เรื่อง บุปผาโรยราแห่งคฤหาสน์ตระกูลเว่ย
เสวี่ยเหลียนลืมตาขึ้นในความสลัวรางของรุ่งสาง ร่างกายของนางหนักอึ้งและระบมไปทุกสัดส่วน โดยเฉพาะกึ่งกลางกายที่ยังคงรู้สึกถึงความแสบช้ำจากการถูกทะลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า รูถ้ำสวาทของนางในยามนี้ดูเหมือนจะยังหุบไม่ลงสนิท มันยังคงเต้นตุบ ๆ ตามจังหวะชีพจร ย้ำเตือนถึงความป่าเถื่อนที่ได้รับมาตลอดทั้งคืน
นางขยับตัวอย่างยากลำบากก่อนจะพบว่าข้างกายมีร่างอัปลักษณ์ของสุนเก่อนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงของนางอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจเข้าออกของมันหนักหน่วงและเต็มไปด้วยกลิ่นสุราที่น่ารังเกียจ เสวี่ยเหลียนกัดฟันกรองความรู้สึกขยะแขยงไว้ลึกที่สุด นางค่อยๆ คลานลงจากเตียงด้วยร่างเปลือยเปล่า หยิบชุดผ้าไหมที่ถูกถอดทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีเมื่อคืนมาสวมใส่อย่างเร่งรีบ ก่อนจะหันไปรูดม่านเตียงลงเพื่อบดบังความอัปยศบนเตียงนอนไม่ให้สาวใช้ที่จะเข้ามาปลุกในอีกไม่ช้าได้เห็น
นางเดินไปที่โต๊ะไม้แกะสลัก จุดเทียนขึ้นเพื่อให้แสงสว่างเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบหนังสือสองเล่มที่สุนเก่อทิ้งไว้ให้ขึ้นมาดู มือที่สั่นเทาเปิด 'คัมภีร์วสันตลีลา' ขึ้นมาเป็นเล่มแรก ทันทีที่สายตาปะทะกับภาพวาดสีที่แสดงการร่วมรักในท่วงท่าต่าง ๆ อย่างโจ่งแจ้ง ทั้งการอุ้มกระเตง การร่วมเพศจากด้านหลัง หรือการใช้ปากกับอาวุธประจำกาย เสวี่ยเหลียนก็รู้สึกเหมือนเลือดในกายพุ่งพล่านขึ้นมาที่ใบหน้าจนร้อนผ่าว
“นี่มัน... เรื่องพรรค์นี้มีอยู่จริงหรือ?” นางนึกในใจด้วยความสับสน ทว่าสายตากลับไม่อาจละไปจากภาพเหล่านั้นได้ ยิ่งเมื่อเปิดอ่าน 'บันทึกสวาทหอแดง' ที่บรรยายรสสัมผัสของการเสียดสีและความรัญจวนอย่างละเอียดถึงพริกถึงขิง ร่างกายของนางก็เริ่มทรยศต่ออุดมการณ์ ความรู้สึกซ่านสยิวเริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดยุทธศาสตร์ น้ำหวานใสเริ่มไหลซึมออกมาชโลมร่องช้ำจนแฉะเยิ้มอีกครั้ง
ด้วยความเผลอไผล เสวี่ยเหลียนสอดนิ้วเรียวผ่านเนื้อผ้าเข้าไปสัมผัสกับติ่งเนื้อสีระเรื่อที่กำลังตั้งชัน นางเริ่มเขี่ยเบา ๆ พลางอ่านบรรทัดที่บรรยายถึงการถูกอาวุธยักษ์กระแทกกระทั้น ลมหายใจของนางเริ่มติดขัด ทรวงอกอวบอิ่มภายใต้ผ้าคาดอกสะท้อนขึ้นลงตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
“ฮูหยินเจ้าคะ ได้เวลาล้างหน้าแปรงฟันแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงเรียกของสาวใช้จากหน้าประตูทำให้นางสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกมนต์สะกด เสวี่ยเหลียนรีบถอนนิ้วออกแล้วยัดหนังสือทั้งสองเล่มซ่อนไว้ใต้กองสมุดบัญชีทันที นางพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
“เข้ามาได้... แต่อย่าเพิ่งจัดเตียง วันนี้ข้าอยากให้มันอยู่อย่างนั้น ข้าจะพักผ่อนต่อในช่วงสาย”
สาวใช้ที่ก้าวเข้ามามีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติฮูหยินจะเป็นคนเจ้าระเบียบที่สุด แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด ได้แต่เข้ามาปรนนิบัติชำระล้างร่างกายและช่วยนางสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวสะอาดตา เสวี่ยเหลียนมองดูกระจกเงาทองเหลือง เห็นใบหน้าที่ดูซูบซีดแต่ดวงตากลับแฝงไปด้วยประกายความต้องการที่ปิดไม่มิด นางสูดหายใจลึกก่อนจะก้าวออกจากห้องเพื่อไปเผชิญหน้ากับลูกชาย โดยทิ้งความลับใต้ม่านเตียงและหนังสือราคีไว้เบื้องหลัง
เสวี่ยเหลียนก้าวเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่าทางที่พยายามวางตัวให้สงบนิ่งที่สุด แต่นางกลับรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ต้องสบตากับบุตรชายในเช้าวันใหม่ นางทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับ เว่ยเฉิง ซึ่งวันนี้ดูเหมือนสีหน้าของเขาจะสดใสขึ้นกว่าเมื่อวันก่อนเล็กน้อย ราวกับเด็กหนุ่มพยายามจะสลัดความทุกข์ทิ้งเพื่อกลับมาเป็นลูกชายที่เข้มแข็งของมารดา
“เฉิงเอ๋อร์ วันนี้เจ้าดูดีขึ้นมาก ทานน้ำแกงนี้เสียหน่อยนะลูก” เสวี่ยเหลียนเอ่ยพลางคีบอาหารให้ด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำ
“ขอรับท่านแม่” เว่ยเฉิงตอบกลับด้วยเสียงใสซื่อ เขาคีบอาหารเข้าปากครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล “ท่านแม่... เมื่อคืนท่านแม่ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ขอรับ?”
คำถามนั้นทำให้ตะเกียบในมือของเสวี่ยเหลียนสั่นสะท้าน นางพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ “ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนั้นเล่า?”
“ก็เมื่อคืน... ข้าได้ยินเสียงท่านแม่ร้องออกมาจากในห้อง ขอรับ เสียงของท่านแม่ฟังดูเจ็บปวดและทรมานมากเสียจนข้านอนไม่หลับ ข้าอยากจะวิ่งเข้าไปหาท่านแม่ที่ห้อง แต่ก็กลัวว่าจะเข้าไปขัดจังหวะการพักผ่อน” เด็กน้อยเอ่ยความในใจออกมาตามประสาเด็กที่ห่วงใยผู้เป็นแม่ “ท่านแม่เจ็บตรงไหนหรือ ขอรับ? ให้ข้าไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการดีหรือไม่ ขอรับ”
คำว่า ‘เสียงร้องที่เจ็บปวด’ ในความหมายของลูกชาย แท้จริงแล้วคือเสียงครางกระเส่ารัญจวนจากการถูกพ่อบ้านกระแทกกระทั้นอย่างป่าเถื่อน เสวี่ยเหลียนรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้ากลางลำตัว ใบหน้าของนางร้อนผ่าวและชาวาบไปถึงใบหู ความอับอายแล่นริ้วจนนางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาที่ไร้เดียงสานั้น
“มะ...ไม่มีอะไรหรอกลูก แม่เพียงแค่ฝันร้ายน่ะ” นางปดออกไปคำโต “แม่ฝันถึงเรื่องในอดีตที่น่าตกใจ เลยอาจจะละเมอส่งเสียงออกมาบ้าง เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ทานข้าวเถอะลูก เดี๋ยวจะเสียเวลาเรียน”
“ถ้าท่านแม่บอกว่าไม่เป็นไร ข้าก็เบาใจ ขอรับ” เว่ยเฉิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย แม้ในใจลึกๆ เขาจะยังรู้สึกแปลกใจกับน้ำเสียงที่แสนประหลาดเหล่านั้น แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อใจมารดา
เสวี่ยเหลียนรีบทานข้าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด นางรู้สึกคลื่นไส้กับคำลวงของตนเอง และยิ่งรู้สึกผิดบาปเมื่อเห็นความห่วงใยที่บริสุทธิ์ของลูกชายที่มอบให้แก่หญิงแพศยาที่เพิ่งผ่านศึกกามมาอย่างนาง ทันทีที่มื้อเช้าจบลง นางก็รีบปลีกตัวเข้าห้องทำงานทันที เพื่อหลบหนีจากสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักของลูกชายที่นางไม่อาจสู้หน้าได้อีกต่อไป
ภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกและหน้ากระดาษเก่า เสวี่ยเหลียนนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่มีกองสมุดบัญชีการค้าเกลือวางเรียงราย นางพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อตรวจสอบตัวเลขและเส้นทางการค้า ทว่าทุกครั้งที่ปลายพู่กันจรดลงบนกระดาษ ภาพวาดจาก 'คัมภีร์วสันตลีลา' และถ้อยคำพรรณนาจาก 'บันทึกสวาทหอแดง' ที่นางเพิ่งอ่านไปเมื่อเช้ากลับลอยเด่นขึ้นมาบดบังตัวเลขเหล่านั้น
คำบรรยายถึง “ความร้อนระอุที่บดเบียดเข้าสู่ใจกลางความเป็นหญิง” และ “เสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดยามถูกรุกราน” วนเวียนอยู่ในหัวของนางไม่จบสิ้น เสวี่ยเหลียนรู้สึกได้ว่าร่างกายของนางเริ่มมีปฏิกิริยาที่แปลกประหลาด ยอดอกของนางแข็งชันจนเบียดเสียดกับผ้าคาดอกเนื้อหยาบ ทุกครั้งที่นางขยับกายเพื่อเปลี่ยนท่าทาง ร่องสวาทที่ยังคงระบมอยู่กลับหลั่งน้ำหวานออกมาจนรู้สึกได้ถึงความแฉะชื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ไม่ได้... ข้าต้องทำงาน ตระกูลเว่ยจะล่มสลายในมือข้าไม่ได้” นางกัดฟันกรอดพยายามฝืนทนต่อความปั่นป่วนในกาย
นางพยายามจะขยับขาสีกันใต้โต๊ะเหมือนที่เคยทำเพื่อบรรเทาความเสียวซ่าน แต่วันนี้ดูเหมือนมันจะไม่เพียงพอ ความเงี่ยนง่านที่ถูกจุดติดจากหนังสือลามกเหล่านั้นบวกกับสัมผัสค้างคาจากสุนเก่อเมื่อคืน ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวจนแทบระเบิด มือที่ถือพู่กันสั่นเทาจนหยดหมึกดำหยดลงบนสมุดบัญชีเล่มสำคัญเป็นดวงกว้าง
สุดท้าย ความอดทนของเสวี่ยเหลียนก็พังทลายลง นางไม่อาจทนอยู่ท่ามกลางกองเอกสารเหล่านี้ได้อีกต่อไป ลมหายใจของนางเริ่มร้อนผ่าวและติดขัด ความกระสันอยากพุ่งพล่านจนนางต้องลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่สนว่าเก้าอี้จะล้มหรือเอกสารจะกระจัดกระจาย นางรีบสาวเท้าก้าวออกจากห้องทำงาน มุ่งหน้ากลับไปยังห้องนอนของตนเองด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม เพียงเพื่อจะกลับไปหา “ความลับ” ที่ซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือเหล่านั้น
เสวี่ยเหลียนรีบก้าวเข้ามาในห้องนอนแล้วจัดการลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา นางหอบหายใจถี่พลางพิงแผ่นหลังกับประตูไม้ แววตาที่เคยนิ่งสงบยามนี้ดูเลื่อนลอยและเต็มไปด้วยความกำหนัด นางเดินตรงไปยังเตียงนอน พบว่าม่านที่นางปิดไว้ยังคงเดิม แต่เมื่อเลิกม่านขึ้น ร่างอัปลักษณ์ของสุนเก่อกลับหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงรอยยับย่นบนที่นอนและ กลิ่นสาบสาง ประจำตัวของมันที่คละคลุ้งอยู่อ่อนๆ
กลิ่นนั้นแทนที่จะทำให้นางสะอิดสะเอียน กลับกลายเป็นตัวจุดชนวนอารมณ์ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว เสวี่ยเหลียนเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบ 'บันทึกสวาทหอแดง' ออกมาจากที่ซ่อน นางทรุดกายลงนั่งบนเตียงที่ยังมีไออุ่นจางๆ จากร่างกายของชายโฉด แล้วเริ่มพลิกอ่านหน้ากระดาษอย่างบ้าคลั่ง
สายตาของนางกวาดไปตามตัวอักษรที่บรรยายถึงฉากการสมสู่ที่วิปริต การบีบคั้นทรวงอกจนช้ำแดง และความเจ็บปวดที่แปรเปลี่ยนเป็นความสุขสมยามที่ลำลึงค์ขนาดยักษ์แหวกว่ายเข้าสู่ร่องเนื้อ เสวี่ยเหลียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกมนต์สะกด ยิ่งอ่าน ความร้อนในกายก็ยิ่งทวีคูณจนผิวขาวผ่องของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
นางไม่ได้เพียงแค่ “อ่าน” แต่ในหัวของนางกำลัง “จินตนาการ” ตามอย่างละเอียด ทุกสัมผัสที่หนังสือบรรยาย นางกลับเผลอเอาไปเปรียบเทียบกับสัมผัสหยาบโลนที่สุนเก่อเคยมอบให้ ความเงี่ยนง่านแล่นริ้วไปทั่วร่างจนนางต้องแอ่นอกขึ้น ลมหายใจหอบกระชั้นจนทรวงอกสั่นสะท้าน น้ำหวานจากร่องสวาทหลั่งไหลออกมาจนซึมผ่านกางเกงชั้นในผ้าไหมสีขาว กลายเป็นคราบแฉะวงกว้างที่มองเห็นได้ชัด
ในตอนนี้ ความละอายต่อบาปถูกเผาผลาญไปด้วยไฟกาม เสวี่ยเหลียนปิดตาลงชั่วครู่ จินตภาพในหัวของนางยามนี้ไม่ใช่ภาพสามีที่แสนสุภาพ แต่กลับเป็นใบหน้าอัปลักษณ์ฟันหลอของพ่อบ้านสุนเก่อที่กำลังคร่อมร่างและเย็ดยับนางอย่างป่าเถื่อน ความต้องการนั้นรุนแรงเสียจนนางแทบจะกรีดร้องออกมาเพียงเพราะแค่อ่านตัวอักษรเหล่านั้น
ภายในห้องนอนที่ปิดสนิท เสวี่ยเหลียนไม่อาจทนทานต่อความกำหนัดที่ปะทุขึ้นได้อีกต่อไป นางทิ้งตัวลงกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงที่ยังคงมีกลิ่นสาบของสุนเก่อ มือหนึ่งกำหนังสือสังวาสไว้แน่น ส่วนอีกมือหนึ่งสอดล่วงลึกเข้าไปใต้กระโปรงผ้าไหมสีขาวที่เลิกขึ้นจนถึงโคนขา นางปลดผ้าคาดอกออกจนทรวงอกอวบอิ่มดีดตัวออกมาสั่นระริกตามแรงหอบหายใจ
“อื้อออ... สุนเก่อ... เจ้าคนถ่อย...” นางครางชื่อฆาตกรออกมาด้วยเสียงพร่ามัว
นิ้วเรียวสวยบดขยี้ลงบนติ่งเนื้อสีระเรื่อที่แข็งชันเป็นไต น้ำหวานเหนียวข้นเยิ้มออกมาจนเปื้อนไปทั้งง่ามมือ นางหลับตาแน่นแล้วจินตนาการถึงใบหน้าอัปลักษณ์และรอยยิ้มฟันหลอของมัน ยามที่มันกระชากผมนางแล้วกระแทกความเป็นชายขนาดเขื่องเข้าใส่เหมือนเมื่อคืน ในหัวของนางไม่ได้ถวิลหาความอ่อนโยนจากสามีที่ล่วงลับเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเรียกร้องหาความเจ็บปวดที่น่ารัญจวนจากสุนเก่อ
“อ๊างงง... เ-็ดข้า... เข้ามาในตัวข้าอีก... ใช้ท่อนเอ็นใหญ่โตของเจ้าทำลายข้าที...”
นางพร่ำเพ้อออกมาอย่างลืมตัว ร่างกายที่เคยบริสุทธิ์บัดนี้บิดเร้าด้วยความร่านราคะ นางจินตนาการว่าสุนเก่อกำลังยืนอยู่ตรงหน้า กำลังใช้มือหยาบกร้านขยำหน้าอกนางจนช้ำเขียว และกำลังแสยะยิ้มมองดูนางที่กำลังดิ้นพล่านด้วยความเสียวซ่าน เสวี่ยเหลียนสอดนิ้วเข้าไปในรูหีที่ยังระบม ร่องเนื้อที่บวมแดงตอดรัดนิ้วของนางอย่างรุนแรงราวกับมันโหยหาอาวุธจริงของพ่อบ้านโฉด
“แรงกว่านี้... เ-็ดข้าแรง ๆ เหมือนที่เจ้าทำหน้าป้ายวิญญาณ... อื้อออ สุนเก่อ... ข้าเป็นของเจ้าแล้ว...”
จินตนาการนั้นบีบคั้นจนถึงขีดสุด ร่างของเสวี่ยเหลียนกระตุกเกร็งบิดเร้าไปมาบนที่นอน นางกรีดร้องเบา ๆ ในคอขณะที่ความเสียวซ่านพุ่งทะลุจุดสูงสุด น้ำกามสีใสพุ่งออกมาอาบนิ้วและเปรอะเปื้อนผ้าปูเตียงจนเปียกชุ่ม ร่างกายของนางอ่อนระทวยลงหอบหายใจถี่กระชั้นเหมือนคนเพิ่งวิ่งมาไกล
ทว่าเพียงครู่เดียว เมื่อสติเริ่มกลับมาเยือน เสวี่ยเหลียนก็ต้องลืมตาขึ้นด้วยความตกใจและขยะแขยงตนเองอย่างถึงที่สุด นางมองดูคราบน้ำกามบนมือและกลิ่นคาวที่คละคลุ้ง
“ข้า... ข้าพูดอะไรออกมา? เหตุใดข้าถึงจินตนาการถึงมันเช่นนั้น!”
นางหน้าซีดเผือดด้วยความกลัวในจิตใจที่บิดเบี้ยวของตนเอง นางรีบเช็ดคราบกามออกด้วยความลนลาน แต่ในใจกลับรู้ดีว่านางไม่สามารถกลับไปเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ผุดผ่องได้อีกแล้ว เมื่อถึงยามเย็นที่สาวใช้มาแจ้งเรื่องมื้อค่ำ นางจึงสั่งออกไปด้วยเสียงที่สั่นเครือว่าไม่ต้องตามนางไปทานกับเว่ยเฉิง เพราะนางไม่อาจแบกหน้าไปพบลูกชายในสภาพที่เพิ่ง ‘ร่าน’ ถึงฆาตกรที่ฆ่าพ่อของเขาได้
เสวี่ยเหลียนนั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องนอน แสงเทียนสลัวไหววูบตามลมที่ลอดผ่านซอกหน้าต่าง กระดาษม้วนเปล่าถูกคลี่ออกช้า ๆ พร้อมกับแท่งหมึกที่ถูกฝนจนเข้มข้นดุจโลหิตสีดำ นางหยิบพู่กันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา จิตใจส่วนหนึ่งร้องตะโกนว่านี่คือการประจานตนเอง แต่อีกส่วนที่ถูกสุนเก่อข่มขู่ด้วยชีวิตของลูกชายกลับบีบบังคับให้นางต้องเริ่มจรดปลายพู่กัน
นางเริ่มเขียนถึงเหตุการณ์ 'คืนแรก' หลังจากที่สามีจากไป...
“คืนนั้น กลิ่นธูปหน้าป้ายวิญญาณยังไม่ทันจางหาย ข้าในชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ถูกกระชากลงสู่ขุมนรกโดยบุรุษที่ข้าเคยคิดว่าเป็นเพียงบ่าวผู้ซื่อสัตย์...”
เสวี่ยเหลียนบรรยายลงไปอย่างละเอียดลออจนน่าขนลุก แม้นางจะจงใจไม่ระบุชื่อตัวละครหรือชื่อตระกูลเว่ยลงในเนื้อหา แต่ทุกบรรทัดกลับสะท้อนความจริงอย่างไม่อาจบิดเบือน นางบรรยายถึงสตรีผู้สูงศักดิ์ที่เป็นผู้นำกิจการเกลือที่ใหญ่ที่สุดในแดนใต้ ผู้ที่สูญเสียบิดา ลุง และสามีไปในเวลาไล่เลี่ยกันจนเหลือเพียงลูกชายวัยเยาว์เพียงคนเดียว
ยิ่งเขียน ปลายพู่กันของนางกลับยิ่งลื่นไหล ราวกับนางถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง นางไม่ได้เขียนเพียงแค่เหตุการณ์ แต่นางกลับลงลึกถึง 'ความรู้สึกทางกาย' อย่างวิปริต
“นิ้วหยาบกร้านของมันบีบเคล้นทรวงอกของข้าจนขึ้นรอยช้ำเขียว ข้าพยายามขัดขืนแต่มันกลับยิ่งรุนแรง ทันทีที่มันแทรกกายเข้ามา ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนข้าแทบขาดใจ ทว่าร่องเนื้อของข้ากลับตอดรัดสิ่งที่มุ่งร้ายต่อข้าอย่างไม่รักดี... ข้าถูกเย็ดต่อหน้าป้ายวิญญาณของสามี น้ำกามของมันไหลอาบนองลงบนเครื่องเซ่นไหว้ และข้า... สตรีผู้น่าสมเพชคนนี้ กลับครางรับสัมผัสจากเพชฌฆาตที่ฆ่าคนในครอบครัวของข้าอย่างไม่อาจห้ามใจ”
นางเขียนถึงความรู้สึกยามที่ลิ้นหยาบโลนล่วงล้ำเข้ามาในปาก ความสากของหนวดเคราที่ครูดไปตามผิวกาย และจังหวะการกระแทกกระทั้นที่ป่าเถื่อนจนนางต้องแหงนหน้ากรีดร้อง เสวี่ยเหลียนจมดิ่งลงไปในตัวอักษรราคีเหล่านั้น นางบรรยายกระทั่งรูปลักษณ์ของ 'บุรุษผู้นั้น' ว่าเป็นชายอัปลักษณ์ที่มีฟันหลอแหว่งและกลิ่นสาบสางที่ทำให้ร่างกายนางสั่นสะท้านด้วยความเสียวซ่านมากกว่าความกลัว
หน้ากระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกเติมเต็มด้วยบันทึกที่เต็มไปด้วยคาวราคะ นางเขียนไปจนถึงฉากที่นางถูกบังคับให้อมนิ้วเท้าที่สกปรกของมัน และการถูกกระทำในท่วงท่าที่กุลสตรีไม่ควรแม้แต่จะจินตนาการถึง
จนกระทั่งถึงบรรทัดสุดท้ายที่นางเขียนว่า... “ข้าเริ่มสงสัยว่า แท้จริงแล้วข้าเกลียดชังมัน หรือข้ากำลังเฝ้ารอให้อาวุธยักษ์นั้นกลับเข้ามาทำลายข้าอีกครั้งกันแน่”
ทันทีที่วางพู่กัน เสวี่ยเหลียนราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ นางอ่านทวนข้อความที่ตนเองเขียนด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง บันทึกฉบับนี้หากใครได้มาอ่าน เพียงแค่มองบริบทของกิจการเกลือและการตายของคนในบ้าน ก็ย่อมรู้ได้ทันทีว่าสตรีร่านราคะในบันทึกนี้คือ 'เว่ยฮูหยิน' ผู้สูงส่งนั่นเอง!
“ไม่... ข้าเขียนอะไรลงไป! ข้าต้องทำลายมัน!”
นางรวบม้วนกระดาษขึ้นมาด้วยความลนลาน หมายจะเอาไปเผาทิ้งที่เชิงเทียน ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงสลักประตูก็ดัง 'แก๊ก' ก่อนที่บานประตูห้องนอนจะถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสวี่ยเหลียนสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือม้วนกระดาษสั่นระริกจนม้วนกระดาษแทบหลุดมือ นางหันไปมองที่ประตูด้วยหัวใจที่หล่นวูบไปที่ตาตุ่ม...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??