เรื่อง ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย
ไม่นานั ปรากฏการณ์ัน่าเกรงขามดวงเนตรกระบี่อมตะที่เรืองรองอยู่บนฟากฟ้าก็ค่อยๆจางหายไปดั่งหมอกเช้าที่ถูกแสงแดดกลืน ความสว่างเจิดจ้าที่สะท้อนออกมาจากสัญลักษณ์กระบี่บัดนี้เริ่มซีดจางลงอย่างเงียบเชียบ
หมู่เมฆที่เคยหมุนวนดั่งวังวนแห่งโชคชะตาก็สงบลงทีละน้อย คล้ายสิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพมายาในห้วงฝัน
แต่ก่อนที่ความสงบจะแล่นเข้าสู่หัวใจเหล่าศิษย์ กระบี่นับร้อยนับพันซึ่งเคยหมุนวนล่องลอยอยู่ก็พลันหยุดนิ่งกลางอากาศ จากนั้นเพียงชั่วลมหายใจ มวลกระบี่เหล่านั้นก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งฝนเหล็กกล้าที่โปรยปรายลงมายังผืนปฐพี
เสียงเสียดแหลมกระบี่ที่แหวกอากาศดังก้องเป็นระลอกๆ ทำให้เหล่าศิษย์ที่อยู่ด้านล่างต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
“อย่าบอกนะว่า..”
ใครบางคนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
แต่ยังไม่ทันจะไ้คิดวิเคราะห์ให้จบประโยค
กระบี่เหล็กกล้าเหล่านั้นก็ถาโถมลงมาดั่งฝน-่าหั สะท้อนแสงแวววาวกลางอากาศราวกับ-่าดาวตก
เสียงโวยวายและฝีเท้าผู้คนที่ต่างพากันวิ่งหนีกระบี่ที่ร่วงหล่นดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลานฝึกนิกายเทียนหมิงกลายเป็นภาพความโกลาหลวุ่นวายอย่างแท้จริง ผู้คนกระโดดหลบกลิ้งตัวหมุนพลิกหลีกเลี่ยงอย่างทุลักทุเล
กระบี่บางเล่มปักลงบนพื้นจนแผ่นหินแตกร้าว บางเล่มพุ่งผ่านใกล้ศีรษะศิษย์ผู้หนึ่งเพียงเส้นผม ทำให้เจ้าตัวหน้าซีดเผือดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและความวุ่นวาย กลับมีเสียงหัวเราะดังก้องขึ้นจากบางกลุ่มศิษย์
“ฮ่าฮ่าฮ่า หนีเร็วว้อย!”
แม้พวกเขาจะตกใจ แต่ก็อดไม่ไ้ที่จะรู้สึกสนุกไปกับสถานการณ์ัแปลกประหลาดเช่นนี้
เสียงหัวเราะเหล่านั้นเจือด้วยความระทึกใจ ความตื่นเต้น และความรู้สึกว่าตนเองไ้กลายเป็นส่วนหนึ่งเหตุการณ์ที่เป็นดั่งปฐมบทตำนานัยิ่งใหญ่ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะไ้ประสบพบเจอกับปรากฏการณ์ที่ยากจะอธิบาย
และยิ่งไม่อาจคาดเดาไ้ว่าความเปลี่ยนแปลงใดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้
ขณะที่ภายในห้องบ่มเพาะที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายพลังัหนาแน่น หลัวหยางยังคงนั่งนิ่งอยู่กลางห้องราวกับรูปสลักที่หลอมรวมเข้ากับพลังสวรรค์ เขาค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตาสีแดงเข้มเปล่งประกายราวกับอัญมณีต้องแสงเพลิง
ในหลุบม่านตาที่อยู่ใจกลางนัยน์ตา แสงสีรุ้งเปล่งประกายเป็นวงแหวนบางๆซึ่งหมุนวนช้าๆ
หากไม่สังเกตอย่างถี่ถ้วนแล้วก็มิอาจมองเห็นสัญลักษณ์นั้นไ้เลย วงแหวนแห่งกระบี่สีรุ้งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏเพียงภายนอก หากสะท้อนถึงจิตวิญญาณดวงเนตรกระบี่อมตะที่หลอมรวมเข้ากับวิญญาณและร่างกายเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
“นี่มัน.. เนตรกระบี่อมตะ?”
หลัวหยางพึมพำออกมาจากในลำคอ รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวตนเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างดูชัดเจนราวกับแผนภาพที่ถูกถ่ายทอดไว้ในจิตสำนึก มิติต่างๆในอากาศเผยตัวตนอย่างกระจ่างแจ้ง
พลังกระบี่ที่เคยซ่อนเร้นอยู่ในกายเขากลับเริ่มหมุนวนออกมาอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น
“ถ้าเป็นแบบนี้..”
จากนั้นชายหนุ่มก็นึกอะไรขึ้นไ้ ค่อยๆยกมือตนเองขึ้น แหวนมิติที่สวมอยู่บนนิ้วกลางข้างขวาก็เปล่งแสงออกมาอย่างเงียบงัน
ก่อนที่แสงนั้นจะเผยให้เห็นอาวุธคู่ใจเขาสองเล่มที่ถูกเก็บไว้ภายใน
กระบี่หัทลายฟ้าดิน และกระบี่หัทลายสวรรค์นรก ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือเขาอย่างสง่างาม
ความหัอึ้งกระบี่ทั้งสองเล่มนั้นราวกับรวบรวมเอาน้ำหัผืนฟ้าและขุมนรกไว้ด้วยกัน ทว่าภายในฝ่ามือหลัวหยางที่กำเนิดเนตรกระบี่อมตะกลับไม่มีการสั่นไหว ชายหนุ่มเพียงยกมือขึ้นและเพ่งสมาธิเนตรกระบี่อมตะลงไปในจิตใจ
แล้วเพียงแค่พริบตาเดียว กระบี่หัทั้งสองเล่มก็เริ่มลอยขึ้นจากฝ่ามือ ราวกับถูกพลังแห่งความนึกคิดยกขึ้นเหนือแรงโน้มถ่วงทั้งปวง
จากนั้นกระบี่หัทลายฟ้าดินก็หมุนวนรอบร่างเขาอย่างสง่างาม เคลื่อนไหวไปมาเหมือนสัตว์อสูรเทพที่กำลังแสดงออกถึงความภักดีและพลังอำนาจ ส่วนกระบี่หัทลายสวรรค์นรกเปล่งแสงวูบวาบประหนึ่งมันมีชีวิต
ร่างกระบี่เคลื่อนไหวฉับไวพุ่งไปมาอย่างคล่องแคล่ว คล้ายกำลังแสดงความยินดีต่อผู้ครอบครองตนที่แข็งแกร่งขึ้น
หลัวหยางที่เห็นก็หัวเราะออกมาอย่างสุดเสียงด้วยความยินดี เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั่วห้องบ่มเพาะหอคอยฟ้าสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง
“ฮ่าฮ่าฮ่า! กระบี่บินละ กระบี่มันบินไ้แล้วละท่านอาจารย์ระบบ!?”
“ข้าสามารถควบคุมกระบี่ทั้งสองเล่มไ้โดยไม่ต้องแตะต้องมันอีกแล้ว!”
คำพูดเขาเจือด้วยความปลื้มปิติเหลือล้น ใบหน้าอิ่มเอมไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น
นี่คือก้าวแรกสู่การครอบครองพลังที่กระทั่งเทพกระบี่ในตำนานยังต้องยำเกรง
ด้วยเพียงแค่จิตใจ ความนึกคิดเขาก็สามารถควบคุมกระบี่ทั้งสองให้หมุนวน ทะยาน ลอยตัว บุกโจมตี
หรือกระทั่งรวมพลังกันเพื่อแสดงออกถึงอานุภาพที่แม้แต่สวรรค์ก็มิอาจเพิกเฉยเลยก็ว่าไ้
ระบบเมื่อเห็นภาพลูกศิษย์ตนเล่นสนุกอยู่กับกระบี่หัทั้งสองเล่มอย่างเพลิดเพลิน ในขณะที่พลังปราณและเจตจำนงแห่งกระบี่หมุนวนไหลผ่านปลายนิ้วเขาอย่างอิสระ ระบบก็อดมิไ้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมาและกล่าวขึ้น
【นี่แหละคือพลังเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล จำแลงพลังอำนาจส่วนนึงออกมาเป็นเนตรกระบี่อมตะ】
【นับจากวันนี้ไปเจ้าจะควบคุมกระบี่ไ้ดั่งปลายนึก เพียงแค่คิด กระบี่ที่ไม่มีเจ้าก็แทบจะกลายเป็นเจ้าโดยสมบูรณ์】
น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นเจือด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่งยวด
【แต่เจ้าต้องควบคุมและแบ่งสมาธิในการควบคุมกระบี่บินพวกนี้ด้วยนะ】
【แล้วยิ่งควบคุมมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งต้องใช้พลังปราณและสมาธิที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว】
【เพราะงั้นอย่าไ้ประมาท จงรับรู้ถึงขีดจำกัดตนเองและทำให้ตนสามารถควบคุมกระบี่บินไ้อย่างไม่ติดขัด】
คำกล่าวระบบทำให้หลัวหยางที่กำลังหัวเราะอย่างสะใจอยู่เมื่อครู่ต้องหยุดชะงักลง
เขาเก็บกระบี่หัทั้งสองเล่มกลับเข้าสู่แหวนมิติในพริบตา ก่อนจะกระโจนตัวเองขึ้นมายืนบนแท่นบ่มเพาะอย่างคล่องแคล่ว
ใบหน้าชายหนุ่มในตอนนี้ไม่มีเค้าเงาความเย้าหยอกอีกต่อไป หากเต็มไปด้วยความคาดหวังและตั้งมั่น
สองแขนเขากอดอกแน่น ร่างกายยืนตรงสง่าราวกับเทพกระบี่ที่ยืนอยู่บนยอดเขาแห่งความว่างเปล่า
ดวงตาสีแดงซึ่งมีวงแหวนกระบี่สีรุ้งหมุนวนเงียบๆ กลับฉายแววจริงจังและเปล่งประกายเรืองรอง
“เข้าใจแล้วท่านอาจารย์!”
“แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้ายังแทบไม่เห็นขีดจำกัดเลยด้วยซ้ำ..”
ริมฝีปากเขายกยิ้มอย่างไม่อาจควบคุมความกระหายภายใน
“ข้าต้องทดลองมันอยู่ดี จะสิบเล่ม ยี่สิบเล่ม สามสิบเล่ม หรือกระทั่งห้าสิบเล่ม ข้าจะควบคุมให้ไ้ทั้งหมด!”
“ทว่ายังไงข้าก็ต้องมีกระบี่เหล่านี้ติดตัว! เอาเป็นว่าตีหลอมยุทธภัณฑ์ระดับโลกขั้นสูงกันเลยดีไหมนะ?”
“ข้าอยากจะเห็นจริงๆ ว่าช่วงเวลาที่ข้าควบคุมกระบี่นับร้อยนับพันเล่มที่เป็นยุทธภัณฑ์ระดับโลกขั้นสูงทั้งหมดนั้นจะเป็นเช่นไร..”
หลัวหยางกวาดสายตามองไปรอบห้องพลางจินตนาการถึงภาพเขาในวันหนึ่งที่ยืนอยู่กลางทุ่งรบที่ปั่นป่วน
บนฟ้าที่ฉีกขาดโดยกระบี่นับพันเล่มพุ่งผ่านกลางอากาศอย่างพร้อมเพรียง ทุกเล่มล้วนแล้วแต่แฝงไว้ด้วยกระบี่หลอมจิต
เพียงแค่เขาแย้มยิ้ม กระบี่ทุกเล่มก็พร้อมพุ่งทะลวงหัวใจศัตรูรอบทิศ
“ท่านอาจารย์ระบบ..”
“ลองคิดดูสิ หากไอ้พวกศัตรูข้าต้องพบเจอกับยุทธภัณฑ์ระดับโลกที่แฝงไว้ด้วยวิถีแห่งกระบี่ขั้นหลอมจิตนับร้อยเล่ม!”
“แล้วพวกมันจะทำหน้าแบบไหนกันนะ? คงต้องคิดวิ่งหนีอย่างหนูติดจั่นแน่ๆ!”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ขบขันปนสนุกสนาน ความคิดนั้นทำให้หลัวหยางอดกลั้นไม่อยู่ หลุดหัวเราะออกมาอย่างรื่นเริง ใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มเยาะที่หาดูไ้ยากบนโลกใบนี้ รอยยิ้มผู้ที่เห็นความพินาศศัตรูเป็นภาพตลกขบขัน
ขณะเดียวกันเสียงระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ท่ามกลางจินตนาการแห่งความพินาศและการถูกบดขยี้โดยมหากระบี่สังหารที่สลักไว้ด้วยพลังแห่งฟ้าดิน สองศิษย์อาจารย์หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างชอบใจ โดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อยว่าตนกำลังมองเห็นความทุกข์ผู้อื่นเป็นเรื่องสนุก
และยิ่งไปกว่านั้น ความทุกข์นั้นก็ล้วนแล้วเป็นผลลัพธ์ความโง่เขลาที่จะคิดเป็นศัตรูกับบุรุษผู้ควบคุมเนตรกระบี่อมตะเลยก็ว่าไ้
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??