เรื่อง เชียงยืนฟื้นฮัก

ติดตาม
ตอนที่ 11 จุดเริ่มต้น วิถีคนกล้า
ตอนที่ 11 จุดเริ่มต้น วิถีคนกล้า
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

  อารามตื่นตระหนกจน๦๬๹๰้า๦เรื่อง๵ื่๲ นายอนันต์หนีขึ้นเกวียนกอดเมียแน่น


  “เจ่าเห็นอีหยังบ่ พะวา!”


สะทกสะท้านกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเกินบรรยาย


สลดหดหัวร่างสั่นเทา ด้วยความกลัวอภินิหาร


ถลกผ้าซิ่นนางพะวาปีนป่ายหาที่หลบ ตรงหลังคาคุ้มกบาล มุดลอดซ่อนตัวหมอบราบคาบ


ลมพายุปั่นป่วนก่อกระแสรุนแรง เส้นเปลวเพลิงแทรกก้อนเมฆดำทะมึน


แล่นผ่านทะลุมวลอากาศ บังเกิดฟ้าผ่าลั่นแผดดังก้องกัมปนาทจนหูดับ


  “แถนลงโทษ พวกเฮาแล้วเฒ่า”


สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปากนางพร่ำออกมาต่อผลสำแดงเดช


  “บักลายสือ มันมีเทวดาหุ้มคิง”


เหงื่อแตกขนลุกพนมมือยกท่วมหัว“อย่าเฮ็ดหยังข้าน้อยเลย ต่อแต่นี่สิบูชาแต่ควมดี”


ขนาดที่ว่านายอนันต์ให้สัญญากับสิ่งอันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา


ทั้งหมดจากนอนดิ้นทุรนทุราย หลายคนเด็กชายฟื้นคืนต่างสับสนในอาการ


  “มาเด้อขวัญเอ้ย กูรอดตายแล้วบักเผิ่ง”สวมกอดกันดีใจกระโดดโลดเต้น


  “สาธุ ๆ ๆ”


บักแปก้มกราบธรณีที่ดูดซับกลืนร่องรอยโลหิตเปื้อน


  “เป็นจังได๋”


กายอุ่นเรืองรองลายสือพยุงอีกคนข้าง ๆ ลุกขึ้นยืน


  “มึงได่ของดี มาแต่ไส?”


คำถามแรกหลุดจากบักอ้วนร่างสูงใหญ่ ซึ่งเจอกับตัวเอง


วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ห้อยคอบักลายสือ สมุนเกวียนวัยไล่เลี่ยก่อความประหลาดใจ


  “แม่เพิ่น เห้อมาตั๊ว”


สำเนียงพวนปนออกมาลายสือรู้ในพุทธคุณเป็นที่ประจักษ์


สำนึกความช่วยเหลือต่อตน บักตุ้ยพุงหลามมันสรรเสริญอยากตอบแทน


  “จักกูสิคืนคุณ จังได๋น้อ”


ก่อน๵ื่๲สำรวจว่าไม่มีใครล้มตายเสียหายแต่อย่างใด


จึงชวนกันจับกลุ่มใต้ต้นไทร ฟากบริเวณลานจอดเกวียน


ขณะนี้ทางรอดคงต้องออกพ้นอาณาเขตเรือนขุนรณชัย


เพราะกระจ่างแล้ว ว่าเหตุแห่งการปลิดชีพด้วยช่วงอายุประมาณนี้


เนื่องสังเกตเลยวัยขึ้นเป็นกว่านี้ ไม่ใช่เป้าหมายสังหาร


อคติต่อพฤติกรรมทำบาป โดยนายอนันต์หัวหน้าผู้ล่อพามาเพื่อจบชีวิต


ตามคำสั่งจากต้นตออีกที แลกกับความมั่งคั่งทรัพย์สินเสริมฐานะ


  “กูฮู้ ทางเมือ”


ไม่ใช่แค่ตัวโตกว่าใครแต่ใจมันใหญ่ บักตุ้ยอาสานำทางคืนบ้าน


  “ขอกูฮอดเฮือน เห็นหน้าอีพ่ออีแม่ถ่อนั่น”


พ้นน้ำมือมัจจุราชมาได้เงินทองไม่สำคัญอีกแล้ว บักจ่อยยืนยันจะกลับท่าเดียว


จำนวนเหลือไม่ถึงครึ่ง จากเริ่มต้นเดินทางขนเกลือ


ตกลงตัดสินใจ เลือกวิธีตีตัวออกห่างคณะเกวียนนายอนันต์


  “สิเอาจังได๋ หัวหน้า?”


ท้ายแล้วบักแปหันมาถามกับลายสือ ยกตำแหน่งสำคัญให้


  “ขั่นเฮารอดแล้ว เชื่อละเบ่อสิบ่มีไผตายอีก”


ความกังวลกวนใจ จนลายสือโพล่งพูดอันห่วงไม่จบลำพังแค่นี้


  “กะซาง หัวมันแหล่ว”


ด้านเด็กชายเตี้ยป้อมล่ำ เผยนิสัยเห็นแก่ตัว


  “บักขอด มึงคึเว้าจังซี่”


สมุนประจำเกวียนลำเดียวกัน เพื่อนยืนใกล้หันมาต่อว่า


  “ฮ่วย! มะลางกูสิซอยไผได่”


จริงที่มันพูด ลำพังผ่านมารอดได้ถือว่าบุญแล้ว


  “กูสิแจ้งหลวง”


ลายสือเห็นทางแก้ไข เอ่ยกับบรรดาเด็กชาย


พลันเสียงค้านขึ้นจากด้านหลัง จำปาแอบฟังอยู่


  “ซำพากัน ไปตายถ่อนั่น”


ลอดใต้ท้องเกวียนหลบภัยพายุ ประจวบทั้งฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ


จำปาได้ยินเรื่องราวจากการสนทนา ระหว่างพ่อกับแม่ จนหมดเปลือก


หุนหันโกรธกระทั่งลืมตัว กับบุพการีพอปรากฏการณ์วิปริตสิ้นสุดลง


โยนของปากระบุงระบายอารมณ์ชิงชัง ที่เกิดมาเป็นลูกบุคคลอันตราย


น้ำตานองหน้าปล่อยตามความรู้สึก ตัดพ้อนายอนันต์บิดา


ผี-่าตนใดดลใจให้ทะเยอทะยาน ฆ่าคนบริสุทธิ์ได้อย่างเลือดเย็น


พรากลูกพรากเต้าเขา เอาแค่ตัวเองสบายมีเงินทองกองท่วมหัว


เก็บเงียบสืบมาเรื่อย ๆ จำปาหมดความอดทน จึงปลีกผละจากจุดกลืนไม่เข้าคายไม่ออก


เสียงนางพะวาผู้มารดาเรียกตามหลัง นางหวังอธิบาย


สายเสียแล้วจำปาย่างก้าวหนีรุดเดิน มองหาแหล่งพอทำใจ


บักแปถลาเข้าหาทักทาย“เป็นหยังหลายบ่ เจ่าจำปา”


ไม่ผลักไสเพราะรับรู้แล้ว ว่ามีมันห่วงใยแท้จริง


  “กูบ่ตายง่าย ๆ ดอก บักแป”


ก๋ากั่นขั้นขอมาด้วยกับขบวนขนเกลือ เพื่อค้นหาปัญหามวลคาใจ จำปาตอบแล้วยิ้มเศร้าๆ


  “ไสว่าซำพาญ่างไปหาควมฮ้าย เห้อเว้ามาโลด”


ประเด็นค้างไว้ถูกลายสือถาม


  “กะย้อนหลวงบ่แม่นเบาะ จ้างให้ฆ่าสู”


มูลเหตุแห่งการทำร้ายรู้จากปากคำของนายอนันต์ผู้พ่อเผยพูด


ซึ่งจำปาขอถามเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินหันหลังให้เสียใจลึก ๆ


จึงพูดถึงที่มาองค์ราชาทรงประสงค์กำจัดโดยตรง


มุ่งยังเด็กชายทั้งหลาย มีแววชิงอำนาจท้าทายยุครุ่งเรือง


  “บ่อยากเชื่อเลย”


ลายสือส่ายหน้าอุทาน ในความไร้เมตตาปราณีของผู้นำบ้านเมือง


  “กูคึกัน”บักแปเองสวนพูด


  “แล้วกูสิตั๋วสู ไปหาสิแตกหยัง!”


ประโยคของจำปาเชิงประชด“พวกสูกะฮู้บ่แม่นเบาะ เกือบตายดับแนวเหมิด”


  “จังได๋ กะสิไปถามเห้อแจ้ง”


เจตนาลายสือเอาจริง บุกเข้าถึงต้นตอไม่พอเท่านี้


  “มึงแส่หาเฮืองเองเด้อ”


ส่วนบักขอดปอกแหกอยู่แล้ว มันค้านคำขึ้นมาหาว่าอย่ายุ่งเลยเรื่องแบบนี้


  “กูตายแล้วฟื้น ซำว่าเป็นผู้ใหม่”


แรกมันขี้แย มาขั้นนี้บักจ่อยโมโหขึ้นเสียงไม่กลัว


  “โคตรแม่พระราชา จังได๋ใจฮ้ายแท้หล่ะ”


ประเมินสรุปจะเอาอย่างไร บักแปยุยงก่อฮึกเหิม


  “กูผู้หนึ่งสิบ่ไปไส ขั่นยังมีคนตายตืมอีก”


ทั้งนี้มันยกย่องของวิเศษมาสมอ้าง“กูบ่ญ่านดอกซำหนิ มีหัวหน้าดี”


รับช่วงทางบักลายสือให้เลือกข้างทันที ท่าทางเด็ดขาด


  “ผู้ได๋บ่อยากมากับกู กะอยู่นี่สา”ตัดบทพลางขยับเดิน


ฝ่ายบักแปรีบถลากวักมือเรียก“ถ่ากูแหน่”


ที่ยืนอยู่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างกรูยกโขยงเป็นพรวน


มีให้เลือกแค่สองทาง จะถอยหรือจะหนีเท่านั้น


  “ถ่า ๆ กูนำสู”รั้งท้ายเป็นบักขอดวิ่งตามกลุ่ม


รากฐานเบื้องต้นมวลมนุษย์ ล้วนรักตัวกลัวตายทุกคน


เมื่อถูกชักจูงมาเพื่อปลิดชีพสนองนโยบายราช ครั้งเมื่อได้ทราบเบาะแส


นิสัยปกป้องผองเพื่อนร่วมชะตา ก่อให้ต้องทำอันใดแก้ไขวิบัติ


ใจมุ่งถึงองค์ราชา บังเกิดกังขาใยเอามาลงกับยุวชน ประชากรคนของตนวัยไร้ซึ่งอาวุธต่อกร


ลำพังสมองขาดพัฒนาเรียนรู้ด้านทักษะอ่านเขียน


ทั้งดำเนินวิถีทำมาหากินเลี้ยงปากท้องยังลำบากยากจน


แทนที่จะส่งเสริมให้อยู่เย็นเป็นสุข เหตุไฉนวินิจฉัยเป็นเสี้ยนหนามกำราบสิ้น


ปวารณาแสวงหาคำตอบ โดยการดิ้นรนทะยานสู่เบื้องบน


ทูลถามต่อหน้าพระพักตร์ ด้วยตัวมันเองของบักลายสือ


จากครอบครัวมา ใช้หยาดเหงื่อซุ่มเสี่ยง เปลี่ยนแลกเป็นพาหนะ


วัวคู่เพื่อมารดาสะดวกสบาย จวบทางตัน


วันนี้เจออำนาจมืด จากชนชั้นสมมติเทพ


อุดมการณ์ของลายสือ จึงไม่จบง่าย ๆ เพียงแค่เอาตัวรอดคนเดียว


ตราบใดยังไม่หยุดการสังหารหมู่ อันมีมาตั้งหลายปี พอคิดเป็นศพคงกองพะเนินอยู่เหมือนกัน


ในเมื่อฟ้าสูงเทียมเมฆ คิดจะปีนป่ายตะกายเอาความจริงมาลบล้าง


อาศัยความลี้ลับใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ยกสรรพคุณแหวนสร้างอานุภาพ


สมญานามผู้มีบุญแถน หนุนขับเคลื่อนโดยคณะเด็กชายซึ่งรอดตายต่างสนับสนุน


ประกอบข่าวสารแพร่กระจายจากปากคำประสบกับตาตัวเองจนเกรงขาม


จุดเริ่มต้นรวมพลวิถีคนกล้า ได้บรรดาสมัครใจเดินตามกันมาอย่างอาจหาญ


ส่วนกองคาราวานที่หันหัวเกวียนย้อนคืนถิ่น พร้อมความล้มเหลว


แม้กระทั่งไม่ได้ค่าแรงสักเบี้ย ซ้ำร้ายยังถูกตามล่า


เพื่อความลับจะไม่ถูกแพร่พราย ออกไปสู่หูผู้ใด


ชัดเจนคำบัญชาจากขุนรณชัย สั่งปิดปากทุกคนที่รู้เห็นขบวนการ


...ตาลุนชายสูงวัยเงี่ยหูฟัง อีกมองผ่านแสงสลัวยามมืดค่ำ


เขี่ยคบเพลิงยางไม้ให้สว่างขึ้นจะได้เห็นถนัด


  “พวกสู เป็นไผ?”


ชะโงกหน้าจากชานเรือน ตะโกนถามกับบรรดามากันเป็นฝูง


  “ข้าน้อย คนท่าตูมแม่น้ำมูลไหลผ่านตั๊ว เฒ่าพ่อ”


ประโยคแนะนำตัว ลายสือแจ้งเจรจาบอกกล่าวมาดี


  “แล้ว สูสิไปไส”ยังดูท่าทีตาลุนถามไถ่


ทางเมียนางฮงชาวเย้าไททรง ละมือจากตำหมากเคี้ยวชะเง้อแลตาม


  “ม่องเมืองใหญ่ ปราสาทหลวงเพิ่นพุ้น”


ไม่ต้องอ้อมค้อม ลายสือบอกตามตรง


เพราะลู่ทางมีจุดหมาย แม้จะไกลตั้งใจไปให้ถึง


  “ขึ้นมาเว้า สู่กูฟังดู๊”


เสมือนเป็นการเชิญเข้าบ้าน ตาลุนชักอยากรู้จริงหรือเท็จ


เรือนยกสูงต้องไต่บันไดขึ้นทีละคนจนนั่งครบทั่วหน้า


  “พากันกินข้าวมาหล่ะเบาะ”ในฐานะเจ้าบ้านเอ่ยถามถึง


  “ขุดหัวมันตีนช้าง พอได่กินแลงแล้วเฒ่าพ่อ”


ยิ้มสู้เกรงใจไม่อยากรบกวน ขอแค่น้ำดื่มตามมารยาท


  “เอ้า พากินสา”


ไม่ช้านางฮงลุกหายไปสักพัก กลับมาพร้อมชะลอมไผ่สาน


เคลือบขี้ชันจนเหนียวแน่น บรรจุน้ำฝนมีขันน้อยลอยวน


สำหรับใช้ผลัดกันตักกินแก้กระหาย ตามประสา


สบช่องให้ได้พูดคุย ตาลุนพันยาสูบพ่นควันไล่ยุง


  “แม่น อีหลีเบาะ?”


อยากฟังจากปากเจ้าของเรื่อง ตำนานก่อข่าวลือสะพัดลามทั่วสารทิศ


ระยะกองเกวียนมุ่งผ่านด่านทับศิลาหมู่บ้านโนนเดื่อ ได้ทิ้งปริศนาแฝงไว้ให้ขบคิด


โจษจันตลอด เรื่องตายแล้วฟื้นเทวดาฟ้าดินโอบอุ้มเหล่าเด็กชายพวกนี้


  “ข้าน้อยลายสือ บ่อยากคุยโอ่วหลาย”


กึ่งแบ่งรับแต่ยังถ่อมตนเนื่องคำแม่เคยเตือนไว้


  “กูขอแลกกับงัวเหมิดคอก ได่บ่”


ประสบการณ์ยิ่งเชื่อในลักษณะการพูด ที่แฝงระมัดระวัง


จ้องเล็งปมผ้าพันเส้นเชือกร้อยคอ จึงเปิดเจรจาตาลุนต่อรอง


  “กะได่ เฒ่าพ่อ”


ภูมิเชิงพัฒนาขึ้น ลายสือแกะออกมายื่นมอบส่งยังผู้สงสัย


  “มึงคึเว้า ง่ายแถะ”


รับมาพิจารณา ชูเรือนแหวนประดับพลอยสีแดงเลือดครุฑขึ้นส่องไฟ


ฌานรับรู้พลังบางอย่างไหวเวียนพิทักษ์ ซึ่งสัมผัสได้


  “แนวจังซี่ ขั่นบุญบ่เถิงกะยากสิเอาอยู่”


ตั้งแต่ชุบชีวิตจากพิษยาสั่ง มวลขลังยังไม่ออกแสง


แสดงว่าจวนเจียนตกในภัยอันตรายจริง ๆ ถึงปรากฏ


คำพูดผู้ถือครองคล้ายเรียกสติ ตาลุนต้องรีบยัดคืน อันหวั่นอิทธิฤทธิ์เกินต้าน


  “โอ้ยเนาะ กูญ่านครอบบ่ได่ เข้าโตจะของตายห่าถิ่มซือ ๆ”


คนเล่นของย่อมรู้ความหมาย ถ้าบารมีสื่อถึงสิ่งนี้มีค่าคู่ควร


หากตกในมือผู้ด้อยวาสนา อาจส่งผลกระทบย้อนกลับเข้าตัวเอง ขั้นชิบหายวายวอด


  “มีแต่หัวหน้าลายสือคุมได่ตั๊ว เฒ่าพ่อ”


ปากดีบักแปอวดบ้าง เพราะมันรู้เห็นความเป็นไป


แต่ละคนไม่มีอะไรติดตัวมาด้วย เนื่องด่วนแยกย้ายกะทันหัน


แปลกอยู่เหมือนกันทำไม ไม่ตกทุกข์ได้ยาก


อาหารการกินมักมีมาตลอดทาง เช่น หัวมันใหญ่ที่บักขอดเผลอสะดุดเหง้าจนล้ม


ขุดลึกยิ่งเจอเข้าไปอีก ได้เผาแบ่งกันกินอิ่มท้องมีแรงเดินต่อ


  “กูกะคึด จังซั่น”


ตรงข้ามวิสัยอยากลองของ ฝั่งตาลุนยังคลางแคลง


  “พวกสูนอนเทิงเฮือนกับกูสา คืนหนิ”


ชักชวนให้พักบนเรือน มีผ้าห่มพอแจกจ่ายถ้วนหน้า


  “บุญคุณหลาย ๆ เฒ่าพ่อ”


เห็นภายนอกดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี เลยน้อมรับไมตรีต่างยิ้มกว้าง


บริเวณชานเรือนใช้เป็นที่จับจองนอนเรียงราย


ได้หมอนใบผ้าห่มผืน เด็กชายทั้งหลายล้วนหลับสนิท


เที่ยงคืนดึกสงัด ชั่งใจไม่อยู่ตาลุนนั่งบริกรรมอักขระ โต๊ะหมู่บูชาเครื่องราง


  “เบิ่ง ไผสิขึงกั่วกัน”


เรียกบริวารภูติพรายออกมาก่อกวน กะจะทดสอบวิชา


ผ่านไปสักระยะ ควันโชยกลิ่นสาบเน่าคละคลุ้งลอยมากองตรงหน้า


จากท่องคาถา ลืมตากระอักแร่สสารเหล็กไหลสีดำ พ่นออกทางปาก จมูก


เจ็บปวดร้อนรนใช้หลังมือปาดเช็ด สถบดวลวัดอีกรอบ


  “จังซี่ต้องพ้อของดี กูซะแล้ว”


เสกปั้นดินเหนียวเจ็ดป่าช้าผสมเศษไม้แทงศพ ผีตายท้องกลมวิญญาณเฮี้ยน


แปลงกายกำยำ ทมิฬบึกบึน*ควายธนูเขาโง้งแหลมลงยันต์


พร้อมประลองเหาะควบวิ่ง พุ่งเข้าขวิดไส้ทะลัก


อัศจรรย์ตาข่ายพุทธคุณ คล้ายร่างแหปกคลุมจรดหัวเท้า


ทุกคนไม่ระคายเคืองผิวแต่อย่างใด ยิ่งเดือดคลั่ง


เร่งสวดอัญเชิญปู่เจ้าสมิงไพร เสริมกำลังปลุกเสก


ของชั้นต่ำหรือจะสู้ของสูง นวฤทธิ์มงคลทวยเทพยดาประทาน


เวทมนต์สกปรกไม่อาจต้องสะกด น้อมสดุดีธำมรงค์แถนถวายผู้มีบุญญาธิการ.


*ควายธนูถือเป็นเครื่องรางของขลัง ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์


อันสะท้อนให้เห็นระบบความเชื่อทาง สิ่งลี้ลับของสังคมเกษตรกรรม


นัยยะมีความผูกพันกับวัฒนธรรมข้าวธัญพืช ซึ่งเลี้ยงวัวควายไว้ใช้งานในด้านการเกษตร


วิชาเหล่านี้เป็นการทำหุ่นพยนต์รูปแบบหนึ่ง อาศัยวิชาอาคมร่วมด้วย


หุ่นพยนต์สามารถทำได้ทั้งรูปคนและสัตว์ ที่นิยมมีทั้งวัวธนูและควายธนู


การสร้างทำได้หลายวิธี เช่น สานจากไม้ไผ่ ปั้นด้วยดินผสมมวลสารหรือปั้นจากขี้ผึ้ง


ไปจนถึงหล่อขึ้นด้วยโลหะอาถรรพ์ จำพวกตะปูโลงศพเจ็ดป่าช้า


แท่งเหล็กขนันผีพราย เศษเหล็กยอดเจดีย์เป็นต้น


จากนั้นเอามาหลอมรวมกัน หล่อเป็นรูปเป็นร่าง


บางสำนักขึ้นโครงเป็นไม้ไผ่ นำมาพอกด้วยครั่งที่ได้จากต้นพุททรา


เมื่อทำสำเร็จปลุกเสกตามพิธีกรรมแล้ว เลี้ยงไว้ให้ดีอย่าละเลยปฏิบัติดูแล


เชื่อว่าสามารถใช้ให้เฝ้าบ้านหรือไร่นา รวมทั้งใช้งานได้ตามความประสงค์


คุณสมบัติป้องกันภูตผีและโจรผู้ร้าย อีกยังสั่งให้ไปสังหารแก้แค้นคู่อริได้ด้ว๺.

































    







    


    















































    





ตอนต่อไป
ตอนที่ 12 จุดประกาย แสงแห่งหวัง

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา