เรื่อง เชียงยืนฟื้นฮัก
ปลายแ่ขอบะาไม้ าครูดิชั้นบนเศษเกล็ดสีขาว
ผสมกับฝุ่นผงดำร่วนซุย ภาษาชาวบ้านเรียกขานว่าขี้เกลือ
“พอหละ บาดหนิ”
เด็กชายกวาดกอบพูนขอบกระบุง พูดกับผู้เป็นแม่
“ฮิล้างมือสา”
นางบอกกับเจ้าตัวมอมแมมเทน้ำจากกระบอกบ้องไผ่ ราดรดให้บรรเทาความแสบกัดกร่อน
...ประคับประคองท้องโต เร่ร่อนพลัดถิ่นมาในวันฟ้าครึ้ม
-่าฝนเทกระหน่ำ คลื่นกระแสน้ำเจิ่งนองหลาก
ร่องบาดแผลกลางหลัง ถูกปาดลากทางยาวเกิดจากของมีคม
ดั้นด้นกระเสือกกระสน ฝืนกัดฟันสู้กับความเจ็บปวด
จนก้าวเข้าเขตวัดร้างกลางป่า หวังอธิษฐานหลบคมดาบ
ตรงหลังกำแพงตรงจอมปลวกกองใหญ่ ตั้งอยู่มุมลึกสุด
อาศัยมุดเข้าไปในโพรงขนาดเท่าที่พอปิดบัง จนรอดพ้นสายตา
เหล่าเพชฌฆาตถืออาวุธตามล่าประหัตประหาร ขั้นหมายให้ตาย
กระทั่งผ่านล่วงเป็นวัน นางจึงโผล่สังขารกายออกมาจากรังปลวก
ในสภาพโทรมกลิ่นคาวคลุ้งเลือดเนื่องภาวะหลังคลอด
สืบเท้าอ่อนแรงมาหยุดยังอาศรมแห่งหนึ่งระยะห่างจากบริเวณพงป่าวัดร้างพอควร
พรตห่มอาภรณ์สีครั่งแดงกล่ำ ฤาษีไศลเห็นถึงอาการร่อแร่จึงเมตตารับรักษา
ขั้นแรกต้องรบกวนผัวเมียชาวบ้าน ซึ่งปลูกกระท่อมใกล้พื้นที่
มาช่วยในกรรมวิธี เนื่องเคร่งครัดถือปฏิบัติไม่สัมผัสแตะต้องสตรีข้อห้าม
ใช้การบริกรรมคาถาลงเจือผงยาสมุนไพรคุณเอนก
ก่อบังเกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ช่วยสมานแผลเชื่อมติดง่ายดาย
ด้านบุตรผู้ดั่งประทานชุบชีวิตต่อดวงลิขิต ทั้งตั้งนามอันมงคลแก่ทารกน้อยเพศชาย
ผ่านอ้างอิงจากคัมภีร์ใบลาน จาจรดลายสือบทพระสวดสิริเสริมสวัสดิภาพ
ส่วนคาระปงเทวี ซ่อนเงื่อนปรับเปลี่ยนสถานภาพกลายเป็น
คำปงหญิงแม่หม้าย*ชาวพวน นำชะตาพลิกผันรอดมาได้
ทั้งก่อมิตรใหม่คือนางอุไร อีกพ่วงคู่นายผารงผู้สามี
สองคนคอยเกื้อหนุน ตามคำฝากฝังจากนักพรตซึ่งเป็นที่บูชา
...แดดแผดเผายามแล้งส่องกบาล จนต้องพันทบผ้าคลุม
ปานนั้นยังมีเหงื่อไหลไคลย้อย ตามตัวที่ทำงานกลางแจ้ง
“แม่ เจ่าคึดผิเลอ?”
คำถามปลุกให้นางตื่นจากวังวน ซึ่งต้องกลบลบเลือนให้สิ้นความสงสัย
“หิวข้าวบ่”
ประโยคตอบคืนด้วยสำเนียงไทพวน แถบถิ่นชุมชนดงคงโคก
ลายสือเด็กชายมักสังเกตเห็น กิริยาเหม่อมองเวิ้งฟ้าว่างเปล่า
ยามผู้มารดาออกมาตักดินเค็ม เอาไปต้มแปรรูปเป็นเกลือ
“ฮอดเฮือนกะจังกิน”
บอกตามอดทนที่มีรีบสอดไม้คานหาบภาระหนักหน่วง
คำปงมองตามรอยย้ำเบื้องหน้าล่วงนำ นึกชื่นชมความกตัญญูบุตร สารพัดอาสาแบ่งเบา
“งึดหลายแขนงเชื้อหน่อหลวง ถลาร่วงตกผจญระกำลำบาก”
นางพ่นบ่นในใจ“อดอยากปากหมองกะตามช่าง คั่นขวัญยัง เป็นกูเองสิค้ำบักหล้าคนคูณของแม่”
ซมซานหนีมาจากลุ่มแอ่งโคราชปฐพี อาณาจักรศรีจนาศะ
เพราะคำทำนายของโหราศาสตร์ปุโรหิตพราหมณ์
เหตุฟันธงพยากรณ์ว่า บุตรในครรภ์คาระปงเทวีนาง
ซึ่งนั่งเคียงเบื้องบัลลังก์ศิลาแลงข้างองค์เลอสรวง
จะบุญพาวาสนาหนัก ตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ก่อระบบพัฒนา ล้มล้างตรรกะลัทธิเก่าเดิม
ผลกระทบก่ออุบัติให้ต้องรับโทษตายทั้งกลม ด้วยท่อนไม้จันทร์ฟาด
เดชะม่านสวรรค์เปิดแถนทิพย์พิโรธ เนื่องผู้ส่งลงจุติอาจถูกสกัดกั้น
จึงเสกบันดาลทั่วแ่ดินฟ้ามืดมิดชั่วขณะ โอกาสให้เชือกมัดคลายปมอิสระ
อดีตธิดาเจ้าพระยาแห่งลุ่มแอ่งสุวรรณภูมิ เดชะบุญได้ทาสรับใช้คนสนิท
ยื้อเวลาเอาตัวเองเข้าแลก สวมประทับรับทัณฑ์แทน
...อาชีพสุมฟืนต้มเกลือพอยาไส้ แต่กระนั้นช่วงว่างลายสือ
ต้องขวนขวายออกหาของป่ามาผันเพิ่ม เผื่อเก็บหมากเบี้ย
ไว้เสียค่าวิชาร่ำเรียนกับพรตไพรีปฐมจารย์ผู้ประสิทธิ์
ศาสตร์อักขระขอมสู่ตน ซึ่งตั้งข้อแม้ต้องลงทุนควักจ่าย
เงื่อนไขไม่ได้มาโดยง่าย อันสอดแทรกด้วยกุศโลบาย สิ่งใดได้มายากย่อมศักดิ์สิทธิ์
เรือนเพิงหมาแหงน มุงตับแผงหญ้าคาแห้ง ขนาดพอซุกหัวนอน
นางคำปงนั่งชันเข่า ยังนอกชานข้าง ๆ มีตุ่มน้ำดินเผา
ลายสือถึงลานกว้าง ใต้ต้นเหลื่อมปลดหาบลงจากบ่าลอดซุ้ม
สำหรับใช้เป็นแหล่งทำมาหากิน เข้าสำรวจจำนวนท่อนฟืน
“คราวสิได่หามาเติม”มันเปรยกะเกณฑ์
เอกเขนกพัดวีไล่เหนื่อยล้าไม่ทันปลิดทิ้ง คำปงนางป้องปากตะโกนตาม
“ทรงตาลี ตาลานแท้หล่ะ”
จึงเหลียวแจ้ง“ว่าสิไปฟันง่าขามแห้ง มาอัดเร่งเตาตั๊วแม่”
กลัวลูกชายจะหิวท้องกิ่ว นางรั้งไว้
“กินข้าว กินน้ำสาก่อน”
คว้าด้ามพร้ายิ้มตอบ“บ่ต้องถ่าเด้อ ผู้ข้าสิเฮ็ดเห้อแล้ว”
รู้ว่าห้ามชะลอคงยาก พื้นเพนิสัยเอาการเอางานของลายสือ
“จังซั่นติ”เลยไม่เซ้าซี้
...ตะวันรอนพลบค่ำกิ่งไม้กองพะเนินพอเพียง ลายสือได้หมกไข่มดแดงกับปลาย่าง
และน้ำพริกบองแจ๋ว นานาผักลวกจิ้มประสมปนเปในสำรับ
“ซดเบิ่ง”
กะลามะพร้าวดัดแปลงบรรจุแกงเห็ด ผู้แม่เลื่อนถ้วยเข้าหา
เปรี้ยวหวานปะแล่ม แกมกลมกล่อมรสมือปรุงถูกปาก กล่องข้าวน้อยกระติบไผ่พร่องเกือบหมด
หลังจากอาบน้ำกินข้าวเสร็จเรียบร้อย กิจวัตรประจำคือถือคบเพลิง
ก้าวมุ่งสู่ชีวาศรมสถาน ตักตวงสรรพความรู้ให้ได้มากที่สุด
แรกถูกชักชวนแสวงครรลองปลีกวิเวก ขัดข้องตรงตอบแทนคืนพระคุณ
จึงปฏิเสธเนื่องห่วงกังวล ปล่อยทิ้งให้มารดาอยู่ตามลำพังไม่ได้
ทางออกคือไปมาหาสู่ระหว่างนี้ ตั้งแต่เด็กเริ่มอ่านออกเขียนได้
จวนขั้นขบวนร่ายมนต์ท่องบทสูตรธรรมขันธ์แตกฉาน
จิตบริสุทธิ์เปิดรับมวลศรัทธาแสงแห่งปัญญาเกิดก่อสะสมองค์รวม
สติบรรเจิดสดับฟัง วาจาพร่ำเผยแผ่ถ่ายทอดจดจำแตกฉาก
“ดึกดื่นแล้ว เส่อเกิบเมือสา”
ไศลไพรีผลักดันจบคาบสอน กล่าวอนุญาตให้สวมคีบรองเท้าหนังวัวฟอก
ป้องกันอันตราย เหยียบย่ำหนามแหลมบาดเจ็บ
อุตส่าห์ตัดเย็บแก่ลูกศิษย์อีกเผื่อแผ่ถึงนางแม่
พนมก้มน้อมกราบแนบพื้น เขม่าคราบจากตะเกียง
กลั่นไขน้ำมันสัตว์อุปกรณ์ประดิษฐ์ เลอะสันจมูก เค้าโคลงหน้าตาดุจอินทร์ปั้น
ลายสือเงยขึ้น“ข้าน้อยลาเด้อ”ก่อนลุกยืนย้อนเส้นทางเดิม
ทอดสายตาแลตามแววอาทร ต่ออนาคตศิษย์
“ขืนจังได๋ กะบ่ม้ม”
วาจาระอาลิขิตแว่วแผ่วเบา เมื่อเด็กชายไต่บันไดพ้นหลัง
แสงจันทร์นวลสว่างพอ ไม่ต้องพึ่งพาจุดกระบองขี้ไต้
“แม่นเผอ?”
ลางรู้สึกจับทิศถูกระบุชัด“ออกมาอย่าจอบหลอย!”
ไอ้ร่างผอมนุ่งเตี่ยวคลุมโปงซุ่มดักวางแผนอุตริ
“สูกูเอง”
เผยเพราะท่าทีจริงจัง กำลังก้มหยิบก้อนหินพร้อมจะขว้างปา
ปรากฏสมุนห้าคนเรียงตามแถว สัดส่วนสูงต่ำ
“มึงบ่เซ็นติ?”ถามไถ่ว่าไม่ตกใจหรือ
“บ่ดอกซำปะนี่”
พลางยืดอกบอกไม่พอให้กลัว ลายสือโยนหินข้ามไหล่บรรดาสหาย
“ขอหลอเด้อ”เด็กพุงป่องรีบขอโทษ
ท่าทางไม่กระเทือนขาน“เออๆ”
พลันขณะสนทนาเสียงนกฮูกแสก ครวญชวนวังเวง
“กู๊ฮุก กู๊ฮุก ๆ ๆ”
ที่ยืนคุยเพลินผวากรูกอดคอรวมพลขนลุกเกรียว
“เฮ้ย หมู่เฮาฮิแล่น”
ต่างผละวิ่งแนบคนละทิศทาง โจงเตี่ยวผ้าเคียนหลุดรุ่ยไม่สน
สองเกลอควบกระเจิงถึงสถูปร้าง บักแปหายใจหอบ
“โอ๊ยน้อ! บักลายสือ”
โวยวายทักท้วงพามาหลง กับคบไต้ของมันหายจากมือ
“กะดั๊กกะด๊อหลาย บักแป”
พาลเคืองตนปนรำคาญ ลายสือฉวยแขนดึงลากคนปอดแหก
ขวบวัยน้อยจนขณะนี้ บักแปเล่นสนุกไม่เคยไกลเรือน
วันเพ็ญจึงชักชวนพรรคพวก ออกอุบายพิเรนทร์ปลอมเป็นผีคึกคะนอง
ประการอยากเห็นเสี่ยวฮักสะดุ้งกลัวบ้าง
ที่มันลงทุน เพราะจะได้เอามาพูดล้อเลียนเท่านั้นในวันหน้า
“กูบ่ญ่านดอก ซัมหนิ”
ทำเป็นโต้สวนปากแข็ง“กะญ้อนบ่มีเกิบคึมึงซือ ๆ เด้อ”
เผ่นป่าราบชนิดลืมตัว กระโดดข้ามขอนทั้งแหวกพุ่มหมามุ่ย
ไม่รวมผ่านพงดงกอหวาย ผลพลอยได้เท้าเปล่าเจ็บระบม โดนเกี่ยวทิ่มตำเลือดซิบ ๆ
คล้ายคำพูดสะกิด ลายสือรีบสละถอดให้ไม่ลังเล
“เอาไปสา ซั่นหน่ะ”
สหายฝ่ายบักแป ย้ำกับอีแตะรองเท้าคีบที่ยื่นจ่อใบหน้า
“อีหลีบ่”
แสดงความมีน้ำใจแบ่งปัน“แท้ ๆ”คราวเพื่อนเดือดร้อน ขั้นลายสือยัดเยียด
“อะ ๆ กูเห้อ”วางลงส่งต่อ
ตื้นตันสอดตีนทันที บักแปไม่รอช้า
“โฮ้ว! มันเป็นจังซี่ตั๊วหละ”
สัมผัสไม่เคยมาก่อนลองครั้งแรก“ซำบายขึ้นหลาย”
เปิดยิ้มกว้างภายใต้เงาสลัว พอมันเดินเหินได้สักพัก
“กูว่าเส่อผู้ละข้าง สาเนาะ”
ความคิดแผลงๆของบักแป พูดเสนอท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัด
“หื่อ ๆ ผีบ้าถ่อนั่นเฮ็ด”
ฝ่ายอีกคนอดขำเอ่ยไม่เห็นด้วย
ก้าวหยุดชะงัก“ฮ่วย! *ปะบ้อดแล้วมึง”
ปรามถลึงขึงตึง“มาเว้าฮอดผีสางได่จังได๋”บักแปหวาดระแวงอีกระลอก
“กูเว้าพื้นผีบ้าพุ่น”ลายสืออธิบายความหมายต่าง
“เซาเว้า ๆ”
ขึ้นเสียงตวาดลั่นเพราะบักแป มันแลเห็นประกายเรืองรอง รอบจอมปลวก
บังเอิญสาดกระทบเข้าเต็มสองลูกกะตา นึกว่าเป็นสิ่งลี้ลับ
เกือบจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้ง ถ้าไม่หาทางพิสูจน์เสียก่อน
โดยเด็กชายทั้งสองที่เอาแต่ถกเถียงกัน จนเผลอเรอเดินเข้ามาประสบเจอ
เริ่มก่อนลายสือตัดสินใจทุบ เพื่อค้นหาต้นเหตุรัศมีทะลุแสงแทงตามรูโหว่ง
“พ้อบ่?”
ด้านบักแปขี้ขลาดเกิน ชะเง้อแอบดูอยู่หลังกำแพงผุพัง
“เบิ่งเอาโลด”
ชูธำมรงค์วงแหวนประหลาด ที่ล้วงจากซอกเหลือบก้นหลุม
รังปลวกสูงท่วมหัว รูปทรงคล้ายยอดพระปรางค์
ตรงข้ามส่ายหัวบักแปตะลึงตัวสั่นเทา
“มึงฟ้าว เอาคืนเพิ่นสา”
ชิงบอกกันหวั่นโดนหักคอ หรือไม่เช่นนั้นก็จับไข้หัวโกร๋นทั้งคู่
ไร้ข้อกังขาไม่ได้ลักขโมย ทางบักลายสือคิดเป็นการเก็บได้ต่างหาก
“บ่เด้อ แหวนนี่เป็นของเฮาแล้ว”
เด็กชายประกาศด้วยแรงขับกระตุ้นจากวัตถุดึงดูด
รู้เห็นเช่นกันอันบักแปไม่กล้าพอทัดทาน
“กะแล้วแต่มึง”
จึงคล้อยตามเพราะผู้เข้าถึงก่อน ย่อมมีสิทธิ์ครอบครอง
...วีรกรรมของการผจญภัย ท้าทายปริศนายืนพื้นภูมิหลัง
เจ้าของตำนานพญาผู้สร้างอาณาจักรเชียงยืน
ถิ่นอีสานอาคเนย์ให้รุ่งเรือง ได้เริ่มจากการค้นพบสมบัติเก่าของตัวเอง.
*ไทพวน ชนชาติจัดอยู่ในตระกูลเผ่าข่าภาษาพูดของชาวไทพวน
ศัพท์มักจะใกล้เคียงกับพวกลาวและภาษาผู้ไทอีกชนเผ่าหนึ่ง
รูปพยัญชนะ 20 เสียงเป็นตัวสะกดได้ 9 เสียงเน้นควบกล้ำเฉพาะ/คฺว/เท่านั้น
สระมี 21 เสียงแบ่งเป็นสระเดี่ยว 18 เสียงส่วนสระประสม 3 เสียงสำหรับวรรณยุกต์มี 6 เสียง
ลักษณะเด่นของคำพวนเช่นถ้าใช้ (ก) เป็นตัวสะกดจะไม่ออกเสียง
ตัวอย่างเช่นหูกซึ่งเวลาออกเสียงเป็นหุเท่านั้นไม่สะกดตรงตัว
คำว่าปากพวนออกเสียงเป็นปะคล้ายลดทอดให้สั้นลงส่วนแบกพวนออกเสียงแบะ
จำพวกคำที่ใช้สระใอไม้ม้วน (สระใ) จะออกเสียงเป็น สระเออแทน
บ้านใต้ทางพวนออกเสียงเป็นบ้านเต้อ/ใกล้พวนออกเสียงเป็นเค่อ/ให้พวนออกเสียงเป็นเห้อ
สระไอไม้มลาย (สระไ) จะออกเสียงตามรูปเช่นผัดไทยใส่ไข่
ชาวพวนออกเสียงเป็นผัดไทยเส่อไข่โดยจะไม่พูดว่าผัดเทอเส่อเข่อ
ไม่มีเสียง (ช) ซึ่งจะออกเสียงเป็น (ซ) แทนเช่นช้าง เป็นซ้าง/ช่วยเป็นซ่อย
ทั้งไม่มีเสียง (ร) ซึ่งมักจะออกเป็นฮแทนเช่นเรือนเป็นเฮือนและร่ำเรียนเป็นฮ่ำเฮียน
ส่วนไร่นาเป็นไฮ่นา (ย) กับ (ญ) ลักษณะการออกเสียงของภาษาไทยนั้น ลิ้นจะอยู่กลางปาก
แต่การออกเสียงของคนพวน ลิ้นจะแตะเพดานปากด้านหน้า
*ปะบ้อด ภาษาพวนแปลว่าปากเสีย
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)
ขออธิบายทำความเข้าใจถึง การนำข้อมูลมาอ้างอิงประกอบนิยายเรื่อง ‘เชียงยืนฟื้นรัก’
โดยหลักมักอาศัยค้นหา จากช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียทั่วไป
หรืองานเขียนเชิงวิชาการ ซึ่งมีรายนามเจ้าของผลงานกำกับ
ควรระวังเนื่องอาจอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้นำไปใช้ เป็นช่องทางหารายได้
นั่นคือประเด็นเปราะบาง สำหรับจิตสำนึกของผู้แต่งนิยาย เน้นตระหนักเคารพสิทธิ
ต่อความรังสรรค์ชิ้นงาน เกรงละเมิดในเรื่องลิขสิทธิ์อันมีผลทางกฎหมาย
ดังนั้นรับรองว่า ข้อมูลอ้างอิงที่นำมาเผยแพร่ เพื่อประกอบองค์ความรู้พื้นฐาน
ล้วนเป็นประโยชน์ยังสาธารณชนคนอ่านอย่างแน่นอน
ผู้แต่งนิยายมิได้เจตนา จะคัดลอกเลียนแบบ ก่อทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงประการใด
จึงขอพิจารณาจากเจ้าของชิ้นงาน แหล่งนำข้อมูลมาอ้างอิงไว้ ณ ที่ตรงนี้.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??