เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit
“ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง..
เจ้าจะยอมแพ้จริงรึ?”
เสียงฮูจินยังไม่ทันจาง สายตาทุกคู่บนอัฒจันทร์ก็พุ่งไปยังจุดเดียวกัน
นั่นคือซุนโหวหวัง.. ที่กำลังยืนหอบอยู่ตรงนั้น
“ขอรับท่านเจ้าคุณฮู..
ฉันซุนโหวหวัง ขอยอมแพ้ต่อเกลอของฉัน.. หลิวเจี้ยน!!”
เสียงของเพื่อนผมคนนี้.. มันชัดเจน หนักแน่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ผมเหลือบมอง มันยืนห่างจากจุดนัดหมายไปมากกว่าสามแผ่นกระเบื้อง ส่วนผมนั่งนิ่งอยู่ตรงจุดนั้นไม่ขยับไปไหนเลย
ง่าย ๆ คือมันแพ้ผมแบบไม่มีข้อกังขา แพ้อย่างหมดรูป
แล้วเชื่อเถอะ.. นี่ไม่ใช่แค่แพ้ธรรมดา แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตของโหวหวัง ที่มันแพ้ให้กับคนรุ่นเดียวกัน
และเจ้าขนฟูนั่น..
ก็ยอมรับมันด้วยหัวใจ
“ผู้ชนะในรอบนี้ได้แก่..
หลิวเจี้ยนแห่งสำนักสี่ขุนเขา มันจะได้เข้าสู่รอบสี่คนสุดท้ายของสายบนต่อไป มีกำหนดแข่งขันตอนยามซื่อของวันมะรืน
ส่วนผู้แพ้..
ซุนโหวหวังจากบ้านตระกูลพญาวานร มันจะทำการแข่งขันแก้ตัวในสายล่างในวันพรุ่งตอนยามซื่อ”
เสียงฮูจินดังกังวานไปทั่วสนามประลอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนทั้งสนามได้ยินครบถ้วนทุกถ้อยคำ
ก่อนที่ตาแก่นั่นจะเหลือบมองไปทางด้านข้างสนามแล้วจึงพูดต่อ
“พักซ่อมแซมสนามสองเค่อ ผู้ที่ทำการแข่งขันในรอบต่อไป หม่าชุนเฟิงแห่งบ้านอาชาสวรรค์ปะทะจูหม่าเหรินแห่งสำนักกระบี่เปิดนภา”
หลังจากคำประกาศนั้นของฮูจิน..
ผมก็ได้ทรุดตัวนั่งแปะอยู่กับพื้น ถอนหายใจยาวเหยียดเหมือนปล่อยแรงทั้งหมดออกไปจากอก
“วู้..! มันมากจริง ๆ”
ผมพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง รู้สึกเหมือนมีเขาลูกโตถ่วงอยู่บนไหล่มาตลอดชีวิต แล้วตอนนี้มันเพิ่งถูกยกออกไป
ใช่.. เสียงครหาทั้งหลายแหล่ที่เคยตามหลังผมมาตลอด ตอนนี้มันเบาหวิว ราวกับไม่เคยมีอยู่
“หึ..! เป็นฉันที่เขลาเอง.. ไม่น่าไปรับคำท้าของเอ็งเลย.. เอ็งคิดวิธีรับมือฉันเอาไว้แต่แรกใช่ฤๅไม่”
ไอ้เจ้าหน้าขนนั่นพ่นลมจากจมูกใส่ผมอย่างหมั่นไส้สุดชีวิต ในตอนที่มันเดินเข้ามาหาผม
“ตกลงแล้ว.. อะไรทำให้เอ็งเอาชนะฉันได้ตอนวัดพละกำลังกันฮึ?”
สายตามันจ้องมาเหมือนจะกินหัวผมอยู่กลาย ๆ
แต่ลึก ๆ ก็รู้ว่าหมอนี่กำลังพยายามกลั้นไม่ให้ยอมรับว่าโดนหลอกไปเต็ม ๆ
“จะเอาชนะคนบ้ากำลังอย่างเจ้า..
แรงกายเพียว ๆ ทำไม่ได้หรอก..
ในตอนที่กระบี่ของข้าและกระบองของเจ้าปะทะกัน ข้าจึงได้เรียกพลังปราณธาตุปฐพีขึ้นมาเพื่อดันหลังและขาของข้าเอาไว้
มิเช่นนั้นรับแรงกระบองของเจ้าตรง ๆ ตัวของข้าคงปลิวหลุดออกนอกสนามไปแล้ว..”
ผมที่นั่งแปะอยู่บนพื้นก็ขยับก้นเล็กน้อย เผยให้โหวหวังเห็นของที่ผมนั่งทับอยู่เต็ม ๆ
“นี่ไง..
ไอ้ก้อนที่ข้าใช้ดันหลังน่ะ มันแตกไปแล้วจากแรงปะทะ
ส่วนก้อนที่ช่วยยันเท้ายังอยู่ดี”
ผมพูดพลางพยักหน้าให้ดูชัด ๆ
ตรงข้างตัวผมมีร่องรอยของก้อนดินสองก้อนขนาดไม่ใหญ่ปรากฏอยู่
ซึ่งก็ใช้บอกและยืนยันได้เป็นอย่างดีกว่าก่อนหน้านี้ผมเคยใช้งานพวกมันมาอย่างหนักหน่วง
โหวหวังทำหน้าหงิกนิด ๆ ก่อนพึมพำออกมาเหมือนพยายามปลอบใจตัวเองมากกว่าพูดให้ผมฟัง
“ที่แท้ก็มีหลักค้ำจุน..
เช่นนั้นก็แล้วกันไป..
ฉันก็นึกว่าฉันแพ้เรื่องพละกำลังกับเอ็งเสียอีก..
ที่แท้ก็เป็นอุบายของเอ็งที่ล่อให้ฉันลงเดิมพัน”
พูดจบ.. ท่าทางของโหวหวังมันก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย
ซึ่งผมก็พอเข้าใจมันอยู่หรอก
สำหรับเพื่อนผมคนนี้..
มันมั่นใจเรื่องพละกำลังของตัวเองมาตลอด พอรู้ว่าตัวเองไม่ได้แพ้เพราะผมแข็งแรงกว่า
มันก็เหมือนว่าความภาคภูมิใจของมันจึงไม่ได้ถูกทำลายลงไป
ผมเบ้ปากหน่อย ๆ แล้วยักไหล่เบา ๆ
“ก็นะ..”
ผมพูดพลางยื่นมือออกไปหาโหวหวัง หวังให้มันฉุดผมให้ลุกยืน
ซึ่งไอ้คนตรงหน้าก็มีน้ำใจช่วยดึงผมขึ้นไป..
แต่..
ในตอนที่ผมกำลังเหยียดตัวลุก หมอนั่นมันก็ใช้ขาของมันเตะกวาดให้ผมล้มลงไปอีกรอบพร้อมกับหัวเราะแล้วเดินหนีไป..
ให้ตายสิไอ้เพื่อนคนนี้..
เจ้าคิดเจ้าแค้นชะมัด
.
.
หลังจากที่หมอสนามเดินมาตรวจอาการของผมกับไอ้หน้าขน แล้วพวกเราถูกพยุงลงจากสนามไปเรียบร้อย หน่วยช่างก็รีบขึ้นมาซ่อมแซมสนามที่พังเละเหมือนโดนควายชนซ้ำ
ผ่านไปสักพัก.. พอถึงเวลาที่กำหนดไว้ คู่ประลองในรอบถัดไปก็ขึ้นเวที
ผลคือหม่าชุนเฟิงเป็นฝ่ายชนะ และนั่นแปลว่าเจ้าหมอนี่จะได้ประลองกับผมในรอบต่อไป ตอนยามซื่อของวันมะรืน ส่วนจูหม่าเหรินน่ะเหรอ?
เขาตกลงไปสายล่างเรียบร้อย รอไปดวลกับโหวหวังในวันพรุ่งนี้แทน
โชคดีหน่อยที่รอบนี้สนามไม่ได้เสียหายขนาดผมกับโหวหวังจัดไว้ก่อนหน้า การเตรียมเวทีเลยใช้เวลาไม่นาน พอซ่อมเสร็จ ปุ๊บ คู่ต่อไปก็เริ่มขึ้นทันที
“อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะพบคิมบีโฮจากสำนักกระบี่เหล็ก ข้าให้เวละ..”
ฮูจินยังพูดไม่ทันจบดีเลย พวกเขาสองคนที่ถูกเรียกชื่อก็โผล่ขึ้นมาบนลานประลองแล้ว
คนหนึ่งคือหญิงสาวใบหน้านิ่งเย็นแบบที่ต่อให้ระเบิดลงข้าง ๆ ก็คงไม่กะพริบตา
ส่วนอีกคนก็คือเจ้าหนุ่มในชุดฮันบกคนเดิมที่บ้ากำลังใช้ได้
ฮูจินกระแอมกลืนคำลงคออย่างสุภาพ ก่อนเปลี่ยนเป็นประกาศเสียงเรียบ
“ข้าให้เวลาพวกเจ้าหกสิบชั่วลมหายใจ
พวกเจ้าสามารถกล่าวอะไรต่อกันได้ตามสบาย”
“อุสางิซากิ..”
ยัยคนนั้นเอ่ยชื่อของตัวเองออกมาสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแบบที่ผมแอบคิดในใจว่า ถ้าเธอมองผมด้วยแววตานั้นตอนพูดชื่อผมนะ ผมนี่มีหลอนนอนไม่หลับไปสามคืน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเธอไม่ใช่แค่ดูเย็นชาอย่างเดียว..
แววตานั้นมันมีอะไรบางอย่าง..
คล้ายความเคารพ คล้ายการยอมรับ เหมือนรู้ว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ประมาทได้ง่าย ๆ
ใช่ครับ..
ถึงหน้าจะนิ่ง แต่เธอกำลังประเมินคู่ต่อสู้อย่างรอบคอบ
ส่วนคิมบีโฮก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม คือพูดน้อย
แต่มือขวาของหมอนั่นจับด้ามดาบแน่นพลางหลับตานิ่งอยู่ครู่ใหญ่
เหมือนกำลังปล่อยให้เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านเพื่อให้สมาธิของตัวเองจดจ่อกับการประลองแบบไร้สิ่งรบกวน
ผมแอบมองอยู่ไกล ๆ ก็รู้เลยว่าหมอนี่..
มันเป็นพวกสายลึก เงียบ ๆ ไม่เน้นลีลา แถมยังไม่ไว้หน้าใครอีก
ซึ่งระหว่างที่คิมบีโฮมันหลับตาเหมือนทำสมาธิ กรรมการฮูจินก็ได้เอ่ยถามมันอยู่หลายครั้งว่าพร้อมแล้วหรือยัง
แต่ฝ่ายนั้นกับเงียบไม่ตอบ..
ด้านตาแก่ฮูจินก็เหมือนจะจนใจ จึงได้ปล่อยให้เวลาดำเนินต่อไปจบครบเวลา
และพอถึงเวลาครบ ฮูจินก็เหินร่างขึ้นเหนือพื้นสนามก่อนประกาศเสียงดัง
“คู่ประลองในคู่ที่สามของสายบน อุสางิซากิปะทะคิมบีโฮ..!
เริ่มได้!!”
สิ้นเสียงคำประกาศ..! เจ้าคนพูดน้อยคนนั้นก็ได้พุ่งเข้าใส่ซากิทันที
รวดเร็ว ดุดัน และมีจิตสังหารพุ่งตามมาติด ๆ
ทุกสิ่งอย่างที่มันทำล้วนเหมือนเดิมกับครึ่งเมื่อวานไม่มีผิด
ด้านซากิเองก็ไม่ใช่พวกตื่นสนาม มือข้างหนึ่งจับพัดหยกแน่น ท่าทางของเธอมั่นคง ดวงตาจ้องตรงไปที่ดาบของฝ่ายตรงข้ามแบบตาไม่กะพริบ
ผมมองจากตรงนี้ยังรู้เลยว่า เธอไม่ได้กลัว แต่เธอระวัง และด้วยเหตุผลเพียงข้อเดียว..
กำลังแขนกับพลังปราณของหมอนั่นคือสิ่งที่ต้องระวังที่สุดในตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน
เคร้ง!
เสียงดาบกับพัดหยกกระทบกันดังสนั่นจนผมสะดุ้งเล็กน้อย
แต่ที่ทำให้ผมเบิกตากว้างไม่ใช่แค่เสียงของอาวุธ
แต่มันคือภาพหลังจากนั้นต่างหาก
คราวนี้ดาบของคิมบีโฮไม่ได้ส่งฝ่ายตรงข้ามกระเด็นปลิวไปเหมือนที่ผมเคยเห็นในหลายสนามก่อนหน้านี้ แถมอุสางิซากิยังยืนปักหลักอยู่ตรงนั้นแบบนิ่งสนิท ไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว!
คิมบีโฮขมวดคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะม้วนตัวถอยออกแล้วเก็บดาบยาวเกือบเมตรครึ่งกลับเข้าฝัก
ท่าทางยังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะพุ่งเข้าหาซากิอีกรอบ
แต่ผลก็เหมือนเดิมเป๊ะ ยัยซากิยังยืนอยู่กับที่ ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยถอย แม้แต่นิ้วเท้าก็ยังไม่ขยับ
ซากิสามารถรับดาบที่ปราบคนลงกองได้มาหลายสนามถึงสองครั้งติด!!
ในใจผมนี่ถึงกับอุทานชมเธอเลยทีเดียว!
“สมกับเป็นคนจากห้าตระกูลเสาหลัก สามารถรับดาบของคิมบีโฮได้อย่างหมดจด!”
“แบบนี้ถึงคุ้มค่าแรงและค่าบัตรที่ข้าทำงานเก็บสะสมเงินมากว่าห้าปี! เอาหน่อยโว้ย!!”
“คิมบีโฮไม่อาจจัดการคู่ต่อสู้ได้ด้วยดาบเดียวอีกแล้ว แบบนี้ก็เป็นผลดีต่อคนที่ผ่านเข้ารอบหรือตกรอบ ถึงคราที่มันจักต้องแสดงฝีมือด้านอื่นแทนการออกดาบใช้กำลังกายแล้ว!”
เสียงเชียร์ดังสนั่นทั่วสนาม โดยเฉพาะฝั่งอัฒจันทร์ของตระกูลศศะ ที่โห่ร้องให้กำลังใจอุสางิซากิแบบแทบยืนปรบมือทั้งแถว
ก็แหงล่ะ..
ใครจะไปคิดว่าเธอจะรับดาบของคิมบีโฮได้ตั้งสองดอกติดแบบนั้น
แต่พอผมหันไปมองทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ บรรยากาศกลับตรงข้ามสุดขั้ว
ตาเฒ่าซุนต้าหลี่นั่งนิ่ง สีหน้าเครียดขึงจนแทบจะหงิกเป็นปม แววตาแกมองไปทางซากิ..
แบบที่ผมเองยังรู้สึกได้ถึงความสงสารปนเป็นห่วงอย่างจับใจ
ต้องอะไรบางอย่างมันไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ
แต่แกก็ไม่ปล่อยให้ผมสงสัยนานก่อนเอ่ยออกมา
“แบบนี้มันไม่ดีต่อแม่หนูซากิเลย..
ไม่ดีเสียจริง..”
“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับท่านผู้เฒ่าวานร?”
ผมอดถามออกไปไม่ได้ เสียงมันคงดังพอให้คนรอบข้างหันมามองกันนิดหน่อย
ก็สายตาผมมันเห็นชัดอยู่แล้วว่า อุสางิซากิไม่ได้เป็นรองคิมบีโฮเลยสักนิด
“ที่แม่หนูซากิรับดาบของพ่อหนุ่มสกุลคิมได้ เป็นเพราะอีกฝ่ายจงใจให้รับได้ต่างหาก”
ผมหันขวับไปมองผู้เฒ่าวานรทันที
“จงใจให้รับได้?”
ยังไม่ทันจะได้ซักอะไรเพิ่ม ไอ้เจ้าหน้าขนก็แทรกขึ้นมาอีกคน
“หรือเพราะไอ้คิมบีโฮนั่นมันกลัวอิทธิพลของคนสกุลศศะ?
เลยไม่กล้าฟันให้ซากิตกรอบเร็วเกินไป?”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเจ้าคุณปู่ของโหวหวังส่ายไปมาอย่างเชื่องช้า
“มิใช่...
แต่พ่อหนุ่มสกุลคิมกำลังวางหมากหนักยิ่งกว่านั้นอีก..”
พอพูดจบประโยค สายตาของคนกล่าวก็เหล่มามองผมแบบไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังจะโยนคำถามเข้าประตูบ้านผมเต็ม ๆ
“เอ็งใช้กระบี่เป็นอาวุธ..
เอ็งน่าจะพอรู้วิธีการถ่ายโอนแรงปะทะของกระบี่ดีอยู่แล้วกระมัง..”
ผมพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่ต้องคิดนาน
สำหรับคนใช้กระบี่อย่างผม..
สิ่งนี้มันแทบจะเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว เวลาจะลงสนามกับใคร เรื่องพื้นฐานสุดที่ต้องรู้เลยก็คือ 'วิธีรับแรงปะทะ'
ถ้าดันเอากระบี่ไปรับดาบหรือศาสตราของคนอื่นตรง ๆ โดยไม่ผ่อนแรงให้ดี ถึงจะกันได้ก็จริง..
แต่ก็นั่นแหละ..
แขนข้างถือกระบี่มีสิทธิ์ล้าไปทั้งช่วง หรือหนักกว่านั้นก็อาจทำให้กระบี่เสียคม เสียรูปทรงเอาได้ง่าย ๆ
ส่วนทางแก้ก็ใช่ว่าจะไม่มี..
วิธีนั้นก็ไม่ยาก.. แต่ต้องฝึกให้ชิน คือเกร็งข้อมือไว้ แต่ผ่อนศอกให้ยวบ พออาวุธอีกฝ่ายมากระแทก ข้อมือเราจะดันอาวุธเบี่ยงออกด้านข้างแทนที่จะรับเต็ม ๆ ส่วนศอกก็ช่วยดูดซับแรงกระแทกไม่ให้ย้อนเข้ามาในแขน
ทำแบบนี้ แรงที่ควรจะเข้ามาเต็มสิบก็เหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วเราก็จะประคองการประชันศาสตราได้นานขึ้นโดยไม่หมดแรงก่อนเวลาอันควร
“นั่นแล..
พัดหยกในมือของแม่หนูซากิก็คล้ายกัน..
หากคลี่ออกมา มันก็มิต่างกับกงจักร แต่เมื่อหุบพัดเช่นนี้ วิธีการใช้ก็ไม่ต่างกับดาบหรือกระบี่
เธอจึงได้ใช้วิธีถ่ายโอนแรงปะทะ ทว่าการถ่ายโอนแรงปะทะกลับสร้างผลเสียให้แก่ข้อมือและศอกของแม่หนูซากิ
เพราะในช่วงเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนพ่อหนุ่มสกุลคิมจะลงดาบ..
อ้ายคนนั้นกลับเปลี่ยนจุดการลงดาบที่ควรจะเป็นส่วนกลางของพัด เป็นส่วนหัวของพัดแทน
การทำแบบนั้นจะทำให้มิอาจถ่ายโอนแรงปะทะได้ ซ้ำยังทำให้ข้อมือที่เกร็งรับแรงนั้นของแม่หนูซากิเกิดความอ่อนล้าสั่งสม
อีกข้อศอกเองก็ยังเกิดอาการตึงมาขึ้นเรื่อย ๆ
เกรงว่าไม่นานเธอจักหมดแรงจับพัดของเธอไปเองหากพ่อหนุ่มสกุลคิมทำเช่นนี้ต่อไป..”
สายตาของท่านซุนต้าหลี่เปลี่ยนจากมองผม เป็นหันไปมองซากิแทบในทันที
“หรือหากว่าเธอยังฝืนรับดาบด้วยท่วงท่าเช่นนั้นต่อไป..
เกรงว่าไม่นาน.. ความเครียดที่เกิดขึ้นของกล้ามเนื้อยิ่งมีมาก อาจทำให้ถึงขั้นพิการได้
ร้ายสุด..
คือไม่สามารถหยิบจับศาสตราได้อีก..
อ้อ..
ไม่สิ..
อาจถึงขั้นหมดสิทธิ์ฝึกยุทธ์ไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้...”
ผมหันไปสบตาไอ้เจ้าหน้าขนแทบจะพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย
สีหน้าพวกเราสองคนมันฟ้องหมด..
คือช็อกนิด ๆ ผสมอึ้งจัด ๆ
การรับดาบแค่นี้กลับถึงขั้นทำให้พิการได้?
ถ้าเป็นคำพูดจากใครอื่นผมอาจขำออก แต่พอหลุดออกจากปากของคนที่เป็นถึงหนึ่งในห้าคนที่มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักร
ไม่เชื่อก็คงไม่ได้..
เราไม่ได้พูดกันตรง ๆ แต่ผมรู้ว่าเราคิดตรงกัน ก่อนที่โหวหวังจะเป็นฝ่ายถามเสียงหนักออกมา
“แล้วมีวิธีการรับมือหรือไม่ขอรับเจ้าคุณปู่”
“มากมายหลากหลาย”
ท่านเจ้าเมืองซุนเป็นฝ่ายพูดแทนท่านผู้เฒ่าวานรทันทีที่สบตากัน
“ลูกหวัง.. เอ็งใช้กระบอง.. วิธีการรับดาบรูปแบบนั้นสุดสามัญยิ่ง
เพียงตั้งท่ารับแบบเคย ๆ ก็เพียงพอแล้ว..
ส่วนการจะใช้กระบี่รับ..
เอาที่หลานเจี้ยนถนัด ก็แค่อาศัยความปราดเปรียวอ่อนหยุ่นของร่างกายหลบหลีกเอานั้นสุดง่าย
อย่างไรเมื่อดาบฟันไม่ถูก
ก็ย่อมไร้ผล
หรือหากจำเป็นต้องประดาบของพ่อหนุ่มสกุลคิมจริง ๆ ง่ายที่สุดคือการเบี่ยงตัวและตีกระบี่ไปที่โคนของดาบ เพราะในส่วนนั้นเป็นส่วนที่แรงของผู้ถือดาบนั้นเบาบางที่สุด
ซ้ำกระบี่ที่เอ็งใช้ฟาดตอบโต้ยังสร้างแรงปะทะได้ดีกว่าส่วนอื่น”
ตอนนั้นสายตาของเจ้าเมืองนพบุรีเหลือบไปที่ซากิบนเวทีทันทีที่พูดจบ
“ทว่าแม่หนูซากินั้นมิได้ใช้กระบองหรือมีความปราดเปรียวเท่า
อีกเท่าที่ดู..
ตอนนี้แขนของเธอนั้นคงสุดล้าแล้ว
ต่อให้เธอนึกวิธีออกตอนนี้ ก็คงมิอาจตีไปที่โคนของดาบได้แรงพอ
เกรงว่าเธอคงต้องหาวิธีการรับมือเองเสียแล้วกระมัง..”
ฟังความประโยคหลังของท่านซุนต้าชิงจบ..
ผมก็ได้หันกลับไปมองการต่อสู้อีกครั้ง..
ทุกอย่างที่ผมเห็นก็เหมือนจะเป็นไปตามที่ท่านผู้เฒ่าวานรพูดไม่มีผิด
ตอนนี้สีหน้าของอุสางิซากิเริ่มเผยอาการเหนื่อยล้าออกมาชัดเจน
จะไม่ให้เหนื่อยได้ยังไง ในเมื่อเธอรับดาบของคิมบีโฮไปแล้วไม่ต่ำกว่าหกครั้ง แถมข้อมือก็เริ่มแดงช้ำจนเห็นได้ชัด ตามกระดูกนิ้วก็เริ่มขึ้นรอยห้อเลือด ราวกับทุกอย่างกำลังเป็นไปตามคำเตือนของท่านซุนต้าหลี่แบบเปะ ๆ
แล้วเมื่อผมเปลี่ยนจากการรับแลกอาวุธไปมาของคนทั้งสอง เป็นใจจดจ่ออยู่ที่วิธีการลงดาบของบีโฮ
เทคนิคที่หมอนั่นใช้ ล้วนเน้นฟันดาบลงตรงปลายพัดของซากิ แถมแรงของมันก็จัดจ้านไม่ใช่เล่น
ทุกครั้งที่ดาบฟาดออกไป.. ซากิก็ได้ยกพัดขึ้นรับ มันดูเหมือนเธอกำลังยื่นข้อมือให้ค้อนปอนด์กระแทกซ้ำ ๆ เข้าให้
แต่ซากิก็ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่พวกผมรู้..
ท่าทางการใช้พัดรับดาบของบีโฮเริ่มเปลี่ยนไป
เหมือนเธอพยายามจะใช้การก้มหลบผสมกับท่าเท้าในการหลอกล่อมากขึ้น
ทว่าคู่ต่อสู้ของเธอก็ไม่ใช่เล่น ๆ
ทำให้ทุกครั้งในการฟันดาบ..
ไม่ว่าอุสางิซากิจะเปลี่ยนวิธีการหลบและยกพัดขึ้นรับเป็นวิธีอื่น
แต่คิมบีโฮมันก็บังคับให้ยัยนั่นต้องฝืนใช้ปลายพัดรับดาบของตนเองได้เสมอ
IQ ทางการต่อสู้ของบีโฮนี่เยอะชะมัด
เมื่อบีโฮเริ่มออกดาบที่สิบสาม ผมเห็นได้ชัดว่าใบหน้างดงามของซากิบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ..
ความเจ็บที่สั่งสมมาตั้งแต่ดาบแรกจนถึงดาบนี้ พวกปุ่มห้อเลือดที่เคยเห็นแค่แดง ๆ ตอนนี้เริ่มแตกซ่าน แดงคล้ำขึ้นอย่างน่ากลัว
ผมว่าเธอควรออกจากวิถีดาบของหมอนั่นได้แล้ว ข้อมือซ้ายของเธอแทบจะหมดสภาพ การตั้งรับอย่างเดียวมันจะยิ่งทำให้เธอค่อย ๆ แพ้ลงไปเรื่อย ๆ
ผมว่าเธอสมควรลุกขึ้นสู้บ้างแล้ว!
แต่ก็เหมือนซากิจะล่วงรู้ถึงความคิดของผม
ทันใดนั้น ผมเห็นพลังปราณไหลพรั่งพรูจากตัวเธอออกมาราวกับน้ำในเขื่อนที่ถูกปล่อย
พัดหยกที่เคยหุบแน่นพลันสะบัดออก! เป็นครั้งแรกในการประลองนี้ที่เธอแสดงกระบวนท่ารุก
“จันทร์เพ็ญ กระบวนที่ 2 ประกายจันทร์!!”
เสียงเธอไม่ได้ดังนัก แต่ดังก้องออกมาเท่าที่เธอจะทำได้
พัดในมือนั้นโบกสะบัดพร้อมสายลมวูบหนึ่งที่พลันพัดเข้าหาคิมบีโฮเต็มแรง
แต่นั่นลมธรรมดาที่ไหนกัน..! ลมนั้นมันเย็นจัด เย็นชนิดที่ถึงกับควบแน่นกลายเป็นก้อนน้ำแข็งมหึมาขนาดประมาณ 5 x 5 เมตรพุ่งตรงเข้าหาคนคางบุ๋มอย่างไม่ให้ตั้งตัว
วิชานั้นถูกปล่อยออกมาในจังหวะที่คิมบีโฮยังหันหลังอยู่ แต่หมอนี่ไม่ใช่ธรรมดาอยู่แล้ว แค่ไอเย็นที่แผ่เข้าหาทางด้านหลัง ก็ทำให้เขารู้ทันที ว่ามีบางอย่างมันกำลังพุ่งเข้ามา
ถ้าถามว่าไอความเย็นมันเย็นขนาดไหนน่ะเหรอ..
ขั้นพื้นฐานก็คือต่ำกว่าศูนย์องศาล่ะนะ
แล้วน่าจะเป็นไปด้วยอุณหภูมิที่เปลี่ยนอย่างฉับพลัน เลยทำให้บีโฮมันรู้ตัวทัน
หมอนั่นเลยได้หันกลับมาพร้อมยกดาบขึ้นหมายจะฟันทะลุน้ำแข็งลูกใหญ่ลูกนั้น
แต่ก่อนที่ปลายดาบจะได้เฉียดใส่ก้อนน้ำแข็งยักษ์..!
เปรี้ยง!
ก้อนน้ำแข็งกลับระเบิดแตกออกกลางอากาศ
แตกกระจายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วน แถมยังแผ่พุ่งเข้าใส่ตัวของคิมบีโฮในระยะประชิด ชนิดไม่มีช่องให้ตั้งตัว
แล้วด้วยรูปแบบวิชาที่เปลี่ยนโดยฉับพลันแบบนั้น..
สิ่งคิมบีโฮตอนนั้นทำได้ก็เหลือเพียงอย่างเดียว..
คือห่อตัว.. ดึงดาบกลับมากอดไว้กับอก แล้วใช้แขนซ้ายคว้าเสื้อคลุมตัวนอกขึ้นมากำบัง-่าเกล็ดน้ำแข็งนั้น
ปล่อยให้เกล็ดน้ำแข็งพวกนั้นซัดใส่ร่างเหมือนพายุหิมะบ้าคลั่ง
แต่ด้วยเนตรจ้าวมังกรของผม.. มันก็ทำให้ผมเห็นว่าหมอนั่นได้หน่วยพลังปราณขึ้นมาเสริมปราณคุ้มกาย ทำให้ในจังหวะที่เกล็ดน้ำแข็งกำลังจะสาดซัดใส่ตัวมัน
ก็ได้ละลายหรือกระเด็นสะท้อนออกไปทางด้านข้าง
แต่ด้วยจำนวนที่มีมาก แถมยังเป็นก้อนใหญ่เล็กคละ ๆ กันไป
จึงมีหลายก้อนที่พุ่งทะลุเสื้อคลุมของบีโฮอยู่บ้าง
ผมที่เห็นทั้งหมดผ่านดวงเนตรพิเศษของผม..
ก็ได้แต่เอ่ยชมอุสางิซากิในใจ..
ยัยนั่น.. ตั้งแต่ครั้งที่ปะทะกันวันเข้าสำนัก..
มักมีเรื่องเกินคาดให้ชมอยู่เสมอเลยจริง ๆ
พอพายุหิมะสงบลง ผมมองไปที่ชุดฮันบกของหมอนั่นแล้วนึกถึงฟองน้ำล้างจานขึ้นมาทันที
พรุนจนแทบกลายเป็นตะแกรง
ทั้งคู่ยืนจ้องกันแบบไม่พูด ไม่ขยับ ไม่มีใครรีบร้อนจะสวนกลับ..
ฝ่ายซากิที่เพิ่งระเบิดวิชาออกไปเต็มพลัง ไหนจะมือที่คงยังปวดตุบ ๆ อยู่ ทำให้ฝ่ายนั้นดูใจเย็นไม่รีบร้อน
ฝ่ายบีโฮเองก็ดูจะชะงักไปพอสมควร จากวิชาที่ไม่คาดคิดของอีกฝ่าย ใบหน้าและตามเนื้อตัวก็เผยให้เห็นรอยถากเล็ก ๆ หลายรอยที่มันไม่สามารถกันไว้ได้
และในตอนที่พวกมันทั้งสองยืนจ้องตากัน ตอนนั้นทั้งสนามก็เหมือนหยุดหายใจ
ทุกคนต่างพากันจับตาดูว่าใครจะเป็นฝ่ายลงมือต่อ
คิมบีโฮก้มลงมองชุดฮันบกของตัวเองที่พรุนจนแทบกลายเป็นเศษผ้า
สีหน้าที่เคยนิ่งราวน้ำแข็งพลันบิดเบี้ยวอย่างชัดเจน
“เจ้าพวกตระกูลห้าเสาหลัก..
มันน่ารำคาญกันทุกคนเสียจริง..”
น้ำเสียงของหมอนั่นเย็นเฉียบแบบไม่ต้องแช่แข็งเพิ่ม..
สายตาที่เคยสุขุมกลับกลายเป็นคมดั่งคมมีด ยามมองไปทางซากิราวกับจะฟันเธอให้ขาดเป็นสิบท่อนด้วยสายตา
ผมรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวบีโฮเปลี่ยนไปอย่างน่าขนลุก
ความสุขุมหายวับ จิตสังหารที่มีอยู่แล้วก็พุ่งทะยานขึ้นอีกหลายเท่าตัว
พลังปราณทั่วร่างของมันพลันปะทุออกมาเต็มที่!
ปราณสีครามที่เคยสวยงามตอนนี้กลับดูบิดเบี้ยว สุกจัดจนเกือบคล้ายพายุปราณที่เปี่ยมไปด้วยความชิงชัง
“ประกายครามหะ..แห่ง--!”
บีโฮที่ทำท่าเหมือนจะปล่อยวิชาบางอย่างออกมาพลันงับปากหยุดชะงัก
แล้วจู่ ๆ ดวงตาของหมอนั่นก็เบิกโพลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ปราณที่ตรึงไว้พร้อมปล่อยพลังกลับสลายหายวับไปแทบจะในทันที
ทั้งดาบกับปอกดาบก็หลุดจากมือร่วงลงพื้นอย่างไร้น้ำหนัก ขณะที่เจ้าตัวเอามือซ้ายจับประกบหลังมือขวาไว้แน่น ราวกับว่าเจออะไรบางอย่างที่สะกดความโกรธที่กำลังปะทุให้ดับลง
พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีจะสู้ต่อ ซากิก็คลายท่าตั้งรับลงอย่างช้า ๆ สีหน้าเธอยังนิ่ง แต่สายตาเต็มไปด้วยคำถาม..
เป็นคำถามเดียวกับที่ผมเองก็สงสัย
“ทำไมเจ้าถึงทิ้งอาวุธ?”
แต่คิมบีโฮไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะหันมามองเธอด้วยซ้ำ
หมอนั่นแค่เหลือบสายตาขึ้นไปทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือแวบหนึ่ง แล้วก็เอามือขวายัดกลับเข้าใต้เสื้อเหมือนคนเก็บอะไรบางอย่างลงไปในเงา
ก่อนจะมีคำพูดประโยคหนึ่งสั้น ๆ ที่ทำให้คนงงกันทั้งสนาม
“ข้าขอยอมแพ้...”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??