เรื่อง คัมภีร์เทพอสูรเทวะ
รอยแยกเืหลุมะค่อย ๆ แผ่ขยายออก
แสงสีทองอันเย็นเยียบหลั่งรินลงสู่โลกเบื้องล่าง หมอกทมิฬเหนียวหนืดมิได้สลาย เพียงถอยร่นชั่วครู่ ก่อนแผ่ตัวกลับเข้าปกคลุมดังเดิม
กังวานกลองศึกดังขึ้นเป็นจังหวะ
ก้อง...
ก้อง...
ก้อง...
ห้วงมิติพลันสั่นสะเทือน
ธงรบสีทองนับหมื่นผืนโบกสะบัดกลางทะเลเมฆ ขบวนทหารสวรรค์เคลื่อนตัวเป็นระเบียบดุจจักรกลแห่งฟ้าดิน เกราะทองสะท้อนประกายดารา ทวนยาวเรียงเป็นแนวสุดสายตา ค่ายกลสงครามซ้อนทับกันหลายชั้นปิดกั้นนภากาศทั้งหมด
กองหน้าเคลื่อนผ่านรอยแยกก่อน
กองธงตามหลัง
กองคุ้มกันแผ่กำลังออกสองฟาก
กึ่งกลางขบวน ราชรถหยกขาวค่อย ๆ ปรากฏสู่สายตา
กิเลนเกล็ดทองคำเก้าตัวลากราชรถผ่านห้วงมิติอย่างสง่างาม ทุกย่างก้าวทำให้ละอองแสงสีทองโปรยปรายลงทั่วฟ้า
เืราชรถ
แม่ทัพสวรรค์สวมเกราะดารายืนสงบนิ่ง
ดวงดาวนับร้อยหมุนเวียนรอบสังขาร
หอกยาวในมือปลดปล่อยกลิ่นอายหนักแน่นราวสามารถตรึงภูผาทั้งลูก
เบื้องหลังราชรถ ขุนพลสวรรค์นับสิบเรียงแถวอย่างสำรวม
ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา
เพราะทุกผู้ต่างเชื่อมั่น
ภารกิจครั้งนี้เป็นเพียงการกำจัดสิ่งแปลกปลอมตัวหนึ่ง
มิใช่สงคราม
ขบวนทั้งหมดหยุดเืหลุมะ
แรงกดดันศักดิ์สิทธิ์แผ่คลุมผืนดินหลายหมื่นลี้
ผู้บำเพ็ญทั่วสารทิศต่างก้มศีรษะโดยมิอาจขัดขืน
สัตว์อสูรซ่อนกายอยู่ในโพรงด้วยความหวาดหวั่น
แม้สายน้ำยังหยุดไหลชั่วขณะ
แม่ทัพเกราะดาราค่อย ๆ ยกหอกขึ้น
ปลายหอกชี้ตรงสู่ดักแด้สีทองดำกลางหลุมลึก
ขุนพลสวรรค์ก้าวออกมาหนึ่งก้าว สูดลมหายใจลึก ก่อนประกาศก้อง
"สิ่งแปลกปลอมเบื้องล่าง"
"เจ้ากลืนกินรากฐานฟ้าดิน"
"เจ้าล่วงละเมิดกฎแห่งสวรรค์"
"จงคุกเข่ารับทัณฑ์"
กังวานประกาศสะท้อนก้องไปทั่วฟ้าดิน
แต่หลุมะยังคงเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดตอบรับ
แม่ทัพเกราะดาราหรี่ตาลงเล็กน้อย
ดวงตาคมกริบจับจ้องหมอกทมิฬเบื้องล่าง
แสงศักดิ์สิทธิ์จากค่ายกลค่อย ๆ แผ่ลงสู่หลุมลึก
ทว่า...
เมื่อสัมผัสหมอกสีหมึก
ประกายทองอันบริสุทธิ์กลับค่อย ๆ หม่นมัว
ละอองแสงแตกสลายทีละสาย
สีทองแปรเปลี่ยนเป็นสีดำหม่นราวโลหะผุกร่อน
แม่ทัพเกราะดารานิ่งไปชั่วอึดใจ
แม้สีหน้ามิเปลี่ยนแปลง
แต่แววตากลับฉายประกายประหลาด
แสงศักดิ์สิทธิ์...
กำลังถูกกัดกร่อน
ภาพตรงหน้ามิอยู่ในบันทึกสงครามของสวรรค์แม้แต่ครั้งเดียว
เบื้องล่าง
ดักแด้สีทองดำค่อย ๆ แตกออกเป็นรอยบาง
หมอกสีหมึกหมุนวนช้า ๆ
รยางค์ทมิฬจำนวนมากยื่นออกจากความมืดอย่างเงียบเชียบ
พวกมันมิได้โจมตี
เพียงรับเอาละอองแสงซึ่งร่วงหล่นเข้าไปภายใน
ทุกครั้งซึ่งแสงสีทองสูญหาย
กลิ่นอายของดักแด้กลับมั่นคงขึ้นเล็กน้อย
ราวกับกำลังลิ้มรสโอสถชั้นเลิศ
ภายในเตาหลอมอเวจี
ความหิวโหยแผ่ขยายไปทั่วทะเลวิญญาณ
เย่เฉินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
นัยน์ตามารบรรพกาลทอดมองกองทัพสวรรค์นับแสนเืชั้นเมฆ
ชายหนุ่มมิแสดงความโกรธ
มิแสดงความตื่นเต้น
หากสูดกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์เข้าสู่ทรวงอกอย่างแช่มช้า
ราวกับกำลังพิจารณาอาหารมื้อใหญ่ตรงหน้า
โซ่กระดูกบนแขนซ้ายส่งกังวานแผ่วเบา
ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีค่อย ๆ ยกขึ้น
ปลายดาบชี้ตรงสู่ราชรถหยกขาว
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
เย่เฉินเอ่ยเสียงต่ำเรียบ
"เดินทางไกลเพียงนี้..."
ชายหนุ่มเว้นช่วงสั้น ๆ ก่อนหัวเราะแผ่ว
"...เพื่อมาเป็นอาหารของผู้ย่อยสลาย"
กังวานคำพูดยังไม่ทันเลือนหาย
กลองศึกสวรรค์พลันดังขึ้นอีกครั้ง
ก้อง—
ก้อง—
ก้อง—
ธงบัญชาการกลางกองทัพสะบัดขึ้นเืฟ้า
ขุนพลทุกกองพร้อมยกอาวุธ
สงครามระหว่างสวรรค์กับผู้ย่อยสลาย...
กำลังจะเปิดฉากอย่างแท้จริง
แม่ทัพเกราะดาราค่อย ๆ กำหอกยาวแน่น
อักขระโบราณบนคมหอกส่องประกายสว่างทีละดวง
คลื่นกดดันอันหนักหน่วงแผ่ปกคลุมทั่วท้องนภา
ขุนพลสวรรค์หลายสิบตนก้าวออกจากแถวพร้อมกัน
ทุกผู้ยกฝ่ามือขึ้นเบื้องหน้า
ปราณศักดิ์สิทธิ์หลั่งไหลเชื่อมประสานเป็นสายธารสีทอง
อักขระนับหมื่นตัวหมุนวนกลางอากาศ
เส้นแสงทอดไขว้กันเป็นโครงสร้างเรขาคณิตอันซับซ้อนและสมบูรณ์แบบ
ค่ายกลขนาดมหึมาค่อย ๆ กางออกเืราชรถหยกขาว
ดวงแสงคล้ายหมู่ดาวถือกำเนิดขึ้นกลางค่ายกล
หนึ่งดวง...
สิบดวง...
ร้อยดวง...
พันดวง...
แรงกดดันพุ่งทะยานสูงขึ้นทุกลมหายใจ
ห้วงอากาศเริ่มบิดเบี้ยว
มิติส่งกังวานครวญครางไม่หยุด
เศษศิลาซึ่งลอยอยู่เืหลุมะถูกบดเป็นผุยผงโดยมิทันสัมผัสค่ายกล
สัตว์อสูรหลายหมื่นตัวซึ่งหลบซ่อนอยู่ห่างออกไปต่างกระอักโลหิตพร้อมกัน
ผู้บำเพ็ญเบื้องล่างจำนวนมากทรุดลงคุกเข่า
บางผู้ถึงขั้นกายหยาบแตกร้าวเพราะมิอาจต้านแรงกดดันจากความสมบูรณ์แบบเบื้องบน
แม่ทัพเกราะดาราเหยียดหอกตรงเบื้องหน้า
แม่ทัพเปล่งวาจาเย็นเยียบ
"ค่ายกลพิฆาตดารา..."
"...พิพากษา"
ดวงดาวจำลองทั้งหมดพลันส่องประกาย
ลำแสงศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นสายพุ่งทะยานลงพร้อมกัน
ท้องนภาราวถูกสายฝนสีทองฉีกขาด
ทุกสายล้วนหมายบดขยี้ผู้ย่อยสลายให้สูญสิ้น
เบื้องล่าง
เย่เฉินยังคงยืนนิ่ง
ชายหนุ่มเงยหน้ามอง-่าดาวตก
นัยน์ตามารบรรพกาลมิปรากฏความหวั่นไหวแม้เพียงเศษเสี้ยว
ตรงกันข้าม...
ภายในเตาหลอมอเวจี
เสียงเต้นของหัวใจกลับถี่กระชั้นขึ้น
ตุบ...
ตุบ...
ตุบ...
ทารกวิรูปแสยะยิ้มกว้าง
กรามกระดูกขยับเคลื่อนไหวไม่หยุด
ความหิวโหยพลุ่งพล่านราวสัตว์ร้ายถูกปลุกจากการหลับใหล
เพลิงมารสีดำอมทองปะทุออกจากแผ่นหลังเย่เฉิน
รยางค์สีหมึกหลายร้อยเส้นทะลวงออกจากสังขาร
ปลายรยางค์แตกออกเป็นปากขนาดเล็กนับไม่ถ้วน
เส้นเลือดสีดำปูดโปนเต้นตุบรัวเร็วตามความยาวของรยางค์
ดวงตาขนาดจิ๋วไร้แววนับร้อยเบิกโพลงขึ้นตามผิวเนื้อ...
พวกมันกำลังกระตุกตอบสนองต่อ "รสชาติ" ของแสงสวรรค์ที่กำลังพุ่งลงมา!
เขี้ยวสีดำเรียงซ้อนกันหลายชั้น
ของเหลวเหนียวข้นหยดลงจากคมเขี้ยวไม่หยุด
กังวานขบกัดดังระงมไปทั่วหลุมะ
ครืด...
ครืด...
ครืด...
ลำแสงชุดแรกพุ่งถึงเป้าหมาย
แสงสีทองปะทะรยางค์สีหมึกอย่างรุนแรง
เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์เผาผลาญเนื้อสีดำจนแตกปริ
กลิ่นไหม้ลอยคลุ้ง
แต่รยางค์เหล่านั้นมิยอมปล่อย
พวกมันกลับพันรัดลำแสงแน่นขึ้น
ของเหลวกัดกร่อนสีดำไหลทะลักออกจากปากทุกปาก
กังวานฉ่าดังขึ้นต่อเนื่อง
แสงสีทองเริ่มหม่นลงทีละน้อย
โครงสร้างอักขระศักดิ์สิทธิ์อันสมบูรณ์แบบกำลังถูกแปรสภาพเป็นความไร้ระเบียบ!
เศษแสงที่เน่าเสียถูกเขี้ยวสีดำบดเคี้ยวอย่างตะกละตะกลาม
ภายในเตาหลอมอเวจี
พลังศักดิ์สิทธิ์หลั่งไหลเข้าไม่ขาดสาย
เปลวเพลิงหมุนวนรวดเร็วกว่าเดิม
สังขารเย่เฉินส่งกังวานแตกร้าวแผ่วเบา
กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มวิวัฒน์อีกครั้ง
พลังทุกสายซึ่งถูกกลืนกินมิได้สูญหาย
หากหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ย่อยสลาย
เบื้องบน
ค่ายกลพิฆาตดาราเริ่มสั่นสะเทือน
ขุนพลสวรรค์หลายตนหน้าเปลี่ยนสี
ผู้ควบคุมค่ายกลกระอักโลหิตสีทองคล้ำออกจากปาก
อักขระบนฝ่ามือแตกกระจายทีละชั้น
พลังมหาศาลกำลังไหลย้อนกลับออกจากค่ายกล...
และมิใช่เพียงพลัง ทว่าเสี้ยววิญญาณของพวกมันกำลังถูกกระชากผ่านสายใยอักขระ!
ขุนพลหลายตนกรีดร้องอย่างเสียจริต
เมื่อสัมผัสได้ถึงคมเขี้ยวนับหมื่นกำลังบดเคี้ยวแก่นแท้ของตนในระยะไกล
แม่ทัพเกราะดารากำหอกแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
แววตาอันเย่อหยิ่งเริ่มสั่นไหว
ค่ายกลพิฆาตดาราซึ่งเคยสังหารอสูรโบราณนับไม่ถ้วน
บัดนี้กลับกลายเป็นท่อส่งอาหารป้อนศัตรู
ดวงดาวจำลองดวงแรกดับลง
จากนั้นดวงที่สอง
ดวงที่สาม
ประกายบนค่ายกลค่อย ๆ มืดหม่นลงราวเปลวเทียนต้องสายฝน
ขณะที่แสงศักดิ์สิทธิ์อ่อนกำลัง
หมอกสีหมึกรอบเย่เฉินกลับหนาแน่นยิ่งขึ้น
รยางค์ทุกเส้นขยายใหญ่กว่าเดิม
ดวงตานับร้อยบนผิวเนื้อกลอกกลิ้งอย่างพึงพอใจ
กังวานเคี้ยวกลืนดังชัดขึ้นทุกขณะ
แม่ทัพเกราะดาราจ้องภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง
ผู้บัญชาการกองทัพสวรรค์ผู้ไม่เคยหวั่นเกรงศัตรูผู้ใด
บัดนี้รับรู้เป็นครั้งแรกว่า...
ศัตรูเบื้องล่างมิได้กำลัง "ต้านทาน" การลงทัณฑ์จากสวรรค์
แต่มันกำลัง...
รับประทานมันอย่างเอร็ดอร่อย
ความเงียบอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมสมรภูมิ
ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหว
กองทัพสวรรค์นับแสนจ้องมองหลุมะเบื้องล่าง ราวกำลังเผชิญหน้าสิ่งมีชีวิตซึ่งมิอาจอธิบายด้วยสัจธรรมใด
ทันใดนั้น—
โซ่กระดูกบนแขนซ้ายของเย่เฉินส่งกังวานสะท้านฟ้าดิน
คราง...
คราง...
คราง...
กังวานเพียงไม่กี่จังหวะกลับทำให้หมอกทมิฬรอบหลุมะปั่นป่วนรุนแรง
รยางค์สีหมึกนับหมื่นเส้นทะลวงขึ้นจากพื้นดินราวป่าหอกมีชีวิต
พวกมันมิได้พุ่งตรงตามหลักเรขาคณิต
แต่บิดตัว บดขยี้มิติ และโผล่ทะลุออกมาจากความว่างเปล่าด้านหลังแนวโล่ของกองทัพสวรรค์โดยตรง!
ขุนพลสวรรค์ผู้บัญชาการแนวหน้าสะบัดกระบี่ศักดิ์สิทธิ์สร้างม่านแสงหลายชั้น
นายทหารอีกหลายพันเร่งเชื่อมค่ายกลป้องกัน
โล่แสงสีทองซ้อนทับกันแน่นหนาจนคล้ายกำแพงสวรรค์
"รักษาแนว!"
เสียงตะโกนดังระงม
แต่เพียงอึดใจเดียว...
ปลายรยางค์ทุกเส้นพลันอ้าออก
ปากสีดำเรียงรายหลายชั้นเผยเขี้ยวแหลมคม
ของเหลวสีหมึกหยดลงบนม่านแสงทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง
กังวานกัดกร่อนดังต่อเนื่อง
ฉ่า...
ฉ่า...
ฉ่า...
อักขระศักดิ์สิทธิ์เริ่มหม่นมัว
โล่แสงเกิดรอยร้าว
จากรอยเล็กเพียงเส้นเดียว...
ลุกลามทั่วทั้งแนวป้องกัน
เสียงแตกกระจายดังสนั่น
กำแพงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกองทัพสวรรค์ภาคภูมิใจพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
เสี้ยววินาทีที่แนวป้องกันแตกสลาย...
สัญชาตญาณความกลัวที่อยู่ลึกกว่าการฝึกฝนพลันเข้าครอบงำ
ทหารสวรรค์นับพันเกิดสภาวะช็อก ร่างกายแข็งทื่อดุจสัตว์เล็กเผชิญหน้านักล่าเืมิติ
รยางค์ทมิฬทะลวงเข้าสู่แนวทัพทันที
ไม่มีการต่อสู้... มีเพียงการฉีกกระชาก
ปากสีดำนับไม่ถ้วนงับเข้าที่ลำคอ แขน ขา และใบหน้าของทหารสวรรค์
ร่างที่ถูกรยางค์รัดมิได้ตายทันที แต่กระตุกเกร็งอย่างรุนแรงขณะแสงศักดิ์สิทธิ์ถูกสูบออกจากร่าง!
เสียงแผดร้องอย่างเสียจริตดังก้อง ขณะเกราะทองคำและเนื้อหนังถูกย่อยสลายทั้งเป็น
ซากแห้งกรังนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงสู่ทะเลเมฆราวกับใบไม้ผุพัง
แถวรบอันเป็นระเบียบแตกกระเจิง
ทหารสวรรค์บางส่วนพยายามรวมกำลังตอบโต้
กระบี่ หอก เกาทัณฑ์ ค่ายกล
ทุกสิ่งถูกระดมเข้าใส่รยางค์สีหมึกพร้อมกัน
หลายเส้นถูกฟันขาด หลายเส้นถูกแสงศักดิ์สิทธิ์เผาผลาญ
ทว่ารยางค์ซึ่งขาดกลับแตกแขนงใหม่
จำนวนยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ยิ่งสังหาร...
ยิ่งแพร่กระจาย
เบื้องล่าง
เตาหลอมอเวจีหมุนวนเร็วขึ้นทุกขณะ
กลิ่นอายของเย่เฉินแข็งแกร่งขึ้นตามพลังซึ่งหลั่งไหลกลับคืน
ทารกวิรูปในทะเลวิญญาณหัวเราะแผ่วเบา
เสียงหัวเราะนั้นทำให้แม้แต่ผู้บัญชาการกองทัพยังรู้สึกหนาวเย็นไปถึงแก่นวิญญาณ
แม่ทัพเกราะดารากัดฟันแน่น
โลหิตสีทองไหลซึมออกจากมุมปาก
ชายวัยกลางคนทอดสายตามองกองทัพซึ่งกำลังพังทลายกลายเป็นมื้ออาหาร
ศักดิ์ศรีของสวรรค์...
มิอาจยอมให้ล่มสลายต่อหน้าต่อตา
แม่ทัพกำหอกดาราไว้มั่น
เปลวแสงรอบกายลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เกราะดาราแตกร้าวทีละส่วนจากการเร่งโคจรแก่นพลังเกินขีดจำกัด
ขุนพลคำรามก้อง
"ทุกผู้ถอย!"
"ข้าจะปลิดชีพมันเอง!"
สิ้นวาจา
ร่างของแม่ทัพกลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งตรงลงสู่หลุมะ
ปลายหอกฉีกมิติเป็นรอยยาว
อักขระศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนหมุนวนรอบคมหอก
พลังทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
เย่เฉินมิได้ถอย
ชายหนุ่มเพียงยกแขนขวาซึ่งดำคล้ำขึ้นช้า ๆ
คมหอกปะทะฝ่ามือ...
ทว่ากลับไร้ซึ่งกังวานสนั่นหวั่นไหว
ไร้แรงกระแทก
ไร้แสงสว่าง
พลังทำลายล้างที่สามารถบดขยี้ดวงดาว กลับถูกความว่างเปล่าบนฝ่ามือของเย่เฉินดูดกลืนหายไปอย่างเงียบเชียบ
ราวกับก้อนกรวดทิ้งลงสู่ห้วงอวกาศอันไร้จุดสิ้นสุด
เปลวเพลิงสีดำอมทองค่อย ๆ ลามเลียจากฝ่ามือขึ้นสู่ปลายหอก
ประกายศักดิ์สิทธิ์ถูกย่อยสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา
แม่ทัพเบิกตากว้าง
สัจธรรมที่เขาศรัทธามาทั้งชีวิต... บัดนี้ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
เย่เฉินกระชากหอกเข้าหาตัว
ชายหนุ่มก้าวประชิดในพริบตา
ดวงตามารบรรพกาลสบสายตาแม่ทัพโดยตรง
ไม่มีความโกรธ
ไม่มีความยินดี
มีเพียงความหิวอันไร้ก้นบึ้ง
แม่ทัพพยายามชักมือกลับ แต่เพลิงมารลุกลามผ่านเกราะดาราอย่างต่อเนื่อง
อักขระบนเกราะแตกสลาย รัศมีซึ่งเคยส่องสว่างค่อย ๆ มอดดับ
เย่เฉินสะบัดมือเพียงครั้งเดียว
ร่างของแม่ทัพถูกซัดกระแทกพื้นจนเกิดหลุมขนาดใหญ่
ทั่วสมรภูมิพลันเงียบงัน
นักรบสวรรค์ทุกนายหยุดหายใจ
ผู้บัญชาการซึ่งไม่เคยพ่ายแพ้...
กลับถูกบดขยี้อย่างไร้เหตุผลในเวลาไม่กี่อึดใจ
เย่เฉินก้มมองร่างเบื้องหน้า
ชายหนุ่มแสยะยิ้มบาง
โซ่กระดูกส่งกังวานอี
กครั้ง
รยางค์สีหมึกพุ่งลงจากท้องฟ้าราวฝนสีดำ เก็บเกี่ยวซากทัพสวรรค์ที่เหลือรอด
เืท้องนภา
อักขระสื่อสารสายหนึ่งหลุดออกจากค่ายกลบัญชาการ
ลำแสงสีทองพุ่งทะลุรอยแยกมิติกลับสู่สวรรค์ชั้นบน
มันนำภาพความพ่ายแพ้ของกองทัพชุดแรกกลับไปพร้อมกัน
เย่เฉินเงยหน้ามองรอยแยกเบื้องบน
ดวงตามารบรรพกาลสะท้อนแสงสีทองอันห่างไกล
ชายหนุ่มเลียคราบโลหิตตรงมุมปากช้า ๆ
ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ
"อาหารว่าง..."
เย่เฉินเว้นช่วงสั้น ๆ
รอยยิ้มค่อย ๆ กว้างขึ้น
"...ชวนให้หิวกว่าเดิม"
หมอกทมิฬแผ่ขยายปกคลุมหลุมะอีกครั้ง
ราวกับกำลังรอคอยเหยื่อชุดถัดไปเดินทางมาถึง
[จบตอนที่ 107]
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??