เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ

ติดตาม
บทที่ ๑๐ ลมปราณบ่มตะวันและความลับใต้หน้ากาก
บทที่ ๑๐ ลมปราณบ่มตะวันและความลับใต้หน้ากาก
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

        กัวเทียนอวี้หัวเราะร่วนเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของไป๋หย่งชิง เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องประดุจเจ้าของบ้าน ฮูหยินรู้ไหม... เมื่อครู่ที่หอตำรา ตาเฒ่าเฝ้าหอผู้จองหองคนนั้น ถึงกับกล่าวชมบุตรชายของท่านว่าเขามีกระดูกมังกรซ่อนกาย มีพรสวรรค์เหนือกว่าข้านับพันเท่า

        ไป๋หย่งชิงที่พยายามถอยหนีในตอนแรก ชะงักงันด้วยความดีใจจนลืมตัว ดวงตางดงามเปล่งประกายขึ้นทันที ที่เจ้าพูด... เป็นความจริงหรือท่านผู้เฒ่าผู้นั้นเป็นใครกัน เหตุใดถึงมองออกเพียงชั่วครู่?

        ความยินดีที่ออกนอกหน้าของนางเพื่อบุตรชาย กลับเป็นเหมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงแห่งความริษยาในใจของเทียนอวี้ เขาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา แววตาฉายชัดถึงความริษยาปนหมั่นไส้ จะเก่งแค่ไหนแล้วอย่างไรสุดท้ายข้าก็จะช่วงชิงทุกอย่างที่มันมีมาเป็นของข้า... รวมถึงตัวท่านด้วย!

        พูดจบ เทียนอวี้ก็ปลดสายรัดเอวออกช้าๆ ก่อนจะถอดกางเกงลงจนเผยให้เห็น 'แท่งหยกยักษ์ที่บัดนี้แข็งขึงตระหง่านท้าทายสายตา ทันทีที่ไป๋หย่งชิงเห็นสิ่งที่เคยรุกรานร่างกายนางตลอดคืน ความทรงจำอันเร่าร้อนก็ย้อนกลับมาจู่โจม นางรู้สึกราวกับลำคอแห้งผาก ร่างกายที่ระบมกลับวูบวาบอย่างประหลาดจนน่าละอาย

        เทียนอวี้ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลังเก้าอี้ที่หย่งชิงนั่งอยู่ เขาพาดแขนลงบนไหล่นมนของนาง ก่อนจะโน้มตัวลงใช้มือหนาทั้งสองข้างกุมหมับเข้าที่ทรวงอกอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดไว้ทุกข์สีขาว

        อ๊ะ... หย่งชิงสะดุ้งเบาๆ นางรีบยกมือขึ้นจับแขนของเขาไว้ หมายจะดึงออกตามสัญชาตญาณ แต่ทว่านางกลับไร้ซึ่งแรงต้านทาน มือเล็กๆ ของนางเพียงแค่แตะแขนเขาไว้เบาๆ คล้ายกับคำอนุญาตกลายๆ ให้เขาทำต่อไป

        อ่า... ฮูหยิน ร่างกายของท่านช่างซื่อสัตย์นัก เทียนอวี้กระซิบข้างหูพลางสอดมือเข้าไปใต้สาบเสื้อชั้นใน สัมผัสโดยตรงกับผิวเนื้อนวลเนียนที่ร้อนผ่าว ทันทีที่ปลายนิ้วหยาบกร้านบดเบี้ยลงบนยอดถันสีหวาน หย่งชิงก็หลับตาพริ้มพร้อมกับส่งเสียงครางในลำคออย่างเคลิบเคลิ้ม ความรู้สึกปั่นป่วนแล่นพล่านไปทั่วกายจนส่วนล่างที่เคยระบมกลับเริ่มขับน้ำหวานออกมาจนเปียกชื้นซึมซับซับใน

        เทียนอวี้ไม่ปล่อยให้อารมณ์ขาดช่วง เขาซุกไซร้ใบหน้าลงกับซอกคอขาวระหง สูดดมกลิ่นกายสาวที่เย้ายวนใจ ก่อนจะรั้งใบหน้าของนางให้หันมารับสัมผัสจากเขา ไป๋หย่งชิงที่บัดนี้ตกอยู่ในภวังค์แห่งกามราคะเหมือนมีมนต์ดลใจ นางไม่เพียงไม่หลบเลี่ยง แต่กลับเป็นฝ่ายเผยอริมฝีปากออกเพื่อตอบรับจูบอันเร่าร้อนของเขา ลิ้นเล็กสีชมพูแลกเปลี่ยนสัมผัสกับลิ้นของเทียนอวี้อย่างพัลวัน ยอมศิโรราบให้กับความอัปยศที่แสนหวานอย่างสิ้นเชิง

        ขณะที่มารดากำลังตกอยู่ในบ่วงกามราคะที่เรือนบุปผาโปรย ไป๋หย่งเจิ้งก็ได้ก้าวเท้าขึ้นมาถึง ชั้นที่  ของหอตำราเจดีย์เจ็ดชั้น บรรยากาศบนชั้นนี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง แสงสว่างจากโคมไฟที่ติดอยู่ตามผนังหินส่องกระทบชั้นวางตำราไม้แกะสลักอย่างดี

        หย่งเจิ้งเดินสำรวจไปตามชั้นวางด้วยใจที่เต้นระรัว ทว่าเขากลับต้องขมวดคิ้วด้วยความฉงน เมื่อพบว่าตำราที่ระบุว่าเป็น "วิชาลมปราณนั้นมีจำนวนน้อยนิดจนน่าใจหาย หากเทียบกับความกว้างขวางของหอตำราแห่งนี้ ตำราแต่ละเล่มดูเบาบางและมีเนื้อหาที่ธรรมดาจนเกินไป เขาหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่านดูคร่าวๆ ก็พบว่าเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานที่หาได้ตามสำนักคุ้มภัยทั่วไป

        แปลกจริง... ไฉนตระกูลกัวที่มีอิทธิพลล้นเหลือ กลับมีคัมภีร์ลมปราณที่ชั้นนี้เพียงไม่กี่เล่ม หย่งเจิ้งพึมพำกับตัวเอง

        นั่นเพราะวิชาที่ดีที่สุด... ล้วนถูกเก็บไว้ในที่ที่คนตาถั่วหาไม่เจออย่างไรเล่า

        เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำเอาหย่งเจิ้งสะดุ้งสุดตัวรีบหันขวับไปมอง พบว่าเป็นตาเฒ่าเฝ้าหอคนเดิมที่เดินขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็มิอาจทราบได้ ชายชราเดินกระย่องกระแย่งผ่านหย่งเจิ้งไปพลางถาม เจ้าอยากได้วิชาแบบไหนล่ะ?

        ข้า... ข้าอยากได้วิชาลมปราณที่สามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับเพลงดาบของข้าได้ครับท่านผู้เฒ่า หย่งเจิ้งรีบตอบด้วยความเคารพ

        ชายชราแค่นหัวเราะ วิชาแบบนั้นหาง่ายนัก เขาหยิบตำราออกมา - เล่มแล้วส่งให้ นี่คือ ปราณศิลาเหล็ก และ ปราณตัดวายุ เหมาะกับเพลงดาบสายทำลายล้างที่เจ้าถนัดนักล่ะ

        หย่งเจิ้งรับตำรามาพิจารณา ทว่าในขณะที่เขากำลังชั่งใจอยู่นั้น หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตำราเก่าๆ เล่มหนึ่งที่วางระเกะระกะอยู่ในมุมมืดบนชั้นวางที่ดูเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ มันเป็นตำราที่เย็บด้วยด้ายป่านเกรดต่ำ หน้าปกเปื้อนฝุ่นจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นวิชาอะไร

        แล้วเล่มนั้นล่ะครับ? หย่งเจิ้งชี้ไปที่มุมนั้น

        ชายชราชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองตำราเล่มนั้นฉายแววเสียดายและอาลัยอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ ลมปราณบ่มตะวัน ...เป็นวิชาชั้นยอดที่สูญหายไปนาน แต่น่าเสียดายที่มันเหลือเพียงครึ่งเล่มแรกเท่านั้น ใครที่ฝึกมันล้วนไปไม่ถึงฝั่งฝัน

        หย่งเจิ้งเดินเข้าไปหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาปัดฝุ่นออกอย่างแผ่วเบา ทันทีที่เขาเปิดหน้าแรกออก ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความทึ่ง ตัวอักษรหวัดๆ แต่ทรงพลังจารึกไว้ชัดเจนว่า

        "สุดยอดวิชาเพาะสร้างดวงตะวันจากลมปราณ เมื่อฝึกสำเร็จ แม้จะใช้กระบวนท่าธรรมดาสามัญ ก็มีอานุภาพเกริกไกรสะท้านภพ พลังปราณที่ร้อนแรงจะแผ่ซ่านป่นหินผ่าศิลาล้วนง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ"

        ป่นหินผ่าศิลา... ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ หย่งเจิ้งทวนคำด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกบางอย่างดลใจให้เขาเชื่อว่านี่คือวิชาที่เขาเฝ้าตามหา

        เจ้าหนุ่ม... ข้าเตือนเจ้าแล้วนะว่ามันไม่สมบูรณ์ ชายชราเตือนเสียงเข้ม

        ขอบคุณที่ท่านเมตตาเตือนครับท่านผู้เฒ่า หย่งเจิ้งกล่าวพลางกอดตำราไว้แน่น แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แต่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะฝึกวิชานี้!

        ชายชรามองท่าทางของหย่งเจิ้งแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เอาเถอะ... หากเจ้าดื้อแพ่ง ข้าก็จะไม่ห้าม เพราะกัวฉงเฟิงไม่ได้กำหนดเวลาว่าเจ้าจะอยู่ในหอนี้นานเพียงใด เจ้าจะเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ย่อมได้

        พูดจบ ชายชราก็เดินนำหย่งเจิ้งกลับลงไปยังชั้นที่  ตรงไปยังพื้นที่กึ่งกลางเจดีย์ ซึ่งมีผนังหินแปดเหลี่ยมล้อมรอบเป็นห้องลับขนาดใหญ่

        ชายชราเดินมาหยุดอยู่ที่กึ่งกลางชั้นที่  ของหอตำรา เขาเอื้อมมือที่เหี่ยวย่นไปกดลงบนลวดลายสลักรูปอัฏฐะบนผนังหินแปดเหลี่ยม ทันใดนั้น เสียงกลไกหนักอึ้งก็ดังกระหึ่มขึ้น พร้อมกับประตูศิลาที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงกว้างขวางที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการฝึกยุทธ์โดยเฉพาะ

        นี่คือหอฝึกวิชา... เจ้าจงเข้าไปฝึกฝนลมปราณบ่มตะวันที่เจ้าเลือกเสียที่นี่ ชายชรากล่าวพลางหันมามองหย่งเจิ้งด้วยสายตาที่ซับซ้อน

        ขณะที่หย่งเจิ้งกำลังจะก้าวเท้าเข้าไป ชายชราก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย เจ้าหนุ่ม... ข้าขอถามอะไรสักเรื่อง เหตุใดประมุขกัวฉงเฟิงถึงยอมเปิดหอตำราที่เปรียบเสมือนหัวใจของตระกูลให้คนนอกอย่างเจ้าเข้ามาฝึกวิชาง่ายดายเช่นนี้?

        หย่งเจิ้งชะงักฝีเท้าแล้วหันมาตอบด้วยรอยยิ้ม นั่นเป็นเพราะท่านประมุขกัวมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านพ่อของข้าครับ พวกเขาเป็นสหายร่วมตายที่ไว้ใจกันอย่างมาก ท่านประมุขกัวช่างมีเมตตาและมีไมตรีต่อตระกูลไป๋ของข้ายิ่งนัก

        ทันทีที่ได้ยินคำว่า ไมตรี ชายชราก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเย้ยหยัน ฮ่าๆๆไมตรีงั้นหรือมิตรสหายร่วมตายงั้นหรือเจ้าหนุ่มเอ๋ย... กัวฉงเฟิงน่ะหรือจะมีน้ำใจเช่นนั้น สันดานแท้จริงของมันน่ะเลวยิ่งกว่าสุนัขในรางหญ้าเสียอีกมันไม่มีวันทำอะไรเพื่อมิตรสหายโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์มหาศาลหรอก เจ้ากำลังถูกหน้ากากวิญญูชนของมันหลอกลวงแล้ว!

        หย่งเจิ้งได้ฟังก็พลันคิ้วขมวด ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ท่านผู้เฒ่าข้าเคารพท่านในฐานะผู้อาวุโสที่ดูแลหอตำรา แต่ท่านไม่ควรกล่าววาจาดูหมิ่นผู้มีพระคุณของข้าเช่นนี้ ท่านประมุขกัวคือผู้เดียวที่ยื่นมือมาช่วยข้ากับท่านแม่ในยามลำบาก คำพูดของท่านมันช่างเหลวไหลสิ้นดี!

        สำหรับหย่งเจิ้งแล้ว กัวฉงเฟิงคือเพื่อนรักที่บิดาไว้ใจที่สุดก่อนตาย ดังนั้นคำเตือนของตาเฒ่ากระเซอะกระเซิงคนนี้จึงเป็นเพียงคำกล่าวหาของคนเสียสติในสายตาของเขา

        ชายชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้ แล้วเจ้ามาที่นี่เพียงลำพังงั้นหรือมีใครมากับเจ้าด้วยหรือไม่... คนที่ตอนนี้พักอยู่ในพื้นที่ของสำนักป้องกันภัยเจิ้นเหว่ยน่ะ?

        มีท่านแม่ของข้ามาพักอยู่ด้วยเพียงคนเดียวครับ หย่งเจิ้งตอบไปตามตรง

        คำตอบนั้นทำให้ชายชราถึงกับยืนตะลึง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน แววตาของเขาเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ทั้งโกรธแค้น ชิงชัง และลงท้ายด้วยความเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง เขาพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว งั้นหรือ... เป็นเช่นนี้เองหรือ กัวฉงเฟิง... เจ้ามันเดรัจฉานจริงๆ

        เขาหันกลับมามองหย่งเจิ้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันคือสายตาแห่งความเวทนาและเห็นใจอย่างเหลือแสน ชายชราก้าวเข้ามาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและสั่นเครือ เจ้าหนุ่ม... จงฟังข้าให้ดี หากเจ้าอยากปกป้องสิ่งที่เจ้าเหลืออยู่ จงตั้งใจฝึกฝนลมปราณบ่มตะวันนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เมื่อใดที่เจ้าฝึกสำเร็จ... จงรีบพาแม่ของเจ้าหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าได้หันหลังกลับมาเด็ดขาด!

        พูดจบ ชายชราก็เดินจากไปในเงามืดของหอตำราโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้หย่งเจิ้งยืนงุนงงกับคำเตือนที่ฟังดูเหมือนคำสาปแช่งนั่น ชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความสับสน ช่างเป็นตาแก่ที่ประหลาดแท้ๆ

        หย่งเจิ้งเดินเข้าสู่ห้องศิลาแปดเหลี่ยม ประตูปิดสนิทลงตัดขาดจากโลกภายนอก เขาเริ่มนั่งลงขัดสมาธิที่กึ่งกลางห้อง กางตำราลมปราณบ่มตะวันออกช้าๆ โดยไม่รู้เลยว่าคำเตือน เหลวไหล นั้น คือความจริงเดียวที่จะช่วยชีวิตเขากับมารดาได้

         

        ในขณะที่ไป๋หย่งเจิ้งเริ่มเข้าสู่ภวังค์สมาธิเพื่อสำรวจกระแสปราณในหอฝึกอันเงียบสงบ ที่เรือนบุปผาโปรยกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวราคะที่รุนแรงและป่าเถื่อน แสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นภาพความอัปยศบนเตียงกว้างอย่างชัดเจน

        บนพื้นห้องมีชุดไว้ทุกข์สีขาวสะอาดตาของสตรีและเสื้อผ้าของบุรุษถอดกองระเกะระกะไร้ระเบียบ บ่งบอกถึงความเร่งรีบในกามารมณ์ที่ปะทุขึ้นกลางวันแสกๆ บนเตียงนั้น ไป๋หย่งชิง ฮูหยินผู้สูงศักดิ์บัดนี้อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว นางถูกบังคับให้อยู่ในท่วงท่าคลานสี่ขาประดุจสัตว์เลี้ยงที่เชื่องรี สะโพกกลมกลึงถูกยกขึ้นสูงโดยมี กัวเทียนอวี้ ยืนซ้อนอยู่ที่ด้านหลัง

        อ๊ะ... อ๊าาาอื้มมม...

        เสียงครางกระเส่าของหย่งชิงดังประสานกับเสียงเนื้อกระทบกัน ตับตับตับอย่างหนักหน่วง กัวเทียนอวี้กระแทกกระทั้นแท่งหยกยักษ์เข้าใส่ถ้ำสวาทของนางจากทางด้านหลังอย่างไม่ยั้งแรง ความป่าเถื่อนของเขาเพิ่มพูนขึ้นตามแรงอารมณ์ริษยาที่เขามีต่อบุตรชายของนาง ทุกจังหวะที่เขาโถมกายเข้าใส่ประดุจต้องการจะตอกย้ำว่านางเป็นเพียงสิ่งของบำเรอกามของเขาเท่านั้น

        มือหนาของเทียนอวี้เอื้อมมาจิกกลุ่มผมสลวยของหย่งชิงแล้วรั้งขึ้นจนใบหน้าของนางแหงนเงย แผ่นหลังของนางแอ่นโค้งตามแรงอารมณ์ ทำให้ทรวงอกอวบอิ่มทั้งสองข้างแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการกระแทกที่รุนแรง หย่งชิงหลับตาพริ้ม ใบหน้าแดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แม้จะรู้สึกระบมจากศึกเมื่อคืนทว่าร่างกายของนางกลับตอบสนองต่อรสสัมผัสอันดิบเถื่อนนี้อย่างน่าละอาย

        บอกข้าสิฮูหยิน... ระหว่างที่ลูกชายท่านกำลังเพียรฝึกวิชาโง่ๆ นั่น มารดาอย่างท่านกำลังมีความสุขกับ-วยของข้าแค่ไหน! เทียนอวี้คำรามเสียงพร่าพลางกระแทกสวนเข้าไปจนสุดโคน

        หย่งชิงไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้นอกจากเสียงครางที่สั่นเครือ นางพยายามจะขัดขืนในใจทว่าสมองกลับขาวโพลนไปหมด ความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังทำให้นางเผลอโยกสะโพกตอบรับจังหวะอันป่าเถื่อนนั้นอย่างลืมตัว น้ำหวานจากร่องสวาทไหลเปรอะเปื้อนโคนขาของพรานหนุ่มผสมปนเปกับหยาดเหงื่อ

        ในจังหวะสุดท้าย เทียนอวี้บีบเค้นสะโพกของนางจนขึ้นรอยนิ้วมือเขียวช้ำ ก่อนจะเร่งจังหวะการเข้าออกอย่างรวดเร็วระรัวประดุจกลองรบ ร่างของหย่งชิงสั่นสะท้านประดุจใบไม้ต้องลมพายุ นางกรีดร้องออกมาเบาๆ เมื่อความเสียวซ่านพุ่งทะลุขีดจำกัดจนถึงจุดสุดยอด พร้อมๆ กับที่เทียนอวี้คำรามลั่นและฉีดพ่นน้ำรักร้อนผ่าวเข้าสู่ตัวนางจนล้นทะลักออกมาตามง่ามขา

        หย่งชิงฟุบหน้าลงกับที่นอนอย่างหมดแรง ลมหายใจหอบถี่ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะของเทียนอวี้ที่ยังคงโอบกอดร่างเปลือยเปล่าของนางไว้จากด้านหลัง โดยที่นางมิอาจรู้เลยว่าในขณะที่นางกำลังจมดิ่งในรสกามนี้ ลูกชายของนางกำลังเริ่มต้นเส้นทางที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล

ตอนต่อไป
บทที่ ๑๑ ตะวันรุ่งในห้องศิลา แ...

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา