เรื่อง เนื้อ-นม-ไข่: ฮาเร็มแวมไพร์สายกาว NC 25+
ตอนที่ 34
ยอดเขาอาร์คานอส…จุดที่สูงที่สุดบนเทือกเขาไครอสแห่งทวีปธารินเทีย มันถูกกล่าวขาน่าเป็ปราการเสียดฟ้า ประหนึ่งเสาค้ำสวรรค์เพียงหนึ่งเดียวของเหล่าผีดูดเลือดในอดีต
มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อสนิทใจไปแล้ว่า เผ่าพันธุ์แวมไพร์ได้สูญสิ้นไปจากโลกใบนี้ เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานปรัมปราที่คนรุ่นหลังใช้เล่าขาน เพื่อข่มขวัญเด็กน้อยในยามค่ำคืนเท่านั้น
ขุนเขามหึมาตั้งตระหง่านท้าทายกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ด้วยหน้าผาหินสีนิลที่ชันดิ่งขนานไปกับฟากฟ้า ยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นไป อากาศก็ยิ่งบางเบาและหนาวเหน็บจนเข้าถึงกระดูก
เบื้องล่างของปราการหินมหึมา บลัดดี้ยืนกอดอกเงยหน้ามองยอดเขาที่หายลับเข้าไปในม่านเมฆสีตะกั่วด้วยสายตา่างเปล่า เธอก้มลงมองฝ่าเท้าของตัวเองสลับกับเส้นทางที่ต้องปีนป่าย ก่อนตวัดสายตาขวับมองเซเวียร์ทันควัน
“หา…? สูงขนาดนั้นจะให้ข้าปีนขึ้นไปเรอะ!! ฝันไปเถอะเซเวียร์!!”
บลัดดี้แผดเสียงอย่างเอาแต่ใจ
“เจ้าไปคนเดียวเถอะ ข้าจะนอนรออยู่ที่นี่กับหน้าบี้และเจ้าม้าโง่นี่แหละ!!”
่าแล้วเธอก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนหลังอาชาทมิฬพลางดึงเจ้าแมวหน้าบี้มานอนขดบนอก ก่อนจะชี้หน้าสั่งราชาแวมไพร์ที่กำลังจะทะยานร่างขึ้นไปอย่างไม่เกรงกลัว
“เฮ้!! ฟังนะเจ้าคนเฮงซวย!! ข้าให้เวลาเจ้าถึงพรุ่งนี้เช้า…และตอนที่เจ้ากลับลงมา ถ้าในมือไม่ีซาบะย่างร้อนๆ ที่หนังกรอบมันเยิ้ม ติดมือมาด้วยล่ะก็…ข้าจะตามไปรื้อปราสาทเจ้าให้แหลกเป็เศษหินเศษกรวดเลยคอยดู!!”
เซเวียร์ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแค่นยิ้มในลำคอพลางส่ายหัวให้กับความบ้าบอของปีศาจสาว ก่อนที่ร่างเปลือยเปล่าของจอมาัจะตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่หน้าผาชันด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัด ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลัง
ยิ่งเขาทะยานสูงขึ้นไปเท่าใด กระแสลมที่เคยพัดผ่านก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็พายุคลุ้มคลั่ง ลมหนาวที่รุนแรงจนสามารถกรีดผิวหนังมนุษย์ให้ขาดกระจุย กลับทำได้เพียงพัดผ่านกายที่ปราศจากสิ่งปิดบังของเขาไปราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
ภายหลังการฝ่าม่านเมฆที่หนาทึบอยู่ครู่ใหญ่ ร่างเปลือยเปล่าของเซเวียร์ก็มาหยุดยืนนิ่งสงบอยู่บนลานหินกว้าง หน้าปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา
ที่หน้าประตูเหล็กกล้าบานยักษ์ ชายชราในชุดเครื่องแบบผ้ากำมะหยี่สีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีตยืนกุมมือรออยู่ด้วยความสงบนิ่ง นัยน์ตาของเขาเป็ประกายขึ้นทันทีที่เห็นผู้มาเยือน
“ขอ้ัสู่ปราสาทน็อกเทิร์นขอรับท่านผู้มาเยือน…กระผมีนาม่าอัลเฟรด เป็ผู้ดูแลปราสาทแห่งนี้ครับ”
“ไม่น่าเชื่อ่าขุนเขาที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี จะยังีสิ่งีชีวิตหลงเหลืออยู่อีก…” เซเวียร์เปรยขึ้น น้ำเสียงแฝงความโอหังแต่อัดแน่นด้วยความประหลาดใจ
เขาจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยนัยน์ตาสีแดงฉาน
“จงก้มหัวซะเจ้ามนุษย์ แล้วจารึกใส่หัวไว้่าบัดนี้…ข้าผู้เป็ราชาที่แท้จริงได้หวนกลับคืนสู่บ้านแล้ว!!”
ชายชรานิ่งงันไปชั่วขณะ แววตาปรากฏร่องรอยแห่งความสงสัยประหนึ่งกำลังรื้อค้นความทรงจำอันยาวนาน ก่อนจะโค้งคำนับให้ชายหนุ่มร่างไร้อาภรณ์อย่างสุภาพตามมารยาทผู้รับใช้ชั้นสูง
“ต้องขอประทานอภัยอย่างสูงขอรับ…ท่าดูเหมือนข้อมูลของท่านจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ที่แห่งนี้เป็กรรมสิทธิ์ของ ‘ราชานิกซ์’ เจ้าแห่งแวมไพร์ผู้ปกครองแต่เพียงผู้เดียวขอรับ”
น้ำเสียงนั้นเทิดทูน ราวกับ่าราชาหนุ่มคือจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้ และไม่ีใครหน้าไหนจะกล้าต่อกรกับบุรุษผู้ครอบครองบัลลังก์คนปัจจุบันได้
บรรยากาศรอบกายเซเวียร์พลันหนักอึ้งขึ้นทันที ดวงเนตรสีเพลิงวาวโรจน์ด้วยความโกรธา
“ราชานิกซ์งั้นเรอะ? ไอ้เศษสวะที่ไหนบังอาจมาชูคอแอบอ้างเป็เจ้าของบ้านข้า!!”
เขาเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างหยามหยัน
“ที่นี่ีราชาได้เพียงคนเดียว และนั่นคือข้า!!”
่าแล้วเซเวียร์ก็ก้าวเดินชนไหล่ชายชราเข้าไปอย่างไม่เห็นหัว หมายจะพุ่งตรงเข้าสู่โถงปราสาท
ท่าในวินาทีนั้นเอง อัศวินในชุดเกราะสีเงินวาวโรจน์ทั้งตัวก็พลันปรากฏตัวขวางทางไว้
หมวกเหล็กที่ปิดบังใบหน้ามิดชิดทำให้ไม่อาจล่วงรู้ถึงตัวตนภายใต้เกราะนั้นได้เลย ีเพียงรังสีสังหารเย็นเยียบที่แผ่ออกมาประหนึ่งจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้าในพริบตา
ไร้สิ้นเสียงเจรจาหรือคำขู่ใดๆ หลุดออกมาจากภายใต้หมวกเหล็กใบนั้น อัศวินเกราะเงินขยับกายเพียงชั่วพริบตา แรงดีดตัวจากฝ่าเท้าส่งร่างหนาหนักพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด ประหนึ่งลูกธนูที่ถูกยิงออกจากแล่ง ร่างนั้นลอยละลิ่วข้ามม่านเมฆขึ้นไปจนเห็นเพียงเงาสีเงินเลือนลาง
“หึ…ตั๊กแตนเหล็กงั้นเรอะ?” เซเวียร์แค่นยิ้มเยาะ แต่ดวงตาเข้มขึ้นด้วยความระแวดระวัง
พริบตานั้น อากาศเบื้องบนพลันถูกแหวกออกด้วยเสียงหวีดหวิวแสบแก้วหู อัศวินเกราะเงินม้วนตัวกลางอากาศ ทิ้งน้ำหนักทั้งหมดดิ่งพสุธาลงมาด้วยความเร็วที่เพิ่มพูนตามแรงโน้มถ่วง
ทวนเวหาเล่มยักษ์ในมือถูกกระชับแน่น…รัศีเวทสีเงินแผ่ซ่านส่องประกายเย็นเยียบข่มขวัญ
ตูมมม!!
ทวนนภาทมิฬพุ่งปักทะลวงลงกลางลานหินดั่งสายฟ้าฟาด เสียงกัมปนาทกึกก้องสะเทือนไปถึงวิญญาณ
พื้นดินโดยรอบระเบิดออกและแตกกระจายเป็วงกว้างประหนึ่งถูกอุกกาบาตพุ่งชน ความรุนแรงนั้นส่งร่างของเซเวียร์ให้กระเด็นถอยครูดไปตามแรงปะทะ
อัศวินนภาเหยียบยืนทรงตัวอย่างเหนือชั้น อยู่บนยอดปลายสุดของด้ามทวน ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางรอยแยก ประหนึ่งเหยี่ยวเหล็กที่เกาะนิ่งบนยอดเสา
ฝ่ายเซเวียร์ที่ถูกแรงอัดกระแทกจนถอยร่นไป กลับยังคงตั้งหลักได้อย่างมั่นคง ราวกับขุนเขาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุ นัยน์ตาสีแดงฉานเงยขึ้นสบตากับร่างบนยอดทวนอย่างท้าทาย
ร่างในชุดเกราะสีเงินวาวโรจน์ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาอาศัยความคล่องตัวที่เหนือมนุษย์ กรีดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวจากทุกองศาและทุกทิศทางด้วยความเร็วสูงครั้งแล้วครั้งเล่า ประหนึ่ง-่าฝนดาวตกที่พุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง
“ช้าไป!!” เซเวียร์คำรามพลางเอี้ยวตัวหลบคมทวนที่ถากผ่านหน้าอกไปเพียงปลายเล็บ เขาพยายามจะคว้าจับข้อเท้าของศัตรูที่ลอยอยู่กลางอากาศ
แต่อัศวินคนนั้นกลับว่องไวราวกับวิญญาณ เขาบิดกายกลางอากาศหลบวงแขนของจอมาัได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะอาศัยแรงเหวี่ยงตวัดฟาดทวนกระแทกเข้าที่สีข้างของเซเวียร์อย่างจัง
ปึก!!
ร่างเปลือยเปล่าของเซเวียร์ไถลครูดไปกับพื้นหินที่เย็นจัด แต่เขากลับไม่สะทกสะท้าน แววตาที่เคยดูแคลนเริ่มเปลี่ยนเป็ความสนุกสนานปนโทสะ
“ไม่เลว…ท่วงท่าสวยงาม แต่แรงมดกัดแค่นี้จะฆ่าข้าได้ยังไง!!”
อัศวินเกราะเงินยังคงนิ่งเงียบ เขาควงทวนเรียวคู่กายก่อนจะทะยานร่างวูบหายไปในม่านเมฆประหนึ่งมังกรเวหา เพื่อชิงความได้เปรียบทางอากาศ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทิ้งตัวลงมาตรงๆ
แทนที่จะหมุนควงส่าน เขากลับดีดตัวเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า พุ่งเข้าหาเป้าหมายจากทิศทางที่คาดไม่ถึง ประหนึ่งเงาสีเงินที่วูบวาบไปมาในความมืด
ทวนนภาถูกร่ายรำเข้าทิ่มแทงจุดตายของจอมาัอย่างต่อเนื่อง ทิ้งไว้เพียงเส้นแสงสีเงินที่กรีดผ่านความมืดมิด ท่วงท่านั้นเปี่ยมไปด้วยความพลิ้วไหวแต่ดุดันประหนึ่งการร่ายรำของมังกรบนฟากฟ้า
เซเวียร์ที่ตั้งรับอยู่นานเริ่มหรี่ตาลง นัยน์ตาสีแดงฉานคอยจับจ้องรอยฉีกขาดของอากาศจนเริ่มจับวิถีการเคลื่อนไหวที่วูบวาบนั้นได้ในที่สุด
เขาเฝ้าคอยจังหวะอย่างใจเย็น…จนกระทั่งอัศวินนภาดีดตัวทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหาอีกครั้งเพื่อเตรียมจะโฉบลงมา
ท่าคราวนี้จอมาักลับไม่ยืนรออยู่เบื้องล่าง ร่างเปลือยเปล่าพุ่งทะยานขึ้นตามไปติดๆ ประหนึ่งเงาทมิฬที่ไล่ล่าแสงดาริกา
เซเวียร์ง้างกำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยพลังเวทมืด จนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยวและหนักอึ้ง ก่อนจะชกเข้าใส่กึ่งกลางใบหน้าภายใต้หมวกเหล็กอย่างสุดแรง หมายจะปลิดชีพในหมัดเดียว
อัศวินนภาชะงักไปชั่วครู่คล้ายกับตกใจที่ถูกตามขึ้นมาถึงถิ่นของตน แต่ด้วยสัญชาตญาณนักรบอันยอดเยี่ยม เขายังสามารถพลิกทวนกลับมาขวางกั้นหมัดมรณะนั้นไว้ได้ทันท่วงที
เคร้ง!!
เสียงปะทะกันระห่างพลังเวทมืดและโลหะระดับสูงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชั้นบรรยากาศที่เบาบาง
“หึ…ถึงตาเจ้าต้องเป็ฝ่ายตั้งรับดูบ้างแล้ว!!” เซเวียร์คำรามก้องท่ามกลางกระแสลม
ในจังหวะที่กำปั้นยังคงปะทะอยู่กับด้ามทวน เขาก็เหวี่ยงหน้าแข้งอัดเข้าใส่หน้าท้องของอัศวินนภาอย่างถนัดถนี่ แรงกระแทกที่อัดแน่นด้วยมวลกล้ามเนื้อของาัแวมไพร์ ส่งร่างเกราะเงินให้เสียหลักปลิวละลิ่วร่วงดิ่งลงจากฟากฟ้าในทันที
เซเวียร์ไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ เขาพุ่งดิ่งตามร่างที่กำลังร่วงหล่นลงมา หมายจะเข้าซ้ำเพื่อเผด็จศึก
ท่าอัศวินไร้หน้ากลับแสดงสัญชาตญาณนักรบที่น่าทึ่ง แม้จะอยู่ในสภาวะร่วงหล่นเขาก็ยังสามารถจัดระเบียบร่างกายกลางอากาศได้อย่างรวดเร็ว
ในเสี้ยววินาทีที่เซเวียร์พุ่งเข้าประชิดตัวโดยไม่ทันระวัง อัศวินนภาก็อาศัยแรงเหวี่ยงจากการตกแทงทวนสวนกลับขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ปัง…!!
ทวนเวหาปะทะเข้ากับหัวไหล่ซ้ายของจอมาัอย่างจัง แรงส่งที่มหาศาลทำให้หัวไหล่ของเซเวียร์ถึงกับสะบัดหมุนไปตามแรงกระแทก
ท่าโชคยังดีที่ม่านพลังเวทธาตุมืด ซึ่งแผ่ออกมาเป็เกราะป้องกันยังคงทำงานอย่างแข็งแกร่ง มันช่วยดูดซับแรงทำลายล้างส่วนใหญ่เอาไว้ ไม่ให้คมเขี้ยวโลหะทะลวงผ่านผิวหนังเข้าไปได้
เซเวียร์ต้องกัดฟันสลัดความชาหนึบที่ช่วงไหล่ทิ้ง ก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นดีดตัวถอยออกมาเพื่อตั้งหลัก และร่อนลงสู่พื้นดินหน้าปราสาทอีกครั้งด้วยความระมัดระวังที่เพิ่มมากขึ้น
“มิคาเอล…พอได้แล้ว!!” เสียงชายชรากึกก้องฝ่ามวลอากาศที่หนาวเหน็บ
อัลเฟรดที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลาขยับก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย สายตาของเขาจ้องมองไปยังรอยแยกของม่านพลังเวทสีดำที่ยังคงหมุนวนอยู่รอบตัวของเซเวียร์ด้วยแววตาเฉียบคม
เขาประเมินสถานการณ์ได้ทันที่า พลังป้องกันอันมหาศาลที่เซเวียร์แสดงออกมานั้น ไม่ใช่สิ่งที่การจู่โจมทางกายภาพเพียงอย่างเดียวจะทำลายลงได้
“พอแค่นั้นเถอะ…พลังป้องกันระดับนี้ ต่อให้โถมเข้าใส่อีกกี่ร้อยครั้ง คมทวนก็ไม่ีวันทะลวงผ่านเข้าไปถึงหัวใจของเขาได้หรอก”
“โห…ตาแก่นี่ก็ฉลาดไม่เบานี่” เซเวียร์หันไปแยกเขี้ยวแสยะยิ้มให้ชายชรา
ท่าในเสี้ยววินาทีที่เขาจงใจละสายตาไปนั้น อัศวินนภากลับอาศัยช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียวพุ่งปลายทวนเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าแลบ
แต่คล้ายกับ่าเซเวียร์จะคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว เขาพลันเหวี่ยงท่อนแขนสวนกลับเข้าใส่หมวกเหล็กอย่างถนัดถนี่ แรงปะทะจากการสวนกลับนั้นรุนแรงมหาศาล หมวกเกราะที่เคยปิดบังมิดชิดปลิวหลุดลอยไปในอากาศ…
ร่างในชุดเกราะเงินเสียหลักล้มหงายครูดไปกับพื้นหินอันยะเยือก และในวินาทีนั้นเอง…โฉมหน้าที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเหล็กมาเนิ่นนาน ก็ถูกเปิดเผยออกมาสู่สายตาอย่างชัดเจนเป็ครั้งแรก
“หน้าตาหล่อสวยไม่เบานี่…เอ๊ะ!!”
คำถากถางที่เตรียมไว้พรั่งพรูวอดวายไปในพริบตา เมื่อหมวกเหล็กหลุดกระเด็นไป…เผยให้เห็นเส้นผมสีนิลขลับที่ตัดสั้นระต้นคอสะบัดพลิ้ว
ใบหน้าที่ถูกซ่อนไว้กลับคมคายประหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่ถูกเจียระไนจากศิลาเย็น สันกรามที่เด่นชัดรับกับดวงตาพญาเหยี่ยว ที่จ้องตรงมาอย่างเย็นชาและไม่ลดละ
มันคือความงดงามที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากไอสงคราม…แข็งกร้าว ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหาร ที่หนาวเหน็บยิ่งก่าลมบนยอดเขาอาร์คานอส
“ที่แท้…เจ้าก็เป็สตรีหรอกรึ!!”
แววตาที่เคยฉายแววหยิ่งผยองของจอมาัสั่นไหววูบด้วยความคาดไม่ถึง เซเวียร์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อพบ่าคู่ต่อสู้ที่ซัดกับเขาอย่างเอาเป็เอาตาย กลับกลายเป็หญิงสาวที่ีใบหน้าคมคายและดูทระนงถึงเพียงนี้
“พอเถอะ…ถือ่าข้าขอ เลิกราเพียงเท่านี้เถอะ” อัลเฟรดแทรกขึ้นอีกครั้งเพื่อยุติความขัดแย้งที่กำลังจะทวีความรุนแรง
“ไม่ได้!! ข้าคืออัศวินผู้ีเกียรติ…จะไม่ีวันปล่อยให้ศัตรูหน้าไหน รุกล้ำเข้าไปรบกวนองค์ราชาได้เป็อันขาด” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรก
น้ำเสียงของเธอนั้นทุ้มต่ำและหนักแน่นประหนึ่งเหล็กกล้า สื่อถึงเจตจำนงที่สั่นคลอนไม่ได้แม้แต่น้อย
[หึ…อัศวินผู้ถือมั่นในเกียรติอีกคนแล้วงั้นรึ? ต้องประทานเกียรติยศเป็ปลอกคอในฮาเร็มของข้าเสียหน่อยแล้ว!!]
าัแวมไพร์ลอบแสยะยิ้มอย่างพึงใจในความคิดอันสามหาวของตน แววตาสีแดงฉานกวาดมองร่างของนักรบสาวตรงหน้าด้วยสายตาของผู้อยู่เหนือก่าอย่างชัดเจน
“มิคาเอล…ถอยไปเถอะ จิตวิญญาณอัศวินของเจ้าสูงส่งพอแล้ว แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้าในเวลานี้”
อัลเฟรดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดทอนความแข็งกร้าวลง ท่าแฝงด้วยความเด็ดขาดที่สั่นคลอนไม่ได้
อัศวินสาวกัดฟันแน่นจนสันกรามที่คมชัดนั้นเด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง เธอสะบัดทวนกลับมาพาดไว้ข้างกายอย่างไม่เต็มใจนัก แม้ดวงตาคู่คมปลาบจะยังคงฉายแววไม่ไว้วางใจในตัวาัแวมไพร์ แต่เธอก็ยอมถอยฉากออกไปยืนเบื้องหลังชายชราตามคำสั่ง
เซเวียร์เลิกคิ้วมองท่าทางที่ฮึดฮัดนั้นด้วยความนึกสนุก เขาเดินนวยนาดอวดร่างอันเปลือยเปล่าก้าวข้ามผ่านซากปรักหักพังของลานหินที่แตกร้าวเข้าไปหาคนทั้งสองอย่างไม่รีบร้อน
ลมหนาวที่พัดผ่านไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้าน ตรงกันข้าม…แววตาสีเลือดกลับยิ่งวาวโรจน์ขึ้น เมื่อเงาของปราสาทเก่าทาบทับลงบนร่าง
“ฉลาดมากตาแก่…เพราะถ้าแม่สาวน้อยนี่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง ข้าก็ไม่รับประกัน่าเกียรติยศที่นางหวงแหน จะยังเหลือรอดกลับไปหรือไม่”
เขาปรายตาส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมให้มิคาเอลอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าทั้งคู่มุ่งตรงไปยังประตูบานยักษ์ของปราสาทที่สลักเสลาด้วยลวดลายวิจิตรบรรจง
บัดนี้…เจ้าของที่แท้จริงได้กลับมาทวงบัลลังก์คืนแล้ว และไม่่าใครที่ขวางทาง ไม่่าจะเป็อัศวินผู้ทรงเกียรติหรือพระเจ้าจากสรวงสวรรค์ เขาก็พร้อมจะเหยียบย่ำและเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็ของเล่นในอุ้งมือ
เสียงเสียดสีของโลหะหนักที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมาเนิ่นนาน…ค่อยๆ เปิดออก้ัจอมาัผู้ืสู่าุูิอีกครั้ง
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??