เรื่อง Stuck in Love (ติดรัก)
~แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน~
กูขอกราบความวินเทจของอีพี่เจ้าของร้านที่ให้ความสำคัญกับรสนิยมการฟังเพลงของตัวเอง โดยไม่สนใจสินค้าและผู้บริโภคในร้านมึงเลย
เพลงยอดฮิตติดหูยุคที่แม่ของผมเพิ่งตั้งไข่แว่วมาจากเบื้องหลังซึ่งเป็นแลนด์มาร์กแห่ง PS4 และตอนนี้ผมใช้มันเป็นที่ซุ่มดูพฤติกรรมของใครบางคนที่ผมเป็น่ คนที่กำลังนั่งอยู่กับสาวสวยในร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามร้านขายเกม คนที่นั่งบื้อเป็นใบ้ให้คู่หมั้นนั่งซบไหล่บีบน้ำตาเหมือนเคย
...ไอ้พี่ธิวหน้าฉลาดแต่เสือกโง่...คนที่ทำ-่าอะไรก็น่าเป็น่ไปหมด
ผมต้องมาอยู่ในจุดที่ขี้เสือกขนาดไอ้คิวแบบนี้ก็เพราะมนุษยธรรมหรอกนะ ทั้งที่พี่มันเพิ่งกความรู้สึกที่ทำให้ช็อกไปหมาด ๆ แต่ผมก็ยังอด่มันไม่ได้ พอรู้จากแม่ว่ามันมีนัดกับคู่หมั้นท้องโย้ ผมก็เลยจำใจวางความกังวลเื่อื่นไปก่อนและทำหน้าที่น้องที่ดี ไม่ว่าพี่มันจะมองผมเป็นน้องหรือเป็นอะไร มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความรู้สึกที่ผมมองเขาเป็นพี่ชายได้หรอก
ด้วยเหตุนี้ผมก็เลยกลายร่างเป็นนักสืบจำเป็น เพื่อตามมาดูไอ้พี่ธิวว่าจะจัดการกับคู่หมั้นสายตื๊ออย่างพี่พิมพ์ได้ยังไง และดูจากสถานการณ์แล้วกได้คำเดียวว่า...ไม่ได้เื่! ถ้าไม่รักเขาแล้วก็น่าจะเว้นระยะห่างบ้างดิวะ อย่างน้อยก็ไม่ควรให้เขามาอิงแอบแนบซบกลางที่สาธารณะแบบนั้น ถ้าคนอื่นมองมาก็คงคิดว่าเป็นคู่รักหวานแหววลูกสี่กันแน่นอน ผมคงเป็นคนเดียวที่รู้จักมารยาร้อยเล่มเกวียนของผู้หญิงคนนี้ ผมถึงดูออกว่าเขากำลังอ่อยให้ไอ้พี่ธิวมันเห็นใจอยู่แน่ ๆ
แม่ง...ซบขนาดนั้นไม่ไซ้คอพี่กูไปเลยล่ะ!
ไอ้เชี่ยคิวก็ไม่มาด้วย ไม่รู้จะถามกูรูเสือกขั้นเทพจากใครเลยเนี่ย ถ้าปล่อยไว้แบบนี้คงไม่ได้การแน่ ไอ้พี่ธิวมันยิ่งเป็นพระเอกใจอ่อนอยู่ด้วย ผมต้องกันท่าอย่างไว อย่างน้อยมันก็ควรได้เมียดี ๆ อย่างพี่หมออุ่นมากกว่าแม่มดร้อยเล่มเกวียนคนนี้แหละ แต่ผมจะเข้าไปแทรกยังไงไม่ให้ดูเสือกเกินไปดีวะ...
เอาแผนเบสิกก่อนเลยแล้วกัน...ถ้าโผล่ไปตอนนี้ก็ดูจงใจเกินไปเดี๋ยวมันจะคิดไกลหาว่าผมมีใจให้ เพราะงั้นก็โทรกมันให้ออกมาจากตรงนั้นจะดีกว่า
ตู๊ดดดด...ตู๊ดดดด...ตู๊ดดดด...
“รับดิวะ...” ป่านนี้โทรศัพท์ของมันคงร้องดังไปยันร้านข้าง ๆ แล้วมั้ง ทำไมไม่รับสักทีวะ
ผมชะเง้อมองจนคอแทบหักแต่มันเพิ่งจะได้ฤกษ์หยิบขึ้นมาดู และคงเห็นว่าเป็นเร์ผมแล้ว อีกไม่กี่วินาทีมันต้องกดรับสายแน่
ตู๊ดดดด...ตู๊ดดดด...ตู๊ดดดด...
เกินห้าวิแล้วนะเว้ย!
แถมมันยังเอาโทรศัพท์วางไว้บนโต๊ะแบบไม่สนใจอีกต่างหาก มันเกินไปแล้วนะเนี่ย ถึงจะมีกรณีที่ยังไม่ได้เคลียร์กันอยู่ แต่ก็น่าจะรีบคว้าโอกาสที่จะได้ถอยห่างจากพี่พิมพ์หน่อยดิวะ
เอาเหอะ...ถือว่าผมผิดเองที่ยังไม่เคลียร์กับมัน แต่ดันเป็น่เป็นใยขึ้นมาอีก เอาไว้หมดเื่นี้ค่อยเคลียร์แล้วกัน ตอนนี้ขอช่วยชีวิตมันจากมารยาหญิงก่อนเหอะ
ตู๊ดดดด...ตู๊ดดดด...ตู๊ดดดด...
ครั้งนี้มันต้องรับแน่และสวรรค์ของพี่พิมพ์ก็ต้องล่มสลาย
นั่นไง! ล่มจริงด้วย...
‘...เลขหมายที่ท่านเรียก....’
สัญญาณเครือข่ายกูนี่แหละล่ม! ไอ้ฉิบหาไม่เจออออ ตัดสายกูทิ้งเฉย!
ผมอยากจะพุ่งหลาวเข้าไปในกระจกร้านชิบเป๋ง มันจะได้รู้ว่าผมมาช่วยมันนะโว้ย ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าความเป็นคนดีของมันเลยเนี่ย
หงุดหงิดโว้ย อยากทำดีแต่ไม่มีใครเห็น!
.
.
ในที่สุดไอ้พี่ธิวก็แยกตัวออกมาจากพี่พิมพ์ได้สักที และผมจะใช้โอกาสนี้คุยกับพี่มันให้รู้เื่ไปเลย ทั้งเื่ของมันกับพี่พิมพ์แล้วก็เื่ของผมกับมันด้วย ถ้ารอกลับไปบ้านก็คงไม่มีโอกาสคุยได้สะดวกหรอก ผมจึงแอบเดินตามพี่มันมาถึงลานจอดรถเหมือนโจรบ้ากามไม่มีผิด
“พี่ธิว” ผมเอ่ยเรียกเจ้าของรถที่กำลังเปิดประตูเข้าไปนั่งที่คนขับ
“เี๋...มาได้ไง...”
ผมไม่ตอบคำถามแต่เปิดประตูอีกฝั่ง และยัดตัวเองเข้าไปนั่งในรถสปอร์ตสีขาวโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต
“ทำอะไรของเราเนี่ย”
“ปิดประตูรถสักทีสิ จะได้คุยกัน” ผมสั่งพี่ธิวเหมือนว่ามันเป็นรถของผมเอง แม้จะดูไร้มารยาทไปหน่อยแต่ผมก็ไม่สนใจหรอก
“เฮ้อ...ก็ได้”
ทันทีที่ประตูรถปิดลง ทั้งรถก็มีแต่ความเงียบที่น่าอึดอัด
“เี๋มาได้ยังไง”
“ผมตามพี่มา” ผมตัดสินใจพูดตามตรงและจ้องหน้าพี่ธิวอย่างจริงจัง
“ทำไม...”
“เป็น่...่ว่าพี่จะจัดการเื่พี่พิมพ์ไม่ได้ ผมรู้ว่าไม่ควรยุ่งวุ่นวายกับพี่มากนัก แต่ผมก็รู้ดีว่าพี่ชอบเก็บความรู้สึกเจ็บปวดไว้เพียงลำพัง เพราะงั้น...ผมก็เลยตามมา อย่างน้อยผมก็อาจจะช่วยได้…ถ้าพี่ต้องการความช่วยเหลือ” คำสารภาพบาปของการเสือกไม่เข้าเื่ทำให้พี่ธิวแปลกใจอยู่ไม่น้อย เพราะเขาทำหน้าตาประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
“เป็น่พี่...เื่พิมพ์เนี่ยนะ”
“อือ มันก็น่า่ไม่ใช่เหรอ”
“ิ่ที่เี๋ควรจะ่คือเื่ที่พี่กไปเมื่อคืนก่อนต่างหาก”
แม่ง...เข้าเื่นั้นจนได้
“มันเทียบกันได้ที่ไหน เื่พี่กับผมมันไม่ได้หนักหนาขนาดนี้หรอก ถ้าพี่พิมพ์เขาไม่ยอมถอนหมั้น พี่อาจจะต้องแต่งงานกับเขานะเว้ย อยู่กับคนที่ไม่รักไปตลอดชีวิตมันไม่ง่ายหรอกนะ”
“พี่รักพิมพ์...ตอนนี้ก็ยังรัก...แม้จะไม่ใช่แบบเดิม แต่พี่ก็ไม่ได้เกลียดเขา”
“พี่นี่มันยังไงวะ! รักหลายคนเหลือเกินนะ ไหนจะอดีตแฟนเก่ารักแรก ไหนจะคู่หมั้นที่เคยรัก แล้วยังมีหน้ามากว่าคิดไม่ซื่อกับผม พี่จะเอายังไงกับตัวเองกันแน่ฮะ ชอบใครก็เลือกสักคนเหอะ อย่าทำตัวเป็นพวกโลเลหน่อยเลย!”
“พี่ไม่เคยโลเล...มีแต่เลือกทำในิ่ที่ควรทำ รู้สึกกับคนที่ควรรู้สึก”
“งั้นก็กลับไปง้อพี่หมออุ่นดีกว่าเหอะ อย่ามาทำตัวเป็นพ่อพระรับผิดชอบลูกของคนอื่นแบบนี้ ผมไม่อยากเห็นพี่ทำอะไรตามใจผู้ใหญ่แบบโง่ ๆ หรอกนะ”
“ถ้าพี่จะทำอะไรตามใจผู้ใหญ่พี่คงไม่เลือกที่จะกลับมาหรอกเี๋ แล้วรู้เอาไว้ด้วยว่าเรากำลังยุ่งเื่ที่ไม่ควรยุ่ง”
“นี่พี่...หาว่าเี๋ยุ่งเื่ส่วนตัวของพี่อีกแล้วเหรอ” ผมจ้องหน้าพี่ธิวเขม็ง ไม่คาดคิดว่าพี่มันจะพูดแบบนี้
“พี่รู้ว่าเราเป็น่...แต่ความเป็น่มันก็ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวบ้างนะเี๋ พี่ว่าเื่นี้ให้พี่กับพิมพ์จัดการกันเองดีกว่า”
แม้ว่าคนตรงหน้าจะไม่ได้พูดคำว่าเสือกออกมาสักคำเดียว แต่ผมกลับรู้สึกว่าโดนพี่มันด่าแบบนั้นจนหน้าชาไปหมด
“เออ! ผมก็ไม่อยากยุ่งหรอก แต่พี่เป็นคนกเองไม่ใช่หรือไง ว่าถ้าผมรังเกียจหรือไม่ไว้ใจพี่แล้วก็เลือกเดินออกไปได้ นี่แหละคือคำตอบของผม...ผมไม่ได้รังเกียจ ผมยังไว้ใจพี่เหมือนเดิม ไม่ว่าพี่จะคิดยังไงกับผม พี่ก็ยังเป็นพี่ชายของผมอยู่ดี!”
ปึง!
ผมหยุดอารมณ์เดือดดาดลงฉับพลันเพราะคนตรงหน้าโถมตัวเข้าหาโดยไม่กกล่าว สองแขนแข็งแรงกักตัวผมไว้จนต้องเอนหลังชิดกับประตูรถ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังใกล้เกินไป
“พะ -- พี่...ทำอะไร”
“พิสูจน์ไง...ว่าเราไม่ได้รังเกียจจริง ๆ ถ้าคิดว่าไว้ใจพี่ได้เหมือนเดิมก็ไม่น่ามีปัญหาหรอกใช่ไหม...ถ้าพี่จะทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง”
“ทำ...ทำอะไรวะ” ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าควรไว้ใจพี่มันหรือเปล่า เพราะสายตาคมที่เอาแต่จ้องมองริมฝีปากของผมทำให้ผมต้องดันอกพี่มันให้ห่าง แต่มันก็ไม่ยอมขยับตัวออกเลยสักนิดเดียว
“ทำในิ่ที่ไม่ควรทำ...ทำในิ่ที่พี่รู้ว่าเี๋ก็ไม่อยากให้พี่ทำ แต่พี่กเี๋ไปแล้วว่าพี่ไม่ได้อยากเป็นแค่พี่ชาย ถ้าเี๋กว่าไม่รังเกียจและยังไว้ใจพี่เหมือนเดิม มันก็หมายความว่าพี่มีหวังมากขึ้น...ไม่เข้าใจหรือไง”
“มัน...มันไม่เห็นเกี่ยวกันเลย เี๋ไม่รังเกียจเพราะว่าพี่ธิวเป็นพี่ที่ดีเกินกว่าที่ผมจะรังเกียจด้วยเื่แบบนี้ ไม่ว่าพี่จะเป็นยังไง...ชอะไร...มันก็ไม่ได้เปลี่ยนพี่เป็นคนอื่นหรอก พี่ธิวก็ยังเป็นพี่ธิวคนเดิมในสายตาของเี๋ นั่นแหละ”
“พี่คนเดิม...คงไม่ทำแบบนี้หรอก”
ปั้บ!
“เฮ้ย!”
ผมแหกปากลั่นรถเมื่อถูกฝ่ามือใหญ่ตะปบลงที่เป้ากางเกง ส่วนมืออีกข้างก็เลิกชายเสื้อของผมขึ้นอย่างว่องไว ก่อนจะส่งมือนิ่มมาลากไล้แผ่นหน้าท้องไปถึงแผ่นอกจนผมขนลุกชันไปหมด
“ทำเหี้ยอะไรวะพี่!”
ความสยิวที่ไม่ทันได้ตั้งรับทำให้ผมรีบดึงมือพี่มันออกจากตัว แต่มันก็แรงเยอะจนผมเริ่มกลัวแล้ว
“กว่าให้หยุดไง!” ผมใช้แรงทั้งหมดผลักพี่ธิวออกจากตัว จนพี่มันกระเด็นไปชนประตูรถฝั่งตัวเอง
“หึ...คราวนี้รังเกียจพี่ได้หรือยัง...เลิกไว้ใจพี่ได้ไหม เลิกกว่าพี่เป็นแค่พี่ชายสักที ทั้งที่พี่ทำมันให้เี๋ไม่ได้อีกแล้ว”
“พี่แม่ง…งี่เง่า!” ผมด่ามันได้แค่นั้นเพราะไม่รู้จะหาคำไหนมาด่าได้อีก ก่อนจะตัดสินใจก้าวลงจากรถด้วยความโมโหและสับสน
ปัง!
ผมปิดประตูรถอย่างแรง ไม่สนใจว่าคนในรถจะหูดับหรือเปล่า ที่จริงผมควรจะต่อยหน้ามันไปสักทีที่ทำอะไรแบบนั้นกับผม แต่ผมกลับเลือกที่จะหนีมาเองเพราะข้างในอกที่เต้นโครมครามแบบไม่มีสาเหตุ
...ถ้าพี่ธิวถามว่าผมรังเกียจเขาไหม...ไม่ไว้ใจเขาหรือเปล่า...
ผมตอบตอนนี้เลยว่า...ไม่...แต่ผม...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่กล้าพูดออกไป
เซ็งว่ะ...หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ที่ผมหลีกเลี่ยงที่จะคุยกับพี่ธิวมาตลอดโดยไม่สนใจด้วยว่ามันจะรู้สึกยังไง
จะด่าผมว่าเป็นเด็กก็เชิญเหอะ...ผมไม่พร้อม ผมงอน ผมโกรธ ผมน้อยใจเหี้ย ๆ!
ผมเป็น่แทบตายแต่ถูกด่าว่าเสือกแถมมันยังบ้าดีเดือดพิสูจน์อะไรแบบนั้นอีก การพิสูจน์ที่ทำให้ผมเริ่มเป็นกังวลกับตัวเองเหมือนกัน คิดถึงเื่วันนั้นทีไร...หัวใจผมมันเต้นไม่ปกติทุกที แต่ไอ้พี่ธิวมันกลับทำตัวปกติกับผมได้ มันไม่พูดถึงเื่วันนั้นแต่ก็ไม่ยอมอยู่กับผมตามลำพัง ถ้าจะเจอพี่ธิวก็ต้องมีคนอื่นอยู่ด้วยตลอดแหละ จนตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญ
ช่วงนี้ผมก็เลยทำตัวเหมือนตอนประถมที่ทะเลาะกับไอ้คิวครั้งแรกเพราะแย่งยางวงเป่ากบกัน แต่ครั้งนี้หนักหน่วงกว่าเพราะผมเจ็บแปล๊บ ๆ ในอกมากกว่าตอนที่ไอ้คิวกว่าไม่อยากคบผมเป็นเพื่อนแล้วเพราะแค่ยางวงอันเดียว ส่วนผมกับไอ้พี่ธิวก็เป็นแบบนั้นเป๊ะ ๆ แบบที่ผมไม่คุยกับมันก่อนและเฉยเมยเท่าที่จะทำได้ มันเองก็แค่ทัก ๆ ตามมารยาทและก็เฉยเมยใส่ผมเหมือนกัน
อย่างเวลานี้มันก็ไปเริงร่าอยู่นอกบ้านจนดึกดื่น แต่ใครแคร์...ผมไม่สนใจมันหรอก อยากจะไปสวีวี่วีกับคู่หมั้นก็ตามสบาย
ครืด~ ครืด~ ครืด~
ใครวะ...โทรมาดึกดื่น ถ้าเป็นไอ้คิวจะด่าให้กระเจิงเลยดันมาขัดเวลาการอ่านคอมมิกส์ของกู
อ้าว...เร์ใครวะ...คงไม่ใช่สาว ๆ มาเล่นเสียวด้วยหรอกนะ ตอนนี้พี่กำลังโหวงนะครับกเลย
“ฮัลโหล...ครับ” เก๊กเสียงหล่อโคตร ๆ เผื่อได้เหยื่อยามดึกดื่น
[ฮัลโหลก๋วยเี๋ นี่พี่หมออุ่นเองนะ]
ห่า...ความหวังกูฝ่อหมด
“ครับ...พี่หมออุ่นมีอะไรเหรอครับ โทรมาดึกดื่นเชียว”
[โทษทีนะที่โทรมารบกวน แต่พี่มีเื่ให้ช่วยหน่อย]
“เื่อะไรเหรอครับ” ผมพูดเสียงดังแข่งกับเสียงอื้ออึงรอบข้างจากอีกฝั่งที่แทรกเข้ามาตามสาย
[เี๋ช่วยมารับธิวหน่อยได้ไหม...ตอนนี้ธิวเมามากเลยแถมดื้ออีกต่างหาก พี่เอากลับไปส่งไม่ไหวจริง ๆ]
แม่ง...ไปสวีวี่วีอยู่กับพี่หมออุ่นแถมไปเป็นภาระเขาอีก
“ที่ไหนครับพี่ เดี๋ยวผมออกไปเลย”
.
.
กว่าไม่สนไม่แคร์ แต่ผมก็เด้งตัวโคตรไวออกมาจากเตียงอุ่น ๆ เพื่อมารับไอ้คนเมากลับบ้าน แถมต้องนั่งแท็กซี่มาเพราะน่าจะไวกว่าการนั่งจิ้มหาแผนที่ร้านเพราะผมไม่เคยมาร้านนี้
แม้จะก่นด่าว่ามันเป็นภาระขนาดไหนแต่ผมก็รีบร้อนเดินเข้ามาในร้าน พลางสอดส่องสายตาไปทั่วเพื่อมองหาพี่หมออุ่นคนสวย และโชคดีที่คนในร้านบางตาลงมากแล้วจึงสังเกตเห็นคนทั้งคู่ได้ไม่ยาก
“เี๋!”
ผมรีบเข้าไปหาพี่หมออุ่นซึ่งกำลังโบกมือเรียกผมอยู่ที่มุมร้าน
“ขอโทษทีครับที่มาช้า พี่ธิวเป็นไงบ้าง”
“โวยวายจนหลับไปแล้วเนี่ย เฮ้อ...นานมากแล้วนะที่พี่ไม่เห็นธิวไร้สติขนาดนี้”
“เหรอครับ” ผมยืนจ้องมองคนตัวโตที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เพราะฤทธิ์ของบรั่นดีสองขวดที่ว่างเปล่าอยู่ข้าง ๆ
“พี่ไม่รู้หรอกนะว่ามีเื่อะไรกัน แต่ตอนที่ธิวโทรตามพี่มาเขาก็เมามากแล้ว พอมาถึงก็เอาแต่เรียกชื่อเี๋ไม่หยุด พี่ถึงได้โทรตามเรามานั่นแหละ...ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่าฮึ”
“ก็...นิดหน่อยครับ แต่คงหนักใจเื่อื่นมากกว่าเื่ของผม”
“งั้นเหรอ...ยังไงก็พากลับก่อนแล้วกัน คุยไปก็คงไม่รู้เื่หรอก”
“ครับ”
“ธิว...ธิว! ตื่นได้แล้ว กลับบ้านกันเถอะ” พี่หมออุ่นเขย่าตัวเพื่อนที่นอนหลับแทบไม่ได้สติอยู่ที่โต๊ะ
“อือ...ไม่...”
“ไม่อะไร...ต้องกลับแล้ว เมาจนไม่ไหวแล้วเนี่ย”
“เรา...ไหว...” คนเมาเถียงและพยายามยันตัวลุกขึ้นเองจนผมต้องเขาไปช่วยพยุงอีกแรง
“เฮ้ย! เดี๋ยวก็ล้มลงไปหรอกพี่” ผมดุคนเมาที่ดื้อขั้นสุดโดยการพยายามปัดแขนพี่หมออุ่นกับผมออกจากตัว แต่ผมยึดแขนไว้แน่นจนเขาหันมามองแบบเพ่งพิจารณาสุดฤทธิ์
“เี๋...”
“เออ กลับบ้านได้แล้ว เมามากแล้วเนี่ย” ผมกและออกแรงดึงคนตัวสูงกว่าให้เดินออกจากโต๊ะ
“ไม่ต้อง...กลับเองได้”
“ได้ที่ไหน ยืนยังไม่ไหวเลยเนี่ย”
“ก็กแล้วไง...ให้เว้น...ระยะห่าง”
ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเวลาไอ้พี่ธิวเมามันจะงี่เง่าได้ขนาดนี้ แถมยังน่าต่อยสักหมัดเพราะมันเอาแต่แกะมือผมออกจากแขน
“เออ! จะเว้นให้แล้วกันแต่ไม่ใช่ตอนนี้ ทนเอาหน่อยแล้วกันนะครับ!”
“เฮ้อ...รีบพาไปเถอะเี๋”
ผมพยักหน้ารับคำพี่หมออุ่น และช่วยกันลากคนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับพวกผมออกมานอกร้านได้สำเร็จ
“อุ่น...ไปกับเรานะ...นะ” พอมาถึงรถมันก็เริ่มโวยวายอีก ดันผมออกให้ห่างจากตัวพลางหันไปกอดแขนเพื่อนสาวคนสวยแทน
“ไม่ได้! ธิวเมามากแล้วนะ กลับบ้านไปกับเี๋นั่นแหละ”
“เราไม่อยากไป...ให้เราไปด้วยนะ”
“ไม่อยากไป แต่ธิวเอาแต่เรียกชื่อน้องเี๋นะ”
“ไม่ได้พูด! เราไม่ได้อยากไปกับเี๋ซะหน่อย!” ไอ้พี่ธิวเถียงพี่หมออุ่นเหมือนเด็ก ๆ และทำเหมือนว่าผมไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป! พี่หมออุ่นพาไอ้หมอขี้เมานี่ไปก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมขับรถเขากลับเอง”
“ไม่ได้! พี่ไม่ได้มาดูแลธิวทั้งคืนหรอกนะ พรุ่งนี้พี่ต้องไปคลินิกแต่เช้าด้วย เี๋นั่นแหละต้องพาธิวกลับบ้าน ส่วนพี่ก็จะกลับแล้ว ง่วงจะตายแล้วเนี่ย”
“แต่ว่า --”
“ไม่แต่อะไรทั้งนั้นแหละ ยัดมันขึ้นรถเอาเองแล้วกัน...พี่กลับละ” พี่หมออุ่นพูดเสร็จก็จัดการดึงมือเพื่อนขี้เมาออกจากแขนตัวเอง และผลักคนที่ทรงตัวไม่ค่อยอยู่มาให้ผม
“พี่อุ่น!”
“บ๊ายบาย~ กู๊ดไนต์นะทุกคน” โบกมือเหมือนนางสาวไทยแล้วเดินหนีไปเฉยเลย ทิ้งภาระทางอารมณ์ไว้ให้คนคูลตัวเบ้อเร่อ
“อุ่นไปไหน...อุ่นนนน”
“หุบปากแล้วขึ้นรถกลับบ้านได้แล้ว!” ยัดใส่รถแม่งเลย อยากทำสะบัดสะบิ้งดีนัก
.
.
ผมใช้เวลาเร็วกว่าขาไปอยู่มากโขเพราะขับเร็วยิ่งกว่าจรวดแบบที่แม่มาเห็นคงได้โดนยึดใบขับขี่แทนการยึดรถ กลับมาถึงบ้านก็ยังไม่หมดภาระง่าย ๆ หรอกครับ ผมต้องพาคนเมาที่หลับไปแล้วขึ้นห้องแบบให้เงียบที่สุดเพราะกลัวว่าแม่จะตื่นขึ้นมาเห็น ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าพี่ธิวทุกข์ใจเื่อะไรและผมก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความไม่สบายใจที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ด้วย
“แม่ง...ตัวหนักชิบเป๋งเลย”
ผมโยนตัวภาระลงบนเตียงและอยากจะปล่อยให้มันเน่าตายไปเลย แต่เพราะอาการที่พยายามดึงเสื้อผ้าออกจากร่างกายของคนบนเตียง ผมจึงต้องทำใจเป็นน้องที่ดีอีกสักหน่อยด้วยการกดเปิดแอร์ในห้อง ก่อนจะเดินออกไปเอาผ้าชุบน้ำและเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้พี่ธิวที่ทั้งตัวมีแต่กลิ่นเหล้าฟุ้งไปหมด
เมื่อกลับเข้ามาในห้องก็เห็นว่าคนบนเตียงดึงเสื้อผ้าออกจนหลุดลุ่ย ชายเสื้อเชิ้ตเลิกขึ้นไปเกือบถึงแผงอกกว้าง ผมจึงจัดการถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวออก เหลือแต่กางเกงขายาวที่ปลดซิปออกเล็กน้อยเพื่อให้สบายตัวมากขึ้น และลงมือซับผ้าลงที่ตัวของคนเมาที่สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสความเย็นจากผ้า
“อื้อ...หนาว...”
“เออ ก็น่าจะหนาว” ผมตอบไอ้คนที่บ่นพึมพำพลางรีบเช็ดตัวมันอย่างรวดเร็ว และเช็ดใบหน้าขาวเนียนที่พยายามเบี่ยงหนีผ้าเย็นจากมือของผม “เอ้า...เสร็จแล้ว”
ผมโยนผ้าใส่ตะกร้าและพยายามใส่เสื้อให้คนที่เริ่มสร่างเมาเพราะกลัวว่ามันจะหนาวตาย แต่มันก็เริ่มฤทธิ์เยอะและปัดมือผมออกอยู่ตลอดเวลา
“อยู่นิ่ง ๆ ดิวะ อยากเป็นปอดบวมตายหรือไง!”
“ไม่ต้อง...”
ผมหยุดบังคับคนเมาให้ใส่เสื้อและเปลี่ยนมาจ้องตากับคนที่ลืมตาขึ้นมองผม
“ใส่เองไหวหรือไง”
“ไหว...”
“งั้นก็ลุกขึ้นมาดิ” ผมโยนเสื้อใส่หน้าพี่ธิวและลุกขึ้นยืนมองความอวดเก่งของคนที่พยายามลุกขึ้นมาใส่เสื้อเองแบบผิด ๆ ถูก ๆ จนผมต้องดึงเสื้อคืนมาจากมือมัน “เลิกอวดเก่งสักที เห็น ๆ อยู่ว่าไม่ไหวเนี่ย แค่ให้เี๋ดูแลนิดหน่อยมันจะตายเลยหรือไงวะ”
“ใช่...ถ้าเี๋ดูแลพี่แบบนี้มันจะทำให้พี่ตายทั้งเป็น”
“เลิกพูดดราม่าสักทีเหอะ! เื่ของผมกับพี่มันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลยเว้ย!”
“การที่พี่รักเี๋มันไม่ใช่ปัญหางั้นเหรอ! ความรักที่พี่ไม่สามารถทำให้มันน้อยลงได้ ทั้งที่พี่ลองทำทุกอย่างแล้ว...พี่ลองออกไปจากชีวิตเี๋แล้ว แต่มันก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี หรือแม้แต่ตอนนี้...ที่พี่กลับเข้ามาอยู่ในชีวิตเี๋ ได้อยู่ใกล้กันแบบนี้...แต่มันกลับยิ่งเจ็บกว่าเดิมจนพี่ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว พี่อยากจะก้าวข้ามทุกอย่างไปให้รู้แล้วรู้รอด...แบบนี้ยังไม่ใช่ปัญหาสำหรับเี๋อีกเหรอฮะ”
คำสารภาพที่ทำให้ผมได้แต่จ้องมองสายตาขมขื่นภายใต้สีหน้าเจ็บปวดที่เกิดจากผม ผมไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจหรือควรจะปฏิเสธความรู้สึกนี้ซะ…หรือว่าทำอะไรดี ในเมื่อตอนนี้ผมไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไงด้วยซ้ำที่ได้ยินคำสารภาพรักซึ่งมันช่างชัดเจนมากกว่าเมื่อหกปีก่อน
“ออกไปเถอะ...ปล่อยพี่ไว้แบบนี้แหละ เี๋ไม่ควรจะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกับพี่อีก ไม่ควรมา่ใยคนอย่างพี่...คนที่จะทำให้เี๋ต้องอึดอัดใจและลำบากใจแบบนี้”
คำไล่ที่ผมไม่โกรธเลยสักนิดเพราะน้ำเสียงสั่นเครือของพี่ธิวที่กำลังซบหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเอง แม้ว่าจะไม่ได้เห็นน้ำตาของคนตรงหน้าแต่ผมก็รู้ว่าทำให้เขาเสียน้ำตาไปแล้ว ไหล่กว้างที่กำลังสั่นเทาทำให้ผมขยับตัวได้อีกครั้งและเลือกที่จะนั่งลงบนเตียง เอื้อมมือไปจับฝ่ามือร้อนออกจากใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา...ตลอดชีวิตที่ผมรู้จักผู้ชายตรงหน้ามา ผมไม่เคยได้เห็นน้ำตาของเขาเลยสักครั้งเดียว
“ขอร้องละ...ไปเถอะเี๋ ก่อนที่พี่จะก้าวข้ามเส้นที่ขีดไว้”
“ถ้าเี๋ยอมไปพี่ก็จะไปเหมือนกันใช่ไหม ระยะห่างที่พี่ก...มันต้องห่างแค่ไหน มันต้องห่างไปถึงเมื่อไร ผมถึงจะได้พี่ชายกลับคืนมา”
ผมไม่ได้ตื่นกลัวกับคำรักที่ได้ยินอีกแล้ว แม้ว่ามันจะชัดเจนกว่าเมื่อหกปีก่อนก็ตาม ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกยังไงในตอนนี้แต่ิ่เดียวที่ผมแน่ใจ คือผมไม่อยากเสียพี่ชายไปอีกครั้งโดยที่ผมไม่ได้ร้องขอเลย
“พี่ไม่รู้ว่าจะทำได้อีกหรือเปล่า พี่ชายที่เี๋ต้องการ...พี่อาจจะเป็นให้ไม่ได้อีกแล้ว พี่ถึงขอให้เี๋เป็นคนไปไง เพราะว่าพี่ไม่มีปัญญาที่จะทำแบบนั้นอีกแล้ว”
“แต่เี๋ก็ไม่อยากทำ...ตอนนี้”
“ไม่ไปตอนนี้...สักวันเี๋ก็ต้องไปอยู่ดี”
“อย่าคิดเองเออเองได้ไหม! ความรู้สึกของพี่มันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรสำหรับเี๋เลย ไม่งั้นเี๋จะกให้พี่ลืมเื่ในอดีตทำไม ถ้าเี๋เห็นว่ามันเป็นเื่ใหญ่จนไม่สามารถที่จะมีพี่อยู่ในชีวิตเี๋ได้อีก”
“มันไม่เป็นปัญหาสำหรับเี๋ แต่มันเป็นสำหรับพี่เข้าใจไหม!”
“ไม่เข้าใจ! พี่ก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบทำเื่เล็กให้เป็นเื่ใหญ่อยู่เรื่อย ชอบคิดอะไรไปเองแต่ไม่เคยถามอะไรเี๋เลยสักคำ ทั้งที่เื่นี้มันก็เกี่ยวกับเี๋เหมือนกันนะ!”
“เื่เล็กเหรอ...”
“ใช่! เื่เล็ก -- !”
ประโยคโต้ตอบที่ผมตั้งใจจะพูดใส่คนตรงหน้าถูกหยุดลงด้วยเรียวปากบาง ซึ่งกดลงบนริมฝีปากของผมอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้ตั้งตัว สัมผัสจู่โจมอุ่นร้อนสอดเข้ามาในโพรงปาก พร้อมกับรสชาติของแอลกอฮอล์ที่ยังขมติดปลายลิ้นของคนที่มอบรสจูันแสนเร่าร้อนให้ผม
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เราจูบกันแต่มันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง...ครั้งนี้มันลึกซึ้ง เร่าร้อน และอันตราย การคุกคามที่ผมอยากจะผลักพี่ธิวออกให้ห่าง แต่เพราะฝ่ามือหนายึดต้นคอผมให้แหงนรับจูบจากเขาให้แนบแน่นขึ้น ริมฝีปากร้อนบดเบียดลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นำทางให้ผมคล้อยตามได้ในไม่ช้า จากนั้นไม่นานความร้อนแรงก็กลายเป็นอ่อนหวานเชิญชวนก่อนที่เขาจะผละออก แต่มันก็ดึงสติของผมไปแทบหมดสิ้นแล้ว
“แบบนี้...ยังเื่เล็กอยู่ไหม” พี่ธิวจ้องมองผมด้วยสายตาแสนจริงจังและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งผมรู้ว่ามันอันตรายเกินไปที่จะตอะไรในตอนนี้ ผมจึงได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นจนพี่ธิวขยับตัวออกห่างจากผมและพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ทุกเื่ของเี๋เป็นเื่ใหญ่สำหรับพี่ เพราะฉะนั้นอย่ามองว่าความรู้สึกที่พี่มีให้เี๋เป็นเื่เล็ก ๆ ที่จะไม่ส่งผลอะไรกับเราเลย...เดินออกไปตั้งแต่ที่ยังทำได้เถอะ เพราะพี่ก็ไม่อยากข้ามเส้นไปมากกว่านี้แล้ว ถ้าเรายังดื้อดึงแบบนี้พี่อาจจะห้ามตัวเองไม่ได้อีกและพี่อาจจะไม่ใช่แค่ข้ามเส้นไป แต่พี่อาจจะพยายามลบเส้นที่กั้นกลางระหว่างเราสองคนไว้ด้วย”
ทุกคำที่พี่ธิวพูดเต็มไปด้วยอารมณ์และเหตุผลที่ทำให้ผมไม่สามารถหาคำพูดใดมาโต้เถียงได้อีกแล้ว ผมจึงลุกขึ้นยืนด้วยหัวใจและสมองที่ว่างเปล่า พยายามเรียกสติตัวเองให้กลับคืนมาก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้อง ปล่อยให้พี่ธิวได้ใช้เวลากับตัวเองอย่างที่เขาต้องการ ผมเองก็ควรทบทวนเื่ราวทั้งหมดกับตัวเองเหมือนกัน
ตอนนี้คำพูดมากมายของพี่ธิวย้อนกลับเข้ามาในหัว...ทั้งภาพเหตุการณ์ครั้งเก่าจนถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่นาทีก่อน มันฉายชัดเป็นภาพทับซ้อนกันราวกับเดจาวู แต่ิ่เดียวที่ไม่เหมือนเดิมเลยก็คือ...ความรู้สึกของผม...
ผมรู้แน่ชัดแล้วว่าไม่ได้รังเกียจสัมผัสของพี่ธิวอย่างที่ควรจะเป็น และที่มากไปกว่านั้น...หัวใจของผมไม่เจ็บปวดหรือหวาดกลัวเลย แต่มันกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ ตรงข้ามกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ซึ่งร้องตะโกนว่าิ่ที่พี่ธิวรู้สึกกับผมเป็นิ่ที่ไม่ควรและผิดปกติ
ความผิดปกติที่ผมไม่แน่ใจเลย ว่าอะไรน่าเป็น่มากกว่ากันระหว่าง...
...ความรู้สึกที่พี่ธิวมีให้ผม...หรือว่า...
…หัวใจของผมที่เต้นโครมครามอยู่ในตอนนี้...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??