เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ
กัวเทียนอวี้หัวเราะร่วนเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของไป๋หย่งชิง เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องประดุจเจ้าของบ้าน “ฮูหยินรู้ไหม... เมื่อครู่ที่หอตำรา ตาเฒ่าเฝ้าหอผู้จองหองคนนั้น ถึงกับกล่าวชมบุตรชายของท่านว่าเขามีกระดูกมังกรซ่อนกาย มีพรสวรรค์เหนือกว่าข้านับพันเท่า”
ไป๋หย่งชิงที่พยายามถอยหนีในตอนแรก ชะงักงันด้วยความดีใจจนลืมตัว ดวงตางดงามเปล่งประกายขึ้นทันที “ที่เจ้าพูด... เป็นความจริงหรือ? ท่านผู้เฒ่าผู้นั้นเป็นใครกัน เหตุใดถึงมองออกเพียงชั่วครู่?”
ความยินดีที่ออกนอกหน้าของนางเพื่อบุตรชาย กลับเป็นเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงแห่งความริษยาในใจของเทียนอวี้ เขาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา แววตาฉายชัดถึงความริษยาปนหมั่นไส้ “จะเก่งแค่ไหนแล้วอย่างไร? สุดท้ายข้าก็จะช่วงชิงทุกอย่างที่มันมีมาเป็นของข้า... รวมถึงตัวท่านด้วย!”
พูดจบ เทียนอวี้ก็ปลดสายรัดเอวออกช้าๆ ก่อนจะถอดกางเกงลงจนเผยให้เห็น 'แท่งหยกยักษ์' ที่บัดนี้แข็งขึงตระหง่านท้าทายสายตา ทันทีที่ไป๋หย่งชิงเห็นสิ่งที่เคยรุกรานร่างกายนางตลอดคืน ความทรงจำอันเร่าร้อนก็ย้อนกลับมาจู่โจม นางรู้สึกราวกับลำคอแห้งผาก ร่างกายที่ระบมกลับวูบวาบอย่างประหลาดจนน่าละอาย
เทียนอวี้ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังเก้าอี้ที่หย่งชิงนั่งอยู่ เขาพาดแขนลงบนไหล่นมนของนาง ก่อนจะโน้มตัวลงใช้มือหนาทั้งสองข้างกุมหมับเข้าที่ทรวงอกอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดไว้ทุกข์สีขาว
“อ๊ะ...” หย่งชิงสะดุ้งเบาๆ นางรีบยกมือขึ้นจับแขนของเขาไว้ หมายจะดึงออกตามสัญชาตญาณ แต่ทว่านางกลับไร้ซึ่งแรงต้านทาน มือเล็กๆ ของนางเพียงแค่แตะแขนเขาไว้เบาๆ คล้ายกับคำอนุญาตกลายๆ ให้เขาทำต่อไป
“อ่า... ฮูหยิน ร่างกายของท่านช่างซื่อสัตย์นัก” เทียนอวี้กระซิบข้างหูพลางสอดมือเข้าไปใต้สาบเสื้อชั้นใน สัมผัสโดยตรงกับผิวเนื้อนวลเนียนที่ร้อนผ่าว ทันทีที่ปลายนิ้วหยาบกร้านบดเบี้ยลงบนยอดถันสีหวาน หย่งชิงก็หลับตาพริ้มพร้อมกับส่งเสียงครางในลำคออย่างเคลิบเคลิ้ม ความรู้สึกปั่นป่วนแล่นพล่านไปทั่วกายจนส่วนล่างที่เคยระบมกลับเริ่มขับน้ำหวานออกมาจนเปียกชื้นซึมซับซับใน
เทียนอวี้ไม่ปล่อยให้อารมณ์ขาดช่วง เขาซุกไซร้ใบหน้าลงกับซอกคอขาวระหง สูดดมกลิ่นกายสาวที่เย้ายวนใจ ก่อนจะรั้งใบหน้าของนางให้หันมารับสัมผัสจากเขา ไป๋หย่งชิงที่บัดนี้ตกอยู่ในภวังค์แห่งกามราคะเหมือนมีมนต์ดลใจ นางไม่เพียงไม่หลบเลี่ยง แต่กลับเป็นฝ่ายเผยอริมฝีปากออกเพื่อตอบรับจูบอันเร่าร้อนของเขา ลิ้นเล็กสีชมพูแลกเปลี่ยนสัมผัสกับลิ้นของเทียนอวี้อย่างพัลวัน ยอมศิโรราบให้กับความอัปยศที่แสนหวานอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่มารดากำลังตกอยู่ในบ่วงกามราคะที่เรือนบุปผาโปรย ไป๋หย่งเจิ้งก็ได้ก้าวเท้าขึ้นมาถึง ชั้นที่ ๖ ของหอตำราเจดีย์เจ็ดชั้น บรรยากาศบนชั้นนี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง แสงสว่างจากโคมไฟที่ติดอยู่ตามผนังหินส่องกระทบชั้นวางตำราไม้แกะสลักอย่างดี
หย่งเจิ้งเดินสำรวจไปตามชั้นวางด้วยใจที่เต้นระรัว ทว่าเขากลับต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน เมื่อพบว่าตำราที่ระบุว่าเป็น "วิชาลมปราณ" นั้นมีจำนวนน้อยนิดจนน่าใจหาย หากเทียบกับความกว้างขวางของหอตำราแห่งนี้ ตำราแต่ละเล่มดูเบาบางและมีเนื้อหาที่ธรรมดาจนเกินไป เขาหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่านดูคร่าวๆ ก็พบว่าเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานที่หาได้ตามสำนักคุ้มภัยทั่วไป
“แปลกจริง... ไฉนตระกูลกัวที่มีอิทธิพลล้นเหลือ กลับมีคัมภีร์ลมปราณที่ชั้นนี้เพียงไม่กี่เล่ม” หย่งเจิ้งพึมพำกับตัวเอง
“นั่นเพราะวิชาที่ดีที่สุด... ล้วนถูกเก็บไว้ในที่ที่คนตาถั่วหาไม่เจออย่างไรเล่า”
เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาหย่งเจิ้งสะดุ้งสุดตัวรีบหันขวับไปมอง พบว่าเป็นตาเฒ่าเฝ้าหอคนเดิมที่เดินขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็มิอาจทราบได้ ชายชราเดินกระย่องกระแย่งผ่านหย่งเจิ้งไปพลางถาม “เจ้าอยากได้วิชาแบบไหนล่ะ?”
“ข้า... ข้าอยากได้วิชาลมปราณที่สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับเพลงดาบของข้าได้ครับท่านผู้เฒ่า” หย่งเจิ้งรีบตอบด้วยความเคารพ
ชายชราแค่นหัวเราะ “วิชาแบบนั้นหาง่ายนัก” เขาหยิบตำราออกมา ๒-๓ เล่มแล้วส่งให้ “นี่คือ ‘ปราณศิลาเหล็ก’ และ ‘ปราณตัดวายุ’ เหมาะกับเพลงดาบสายทำลายล้างที่เจ้าถนัดนักล่ะ”
หย่งเจิ้งรับตำรามาพิจารณา ทว่าในขณะที่เขากำลังชั่งใจอยู่นั้น หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตำราเก่าๆ เล่มหนึ่งที่วางระเกะระกะอยู่ในมุมมืดบนชั้นวางที่ดูเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ มันเป็นตำราที่เย็บด้วยด้ายป่านเกรดต่ำ หน้าปกเปื้อนฝุ่นจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นวิชาอะไร
“แล้วเล่มนั้นล่ะครับ?” หย่งเจิ้งชี้ไปที่มุมนั้น
ชายชราชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองตำราเล่มนั้นฉายแววเสียดายและอาลัยอย่างเห็นได้ชัด “นั่นคือ ‘ลมปราณบ่มตะวัน’ ...เป็นวิชาชั้นยอดที่สูญหายไปนาน แต่น่าเสียดายที่มันเหลือเพียงครึ่งเล่มแรกเท่านั้น ใครที่ฝึกมันล้วนไปไม่ถึงฝั่งฝัน”
หย่งเจิ้งเดินเข้าไปหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาปัดฝุ่นออกอย่างแผ่วเบา ทันทีที่เขาเปิดหน้าแรกออก ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความทึ่ง ตัวอักษรหวัดๆ แต่ทรงพลังจารึกไว้ชัดเจนว่า
"สุดยอดวิชาเพาะสร้างดวงตะวันจากลมปราณ เมื่อฝึกสำเร็จ แม้จะใช้กระบวนท่าธรรมดาสามัญ ก็มีอานุภาพเกริกไกรสะท้านภพ พลังปราณที่ร้อนแรงจะแผ่ซ่านป่นหินผ่าศิลาล้วนง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ"
“ป่นหินผ่าศิลา... ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ” หย่งเจิ้งทวนคำด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกบางอย่างดลใจให้เขาเชื่อว่านี่คือวิชาที่เขาเฝ้าตามหา
“เจ้าหนุ่ม... ข้าเตือนเจ้าแล้วนะว่ามันไม่สมบูรณ์” ชายชราเตือนเสียงเข้ม
“ขอบคุณที่ท่านเมตตาเตือนครับท่านผู้เฒ่า” หย่งเจิ้งกล่าวพลางกอดตำราไว้แน่น แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว “แต่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะฝึกวิชานี้!”
ชายชรามองท่าทางของหย่งเจิ้งแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว “เอาเถอะ... หากเจ้าดื้อแพ่ง ข้าก็จะไม่ห้าม เพราะกัวฉงเฟิงไม่ได้กำหนดเวลาว่าเจ้าจะอยู่ในหอนี้นานเพียงใด เจ้าจะเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ย่อมได้”
พูดจบ ชายชราก็เดินนำหย่งเจิ้งกลับลงไปยังชั้นที่ ๑ ตรงไปยังพื้นที่กึ่งกลางเจดีย์ ซึ่งมีผนังหินแปดเหลี่ยมล้อมรอบเป็นห้องลับขนาดใหญ่
ชายชราเดินมาหยุดอยู่ที่กึ่งกลางชั้นที่ ๑ ของหอตำรา เขาเอื้อมมือที่เหี่ยวย่นไปกดลงบนลวดลายสลักรูปอัฏฐะบนผนังหินแปดเหลี่ยม ทันใดนั้น เสียงกลไกหนักอึ้งก็ดังกระหึ่มขึ้น พร้อมกับประตูศิลาที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงกว้างขวางที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการฝึกยุทธ์โดยเฉพาะ
“นี่คือหอฝึกวิชา... เจ้าจงเข้าไปฝึกฝนลมปราณบ่มตะวันที่เจ้าเลือกเสียที่นี่” ชายชรากล่าวพลางหันมามองหย่งเจิ้งด้วยสายตาที่ซับซ้อน
ขณะที่หย่งเจิ้งกำลังจะก้าวเท้าเข้าไป ชายชราก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “เจ้าหนุ่ม... ข้าขอถามอะไรสักเรื่อง เหตุใดประมุขกัวฉงเฟิงถึงยอมเปิดหอตำราที่เปรียบเสมือนหัวใจของตระกูลให้คนนอกอย่างเจ้าเข้ามาฝึกวิชาง่ายดายเช่นนี้?”
หย่งเจิ้งชะงักฝีเท้าแล้วหันมาตอบด้วยรอยยิ้ม “นั่นเป็นเพราะท่านประมุขกัวมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านพ่อของข้าครับ พวกเขาเป็นสหายร่วมตายที่ไว้ใจกันอย่างมาก ท่านประมุขกัวช่างมีเมตตาและมีไมตรีต่อตระกูลไป๋ของข้ายิ่งนัก”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ไมตรี’ ชายชราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเย้ยหยัน “ฮ่าๆๆ! ไมตรีงั้นหรือ? มิตรสหายร่วมตายงั้นหรือ? เจ้าหนุ่มเอ๋ย... กัวฉงเฟิงน่ะหรือจะมีน้ำใจเช่นนั้น สันดานแท้จริงของมันน่ะเลวยิ่งกว่าสุนัขในรางหญ้าเสียอีก! มันไม่มีวันทำอะไรเพื่อมิตรสหายโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์มหาศาลหรอก เจ้ากำลังถูกหน้ากากวิญญูชนของมันหลอกลวงแล้ว!”
หย่งเจิ้งได้ฟังก็พลันคิ้วขมวด ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ท่านผู้เฒ่า! ข้าเคารพท่านในฐานะผู้อาวุโสที่ดูแลหอตำรา แต่ท่านไม่ควรกล่าววาจาดูหมิ่นผู้มีพระคุณของข้าเช่นนี้ ท่านประมุขกัวคือผู้เดียวที่ยื่นมือมาช่วยข้ากับท่านแม่ในยามลำบาก คำพูดของท่านมันช่างเหลวไหลสิ้นดี!”
สำหรับหย่งเจิ้งแล้ว กัวฉงเฟิงคือเพื่อนรักที่บิดาไว้ใจที่สุดก่อนตาย ดังนั้นคำเตือนของตาเฒ่ากระเซอะกระเซิงคนนี้จึงเป็นเพียงคำกล่าวหาของคนเสียสติในสายตาของเขา
ชายชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ “แล้วเจ้ามาที่นี่เพียงลำพังงั้นหรือ? มีใครมากับเจ้าด้วยหรือไม่... คนที่ตอนนี้พักอยู่ในพื้นที่ของสำนักป้องกันภัยเจิ้นเหว่ยน่ะ?”
“มีท่านแม่ของข้ามาพักอยู่ด้วยเพียงคนเดียวครับ” หย่งเจิ้งตอบไปตามตรง
คำตอบนั้นทำให้ชายชราถึงกับยืนตะลึง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน แววตาของเขาเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ทั้งโกรธแค้น ชิงชัง และลงท้ายด้วยความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง เขาพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว “งั้นหรือ... เป็นเช่นนี้เองหรือ กัวฉงเฟิง... เจ้ามันเดรัจฉานจริงๆ”
เขาหันกลับมามองหย่งเจิ้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันคือสายตาแห่งความเวทนาและเห็นใจอย่างเหลือแสน ชายชราก้าวเข้ามาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและสั่นเครือ “เจ้าหนุ่ม... จงฟังข้าให้ดี หากเจ้าอยากปกป้องสิ่งที่เจ้าเหลืออยู่ จงตั้งใจฝึกฝนลมปราณบ่มตะวันนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เมื่อใดที่เจ้าฝึกสำเร็จ... จงรีบพาแม่ของเจ้าหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าได้หันหลังกลับมาเด็ดขาด!”
พูดจบ ชายชราก็เดินจากไปในเงามืดของหอตำราโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้หย่งเจิ้งยืนงุนงงกับคำเตือนที่ฟังดูเหมือนคำสาปแช่งนั่น ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความสับสน “ช่างเป็นตาแก่ที่ประหลาดแท้ๆ”
หย่งเจิ้งเดินเข้าสู่ห้องศิลาแปดเหลี่ยม ประตูปิดสนิทลงตัดขาดจากโลกภายนอก เขาเริ่มนั่งลงขัดสมาธิที่กึ่งกลางห้อง กางตำราลมปราณบ่มตะวันออกช้าๆ โดยไม่รู้เลยว่าคำเตือน “เหลวไหล” นั้น คือความจริงเดียวที่จะช่วยชีวิตเขากับมารดาได้
ในขณะที่ไป๋หย่งเจิ้งเริ่มเข้าสู่ภวังค์สมาธิเพื่อสำรวจกระแสปราณในหอฝึกอันเงียบสงบ ที่เรือนบุปผาโปรยกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวราคะที่รุนแรงและป่าเถื่อน แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นภาพความอัปยศบนเตียงกว้างอย่างชัดเจน
บนพื้นห้องมีชุดไว้ทุกข์สีขาวสะอาดตาของสตรีและเสื้อผ้าของบุรุษถอดกองระเกะระกะไร้ระเบียบ บ่งบอกถึงความเร่งรีบในกามารมณ์ที่ปะทุขึ้นกลางวันแสกๆ บนเตียงนั้น ไป๋หย่งชิง ฮูหยินผู้สูงศักดิ์บัดนี้อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว นางถูกบังคับให้อยู่ในท่วงท่าคลานสี่ขาประดุจสัตว์เลี้ยงที่เชื่องรี สะโพกกลมกลึงถูกยกขึ้นสูงโดยมี กัวเทียนอวี้ ยืนซ้อนอยู่ที่ด้านหลัง
“อ๊ะ... อ๊าาา! อื้มมม...”
เสียงครางกระเส่าของหย่งชิงดังประสานกับเสียงเนื้อกระทบกัน ตับ! ตับ! ตับ! อย่างหนักหน่วง กัวเทียนอวี้กระแทกกระทั้นแท่งหยกยักษ์เข้าใส่ถ้ำสวาทของนางจากทางด้านหลังอย่างไม่ยั้งแรง ความป่าเถื่อนของเขาเพิ่มพูนขึ้นตามแรงอารมณ์ริษยาที่เขามีต่อบุตรชายของนาง ทุกจังหวะที่เขาโถมกายเข้าใส่ประดุจต้องการจะตอกย้ำว่านางเป็นเพียงสิ่งของบำเรอกามของเขาเท่านั้น
มือหนาของเทียนอวี้เอื้อมมาจิกกลุ่มผมสลวยของหย่งชิงแล้วรั้งขึ้นจนใบหน้าของนางแหงนเงย แผ่นหลังของนางแอ่นโค้งตามแรงอารมณ์ ทำให้ทรวงอกอวบอิ่มทั้งสองข้างแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการกระแทกที่รุนแรง หย่งชิงหลับตาพริ้ม ใบหน้าแดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แม้จะรู้สึกระบมจากศึกเมื่อคืนทว่าร่างกายของนางกลับตอบสนองต่อรสสัมผัสอันดิบเถื่อนนี้อย่างน่าละอาย
“บอกข้าสิฮูหยิน... ระหว่างที่ลูกชายท่านกำลังเพียรฝึกวิชาโง่ๆ นั่น มารดาอย่างท่านกำลังมีความสุขกับ-วยของข้าแค่ไหน!” เทียนอวี้คำรามเสียงพร่าพลางกระแทกสวนเข้าไปจนสุดโคน
หย่งชิงไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้นอกจากเสียงครางที่สั่นเครือ นางพยายามจะขัดขืนในใจทว่าสมองกลับขาวโพลนไปหมด ความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังทำให้นางเผลอโยกสะโพกตอบรับจังหวะอันป่าเถื่อนนั้นอย่างลืมตัว น้ำหวานจากร่องสวาทไหลเปรอะเปื้อนโคนขาของพรานหนุ่มผสมปนเปกับหยาดเหงื่อ
ในจังหวะสุดท้าย เทียนอวี้บีบเค้นสะโพกของนางจนขึ้นรอยนิ้วมือเขียวช้ำ ก่อนจะเร่งจังหวะการเข้าออกอย่างรวดเร็วระรัวประดุจกลองรบ ร่างของหย่งชิงสั่นสะท้านประดุจใบไม้ต้องลมพายุ นางกรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อความเสียวซ่านพุ่งทะลุขีดจำกัดจนถึงจุดสุดยอด พร้อมๆ กับที่เทียนอวี้คำรามลั่นและฉีดพ่นน้ำรักร้อนผ่าวเข้าสู่ตัวนางจนล้นทะลักออกมาตามง่ามขา
หย่งชิงฟุบหน้าลงกับที่นอนอย่างหมดแรง ลมหายใจหอบถี่ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะของเทียนอวี้ที่ยังคงโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของนางไว้จากด้านหลัง โดยที่นางมิอาจรู้เลยว่าในขณะที่นางกำลังจมดิ่งในรสกามนี้ ลูกชายของนางกำลังเริ่มต้นเส้นทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??