เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit
ตอนนี้เป็าบรรยาย่าปากของ
ซุนโหวหวัง
ยามบ่ายวันนี้ท้องฟ้าสุดทะมึน
แต่สนามประลองกลับคึกคักเป็นพิเศษ
เพราะวันนี้ในช่วงเช้าเป็าประลองรอบคัดเลือกของรุ่น 'วิทยายุทธ์' รุ่นมัทธยุทธ์อย่างฉันจึงไม่มีอันใดทำในช่วงเช้าจึงออกมาเที่ยวเล่น
บรรยากาศในตลาดนั้นดูคึกคักเป็นพิเศษ ตลอดทางที่เดินก็เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย
ราวกับไม่ได้สนใจการประลองช่วงเข้าเสียเท่าไหร่
คงกำลังรอชมการประลองในสายล่างของวันนี้
ถึงจะบอกว่าเป็นสายล่าง แลฟังแล้วอาจดูน่าเบื่อ
แต่เชื่อฉันเถิด..
รอบนี้มันไม่ใช่ของเหลือแน่นอน
เพราะคู่ประเดิมเปิดสนามก็คือฉัน.. ซุนโหวหวังที่จัดต้องพบกับพ่อหม่าชุนเฟิง
สองคนจากห้าตระกูลเสาหลักย่อมไม่จืดเช่นรอบก่อน ๆ
ไม่ต้องให้อ้ายเจี้ยนบอก.. ฉันก็ใช่ประมาท..
แม้นพ่อชุนเฟิงจักมิได้มีเด่นเท่าเทียบพ่อหม่าเฟย
แต่อย่างไรก็เป็นถึงบุตรชายของท่านเจ้าคุณหม่าเหวิน..
มิระวังมิได้ดอก..
เอ่ยถึงอ้ายเจี้ยน..
อ้ายเปรตนั่นตอนนี้ก็มัวแต่ซุกตัวอยู่ในห้อง
หลังจากมันเลือนระดับัเป็น 'สัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง' ได้เมื่อวาน
ฉันก็ไม่กล้าไปกวนมันอีกเลย มันต้องใช้สมาธิในการเรียนรู้ัระดับใหม่
“นั่น ๆ นายน้อยซุน!! นายน้อยซุนโหวหวัง!!”
“ใช่ ๆ ว่าที่ผู้นำตระกูลซุนคนนั้น ใช่เลย!!”
“ได้ข่าวว่าเขาเคยซัดหอบุปผาล่มทั้งหอในคืนเดียว...”
“ชู่ว์!! เจ้าอยากตายหรืออย่างไร!!”
เสียงซุบซิบเหล่านั้น..
ฉันสดับได้ทุกถ้อยคำ..
หอบุปผาล่มอย่างนั้นฤๅ? หึ! ครึ่งคืนต่างหาก!
อ้ายพวกนั้นข่าวมั่วเสียจริง..
แล้วในตอนที่ฉันเลี้ยวเข้ากลับไปที่สนามประลอง..
ฉันก็เห็นเธอ..
อุสางิซากิ..
วันนี้ท่าทางเธอดูแปลกพิกล..
ยามปกติแม่ซากิจักเดินเชิดหน้าสูง สายตาเหลือบแลมองคนอื่นอยู่ต่ำกว่า
ทว่ายามนี้..
เธอกลับเดินก้มหน้า นัยน์ตาไร้แวว รัศมีความหยิ่งเย็นชากลับจืดหายคล้ายว่าเป็นคนละคน
สงสัยการพ่ายพ่อเสวี่ยซานจักทำให้เธอเสียความมั่นใจไป
ฉันหยุดยืนอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง..
มิใช่อยากจะตอกย้ำแม่ซากิดอกหนา..
เพียงแต่ฉันคิด..
หากเธอเจอหน้าฉันและด่าอาจทำให้เธอสบายใจขึ้น
แต่เหมือนแม่ซากิจะไม่เห็นฉัน เธอเพียงเดิน่าไปอย่างไร้ชีวิตชีวา
ฉันจึงได้แค่ถอนใจพร้อมสั่นไหล่
ก่อนจักเดินตรงเข้าไปยังสนามประลอง เพราะนี้ก็จวนถึงเวลาแล้ว..
.
.
เสียงโห่ร้องอึงอลราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายจากหมู่มหาชนซึ่งแน่นขนัดบนอัฒจันทร์โดยรอบสนามประลอง
แทบทำให้ฉันรู้สึกหูอื้อเสียให้ได้
บรรยากาศโดยรอบแลดูตึงเครียดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความคาดหวังจากผู้ชมเรือนพันหมื่นซึ่งจับจ้องมายังศูนย์กลางแห่งสมรภูมิ
ฉันย่างก้าวเข้าสู่สนามประลองอย่างมิได้เร่งรีบ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มละมุนปนเจ้าเล่ห์อยู่จาง ๆ
เสียงโห่ร้องและเสียงกรีดร้องจากเหล่าผู้ชม โดยเฉพาะบรรดาสตรี ดังกระหึ่มยิ่งขึ้นกว่าคราใด
กระบองปราบมังกรที่ถูกย่อขนาดให้พอเหมาะกับการใช้งาน ถูกสะพายอยู่เบื้องหลังหูอย่างสบายอารมณ์
ฉันโบกมือทักทายผู้ชมโดยรอบอย่างเป็นกันเอง มิได้ถือยศศักดิ์ให้ห่างเหิน
เสียงกรีดร้องของเหล่าสตรีนั้น..
ชื่นใจดุจน้ำทิพย์หลั่งรินในยามอ่อนล้า
“การประลองสายล่างคำรบแรกคู่ต้น ซุนโหวหวังแห่งตระกูลพญาวานร! ปะทะ หม่าชุนเฟิงแห่งตระกูลพยศอาชา!”
เสียงประกาศของท่านผู้เฒ่าฮูจินดังก้องไปทั่ว..ทั่วสนามประลอง
ครั้นสิ้นเสียงสัญญาณ
พ่อหม่าชุนเฟิงก็ได้กระโจนลงมาจากอัฒจันทร์ฝั่งสกุลพยศอาชา
พ่อชุนเฟิงยังคงดำรงกิริยาอันสุภาพ..
เขาโน้มกายคำนับเล็กน้อย แล้วจึงเอื้อนเอ่ยวาจาอย่างนอบน้อมว่า
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมประลองกับท่าน..
ท่านพี่ซุน”
น้ำเสียงของเขานั้นอ่อนโยนยิ่งนัก
หากแต่ภายใต้ถ้อยคำอันนุ่มนวลนั้น ฉันก็สัมผัสได้ถึงความแน่วแน่จริงจังซึ่งแฝงเร้นอยู่
“ไม่พบกันเสียนานพ่อชุนเฟิง..”
ฉันเบิกวาจาสุภาพตอบกลับไป
“ครั้งสุดท้ายน่าจักเมื่อหลายปีก่อน ที่งานเบิกเนตรของพ่อหม่าเฟย..
อย่างไรฉันก็ขอให้พ่อไว้ไมตรีบ้าง..
หากฉันชนะจักเลี้ยงหอบุปผาพ่อสักคืน”
“ท่านพี่ซุนหยอกข้าแล้ว..”
พ่อชุนเฟิงเอ่ยก่อนยื่นมือออกไปข้างลำตัว
ก่อนที่ในจังหวะต่อมา..
ทวนประจำตนของมันก็ปรากฏออกมา
“เรามาเริ่มกันเลยเถิด..”
ฉันผงกหัวเล็กน้อยก่อนจะหยิบกระบองคู่กายออกมาจากติ่งหูพร้อมตั้งท่าเตรียมปะทะ
“หากพวกเจ้าพร้อมแล้ว..
เริ่มการประลองได้!!”
สิ้นเสียงคำประกาศของท่านผู้เฒ่าฮู
พ่อชุนเฟิงก็ได้เปิดฉากพุ่งตรงมาหาฉัน
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 1 ทวนล่องนภา”
พ่อชุนเฟิงเร่งเร้าัปราณแห่งธาตุลมเข้าสู่ปลายทวนด้วยความว่องไว
ก่อนจักเหวี่ยงทวนยาวออกไปประหนึ่งสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์!!
ทวนพุ่งแหวกอากาศด้วยสุ้มเสียงหวีดหวิวอันบาดลึกถึงแก้วหู มุ่งหมายเข้าสู่ร่างของฉันด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งนัก
แม้นจักเป็นเพียงการหยั่งเชิง แต่พลานุภาพที่แฝงเร้นภายในนั้นมากพอจักทะลวงเกราะเหล็กให้แหลกเป็นผุยผงได้โดยง่าย
ฉันยังคงแต่งแต้มรอยยิ้มกวนประสาทไว้บนใบหน้า หาได้เร่งร้อนตอบโต้แต่ประการใด
ปล่อยให้ทวนนั้นพุ่งเข้ามาใกล้จนเกือบสัมผัสผิวกาย แล้วจึงชักวาดกระบองฟาดใส่ในห้วงพริบตาเดียว
ฉันรับการโจมตีด้วยปลายกระบองอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง แรงปะทะถูกเบี่ยงเบนทิศทาง จนทวนเล่มนั้นเฉียด่ากายไปอย่างหวุดหวิด
“ไม้จิ้มฟันยักษ์ของพ่อช่างรุนแรงยิ่งนัก..”
ฉันเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเย้าออกไปด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระแม้แต่น้อย
พ่อชุนเฟิงรีบเรียกทวนกลับมาด้วยความรวดเร็ว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
แสดงให้เห็นถึงความประหลาดใจที่ฉันสามารถรับมือการโจมตีของเขาได้โดยง่าย
หลังจากได้ทวนคืนมา..
พ่อหม่าก็กระทำการเคลื่อนไหวอีกรอบ
คราวนี้เขากลายเป็นเงาร่างอันเลือนราง พุ่งเข้าหาฉันด้วยความเร็วอันสูงล้ำ
ใช้ทวนในมือกวาดฟันเป็นวงกว้าง ท่วงท่าของเขานั้นลื่นไหลประหนึ่งสายน้ำยามฤดูฝน แต่แฝงไว้ด้วยความคมกล้าเสมอใบมีดอันลับอย่างดี
ฉันเองก็หาได้ยอมเป็นรองไม่..
แสดงให้เห็นถึงความคล่องแคล่วว่องไวเฉกเช่นวานรผู้่าศึก หลบเลี่ยงคมทวนอันอันตรายอย่างชำนาญ
บางจังหวะก็ใช้กระบองปราบมังกรในมือปัดป้องการโจมตีด้วยความแม่นยำดุจดังอาวุธนั้นมีชีวิต แลรู้ใจฉันทุกก้าวเคลื่อนไหว
เขาผู้นั้นก็มิใช่คู่ต่อสู้ที่เลวร้ายเลยแม้แต่น้อย
ทว่าทวนของเขาพลิ้วไหวประหนึ่งสายลม ทั้งยังมิเพียงพอจักทำให้ฉันต้องลงแรงอย่างจริงจังนัก
นับเพียงเป็าลองเชิงกันในเบื้องต้นเท่านั้น
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 1 คลื่นอัดกระแทก”
ฉันร่ายวิชาขึ้นเป็นห้วง ๆ เพื่อปลดปล่อยคลื่นัปราณซัดกระแทกเข้าใส่พ่อหม่า
บีบบังคับให้เขาต้องเบี่ยงกายหรือใช้ทวนตั้งรับ ส่งผลให้ท่วงท่าที่เคยลื่นไหลของเขาชะงักลงบ้างเป็นครั้งคราว
เมื่อเห็นว่าการจู่โจมขั้นพื้นฐานหาได้ผลใด ๆ ไม่
พ่อชุนเฟิงก็เร่งเร้าจังหวะการรุกให้รุนแรงยิ่งขึ้น
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 2 กีบก้องสะเทือนเงา”
เขาฟาดทวนลงพร้อมกับกระแทกฝ่าเท้าลงบนพื้นสนามอย่างแรง
เกิดเป็นคลื่นแรงอัดอากาศส่งให้แรงสั่นสะเทือนอันมองไม่เห็นแล่นพุ่งเข้าสู่ร่างของฉัน
แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผลให้ฉันรู้สึกโอนเอนเล็กน้อย การทรงกายเริ่มยากขึ้น และยังรู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง
แม้นฉันจะพยายามประคองสมดุลไว้สุดความสามารถก็ตาม
แต่ความรู้สึกคล้ายอยู่บนนาวาที่โครงเครงก็หาต่อการได้ง่าย
อีกพ่อชุนเฟิงหาได้หยุดยั้งการรุก..!
เขายังคงใช้กระบวนท่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มุ่งหมายโจมตีตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งเร้าความมึนงงให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นในร่างของฉัน
อาการมึนงงนั้นเริ่มทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิด
ฉันเริ่มแปรเปลี่ยนสีหน้าให้แลดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย
ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้โดยพลัน
กระบองปราบมังกรในมือหดสั้นลงอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา
ก่อนจักกลายเป็นขนาดเท่ากระบี่อยู่ในมือฉันแทน
เสียงฮือฮาจากผู้ชมบนอัฒจันทร์ดังกระหึ่มขึ้นมาในบัดดล เมื่อเห็นการเปลี่ยนมุมจับกระบองของฉัน
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ”
กระบองสั้นในมือของฉันถูกกระหน่ำแทงเข้าใส่พ่อชุนเฟิงอย่างรวดเร็ว
มุ่งเน้นโจมตีที่จุดอับสายตา บีบบังคับให้เขาจำต้องถอยร่นและตั้งรับอย่างสุดกำลัง กระทั่งไม่อาจใช้กระบวนท่า 'กีบก้องสะเทือนเงา' ได้อย่างเต็มศักยภาพอีกต่อไป
ฉันยังคงรุกไล่อย่างไม่หยุดยั้งด้วยร่างจำแลงกระบอกกระบี่ในมือ
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา”
ฉันรวบรวมัปราณสะบัดกระบอกด้วยความเร็วสูงอันอัดแน่นไปด้วยัปราณอันเข้มข้น
เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกจากปลายกระบอง ก่อให้เกิดคลื่นัในรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวทะยานเข้าใส่พ่อชุนเฟิงอย่างรุนแรง
แม้นสิ่งที่ฉันปลดปล่อยออกไปจักงดงามดุจภาพวาด
ทว่าในความงามนั้นกลับแฝงไว้ด้วยพิษสง คลื่นัดังกล่าวตัด่าชั้นอากาศราวกับมีชีวิต และฝากร่องรอยไหม้จาง ๆ ไว้บนพื้นสนาม
พ่อชุนเฟิงไร้ทางเลือก..
จำต้องใช้ทวนในมือปัดป้องคลื่นัอย่างสุดกำลัง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมิอาจต้านทานแรงสะท้อนอันมหาศาลได้ จนร่างของเขาถูกผลักถอยร่นไปหลายก้าว
ทวนในมือแลดูร้อนระอุเล็กน้อยจากอานุภาพแห่งเปลวนิพพานของฉัน
“เปลวนิพพานของท่านนี้สมคำร่ำลือเสียจริง..
ร้อนเสียยิ่งกว่าเฟิงไฟไหน ๆ ที่ข้าเคยพบ”
พ่อชุนเฟิงเปล่งวาจาด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน หากแต่แฝงไว้ด้วยความตื่นตัวอันแจ่มชัด
“มันร้อนแรงเพราะนี่คือเพลิงไฟแห่งรักอย่างไรเล่า..”
ฉันยิ้มเย้าหยอก พลางเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์น้อย ๆ
แต่สิ่งที่ฉันพูดก็หาใช่ผิด
เปลวนิพพานนี้ฉันได้มาด้วยความรักจริง ๆ
พ่อชุนเฟิงตระหนักชัดถึงพลานุภาพแห่งเปลวนิพพานและวิชากระบี่ของฉัน
เขาจึงพยายามสร้างระยะห่างให้ตนเอง
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 3 พยศร้อยสะบัด”
ฝ่ายนั้นฟาดทวนออกเป็นแนวกวาดด้วยแรงเหวี่ยงอันเต็มเปี่ยมอย่างต่อเนื่อง
เศษหิน ดิน และฝุ่นละอองในสนามถูกกวาดโหมกระหน่ำเข้าใส่ฉันราวกับพายุทรายโหมกระพือ
ความโกลาหลบังเกิดขึ้นฉับพลันทั่วทั้งสนาม
ฝุ่นควันหนาทึบบดบังทัศนวิสัย เศษหินขนาดเล็กพุ่งเข้าใส่ประหนึ่ง-่าฝนถาโถม กระทั่งพื้นผิวโดยรอบบังเกิดความเสียหาย
กระบวนท่านี้ยังสามารถผลักดันฉันให้จำต้องถอยร่นออกมาเล็กน้อย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พ่อชุนเฟิงสามารถขยับขยายพลิกหมากในสนามได้ตามใจนึก
ฉันหาได้คิดจักถอยร่นแม้แต่น้อย!
ฉันรีบกระชากกระบองปราบมังกรในมือให้ยืดขยายกลับคืนสู่ขนาดปกติอย่างฉับไว
จากนั้นจึงใช้ออกด้วยกระบวนท่า
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 5 แผดสะบัดเพลิง”
ฉันหมุนเหวี่ยงกระบองรอบกายด้วยความเร็วสูง จนก่อเกิดพายุเปลวเพลิงสีขาวนวลล้อมรอบตัวฉันไว้โดยสมบูรณ์
เปลวนิพพานอันร้อนแรงนี้สามารถปัดเป่าเศษหินและฝุ่นละอองออกไปจนหมดสิ้น อีกทั้งยังสร้างอาณาบริเวณอันตรายรอบตัวที่ผู้ใดก็มิอาจล่วงล้ำเข้าใกล้ได้
ฉันฉวยจังหวะที่พ่อชุนเฟิงกำลังร่นถอย..
สะบัดกายพุ่งทะลุพายุเพลิงเข้าไปอย่างฉับพลัน ใช้ออกด้วยอีกกระบวนท่า
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 6 เงื้อมวานรเผยมรรคา”
กระบองในมือพุ่งเข้าประชิดโดยฉับไว และหักมุมในลักษณะผิดธรรมชาติ
ฉันหมายมั่นจะปลดอาวุธทวนของพ่อชุนเฟิงให้สิ้นฤทธิ์
ฝ่ายนั้นดูจะตกตะลึงอยู่เล็กน้อยกับการพุ่งเข้าใกล้อย่างฉับพลันของฉัน
เขารีบใช้ทวนในมือรับการโจมตีอย่างสุดกำลัง กระทั่งทวนเล่มนั้นถึงกับสั่นสะท้านอย่างรุนแรง และเกือบหลุดจากฝ่ามือเพราะแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของกระบองปราบมังกร
ดูท่าว่าหม่าชุนเฟิงจะเริ่มเอาจริงแล้วกระมัง..
ดีนัก!
ฉันเองก็พึงใจในการประลองอันเข้มข้นเยี่ยงนี้
ทวนของเขานับว่าไม่เลวเลยทีเดียว หากแต่จักต้านทานกระบองปราบมังกรของฉันได้ฤๅไม่
นั่นยังต้องเฝ้าดูกันต่อไป
เราทั้งสองเข้าปะทะกันในระยะประชิดด้วยท่วงท่าที่ทั้งดุเดือดและรวดเร็ว
ฉันเน้นหนักไปที่ัและลูกไม้แพรวพราว ขณะที่พ่อชุนเฟิงอาศัยความแม่นยำและความลื่นไหลอันเป็นเอกลักษณ์
ท้ายที่สุด..
เขาถูกกดดันจนต้องเผยัแ้ิออกมา
เขาถอยร่นเล็กน้อย พลางหอบหายใจเบา ๆ จากจังหวะการต่อสู้อันรุนแรงและต่อเนื่อง
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 4 ทวนอาชาสะบั้นสวรรค์”
เขาพุ่งเข้าใส่ฉันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมเป็นอันมาก จนเรือนร่างของเขากลายเป็นเพียงเงาร่างพร่ามัว ก่อนจักฟาดทวนเข้าใส่ด้วยพลานุภาพอันรุนแรงจนพื้นสนามประลองสะเทือนเลื่อนลั่น
เกิดรอยร้าวยาวเหยียดตามแนวเส้นทางการโจมตี
กระบวนท่านี้ทั้งเร็ว ทั้งแรง แลดูดุดันอย่างแ้ิ
ทั้งวิชาและท่าร่างของสกุลพยศอาชานี่สมคำเล่าลือเสียจริง
แม้นกระนั้นฉันหาได้หลบหลีกไม่
ยังยกกระบองปราบมังกรขึ้นตั้งรับการโจมตีโดยตรง
เสียงปะทะอันกึกก้องดังกระหึ่มสะท้านไปทั่วทั้งสนาม แรงอัดจากันั้นรุนแรงยิ่งนัก จนก่อให้เกิดคลื่นลมมหาศาลพัดฟุ้งกระจายออกไปโดยรอบ
แม้นฉันจะตั้งรับไว้ได้อย่างมั่นคง หากแต่พลานุภาพของกระบวนท่าดังกล่าวยังคงรุนแรงจนทำให้ร่างของฉันต้องถอยร่นไปหลายวา อีกเท้ายังลากเป็นทางยาวบนพื้นดินอันแตกระแหง
ใบหน้าซึ่งโดยปกติแล้วเปี่ยมด้วยแววเย้าหยอกของฉัน
บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มลุ่มลึกเจือแววแน่วแน่
นี่มิใช่เพราะบาดเจ็บ..
หากแต่เพราะกำลังรู้สึก 'สนุก' กับศึกอันดุเดือดที่กำลังดำเนินอยู่นี้ต่างหาก
เห็นฉันถอย.. พ่อชุนเฟิงหาได้รีรอไม่..
ภายหลังจากใช้ออกด้วยท่าทวนอาชาสะบั้นสวรรค์ เขาก็เริ่มเร่งเร้าการรวบรวมัปราณทั้งหมดที่มีอยู่
ณ ห้วงวินาทีสุดท้ายนี้จะจบลง
เขาจึงตัดสินใจใช้ออกด้วยกระบวนท่าป้องกันและเสริมักายของสายสกุล
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 5 ปราการทวนไร้ขอบเขต”
พื้นสนามประลองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะมีสุ้มเสียงดุจโลหะกระทบกระทั่งกันดังก้องขึ้น
ทวนขนาดใหญ่ยักษ์จำนวนห้าเล่มผุดขึ้นจากพื้นดินโดยรอบ
ราวกับผุดจากธรณี ล้อมรอบร่างของเขาไว้แน่นหนา กลายเป็นปราการทวนอันแข็งแกร่ง
อีกทั้งปราณแห่งทวนทั้งมวลยังถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของพ่อชุนเฟิง ทำให้ัของเขาเพิ่มพูนขึ้นอีกระดับหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์
ฉันจ้องมองปราการทวนนั้น พร้อมกับพิจารณาัที่แผ่ซ่านออกมาจากเรือนกายของหม่าชุนเฟิงอย่างถ้วนถี่
มือยกกระบองปราบมังกรขึ้นเล็กน้อย ปราณแห่งเปลวนิพพานสีขาวเริ่มลุกโชนอ่อน ๆ รอบกายฉัน
เป็นสัญญาณบ่งชัด!
ว่าฉันเองก็จักปลดปล่อยัที่แ้ิออกมาเ่ั
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??