เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit
ระยะของทวนที่ใกล้เกินไป
ต่อให้เป็นผม
ผมก็แทบกลั้นหายใจ
หวังเชียนเถาไม่มีทางหลบได้แน่นอนในระยะนั้น
มันใกล้เกินไป.. ใกล้จนเหมือนคมทวนนั้นถูกฝังอยู่ในเงาของตัวมันเอง
แต่เจ้าบ้านั่น..
ดันยังคิดหาทางออกได้ในพริบตาเดียว
ไม่ใช่การหลบ
ไม่ใช่การถอย
แต่เปลี่ยนท่ายืนกับท่าจับกระบี่ เพื่อ 'ควบคุมจุดที่โดนแทง' ให้เสียหายน้อยที่สุด..
หม่าเฟยแทงทวนเข้าไปเต็ม ๆ ที่เอวซ้ายของหวังเชียนเถา
เสียงกระแทกดังตุ้บจนผมสะดุ้งแทน
เลือดพุ่งราวกับมีใครบีบถุงน้ำแดงใส่เวทีประลอง
แต่แล้ว..
เลือดก็พุ่งจากฝั่งหม่าเฟยด้วยเหมือนกัน
“อะไรน่ะ!?”
ผมถึงกับอุทานออกไป
เพราะแทบจะพร้อมกันกับจังหวะที่หม่าเฟยออกทวน
กระบี่ในมือขวาของหวังเชียนเถาก็พุ่งสวนขึ้นไป
แทงเข้าไปที่ช่วงลำตัวของหม่าเฟย
และจุดที่มันเล็ง..
ไม่ใช่จุดธรรมดา..
มันคือจุดอันตราย
มันเป็นการแลกเลือดกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
กระบี่หนึ่ง แทงสวนทวนหนึ่ง
ไม่มีใครหลบ ไม่มีใครเบี่ยง ไม่มีใครออมมือ
เป็นการเล่นที่โคตรเสี่ยง…
แต่หวังเชียนเถาคิดว่าเขาคำนวณไว้หมดแล้ว
และดูจากผลลัพธ์…
หมอนั่นก็แทบจะได้กำไรเต็ม ๆ
เพราะกระบี่ของมันแทงได้ลึกกว่า
และที่แย่กว่านั้นคือ..
เปลวเพลิงที่เคลือบกระบี่ก็ยังคงลุกไหม้ อยู่บนผิวเนื้อของหม่าเฟย
ผมที่นั่งอยู่ถึงกับกำมือแน่น
ไม่คิดเลยว่าการประลองภายในสำนักมันจะบ้าเลือดกันได้ถึงขนาดนี้
กลิ่นไหม้บาง ๆ ของเนื้อคนลอยแตะจมูก
นี่มันไม่ใช่แค่ 'ประลอง' แล้ว
นี่มันกลายเป็นการ 'ฆ่าแกง' กันชัด ๆ
แต่ในวินาทีที่หวังเชียนเถาเหมือนจะได้เปรียบสุดขีด
แววตาของมันก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
คล้ายกับเพิ่งรู้ตัว ว่า 'พลาดอะไรบางอย่าง'
หวังเชียนเถาประเมินความบ้าคลั่งของหม่าเฟยต่ำเกินไป
และผมเอง…
ก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า สิ่งที่กำลังลุกขึ้นมาจากตัวหม่าเฟย
ไม่ใช่แค่ความเจ็บ
มันคือบางอย่างที่ ไม่ควรถูกปลุก
เจ้าคนผมขาวในตอนนี้ ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว
ราวกับมันไม่ได้รู้สึกถึงแผลที่ถูกแทง
ปากแผลที่โดนเผา
คล้ายว่าตอนนี้เจ้าหม่าเฟยนั่น..
คลั่งจนเลือดขึ้นหน้า
ความโกรธแบบที่พวกนายคงเคยเป็น อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต
แบบที่ไม่มีคำว่าชั่งน้ำหนัก ไม่มีคำว่าประเมินผล มีแต่คำว่า
ไม่สนอะไรทั้งสิ้น..
หม่าเฟยกระชากด้ามทวนที่เสียบอยู่ที่เอวของหวังเชียนเถาออกมาในจังหวะเดียว
จากนั้นปลายทวนก็กวาด ใส่ร่างของฝ่ายตรงหน้าอย่างดุดันราวกับพายุที่ไม่สนว่าสิ่งที่กวาดผ่านจะเป็นอะไร
ในดวงตาของหม่าเฟยตอนนี้
เหมือนมันไม่มีความแยแสแม้แต่น้อย ต่อเลือดที่ไหลออกจากแผลของตัวเอง
ในสายตาของหม่าเฟยนั้น..
ราวกับมีแค่หวังเชียนเถาเพียงคนเดียวเท่านั้น
คงเพราะคนตรงหน้า..
ได้แตะ..
ในสิ่งที่ไม่ควรแตะ..
การที่หวังเซียนเถาเอ่ยถึงชื่อมารดาของหม่าเฟย
ผู้หญิงที่เปรียบเสมือนนางฟ้าในหัวใจของเด็กชายคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่ไม่มีใครควรพูดถึงด้วยน้ำเสียงแบบนั้น
จากสนามประลองเพื่อเฟ้นหาตัวแทนสำนัก
กลายเป็นสนามนองเลือดที่อาจมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
ที่เดินออกไปพร้อมลมหายใจ
ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรดลใจให้หวังเซียนเถาพูดออกไปแบบนั้น
แต่สำหรับผมที่แผลเรื่องแม่ยังสดอยู่
ผมก็อาจเป็นเช่นหม่าเฟย
“บ้าเอ้ย!!
ข้าไม่น่าไปฟังคำยุแหย่ของผู้หญิงคนนั้นเลยจริง ๆ
ใครจะรู้ว่าการเอ่ยถึงชื่อแม่ของมันจะทำให้มันคลั่งถึงขนาดนี้ได้!!”
หวังเซียนเถาเริ่มรับทวนไม่ทัน
มันเริ่มยกกระบี่ปัดป้องช้าลง
เขาเริ่มถอยโดยไม่รู้ตัว
เพลงทวนของหม่าเฟยในตอนนี้
ไม่ใช่เพลงที่ฝึกมาจากตำรา
ท่วงท่าที่ใช้ฟาดฟันมีแต่แรง ไร้แบบแผน
แต่เป็นเพลงที่หลั่งออกมาจาก
สัญชาตญาณดิบของสัตว์ร้าย
ทั้งแรงและเร็ว เดาทางไม่ได้
เป็นทวนที่ไร้ปรานี
ความบ้าคลั่งที่ไหลเป็นระลอก เหมือนหวังเซียนเถากำลังสู้กับพายุที่เปลี่ยนทิศทุกวินาที
หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป
ต่อให้หวังเชียนเถามีสิบหัวยี่สิบแขน
ก็ไม่มีทางรอดจากเจ้าคนคลั่งตรงหน้าได้เลย
บุรุษร่างบางอย่างหวังเชียนเถาเหมือนเริ่มรู้แล้ว
รู้ว่าไอ้ที่กำลังสู้ด้วยตอนนี้ ไม่ใช่หม่าเฟยคนเดิมอีกต่อไป
มันคืออะไรบางอย่างที่ถูกปลุกขึ้นจากบาดแผลในใจ
บางอย่างที่ไม่ต่อรอง ไม่ยั้งมือ และไม่แยแสต่อหยดเลือดในร่างตัวเองที่กำลังไหล
ในหัวของหวังเซียนเถาตอนนี้คงมีแต่คำว่า 'ต้องหนีให้ได้'
ในพริบตานั้น..
กระบี่ในมือหวังเชียนเถาที่เคยเอาแต่ตั้งรับมาตลอด
ก็เปลี่ยนมาเป็นรุกชั่ววูบหนึ่ง
มันกวาดกระบี่รัว ๆ สองสามครั้งด้วยความเร็วจัดจ้าน
จนปลายทวนของหม่าเฟยถูกเบี่ยงทิศอย่างฉิวเฉียด
เปิดช่องเล็ก ๆ ให้ตัวของหวังเซียนเถาใช้ท่าร่างของตัวเอง ถอยออกมาได้
“ท่าร่างเหยียบขุนเขา!”
โหวหวังกระซิบชื่อท่าพลางเบิกตา
ใช่.. หวังเชียนเถาใช้ ท่าร่างเหยียบขุนเขา เพื่อผละถอย
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาชาเคลื่อน..เมฆาหมอบของหม่าเฟย
ก็นับว่าช้าอยู่หลายช่วงตัว
จากตอนแรกที่หม่าเฟยเซเพราะถูกแรงกระบี่ของหวังเซียนเถาตีโต้
แต่แค่ไม่กี่วินาที..
หม่าเฟยก็กลับมาตั้งหลัก และไล่ตามหวังเชียนเถาไปได้อีกครั้ง
แถมยังไล่ตามได้ทันอย่างต่อเนื่อง
ปลายทวนในมือของหม่าเฟยหมุนวนกลับมาด้วยจังหวะฟาดฟันที่คมดั่งใบมีดหมื่นเล่ม
บ้าคลั่งจนไม่เหลือความประณีตแบบนักสู้มีชั้นเชิงอีกต่อไป
นี่มันสัญชาตญาณของคนที่ไม่สนใจแม้กระทั่งผลลัพธ์ของตัวเอง
แต่ทันใดนั้นเอง..
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ร่างของหวังเชียนเถาอยู่ ๆ ก็ลอยขึ้นเหนือพื้นดิน
ใช่ครับ
เจ้าบ้านั่นใช้พลังปราณยกตัวขึ้นกลางอากาศอย่างชำนาญ
ร่างบาง ๆ ของมันเหินลอยพ้นระยะโจมตีที่แนวราบ
หม่าเฟยพยายามฟาดทวนขึ้น แต่ทิศการโจมตีบนพื้นดินมันไม่สูงพอที่จะส่งคมทวนให้ถึงเป้าหมาย
แล้วแม้จะไม่อาจส่งคมทวนฟาดตีหวังเซียนเถาได้อีกต่อไป
แต่แววตาของหม่าเฟยตอนนั้น..
ยังคงจ้องเขม็งขึ้นไปโดยไม่กะพริบ
ไม่มีความตกใจ
ไม่มีความลน
มีแต่ไฟที่กำลังลุกท่วมดวงตาทั้งสองข้าง
ผู้คนบนอัฒจันทร์แทบจะลุกฮือ
เสียงแตกตื่นดังระงมทั่วทั้งสนาม เหมือนถูกเหวี่ยงเข้าไปอยู่กลางตลาดสดวันลดราคา
บางคนส่งเสียงตื่นเต้น
บางคนอ้าปากหวอ
บางคนถึงกับเผลอทำขนมถั่วดำตกจากมือ (ผมเห็นจริง ๆ นะ)
เพราะหวังเชียนเถาเหาะขึ้นฟ้าได้...
มันไม่ใช่อะไรที่ช่วงชั้นยุทธ์ในระดับนี้สามารถทำได้
“หระ...หรือว่าศิษย์พี่ใหญ่หวังสำเร็จถึงช่วงชั้นเข้าถึงแล้ว?
เขากลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นเหนือพสุธาขั้นต้นไปแล้วถึงสามารถเดินบนอากาศได้?”
อีกเสียงรีบแย้งขึ้นมาแทบจะทันที
“ไม่ใช่! ดูอย่างไรศิษย์พี่ใหญ่หวังก็ยังไม่อาจสำเร็จถึงขั้นเหนือพสุธาได้
นั่นน่าจะเป็นเพราะศิษย์พี่ใหญ่หวังสำเร็จท่าร่ายของสำนักขั้นที่สามมากกว่า เขาถึงสามารถเหาะเหินได้”
ผมพยักหน้าเบา ๆ ให้กับความคิดนั้น
“ที่แท้ศิษย์พี่ใหญ่หวังก็มีไพ่ตายเช่นนี้อยู่ในมือ! แบบนี้ศิษย์พี่ใหญ่หม่าก็หมดสิทธิ์จะได้รับชัยแล้วเป็นแน่!”
เสียงวิจารณ์ดังต่อเนื่องรอบตัวผม เหมือนฝนตกซัดพื้นหิน
“ถ้าเหาะได้แบบนั้น การต่อสู้ก็จบแล้วน่ะสิ”
“ทวนมันฟาดไม่ถึงหรอก หม่าเฟยหมดหนทางแล้ว”
“ต่อให้ท่าร่างของหม่าเฟยจะเร็วถึงขนาดไหน
หากไม่สามารถเหาะตามศิษย์พี่หวังได้ก็ไร้ผล
อาศัยใช้แค่เพลงทวนเก่า ๆ สู้ไม่ได้หรอก”
แม้แต่โหวหวังข้าง ๆ ผมยังเริ่มส่ายหน้าเล็กน้อย เหมือนจะเห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่
แต่ผมน่ะคิดว่ามันยังไม่จบ
ในสายตาผมหม่าเฟย ยังไม่แสดงอะไรออกมามาก นอกจากท่าร่างและวิชาทวนตระกูลหม่า
“หม่าเฟย...
ข้าให้โอกาสเจ้ากล่าวยอมแพ้แต่โดยดี...”
เสียงของหวังเชียนเถาดังลงมาจากฟ้าเหมือนเทพเจ้ากำลังปรามศัตรูที่คลานอยู่บนพื้น
“ตอนนี้ข้าอยู่สูงกว่าเจ้า...
ในสายตาข้าตอนนี้...
ทวนของเจ้ามีขนาดไม่ต่างจากไม้แคะฟันก็เท่านั้น!”
ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ยังรู้สึกได้ถึงความแรงของคำเหยียดนั้น
เจ้าบ้านี่ไม่แค่จะชนะ
แต่มันต้องการบดขยี้ความทะนงของหม่าเฟย
หวังเชียนเถายกกระบี่ที่ยังร้อนแดงขึ้น
แล้วกดปลายกระบี่อาบเพลิงลงไปที่แผลบนเอวของตัวเองเพื่อ 'ห้ามเลือด' ด้วยเปลวร้อนแรงนั้น
สิ่งที่หวังเซียนเถาทำสำหรับผม..
ไม่ใช่เพราะแผลนั้นอันตราย
แต่เพราะมันต้องการแสดงให้เห็น
ว่าหลังจากนี้ไป..
มันจะเป็นฝ่ายคุมเกม
เบื้องล่างหม่าเฟยยืนนิ่ง
ไม่ขยับ ไม่สั่น ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
แต่ดวงตาคู่นั้น...
ดวงตานั่นลุกไหม้ด้วยเปลวไฟที่ไร้สี
ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือก็รู้ได้ว่า
ความโกรธที่มันมีตอนนี่กดลึกเข้าถึงกระดูก
“กล้าเอ่ยถึงแม่ข้าแล้วหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย...”
เสียงของหม่าเฟยกร้าว แข็ง และเย็นยะเยือกราวกับจะแช่แข็งอากาศ
“เจ้านี่มันเป็นสุดยอดชายชาตรีแห่งตระกูลหวังจริง ๆ
เจ้าสวะ!”
ทั้งอัฒจันทร์เงียบกริบ
แม้แต่โหวหวังยังกลั้นหายใจข้าง ๆ ผม
แต่เหมือนคราวนี้คำด่านั้นจะไม่มีผลกับหวังเชียนเถา
“มีปากก็พูดพล่าม หัดใช้สมองคิดหน่อยหม่าเฟย...
จอมยุทธ์ควรรู้เวลาไหนควรสู้ เวลาไหนควรหลบ
คนที่วิ่งชนภูผาใหญ่แล้วคิดว่าทลายได้..
มันก็มีแต่พวกโง่เขลาเท่านั้นที่กล้าคิด!”
กล่าวจบ ตัวของหวังเซียนเถาก็ดึงกระบี่ออกจากแผลที่ปิดสนิท
เปลี่ยนเป็นใช้กระบี่นั้นชี้ไปที่หม่าเฟย
“ก่อนหน้า...
เจ้าได้แต่มองแผ่นหลังของข้า...
ตอนนี้ก็จงกองอยู่แทบเท้าข้าซะ... หม่าเฟย!
วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 2 แยกปฐพี!”
และท่ามกลางท้องฟ้าเปิดนั่นเอง
เจ้าหมอนั่นก็ร่ายวิชากรีดกระบี่ไฟบนอากาศ
กระบี่นั้นหมุนตวัดเป็นวงซ้ำไปมาราวกับกำลังเขียนยันต์บนฟ้า
แล้วคลื่นไฟก็พุ่งลงมาราวกับ-่าสายฝน
สายฝนจันทร์เสี้ยวที่ไม่เย็น แต่เผาไหมทุกสิ่งอย่าง
หม่าเฟยที่ในตอนนี้ เริ่มเรียกสติกลับมาได้บ้างแล้ว
มันไม่ได้ดันทุรังสวนกลับอย่างคนตาบอดอีกต่อไป
และดูแล้วคงไม่มีวิธีทำให้เหาะเหินเช่นอีกฝ่าย
ตอนนี้ทางเลือกเดียวของมันคือการวิ่ง
และมันก็วิ่งได้เร็วเช่นเดิม
ท่าร่างอาชาเคลื่อน..เมฆาหมอบพาร่างของมันหลบเลี่ยงคลื่นเพลิงลูกแล้วลูกเล่า
แต่การหลบนี้ใช่ไม่มีราคาที่ต้องจ่าย..
“วิ่งเข้าไปหม่าเฟย... วิ่งเข้าไป... วิ่งเข้าไปเจ้าขยะไร้ค่า!!”
เสียงเหยียดหยันจากฟากฟ้าดังลงมาราวกับสายลมเสียดแทงหู
หวังเชียนเถาไม่มีอะไรต้องพะวงแล้ว
ตอนนี้มันไม่ต้องคอยตั้งรับ ไม่ต้องกลัวจะโดนตีสวน
เพราะอยู่บนฟ้า..
เกมกระดาน 30×30 ตารางข้างล่างก็มิต่างกับฝ่ามือ
ที่หม่าเฟยกำลังวิ่งอยู่
หวังเซียนเถาเริ่มปล่อยกระบี่ไฟรัวขึ้น
วิชาธาตุของมันถูกส่งเป็นระลอก ๆ ชัดเจนว่ามันไม่ใช่การโจมตีมั่ว ๆ
ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างความเสียหาย
แต่เพื่อไล่ต้อนหม่าเฟยทีละก้าว
ทีละก้าว..
กดดันจนไปถึงขอบเวที
เป้าหมายของหวังเชียนเถาไม่ใช่ทำให้หม่าเฟยพลาด
แต่ไล่บีบให้อีกฝ่ายไม่เหลือที่หยัดยืน
เพราะถ้าแค่หม่าเฟยเหยียบออกนอกเวทีแม้เพียงแค่ปลายเท้า
ศึกการประลองในรอบนี้ก็จบ
แม้ไม่ใช่ชัยชนะที่ขาวสะอาด
แต่ชัยชนะก็คือชัยชนะ
และในสายตาของคนที่อยากเข้าสำนักสาขาหลัก..
แค่ชนะได้ในรอบนี้..
มันก็เกินพอ
ผมหันมองรอบตัว..
ศิษย์บางคนพยักหน้ารับ บางคนเริ่มยิ้ม ราวกับเห็นฉากจบที่ค่อย ๆ ถูกเขียนอย่างใจเย็น
บนเวทีประลองในตอนนี้..
เพลิงเริ่มลาม เปลวไฟจากวิชากระบี่ไม่เพียงแต่พุ่งเข้าใส่ แต่มันทิ้งเศษเพลิงเผาไหม้ไว้ตามพื้น ทุกที่ที่หม่าเฟยวิ่งผ่าน
ตอนนี้เวทีทรงกลมนั่น..
เหมือนกับบ่วงเพลิง พื้นที่ให้หม่าเฟยหลบ หายไปทีละเมตร
แล้วแม้หม่าเฟยจะมีท่าร่างที่เร็วที่สุด
แต่วิชาของอีกฝ่ายมันแผ่ออกเป็นวงกว้าง แถมยังเป็นธาตุอัคคี
ยิ่งเลี่ยงก็ยิ่งถูกไล่บีบเข้ามุม
เหมือนจับงูใส่ในกะละมังแล้วค่อย ๆ เทน้ำเดือดลงไปทีละขัน
“พ่อหม่าเฟยหนอ.. พ่อหม่าเฟย..
อีกไม่นานเอ็งคงพ่ายต่อพ่อหวังเชียนเถาแล้วละ”
ซุนโหวหวังกอดอกพลางทอดถอนใจแบบคนกำลังมองภาพจบของละครที่เขียนไว้ในหัวตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ผมหันไปมองมันนิ่ง ๆ แค่แวบเดียว
เสียงในหัวผมดังขึ้น ว่าไม่ใช่แบบนั้น
“ข้าว่ายังไม่แน่หรอกนะโหวหวัง”
ผมเอ่ยออกไปเสียงเรียบ พร้อมเหลือบตาไปทางหม่าเฟยที่กำลังวิ่งหลบอยู่กลางลานเพลิง
“หือ? อะไรทำให้เอ็งคิดเช่นนั้น?”
โหวหวังขมวดคิ้วนิด ๆ แล้วเอนหลังอย่างสงสัย
“สายตาของหม่าเฟยอย่างไรล่ะ”
ผมหันไปมองเวทีอีกครั้ง ก่อนจะพยักพเยิดให้มันดูตาม
ถึงแม้เจ้าหม่าเฟยนั่นจะโดนไล่ต้อนเกือบจนมุม
แม้จะมีแผล
แม้เวทีจะกลายเป็นกระทะเพลิง
แต่สายตาของหม่าเฟย...
มันไม่ใช่สายตาของคนใกล้ยอมแพ้
“ข้าเชื่อว่ามันกำลังรอ..
รอจังหวะอยู่..”
ผมพูดต่อโดยไม่ละสายตาจากเวที
"สายตาแบบนี้ ข้าเชื่อว่าหม่าเฟยยังมีไม้เด็ดซ่อนอยู่
ไม่แน่...
ตอนนี้จะเป็นหวังเชียนเถาเองต่างหาก ที่กำลังเดินอยู่บนฝ่ามือของหม่าเฟย”
ได้ยินแบบนั้น โหวหวังหัวเราะพรืด
“ความเห็นต่าง! ย่อมนำพามาซึ่งอบายมุข
เอ็งอยากลองพนันกับฉันดูฤๅไม่
ท่านจอมปราชญ์หลิว?”
มันเอนพิงพนักเก้าอี้ ขาขวายกไขว่ห้างแล้วกระดิกเท้าไปมาอย่างยียวน
“ที่ด่านแรกเอ็งก็ติดข้าวฉันมื้อหนึ่ง รอบนี้เอาเป็นอาหารพิเศษที่หอบุปผาสักแห่งเป็นไร?”
“ดีล (Deal) ”
ผมตอบทันที ไม่ต้องคิด
“ให้ลงพนันระหว่างคนที่มีสายตามุ่งมั่น...
กับคนที่เหลิงจนลืมตัว...
ข้าขอลงข้างหม่าเฟยหมดหน้าตัก!!”
ทั้งผมและโหวหวังต่างหันไปมองเวทีพร้อมกัน
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
แต่ในใจผมรู้เลยว่าเกมนี้ยังไม่จบ
และความสนุกเพิ่งเริ่มจริง ๆ
ตอนนี้บนเวที...
เหลือพื้นที่ให้หม่าเฟยหลบหลีกได้แค่ไม่กี่ตารางเท่านั้น
ส่วนอื่นของเวทีต่างอาบด้วยเปลวไฟ
เพลิงลุกโหมเต็มวงราวกับแท่นประหารสุดร้อนแรง
และแน่นอน ใครบางคนบนฟ้ายังคงเหลิงกับสิ่งที่เป็นอยู่
“วิ่งเข้าไป...วิ่งเข้าไป!”
หวังเชียนเถาตะโกนลงมาพร้อมเสียงหัวเราะ
“เจ้ารู้หรือไม่หม่าเฟย..
ว่าสภาพของเจ้าตอนนี้มันน่าขันถึงเพียงไหน?
เจ้าอย่างกับหนูติดจั่นแหนะ ฮ่า...ฮา...ฮ่า!”
ใช่..
ตอนนี้หวังเซียนเถาดูจะเพลิดเพลินกับสิ่งที่เกิดขึ้น
การได้ไล่ล่าคนที่สู้กลับไม่ได้
การได้อยู่สูงกว่า
การได้หัวเราะในขณะที่อีกฝ่ายหายใจนำไอร้อนระอุเข้าปอด
มันทำให้หวังเซียนเถาดูมีความสุขเป็นอย่างมาก
แต่ว่า...
“หนูติดจั่น?
เจ้าต่างหากหวังเชียนเถา...
ที่กำลังถูกข้าปั่นหัว”
เสียงของหม่าเฟยดังขึ้นเรียบ ๆ
เสียงขู่นั้นไม่ได้พูดออกไปด้วยความร้อนใจ
แต่กลับเย็นเยียบและมั่นใจ
ก่อนที่เจ้าหม่าเฟยจะดึงกำไลที่ข้อมือข้างหนึ่งออกมา
เป็นกำไลเงินลวดลายกระเรียนกางปีก
ผมขมวดคิ้วทันทีเพราะสิ่งที่หม่าเฟยกำลังจะทำ
หม่าเฟยขว้างกำไลอันนั้นขึ้นฟ้าไป
ด้วยแรงพุ่งที่คมชัดและแม่นยำ..
จุดหมายคือหวังเชียนเถาที่ลอยสูงราวสิบเมตร
บนท้องฟ้า
หวังเชียนเถาหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดชีวิต
“หม่าเฟย เจ้านี่มันน่าขันจริง ๆ!
สู้ข้าไม่ได้ถึงกับขว้างปาสิ่งของเลยรึ?" “”
มันยันกระบี่ขึ้นปัดกำไลออกจากวิถีอย่างไม่เหลียวแล
ดวงตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในตอนที่กำไลกระเรียนแฉลบไป
แต่ในวินาทีนั้นเอง...
“เป็นเจ้าต่างหากที่น่าขัน...
เจ้าโง่!!!!”
เสียงนั้น
ไม่ได้ดังมาจากล่างเวที
มันดังก้องอยู่ทางซ้ายของหวังเซียนเถา
หวังเชียนเถาชะงัก
กลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว
ขนอ่อนที่ต้นคอลุกตั้งชัน..
ไม่ใช่เพราะความร้อน
แต่ด้วยความเย็นที่เสียดกระดูก
มันหันช้า ๆ ไปทางด้านข้าง
ตรงนั้นควรจะเป็นท้องฟ้ายามเย็นสีส้มอาบม่วง
แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นหม่าเฟย
หม่าเฟยที่อยู่ห่างจากใบหน้ามันไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน
หม่าเฟยที่ถือทวนในมือแน่น
หม่าเฟยที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นอีกต่อไป
หม่าเฟยไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว
ทันทีที่อยู่ระดับเดียวกับหวังเชียนเถาบนฟ้า
ปลายทวนก็จ้วงแทงเข้าไปโดยไร้การลังเลใด ๆ
หวังเชียนเถาในตอนนั้นไม่ได้เตรียมรับการโจมตี
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ
และร่างกายของมัน..
ก็ไม่ต่างจากกุหลาบที่ไร้หนาม
ฉึก!!!
ปลายเหล็กของทวนแทงทะลุเข้าไปในลำตัว
เสียงดังเหมือนเหล็กแหวกผ้า
เลือดสดพุ่งออกมาราวกับหัวดับเพลิงที่เปิดวาล์วทิ้งไว้ พรั่งพรูลงจากท้องฟ้าดั่งฝนโลหิต
บรรยากาศรอบสนามเงียบ
ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจจากผู้ชม
“สวะอย่างเจ้า...
มันไม่คู่ควรต่อการเป็นศิษย์สำนักสาขาหลัก..
หวังเชียนเถา”
น้ำเสียงของหม่าเฟยเรียบ แต่มันแฝงด้วยโทสะและคำพิพากษา
“ข้าจะใช้แผลนี้...
ฝังเตือนเจ้าในทุกรุ่งเช้า...
ให้เจ้าเห็นถึงความโง่เขลาของเจ้าที่ประมาท..
ประมาทให้คนอย่างข้า!”
จากนั้น.หม่าเฟยไม่ได้ปล่อยร่างที่เขาแทงไว้ตกลงไปเอง
ฝ่าเท้าขวาพลันออกแรงถีบยันเต็มแรง
ส่งร่างของหวังเชียนเถาพุ่งร่วงจากฟ้าลงสู่พื้นด้วยแรงโน้มถ่วงที่ไม่มีใครช่วยได้
หากปล่อยตก..
ไม่ต้องคิดถึงแผลจากคมทวน
ร่างของมันที่อัดกระแทกพื้นก็สามารถทำให้เกิดเรื่องราวสยดสยอง
แต่ในเสี้ยววินาที
กรรมการเหยาเหยียนเก๋อก็ได้พุ่งร่างลอยเข้ารับไว้ได้ทัน
เขารีบตรวจสอบอาการเบื้องต้น ก่อนจะถอนหายใจ
“เลี่ยงจุดตาย...
ไม่ได้แทงถูกอวัยวะสำคัญ...
แผลลึก.. แต่ไม่ถึงตาย...”
แต่ในขณะที่กรรมการกำลังวินิจฉัยอาการของหวังเซียนเถา
หม่าเฟยก็ได้กลับมายืนอยู่ที่จุดเดิมราวกับคนที่อยู่บนท้องฟ้าใช้ทวนแทงหวังเซียนเถานั้นไม่ใช่มัน
แค่นั้นไม่พอ
กำไลที่ขว้างขึ้นฟ้าก็ตกลงตรงหน้าพอดี
มันยื่นมือไปรับกำไลนั้นกลับมาสวมอย่างเงียบ ๆ
แล้วหันหน้าไปมองเวทีที่เขาเพิ่งจารึกชื่อไว้
“ศึกในคู่ที่สี่... ผู้ชนะได้แก่... หม่าเฟย!!!”
เสียงของเหยาเหยียนเก๋อดังขึ้น
ทุกอย่างเงียบ
ก่อนจะ...
แปะ...แปะ...แปะ...แปะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เสียงปรบมือหนึ่งกลายเป็นสอง
แล้วแตกขยายเป็นร้อยเป็นพัน จนดังลั่นไปทั่วสนาม
ศิษย์บางคนลุกขึ้นยืน
บางคนตะโกนชื่อหม่าเฟย
บางคนยังอ้าปากค้าง
แต่ผมน่ะไม่ตกใจหรือแสดงท่าดีใจ
ผมเพียงยกยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก
ก่อนจะหันไปกระซิบเบา ๆ กับซุนโหวหวัง
“ข้าบอกแล้ว...
ว่าเจ้าหม่าเฟยมันไม่ได้วิ่งหนี
แต่มันกำลังปั่นหัวอีกฝ่ายอยู่ต่างหาก”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??