เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องกระทบแผ่นป้ายไม้สลักอักษรทองคำคำว่า ‘สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย’ ที่แขวนตระหง่านู่เหนือซุ้มประตูใหญ่หน้าสำนัก สิงโตหินสลักคู่ซ้ายขวาดูน่าเกรงขามรับกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักเหล่าบ่าวไพร่ที่กำลังจัดเตรียมสัมภาระ ลมเหมันต์พัดโชยมาหอบเอาเกล็ดหิมะบางเบาให้ปลิวว่อน ทว่าไม่อาจดับความมุ่งมั่นที่ลุกโชนู่ในอกมังกรหนุ่มผู้กำลังจะก้าวเดินออกจากกรงขังแห่งความไม่รู้
ไป๋หย่งเจิ้งในชุดเดินทางรัดกุมแบบชาวยุทธสมัยราชวงศ์ถัง สวมเสื้อคลุมกันหนาวทำจากหนังสัตว์ทับเสื้อตัวในสีเข้ม ที่แผ่นหลังกว้างสะพายดาบเหล็กดำเล่มเขื่องอันเป็นอาวุธคู่กาย ใบหน้าหล่อเหลาและคมคายเขาบัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและทะนงตน เขายืนู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ โดยมีบุคคลทั้งสามที่เขาเคารพรักที่สุดในชีวิตยามนี้มาส่งเขาสู่เส้นทางแห่งการชำระแค้น
"หย่งเจิ้งหลานรัก..." กัวฉงเฟิง เจ้าสำนักเจิ้นเหว่ย ก้าวออกมาเบื้องหน้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยิ่อายวิญญูชนผู้ทรงคุณธรรม เขายื่นมือออกไปรับสายจูงม้าจากบ่าวไพร่ มันเป็นม้าพันธุ์ดีจากชายแดนตะวันตก รูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และกำลังพ่นลมหายใจเป็นไอขาวออกมาทางจมูก "ม้าเหงื่อโลหิตตัวนี้ เป็นม้าฝีเท้าชั้นเลิศที่ลุงคัดสรรมาให้เจ้าโดยเฉพาะ มันจะช่วยพาเจ้าเดินทางข้ามผ่านหุบเขาและที่ราบตะวันออกได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย"
กัวฉงเฟิงล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบถุงแพรสี้ำเงินเข้มที่ดูมี้ำหนักส่งให้เด็กหนุ่ม "ในนี้มีตั๋วเงินจากร้านแลกเงินตระกูลใหญ่ และก้อนเงินตำลึงจำนวนหนึ่งที่มากพอให้เจ้าใช้จ่ายเป็นทุนรอนตลอดการเดินทางหลายเดือน เจ้าจงรับไว้ อย่าได้ปฏิเสธ้ำใจลุงเลย"
"ท่านลุงกัว... พระคุณท่าน ข้าหย่งเจิ้งไม่มีวันลืมเลยขอรับ!" ไป๋หย่งเจิ้งรับถุงเงินและสายจูงม้ามาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความซาบซึ้งใจเอ่อล้นจนดวงตาแดงก่ำ เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด "ท่านไม่เพียงแต่ให้ที่พักพิงแก่มารดาข้า แต่ยังมอบความหวังและอนาคตให้แก่ข้า..."
"ลุกขึ้นเถิด หลานชาย" กัวฉงเฟิงรีบพยุงเด็กหนุ่มขึ้นมา แสร้งทำสีหน้าจริงจังและห่วงใย "หนทางในยุทธภพนั้นกว้างใหญ่และอันตรายนัก ลุงได้ให้สายข่าวสำนักเจิ้นเหว่ยออกสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับ 'จี้หยก' ให้เจ้า และเมื่อไม่กี่วันก่อน ลุงก็ได้รับข่าวสารที่น่าสนใจยิ่งนักจากทางเมืองหลวงนครฉางอัน"
หย่งเจิ้งหูผึ่งทันที นัยน์ตาสาดประกายความหวัง "เบาะแสอันใดหรือขอรับท่านลุง?"
"เกิดเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญขึ้นที่สำนักดาบวายุคลั่งในเมืองหลวง... คนทั้งสำนักถูกสังหารหมู่ภายในืเดียว" กัวฉงเฟิงหรี่ตาลง ้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง "มีสายข่าวรายงานว่า เมื่อห้าวันก่อนหน้าเหตุการณ์ เจ้าสำนักวายุคลั่งบังเอิญได้รับ 'จี้หยก' ชิ้นหนึ่งมาจากพ่อค้าเร่โดยบังเอิญ หลังจากนั้นเพียงสามวัน ก็มีแขกปริศนาผู้หนึ่งมาขอเข้าพบในยามวิกาล และหลังจากแขกผู้นั้นจากไป สำนักดาบแห่งนั้นก็กลายเป็นลานนองเลือด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว"
กัวฉงเฟิงเว้นจังหวะให้เด็กหนุ่มได้คิดตาม "ชาวยุทธทั่วหล้าต่างพากันเชื่อมโยงว่า จี้หยกชิ้นนั้นต้องเป็นหนึ่งในสี่ชิ้นส่วนที่ซ่อนสุดยอดวิชาเป็นแน่แท้ และแขกปริศนาผู้นั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าจากบาดแผลรอยดาบที่คมกริบเพียงดาบเดียวบนร่างผู้ตาย ทำให้มียอดฝีมือคาดเดาว่า ฆาตกรและผู้ที่ครอบครองจี้หยกชิ้นนั้นู่ คือจอมยุทธพเนจรที่มีฉายาว่า 'ดาบล่องนภา'นามว่า ฟงอู๋จี้"
"ดาบล่องนภา... ฟงอู๋จี้..." หย่งเจิ้งพึมพำชื่อนั้นซ้ำๆ ในใจ สลักมันลงไปในความทรงจำ "ขอบพระคุณท่านลุงที่ชี้แนะ ข้าจะมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อสืบหาร่องรอยคนผู้นี้ขอรับ!"
"จงระวังตัวให้จงหนัก ฟงอู๋จี้ผู้นี้มีเพลงดาบที่รวดเร็วดุจสายลมและไร้ร่องรอยดั่งหมู่เมฆ ลุงขออวยพรให้เจ้าโชคดีและปลอดภัยกลับมา" กัวฉงเฟิงตบไหล่เด็กหนุ่มเบาๆ
กัวเทียนอวี้ นายน้อยแห่งสำนักเจิ้นเหว่ย ก้าวออกมายืนเคียงข้างบิดา เขาส่งยิ้มที่ดูอบอุ่นและเป็นมิตรให้หย่งเจิ้ง "น้องหย่งเจิ้ง เจ้าจงออกเดินทางด้วยความสบายใจเถิด ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ พี่รับปากกับเจ้า... ว่าพี่จะ 'ดูแล' ฮูหยินไป๋ มารดาเจ้า... ให้เป็นอย่างดีที่สุด จะไม่ให้นางต้องตกระกำลำบากแม้แต่น้อย"
คำว่า 'ดูแล' ที่หลุดออกจากปากกัวเทียนอวี้ แฝงไปด้วยนัยยะอันสกปรกและโสมมอย่างถึงที่สุด ทว่าหย่งเจิ้งผู้มีจิตใจซื่อตรงกลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงความนัยนั้น เขาประสานมือคารวะกัวเทียนอวี้ด้วยความเคารพ "ขอบพระคุณพี่เทียนอวี้ ข้าฝากท่านแม่ด้วยนะขอรับ"
ในที่สุด ก็ถึงคราวที่สตรีเพียงหนึ่งเดียวในวงสนทนาจะต้องออกโรง ไป๋หย่งชิงก้าวเดินออกมาข้างหน้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ชุดไว้ทุกข์ผ้าดิบสีขาวที่นางสวมใส่ดูสะอาดตา ตัดกับใบหน้าที่งดงามและแววตาที่ดูห่วงใยรักใคร่บุตรชายอย่างสุดซึ้ง นางใช้สองมือเรียวประคองใบหน้าหย่งเจิ้งไว้เบาๆ
"หย่งเจิ้งลูกแม่..." ้ำเสียงนางสั่นเครือเล็กน้อยราวกับจะร้องไห้ "เจ้าก้าวเดินออกจากอ้อมอกแม่ไปสู่โลกกว้าง จงมุ่งมั่นและตั้งใจ แต่อย่าได้วู่วามจนเอาชีวิตไปทิ้งเสียเล่า..."
นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย กระซิบที่ข้างหูลูกชายด้วย้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "และจำคำแม่ไว้ให้ดี... จงเก็บงำความลับให้มิดชิด อย่าให้ผู้ใดในยุทธภพล่วงรู้เป็นอันขาด ว่าในตัวเจ้าบัดนี้ มี 'จี้หยก' ซุกซ่อนู่ถึงสองชิ้น! หากความลับนี้แพร่งพรายออกไป มันจะนำเภทภัยและหายนะมาสู่ตัวเจ้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เข้าใจหรือไม่ลูก!"
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องความลับนี้ และจะนำยอดวิชากลับมาล้างแค้นให้ท่านพ่อให้จงได้!" หย่งเจิ้งพยักหน้าอย่างหนักแน่น เขาสวมกอดมารดาบังเกิดเกล้าไว้แน่น สูดดมิ่กายที่เขาคิดว่าเป็นิ่ดอกไม้อ่อนๆ โดยไม่ได้ฉุกใจคิดเลยว่า ิ่นั้นคือเครื่องหอมที่ถูกนำมาพรมทับเพื่อกลบ 'ิ่คาวกาม' และ้ำ -วยอันธพาลทั้งสามคนที่ยังคงขังู่เต็ม รูหีนาง!
หลังจากการร่ำลาอันแสนซาบซึ้งจบลง ไป๋หย่งเจิ้งก็กระโดดขึ้นควบม้าเหงื่อโลหิต เขาหันกลับมาประสานมือคารวะบุคคลทั้งสามอีกครั้ง ก่อนจะกระตุกสายบังเหียน ควบม้าทะยานฝ่าลมหนาวและหิมะที่โปรยปรายออกไปจากหน้าสำนักเจิ้นเหว่ย มุ่งหน้าสู่เส้นทางอันยาวไกล ทิ้งรอยเท้าม้าไว้เบื้องหลัง
บุคคลทั้งสามยืนมองดูแผ่นหลังเด็กหนุ่มจนกระทั่งลับสายตาไปที่หัวมุมถนน...
ทันทีที่เงาหย่งเจิ้งหายลับไป บรรยากาศแห่งความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์และคุณธรรมอันสูงส่ง ก็มลายหายไปราวกับภาพลวงตาที่ถูกกระชากออก!
"ฮ่าๆๆๆ!"
กัวฉงเฟิงระเบิดเสียงหัวเราะก้องกังวาน นัยน์ตาที่เคยฉายแววเมตตาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมและเย้ยหยันอย่างสุดแสน "ไอ้เด็กหน้าโง่! มันช่างโง่งมและหลอกง่ายเสียยิ่งกว่าสุนัขจรจัด! หวังว่าสายเลือดอันน้อยนิดไป๋เจิ้งฉีทีู่่ในตัวมัน จะพอทำให้มัน 'ใช้การได้' และไม่ถูกพวกยอดฝีมือในยุทธภพสับเป็นชิ้นๆ ตายห่าไปซะก่อนที่จะรวบรวมจี้หยกได้ครบนะ!"
ไป๋หย่งชิงที่ยืนู่ข้างๆ ทันทีที่ลูกชายลับตาไป ท่าทีมารดาผู้แสนดีก็ถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น ร่างกายนางบิดเร่าเล็กน้อยด้วยความร่านสวาทที่ถูกกดทับไว้ นางหันไปหาเจ้าสำนักกัวแล้วแย้มยิ้มที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยตัณหา
"ข้าเองก็หวังเช่นนั้นเจ้าค่ะ ท่านประมุข..." นางเอ่ยด้วย้ำเสียงกระเส่า แววตาที่มองกัวฉงเฟิงเต็มไปด้วยความศิโรราบ "ข้าหวังว่ามันจะรวบรวมจี้หยกให้ครบทั้งสี่ชิ้น และเสาะหาเคล็ดวิชามาได้โดยเร็ว... เพื่อที่ข้า จะได้เป็นผู้นำสุดยอดวิชานั้น มาคุกเข่าประเคนให้แก่พวกท่านสองพ่อลูกด้วยมือข้าเองเจ้าค่ะ"
กัวฉงเฟิงหันมามองอดีตฮูหยินผู้สูงส่งที่บัดนี้กลายเป็นเพียงหญิงแพศยาชั้นต่ำ เขาหรี่ตาลงมองเรือนร่างที่ซ่อนู่ใต้ชุดไว้ทุกข์ พลางแสยะยิ้มหยาบโลน "หึ... ปากหวานนักนะนังตัวดี เจ้าคงจะดีใจใหญ่เลยสินะ ที่ไอ้ลูกชายหน้าโง่ที่เป็น 'มารผจญ' ขัดขวางความสำราญเจ้า มันไสหัวออกไปให้พ้นทางเสียที! คราวนี้... หีร่านๆ เจ้าก็จะได้ร้องหา -วยพวกบ่าวไพร่ในเรือนได้อย่างเต็มเสียง โดยไม่ต้องมาคอยเอามืออุดปากกลั้นเสียงครางเหมือนเมื่อเช้าอีกแล้ว!"
ไป๋หย่งชิงหน้าแดงซ่านเมื่อถูกพูดจาแทงใจดำ นางยิ้มรับอย่างอ่อนน้อมและไร้ยางอาย "ท่านประมุขช่างรู้ใจสัตว์เลี้ยงตัวนี้ยิ่งนักเจ้าค่ะ... การที่ไม่มีมันคอยจับตาดู ข้าย่อมมีอิสระที่จะเป็นนางบำเรอให้พวกท่านได้อย่างเต็มที่..."
นางหยุดพูดชั่วครู่ แววตานางทอประกายเจ้าเล่ห์และซุกซนขึ้นมา "ทว่า... นอกเหนือจากการปรนเปรอพวกท่านแล้ว ข้าีวามคิดู่อย่างหนึ่งเจ้าค่ะ... ท่านประมุขและนายน้อยคงจะล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานู่ก่อนแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ? เรื่องที่อันธพาลทั้งสามคน ซึ่งเป็นบ่าวรับใช้นายน้อย... ถูกลูกชายข้าเล่นงานจนเลือดตกยางออกู่ที่หน้าเรือนบุปผาโปรยน่ะเจ้าค่ะ..."
กัวฉงเฟิงและกัวเทียนอวี้เลิกคิ้วขึ้นพร้อมกัน ต่างพากันมองหน้าสตรีวิปริตผู้นี้ด้วยความประหลาดใจและสงสัย แน่นอนว่าพวกเขารู้เรื่องความขัดแย้งนั้นดี เพราะบ่าวไพร่ได้มารายงานให้ทราบตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแต่งพวกเขาเลือกจะทำเป็นไม่สนใจ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาสงสัยคือ เหตุใดไป๋หย่งชิงจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเวลานี้ นางต้องการจะทำสิ่งใดกับอันธพาลทั้งสามที่เพิ่งจะรุม เ-็ดนางมาหมาดๆ กันแน่?
ไป๋หย่งชิงก็ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดในสิ่งที่ทำให้สองพ่อลูกต้องตกตะลึงออกมา ไป๋หย่งชิงยิ้มให้พวกเขาแล้วขอตัวเดินจากมา กัวฉงเฟิงมองไล่หลังก่อนจะพูดว่านางแพศยานี่มันช่าง-อก-องได้น่าสนุกจริงๆ
ลมเหมันต์พัดกระโชกไล่หลังอดีตฮูหยินผู้สูงส่งที่บัดนี้กลายเป็นเพียงสตรีร่านราคะ ไป๋หย่งชิงก้าวเดินนวยนาดกลับมาตามระเบียงทางเดินหินอ่อนที่ทอดยาวสู่เรือนบุปผาโปรย ทุกย่างก้าวที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น จิตใจนางกลับเบาสบายและโบยบินประดุจวิหคที่หลุดพ้นจากกรงขัง ภาระอันหนักอึ้งในการสวมหน้ากาก 'มารดาผู้แสนดีและบริสุทธิ์ผุดผ่อง' ได้มลายหายไปจนสิ้นพร้อมกับแผ่นหลังลูกชายที่ควบม้าจากไป
บัดนี้ ไม่มีสายตาสายเลือดมาคอยจับจ้อง ไม่มีจารีตประเพณีบ้าบอตระกูลไป๋มาคอยฉุดรั้ง นางไม่จำเป็นต้องหนีบเกร็งเรียวขาเพื่อซ่อนเร้น้ำกามชายชู้ ไม่ต้องคอยเอามืออุดปากกลั้นเสียงครางยามถูกกระแทกกระทั้น รูหีอีกต่อไป!
"ไปเสียได้ก็ดี... ไอ้ลูกโง่..." นางพึมพำกับตนเองด้วยรอยยิ้มวิปริตที่บิดเบี้ยวจนน่าขนลุก มือเรียวเลื่อนลงไปลูบคลำหน้าท้องแบนราบตนเองผ่านเนื้อผ้าดิบสีขาว สัมผัสได้ถึงความอุ่นวาบหยาด้ำเชื้อชายฉกรรจ์ทั้งสามที่ยังคงอัดแน่นและไหลวนู่ในมดลูก "ทีนี้... ข้าก็จะได้เป็นนางร่าน เป็นหญิงแพศยา เป็นกะหรี่ร่อนสวาทให้พวกบ่าวไพร่ในสำนักรุม เ-็ดได้อย่างเปิดเผยเสียที!"
เมื่อนางก้าวผ่านซุ้มประตูเข้าสู่อาณาบริเวณเรือนบุปผาโปรย นางไม่ได้แวะทักทายสาวใช้คนใด แต่ก้าวเดินตรงดิ่งไปยังห้องนอนส่วนตัวตนเองทีู่่ท้ายเรือน ทันทีที่ผลักบานประตูไม้เข้าไป ิ่คาวโลกีย์อันรุนแรง ิ่เหงื่อไคลบุรุษเ และิ่้ำหล่อลื่นที่ผสมปนเปกับ้ำกาม ลอยคลุ้งเตะจมูกจนแทบสำลัก แต่นางกลับสูดดมมันเข้าไปลึกสุดปอดราวกับเป็นเครื่องหอมราคาแพง
นางหันไปลงดาลประตูไม้จนแน่นหนา ปิดกั้นโลกภายนอกออกไปอย่างสิ้นเชิง ภายในห้องสลัวลงเล็กน้อย แสงสว่างลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างเข้ามาตกลงบนเตียงไม้สักทองขนาดใหญ่ ที่บัดนี้ม่านผ้าแพรสีทึบยังคงถูกดึงปิดไว้มิดชิด ซ่อนเร้น 'แขกยามวิกาล' ทั้งสามคนที่ยังคงนอนหลับใหลู่ภายใน
ไป๋หย่งชิงหยุดยืนู่กลางห้อง เผชิญหน้ากับเตียงนอนอันเป็นสมรภูมิสวาท นางแย้มยิ้มอย่างมาดหมาย ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดสายคาดเอวผ้าดิบออกอย่างเชื่องช้า ชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์อันเป็นสัญลักษณ์ความอาลัยต่อสามีผู้ล่วงลับ ถูกปลดเปลื้องออกทีละชิ้น... ทีละชิ้น...
เสื้อคลุมตัวนอกร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น ตามด้วยเสื้อตัวในที่บางเบา เผยให้เห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยรอยจูบ รอยดูดเม้มสีแดงช้ำ และรอยนิ้วมือสีกุหลาบที่กระจายู่ทั่วแผ่นอกและลำคอ ปทุมถันคู่โตอวบอิ่มเด้งดึ๋งออกมาท้าทายอากาศเย็น ยอดถันสีเข้มชูชันแข็งเกร็งตอบรับสัมผัสแห่งอิสระ ท่อนล่างที่ไร้ซึ่งอาภรณ์ชั้นในปกปิด เผยให้เห็น เนินหีที่โหนกนูนและดกดำไปด้วยเส้นขน บัดนี้กลีบเนื้อสีสดที่บวมเป่งจากการถูกใช้งานอย่างหนักตลอดื ยังคงีราบ้ำกามสีขาวุ่แห้งัติดู่ และมี้ำหล่อลื่นหยดใหม่ใสแจ๋วไหลเยิ้มออกมาตามร่องสวาท
นางยกมือขึ้นดึง 'ปิ่นไม้' ที่ปักรวบผมู่ออกเป็นชิ้นสุดท้าย ปล่อยให้เรือนผมสีดำขลับที่ยาวสยายทิ้งตัวลงมาคลอเคลียแผ่นหลังและเนินอกขาวผ่อง นางสะบัดศีรษะเบาๆ ให้เส้นผมสยายออก ดูเย้ายวนและอันตรายประดุจนางปีศาจจิ้งจอกที่พร้อมจะสูบกลืนวิญญาณบุรุษ
อดีตฮูหยินผู้เคยหยิ่งยโส บัดนี้เปลือยเปล่าล่อนจ้อน นางเยื้องย่างด้วยท่วงท่าที่ส่ายสะโพกยั่วยวน ดุจดั่งแม่เสือสาวที่กำลังคืบคลานเข้าหาเหยื่อ ตรงเข้าไปที่เตียงนอน นางเอื้อมมือไปแหวกม่านผ้าแพรออกช้าๆ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า คือร่างเปลือยเปล่ากลุ่มอันธพาลทั้งสาม—ต้าเกอ หลี่อวี๋ และอาสุก—ที่กำลังนอนแผ่หลาหลับสนิทกรนเสียงดังลั่น อากาศที่ค่อนข้างเย็นไม่ได้ทำให้พวกมันสะทกสะท้าน ผ้าห่มร่วงหล่นไปกองู่ปลายเตียง เผยให้เห็นท่อน -วยขนาดใหญ่โตทั้งสามท่อนที่แม้จะอ่อนตัวลงและพาดพับู่บนหน้าขา แต่มันก็ยังคงดูน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยเส้นเลือดที่ปูดโปน
ไป๋หย่งชิงแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากตนเอง ความเงี่ยนง่านที่ถูกกระตุ้นจากการแสดงละครตบตาลูกชายเมื่อครู่ ปะทุขึ้นมาจนทนไม่ไหว นางค่อยๆ คลานเข่าขึ้นไปบนเตียงนุ่มอย่างเงียบเชียบ ร่างกายที่เปียกชุ่มไปด้วย้ำร่านสวาทถูไถไปตามผ้าปูเตียงที่เปื้อนคราบคาว นางคลานเข้าไปหยุดู่ระหว่างหว่างขาที่อ้ากว้าง ต้าเกอผู้เป็นหัวหน้า
นางก้มใบหน้างดงามลงไปใกล้ชิดกับความเป็นชายที่หลับใหล ิ่สาบสางและิ่คาวกามเก่าๆ โชยเข้าเตะจมูก นางไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อย กลับอ้าปากออกกว้าง แล้วครอบครองส่วนหัวบานหยักท่อน -วยนั้นเข้าไปในโพรงปากอันอ่อนนุ่ม!
"จ๊วบ... จ๊วบ..."
ไป๋หย่งชิงเริ่มทำการ 'ปลุก' ชู้รักด้วยความชำนาญ ริมฝีปากอวบอิ่มดูดดึงท่อนเนื้อที่อ่อนนุ่มอย่างแรงจนแก้มตอบ สลับกับใช้ปลายลิ้นสากตวัดเลียวนรอบส่วนหัวและรอยหยักอย่างรัวเร็ว มืออีกข้างหนึ่งก็เอื้อมไปกอบกุมพวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยเส้นขน บีบคลึงและนวดเฟ้นอย่างเอาใจ สัมผัสอันเปียกแฉะและร้อนผ่าวภายในโพรงปาก ทำหน้าที่มันได้อย่างยอดเยี่ยม
เพียงไม่กี่อึดใจ ท่อนเนื้อที่เคยอ่อนปวกเปียกก็เริ่มตอบสนอง มันขยายขนาดและแข็งขึงขึ้นทีละน้อย... ทีละน้อย... จนสู้ลิ้นนางและผงาดค้ำฟ้าขึ้นมาอีกครั้ง!
ต้าเกอที่กำลังหลับสนิท เริ่มครางอู้อี้ในลำคอ คิ้วขมวดเข้าหากัน ความเสียวซ่านที่แล่นปราดจากเบื้องล่างปลุกสติสัมปชัญญะมันให้ตื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว มันค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา และภาพแรกที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตา คืออดีตฮูหยินตระกูลไป๋ที่กำลังเปลือยกายล่อนจ้อน ผงกหัวดูดอม -วยมันู่อย่างเอาเป็นเอาตาย!
"อูยยย... ซี๊ดดด... นังแพศยา... นี่มึง..." ต้าเกอครางเสียงแหบพร่า เอื้อมมือไปขยำกลุ่มผมสีดำขลับนาง
เมื่อเห็นว่าหัวหน้าอันธพาลตื่นเต็มตาแล้ว ไป๋หย่งชิงก็คายท่อนเอ็นออกจากปาก ้ำลายใสๆ ยืดเป็นสายติดู่ที่ปลายหัวบานหยัก นางช้อนสายตาที่หยาดเยิ้มไปด้วยความร่านสวาทขึ้นมองใบหน้าปรุปรังมัน พร้อมกับส่งยิ้มยั่วยวน
"ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ พี่ต้าเกอ... ตอนนี้เช้าแล้วนะเจ้าคะ..." นางกระซิบเสียงหวานเจื้อยแจ้ว
"ลูกชายหน้าโง่มึงล่ะ นังตัวดี?" ต้าเกอถามพลางลูบไล้ไปตามใบหน้านาง
"ลูกชายข้าหรือเจ้าคะ? ฮิๆ... มันควบม้าไสหัวออกจากสำนักไปแล้วเจ้าค่ะ! ตอนนี้... จะไม่มีใครมาเป็นก้างขวางคอความสุขพวกเราอีกต่อไปแล้ว!" นางหัวเราะคิกคักด้วยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง "ฉลองให้ความอิสระข้าเถิดเจ้าค่ะ... ข้าเงี่ยนจน หีสั่นไปหมดแล้ว!"
พูดจบนางก็ไม่รอช้า ไป๋หย่งชิงขยับตัวลุกขึ้นยืนเข่า คร่อมทับู่เหนือท่อน -วยที่แข็งปั๋งต้าเกอ นางใช้มือจับแท่งเนื้อที่ชุ่มไปด้วย้ำลายตนเอง จ่อเข้าที่ปากทางรักที่กำลังเปิดอ้าขมิบรอรับอย่างหิวกระหาย ก่อนจะทิ้ง้ำหนักสะโพกกลมกลึงลงมา กลืนกินความใหญ่โตนั้นเข้าไปใน รูหีรวดเดียวจนสุดโคน!
"สวบ! อ๊างงงง!"
นางหวีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความเสียวซ่านที่พุ่งทะลุปรอท! บัดนี้นางไม่ต้องเอามืออุดปากกลั้นเสียงครางอีกต่อไป นางปลดปล่อยเสียงร้องแห่งความสุขสมออกมาดังลั่นห้อง! ท่วงท่า 'หงส์เหินระเริงเมฆา' (ฝ่ายหญิงู่ด้านบน) ถูกนำมาใช้อย่างดุเดือด ไป๋หย่งชิงร่อนสะโพกควบขี่ท่อนเอ็นต้าเกออย่างบ้าคลั่ง นางโขยกตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยทำมา!
"ตับ! ตับ! ตับ! ตับ! พั่บ! พั่บ!"
เตียงไม้สักทองขนาดใหญ่สั่นคลอนอย่างรุนแรงตามจังหวะการกระแทกกระทั้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องกังวาน ผสานกับเสียงเตียงที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังทลาย หน้าอกคู่โตนางเด้งกระดอนขึ้นลง ฟาดสลับซ้ายขวาอย่างรุนแรง
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเตียงนอน และเสียงครางลั่นที่บาดหู ปลุกให้ หลี่อวี๋และ อาสุกที่นอนู่ข้างๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกัน พวกมันงัวเงียขยี้ตา แต่เมื่อเห็นภาพอดีตฮูหยินผู้สูงส่งกำลังร่อนเอวขย่ม -วยหัวหน้าพวกมันอย่างเมามันไร้ยางอาย แถมยังร้องครางลั่นห้องราวกับสัตว์ติดสัด ท่อนเอ็นพวกมันก็ผงาดแข็งขึงขึ้นมาในทันที!
"อ้าวเฮ้ย! นังแพศยา มาร่านแต่เช้าเลยนะมึง!" หลี่อวี๋หัวเราะร่วน ถ่ม้ำลายลงมือแล้วลูบไล้ท่อนเอ็นตนเอง
"เมื่อืยังโดนรุม เ-็ดบนตัวลูกชายมึงไปตั้งหลาย้ำ เช้านี้รูมึงยังไม่พังอีกหรือวะ!" อาสุกคลานเข้ามาร่วมวง
"อ๊าาา! พี่หลี่อวี๋! อาสุก! ตื่นแล้วก็เข้ามาช่วยกัน เ-็ดข้าสิเจ้าคะ! เข้ามากระแทกรูข้าให้พังไปเลย! วันนี้ลูกข้าไมู่่แล้ว ข้าจะร้องให้ลั่นเรือนเลย! อ๊ายยยย!"
ไป๋หย่งชิงไม่เพียงแต่ไม่ละอาย นางกลับเอ่ยปากเชิญชวนเดนมนุษย์ทั้งสองให้เข้ามาย่ำยีร่างกายตนเองอย่างหยาบโลนที่สุด
หลี่อวี๋ไม่รอช้า มันอ้อมไปทางด้านหลังนางที่กำลังนั่งคุกเข่าควบขีู่่ จับสะโพกกลมกลึงที่ส่ายสะบัดนั้นล็อกไว้แน่น จ่อท่อน -วยเข้าที่ปากทาง รูตูดสีเข้มที่เปิดอ้ารอู่ แล้วสวนสะโพกกระแทกพรวดเข้าไปจนสุดโคน!
"ปึก! อ๊ากกก! ลึก! ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ!"นางกรีดร้องเมื่อถูกทะลวงประตูหลังอย่างกะทันหัน
ในขณะเดียวกัน อาสุกก็ขยับมาที่ด้านหน้า จับใบหน้าที่แหงนหงายนาง บังคับให้ริมฝีปากอวบอิ่มอ้าออกกว้าง แล้วยัดท่อน -วยมันเข้าไปกระแทกในโพรงปากนางจนมิดด้าม!
"อ๊อก! อื้ออออ!"
งานเลี้ยงต้อนรับความอิสระอันแสนวิปริตได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ! ร่างกายไป๋หย่งชิงถูกตอกตรึงด้วยท่อนเนื้อขนาดใหญ่ถึงสามท่อนพร้อมกัน นางถูกรุมโทรมอย่างป่าเถื่อน ไร้ความปรานี และเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
พวกมันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระหน่ำแทงนางในทุกท่วงท่าที่สามารถจินตนาการได้ จากท่านั่งขย่ม เปลี่ยนเป็นท่า 'สุนัขจนตรอก' ให้นางโก้งโค้งคลานสี่ขาู่บนเตียง รับการกระแทกจากด้านหลังพร้อมกันสองรูอย่างบ้าคลั่ง สลับกับให้นางนอนหงายอ้าขาเป็นรูปตัวเอ็ม ให้ต้าเกอกระแทก หีในขณะที่หลี่อวี๋นั่งทับบนหน้าอกแล้วยัด -วยเข้าปากนาง
เสียงสบถด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบช้าดังก้องกังวาน "อีหญิงร่าน! อี-อก-อง! อีแม่เลวที่ลืมลูกลืมผัว!" คำด่าเหล่านั้นหาได้ทำให้นางสำนึกเสียใจไม่ มันกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือไฟตัณหาในตัวนางให้ลุกโชน ยิ่งถูกด่าว่าร่าน นางก็ยิ่งร่อนเอวสวนรับแรงกระแทก ยิ่งถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี นางก็ยิ่งร้องครางด้วยความสุขสม
พายุแห่งราคะโหมกระหน่ำอย่างยาวนานข้ามชั่วยาม ไป๋หย่งชิงเสร็จสมอารมณ์หมายนับครั้งไม่ถ้วน ร่างกายนางกระตุกเกร็งจนแทบขาดใจตาย ทว่าพวกอันธพาลก็ไม่ยอมปล่อยนางไป พวกมันสลับกันฉีดพ่น้ำกามสีขาวุ่อันร้อนระอุ เข้าสู่ทุกช่องทางในร่างกายนางระลอกแล้วระลอกเล่า!
"พรวดดด! พรวดดด! พรวดดดด!"
้ำ -วยชายฉกรรจ์ทั้งสามถูกอัดฉีดเข้าไปจนล้นทะลักมดลูก ลำไส้ตรง และลำคอนาง ท้องน้อยอดีตฮูหยินป่องนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดจากปริมาณ้ำกามมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ภายใน เตียงนอนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบ้ำหล่อลื่นและ้ำเชื้อจนเปียกชุ่มส่งิ่คาวคลุ้ง
เมื่อการรุมโทรมรอบเช้าสิ้นสุดลง พวกอันธพาลต่างถอนท่อนเอ็นออก ทิ้งร่างเปลือยเปล่าไป๋หย่งชิงให้นอนแผ่หลาหมดสภาพู่บนเตียง ขาทั้งสองข้างนางถ่างอ้ากว้างอย่างน่าอดสู ้ำกามสีขาวุ่ไหลทะลักและฟองปุดๆ ออกมาจากทั้ง รูหีและ รูตูดหยดแหมะลงบนผ้าปูเตียง นางตาเหลือกค้าง หอบหายใจรวยริน ทว่าบนใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและคราบราคะนั้น กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มวิปริตที่บ่งบอกถึงความสุขสมอย่างทะลักล้น...
วันนี้... นางได้เฉลิมฉลองความอิสระนางอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ด้วยการถูกเดนมนุษย์รุม เ-็ดจนแทบสิ้นสติ!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??