เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ
ยามซวี (๑๙.๐๐ - ๒๑.๐๐ น.) นครฉางอัน เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรต้าถัง ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกแรง หอบเอาเกล็ดหิมะบางเบาปลิวว่อนไปทั่วท้องถนนหินสลัก ความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูกไม่อาจหยุดยั้งความคึกคักและเสียงสรวลเสเฮฮาของ ‘ย่านผิงคัง’ ซึ่งเป็นย่านเริงรมย์และแหล่งรวมหอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงได้เลยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าอาคารไม้สามชั้นที่สลักเสลาลวดลายวิจิตรบรรจง โคมไฟกระดาษเคลือบน้ำมันสีแดงสดนับร้อยดวงถูกจุดสว่างไสว เปล่งประกายสีชาดอาบย้อมผืนหิมะให้ดูเร่าร้อนประดุจเปลวเพลิงแห่งตัณหา ป้ายไม้จันทน์หอมสลักอักษรสีทองคำว่า ‘หอคณิกาชุนเฟิง’ตั้งตระหง่านท้าทายสายตาผู้คน เสียงดนตรีจากพิณผีผาและกู่เจิงที่บรรเลงเพลงรักอันหวานหยดย้อย ดังก้องกังวานออกมาจากด้านใน ผสมปนเปกับเสียงหัวเราะหยอกเอินและเสียงครางกระเส่าของสตรีที่ดังลอดออกมาเป็นระยะ กลิ่นของแป้งร่ำราคาแพง เครื่องหอมกำยานดอกเหมย และกลิ่นคาวโลกีย์ ลอยอวลปะทะจมูกจนแทบจะทำให้ผู้ที่สูดดมเกิดอาการมัวเมา
ท่ามกลางแสงโคมสีแดง ปรากฏเงาร่างของบุรุษหนุ่มสองคนก้าวเดินเคียงคู่กันมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าหอคณิกา
คนแรกคือ ไป๋หย่งเจิ้งมังกรหนุ่มวัยสิบแปดปี บัดนี้เขาสวมชุดคลุมคอกลม ‘หยวนหลิ่งเผา’ ผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาคล้อย ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คุณชายตระกูลผู้ดีและคหบดีใหญ่ของยุคต้าถัง ผมที่เคยรวบตึงถูกจัดทรงใหม่ให้ดูประณีต คาดด้วยกวาน (เกี้ยวครอบผม) หยกสีขาวบริสุทธิ์ ขับเน้นใบหน้าที่หล่อเหลาและดุดันให้ดูสง่างาม
ส่วนคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา... คือบุรุษหนุ่มร่างเล็กอ้อนแอ้น ใบหน้าขาวผ่องหมดจดและงดงามราวกับอิสตรี สวมชุดคลุมไหมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายไผ่เขียว ในมือถือพัดจีบเล่มสวยกรีดกราย บุรุษผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่คือ หานฉู่ฉู่คุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณ ที่ปลอมแปลงโฉมแต่งกายเป็นคุณชายหน้าหยก เพื่อติดตามและคอยช่วยเหลือชายในดวงใจของนางในการสืบสวน
"ข้าเกลียดกลิ่นเหม็นสาบของสถานที่โสมมเช่นนี้ยิ่งนัก..." หานฉู่ฉู่ในคราบคุณชายหานเอ่ยกระซิบเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของนางพยายามดัดให้ทุ้มต่ำ ทว่าแววตากลมโตกลับฉายแววรังเกียจและอึดอัดอย่างปิดไม่มิด นางยกพัดจีบขึ้นมาบังจมูกเพื่อกันกลิ่นคาวกาม
หย่งเจิ้งหันไปมองสตรีข้างกายพลางถอนหายใจเบาๆ "พวกเรามาเพื่อสืบข่าว หากข้อสันนิษฐานของข้าถูกต้อง ผีเจ้าสำนักดาบวายุคลั่งที่แกล้งตาย ย่อมต้องใช้สถานที่ที่พลุกพล่านและเต็มไปด้วยคนเมามายเช่นนี้เป็นแหล่งกบดานพรางตัวเป็นแน่... อดทนหน่อยเถิดคุณหนูหาน พยายามทำตัวให้กลมกลืนเข้าไว้"
หานฉู่ฉู่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าตามหลังมังกรหนุ่มข้ามธรณีประตูเข้าไปภายในหอคณิกาชุนเฟิง
ทันทีที่ก้าวล่วงเข้ามา บรรยากาศแห่งความเสเพลและตัณหาราคะก็พุ่งกระแทกสายตาอย่างจัง! ห้องโถงกว้างขวางถูกประดับประดาด้วยม่านผ้าไหมโปร่งแสงสีแดงและชมพู เหล่าสตรีคณิกานับสิบนางกำลังเดินกรีดกรายให้บริการแขกเหรื่อ พวกนางสวมชุดกระโปรง ‘พัวฉวิน’ ที่ดัดแปลงให้รัดรูป ท่อนบนเป็นเพียงผ้าคาดหน้าอกตัวจิ๋วที่ดันเต้าถันอวบอิ่มให้ทะลักล้นออกมาแทบจะหลุดรุ่ย ชายกระโปรงผ่าลึกจนเห็นเรียวขาขาวผ่อง
ตามมุมสลัวของห้องโถง ภาพความหยาบโลนปรากฏให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง บางตั่งไม้มีบุรุษร่างอ้วนกำลังล้วงมือหยาบกร้านเข้าไปใต้ร่มผ้า บีบขยำหน้าอกและลูบคลำขยี้ร่อง ‘หี’ของสตรีนางโลมอย่างเมามัน สตรีบางนางก็ขึ้นนั่งคร่อมบนตักแขก บดเบียดบั้นท้ายและเนินเนื้อถูไถกับเป้ากางเกงที่นูนตุงราวกับพร้อมจะถกผ้ากระหน่ำ เ-็ดกันเสียตรงนั้นโดยไม่อายฟ้าดิน!
รูปลักษณ์ที่หล่อเหลาหมดจดและดูมีฐานะมั่งคั่งของไป๋หย่งเจิ้งและคุณชายหาน ดึงดูดสายตาของเหล่านางคณิกาประดุจฝูงผึ้งเห็นเกสรดอกไม้ที่หอมหวาน เพียงชั่วอึดใจ สตรีนางโลมสามสี่นางที่มีกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก ก็ปรี่เข้ามารุมล้อมพวกเขาทันที
"แหม... คุณชายหน้าหยกทั้งสองช่างหล่อเหลาเสียนี่กระไร เพิ่งเคยมาเยือนหอชุนเฟิงเป็นครั้งแรกใช่หรือไม่เจ้าคะ?"
สตรีนางหนึ่งจงใจเบียดหน้าอกอวบอัดที่แทบจะล้นทะลัก เข้าถูไถกับท่อนแขนแกร่งของไป๋หย่งเจิ้งอย่างจาบจ้วง ส่วนอีกนางก็พยายามจะโอบเอวของหานฉู่ฉู่พลางส่งสายตาหวานหยดย้อย
"คืนนี้ให้พวกข้าน้อยปรนนิบัติคุณชายทั้งสองนะเจ้าคะ รับรองว่าข้าน้อยจะใช้ปากและรู หีบำเรอให้คุณชายสุขสมจนน้ำกามทะลักแทบไม่อยากลุกจากเตียงเลยทีเดียว..." สตรีนางนั้นกระซิบเสียงพร่าพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างร่านสวาท
หานฉู่ฉู่เห็นสตรีชั้นต่ำพวกนี้บังอาจมาถูกเนื้อต้องตัวบุรุษที่ตนหลงรัก หนำซ้ำยังมาส่งสายตาลามกและเสนอตัวให้เขา เ-็ดอย่างหน้าไม่อาย เส้นความอดทนของคุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณก็ขาดผึงในทันที! ความหึงหวงและรังเกียจพุ่งปรี๊ดจนหน้าแดงก่ำ
"ถอยออกไปให้พ้นอีพวกสตรีชั้นต่ำ!" หานฉู่ฉู่ตวาดเสียงแข็ง สะบัดพัดจีบในมือกระแทกข้อมือของนางคณิกาที่เกาะแกะไป๋หย่งเจิ้งจนนางสะดุ้งโหยง "พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อหาเศษหาเลยกับพวกสตรีที่เอาแต่ถ่างขาแลกเงิน! ไปเรียก ‘แม่เล้า’ หรือเจ้าของหอแห่งนี้มาพบพวกข้าเดี๋ยวนี้!"
กลิ่นอายรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของคุณชายหน้าหยก ทำเอาเหล่านางคณิกาต่างพากันหน้าถอดสี รีบถอยกรูดออกไปอย่างหวาดกลัว ไป๋หย่งเจิ้งได้แต่ลอบถอนหายใจ เขาแอบคิดในใจว่า นี่หรือคือการ 'ทำตัวให้กลมกลืน' ของนาง? เล่นตวาดไล่นางโลมเสียกระเจิงปานนี้ มีหวังได้ตกเป็นเป้าสายตาหนักกว่าเดิมเสียอีก
ทว่าความเอะอะโวยวายนั้น ก็ได้ผลชะงัดนัก...
"ว้ายๆๆ! เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะคุณชาย ท่านไม่ถูกใจเด็กๆ ของข้าหรือเจ้าคะ ถึงได้มีโทสะรุนแรงปานนี้?"
น้ำเสียงหวานหยดย้อยทว่าแฝงไปด้วยอำนาจและเสน่ห์ของสตรีวัยผู้ใหญ่ ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวาย ผู้ที่ก้าวเยื้องย่างแหวกฝูงนางคณิกาเข้ามา คือสตรีผู้มีรูปร่างอวบอิ่มและเย้ายวนอย่างถึงที่สุด นางดูมีอายุราวสามสิบปลายถึงสี่สิบปี ทว่ากาลเวลาไม่อาจทำร้ายความงดงามของนางได้เลย กลับยิ่งเพิ่มพูนเสน่ห์แห่งสตรีที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนให้ดูน่าหลงใหล
นางสวมชุดกระโปรงพัวฉวินสีม่วงเข้มปักลายโบตั๋น ท่อนบนรัดรึงจนหน้าอกขนาดมหึมาแทบจะปริทะลักออกมาอวดสายตา ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างประณีต กลางหน้าผากวาดลวดลายฮวาเตี้ยน (ลายดอกไม้) สีแดงสด นัยน์ตาของนางเฉี่ยวคมประดุจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์
"ข้าน้อยมีนามว่า ‘ซูเหนียง’เป็นเจ้าของหอคณิกาชุนเฟิงแห่งนี้เจ้าค่ะ" นางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างงดงาม จงใจเผยให้เห็นร่องอกที่ลึกซึ้ง "คุณชายทั้งสองดูไม่เหมือนแขกที่คุ้นเคยกับการมาหาความสำราญ... ไม่ทราบว่าหอชุนเฟิงของเรา มีสิ่งใดที่ทำให้ท่านขัดเคืองใจ หรือท่านต้องการสตรีแบบใดเป็นพิเศษหรือเจ้าคะ? จะเป็นสาวบริสุทธิ์ หรือสตรีร่านสวาทที่ทนไม้ทนมือพร้อมจะอ้าขาถ่าง หีรับท่อน -วยของพวกท่านอย่างหนักหน่วง ข้าก็สามารถจัดหาให้ได้ทั้งสิ้น..."
หานฉู่ฉู่ได้ยินวาจาหยาบโลนที่หลุดออกจากปากของสตรีตรงหน้าก็ถึงกับขบกรามแน่นจนแทบจะชักกระบี่ออกมาฟาดฟัน ทว่าไป๋หย่งเจิ้งรีบยกมือขึ้นแตะไหล่นางเป็นเชิงปราม ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายก้าวออกไปเจรจาเอง
มังกรหนุ่มประสานมือคารวะเล็กน้อย แสร้งปั้นหน้าให้ดูเป็นบุรุษเจ้าสำราญ "แม่นางซูเหนียงเข้าใจผิดแล้ว พวกข้าหาได้ไม่พอใจสตรีของท่านไม่... ทว่าการมาเยือนหอชุนเฟิงในค่ำคืนนี้ พวกข้าไม่ได้มาเพื่อแสวงหาสุราหรือนารี แต่พวกข้ามาเพื่อ ‘ตามหาคน’ ผู้หนึ่ง"
"ตามหาคน?" ซูเหนียงเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า "หอชุนเฟิงของเรามีบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาทุกค่ำคืน ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการตามหาผู้ใดหรือเจ้าคะ?"
ไป๋หย่งเจิ้งล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบเอาเงินก้อนหนึ่งวางลงบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ "นี่คือสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ... บุรุษที่ข้าตามหา เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางดูน่าเกรงขามคล้ายกับผู้ฝึกยุทธ มักจะสวมเสื้อคลุมสีเทาหรือสีดำ... เขาคือ ‘เจ้าสำนักดาบวายุคลั่ง’ ที่เพิ่งตกเป็นข่าวลือไปเมื่อไม่นานมานี้ ข้าอยากรู้ว่า... ชายผู้นั้น เคยแวะเวียนมาหลับนอน หรือซ่อนตัวอยู่ในหอคณิกาชุนเฟิงแห่งนี้บ้างหรือไม่?"
คำถามที่แทงตรงจุดประดุจคมดาบ ทำให้บรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ทว่าซูเหนียงกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ยื่นมือเรียวสวยไปหยิบก้อนเงินบนโต๊ะขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะแย้มยิ้มหวานหยดย้อยและส่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา
"แหม... คุณชายท่านนี้ก็ช่างพูดจาล้อเล่นเสียจริง" ซูเหนียงใช้ปลายพัดปิดปากหัวเราะ "หอคณิกาชุนเฟิงของเรา เป็นเพียงสถานที่เริงรมย์ที่ขายรอยยิ้มและเรือนร่างของอิสตรี หาใช่แหล่งกบดานของชาวยุทธไม่... ยิ่งเป็นถึงเจ้าสำนักที่ผู้คนร่ำลือกันว่าตายตกไปแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยเจ้าค่ะ!"
นางก้าวเข้าไปใกล้ไป๋หย่งเจิ้งอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นหอมเย้ายวนโชยเข้าจมูก "คุณชายเจ้าคะ... หญิงคณิกาในหอของข้า ล้วนแต่เป็นพวกที่จดจำได้เพียงขนาดถุงเงิน และลีลากระแทก -วยของแขกเท่านั้น... ไม่มีใครมีสติปัญญาไปจดจำใบหน้าของชาวยุทธหรอกเจ้าค่ะ ข้าขอยืนยันด้วยเกียรติของหอชุนเฟิง ว่าชายที่ท่านบรรยายมา ‘ไม่เคย’ ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบในสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่ก้าวเดียว..."
ไป๋หย่งเจิ้งขมวดคิ้วแน่น พยายามจะตั้งคำถามซักไซ้ต่อ "ถ้าเช่นนั้น ท่านพอจะรู้จักมิตรสหาย หรือคนที่เขาสนิทชิดเชื้อในย่านผิงคังนี้บ้างหรือไม่?"
"ข้าไม่ทราบจริงๆ เจ้าค่ะคุณชาย" ซูเหนียงตัดบทอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด "ข้าเป็นเพียงแม่เล้า จะไปรู้เรื่องราวของคนในยุทธภพได้อย่างไร"
"พอได้แล้วคุณชายไป๋!"
ยังไม่ทันที่หย่งเจิ้งจะได้เซ้าซี้ต่อ หานฉู่ฉู่ที่ทนความอึดอัดและรังเกียจสถานที่โสมมแห่งนี้มานานจนถึงขีดสุด ก็ตวาดแทรกขึ้นมาเสียงขุ่น! นางทนไม่ได้ที่เห็นแม่เล้าซูเหนียงส่งสายตาหยาดเยิ้มและขยับตัวเข้าใกล้บุรุษของนางจนหน้าอกแทบจะเบียดกันอยู่รอมร่อ
"ในเมื่อนางยืนยันขันแข็งว่าไม่เคยเห็นและไม่รู้อะไรเลย ก็แปลว่าคนผู้นั้นไม่อยู่ที่นี่! การซักไซ้ไล่เลียงสตรีพรรค์นี้ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะทำให้พวกเราต้องแปดเปื้อนกลิ่นคาวโลกีย์ไปเสียเปล่าๆ!" หานฉู่ฉู่กระชากข้อมือของไป๋หย่งเจิ้งอย่างแรง "เรากลับกันเถิด! อยู่ที่นี่ต่อไปข้าคงได้ทนไม่ไหวเป็นแน่!"
"เดี๋ยวสิ... แต่เรายังสืบไม่ได้ความ..." ไป๋หย่งเจิ้งพยายามจะท้วง
ทว่าคุณหนูแห่งสำนักกระบี่ทักษิณไม่เปิดโอกาสให้เขาโต้แย้ง นางกึ่งลากกึ่งดึงมังกรหนุ่มให้ก้าวฝ่าฝูงนางคณิกา เดินจ้ำอ้าวออกจากหอชุนเฟิงไปอย่างรวดเร็วและกระฟัดกระเฟียด โดยที่ไป๋หย่งเจิ้งได้แต่ยอมตามใจนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายไปมากกว่านี้
ทิ้งให้ห้องโถงกว้างขวางของหอคณิกาชุนเฟิง กลับเข้าสู่สภาวะปกติแห่งกามารมณ์อีกครั้ง...
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนลับสายตาไปแล้ว ซูเหนียงที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ รอยยิ้มหวานหยดย้อยและท่าทีเย้ายวนที่แสดงออกเมื่อครู่ ก็มลายหายไปจากใบหน้างดงามของนางจนหมดสิ้น!
นางทอดสายตามองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มและสตรีในคราบคุณชายที่เดินกลืนหายไปกับความมืดเบื้องนอก นัยน์ตาที่เคยหยาดเยิ้ม บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา ดุดัน และเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว! แววตาของนางช่างดูแปลกประหลาดและลึกล้ำ เกินกว่าจะเป็นเพียงสายตาของแม่เล้าธรรมดาๆ อย่างแน่นอน...
หลังจากที่แผ่นหลังของไป๋หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่ในคราบคุณชายหน้าหยกเดินกลืนหายไปกับความมืดและเกล็ดหิมะเบื้องนอก รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่เคยประดับอยู่บนใบหน้างดงามของแม่เล้า ‘ซูเหนียง’ ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น นัยน์ตาที่เคยหยาดเยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและแฝงไปด้วยความกังวลอย่างลึกล้ำ
นางหันซ้ายแลขวาเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดจับจ้อง ก่อนจะสะบัดชายกระโปรงพัวฉวินสีม่วงเข้ม เดินเลี่ยงออกจากความจอแจของห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง มุ่งหน้าตรงไปยังบันไดไม้แคบๆ ด้านหลังที่ทอดตัวขึ้นสู่ชั้นสามอันเป็นพื้นที่หวงห้ามและเงียบสงบที่สุดของหอคณิกาชุนเฟิง
ซูเหนียงเดินลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องพักส่วนตัวที่อยู่ลึกสุดทางเดิน นางผลักบานประตูไม้แกะสลักเข้าไปและปิดลงกลอนอย่างแน่นหนา ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานดอกเหมยที่ถูกจุดทิ้งไว้ในกระถางทองเหลือง แสงเทียนสลัวสาดส่องให้เห็นการตกแต่งที่หรูหรา
ทว่าซูเหนียงไม่ได้สนใจความงามเหล่านั้น นางเดินตรงไปยังมุมห้องที่มีฉากกั้นไม้สลักลายนกยูงรำแพนหางตั้งอยู่ มือเรียวสวยเอื้อมไปเลื่อนกระถางต้นคามิเลียที่วางประดับอยู่ออก เผยให้เห็นแผ่นกระเบื้องปูพื้นที่มีรอยแยกเล็กๆ นางสอดนิ้วเข้าไปกดสลักกลไกที่ซ่อนอยู่อย่างชำนาญ...
"ครืดดด..."
เสียงกลไกฟันเฟืองทำงานเบาๆ ก่อนที่พื้นไม้กระดานบริเวณนั้นจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องทางลับแคบๆ และบันไดศิลาที่ทอดตัวลงสู่ ‘ห้องใต้ดิน’ ซูเหนียงก้าวเดินลงไปในความมืด ก่อนที่ประตูกลไกจะเลื่อนปิดสนิทลงตามเดิมอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อเดินลงมาถึงเบื้องล่าง แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันก็ปรากฏขึ้น ภายในห้องลับใต้ดินที่อับชื้นและไร้หน้าต่าง ปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณอยู่บนตั่งไม้ รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราเล็กน้อย สวมเพียงเสื้อคลุมสีเทาหม่นที่ดูซอมซ่อ แตกต่างจากฐานะที่แท้จริงของเขาราวฟ้ากับเหว
เบื้องหน้าของบุรุษผู้นี้ บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย... มี ‘ชิ้นส่วนจี้หยก’สีเขียวมรกตที่แกะสลักลวดลายโบราณหนึ่งชิ้น วางทอประกายล้อแสงไฟอยู่อย่างเงียบงัน
บุรุษผู้นี้มิใช่ใครอื่น... เขาคือ ‘ฟางเจี้ยน’เจ้าสำนักดาบวายุคลั่ง ผู้ที่ชาวยุทธทั้งแผ่นดินต้าถังต่างเชื่อกันว่าได้ตายตกไปแล้วพร้อมกับการถูกฆ่าล้างสำนัก!
ได้ยินเสียงฝีเท้า ฟางเจี้ยนค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาดุดันของเขาเปล่งประกายเมื่อเห็นสตรีที่เดินเข้ามา "ซูเหนียง... ข้างนอกมีเรื่องอันใดรึ? ข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วลงมา"
ซูเหนียงทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ถอนหายใจยาวพลางปรายตามองจี้หยกบนโต๊ะ "เมื่อครู่มีลูกนกสองตัวที่เพิ่งหัดบินมาเยือน... พวกมันเป็นชาวยุทธหนุ่มสาวที่เข้ามาซักไซ้ไล่เลียง และอธิบายรูปร่างหน้าตาของท่านได้อย่างถูกต้องแม่นยำ พวกมันสงสัยว่าท่านยังไม่ตายและซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ข้าจึงต้องใช้มารยาและวาจาแข็งกร้าวไล่ตะเพิดพวกมันออกไปเสียก่อน"
ฟางเจี้ยนขมวดคิ้วแน่น "มีคนเริ่มระแคะระคายเรื่องที่ข้าแกล้งตายแล้วอย่างนั้นรึ?"
"ก็เพราะความบ้าบิ่นของท่านนั่นแหละ!" ซูเหนียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากตำหนิบุรุษตรงหน้าด้วยความสนิทสนม "การที่ท่านต้องการจะครอบครองจี้หยกชิ้นนี้เอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ถึงขนาดยอมวางยาพิษลูกศิษย์ในสำนักของตนเองร้อยกว่าชีวิต แล้วสับใบหน้าพวกมันจนเละเทะเพื่อเอาศพหนึ่งในนั้นมาสวมรอยเป็นตัวท่านเอง... มันเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและเสี่ยงเกินไป! หากความลับแตกขึ้นมา ต่อให้ท่านมียอดวิชา ก็ไม่มีทางรอดพ้นจากการถูกชาวยุทธทั้งแผ่นดินตามล่าหรอกนะ!"
แทนที่จะสำนึกผิด ฟางเจี้ยนกลับเค้นเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาเอื้อมมือไปหยิบชิ้นส่วนจี้หยกขึ้นมาลูบคลำด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโลภและทะเยอทะยาน
"ซูเหนียงเอ๋ย เจ้าช่างเป็นสตรีที่มองโลกแคบนัก" เจ้าสำนักผู้โฉดชั่วแสยะยิ้ม "เพื่อรวบรวมจี้หยกให้ครบ ๔ ชิ้น เพื่อไขปริศนาลายแทงและก้าวขึ้นไปครอบครอง 'สุดยอดวิชาในตำนาน' ที่สามารถสั่นคลอนได้ทั้งยุทธภพ... การต้องสังเวยชีวิตศิษย์โง่เขลาพวกนั้นเพียงร้อยกว่าคน แค่นี้ข้าถือว่าคุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้มเสียอีก! เมื่อใดที่ข้าฝึกยอดวิชาสำเร็จ ข้าจะเป็นใหญ่เหนือใครในแผ่นดิน!"
กล่าวจบ ฟางเจี้ยนก็วางจี้หยกลง แล้วเอื้อมมือทั้งสองข้างไปคว้าหมับเข้าที่เอวคอดของแม่เล้าคนงาม ออกแรงกระชากร่างอวบอิ่มของนางให้ปลิวหวือข้ามโต๊ะตัวเตี้ย เข้ามาปะทะกับแผงอกกว้างของเขา ก่อนจะบังคับให้นางนั่งแหมะลงบนตักแกร่งในทันที!
"อ๊ะ! นี่ท่านจะทำอะไร! ปล่อยข้านะ!" ซูเหนียงอุทานด้วยความตกใจ แสร้งทำเป็นดิ้นรนปัดป้อง ทว่าเรือนร่างที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนกลับเบียดเสียดเข้าหาบุรุษอย่างรู้งาน
"ข้าอุดอู้ซ่อนตัวอยู่ในห้องแคบๆ นี้มาหลายวัน... ในเมื่อตอนนี้ไม่มีผู้ใดมารบกวนแล้ว เจ้าก็มาช่วยดับความร้อนรุ่มให้ข้าหน่อยเป็นไร!"
ฟางเจี้ยนไม่รอช้า มือหยาบกร้านของนักดาบสอดล้วงเข้าไปใต้สาบเสื้อแพรไหมของนาง กอบกุมเข้าที่เต้าถันอวบอิ่มขนาดมหึมา ออกแรงบีบเค้นและดึงทึ้งยอดอกสีเข้มของนางอย่างรุนแรงจนเนื้อปลิ้นออกตามง่ามนิ้ว กลิ่นหอมของอิสตรีปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนของเขาให้ลุกโชน
"อ๊า... ท่านนี่มัน... รุนแรงนัก..." ซูเหนียงครางเสียงสั่นพร่า ร่างกายของนางโอนอ่อนผ่อนตามสัมผัสที่จาบจ้วง
ฟางเจี้ยนก้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ซอกคอขาวเนียน ขบเม้มจนเกิดรอยแดงช้ำ มืออีกข้างถกชายกระโปรงพัวฉวินของนางขึ้นสูงจนถึงโคนขาอ่อน ก่อนจะสอดมือล้วงพรวดเข้าไปกอบกุมเนินเนื้อที่อวบอูมของนาง ปลายนิ้วหยาบสากถูไถขยี้ติ่งกระสันและสอดทะลวงเข้าไปในร่อง 'หี'ที่เริ่มมีน้ำหล่อลื่นซึมออกมาจนเปียกแฉะ คว้านนิ้วชักเข้าออกอย่างเมามัน
"ปากเจ้าบอกว่าข้ารุนแรง แต่ หีของเจ้ากลับตอดรัดนิ้วข้าแน่นเชียวนะซูเหนียง!" ฟางเจี้ยนหัวเราะหื่นกระหาย มันปลดสายรัดกางเกงของตนเองออก ควักเอาท่อน '-วย'อวบอ้วนที่แข็งขืนและปูดโปนด้วยเส้นเลือดออกมาผงาดรับอากาศ "มาเถิด... ถกกระโปรงขึ้นแล้วกลืนกิน-วยข้าเข้าไป ข้าจะ เ-็ดเจ้าให้ร้องครางลั่นห้องลับนี้ไปเลย!"
ซูเหนียงที่ถูกปลุกปั่นจนตัณหาขึ้นหน้า นางทนความเสียวซ่านไม่ไหว ริมฝีปากอวบอิ่มเผยออ้าหอบหายใจ เอื้อมมือไปกอบกุมท่อนเนื้อของเขาหมายจะสอดใส่เข้ารูสวาทเพื่อรับความสุขสมให้ถึงที่สุด
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ไฟราคะกำลังจะลุกโชน ท่อนเนื้อกำลังจะจดจ่อเข้าที่ปากทางรักนั้นเอง!
"ตูมมมมม!!"
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของห้องโถงด้านบน ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของสตรีคณิกาและเสียงข้าวของแตกหักดังกึกก้อง แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงบนเพดานห้องลับร่วงกราวลงมา!
การขัดจังหวะอันเลวร้ายทำให้อารมณ์สวาทที่กำลังพุ่งพล่านของทั้งสองคนสะดุดกึกในทันที! ฟางเจี้ยนชักมือออกจากร่องสวาทของนาง สีหน้าของอดีตเจ้าสำนักเคร่งเครียดขึ้นมาทันควัน
"เกิดอะไรขึ้นข้างบน!" ฟางเจี้ยนตวาดเสียงต่ำ คว้าดาบที่วางอยู่ข้างตั่งขึ้นมาถือไว้แน่น
"ข้าจะออกไปดูเอง ท่านซ่อนตัวอยู่ที่นี่อย่าออกไปไหนเด็ดขาด!" ซูเหนียงรีบจัดแจงเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ แม้จะเสียดายที่ยังไม่ได้ร่วมเพศ แต่นางก็รู้ดีว่าสถานการณ์เบื้องบนต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเป็นแน่ นางรีบวิ่งพรวดพราดออกจากห้องลับและไต่บันไดศิลาขึ้นไปทันที
.............................................
ตัดสลับมาที่บริเวณท้องถนนหน้าหอคณิกาชุนเฟิง...
ลมหนาวยังคงพัดกรรโชก ไป๋หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่ที่เพิ่งจะเดินพ้นประตูหอคณิกาออกมาได้เพียงไม่กี่สิบก้าว ทั้งสองต่างรู้สึกเสียดายที่การลอบเข้ามาสืบข่าวในครั้งนี้คว้าน้ำเหลวและไม่มีความคืบหน้าใดๆ หานฉู่ฉู่ยังคงมีสีหน้าหงุดหงิดกับกลิ่นคาวโลกีย์ที่ติดเสื้อผ้ามา
ทว่า ขณะที่มังกรหนุ่มกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่างนั้นเอง...
"โครมมมม!!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากชั้นสองของหอคณิกาชุนเฟิงที่พวกเขากำลังหันหลังให้!
ไป๋หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่ชะงักฝีเท้า เบิกตากว้างและหันขวับกลับไปมองเหตุการณ์เบื้องหลังในทันที!
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเขา คือบานหน้าต่างไม้แกะสลักบนชั้นสองที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พร้อมกับร่างของ 'บุรุษผู้หนึ่ง' ที่กระเด็นทะลุหน้าต่างลอยละลิ่วตกลงมากระแทกกับพื้นถนนหินสลักเบื้องล่างอย่างแรงจนฝุ่นหิมะตลบอบอวล!
บุรุษผู้ที่กระเด็นออกมานั้น สวมเสื้อคลุมสีเทาหม่น ในมือของเขากำ 'ดาบเล่มเขื่อง' เอาไว้แน่น แม้จะตกลงมาอย่างรุนแรง แต่เขาก็ยังสามารถพลิกตัวใช้เข่ายันพื้นและตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว บ่งบอกถึงลมปราณและวรยุทธที่ลึกล้ำ!
และเพียงอึดใจเดียว... ก็มีเงาร่างของ 'บุรุษอีกคนหนึ่ง' พุ่งทะยานตามลงมาจากรอยโหว่ของหน้าต่างที่แตกกระจายนั้น!
บุรุษผู้มาใหม่นี้สวมชุดรัดกุมสีดำ ท่าทางปราดเปรียวดุจหมาป่าล่าเนื้อ สิ่งที่โดดเด่นและน่าสะพรึงกลัวที่สุดคือใบหน้าของเขา... กลางใบหน้ามี 'รอยแผลเป็นทางยาวสามรอย' ที่พาดเฉียงจากหน้าผากจรดปลายคาง ประดุจถูกกรงเล็บสัตว์ร้ายตะปบเข้าอย่างจัง ในมือของเขาถืออาวุธที่ทอประกายเย็นเยียบ!
"ฮ่าๆๆๆ!" ชายหน้าบากสามรอยแผดเสียงหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาของเขาจ้องเขม็งไปยังชายชุดเทาที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น "การจัดฉากตายของเจ้าช่างแนบเนียนนักนะ ฟางเจี้ยน!! ทว่าวิชา 'หนีจั๊กจั่นลอกคราบ' ของเจ้า ไม่อาจตบตาคนอย่างข้าได้หรอก!"
คำประกาศกร้าวที่ดังก้องไปทั่วถนนผิงคัง ทำเอาผู้คนและเหล่านางโลมที่วิ่งหนีตายออกมาจากหอคณิกาถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง! ชื่อของ 'ฟางเจี้ยน' อดีตเจ้าสำนักดาบวายุคลั่งที่เพิ่งมีข่าวว่าตายตกไปแล้วพร้อมกับศิษย์ทั้งสำนัก กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในสภาพที่ยังมีลมหายใจ!
ชายหน้าบากสามรอยชี้อาวุธไปที่หน้าอกของฟางเจี้ยน "เลิกซ่อนตัวและส่ง 'จี้หยก' ชิ้นนั้นมาให้ข้าแต่โดยดี! หากเจ้ายอมมอบมันให้ข้า ข้าอาจจะเมตตาเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เจ้า!"
ฟางเจี้ยน อดีตเจ้าสำนักผู้โฉดชั่ว ค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาถ่มเลือดสีแดงสดลงบนพื้นหิมะ ก่อนจะตวัดดาบในมือชี้หน้าศัตรู แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิตและไม่ยอมจำนน
"อยากได้จี้หยกของข้างั้นรึ... ฝันไปเถอะ! หากอยากได้ก็เข้ามาเอาด้วยชีวิตของเจ้า!"
คำตอบนั้นเปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง สองยอดฝีมือเตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าห้ำหั่นกันด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านจนลมหนาวรอบด้านแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง!
ณ มุมมืดของฝั่งตรงข้าม... ไป๋หย่งเจิ้งและหานฉู่ฉู่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ มองหน้ากันด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ทั้งสองต่างมองเห็น 'ความกังวล' และ 'หายนะ' ที่กำลังจะมาเยือนสะท้อนอยู่ในแววตาของกันและกันอย่างชัดเจน
"แย่แล้ว..." ไป๋หย่งเจิ้งกัดฟันกรอด หมัดทั้งสองข้างกำแน่น "เราสายเกินไป... ความลับเรื่องที่เจ้าสำนักแกล้งตาย ถูกไอ้หน้าบากนั่นเปิดโปงต่อหน้าสาธารณชนเสียแล้ว!"
หานฉู่ฉู่หน้าซีดเผือด นางตระหนักถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ได้ทันที "ในขณะที่เราควรจะได้เปรียบคนอื่นจากการสืบพบความจริงอย่างลับๆ... บัดนี้ ทุกคนในนครฉางอันได้รู้กันหมดแล้วว่า การฆ่าล้างสำนักเป็นเพียงการจัดฉาก และเจ้าสำนักที่ถือครองจี้หยกยังมีชีวิตอยู่ที่นี่!"
มังกรหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาสีดำสนิททอดมองไปยังยอดฝีมือทั้งสองที่กำลังจะปะทะกัน "ปัญหาใหญ่เข้าแล้วคุณหนูหาน... เหตุการณ์นี้จะดึงดูดความสนใจของฝูงแร้งฝูงกา และ 'ยอดฝีมือ' ทุกสารทิศให้แห่กันมาที่นี่... ค่ำคืนนี้ หอคณิกาชุนเฟิงคงได้กลายเป็นทะเลเลือดเป็นแน่!"
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??