนิด

        แต่ถ้าให้จินตนาการว่าผมกลับบ้าน แล้วมีเค่ออ้ายตัวนี้กระโดดใส่แบบหมารอเจ้านายกลับบ้าน

        ผมคงสะบัดหมัดสวนก่อนสมองจะประมวลผลว่า 'อ้อ มันมาต้อนรับน่ะ'

         

        แต่คืออย่างที่พวกคุณก็รู้ ว่าตอนนี้ผมกับโหวหวังมีคะแนนรวมกันได้ 90 คะแนนเอง

        พวกเราไม่มีเวลาจะมีเสียตรงนี้

        “ขออภัยท่านเจ้าสำนักลู่ แต่ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านนั้นได้ก่อกวนการสอบของพวกเรา

        แถมท่านยังเข้ามาขัดขวางพวกเราอีก

        แบบนี้มิใช่ว่าข้า.. เอ่อ.. ข้ากับสหาย เสียผลประโยชน์หรอกหรือครับ?”

        น้ำเสียงของผมนี่เต็มไปด้วยมารยาทนะ เอียงคอนิด ขยับมุมปากหน่อย

        แต่ในใจก็คือ 'โว้ยยย!! แล้วจะให้ผมทำไง ถ้าคะแนนมันไม่พอสอบผ่าน!'

         

        “จริงของเจ้าหนุ่มน้อย แต่เราคงให้เจ้านำแก่นปราณของเค่ออ้ายไปไม่ได้เสียด้วยสิ

        เอาอย่างไรดี...

        อืม...”

        เสียงท่านเจ้าสำนักลู่ว่ามางี้ ผมนี่อยากจะเอาหัวโขกแผ่นหินแถวนั้นให้รู้แล้วรู้รอด

        คือ...จะพูดว่าน่าเห็นใจมันก็ดูจะพูดเล่น

        แต่พูดว่าไม่ยุติธรรม...

        ก็ใช่เลยล่ะครับ..

        โคตรจะไม่ยุติธรรม!!

         

        ขณะที่ผมกำลังจะอ้าปากถามต่อว่าพอจะมีทางออกมั้ย มือเหี่ยวย่นของเจ้าสำนักก็ดันหยุดลูบคางไอ้เค่ออ้ายของเขา

        แล้วเจ้าอสูรก็ทำหน้าย่น ทำเหมือนบ่นอุบอิบ หัวโยกไปโยกมาเหมือนเด็กน้อยเรียกร้องความสนใจ ว่า 'ลูบต่อสิ ลูบต่อสิ!'

         

        “เช่นนั้นเอาแบบนี้…”

        ท่านเจ้าสำนักก้มลงไปเก็บเศษกิ่งไม้ธรรมดา ๆ จากพื้นขึ้นมากำหนึ่ง

        ซึ่งผมก็คิดในใจว่า 'อา... เอ่อ.. ท่านจะก่อกองไฟทำอาหารสั่งลาให้พวกผมหรือ?'

        แต่เปล่าเลย เหมือนผมจะคิดผิดไปไกลมาก

        ท่านเจ้าสำนักส่งพลังปราณเข้าไปในกิ่งไม้ ก่อนจะโยนมันขึ้นกลางอากาศ

        แล้วกิ่งไม้สิบกว่าเส้นก็พุ่งออกไปแบบลูกธนูยิงพร้อมกันแปดทิศ!

        “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 7 ล้างสิ้น..ภูติสวรรค์!!”

         

        ใช่ครับ..

        ท่านโยนกิ่งไม้ แล้วกิ่งไม้พวกนั้นพุ่งออกไปเหมือน-่าฝน

        ผมกับโหวหวังได้แต่มองหน้ากัน กะพริบตาปริบ ๆ เหมือนคนพยายามกลืนความตกใจลงคอ

        แต่กลืนยังไงมันก็ยังติดเหนียวอยู่ตรงคอหอย

         

        เสียงสัตว์อสูรโอดครวญดังระงมไปทั้งป่า

        แล้วอยู่ดี ๆ กิ่งไม้พวกนั้นก็วนกลับมา

        บินกลับมาหาท่านเจ้าสำนักเหมือนฝูงนกสื่อสาร และกลับมาพร้อมกับ แก่นปราณสัตว์อสูร

         

        “เราอาวุโสคิดว่าแก่นปราณเท่านี้น่าจะพอสำหรับพวกเจ้าแล้วกระมัง”

        จบประโยค แก่นปราณทั้งกองก็มาเรียงสวยอยู่แทบเท้าผมกับโหวหวัง

         

        โหวหวังก็ยืนพนมมือมองท่านเจ้าสำนักเหมือนคนเจอพระอรหันต์

        “ฝีมือแบบนี้ สมแล้วที่ท่านเจ้าคุณครองตำแหน่งผู้นำสำนักมานานกว่ายี่สิบห้าปี”

        น้ำเสียงของโหวหวังฟังดูสงบแบบสุด ๆ

        แต่ผมสัมผัสได้ว่ามันตื่นตาตื่นใจใช่เล่น

         

        แต่สำหรับผมน่ะเหรอ..

        บอกตามตรงเลยครับ

        ก็เฉย ๆ แบบสุด ๆ

        เพราะอะไรน่ะเหรอ?

        ก็เพราะผมเคยเห็นฉากทำนองนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนจากพ่อบุญธรรมสุดโหดของผมไงล่ะ

        คือ.. ก็โอเค ท่านเจ้าสำนักลู่หนานเยว่ก็เจนกระบี่ใช้ได้อยู่หรอก

        แต่ในสายตาของผม..

        พ่อบุญธรรมผมน่ะเหนือกว่านี้เป็นสิบเท่า

        ถึงแม้ใคร ๆ จะคิดว่ายี่ฟู่ท่านถนัดวิชาฝ่ามือและหมัดมวย ไม่ใช่กระบี่

        ก็เพราะพวกนั้นแค่ไม่เคยเห็นท่านจับกระบี่เท่านั้นเอง

         

        “เอาล่ะ เราอาวุโสไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว

        ดูจากเวลาน่าจะเหลืออีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามแล้วกระมัง

        หากพวกเจ้าไม่รีบนำแก่นปราณนี้ไปส่งนับคะแนน

        เราอาวุโสเกรงว่าพวกเจ้าจะอดได้คะแนนในด่านนี้”

         

        ท่านเจ้าสำนักพูดออกมาด้วยท่าทีเหมือนอาจารย์สั่งการบ้านตอนหมดคาบพอดี

        ผมกับโหวหวังเลยรีบพยักหน้า แล้วไอ้เจ้าโหวหวังมันก็หันไปเคารพก่อนจะโบกมือลอย ๆ เหมือนปัดฝุ่น แล้วแหวนมิติของมันก็หอบแก่นปราณทั้งหมดหายวับเข้าไป

        เป็นการล่าแต้มที่ไม่เสียเหงื่อแม้แต่นิดเดียวในตอนท้าย

        ซึ่งฟังดูดี

        ถ้าไม่ติดว่าก่อนหน้านี้ผมต้องพบเจอเรื่องอะไรมาบ้างน่ะนะ

         

        พวกเราหันหลังเตรียมจะจากไป แต่ก็ไม่วายเสียงของเจ้าสำนักลู่ก็ได้ดังไล่หลังมา

        “เอ่อ... จริงสิ พ่อหนุ่ม... เจ้ามีนามว่าอย่างไรรึ?”

         

        ผมหันไปยิ้มนิด ๆ พลางตะโกนกลับไป

        “หลิวเจี้ยนขอรับอาวุโส!”

         

        ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงแบบนักปราชญ์

        “กระแสน้ำและกระบี่รึ... มีความสับสนในแซ่ แต่ก็มีความอ่อนหยุ่นในชื่อ... ทั้งชื่อและแซ่ขานรับกันได้ดี”

        ผมฟังแล้วก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี

        ผมจึงเลือกที่จะเงียบ

        “เอาล่ะ...ไปเถอะ เดี๋ยวจักไม่ทันเวลา”

         

        ท่า๲๥่าแบบนั้น ผมก็เลยรีบคว้าข้อมือไอ้โหวหวัง ลากมันออกจากตรงนั้นทันที

        กลัวอยู่เหมือนกั๲๥่าถ้าอยู่ต่อแล้วเจ้าเค่ออ้ายมันจะหันมามองผมด้วยสายตาอาลัยรัก แล้วกระโจนเข้าใส่แบบสุนัขดีใจที่เจอเจ้าของละก็..

        แน่นอ๲๥่า...

        ผมไม่มีวันยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น..

        --------------------------------------------------------

        เหตุการณ์ต่อเนื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้

         

        ด้านชายชรายังคงรั้งอยู่ที่เดิม ดวงตาเลื่อนลอยจ้องมองไปยังร่างของสองบุรุษหนุ่มที่เพิ่งจากไป

        “เจ้าหนุ่มนั่นเป็๲๥ิชากระบี่โบยสวรรค์ แถมยังมีแซ่หลิวและเป็นสหายของไอ้แสบอย่างนั้นรึ..

        เรื่องแบบนี้มันบังเอิญไปหรือไม่...”

        ชายชรากล่าวพร้อมมองไปที่สัตว์อสูรของเขา ดวงตาของคนเจนโลกมองไปตรงแผ่นหลังของเค่ออ้ายที่เกือบถูกหลิวเจี้ยนลงกระบี่ลงไป

        “ไอ้หนุ่มนั่นเกือบฆ่าเจ้าได้ด้วย...

        เค่ออ้ายน้อย...

        มันเป็นเพียงสัมผัสปราณขั้นต้นเท่านั้น

        แต่พรสวรรค์แบบนี้มัน...

        ทำให้เราอาวุโสนึกถึงอยู่คนหนึ่ง”

        เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เหมือนชายชราจะนึกอะไรบางอย่างออก ก่อนหยกสื่อสารก็ได้ถูกหยิบขึ้นมา

        “คุณนายหลิวสบายดีหรือไม่......

        อืม...

        ปวดหลังมันก็อาการของค๲๥ัยเช่นเรานั่นแหละคุณนายหลิว.....

        เช่นนั้นรุ่นหลังของเข้าเรื่องเลย....

        ไอ้หนุ่มหลิวเจี้ยนเป็นอะไรกับท่าน?”


ตอนต่อไป
ตอนที่ 20 ไสหัวไป

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา