เรื่อง ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit
ตอนนี้เป็าบรรยาย่าปากของ
ซุนโหวหวัง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมสนามประลองในชั่วพริบตา ราวกับว่าเสียงโห่ร้องอันกึกก้องเมื่อครู่ถูกกลืนหายไปในห้วงอากาศโดยฉับพลัน
หลังาที่พ่อชุนเฟิงใช้ออกด้วยวิชาอันชวนใ้ตื่นตะลึง
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 5 ปราการทวนไร้ขอบเขต”
ทวนเหล็กกล้าขนาดมหึมานับสิบเล่มผุดขึ้นาพื้นดินโดยรอบร่างของมัน ต่างส่องแสงเรืองรองสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่าย
พลังปราณอันหนาแน่นแผ่ซ่านออกมาากายของมันราวกับอ้ายคนนี้กลายเป็นภูผาเหล็กที่ตั้งตระหง่าน มิอาจสั่นคลอนด้วยพลังใด ๆ
ใบหน้าของพ่อชุนเฟิงัคงสงบสุขุมเฉกเช่นเคย
หากแต่ในแววตานั้นแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นถึงขีดสุด เของมันจับจ้องมาทางฉันไม่วางราวกับจักอ่านใ้ทะลุทุกการเคลื่อนไหว
แม้นกระทั่งความคิดในห้วงจิต
ฉันแย้มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แววตาฉายความพึงใจเมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าตัดสินใจ 'เอาจริง' กับฉันเสียที
ครานี้คงได้สนุกกันเสียที
“ไม่เลว.. ไม่เลวเลยพ่อชุนเฟิง!
เล่นใหญ่ถึงเพียงนี้ เห็นทีฉันคงต้องตอบรับใ้สมเกียรติบ้างแล้วกระมัง”
ฉันเอื้อนเอ่ยวาจาเสียงดังพอใ้อีกฝ่ายได้ยิน แม้นจะอยู่ท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ก็ตามที
ในวินาทีถัดมา..
เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มลุกโชนอย่างรุนแรงรอบกายฉัน
เปลวไฟขาวพลิ้วระริกดูงดงาม หากแต่แฝงไว้ด้วยพลังแผดเผาทำลายอันมหาศาล รัศมีร้อนระอุที่แผ่ออกมานั้นกดดันจนพื้นสนามรอบตัวเริ่มปรากฏรอยไหม้บาง ๆ
ควันจาง ๆ ค่อย ๆ ลอยขึ้นาดินที่เกรียมร้อน ราวกับว่าผืนปฐพีก็มิอาจทานทนต่อพลังของเปลวเพลิงของฉันได้
เรือนกายของฉันเริ่มเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าอันคล่องแคล่วว่องไว ปานวานรเพลิงที่เพิ่งตื่นานิทรา
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 3 กำแหงสุดกู่”
ฉันใช้วิชาเสริมกำลังกาย ส่งผลใ้ทุกกิริยาเคลื่อนไหวของฉันทั้งรวดเร็วแะดุดันยิ่งขึ้น
ฉันพุ่งเข้าสู่ปราการทวนของหม่าชุนเฟิงอย่างหาได้ยำเกรง
เพลิงไฟของฉันกอปรเข้ากับปราณวาโยของมัน ผสมรวมจนเป็นเนื้อเดียว ราวกับพายุเพลิงที่มุ่งโหมกระหน่ำใส่ภูผาโดยมิลังเล
พ่อชุนเฟิงซึ่งเสริมพลังด้วย 'ปราการทวนไร้ขอบเขต' หาได้รั้งรอไม่
ร่างของอ้ายนั่นกลายเป็นเพียงเงาเลือนราง พุ่งเข้าใส่ฉันด้วยความเร็วเหนือปกติาท่าร่างประจำสกุล
ทวนยาวในมือฟาดฟันรัวเสียยิ่งกว่าพายุหมุนไร้จุดสิ้นสุด การโจมตีแต่ละครั้งรุนแรงเสียจนพื้นสนามแตกระแหงเป็นวงกว้าง
เสียงปะทะที่ดังกึกก้อง ถึงขนาดผู้ชมที่อยู่ใกล้ถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหูด้วยความตื่นใจ
ท่วงท่าของหม่าชุนเฟิงในยามนี้ เต็มไปด้วยความเด็ดขาดแะแน่วแน่ ไม่มีช่องว่างใ้ฉันสวนกลับได้ง่าย ๆ มันใช้ออกด้วยวิชาอีกขนาน
“คมทวนตระกูลหม่า ท่าที่ 4 ทวนอาชาสะบั้นสวรรค์”
วิชาหลังที่มันใช้ผสานกับพลังเดิมที่คงไว้ มันยิ่งทวีคูณาปราการเดิม ซัดเข้าใส่ฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทวนของอ้ายชุนเฟิงเสมือนม้าศึกบ้าคลั่ง ที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งใ้แหลกสลาย
ฉันอาศัยความเร็วแะความยืดหยุ่นแห่งท่ากายอันอยู่ในภาวะ 'กำแหงสุดกู่' หลบหลีกแะปัดป้องการโจมตีของพ่อชุนเฟิงอย่างว่องไว กระบองปราบมังกรในมือฉันกลายเป็นเพียงเงาเลือน สะบัดรับการโจมตีอันรุนแรงดั่ง-่าฝนโปรยได้อย่างแม่นยำ
ทุกคราที่ทวนของมันกระทบกับกระบองของฉัน จะเกิดประกายไฟดิ้นไปมา เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นไปทั่วทั้งสนามอย่างเสียดหู
แต่เมื่อการโรมรันของเราสองดำเนินมาอีกประเดี๋ยว ฉันก็เห็นช่องว่างที่ฝ่ายนั้นแย้มเผย
เป็นเพียงชั่วครู่..
แต่ชัดเจนยิ่งนัก!
เห็นเี่นี้ฉันฤๅจักปล่อย่า
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 8 วานรสะบั้นแหลก”
ฉันวาดศาสตราอัดพลังแห่งเปลวนิพพานลงสู่กระบองจนเต็มพิกัด ก่อนจักฟาดกระบองปราบมังกรลงบนพื้นสนามประลองอย่างสุดแรง
เกิดเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ใต้เท้า พลังสะเทือนแผ่กระจายออกไปราวกับแผ่นดินไหว มุ่งตรงเข้าหาพ่อชุนเฟิงที่กำลังจะถึงตัว
อ้ายชุนเฟิงจำต้องชะงักาการรุก ด้วยถูกแรงสั่นสะเทือนากระบวนท่า 'วานรสะบั้นแหลก' ซัดใส่จนเกือบเสียหลัก
แม้นจักมีปราการทวนโอบล้อมไว้รอบกาย แต่ดูท่าว่ามันัู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลที่แทรกซึมทะลุเข้าไปถึงกระดูก
“ฮ่า ๆ เพียงแค่นี้ัมิอาจทำใ้ทวนของเอ็งกระเด็นไปได้ดอกฤๅ?
ช่างไม่เร้าใจเสียเลยพ่อ!
เช่นนั้น..
ฉันคนนี้จักขอแสดงใ้เห็นว่า 'พลังทำลายล้างที่แท้จริง' นั้นเป็นเี่ไร!”
ฉันหัวเราะกึกก้องด้วยความสาแก่ใจ พลางทอดสายตาไปัพ่อชุนเฟิงผู้ัืหยัดไม่ถอย
ฉันหาได้รอใ้ฝ่ายนั้นตั้งหลักไม่..
พลันรวบรวมพลังปราณเปลวนิพพานลงสู่กระบองปราบมังกรอีกครา พร้อมเปล่งเสียงคำรามอันเป็นอัตลักษณ์จำเพาะสกุลพญาวานรออกไปดังก้องไปทั่วสนาม
“โฮกกกกกกกกกก!”
เสียงนั้นสะท้อนไปทั่วอัฒจันทร์ จนผู้ชมบางรายถึงกับสะดุ้งด้วยความตื่นตระหนก
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 7 บรรพกาลลั่นคำสาป”
ฉันฟาดกระบองลงสู่พื้นสนามด้วยเรี่ยวแรงอันเกินขีดจำกัด ก่อใ้เกิด 'วงแหวนสะท้อน' ประหนึ่งตราประทับวานรโบราณเรืองแสงสีขาวเจิดจ้าที่ผสมรวมด้วยเปลวนิพพาน พุ่งเข้าใส่พ่อชุนเฟิงเสียอย่างจัง
วงแหวนนั้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบร่างของมันทั้งหมด
ฝ่ายนั้นถูกซัดกระเด็นถอยหลังอย่างรุนแรง ปราการทวนรอบกายของมันสั่นคลอนอย่างหนักจนแทบจักแตกเป็นเสี่ยง ๆ แะมีรอยไหม้คล้ายตราสัญลักษณ์วานร ปรากฏบนอาภรณ์ของอ้ายคนนั้นอย่างเด่นชัด
ตราสัญญาลักษณ์นั้น แท้จริงแล้วคือ 'ตราประทับ' ที่เกิดขึ้นาการถูกขนาน 'บรรพกาลลั่นคำสาป'
ซึ่งปกติแล้วจักเป็นขนานวิชาที่ใช้ในลง 'ตราทาส' เพื่อติดตามตัว สามารถทำใ้ฉันสามารถู้ได้ว่าคนที่มีตราประทับอยู่แห่งหนใด
แทบจักมิใช่ขนานวิชาที่ใช้ในการต่อสู้ได้เลย
ทว่าตราประทับนั่น ฉันได้ใส่เปลวนิพพานลงไป
ทำใ้บนตัวของพ่อชุนเฟิงนั้นลุกอาบไปด้วยเปลวนิพพาน
หากฉันไม่สลายขนานวิชา..
เพลิงนั้นก็จักไม่มีวันดับ..
ยกเว้นพ่อชุนเฟิงจักเก่งกาจเหนือฉัน
แม้นบอบช้ำแะมีรอยประทับ
กระนั้นพ่อชุนเฟิงก็ัคงืหยัดอย่างไม่ย่อท้อ ราวกลับไมู่้สาในพลังความร้อนของเปลวไฟสีขาวนั้น
อาจด้วยความดื้อรั้นซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำสกุลพยศอาชา..
พ่อชุนเฟิงสะบัดทวนยาวในมืออย่างว่องไว ปราณธาตุวาโยพร้อมด้วยปราณทวนที่สะสมา 'ปราการทวนไร้ขอบเขต' ถูกรวบรวม ณ ปลายทวน จนปรากฏแสงสีฟ้าอ่อนผสมรวบกับแสงสีขาวหม่นหมุนวนรุนแรง
พลังงานทั้งปวงแน่นขนัดรอการปลดปล่อย
มันู้แน่ชัดว่านี่คือโอกาสสุดท้าย
พ่อชุนเฟิงพุ่งอาศัยสิ่งที่ก่อขึ้นมุ่งพุ่งเข้าหาฉันด้วยความเร็วเหนือขีดจำกัด
ร่างกายกลายเป็นเพียงเงาเลือนพุ่งทะลุอากาศ พลังทั้งหมดถูกอัดแน่น ณ ทวน เพื่อสำแดงการโจมตีครั้งสุดท้ายที่เกรี้ยวกราดที่สุดในชีวิตของมัน
ฉันเห็นแววตาที่มิพ่ายแพ้ของพ่อชุนเฟิง อ้ายคนนั้นแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
ก็คงมิเป็นใดอื่นหากฉันจักทวีความเข้มข้นมากกว่านี้
“เอาล่ะพ่อ..
ในเมื่อเอ็งมุ่งมั่นถึงเพียงนี้!
ฉันจำต้องตอบรับด้วยไม้ตาย ที่จะสลักความทรงจำใ้เอ็งไปจนชั่วชีวิต”
ฉันเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยความมั่นใจ
เงื้อกระบองปราบมังกรขึ้นเหนือศีรษะ เปลวนิพพานสีขาวบริสุทธิ์โหมลุกขึ้นรอบกายอย่างรุนแรง ประหนึ่งเปลวเพลิงมีชีวิตที่เต้นระริกด้วยโทสะ
พลังงานทั้งมวลในกายวานรเพลิงถูกระดมออกมาใช้จนสุดพิกัด เสียงคำรามแห่งเทพวานรดังก้องไปทั่วสนามประลอง
รัศมีขาวรุนแรงที่แผ่ซ่านจนบิดเบือนอากาศรอบด้าน ก่อใ้เกิดแรงกดดันมหาศาลจนผู้ชมแม้นไกลตาทั่วอัฒจันทร์ัู้สึกถึง
ฉันพุ่งเข้าใส่หม่าชุนเฟิงด้วยความเร็วเหนือกว่าทุกคราที่่ามา
ร่างของฉันกลายเป็นเส้นแสงสีขาวทะลวง่าอากาศไปเบื้องหน้า
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 9 วิถีวานร ตีใ้ฟ้าจำชื่อ!”
ฉันฟาดกระบองปราบมังกรลงัจุดศูนย์กลางของการปะทะด้วยพลังทั้งสิ้น
อานุภาพอันรุนแรงจนฟ้ากัมปนาท เสียงระเบิดแห่งปราณดังก้องกังวานเสียยิ่งกว่าเสียงอัสนีบาต พื้นดินโดยรอบกลายเป็นทะเลเพลิงเปลวนิพพานสีขาวอันลุกโชติช่วง ลมกระโชกแรงแผ่ซ่านไปทั่วอัฒจันทร์
ทำใ้ผู้ชมทั้งหลายต้องยกมือขึ้นบังหน้าด้วยความตื่นตระหนกพร้อมเพรียงกับความร้อนที่แผ่ออกโดยกว้าง
เมื่อควันแะเปลวไฟสีขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ จางลง
ภาพเบื้องหน้าของฉันคือสนามประลองอันพังทลายจนแทบจักไม่เหลือเค้าเดิม
พื้นสนามเกิดหลุมึขนาดมหึมา รอยไหม้แะรอยร้าวแตกระแหงแผ่ขยายออกไปโดยรอบ
พ่อชุนเฟิงัคงือยู่กลางสนาม..
แม้นร่างจะทรุดลงคุกเข่าหนึ่งข้าง ทวนในมือมันปักทิ่มพื้นเพื่อพยุงกาย สีหน้าของมันซีดเผือด เหงื่อไหลชุ่มทั่วกายดั่งเพิ่ง่าศึกหนักมา
หากแต่ัสามารถรักษาอาการแะท่วงท่าอัน่าาไว้ได้
สายตาของอ้ายชุนเฟิงมองมาที่ฉันด้วยความเคารพแะรับ
ส่วนฉันืหยัดอยู่กลางเปลวไฟสีขาวที่ัเริงริ้วพลิ้วอ่อน
กระบองปราบมังกรแนบอยู่ในมือ ใบหน้าของฉันเปื้อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
แม้นจักเหนื่อยล้าเล็กน้อยาการใช้พลังอย่างถึงที่สุด
ทว่าในแววตาของฉันัคงเปี่ยมด้วยความมั่นใจแะความซุกซนเฉกเช่นเดิม
พ่อชุนเฟิงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองฉัน
มันยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ใบหน้าสุดแสนเหนื่อยอ่อน
“ข้า.. ขอแพ้
ท่านพี่ซุน.. ท่านเก่งกาจสมคำร่ำลือจริง ๆ”
อ้ายคนนั้นค่อย ๆ ยื่นมือออกมาเพื่อจับมือฉันอย่างใ้เกียรติ
“เอ็งเองก็ใช่กระจอก..
นับเป็นศึกที่สมน้ำสมเนื้อ”
ฉันกล่าวกลั้วหัวเราะ พลางยื่นมือไปจับมือของพ่อชุนเฟิงอย่างแน่นหนัก
“อย่างไร..
เรื่องเรือนบุปผา.. เอ็งัใคร่รองฤๅไม่?”
ฉันยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นอันเปี่ยมล้นในตน
พ่อชุนเฟิงได้แต่ส่ายหัวน้อย ๆ ก่อนที่ฉันจะออกแรงดึงร่างของมันใ้ืขึ้นอีกครั้ง
ผู้ชมบนอัฒจันทร์ส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องไปทั่วสนาม ประหนึ่งสายลมแห่งชัยชนะที่พัด่าท่ามกลางเปลวเพลิงแห่งศึก
เสียงของผู้คนดังกระหึ่มเสี่ยกว่าประกาศเกียรติคุณใ้ฉันอย่างเกรียงไกร
ผู้เฒ่ากรรมการก็ได้ประกาศผลการประลองอย่างเป็นทางการว่า
“ผู้ชนะได้แก่ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานร!!
มันจักเข้ารอบต่อไปในวันพรุ่ง!!
การประลองสายล่าง คู่ถัดไป
คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก ปะทะ อุสางิซากิ แห่งบ้านตระกูลศศะ!
พักสนามหนึ่งชั่วยาม!!”
ฉันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางใช้หลังมือเช็ดเหงื่อซึ่งซึมไหลออกาปลายคางอย่างเงียบงัน
“ถึงคราของแม่ซากิแล้ว..
เคงไม่เป็นไรดอกหนา..”
ภาพใบหน้านั้นผุดวาบขึ้นในห้วงคำนึงของฉันโดยไม่ทันตั้งตัว
เดื้อรั้นเี่ผู้ไ่ศิโรราบ แะท่วงท่าือย่าง่าา มิก้มหัวใ้ผู้ใดโ่า
ฉันู้อยู่เต็มอกว่าเเจ็บึอยู่าใ ฉันก็ู้ว่าแม่ัมิได้เีาใจาเรื่องราว 'เมื่อวาน' ได้โดยสิ้นเชิง
แต่ฉันก็เชื่อมั่นว่าคนอย่าง 'อุสางิซากิ'
หาใช่ผู้ซึ่งจะพ่ายแพ้ใ้แก่ผู้ใดโ่า..
หากล้ม..
คนเี่เย่อมลุกขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้มือของผู้ใดยื่นจับ
ฉันสูดลมหายใจึอีกครา
แม้นจักเหน็ดเหนื่อย แม้นกล้ามเนื้อทุกส่วนจักร่ำร้องขอการอ่อนคลาย หากแต่ดวงจิตของฉันัคงมุ่งหน้าต่อไปโดยมิหยุดยั้ง
ฉันเงยหน้าขึ้นมองฟ้ากว้าง..
ใจพลันนึกถึงบุคคลหนึ่ง ผู้ซึ่งคงกำลังนั่งหลับตาสงบจิตในเรือนอันเงียบงัน
“อ้ายหลิว..
สบายเลยนะเอ็ง”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??