เรื่อง จอมราชันย์เหนือมังกร 龍上霸王
โรงเตี๊ยมวายุบูรพาที่เคยอื้ออึง บัดนี้กลับเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด เสียงลมหายใจของผู้คนเพิ่งจะกลับมาอีกครั้ง หลายคนยกจอกชาขึ้นจิบด้วยมือที่สั่นเทา เสี่ยวเอ้อรีบค้อมตัวลงกวาดเศษไม้ที่แตกกระจายอย่างเงียบงัน ราวกับต้องการลบร่องรอยของพายุที่เพิ่งพัดผ่านไป
ร่างของชาวยุทธ์ทั้งห้านอนกองอยู่บนพื้นอย่างน่าเวทนา ในขณะที่เถี่ยซินยืนสงบนิ่งอยู่กลางวงล้อมราวกับภูผาเหล็กที่มิอาจสั่นคลอน
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น นักพรตหนุ่มชิงเหวินได้ลุกขึ้นจากโต๊ะของตน เขาเดินตรงมายังโต๊ะของหลี่เทียนอี้ ก่อนจะประสานหมัดคำนับอย่างนอบน้อม
"คุณชาย... และท่านผู้กล้า... ข้าน้อยชิงเหวินแห่งอู่ตัง ขอขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ"
เถี่ยซินหันกลับมาประสานหมัดรับ "ท่านนักพรต กล่าวเกินไปแล้ว" วาจานั้นแฝงไว้ด้วยความสุภาพอ่อนน้อมอย่างแท้จริง ซึ่งช่างขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกอันห้าวหาญและจิตสังหารที่แผ่ออกมาเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
หลี่เทียนอี้มิได้ลุกขึ้น เขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ เพียงแค่พยักหน้ารับเล็กน้อย "มิทราบว่าท่านนักพรตกำลังจะเดินทางไปที่ใด?"
นักพรตชิงเหวินถอนหายใจออกมาเบาๆ "ข้าน้อยกำลังจะเดินทางลงใต้ ส่วนเรื่องราวของคนเหล่านั้น... เป็นเรื่องที่น่าละอายใจยิ่งนัก พลางส่ายหน้า"
เขากล่าวบอกปัดอย่างสุภาพ แต่ก่อนจะหันกายจากไป ดวงตาของเขากลับเหลือบมองหลี่เทียนอี้อย่างมีนัยยะ แล้วทิ้งท้ายด้วยวาจาสั้นๆ
"เส้นทางสู่เมืองหลวง... คลื่นลมรุนแรง... ขอคุณชายโปรดรักษาตัว"
สิ้นคำ เขาก็ประสานหมัดคำนับอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไปอย่างเชื่องช้า ทิ้งไว้เพียงสายตาครุ่นคิดของหลี่เทียนอี้ที่มองตามแผ่นหลังของนักพรตผู้นั้นไป...
ขณะที่หลี่เทียนอี้กำลังครุ่นคิดถึงคลื่นลมที่มองไม่เห็นในเมืองหลวงนั้นเอง... หมากอีกตัวหนึ่งที่เขาได้วางไว้ล่วงหน้า ก็กำลังเคลื่อนที่อยู่บนเส้นทางอันตรายที่แตกต่างออกไป
หลายร้อยลี้ห่างออกไปบนเส้นทางโบราณซึ่งลัดเลาะไปตามชายขอบของเทือกเขาฉีเหลียน 祁连山 หลังจากที่กองคาราวานทั้งสามสายซึ่งแยกกันเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าสายตา ได้ลอบข้ามเขตแดนมาบรรจบกันเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่สายเดียว ณ จุดนัดหมายแล้วนั้น การเดินทางก็ดำเนินต่อไปอย่างตึงเครียด
เส้นทางสายนี้เงียบสงัดจนผิดปกติ สองฟากฝั่งขนาบด้วยป่าสนที่แน่นทึบและหน้าผาหินที่สูงชันจนบดบังแสงตะวัน ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเย็นยะเยือกและน่าพรั่นพรึงอยู่ตลอดเวลา
เหล่าบุรุษผู้เดินทางไปกับกองคาราวานนั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผ้าป่านหยาบๆ เยี่ยงพ่อค้าและนักเดินทางทั่วไป ใบหน้าของพวกเขาแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล ทว่าหากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าแม้ในยามที่พวกเขาหยุดพัก มือของทุกคนกลับมิเคยละห่างจากห่อผ้าที่ดูคล้ายสัมภาระข้างเอว และท่วงท่าการนั่งของพวกเขากลับเป็นการวางตำแหน่งที่สามารถรับมือได้จากทุกทิศทาง... นี่หาใช่ท่าทีของพ่อค้าธรรมดาไม่
ทันใดนั้น ความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงโดยเสียงควบม้าที่รีบร้อนจนฝุ่นดินตลบอบอวล หน่วยสอดแนมแนวหน้าคนหนึ่งควบม้ากลับมารายงานอย่างเร่งด่วน ร่างของเขายังคงอยู่ในคราบพ่อค้า แต่แววตากลับคมปลาบดุจเหยี่ยว
"เรียนนายกอง! เบื้องหน้าประมาณหนึ่งลี้ ณ ช่องเขาเฮยซาน 黑山峡 มีเสียงปะทะกันอย่างดุเดือดขอรับ! ดูเหมือนคนสองกลุ่มกำลังไล่ล่ากันอยู่!"
เถี่ยหยางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งกองคาราวานหยุดนิ่งในทันที คิ้วกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความคิดแล่นผ่านในหัวอย่างรวดเร็ว
‘ภารกิจของเราคือความลับ จะให้มีเหตุการณ์อันใดมาแทรกแซงจนผิดพลาดมิได้ หากซื่อจื่อทราบเข้า คงไม่เป็นผลดีต่อข้าเป็นแน่’
เขาชั่งใจอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจ การปล่อยให้มีเหตุการณ์ที่ไม่อยู่ในการควบคุมเกิดขึ้นเบื้องหน้าโดยไม่ตรวจสอบ คือความประมาทที่อาจนำมาซึ่งหายนะได้
"ให้ทุกคนหยุดพักและตั้งแนวป้องกัน!" เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทหารหลายนายหยิบก้อน "เสบียงพยัคฆ์" ออกมาจากสัมภาระข้างเอวแล้วเริ่มกินอย่างรวดเร็วเพื่อฟื้นฟูกำลัง "ทหารสิบนาย เตรียมหน้าไม้ให้พร้อม ข้าจะไปสังเกตการณ์ด้วยตนเอง"
สิ้นคำ เขาก็ให้สัญญาณมือ ทหารฝีมือดีสิบนายพลันแยกตัวออกจากกองคาราวานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะควบม้าทะยานล่วงหน้าไปพร้อมกับผู้บังคับบัญชาของตน หายลับไปทางช่องเขาอันมืดครึ้มเบื้องหน้า
เถี่ยหยางและทหารอีกสิบนายควบม้าลัดเลาะขึ้นไปตามแนวสันเขาอย่างเงียบกริบราวกับภูตพราย ด้วยอานุภาพของ "เกือกม้าจันทร์เสี้ยว" ทำให้อาชาศึกของพวกเขายึดเกาะกับพื้นหินที่ขรุขระได้อย่างน่าอัศจรรย์ พวกเขาควบคุมม้าเข้าซุ่มในเงาหินอย่างเงียบกริบ กลิ่นสนและกลิ่นดินชื้นลอยปะทะใบหน้า
ภาพเบื้องล่างคือสมรภูมิย่อยที่โหดร้ายและสิ้นหวัง ซากศพของเหล่าองครักษ์และนักฆ่าในชุดดำนอนเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นหิน กลิ่นคาวเลือดที่ยังสดใหม่ลอยคละคลุ้งขึ้นมาจนน่าสะอิดสะเอียน
องครักษ์ในชุดสีเข้มที่เหลือรอดอยู่เพียงสองคนกำลังต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อป้องกันรถม้าคันหรูหรา ทุกคนล้วนมีบาดแผลฉกรรจ์ แต่เพลงกระบี่ที่ใช้ออกกลับยังคงไว้ซึ่งระเบียบวินัยอันน่าชื่นชม ทว่าศัตรูของพวกเขานั้นเหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง...
กลุ่มนักฆ่าในชุดดำสนิทกว่าสามสิบคนเคลื่อนไหวราวกับฝูงหมาป่าที่กำลังไล่ต้อนฝูงแกะ ทุกการโจมตีประสานงานกันอย่างลงตัวและไร้ปรานี พวกมันมิได้รีบร้อน แต่กลับค่อยๆ บีบวงล้อมเข้ามาอย่างอดทน รอคอยให้เหยื่อหมดแรงและเปิดช่องว่างให้เชือดเฉือน
ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง ประตูรถม้าก็ถูกเปิดออกอย่างเชื่องช้า
ร่างอรชรของสตรีนางหนึ่งก้าวออกมาเผชิญหน้ากับอันตรายร่วมกับองครักษ์ของนาง ในมือกุมกระบี่เล่มบางไว้มั่น นางสวมอาภรณ์ยาวสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดวงหน้างดงามหมดจดราวกับหยกขาวที่ถูกแกะสลักอย่างวิจิตร ดวงตาเรียวยาวดุจใบหลิวทอดมองสมรภูมิเบื้องหน้าด้วยความเยือกเย็นจนน่าประหลาด แม้จะอยู่ท่ามกลางคมดาบและกลิ่นคาวเลือด แต่นางกลับยังคงยืนสงบนิ่งราวกับกล้วยไม้หยกที่เบ่งบานอยู่กลางพายุ
ทันใดนั้น! นักฆ่าในชุดดำคนหนึ่งก็สบโอกาสที่องครักษ์ผู้หนึ่งพลาดท่า มันทะลวงผ่านแนวป้องกันเข้าไปได้ราวกับอสรพิษร้าย! ปลายกระบี่สั้นในมือสะท้อนแสงเย็นเยียบ พุ่งตรงเข้าหาลำคอระหงของสตรีนางนั้น!
เถี่ยหยางตัดสินใจในเสี้ยววินาที!
‘สตรีนางนี้งดงามยิ่งนัก... ได้อยู่กับซื่อจื่อมาสักพัก ข้าพอจะรู้ถึงวิสัยทัศน์ของท่านอยู่บ้าง จะปล่อยให้นางตายไปคงจะไม่ดีเป็นแน่ ข้าควรช่วยเหลือนาง เพื่อนำไปกำนัลแก่ซื่อจื่อ’
เถี่ยหยางแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจในความคิดอันชาญฉลาดของตน... หารู้ไม่ว่า "ของกำนัล" ชิ้นงามนี้ จะสร้างเรื่องน่าปวดเศียรเวียนเกล้าให้แก่นายเหนือหัวของเขา ในอนาคตอันใกล้นี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงให้สัญญาณมือเงียบๆ แก่ทหารนายหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด!
ทหารนายนั้นพยักหน้ารับทันที เขายิงดอกไม้ไฟขนาดเล็กขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นสัญญาณให้กองคาราวานหลักตามมาสมทบ! และในชั่วพริบตาที่แสงไฟสว่างวาบขึ้นนั้นเอง... เถี่ยหยางตวัดมือลงเป็นสัญญาณโจมตี!
"พรึ่บ!"
เสียงสายหน้าไม้ที่ถูกปลดปล่อยพร้อมกันสิบสายดังขึ้นราวกับเสียงเดียว! -่าฝนลูกดอกถูกยิงสกัดกั้นลงมาจากมุมสูง ตัดเส้นทางและสร้างความโกลาหลให้แก่กลุ่มนักฆ่าในทันที! หลันอวี้เหยาถึงกับเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ‘ระยะยิงเช่นนี้... ไกลเกินกว่าหน้าไม้หรือคันธนูใดๆ ที่ข้ารู้จัก! ท่ามกลางความสิ้นหวัง ยังมีกลุ่มคนลึกลับปรากฏกายขึ้นมาช่วยเหลืออีกรึ!’
นักฆ่าที่กำลังจะลงมือสังหารนางพลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง มันสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตจึงจำต้องทิ้งเป้าหมาย แล้วทิ้งตัวหลบอย่างสุดความสามารถ! แต่ก็ยังมีนักฆ่าอีกหลายคนที่โชคร้ายกว่านั้น!
ฉึก! ฉึก! ฉัวะ!
เสียงลูกดอกทะลวงเกราะหนังและเนื้อดังขึ้นระงม! นักฆ่าหกเจ็ดคนร่วงหล่นจากหลังม้าโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้อง! และก่อนที่พวกมันจะทันได้ตั้งตัว -่าฝนลูกดอกระลอกที่สองก็ถูกยิงตามลงมาทันที สร้างความสูญเสียและแตกตื่นจนค่ายกลของพวกมันพังทลายลงโดยสิ้นเชิง!
ในขณะเดียวกันนั้น!
เถี่ยหยางมิได้กู่เสียงคำราม เขาเพียงถีบตัวออกจากเงาหิน ร่างบนหลังอาชาขาวทะยานลงจากเนินดินราวกับสายน้ำตกสีเงินที่ไหลบ่าลงมา ปลายทวนในมือมิได้ชี้ตรง แต่กลับตวัดเป็นวงโค้งอยู่เบื้องหน้า ปัดป้องกิ่งไม้และเศษหินที่ขวางทางอย่างเป็นธรรมชาติ สร้างเป็นเส้นทางสังหารแห่งตน
"ฆ่า!"
เขาคำรามสั้นๆ เพียงคำเดียว ปลายทวนพลันแฉลบแปลบปลาบราวกับอสรพิษเงิน!
นักฆ่าผู้หนึ่ง กำลังจะฟันซ้ำองครักษ์ที่บาดเจ็บ ถูกประกายแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งผ่านลำคอของมันไปอย่างเงียบเชียบ เถี่ยหยางควบม้าผ่านไปแล้ว... ทิ้งไว้เพียงร่างของนักฆ่าที่ยืนแข็งทื่อ ก่อนที่ศีรษะของมันจะร่วงหล่นจากบ่าพร้อมกับโลหิตที่ฉีดพุ่งปานน้ำพุ!
เขาควบม้าบุกเข้าไปใจกลางวงล้อมที่แตกพ่าย ทวนในมือมิได้ฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับตวัดเป็นวงโค้งอย่างต่อเนื่อง เมื่อดาบของนักฆ่าผู้หนึ่งฟันเข้ามา เขาใช้ ด้ามทวน กระทบเบาๆ ที่สันดาบ เบี่ยงเบนวิถีของมันให้พลาดเป้าไปอย่างน่าอัศจรรย์ และในจังหวะที่นักฆ่าผู้นั้นเสียหลักนั่นเอง ปลายทวนของเขาก็แทงสวนกลับไปทะลุเกราะหนังของมันอย่างง่ายดาย
โลหิตสดๆ ไหลทะลักจากปากแผล ชโลมอาภรณ์และพื้นพสุธาจนแดงฉาน! ร่างของนักฆ่ากระเด็นไปกระแทกกับโขดหิน ก่อนจะทรุดลงกองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง... สิ้นใจในที่สุด
เมื่อการต่อสู้สงบลง เถี่ยหยางหยุดอาชาขาวเบื้องหน้ารถม้า ปลายทวนชี้ลงพื้นอย่างสงบนิ่ง เขาเผชิญหน้ากับหลันอวี้เหยา สายตาทั้งสองประสานกันชั่วครู่ ดวงตาของนางที่เคยเยือกเย็น บัดนี้ฉายแววซับซ้อนที่ทั้งประเมิน ประหลาดใจ และแฝงไว้ด้วยความขอบคุณ ก่อนจะค้อมศีรษะลงอย่างเป็นทางการ
กองกำลังที่ได้รับสัญญาณดอกไม้ไฟ เดินทางมาถึงสมทบในเวลาไม่นาน พวกเขาเคลื่อนขบวนเข้ามาตั้งแนวป้องกันรอบรถม้าอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของกองคาราวานนี้ดูลึกลับน่าเกรงขามขึ้นไปอีก
เถี่ยหยางเหลือบมองรถม้าที่แกะสลักอย่างวิจิตร... และระลึกถึงเพลงกระบี่ขององครักษ์... แม้จะพ่ายแพ้ แต่ทุกกระบวนท่าล้วนเป็นไปตามแบบแผนของ เพลงกระบี่เมฆาคล้อยแห่งสำนักคุนหลุน ‘รถม้าไม่ธรรมดา... มีองครักษ์ฝีมือดีคุ้มกัน... รูปโฉมและท่าทีสูงศักดิ์ถึงเพียงนี้... สถานะของนางย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่ น่าจะเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่สักตระกูล... เรื่องเช่นนี้ จำต้องรีบรายงานให้ซื่อจื่อทราบโดยเร็ว’
นางปรายตามองกองกำลังของเถี่ยหยาง ‘กลุ่มคนลึกลับที่ใช้ศาสตราวุธที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รูปแบบการรบและฝีมือของหัวหน้ากลุ่มราวกับทหารชั้นยอด แต่กลับมาในคราบของพ่อค้า... กลุ่มคนกลุ่มนี้มาจากที่ใดกันนะ?’
เขาตัดสินใจในทันที เขาหันไปสั่งการทหารคนสนิท "ดูแลความปลอดภัยของคุณหนูท่านนี้ให้ดี"
สิ้นคำ เขาก็ปลีกตัวออกมาอย่างรวดเร็ว หยิบม้วนกระดาษเล็กๆ และพู่กันพกพาออกมาจากสัมภาระข้างเอว เขียนรายงานสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวบรัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาผูกสาส์นนั้นเข้ากับขาของนกพิราบสื่อสาร ก่อนจะปล่อยมันบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
วิหคตัวนั้นกระพือปีกอย่างแรง ทะยานขึ้นเหนือช่องเขาเฮยซาน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเหลียงโจว... นำพาข่าวสารไปให้นายเหนือของมัน
ณ ประตูทางเข้าจวนเจิ้นซีอ๋อง รถม้าของหลี่เทียนอี้เดินทางมาถึงพอดี
เจิ้นซีอ๋องหลี่เจี้ยนในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายพยัคฆ์ ยืนรออยู่แล้วด้วยท่าทีที่สงบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่น่าเกรงขาม สายตาคมกริบของท่านมิได้มองบุตรชาย แต่กลับจับจ้องไปยังร่างของชุยหลิงซินที่ก้าวลงมาจากรถม้าในทันที ดวงตาของท่านอ๋อง หรี่ลงเล็กน้อย ประกายแสงอันซับซ้อนวูบหนึ่งผ่านไปในแววตา
ริมฝีปากที่เม้มสนิทของท่านพลันคลายออก เตรียมจะเอ่ยวาจา...
ท่ามกลางความเงียบอันน่าอึดอัดนั้น เสียงกระพือปีกที่รวดเร็วพลันดังแหวกอากาศขึ้น! ก่อนที่นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งจะบินมาถึงและร่อนลงบนแขนของเหลาเฟิงที่ยื่นออกไปรับอย่างรู้หน้าที่!
เหลาเฟิงมิได้แสดงความตื่นตระหนก เขาแกะกระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กออกจากขาของวิหคอย่างรวดเร็วและนุ่มนวล ก่อนจะก้าวเข้ามาเบื้องหน้าหลี่เทียนอี้ ค้อมกายลงต่ำ แล้วยื่นสาส์นนั้นส่งให้ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
หลี่เทียนอี้
รับสาส์นด่วนนั้นมาคลี่อ่าน สีหน้าของเขาเรียบเฉยจนน่าประหลาด... ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบิดาของตน
(จบตอนที่ 52)
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??