เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

ติดตาม
ตอนที่ 23 กระบี่หรือทวน
ตอนที่ 23 กระบี่หรือทวน
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

ระยะของทวนที่ใกล้เกินไป

ต่อให้เป็นผม

ผมก็แทบกลั้นหายใจ

หวังเชียนเถาไม่มีทางหลบได้แน่นอนในระยะนั้น

มันใกล้เกินไป.. ใกล้จนเหมือนคมทวนนั้นถูกฝังอยู่ในเงาของตัวมันเอง

แต่เจ้าบ้านั่น..

ดันยังคิดหาทางออกได้ในพริบตาเดียว

ไม่ใช่การหลบ

ไม่ใช่การถอย

แต่เปลี่ยนท่ายืนกับท่าจับกระบี่ เพื่อ 'ควบคุมจุดที่โดนแทง' ให้เสียหายน้อยที่สุด..

หม่าเฟยแทงทวนเข้าไปเต็ม ๆ ที่เอวซ้ายของหวังเชียนเถา

เสียงกระแทกดังตุ้บจนผมสะดุ้งแทน

เลือดพุ่งราวกับมีใครบีบถุงน้ำแดงใส่เวทีประลอง

แต่แล้ว..

เลือดก็พุ่งจากฝั่งหม่าเฟยด้วยเหมือนกัน

“อะไรน่ะ!?”

ผมถึงกับอุทานออกไป

เพราะแทบจะพร้อมกันกับจังหวะที่หม่าเฟยออกทวน

กระบี่ในมือขวาของหวังเชียนเถาก็พุ่งสวนขึ้นไป

แทงเข้าไปที่ช่วงลำตัวของหม่าเฟย

และจุดที่มันเล็ง..

ไม่ใช่จุดธรรมดา..

มันคือจุดอันตราย

มันเป็นการแลกเลือดกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

กระบี่หนึ่ง แทงสวนทวนหนึ่ง

ไม่มีใครหลบ ไม่มีใครเบี่ยง ไม่มีใครออมมือ

เป็นการเล่นที่โคตรเสี่ยง…

แต่หวังเชียนเถาคิดว่าเขาคำนวณไว้หมดแล้ว

และดูจากผลลัพธ์…

หมอนั่นก็แทบจะได้กำไรเต็ม ๆ

เพราะกระบี่ของมันแทงได้ลึกกว่า

และที่แย่กว่านั้นคือ..

เปลวเพลิงที่เคลือบกระบี่ก็ยังคงลุกไหม้ อยู่บนผิวเนื้อของหม่าเฟย

ผมที่นั่งอยู่ถึงกับกำมือแน่น

ไม่คิดเลยว่าการประลองภายในสำนักมันจะบ้าเลือดกันได้ถึงขนาดนี้

กลิ่นไหม้บาง ๆ ของเนื้อคนลอยแตะจมูก

นี่มันไม่ใช่แค่ 'ประลอง' แล้ว

นี่มันกลายเป็นการ 'ฆ่าแกง' กันชัด ๆ

แต่ในวินาทีที่หวังเชียนเถาเหมือนจะได้เปรียบสุดขีด

แววตาของมันก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

คล้ายกับเพิ่งรู้ตัว ว่า 'พลาดอะไรบางอย่าง'

หวังเชียนเถาประเมินความบ้าคลั่งของหม่าเฟยต่ำเกินไป

และผมเอง…

ก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า สิ่งที่กำลังลุกขึ้นมาจากตัวหม่าเฟย

ไม่ใช่แค่ความเจ็บ

มันคือบางอย่างที่ ไม่ควรถูกปลุก

เจ้าคนผมขาวในตอนนี้ ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

ราวกับมันไม่ได้รู้สึกถึงแผลที่ถูกแทง

ปากแผลที่โดนเผา

คล้ายว่าตอนนี้เจ้าหม่าเฟยนั่น..

คลั่งจนเลือดขึ้นหน้า

ความโกรธแบบที่พวกนายคงเคยเป็น อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต

แบบที่ไม่มีคำว่าชั่งน้ำหนัก ไม่มีคำว่าประเมินผล มีแต่คำว่า

ไม่สนอะไรทั้งสิ้น..

หม่าเฟยกระชากด้ามทวนที่เสียบอยู่ที่เอวของหวังเชียนเถาออกมาในจังหวะเดียว

จากนั้นปลายทวนก็กวาด ใส่ร่างของฝ่ายตรงหน้าอย่างดุดันราวกับพายุที่ไม่สนว่าสิ่งที่กวาดผ่านจะเป็นอะไร

ในดวงตาของหม่าเฟยตอนนี้

เหมือนมันไม่มีความแยแสแม้แต่น้อย ต่อเลือดที่ไหลออกจากแผลของตัวเอง

ในสายตาของหม่าเฟยนั้น..

ราวกับมีแค่หวังเชียนเถาเพียงคนเดียวเท่านั้น

คงเพราะคนตรงหน้า..

ได้แตะ..

ในสิ่งที่ไม่ควรแตะ..

การที่หวังเซียนเถาเอ่ยถึงชื่อมารดาของหม่าเฟย

ผู้หญิงที่เปรียบเสมือนนางฟ้าในหัวใจของเด็กชายคนหนึ่ง

ผู้หญิงที่ไม่มีใครควรพูดถึงด้วยน้ำเสียงแบบนั้น

จากสนามประลองเพื่อเฟ้นหาตัวแทนสำนัก

กลายเป็นสนามนองเลือดที่อาจมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

ที่เดินออกไปพร้อมลมหายใจ

ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรดลใจให้หวังเซียนเถาพูดออกไปแบบนั้น

แต่สำหรับผมที่แผลเรื่องแม่ยังสดอยู่

ผมก็อาจเป็นเช่นหม่าเฟย

“บ้าเอ้ย!!

ข้าไม่น่าไปฟังคำยุแหย่ของผู้หญิงคนนั้นเลยจริง ๆ

ใครจะรู้ว่าการเอ่ยถึงชื่อแม่ของมันจะทำให้มันคลั่งถึงขนาดนี้ได้!!”

หวังเซียนเถาเริ่มรับทวนไม่ทัน

มันเริ่มยกกระบี่ปัดป้องช้าลง

เขาเริ่มถอยโดยไม่รู้ตัว

เพลงทวนของหม่าเฟยในตอนนี้

ไม่ใช่เพลงที่ฝึกมาจากตำรา

ท่วงท่าที่ใช้ฟาดฟันมีแต่แรง ไร้แบบแผน

แต่เป็นเพลงที่หลั่งออกมาจาก

สัญชาตญาณดิบของสัตว์ร้าย

ทั้งแรงและเร็ว เดาทางไม่ได้

เป็นทวนที่ไร้ปรานี

ความบ้าคลั่งที่ไหลเป็นระลอก เหมือนหวังเซียนเถากำลังสู้กับพายุที่เปลี่ยนทิศทุกวินาที

หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป

ต่อให้หวังเชียนเถามีสิบหัวยี่สิบแขน

ก็ไม่มีทางรอดจากเจ้าคนคลั่งตรงหน้าได้เลย

บุรุษร่างบางอย่างหวังเชียนเถาเหมือนเริ่มรู้แล้ว

รู้ว่าไอ้ที่กำลังสู้ด้วยตอนนี้ ไม่ใช่หม่าเฟยคนเดิมอีกต่อไป

มันคืออะไรบางอย่างที่ถูกปลุกขึ้นจากบาดแผลในใจ

บางอย่างที่ไม่ต่อรอง ไม่ยั้งมือ และไม่แยแสต่อหยดเลือดในร่างตัวเองที่กำลังไหล

ในหัวของหวังเซียนเถาตอนนี้คงมีแต่คำว่า 'ต้องหนีให้ได้'

ในพริบตานั้น..

กระบี่ในมือหวังเชียนเถาที่เคยเอาแต่ตั้งรับมาตลอด

ก็เปลี่ยนมาเป็นรุกชั่ววูบหนึ่ง

มันกวาดกระบี่รัว ๆ สองสามครั้งด้วยความเร็วจัดจ้าน

จนปลายทวนของหม่าเฟยถูกเบี่ยงทิศอย่างฉิวเฉียด

เปิดช่องเล็ก ๆ ให้ตัวของหวังเซียนเถาใช้ท่าร่างของตัวเอง ถอยออกมาได้

“ท่าร่างเหยียบขุนเขา!”

โหวหวังกระซิบชื่อท่าพลางเบิกตา

ใช่.. หวังเชียนเถาใช้ ท่าร่างเหยียบขุนเขา เพื่อผละถอย

แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอาชาเคลื่อน..เมฆาหมอบของหม่าเฟย

ก็นับว่าช้าอยู่หลายช่วงตัว

จากตอนแรกที่หม่าเฟยเซเพราะถูกแรงกระบี่ของหวังเซียนเถาตีโต้

แต่แค่ไม่กี่วินาที..

หม่าเฟยก็กลับมาตั้งหลัก และไล่ตามหวังเชียนเถาไปได้อีกครั้ง

แถมยังไล่ตามได้ทันอย่างต่อเนื่อง

ปลายทวนในมือของหม่าเฟยหมุนวนกลับมาด้วยจังหวะฟาดฟันที่คมดั่งใบมีดหมื่นเล่ม

บ้าคลั่งจนไม่เหลือความประณีตแบบนักสู้มีชั้นเชิงอีกต่อไป

นี่มันสัญชาตญาณของคนที่ไม่สนใจแม้กระทั่งผลลัพธ์ของตัวเอง

แต่ทันใดนั้นเอง..

ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

ร่างของหวังเชียนเถาอยู่ ๆ ก็ลอยขึ้นเหนือพื้นดิน

ใช่ครับ

เจ้าบ้านั่นใช้พลังปราณยกตัวขึ้นกลางอากาศอย่างชำนาญ

ร่างบาง ๆ ของมันเหินลอยพ้นระยะโจมตีที่แนวราบ

หม่าเฟยพยายามฟาดทวนขึ้น แต่ทิศการโจมตีบนพื้นดินมันไม่สูงพอที่จะส่งคมทวนให้ถึงเป้าหมาย

แล้วแม้จะไม่อาจส่งคมทวนฟาดตีหวังเซียนเถาได้อีกต่อไป

แต่แววตาของหม่าเฟยตอนนั้น..

ยังคงจ้องเขม็งขึ้นไปโดยไม่กะพริบ

ไม่มีความตกใจ

ไม่มีความลน

มีแต่ไฟที่กำลังลุกท่วมดวงตาทั้งสองข้าง

ผู้คนบนอัฒจันทร์แทบจะลุกฮือ

เสียงแตกตื่นดังระงมทั่วทั้งสนาม เหมือนถูกเหวี่ยงเข้าไปอยู่กลางตลาดสดวันลดราคา

บางคนส่งเสียงตื่นเต้น

บางคนอ้าปากหวอ

บางคนถึงกับเผลอทำขนมถั่วดำตกจากมือ (ผมเห็นจริง ๆ นะ)

เพราะหวังเชียนเถาเหาะขึ้นฟ้าได้...

มันไม่ใช่อะไรที่ช่วงชั้นยุทธ์ในระดับนี้สามารถทำได้

“หระ...หรือว่าศิษย์พี่ใหญ่หวังสำเร็จถึงช่วงชั้นเข้าถึงแล้ว?

เขากลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นเหนือพสุธาขั้นต้นไปแล้วถึงสามารถเดินบนอากาศได้?”

อีกเสียงรีบแย้งขึ้นมาแทบจะทันที

“ไม่ใช่! ดูอย่างไรศิษย์พี่ใหญ่หวังก็ยังไม่อาจสำเร็จถึงขั้นเหนือพสุธาได้

นั่นน่าจะเป็นเพราะศิษย์พี่ใหญ่หวังสำเร็จท่าร่ายของสำนักขั้นที่สามมากกว่า เขาถึงสามารถเหาะเหินได้”

ผมพยักหน้าเบา ๆ ให้กับความคิดนั้น

“ที่แท้ศิษย์พี่ใหญ่หวังก็มีไพ่ตายเช่นนี้อยู่ในมือ! แบบนี้ศิษย์พี่ใหญ่หม่าก็หมดสิทธิ์จะได้รับชัยแล้วเป็นแน่!”

เสียงวิจารณ์ดังต่อเนื่องรอบตัวผม เหมือนฝนตกซัดพื้นหิน

“ถ้าเหาะได้แบบนั้น การต่อสู้ก็จบแล้วน่ะสิ”

“ทวนมันฟาดไม่ถึงหรอก หม่าเฟยหมดหนทางแล้ว”

“ต่อให้ท่าร่างของหม่าเฟยจะเร็วถึงขนาดไหน

หากไม่สามารถเหาะตามศิษย์พี่หวังได้ก็ไร้ผล

อาศัยใช้แค่เพลงทวนเก่า ๆ สู้ไม่ได้หรอก”

แม้แต่โหวหวังข้าง ๆ ผมยังเริ่มส่ายหน้าเล็กน้อย เหมือนจะเห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่

แต่ผมน่ะคิดว่ามันยังไม่จบ

ในสายตาผมหม่าเฟย ยังไม่แสดงอะไรออกมามาก นอกจากท่าร่างและวิชาทวนตระกูลหม่า

“หม่าเฟย...

ข้าให้โอกาสเจ้ากล่าวยอมแพ้แต่โดยดี...”

เสียงของหวังเชียนเถาดังลงมาจากฟ้าเหมือนเทพเจ้ากำลังปรามศัตรูที่คลานอยู่บนพื้น

“ตอนนี้ข้าอยู่สูงกว่าเจ้า...

ในสายตาข้าตอนนี้...

ทวนของเจ้ามีขนาดไม่ต่างจากไม้แคะฟันก็เท่านั้น!”

ผมนั่งอยู่ตรงนี้ ยังรู้สึกได้ถึงความแรงของคำเหยียดนั้น

เจ้าบ้านี่ไม่แค่จะชนะ

แต่มันต้องการบดขยี้ความทะนงของหม่าเฟย

หวังเชียนเถายกกระบี่ที่ยังร้อนแดงขึ้น

แล้วกดปลายกระบี่อาบเพลิงลงไปที่แผลบนเอวของตัวเองเพื่อ 'ห้ามเลือด' ด้วยเปลวร้อนแรงนั้น

สิ่งที่หวังเซียนเถาทำสำหรับผม..

ไม่ใช่เพราะแผลนั้นอันตราย

แต่เพราะมันต้องการแสดงให้เห็น

ว่าหลังจากนี้ไป..

มันจะเป็นฝ่ายคุมเกม

เบื้องล่างหม่าเฟยยืนนิ่ง

ไม่ขยับ ไม่สั่น ไม่แม้แต่จะกะพริบตา

แต่ดวงตาคู่นั้น...

ดวงตานั่นลุกไหม้ด้วยเปลวไฟที่ไร้สี

ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือก็รู้ได้ว่า

ความโกรธที่มันมีตอนนี่กดลึกเข้าถึงกระดูก

“กล้าเอ่ยถึงแม่ข้าแล้วหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย...”

เสียงของหม่าเฟยกร้าว แข็ง และเย็นยะเยือกราวกับจะแช่แข็งอากาศ

“เจ้านี่มันเป็นสุดยอดชายชาตรีแห่งตระกูลหวังจริง ๆ

เจ้าสวะ!”

ทั้งอัฒจันทร์เงียบกริบ

แม้แต่โหวหวังยังกลั้นหายใจข้าง ๆ ผม

แต่เหมือนคราวนี้คำด่านั้นจะไม่มีผลกับหวังเชียนเถา

“มีปากก็พูดพล่าม หัดใช้สมองคิดหน่อยหม่าเฟย...

จอมยุทธ์ควรรู้เวลาไหนควรสู้ เวลาไหนควรหลบ

คนที่วิ่งชนภูผาใหญ่แล้วคิดว่าทลายได้..

มันก็มีแต่พวกโง่เขลาเท่านั้นที่กล้าคิด!”

กล่าวจบ ตัวของหวังเซียนเถาก็ดึงกระบี่ออกจากแผลที่ปิดสนิท

เปลี่ยนเป็นใช้กระบี่นั้นชี้ไปที่หม่าเฟย

“ก่อนหน้า...

เจ้าได้แต่มองแผ่นหลังของข้า...

ตอนนี้ก็จงกองอยู่แทบเท้าข้าซะ... หม่าเฟย!

วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 2 แยกปฐพี!”

และท่ามกลางท้องฟ้าเปิดนั่นเอง

เจ้าหมอนั่นก็ร่ายวิชากรีดกระบี่ไฟบนอากาศ

กระบี่นั้นหมุนตวัดเป็นวงซ้ำไปมาราวกับกำลังเขียนยันต์บนฟ้า

แล้วคลื่นไฟก็พุ่งลงมาราวกับ-่าสายฝน

สายฝนจันทร์เสี้ยวที่ไม่เย็น แต่เผาไหมทุกสิ่งอย่าง

หม่าเฟยที่ในตอนนี้ เริ่มเรียกสติกลับมาได้บ้างแล้ว

มันไม่ได้ดันทุรังสวนกลับอย่างคนตาบอดอีกต่อไป

และดูแล้วคงไม่มีวิธีทำให้เหาะเหินเช่นอีกฝ่าย

ตอนนี้ทางเลือกเดียวของมันคือการวิ่ง

และมันก็วิ่งได้เร็วเช่นเดิม

ท่าร่างอาชาเคลื่อน..เมฆาหมอบพาร่างของมันหลบเลี่ยงคลื่นเพลิงลูกแล้วลูกเล่า

แต่การหลบนี้ใช่ไม่มีราคาที่ต้องจ่าย..

“วิ่งเข้าไปหม่าเฟย... วิ่งเข้าไป... วิ่งเข้าไปเจ้าขยะไร้ค่า!!”

เสียงเหยียดหยันจากฟากฟ้าดังลงมาราวกับสายลมเสียดแทงหู

หวังเชียนเถาไม่มีอะไรต้องพะวงแล้ว

ตอนนี้มันไม่ต้องคอยตั้งรับ ไม่ต้องกลัวจะโดนตีสวน

เพราะอยู่บนฟ้า..

เกมกระดาน 30×30 ตารางข้างล่างก็มิต่างกับฝ่ามือ

ที่หม่าเฟยกำลังวิ่งอยู่

หวังเซียนเถาเริ่มปล่อยกระบี่ไฟรัวขึ้น

วิชาธาตุของมันถูกส่งเป็นระลอก ๆ ชัดเจนว่ามันไม่ใช่การโจมตีมั่ว ๆ

ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างความเสียหาย

แต่เพื่อไล่ต้อนหม่าเฟยทีละก้าว

ทีละก้าว..

กดดันจนไปถึงขอบเวที

เป้าหมายของหวังเชียนเถาไม่ใช่ทำให้หม่าเฟยพลาด

แต่ไล่บีบให้อีกฝ่ายไม่เหลือที่หยัดยืน

เพราะถ้าแค่หม่าเฟยเหยียบออกนอกเวทีแม้เพียงแค่ปลายเท้า

ศึกการประลองในรอบนี้ก็จบ

แม้ไม่ใช่ชัยชนะที่ขาวสะอาด

แต่ชัยชนะก็คือชัยชนะ

และในสายตาของคนที่อยากเข้าสำนักสาขาหลัก..

แค่ชนะได้ในรอบนี้..

มันก็เกินพอ

ผมหันมองรอบตัว..

ศิษย์บางคนพยักหน้ารับ บางคนเริ่มยิ้ม ราวกับเห็นฉากจบที่ค่อย ๆ ถูกเขียนอย่างใจเย็น

บนเวทีประลองในตอนนี้..

เพลิงเริ่มลาม เปลวไฟจากวิชากระบี่ไม่เพียงแต่พุ่งเข้าใส่ แต่มันทิ้งเศษเพลิงเผาไหม้ไว้ตามพื้น ทุกที่ที่หม่าเฟยวิ่งผ่าน

ตอนนี้เวทีทรงกลมนั่น..

เหมือนกับบ่วงเพลิง พื้นที่ให้หม่าเฟยหลบ หายไปทีละเมตร

แล้วแม้หม่าเฟยจะมีท่าร่างที่เร็วที่สุด

แต่วิชาของอีกฝ่ายมันแผ่ออกเป็นวงกว้าง แถมยังเป็นธาตุอัคคี

ยิ่งเลี่ยงก็ยิ่งถูกไล่บีบเข้ามุม

เหมือนจับงูใส่ในกะละมังแล้วค่อย ๆ เทน้ำเดือดลงไปทีละขัน

“พ่อหม่าเฟยหนอ.. พ่อหม่าเฟย..

อีกไม่นานเอ็งคงพ่ายต่อพ่อหวังเชียนเถาแล้วละ”

ซุนโหวหวังกอดอกพลางทอดถอนใจแบบคนกำลังมองภาพจบของละครที่เขียนไว้ในหัวตัวเองเรียบร้อยแล้ว

ผมหันไปมองมันนิ่ง ๆ แค่แวบเดียว

เสียงในหัวผมดังขึ้น ว่าไม่ใช่แบบนั้น

“ข้าว่ายังไม่แน่หรอกนะโหวหวัง”

ผมเอ่ยออกไปเสียงเรียบ พร้อมเหลือบตาไปทางหม่าเฟยที่กำลังวิ่งหลบอยู่กลางลานเพลิง

“หือ? อะไรทำให้เอ็งคิดเช่นนั้น?”

โหวหวังขมวดคิ้วนิด ๆ แล้วเอนหลังอย่างสงสัย

“สายตาของหม่าเฟยอย่างไรล่ะ”

ผมหันไปมองเวทีอีกครั้ง ก่อนจะพยักพเยิดให้มันดูตาม

ถึงแม้เจ้าหม่าเฟยนั่นจะโดนไล่ต้อนเกือบจนมุม

แม้จะมีแผล

แม้เวทีจะกลายเป็นกระทะเพลิง

แต่สายตาของหม่าเฟย...

มันไม่ใช่สายตาของคนใกล้ยอมแพ้

“ข้าเชื่อว่ามันกำลังรอ..

รอจังหวะอยู่..”

ผมพูดต่อโดยไม่ละสายตาจากเวที

"สายตาแบบนี้ ข้าเชื่อว่าหม่าเฟยยังมีไม้เด็ดซ่อนอยู่

ไม่แน่...

ตอนนี้จะเป็นหวังเชียนเถาเองต่างหาก ที่กำลังเดินอยู่บนฝ่ามือของหม่าเฟย”

ได้ยินแบบนั้น โหวหวังหัวเราะพรืด

“ความเห็นต่าง! ย่อมนำพามาซึ่งอบายมุข

เอ็งอยากลองพนันกับฉันดูฤๅไม่

ท่านจอมปราชญ์หลิว?”

มันเอนพิงพนักเก้าอี้ ขาขวายกไขว่ห้างแล้วกระดิกเท้าไปมาอย่างยียวน

“ที่ด่านแรกเอ็งก็ติดข้าวฉันมื้อหนึ่ง รอบนี้เอาเป็นอาหารพิเศษที่หอบุปผาสักแห่งเป็นไร?”

“ดีล (Deal) ”

ผมตอบทันที ไม่ต้องคิด

“ให้ลงพนันระหว่างคนที่มีสายตามุ่งมั่น...

กับคนที่เหลิงจนลืมตัว...

ข้าขอลงข้างหม่าเฟยหมดหน้าตัก!!”

ทั้งผมและโหวหวังต่างหันไปมองเวทีพร้อมกัน

ไม่มีใครพูดอะไรต่อ

แต่ในใจผมรู้เลยว่าเกมนี้ยังไม่จบ

และความสนุกเพิ่งเริ่มจริง ๆ

ตอนนี้บนเวที...

เหลือพื้นที่ให้หม่าเฟยหลบหลีกได้แค่ไม่กี่ตารางเท่านั้น

ส่วนอื่นของเวทีต่างอาบด้วยเปลวไฟ

เพลิงลุกโหมเต็มวงราวกับแท่นประหารสุดร้อนแรง

และแน่นอน ใครบางคนบนฟ้ายังคงเหลิงกับสิ่งที่เป็นอยู่

“วิ่งเข้าไป...วิ่งเข้าไป!”

หวังเชียนเถาตะโกนลงมาพร้อมเสียงหัวเราะ

“เจ้ารู้หรือไม่หม่าเฟย..

ว่าสภาพของเจ้าตอนนี้มันน่าขันถึงเพียงไหน?

เจ้าอย่างกับหนูติดจั่นแหนะ ฮ่า...ฮา...ฮ่า!”

ใช่..

ตอนนี้หวังเซียนเถาดูจะเพลิดเพลินกับสิ่งที่เกิดขึ้น

การได้ไล่ล่าคนที่สู้กลับไม่ได้

การได้อยู่สูงกว่า

การได้หัวเราะในขณะที่อีกฝ่ายหายใจนำไอร้อนระอุเข้าปอด

มันทำให้หวังเซียนเถาดูมีความสุขเป็นอย่างมาก

แต่ว่า...

“หนูติดจั่น?

เจ้าต่างหากหวังเชียนเถา...

ที่กำลังถูกข้าปั่นหัว”

เสียงของหม่าเฟยดังขึ้นเรียบ ๆ

เสียงขู่นั้นไม่ได้พูดออกไปด้วยความร้อนใจ

แต่กลับเย็นเยียบและมั่นใจ

ก่อนที่เจ้าหม่าเฟยจะดึงกำไลที่ข้อมือข้างหนึ่งออกมา

เป็นกำไลเงินลวดลายกระเรียนกางปีก

ผมขมวดคิ้วทันทีเพราะสิ่งที่หม่าเฟยกำลังจะทำ

หม่าเฟยขว้างกำไลอันนั้นขึ้นฟ้าไป

ด้วยแรงพุ่งที่คมชัดและแม่นยำ..

จุดหมายคือหวังเชียนเถาที่ลอยสูงราวสิบเมตร

บนท้องฟ้า

หวังเชียนเถาหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดชีวิต

“หม่าเฟย เจ้านี่มันน่าขันจริง ๆ!

สู้ข้าไม่ได้ถึงกับขว้างปาสิ่งของเลยรึ?" “”

มันยันกระบี่ขึ้นปัดกำไลออกจากวิถีอย่างไม่เหลียวแล

ดวงตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในตอนที่กำไลกระเรียนแฉลบไป

แต่ในวินาทีนั้นเอง...

“เป็นเจ้าต่างหากที่น่าขัน...

เจ้าโง่!!!!”

เสียงนั้น

ไม่ได้ดังมาจากล่างเวที

มันดังก้องอยู่ทางซ้ายของหวังเซียนเถา

หวังเชียนเถาชะงัก

กลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว

ขนอ่อนที่ต้นคอลุกตั้งชัน..

ไม่ใช่เพราะความร้อน

แต่ด้วยความเย็นที่เสียดกระดูก

มันหันช้า ๆ ไปทางด้านข้าง

ตรงนั้นควรจะเป็นท้องฟ้ายามเย็นสีส้มอาบม่วง

แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นหม่าเฟย

หม่าเฟยที่อยู่ห่างจากใบหน้ามันไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน

หม่าเฟยที่ถือทวนในมือแน่น

หม่าเฟยที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นอีกต่อไป

หม่าเฟยไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว

ทันทีที่อยู่ระดับเดียวกับหวังเชียนเถาบนฟ้า

ปลายทวนก็จ้วงแทงเข้าไปโดยไร้การลังเลใด ๆ

หวังเชียนเถาในตอนนั้นไม่ได้เตรียมรับการโจมตี

ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ

และร่างกายของมัน..

ก็ไม่ต่างจากกุหลาบที่ไร้หนาม

ฉึก!!!

ปลายเหล็กของทวนแทงทะลุเข้าไปในลำตัว

เสียงดังเหมือนเหล็กแหวกผ้า

เลือดสดพุ่งออกมาราวกับหัวดับเพลิงที่เปิดวาล์วทิ้งไว้ พรั่งพรูลงจากท้องฟ้าดั่งฝนโลหิต

บรรยากาศรอบสนามเงียบ

ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจจากผู้ชม

“สวะอย่างเจ้า...

มันไม่คู่ควรต่อการเป็นศิษย์สำนักสาขาหลัก..

หวังเชียนเถา”

น้ำเสียงของหม่าเฟยเรียบ แต่มันแฝงด้วยโทสะและคำพิพากษา

“ข้าจะใช้แผลนี้...

ฝังเตือนเจ้าในทุกรุ่งเช้า...

ให้เจ้าเห็นถึงความโง่เขลาของเจ้าที่ประมาท..

ประมาทให้คนอย่างข้า!”

จากนั้น.หม่าเฟยไม่ได้ปล่อยร่างที่เขาแทงไว้ตกลงไปเอง

ฝ่าเท้าขวาพลันออกแรงถีบยันเต็มแรง

ส่งร่างของหวังเชียนเถาพุ่งร่วงจากฟ้าลงสู่พื้นด้วยแรงโน้มถ่วงที่ไม่มีใครช่วยได้

หากปล่อยตก..

ไม่ต้องคิดถึงแผลจากคมทวน

ร่างของมันที่อัดกระแทกพื้นก็สามารถทำให้เกิดเรื่องราวสยดสยอง

แต่ในเสี้ยววินาที

กรรมการเหยาเหยียนเก๋อก็ได้พุ่งร่างลอยเข้ารับไว้ได้ทัน

เขารีบตรวจสอบอาการเบื้องต้น ก่อนจะถอนหายใจ

“เลี่ยงจุดตาย...

ไม่ได้แทงถูกอวัยวะสำคัญ...

แผลลึก.. แต่ไม่ถึงตาย...”

แต่ในขณะที่กรรมการกำลังวินิจฉัยอาการของหวังเซียนเถา

หม่าเฟยก็ได้กลับมายืนอยู่ที่จุดเดิมราวกับคนที่อยู่บนท้องฟ้าใช้ทวนแทงหวังเซียนเถานั้นไม่ใช่มัน

แค่นั้นไม่พอ

กำไลที่ขว้างขึ้นฟ้าก็ตกลงตรงหน้าพอดี

มันยื่นมือไปรับกำไลนั้นกลับมาสวมอย่างเงียบ ๆ

แล้วหันหน้าไปมองเวทีที่เขาเพิ่งจารึกชื่อไว้

“ศึกในคู่ที่สี่... ผู้ชนะได้แก่... หม่าเฟย!!!”

เสียงของเหยาเหยียนเก๋อดังขึ้น

ทุกอย่างเงียบ

ก่อนจะ...

แปะ...แปะ...แปะ...แปะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เสียงปรบมือหนึ่งกลายเป็นสอง

แล้วแตกขยายเป็นร้อยเป็นพัน จนดังลั่นไปทั่วสนาม

ศิษย์บางคนลุกขึ้นยืน

บางคนตะโกนชื่อหม่าเฟย

บางคนยังอ้าปากค้าง

แต่ผมน่ะไม่ตกใจหรือแสดงท่าดีใจ

ผมเพียงยกยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก

ก่อนจะหันไปกระซิบเบา ๆ กับซุนโหวหวัง

“ข้าบอกแล้ว...

ว่าเจ้าหม่าเฟยมันไม่ได้วิ่งหนี

แต่มันกำลังปั่นหัวอีกฝ่ายอยู่ต่างหาก”

ตอนต่อไป
ตอนที่ 24 เจ้ามาได้อย่างไร ?

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา