เรื่อง เชียงยืนฟื้นฮัก
อีกกับแบบทดสอบ คือชนกลุ่มในพื้นที่ หลากหลายเผ่า อาศัยในบริเวณนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ท้าวฟ้าฟื้นวางนโยบายเข้าหา เพื่อเชื่อมสัมพันธ์
สิ่งสำคัญหวังผลสันติ แม้ตั้งอยู่ใครอยู่มัน จะไม่ให้เกิดเรื่องกระทบกระทั่ง
งดการรบราฆ่าฟันเพื่อแย่งดินแดน อันเน้นผูกมิตร เปิดใจพูดคุยกันแบ่งหลักเขตชัดเจน
ทำให้เห็นว่าการเจรจาสามารถ ลดปัญหาขัดแย้งลงได้
แต่หาใช่สำหรับทุกสิ่ง เพราะผู้นำกลุ่มบางคนยังยึดทิฐิ
หากเจตนารวมแคว้นสร้างอาณาจักรเชียงยืน ต้องดึงแต่ละชุมชนหลายเผ่าเข้าด้วยกัน
กรณีคนท้องถิ่น ชนเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ นับถือนาคา
ท้าวสะหวัน ผู้นำเผ่าไทอีสาน อาศัยตามเทือกเขาใหญ่ หรือไม่ก็ใกล้แม่น้ำโขง
ด้วยทรัพย์สินที่มีอยู่อย่างมั่งคั่ง สะสมกันมาหลายรุ่น
จึงไม่จำเป็นต้องเกี่ยวดองกับใคร ทั้งอิทธิพลความลี้ลับ
ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเผชิญหน้า ตั้งตัวเป็นศัตรู
เมื่อได้ยินกิตติศักดิ์ของแหวนวิเศษ ท้าวสะหวันไม่เกรงขามกับเรื่องนี้
เพราะตนเองมีดีอยู่เหมือนกัน เลยไม่ค่อยสนใจใยดีโลกภายนอก
ต่างกับฝั่งแสวงหาพันธมิตร เนื่องจะเสกสร้างเมืองใหญ่
อนาคตข้างหน้าต้องมีสหพรรคพวก เล็งเห็นประการแยกกันอยู่ของแต่ละกลุ่ม
ใช้วิธีปกครองกันเองภายในชุมชน ซึ่งก่อให้การพัฒนาไม่เท่าเทียมกัน
เหตุท้าวฟ้าฟื้นจึงต้องดิ้นรนเข้าถึง อันหวังเห็นความเจริญก้าวหน้าไปพร้อมกัน
ลมแล้งโกรกหัวตอไหม้ ป่าดงดิบทางไปชุมชนโพนสิน
คณะจากชุมชนเชียงยืน เกวียนสี่คัน ขนเกลือมาด้วยเพื่อวัตถุประสงค์
“มึงแน่ใจหล่ะบ้อ พาพวกกูมาถืกทาง”
บักแปเอ่ยกับบักตุ้ย สหายพ่อค้าที่สันทัดเส้นทาง
“กูมาหลายเทือแล้ว บ่พาหลงดอก”
คราวก่อนของที่บักตุ้ยเอามาขาย เส้นไหมขึ้นชื่อจากเมืองแดดสงยางกาฬสินธุ์
เวลาทอขึ้นเป็นผืน งดงามจนเลื่องลือกระทั่งนิยมกันมากในหมู่ผู้หญิง
ขากลับฉลาดซื้อเม็ดข้าวโพดแห้ง จากชาวบ้านถิ่นนั้น
มาส่งให้ญาติมันที่ลำน้ำพอง ได้กำไรทั้งขาล่องระหว่างทาง
บักตุ้ยมั่นใจพามาถูกแล้ว ถนนอาจจะคดเคี้ยว ชวนสับสน
ครั้งแรกมันเองยังลังเล เพราะสภาพดุจมีมนต์มาบังตา
นิสัยมันรักงานด้านค้าขาย เพียรพยายามข้ามป่าข้ามเขา เข้าถึงแหล่งทำเงินจนได้
รู้เส้นทางเป็นอย่างดี จึงอาสาออกหน้า พาคณะผจญภัย
เสือหาญอีกคน เคยมีสมุนเป็นแกวชาวภิญ บักโจกตามมาอยู่ด้วยที่ชุมชนเชียงยืน
พอได้มันเป็นตัวเชื่อมกับคนแถวนั้น เพราะโคตรเหง้าเก่าก่อน
ยังไม่โยกย้ายไปไหน จึงปักหลักทำมาหากิน แถบแอ่งสกล
“คนโพนสิน เข้าเถิง สียาก ๆ อยู่เด้อ”
คำสาธยายของบักตุ้ย มันอธิบายลักษณะผู้คนในชุมชนแห่งที่จะไปหา
“มึงคึว่าจังซั่น”
บักแปเอ่ยท้วงกับประโยคเกริ่นของบักตุ้ย
“ซุมนี่ บ่ฆ่าสัตว์ใหญ่ มักกินแต่ปลา เฮ็ดนา ปลูกผัก บ่สุงสิงกับไผ”
เลยบอกถึงวิถีของเผ่า ซึ่งบักตุ้ยสังเกตทุกรายละเอียด
“มึงกะเก่งเนาะตุ้ย ฮอดไสฮอดนั่น”
ออกปากชมจากบักแป เชิงยกย่องในทักษะ
“บ่ปานได๋ดอกแป ขอแต่กูมีลู่ทางถ่อนั่น”
เก้อเขินกับคำของเพื่อน บักตุ้ยฉีกยิ้มจนตาหยี
เนื่องตอนนี้ มันมีเบี้ยเงินใส่ไห ฝังไว้ในดินตั้งหลายใบ
ไว้สักวันจะขนกลับบ้าน เอาไปมอบต่อคนในครอบครัวช่วยใช้จ่าย
“แล้วท้าวท่าน คึแนวได๋ จังสิมาฮอดม่อง”
เข้าเรื่องเป็นงานเป็นการ บักตุ้ยถามบักลายสือ
ซึ่งขณะอยู่ในสถานะท้าวฟ้าฟื้น คำพูดคำจา ควรให้เหมาะสม
“ญ้อนว่า สิใหญ่ไปข้างหน้า กะอยากหาหมู่พวกตั๊วหละ”
ให้คำตอบแก่บักตุ้ย ท้าวฟ้าฟื้นนั่งเกวียนมาด้วยกัน
เล่มแรกเสือหาญขับเกวียน ท้าวฟ้าฟื้นนั่งคุยกับบักตุ้ย บักแปประกบข้าง
เล่มที่สองมีตาลุนกับบักสิม และบักโมด บักหมกคู่หูกัน
เล่มที่สาม บักเถิกสลับผลัดกันกับบักสวกคุมเกวียน บักเผือกจับคู่บักกืกตามเคย
เล่มที่สี่เป็นเกวียนของบักโจก บรรทุกกระบุงอย่างเดียวเต็มคัน
บักขุยไม่ได้มาด้วย ส่วนบักพอง มันออกบวชตั้งแต่หน้าฝนปีกลาย
ขาดจำปาอีกคน เพราะติดธุระหัดทอผ้า เพื่อเอาไว้ใช้ในงานแต่ง
ซึ่งจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ บักแปมันพิสูจน์ให้เห็นถึงความจริงใจ
ด้วยการย้อนคืนไปตามพ่อ แม่ของจำปา นายอนันต์ นางผะวา ที่บ้านเก่า
มันพูดอ้อนวอน ทั้งชักชวนพาโยกย้ายอพยพ มาสมทบกันที่ชุมชนเชียงยืน
ทุกสิ่งมันทำ เป็นผลให้จำปาใจอ่อน อันได้มีครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา
ทิ้งความคลางแคลงต่อพ่อ แม่ ยอมให้อภัยที่ผ่านมา
อีกอย่างนายอนันต์กับนางผะวาสำนึกผิด บริจาคเงินที่มี สร้างศาลาหอประชุมใหญ่
ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถือช่วงชีวิตลงตัว
จำปาเอง จึงเตรียมพร้อมจะเป็นเจ้าสาวของบักแป
...คณะเกวียนผ่านมาถึงครึ่งทาง ก็ถูกคนของชุมชนโพนสิน
ตรงช่องเขาเก็ดแก้ว ออกมาดักหน้าเสียก่อน
บักรอนฝ่ายตรวจตรา ปรากฏตัวถามไถ่กับการมาของผู้แปลกหน้า
ดีที่บักตุ้ยเจรจา บอกว่ามีของมาให้พิจารณา
เพราะสามเดือนก่อน ตัวมันรับปากกับลูกค้าบรรดาแม่บ้าน
เหล่าประสงค์อยากได้เกลือจากบ่อต้มมีคุณภาพ มาหมักปลาร้าเก็บไว้กินนาน ๆ
เลยพูดคุยกันรู้เรื่อง ซึ่งพอจะทำให้ได้รับความไว้วางใจ
จากนั้นจึงเบิกทางให้ ถ้าไม่ได้บักตุ้ยคงเข้าถึงยาก
ย้อนตอนมันหลุดมาตามลำพัง เหมือนกับจะหลงทาง
ป่าทึบวังเวงจนขนลุก เคยมีเกลอรุ่นพี่นั่งไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
ระยะบักสกลต้องกลับนครขามแก่น บักตุ้ยจึงออกค้าขายคนเดียว
อาศัยใจกล้ามาดี ยิ้มไว้ก่อนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ขณะเกวียนของมันกำลังเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีในแผนที่
แผ่นหนังเก่า ๆ ของพกติดตัวทุกครั้ง เวลาออกไปทำมาหากิน
แปลกนักเจอเข้ากับงูตัวเขื่อน เลื้อยช้า ๆ ตัดหน้า แล้วหยุดขวางเกวียนไว้เป็นนาน
ดั่งดลใจในเหตุการณ์ บักตุ้ยต้องลงมา กราบขมาขอผ่านทาง
และแล้วบังเกิดผล งูใหญ่ขยับตัวเลื้อยหลบให้
ขับเกวียนไปเรื่อย ๆ จนพบเส้นทางติดต่อชุมชนโพนสิน
นับตั้งแต่นั้นมา บักตุ้ยสามารถเข้ามาขายของ ได้สะดวก
ต่างเหงื่อไหลไคลย้อยไปตาม ๆ กัน กว่าจะมาถึงได้
“ยุด! ม่องนี่ก่อน”
กวักมือเรียก บักตุ้ยตะโกนบอกขบวนเกวียน
บริเวณตรงนั้น มีซุ้มศาลาตั้งอยู่ ตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้าน
“ลงมาไหว้ปู่กับย่า สาก่อนเด้อ”
เอ่ยบอกขั้นตอนการปฏิบัติ ก่อนจะทำอะไรในชุมชนโพนสิน
เริ่มจากมันพามานั่งรวมตัว ภายใต้หลังคาซุ้ม
รูปปั้นนาคาแผ่เศียร วางเป็นคู่ อยู่บนแท่นศิลาอาสน์
ดวงเนตรนาคาท่าน ฝังเม็ดนิล ดูมีอำนาจสูงส่ง
ถัดไปเป็นนาคี ดวงเนตรฝังมรกต แฝงพลังเมตตา
“บาดหนิ กะสิพากราบเจ้าถิ่นเพิ่นเนาะ”
รู้พิธีกรรม บักตุ้ยบอกกับทุกคนให้น้อมพนมก้มกราบ สักการะรูปปั้นพร้อมกัน
ส่วนมันเอ่ยขออนุญาตตามที่เคยทำ ก่อนทุกครั้งจะผ่านเข้าชุมชน
จากที่ร้อนอยู่ รู้สึกว่าเย็นสบาย ตาลุนยกมือท่วมหัว
“สาธุเด้อ ปู่กับยา ซอยเบิ่งแงงลูกหลาน”
แสดงถึงบารมีครอบคลุม ท้าวฟ้าฟื้นรู้สึกได้
“พากันมาดี บ่มีเฮืองคึฮ้ายหยังดอก”
ไม่มีใครถาม หากแต่จิตสื่อสารบอก ด้วยบริสุทธิ์ใจ
บักกืกน้ำตาไหล มันฝันได้มาไหว้องค์พญานาคทั้งสองท่าน
ก่อนจะเดินทางมาเสียด้วยซ้ำ ในฝันมันอธิษฐานจิต
ขอพรให้พ่อ แม่ ที่อยู่ทางบ้านเดิม ไม่เจ็บไม่ป่วย
ทั้งหมดดุจสัมผัสได้ ในปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น รับรู้กับตัว
ด่านต่อมาบักตุ้ยพาแวะบ้านของผู้นำชุมชน
ท้าวสะหวันอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสือหาญ
จากการดั้นด้นเดินทาง ท้าวสะหวันให้การต้อนรับแขก ซึ่งบักตุ้ยพามาเยือน
แนะนำให้รู้จักท้าวฟ้าฟื้น ผู้นำชุมชนเชียงยืน
เกลือที่ใส่เกวียนมา ถูกใช้เป็นของมอบแทนไมตรี
วิธีเข้าหาโดยตัวพ่อค้า ที่เคยเห็นหน้าคุ้นเคยกัน
ทำให้ฝ่ายเจ้าบ้านยอมรับในการมา อย่างน้อยก็เปิดเผย
ไม่ใช่หลบซ่อนประการใด หากขืนทำเช่นนั้น
องค์ปู่นิลกาฬและย่ากัญญาวดี คงไม่ปล่อยให้ผ่านมาง่าย ๆ แน่
พากันมาเหนื่อย ๆ ท้าวสะหวันไม่อยากเสียมารยาท
แรกก็ไม่อยากสมาคมกับใคร พอเห็นถึงความตั้งใจ จึงทำหน้าที่เจ้าบ้านตามสมควร
ข้าว ปลา อาหารร่วมรับประทานด้วยกัน ทั้งจัดหาแหล่งที่หลับที่นอน
ยกเรือนว่างให้ได้พักผ่อน เป็นอันบรรลุภารกิจเบื้องต้น
...ดึกสงัด พากันนอนหลับเพราะเพลียจากการเดินทาง
ใต้ถุนพื้นบ้านด้านล่าง กลับมีสิ่งมารบกวนยามวิกาล
คางคกนับพันตัว มาร้องประสานเสียงเซ็งแซ่ระงม จนบักแปรำคาญ
“อ๊บ อ๊บ ๆ ๆ อื้ด อื้ด”
ความปากเร็วบ่นขึ้น มันออกอาการหงุดหงิด
“แม่มึงเอ้ย! กูคึสิบ่ได่นอนดอกค่ำหนิ”
เสียงร้องหลอนประสาท คล้ายท้าทายให้ทนไม่ได้
พลันตาลุนเตือนให้บักแปใจเย็น นั่นอาจเป็นเพราะฝนกำลังจะตก
แก่เฒ่าปูนนี้แล้ว ตาลุนเห็นเป็นเรื่องธรรมชาติ
แตกต่างจากเสือหาญ มีความระแวงอยู่บ้าง
คิดตรงเหตุอะไร ฝูงคางคกถึงมาร้องเหมือนขับไล่
ปรากฏการณ์ที่ยังคาใจ เสือหาญถือคบเพลิงจะลงบันไดมาดูให้เห็นกับตา
“ข่อยไปนำแหน่ พ่อลุงหาญ”
ในเมื่อกล้ามา ท้าวฟ้าฟื้นไม่หวั่นต่อสิ่งใดพร้อมที่จะรับมือ
แววทุกคนก็อยากรู้อยากเห็น ขยับเดินตามกันเป็นโขยง
ท้าวฟ้าฟื้นพลางนึกขึ้นได้ จึงใช้ความพิเศษของแหวนให้แสงสว่าง
สื่อกระแสจิตสั่งวัตถุมงคล ประกายเรืองรอง
ส่องกระทบกับภาพตรงหน้า ตกใจผงะทั้งแถบ
“พวกมึงมาหล่ะเบาะ กูถ่าตั้งโดน”
คางคกตัวใหญ่เท่าวัว ทั้งยังพูดภาษาคนได้ เอ่ยทักทาย
“ฮ่วย! อีหยังหนิ คึอัศจรรย์แท้”
เผลออุทานเข่าอ่อน บักโจกแทบนั่งลงกราบคางคก
“ป๊าดโธ ๆ บุญตาหลาย ท่านพญาคันคากมีหยังน้อ”
เป็นตาลุนตั้งสติได้ รีบตอบสนองกับสิ่งที่เหนือคาด
“ทรงบักหนิ เข้าท่ากั่วหมู่”
หันมาสนทนาพูดกับตาลุน ซึ่งดูอาวุโสสุดในกลุ่ม
“อย่าถือสา พวกผู้ข้าเถาะ ฮิมาสูบยานำกันเนาะ”
เคยฟังนิทานปรัมปรา พญาคางคกชอบสูบยาม้วนพันใบตองแห้ง
ไหวพริบได้มาจากประสบการณ์ ตาลุนชวนคุย
ทั้งยื่นแท่งยาสูบที่จุดไฟ จ่อปากคางคกตัวใหญ่
“พวกสู อยู่ทางได๋”
อ้างับรับไว้ ทั้งถามถึงหลักแหล่ง สาเหตุมาหาเพราะมีปริศนาอยากให้แก้
ซึ่งยังหาใครให้คำตอบได้ ลอบเฝ้าตามดู เผื่อผู้มีปัญญาปะปนอยู่
ลดท่าทางแตกตื่น ต่างก็ค่อยนั่งลงล้อมวงกัน โดยท้าวฟ้าฟื้นพาทำก่อน
ในมือเสือหาญ กำมีดลงอาคม เห็นสัญญาณจากผู้นำ จึงเก็บเข้าปลอกฝัก
“มะลางเว้าไป กะบ่ไกลดอกท่าน ชุมชนเชียงยืนข้างหนองหาน ไผกะฮู้”
ปล่อยให้ตาลุนผู้ใหญ่เจรจา ทุกคนฟังอย่างเงียบ ๆ
“จังซั่น ถามแหน่ พากันปลูกข้าวเทิงขี้หินแฮ่อยู่เบาะ”
ควันโขมงพ่นจากช่องรูจมูกคางคก ขณะขยับปากพูด
จากที่กลัว ๆ บักแปอดหัวเราะไม่ได้ เกิดมาเพิ่งเคยเห็น
ทางบักสิมหยิกเนื้อต้นแขนไว้ เกรงจะล่มกลางวง ถ้าบักแปกลั้นไม่ไหว
“สูเป็นหยัง บักนั่นคึตีงคิงดู๋แถะ”
กระทั่งถูกพญาคางคกตำหนิ หลังจากโยนคำถามให้ แล้วรอคำตอบ
“หมัดกัดข่อยตั๊ว ท่านพญา”
คงไม่มีใครช่วยทันแน่ บักแปแก้ตัว ทั้งตอบในข้อที่ถูกถาม
“ไผหละสิเป็นบ้า เฮ็ดนาใส่ขี้หินแฮ่”
แค่นี้บักแปคิดได้ มันจึงพูดเชิงขบขันเต็มประดา
ทันทีมันรู้สึกเหมือนโดนลงโทษ เพราะตอบไม่ตรงคำถาม
“ซอย ๆ กูแหน่สู”
ประโยคสุดท้ายก่อนจะกลายร่างเป็นคางคก
พาลทำให้ขวัญกระเจิงกันหมด กับสิ่งที่บักแปมันเจอะเจอเข้า
บักสวกกัดฟัน หมอบให้ต่ำกับพื้นราบลานดิน บริเวณที่มันนั่ง
บักกืกพยายามนึกคำตอบ ทั้งที่มันพูดไม่ได้
บักหมกตัวสั่นเทาจะร้องไห้ บักโมดอยู่ใกล้ ๆ กอดกันกลม
สำหรับตาลุนหาทางช่วยบักแป ในสถานการณ์เช่นนี้
“อย่าเพิ่งสูนท่าน ยาเส้นของข่อย ยังเหลือบ่อึด”
มวนต่อมวนจุดไฟ ยัดเข้าปากให้สูบอย่างเอาใจ เพื่อจะได้ร้องขอไว้ชีวิตเด็กมัน
“เอาจังซี่สา ทีผู้ข้าแล้ว”
ถึงคราวตัดสินใจ ท้าวฟ้าฟื้นเห็นเพื่อนถูกสาป ทำเฉยไม่ได้
“คึดดี ๆ เด้อ เหมิดนี่มีแต่พวกบ่เป็นตะสิแตก”
คำขู่ให้คิดก่อนพูด เอ่ยบอกใบ้ในฝูงคางคกส่วนใหญ่
คือจำนวนผู้ตอบคำถามไม่ถูก จึงกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน
“ไทเชียงยืนเฮา ปลูกข้าวเทิงผลานหิน บ่พอซัมนี่ ฆ่าพ่อ ตีแม่นำพุ่นตั๊ว บ่ธรรมดา”
รำลึกถึงปริศนาธรรม ที่ร่ำเรียนมากับฤาษีไศล
จดจำไม่ลืมและนึกไม่ถึง จะได้ใช้ในยามคับขัน
“เอ้า! ท้าวท่าน คึเว้าจังซี่”
สายตาผิดหวังกับวาจาโอ้อวด พฤติกรรมทำร้ายบิดา มารดา ยังเอามาพูด
ฝั่งบักตุ้ยไม่เชื่อหู จะได้ยินคำพูดจากคน ที่มันฝากศรัทธาไว้
อาจเพราะมันไม่ลึกซึ้งเข้าถึงเท่าไร จึงเกิดปฏิกิริยาเคืองใจ
“ลังเทือฮอดสิหักคอพวกเดียวกัน ให้มันตายถิ่มสา ญ้อนอยากมีคนไปหาแวะเวียน”
ท่อนท้ายประโยค ท้าวฟ้าฟื้นกราดมองผองสหาย คล้ายระบายบางอย่าง
“-่าคั่ว กูคึดว่ามึงเป็นคนดี”
บักเถิกสะดุ้งลุกยืนชี้หน้าท้าวฟ้าฟื้น ที่เผยธาตุแท้ออกมา
“ผู้ข้าอิ่มกับซุมพาลำบากนอนดิน ตากแดด เกลือกฝุ่น”
ส่ายหัวเบื่อหน่าย ทำกับว่าระอาเต็มทีกับบรรดาพวกพ้อง
ข้อพึงสังวรซึ่งท้าวฟ้าฟื้นท่องขึ้นใจ อันจะพาพ้นสัจธรรม
“โอ้ ดี ๆ มึงเปิดออกมาให้เหมิดโลด”
ยุแยงตะแคงรั่ว พญาคางคกชอบใจใหญ่ เร่งให้พูดจนหมดเปลือก
“ยามหนาวบ่เคยเลยสิได่อาบน้ำอุ่น พออยากกินปลาขาว กะพากันถือแหเลาะโทง จักหยังเป็นหยัง”
ฟังเหมือนคำนินทา ต่อว่ากับสิ่งปฏิบัติที่ขัดกับจริตตน
“กูอดบ่ได่ อีหลี”
เดือดผุด ๆ จากข้างใน บักสิมกะจะชกให้คว่ำ มันพุ่งเข้าใส่ท้าวฟ้าฟื้น
โวยวายเสียใจ ที่ผ่านมาอุตส่าห์เคารพยกไว้เหนือหัว
“มึงกะฟังก่อนแหน่”
ผู้ใหญ่ทั้งสองเสือหาญกับตาลุนช่วยกันห้ามมวย รั้งเอาบักสิมมาปลอบ
ไม่สะทกสะท้าน ท้าวฟ้าฟื้นลอยหน้าลอยตา ตอบให้ครบข้อกังขาของพญาคางคก
“คนเชียงยืนคักอย่างเดียว บ่พากันไปวัดไปวา”
เป็นตาลุนปฏิเสธข้อนี้ ค้านหัวชนฝา เนื่องทุกเช้าขยันเข้าวัดฟังธรรม
“บ่ะ! บ่แม่นเด้อพ่อเทวดา เว้าผิดหูข่อยหลาย”
รับรู้กับอารมณ์ของแต่ละคน ท้าวฟ้าฟื้นยังไม่สลด
“มักเฮ็ดบาปเบาะเจ่า เฒ่าพ่ออาจารย์”
กึ่งคำยอกย้อนพลอยทำให้ตบะเกือบขาด ตาลุนนึกจะสั่งสอน
“ฮิ เว้ามาให้แจ้งจ่างป่างแหน่ถ่อน”
ฉุกใจคิดทันซะก่อน ศิษย์หรือจะล้างครู ไม่ใช่สันดานท้าวฟ้าฟื้น
“เบิ่ง ๆ ๆ บักแปมันคืนเป็นคนแล้ว”
อารามตื่นตระหนก บักกืกร้องทักในปาฏิหาริย์
“บักกืก! มึงเว้าได่”
บักเผือกตะลึงตาค้าง มันดีใจได้เพื่อนกลับมาเป็นปกติตั้งสองคน
ทันใดลมพัดแปรปรวน เมฆครึ้มบังจันทร์ฉาย ฟ้ารั่วสายฝนเทลงมารดตัวเปียกชุ่ม
ฝูงคางคกกลายคืนร่างเป็นมนุษย์ดั่งเดิม เหมือนได้เกิดใหม่ กระโดดดีใจ ถามไถ่กันจ้าละหวั่น
ส่วนพญาคางคกก้มหัวต่อผู้ให้คำตอบถูกใจ ในวาระนี้จึงสรรเสริญด้วยพรสามประการ
“แฮกพ้อแล้วคนผู้สิพาฮุ่งเฮื่องไปหน้า สองควมประเสริฐเกิดขึ้นทั่วหล้า สามจารึกเกียรติไว้เป็นประวัติกาล”
ล้วนทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี ชั่วขณะฟ้าผ่าเปรี้ยง
สำแดงเดชพญาคางคกหายวับในพริบตา เหลือความพิศวงไว้ให้มวลผู้ประสบ
พากันยืนแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามลำแสงที่ฉายพวยพุ่งทะยาน
ที่มาของตำนานเล่าขานโบราณสืบทอด เมื่อปริศนาธรรมแก้ได้
ต้องรอคอยอีกนานนับสามพันปี ผู้มีบุญถึงจะมาจุติบนโลกมนุษย์อีกหน คนถัดไป.
ความหมายของปริศนาธรรม ในผญาอีสาน
~ อยากกินข้าว ให้ปลูกใส่ผลานหิน หมายถึง การทำความดี หรือพากเพียรปฏิบัติธรรมในท่ามกลางกิเลส
รวมทั้งสอนแง่คิด ให้รู้จักทำบุญใส่บาตร เพื่อเตรียมเสบียงไว้ในภพภูมิหน้า
แม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องไม่หวั่นไหวไปกับปัญหานั้น
~ อยากมีศีลให้ฆ่าพ่อ ตีแม่ หมายถึง การทำลายต้นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
สื่อถึงพ่อและแม่ บุคคลผู้ทำให้ยังวนเวียนในวัฏสงสาร
บ่อเกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงทั้งปวง
เราต้องกำจัดกิเลสหยาบหนา จำพวกนี้ให้หมดไป
ไม่ใช่ฆ่าบุพการีจริง ๆ แค่นัยยะที่ยกมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น
~ อยากมีคนแวะเวียน ให้ฆ่าพวกเดียวกัน
พวกเดียวกันในที่นี้ หมายถึงมัจฉริยะ มวล ความตระหนี่ทั้งหลาย
ความถือตัว ยึดมั่นของเรา เป็นกิเลสอีกขั้นที่ต้องปราบด้วยการให้ทาน บริจาค
~ อยากมีสีสัน ให้นอนดิน เกลือกฝุ่น
ดินและฝุ่นในที่นี้ หมายถึงกิเลสละเอียดที่เรียกว่านิวรณ์ ๕
เครื่องปิดกั้นความเจริญของสมาธิจิต วิธีจะกำจัด ต้องลงคลุกกับมัน ด้วยการนั่งสมาธิ เรียนรู้
และขจัดเสีย ก็จะพบสีสันความสว่างทางจิตในสมาธิอันเป็นที่พึ่ง
~ อยากอุ่นให้อาบน้ำยามหนาว หมายถึงให้ทำบุญสุนทานสะสมไว้
ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว เมื่อแก่เฒ่าบั้นปลายชีวิตจะได้อบอุ่นใจ
ว่าเราได้สะสมบุญกุศลไว้เพียงพอ สำหรับภายภาคหน้า
~ อยากกินปลาขาว ให้แบกแหเข้าป่า อันหมายถึง
ถ้าอยากเข้าถึงบุญกุศลและธรรมะ ก็ต้องเลิกละทำบาป
~ อยากตกนรกให้เข้าวัดฟังธรรม หมายถึงเมื่อเข้าสู่บริเวณวัด
ไม่ว่าจะในฐานะฆราวาส หรือบรรพชิตก็ตาม
ควรสำรวมระวังตั้งมั่นในศีลในธรรมให้ดี มิฉะนั้นแทนที่จะได้ไปสวรรค์นิพพาน
อาจกลับกลายเป็นว่าตกนรกหมกไหม้ เพราะขาดซึ่งศรัทธา
(อ้างเองจากวิกิพีเดีย)
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??