เรื่อง จอมเวทนักล่าแห่งเบลลาทอร์

ติดตาม
บทที่ 2 ความหวัง
บทที่ 2 ความหวัง
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

เสียงดังกึกก้องจากการต่อสู้สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถงของปราสาทเบลลาทอร์

ขณะที่หินปูนและแผ่นไม้ยังคงหล่นร่วงจากเพดานที่แตกร้าว พื้นเบื้องล่างเต็มไปด้วยเศษซากของเครื่องเรือนพังยับเยิน สะท้อนภาพความพินาศที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงชั่วโมงเศษ

กลางห้องโถงที่เต็มไปด้วยกลิ่นควันและเลือด ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอัศวินตะโกนลั่น เสียงของเขาทะลุผ่านเสียงระเบิดเวทและความอลหม่านจากภายนอก

 

"นิค! เจ้าต้องหนี เจ้าเป็นความหวังสุดท้ายของตระกูล!"

เสียงของ เนคาลัน เบลลาทอร์ หัวหน้าตระกูลดังก้องด้วยความเด็ดเดี่ยว ดวงตาเข้มเปล่งประกายเจือความเจ็บปวดขณะมองบุตรชายเพียงคนเดียว

เด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้า แม้สีหน้าจะซีดเผือดเพราะความหวาดกลัวและโศกเศร้า แต่ในแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยแรงต่อต้านที่ไม่ยอมแพ้

"ข้าจะอยู่กับพวกท่าน!"

นิโคลัสตะโกนตอบ ดวงตาแดงก่ำแต่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

 

เพี้ยะ!

เสียงฝ่ามือตบกระทบใบหน้าดังสะท้อนขึ้น เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง น้ำตาไหลอาบแก้มเมื่อเผชิญกับแววตาแข็งกร้าวของผู้เป็นพ่อ

"เจ้าเป็นทายาทแห่งเบลลาทอร์ เจ้าต้องมีชีวิตรอด! พวกเราทุกคนต่างมีหน้าที่ของตนเอง ข้ามีหน้าที่ปกป้องที่นี่ เจ้ามีหน้าที่สำคัญ รอดไปให้ได้... แล้วจงใช้ดาบนั่นเพื่อตระกูลของเรา"

กล่าวจบ เนคาลันผลักร่างลูกชายไปยังชายชราผู้ยืนอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางมั่นคง

ชายชราคือ รอย พ่อบ้านผู้ภักดีแห่งตระกูลเบลลาทอร์

 

"ท่านพี่ ข้าต้องรบกวนท่านแล้ว"

เสียงของเนคาลันเบาแต่หนักแน่น ก่อนจะโค้งคำนับเพื่อขอบคุณ

รอยรับคำด้วยการประคองไหล่เขาขึ้น ไม่ยอมให้โค้งต่ำลง

"นายท่าน อย่าทำเช่นนี้ ข้าเกิดมีหน้าที่ปกป้องตระกูล ข้าย่อมไม่มีวันละทิ้งนายน้อย"

แววตาของชายทั้งสองสบกัน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำใดอีกต่อไป พวกเขาเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานกว่าสามทศวรรษ ผ่านทั้งสงครามและยุคแห่งสันติ

เนคาลันยืนตัวตรงอีกครั้ง ม้วนคัมภีร์ขนาดเล็กในมือขวาของเขาถูกเปิดออกก่อนที่เปลวแสงสีทองจะเปล่งประกายออกมา

"ข้า เนคาลัน เบลลาทอร์ ผู้นำตระกูลเบลลาทอร์ ขอประกาศยกเลิกสัญญาวิญญาณระหว่างตระกูลกับ จอมเวทรอย นับแต่นี้ไป เจ้ามิได้ติดหนี้บุญคุณเราอีก"

สิ้นคำ ม้วนคัมภีร์แปรสภาพเป็นละอองแสงและมานาจางหายไปในอากาศ

 

"ข้าฝากลูกชายและ...คน ๆ นั้น ด้วยนะ ท่านพี่"

เนคาลันโอบกอดชายชราด้วยความรู้สึกหนักแน่น ก่อนจะหันไปหาภรรยาที่เพิ่งเดินเข้ามา

สตรีในชุดนักล่าโอบกอดนิโคลัสแน่น ริมฝีปากที่เม้มแน่นเผยอออกเพียงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยว่า

"เจ้าต้องเข้มแข็งนะ นิค เจ้าคือทุกสิ่งที่เราฝากไว้กับโลกใบนี้ แม่...ภูมิใจในตัวเจ้าเสมอ"

"ท่านแม่..."

นิโคลัสร่ำไห้ออกมาดังสะอื้น ความรู้สึกอัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก

 

เสียงปะทะด้านนอกยิ่งดังขึ้น ราวกับความตายกำลังใกล้เข้ามาแทรกทุกลมหายใจ แสงจากเวทมนตร์ที่สาดเข้ามาผ่านหน้าต่างเตือนว่าศัตรูกำลังตีวงล้อมเข้ามา

เนคาลันวางมือลงบนไหล่ภรรยาอย่างเงียบ ๆ ก่อนหันกลับไปยังรอย

"ถึงเวลาแล้ว รีบหนีไป ทางลับนั้นมีเพียงข้าที่รู้ ปลายทางอยู่นอกกำแพงเมือง ข้าขอให้พวกเจ้ารอดปลอดภัย"

เขาชักดาบใหญ่ของตนออกมา เสียงโลหะกรีดอากาศชัดเจนในห้องโถงที่เต็มไปด้วยเศษซาก จากนั้นไม่เหลียวหลัง หัวหน้าตระกูลเบลลาทอร์ก็วิ่งออกไปยังหน้าประตู

มารดาของนิโคลัสปาดน้ำตาและกระชับธนูประจำตัวไว้แน่น เธอวิ่งตามสามีออกไปโดยไม่กล่าวลา

รอยคว้ามือนิโคลัสแน่น ก่อนนำเด็กหนุ่มวิ่งเข้าสู่ทางลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลังบัลลังก์ โดยไม่เอ่ยถ้อยคำใดอีก

...

เสียงฝีเท้ากระทบอุโมงค์หินอย่างหนักแน่น แสงจากผลึกเวทจาง ๆ ส่องให้เห็นเส้นทางคดเคี้ยวเบื้องหน้า

"แฮร์รี่ อีแวน นำหน้าไป ระวังซุ่มโจมตี!"

วิคเตอร์ อัศวินหนุ่มสั่งเสียงเข้ม โล่ของคนทั้งสองที่ถูกเรียกพุ่งขึ้นป้องกันทันที ก่อนพวกเขาจะวิ่งนำหน้า

"นักเวท สนับสนุนเวทป้องกันและความเร็วให้ทุกคน เราใกล้ถึงทางออกแล้ว!"

"รับทราบ!"

 

เวทร่ายขึ้นพร้อมกัน เสียงเวทกระซิบแผ่ว ๆ สะท้อนในอุโมงค์ ก่อนที่กลุ่มแสงจะเคลื่อนไหลเข้าใส่ร่างของกลุ่มผู้หลบหนีกว่าเจ็ดสิบคน

ทางลับที่ตระกูลสร้างไว้นี้เปิดใช้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งตระกูล ในวินาทีนั้นเอง ประตูทางเข้าก็ปิดตายลงอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงเส้นทางเดียวเบื้องหน้า

เมื่อวิ่งผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมง ประตูหินขนาดใหญ่ก็อ้าออก เสียงอากาศสดชื่นพัดเข้าสู่ปอดของพวกเขาเป็นครั้งแรกหลังออกจากห้องโถง

 

กำแพงเมืองอยู่ลิบ ๆ ด้านหลัง ข้างหน้าเป็นป่าโปร่งและเทือกเขาอยู่ไกลลิบ เวลานี้เพียงปลอดภัยชั่วคราว

ฟาร์มม้าชาวบ้านแห่งหนึ่ง ที่ตระกูลลอบสนับสนุนตั้งอยู่ไม่ไกลจากทางออก ขบวนม้ากว่าเจ็ดสิบตัวได้รับการดูแลจากหน่วยลับซึ่งไม่มีใครในตระกูลล่วงรู้ยกเว้นผู้นำ พวกเขานำม้าออกและขี่พุ่งขึ้นเหนือทันที

ไม่มีใครหันหลังกลับไปมองปราสาท ไม่มีใครกล่าววาจา ทุกคนมีเป้าหมายเดียว หนีให้รอด เพื่อความหวังของตระกูลเบลลาทอร์

 

แสงแรกของวันสาดผ่านหมอกจาง หลังจากควบม้ามาหลายชั่วโมง ขบวนผู้หลบหนีได้หยุดพักชั่วคราวกลางทุ่งโล่งใกล้เนินเขา เพื่อให้ม้าได้พักก่อนออกเดินทางต่อ

“แจ็ค พาคนออกไปด้วยสองคน สำรวจรอบบริเวณ”

เสียงของพ่อบ้านรอยกล่าวอย่างระมัดระวัง ขณะก้มตรวจสอบสภาพม้าศึกตัวหนึ่ง

“ขอรับ!”

นักล่าหนุ่มขานรับทันที ก่อนปล่อยเหยี่ยวขึ้นฟ้า มันพุ่งทะยานขึ้นด้วยความรวดเร็ว ขณะเดียวกันนักล่าทั้งสามคนก็แยกตัวออกไปสำรวจแนวป่าเบื้องหน้า

ไม่ทันไร พ่อบ้านรอยหันไปสบตากับหัวหน้าอัศวินหนุ่ม

“วิคเตอร์… ข้าสังหรณ์ว่ามันจะไม่ง่ายอย่างที่เราคิด”

เสียงทุ้มต่ำของชายชราแฝงความกังวล

“ข้าก็รู้สึกเช่นกัน ท่านพ่อ… จักรพรรดิองค์ใหม่ไม่น่าหละหลวมถึงขั้นปล่อยเราออกมาโดยไม่ไล่ตาม”

วิคเตอร์ตอบพลางลูบชุดเกราะที่มีรอยเลือดแห้งกรัง สีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน

 

“เตรียมพร้อมไว้เสมอ อย่าได้ประมาท”

พ่อบ้านรอยย้ำเสียงหนัก ดวงตาเรียบสงบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน

“จุดรูปขบวน พลโล่นำหน้า นักเวท มือธนูอยู่กลาง นักรบขนาบข้าง โทมัสนำทีมระวังหลัง!”

คำสั่งของวิคเตอร์ดังขึ้นชัดเจน ผู้ติดตามทุกคนรีบขยับตามทันที จัดขบวนแน่นหนารอบนายน้อย

 

ทันใดนั้น…

“หัวหน้า! มีกองกำลังดักอยู่ข้างหน้า! สองคนนั้นเสร็จไปแล้ว!”

แจ็คตะโกนลั่น ขณะวิ่งกลับมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด เหยี่ยวของเขาบินวนสัญญาณเตือนเหนือแนวต้นไม้ ก่อนจะถูกลูกธนูยิงฝ่าอากาศขึ้นไป แม้มันจะรวดเร็วแต่ยังบาดเจ็บเล็กน้อยก่อนหนีกลับมาหาเจ้าของ

 

“บัฟ!”

วิคเตอร์คำรามลั่น นักเวทสนับสนุนรีบร่ายเวทเพิ่มเกราะ ป้องกัน และเสริมความเร็วทันที เสียงบทเวทรัวเร็วปะปนกับเสียงฝีเท้าม้า

“ทุกคนอย่าสู้ติดพัน! ป้องกันและหลบหนี! ไป!”

เสียงคำสั่งสุดท้ายตัดผ่านลมยามเช้า ก่อนที่ขบวนม้าทั้งหมดจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว

 

เสียงม้าห้อตะบึงสนั่นทุ่ง

แม้รู้ว่ามีศัตรูรออยู่เบื้องหน้า แต่ขบวนไม่อาจหยุด

ลูกธนูนับร้อยพุ่งลงมาจากสองฟากป่า เปลวเพลิงและสายฟ้าจากเวทโจมตีระดมเข้ามาใส่กลางขบวนราว-่าฝน

นักเวทของเบลลาทอร์ตอบโต้ด้วยเวทป้องกันสุดกำลัง แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่ามาก พวกเขาต้านไว้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

พ่อบ้านรอยยกไม้เท้าขึ้น ร่ายเวทธาตุไม้เข้าสกัดศัตรูฝั่งหนึ่งชั่วคราว แม้พลังของเขาไม่เหมาะกับการเคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่ก็ยังพอถ่วงเวลาได้บ้าง

ขบวนหลบหนีมุ่งเน้นเพียง “เอาตัวรอด” ไม่มีการสู้รบตอบโต้ติดพัน ผู้ที่นำหน้าใช้โล่และพลังพิเศษเปิดเส้นทางอย่างรวดเร็ว กวาดทุกสิ่งที่ขวางหน้า

แม้จะพยายามแล้ว… อัศวินและนักรบของเบลลาทอร์ก็เริ่มร่วงลงทีละคน

พวกเขาใช้ร่างบังเวท ใช้โล่ปกป้องผู้อ่อนแอกว่าโดยไม่ลังเล กว่าจะฝ่าพ้นแนวล้อมมาได้ ต้องแลกด้วยชีวิตสิบกว่าคน

โทมัสผู้คุมแนวหลัง ถูกเวทโจมตีจนกระเด็นแทบตกหลังม้า แต่โชคดีที่คนข้าง ๆ ดึงไว้ได้ทัน ในขณะนักเวทรักษาช่วยร่ายเวทสุดกำลังถึงรักษาชีวิตไว้ได้

 

การไล่ล่าไม่สิ้นสุด

ตลอดการหลบหนีขึ้นเหนือ ไม่ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนเส้นทางกี่ครั้ง ศัตรูก็ตามมาได้เสมอ

จากเจ็ดสิบคน เหลือไม่ถึงครึ่ง ทุคนล้วนบาดเจ็บ

แม้แต่นายน้อยนิโคลัสที่มีผู้คุ้มกันแน่นหนา ยังมีรอยแผลที่แขนขวา เลือดแห้งเปื้อนชายเสื้อผ้าคลุม

นักเวทรักษาเสียชีวิตไประหว่างทางสองคน เหลือเพียง อังเดร คนเดียว กับ นิโคไล นักเวทสนับสนุนผู้พอเยียวยาอาการบาดเจ็บเบื้องต้นได้เท่านั้น

 

บ่ายวันที่สอง

กลุ่มผู้รอดชีวิตเข้าใกล้แม่น้ำเซราฟิส จุดหมายที่อาจนำไปสู่อิสรภาพ หากสามารถข้ามไปยังจักรวรรดิวาลเดียได้สำเร็จ

แต่… ความหวังกลับริบหรี่

 

“ข้างหน้ามีกองกำลังศัตรูกระจายอยู่เป็นระยะ เหมือนพวกมันรู้ว่าเราจะข้ามแม่น้ำ”

แจ็คกลับมารายงาน สีหน้าเคร่งเครียด

เงียบไปชั่วครู่ ก่อนเสียงหนึ่งจะเอ่ยขึ้นจากกลุ่มหลังสุด

“ไม่มีทางอื่น เราต้องส่งบางคนไปล่อศัตรูออก เพื่อเปิดทางให้พวกท่านข้ามได้”

ชายคนนั้นเกราะพังยับเต็มตัว แต่ตัวตรงอย่างเด็ดเดี่ยว

วิคเตอร์กัดฟัน สีหน้าหนักอึ้ง แม้จะรู้ว่านี่คือทางเดียว แต่เขาก็ไม่อยากเอ่ยปากสั่งให้ใครตาย

 

“วิคเตอร์ เจ้ารู้ว่าข้าไม่หวาดกลัวความตาย เราทุกคนสาบานแล้วจะภักดีต่อตระกูลเบลลาทอร์จนลมหายใจสุดท้าย”

ชายคนนั้นเดินเข้ามาวางมือบนไหล่ของหัวหน้าอัศวิน

“พวกเจ้ายี่สิบคน ยังมีพลังเหลือพอจะพานายน้อยหนี ส่วนพวกข้าสิบกว่าคนนี้แม้ตามไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มากแล้ว”

ร่างที่มีแต่บาดแผลและแขนขวาที่แทบไม่เหลือสภาพ

“เราจะล่อพวกมันออกไป พวกเจ้าต้องข้ามให้ได้ เข้าใจไหม!”

ไม่มีคำค้าน ไม่มีเสียงร่ำไห้

เพียงการพยักหน้าอย่างเข้าใจ

พวกเขาแยกตัวออก รีบสร้างหุ่นคนปลอมยึดติดกับอานม้าที่ไม่มีคนขี่ หลอกล่อให้เหมือนมีทัพหนุน ก่อนมุ่งหน้าออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง

 

พุ่มไม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำเซราฟิส

“เมื่อไหร่ที่พวกมันแบ่งกำลังออกไปช่วยทางโน้น เราจะไปทันที”

พ่อบ้านรอยบอกแผนเร่งด่วน

“นายน้อย เตรียมอาร์ติแฟกต์เรือเทพวารีไว้ให้พร้อม เราต้องขึ้นเรือทันทีที่ถึงฝั่ง”

นิโคลัสพยักหน้ารับ มือกำเครื่องรางเวทแน่น ความกดดันถาโถมเต็มอก

ไม่กี่นาทีถัดมา เสียงต่อสู้ดังขึ้นจากริมน้ำที่อยู่ไกลออกไป

ศัตรูเริ่มแบ่งกำลังและเคลื่อนที่ออกจากจุดเดิม

 

เมื่อศัตรูพ้นเส้นสายตาไป ชายชราก็ร่ายเวททันที

“วีนธาส บลูม!”

เถาวัลย์หนาแน่นพุ่งขึ้นจากพื้นราวกับมีชีวิต ม้วนรัดขาศัตรูสิบกว่าคนแน่น บางคนร้องลั่น ก่อนจะหมดลมหายใจด้วยแรงบีบอันมหาศาล

“ไป!”

เบลลาทอร์ยี่สิบคนทะลุแนวป้องกัน วิ่งตรงไปยังฝั่งน้ำ

นิโคลัสไปถึงก่อน รีบกรีดเลือดหยดลงบนอาร์ติแฟกต์ แสงสีแดงเจิดจ้าสาดออกเป็นเส้นสาย

เขาโยนมันลงแม่น้ำ รูปร่างเรือปรากฏขึ้นทีละส่วน ขยายใหญ่พอจะบรรทุกคนได้สามสิบคนได้สบาย

“พวกมันมาแล้ว!”

นักรบถือหอกตะโกนลั่น พร้อมอัศวินอีกสามคนหันกลับไปขวางศัตรู

 

“ขึ้นเรือ!”

เสียงพ่อบ้านรอยตะโกน ทุกคนรีบกระโจนขึ้นเรือที่เริ่มลอยห่างฝั่ง

พวกเขาเห็นภาพสุดท้ายของนักรบทั้งสี่ล้มลงท่ามกลางคมอาวุธและแสงเวทหลากสี การเสียสละที่เพียงพอให้เรือพ้นระยะโจมตี

 

สิ้นสุดการไล่ล่า แต่ภารกิจของเด็กหนุ่มกำลังเริ่มขึ้น

นายน้อยนิโคลัสหันกลับไปมองชายฝั่ง

“สักวัน… ร่างนี้จะกลับไป”

เสียงของเขาเบาแต่หนักแน่น พ่อบ้านและผู้รอดชีวิตที่เหลือพากันสงบจิตใจ

พวกเขาโค้งศีรษะต่ำ รำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตให้พวกเขารอดมาได้

 

ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง

ณ ลานโล่งกลางป่าใหญ่ทางตอนเหนือของแม่น้ำเซราฟิส

ความเงียบสงัดในยามราตรีมีเพียงเสียงสายลมและเสียงหายใจของเด็กหนุ่มผู้กำลังเปล่งคาถาศักดิ์สิทธิ์

เสียงร่ายอันแผ่วเบา ผสมคำวิงวอนจากหัวใจของผู้ที่ไร้ทางหนีดังแผ่วไปกับสายลม

 

“ข้า... นิโคลัส เบลลาทอร์ บุตรแห่ง เนคาลัน เบลลาทอร์ ผู้สืบสายเลือดตรงจากเทพ มามุธ เบลลาทอร์”

“ข้าขอภาวนาต่อเทพสงครามแห่งดินแดนตะวันตก บรรพชนผู้พิทักษ์…”

“ได้โปรด… โปรดทรงช่วยเหลือตระกูลของเรา จากมหันตภัยในครั้งนี้ด้วยเถิด…”

น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย แต่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ เด็กหนุ่มประคองดาบมรดกประจำตระกูลขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือแสงสีฟ้าเรืองรองแผ่ออกจากรอบตัวดาบ ล้อมรอบร่างของเขาไว้ราววงแหวนแห่งคำมั่น

“ขอทรงเมตตา ส่งผู้กอบกู้จากแดนไกล มาเพื่อโอบอุ้มความหวังสุดท้ายของเบลลาทอร์ ขอให้ศัตรูผู้ทำลายล่มสลายด้วยพลังของผู้ถูกเลือก”

“ข้า... นิโคลัส เบลลาทอร์ ขอถวายทั้งชีวิตและวิญญาณ แด่ท่านเทพผู้พิทักษ์ จนกว่าวิญญาณของข้าจะสูญสิ้น…”

แววตาเด็ดเดี่ยวพร้อมสละทุกอย่าง

“ทรัพย์สินทุกสิ่งในนามของตระกูลเบลลาทอร์ ขอมอบเป็นเครื่องบรรณาการแด่ท่านเทพสงคราม…”

 

เขาหลับตาลงช้า ๆ ราวกับส่งคำขอผ่านสายลมไปยังฟากฟ้าขณะเดียวกัน เขาวางคมดาบลงบนแขนตนเอง ก่อนกรีดลึกเข้าผิวเนื้อ

เลือดสีแดงสดหลั่งรินลงสู่ใบดาบ ไหลรินลงจนเปื้อนถึงด้ามจับ แต่เด็กหนุ่มไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดแม้แต่น้อย ดวงตาของเขายังคงแน่วแน่

ทันใดนั้น แสงสีฟ้าเริ่มสั่นไหว แปรเปลี่ยนเป็นเส้นเกลียวหมุนวนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง วงแหวนเวทที่อยู่ใต้เท้าค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละชั้น

ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจารึกของเทพโบราณ

ต้นไม้รอบข้างไหวเอนจากกระแสลมจากศูนย์กลางวงเวท พลังเวทหนาแน่นเริ่มไหลเข้ามาบีบอัดบรรยากาศโดยรอบ

 

ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ

กลางวงเวทนั้น... เริ่มปรากฏร่างโปร่งใสของชายหนุ่มผู้หนึ่ง

ภาพนั้นค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ถึงจะยังไม่แข็งตัวเป็นเนื้อหนังแท้จริง แต่สัมผัสได้ถึงการมีอยู่

 

ณ ขอบวงเวทนิโคลัส คอมเวลล์ ลืมตาขึ้นช้า ๆ

เขารู้สึกถึงพลังที่เคลื่อนไหวรอบตัวชัดเจน แต่กลับไม่รู้สึกถึงร่างกายของตนเอง ราวกับจิตวิญญาณกำลังล่องลอย

เด็กหนุ่มในวัยราวสิบเจ็ดปี ยืนอยู่ตรงหน้าเขาผมสีดำสนิทเงางาม ดวงตาสีออบซิเดียนเป็นประกาย แฝงไปด้วยแววโศกเศร้าชุดเกราะเปื้อนเลือดและรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ บ่งบอกถึงความลำบากที่พึ่งได้รับ

แต่เด็กคนนี้ไม่ได้หวาดหวั่น ไม่ตื่นตระหนกกลับยืนนิ่งจ้องมองผู้ถูกอัญเชิญด้วยแววตาแน่วแน่

 

“ข้าน้อย... นิโคลัส เบลลาทอร์ บุตรแห่ง เนคาลัน เบลลาทอร์ ขอคารวะท่านผู้มาเยือนจากแดนไกล”

เด็กหนุ่มโค้งคำนับตามธรรมเนียมของนักเวท

“...ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูด!”

อดีตนักฆ่าเลิกคิ้ว กล่าวด้วยเสียงสงสัย เสียงของเขาแตกต่างจากผู้คนในโลกนี้โดยสิ้นเชิง

เขาไม่แปลกใจนัก การข้ามมิติมักนำมาซึ่งภาษาที่แตกต่างเสมอ

 

เด็กหนุ่มชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบหยิบแหวนเวทวงหนึ่งออกจากถุงผ้าข้างเอว

“ข้าน้อยขออภัย โปรด... สวมแหวนวงนี้ ท่านจะเข้าใจภาษาของข้าทันที”

เขากล่าวพลางชูแหวนด้วยสองมือด้วยความเคารพ

ชายแปลกหน้ารับแหวนมาแล้วสวมบนนิ้ว วงแหวนหดขนาดลงเองอย่างน่าทึ่ง เพื่อให้พอดีกับนิ้วของเขา

“ลองพูดอีกทีซิ”

เขากล่าวขณะขยับนิ้วทดลองเล็กน้อย เสียงที่เปล่งออกไปแม้เขาจะใช้ภาษาเดิมแต่กลับเป็นภาษาทีคล้ายที่เด็กหนุ่มพูด ทำให้รู้สึกตื่นเต้นกับวัตถุเวทบนโลกนี้

'สมกับเป็นโลกเวทมนตร์จริง ๆ...'

ตอนต่อไป
บทที่ 3 เทพผู้พิทักษ์

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา