เรื่อง ราชันหมื่นอักขระ

ติดตาม
จารึกที่ 198 : มหาวิกฤตทัพพันธมิตร
จารึกที่ 198 : มหาวิกฤตทัพพันธมิตร
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

จารึก๡ี่ 198 : มหาวิกฤตทัพพันธมิตร | ป้อมปราการบัญชีเลือด


แสงจันทรานวลตา๡ี่เคยสาดส่องกระทบผืนป่าไผ่เบื้องหลังสำนักหมึกวารีบัดนี้ถูกกลบมิดด้วยแสงสีส้มแดง๡ี่สว่างจ้าเสียยิ่งกว่ารุ่งอรุณทว่ามันมิใช่แสงแห่งความหวังอันเรืองรอง... แต่มันคือแสงจากคบเพลิงนับหมื่นดวง๡ี่กำลังเคลื่อนตัวดุจระลอกคลื่นเพลิงเข้ามาโอบล้อมหุบเขาจากทุกทิศทาง


ฉินมู่หลางหยัดยืนตระหง่านอยู่บนยอดซากหอระฆัง๡ี่พังทลายสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของยอดกระบี่กวาดมองไปยังเส้นขอบฟ้าสีหน้าของเขาเคร่งเครียดลงเรื่อยๆจนคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม


"สถานการณ์เลวร้ายกว่า๡ี่คาดคิดไว้มากนัก..." ฉินมู่หลางใช้วิชาตัวเบากระโดดร่อนลงมารายงานอาเจีย๡ี่กำลังยืนสั่งการจัดทัพพยนต์เทวะศิลาอยู่เบื้องล่าง "ธงรบ๡ี่ปรากฏมิได้มีเพียงตราสัญลักษณ์ของสำนักอัสนีบาต... แต่ข้ามองเห็นธงรบของเจ็ดสำนักมหาอำนาจเข้าร่วมด้วยนั่นคือธงรูปดอกบัวทองของ 'อารามศิลาทองคำ'และธงรูปเกลียวคลื่นของ 'สำนักวารีพิสุทธิ์'!"


"สามสำนักมหาอำนาจจับมือเป็นพันธมิตรงั้นรึ?" อาเจียเลิกคิ้วสูงทว่าบนใบหน้ากลับหาได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "พวกมันคงหมายมั่นปั้นมือจะกวาดล้างให้แน่ใจว่ามดสักตัวก็ไม่อาจรอดชีวิตออกไปจากหุบเขานี้ได้สินะ"


"ขุมกำลังของพวกมันรวมกันแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าแปดพันนาย... ซ้ำยังมีศิษย์เอกและยอดฝีมือระดับผู้อาวุโสอีกนับร้อยชีวิต" ฉินมู่หลางกัดฟันแน่น "อาเจีย... กองทัพพยนต์ศิลาของเจ้านั้นแข็งแกร่งหาใดเปรียบก็จริงแต่หากต้องเผชิญหน้ากับการรุมล้อมจากยอดฝีมือระดับปรมาจารย์พร้อมๆกันเช่นนี้... ข้าเกรงว่า..."


"การลงทุนทุกชนิด... ย่อมมีความเสี่ยงเป็นของคู่กัน"


อาเจียเอื้อนเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่งเขาเดินไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าสัว (ร่างราชันย์อเวจี)๡ี่ยืนสงบนิ่งตระหง่านราวกับรูปสลักเทพอสูรแห่งบรรพกาล


"แต่หากพ่อค้าปฏิเสธ๡ี่จะเสี่ยง... ก็ย่อมไม่มีวันกอบโกยผลกำไรมหาศาลได้"


อาเจียหันกลับไปมองหลินชิงเสวี่ย๡ี่ได้รับการถ่ายทอดลมปราณปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนางนั่งพิงซากเสาหินหยกขาวใบหน้างดงาม๡ี่เคยซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดกลับคืนมาบ้าง


"ศิษย์พี่หญิง... ท่านจงช่วยรวบรวมและดูแลเหล่าศิษย์น้อง๡ี่ได้รับบาดเจ็บพาพวกเขาหลบหนีลงไปซ่อนตัวในอุโมงค์ลับใต้นครพิภพ... ๡ี่นั่นคือสถาน๡ี่๡ี่ปลอดภัย๡ี่สุดในเพลานี้"


"แล้วตัวเจ้าเล่า?" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแววตาแฝงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด "เจ้าคิดจะยืนหยัดต่อกรกับกองทัพนับหมื่นเพียงลำพังงั้นรึ?"


"ข้าหาได้ต่อสู้เพียงลำพังไม่..." อาเจียแสยะยิ้มกว้างพลางผายมือออกไปทางกองทัพพยนต์ศิลานับหมื่นตน๡ี่ยืนตั้งแถวเรียงรายเต็มลานกว้างและปกคลุมไปทั่วแนวสันเขา "ข้ามี 'ขุมกำลังพิทักษ์สินทรัพย์' ๡ี่ทำงานล่วงเวลาโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงเตรียมพร้อมรับใช้อยู่เต็มพิกัดต่างหาก"


เขาสะบัดชายเสื้อหันกลับไปตวาดก้องสั่งการด้วยพลังปราณ


"หน่วยโล่ศิลาปราการเหล็ก! ก้าวออกไปประจำการเป็นทัพหน้า! ปิดตายเส้นทางขึ้นเขาหลักทุกเส้นทาง!"


"หน่วยง้าวทะลวงวิญญาณ! เร้นกายซุ่มซ่อนในป่าไผ่ทั้งปีกซ้ายและปีกขวา! รอฟังสัญญาณบัญชาทัพ!"


"หน่วยเกาทัณฑ์ทะลวงเมฆา! ทะยานขึ้นประจำการบน๡ี่สูงและซากหอคอย! ผู้ใดกล้าโผล่หัวล่วงล้ำเข้ามา... ยิงสังหารให้ร่วงหล่นดุจใบไม้!"


ตึง! ตึง! ตึง!


เสียงกระทบอาวุธตอบรับจากกองทัพพยนต์ศิลาดังกึกก้องสะเทือนฟ้าดินพวกมันเคลื่อนพลสับเปลี่ยนค่ายกลด้วยความรวดเร็วและเป็นระเบียบยิ่งกว่ากองทัพมนุษย์๡ี่ถูกฝึกฝนมานับสิบปีหุ่นพยนต์ทุกตนสอดประสานทำหน้า๡ี่ของตนเองอย่างแม่นยำไร้๡ี่ติตามรอยสลักของตราประทับ


อาเจียทะยานร่างเบาหวิวขึ้นไปยืนเหยียบตระหง่านอยู่บนไหล่อันกว้างใหญ่ของเจ้าสัวอีกคราก่อนจะตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ชี้ตรงไปยังซุ้มประตูทางเข้าหลักของสำนักเบื้องล่าง


"ไปต้อนรับแขกผู้มาเยือนกันเสียหน่อย... อย่าให้พวกมันเอาไปนินทาได้ว่าเจ้าบ้านอย่างเราไร้ซึ่งมารยาท"


...


ณประตูทางเข้าสำนักหมึกวารี (ตีนเขา)


ทัพพันธมิตรสามสำนักมหาอำนาจยาตราทัพมาหยุดชะงักอยู่เบื้องหน้าซุ้มประตูศิลาเก่าแก่๡ี่สลักนาม "หมึกวารี" (ซึ่งในยามนี้หลงเหลือเพียงคำว่า "หมึก" เพราะอีกครึ่งหนึ่งถูกพลังสายฟ้าระเบิดทำลายไปแล้ว)


ผู้นำทัพใหญ่ในค่ำคืนนี้คือบุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำสวมใส่อาภรณ์ไหมหรูหราปักลวดลายเมฆาอัสนีสีม่วงทองใบหน้าคมคายดุดันแผ่ซ่านรังสีอำมหิต... เขาคือ "เหลยเซียว" (เจ้าสำนักอัสนีบาตบิดาบังเกิดเกล้าของเหลยเจิ้น)


ขนาบข้างซ้ายขวาของเขาคือ "เจ้าอาวาสอารามศิลาทองคำ"นักบวชเฒ่าหน้าเนื้อใจเสือและ "เจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์"สตรีวัยกลางคน๡ี่มีใบหน้าเย็นชาและหยิ่งยโส


"บรรยากาศช่างเงียบสงัดจนผิดวิสัย..." เจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์เอ่ยขึ้นสายตากวาดมองฝ่าความมืดด้วยความหวาดระแวง "เหลยเจิ้นบุตรชายท่านส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือระดับสูงสุด... ทว่าเหตุใดเพลานี้หุบเขาทั้งลูกจึงเงียบงันราวกับป่าช้าเช่นนี้?"


"เจิ้นเอ๋อบุตรข้าคงจะลงมือกวาดล้างพวกเศษสวะบนเขานี่จนสิ้นซากไปแล้วกระมัง" เหลยเซียวแค่นเสียงคำรามในลำคอ "ไอ้พวกมดปลวกหมึกวารีมันก็เป็นได้เพียงหนอนแมลง... แต่๡ี่ข้ายอมลดตัวกรีธาทัพมาด้วยตนเองก็เพื่อต้องการหลักประกัน๡ี่แน่ชัดว่า 'สมบัติบรรพกาล' ชิ้นนั้นจะไม่ตกหล่นไปอยู่ในเงื้อมมือของบุคคลนอก"


"สมบัติแห่งหุบเขาพันอักขระ..." เจ้าอาวาสอารามศิลาทองคำลูบลูกประคำในมือนัยน์ตาทอประกายความโลภ "ตกลงตามสัตย์สาบานนะท่านประมุขเหลย... ท่านจะได้ครอบครองกุญแจตราประทับ... ส่วนพวกข้าทั้งสองสำนักจะได้แบ่งปันศิลาปราณทรัพย์สินและคัมภีร์วิชาจารึกโบราณทั้งหมดคนละครึ่ง"


"ย่อมเป็นไปตามนั้น! วาจาของข้าหนักแน่นดั่งขุนเขา!" เหลยเซียวตัดบทอย่างรำคาญ "เคลื่อนทัพบุกทะลวงเข้าไป! ผู้ใดขัดขวาง... สังหารให้สิ้นซาก!"


ทว่า... ก่อน๡ี่กองทัพหน้าจะทันได้ก้าวเท้าล่วงล้ำข้ามธรณีประตู...


ฟึ่บ!


ลูกเกาทัณฑ์ศิลาขนาดเขื่องดอกหนึ่งพุ่งแหวกลงมาจากความมืดมิดเบื้องบนปักฉึกกระแทกลงบนพื้นศิลาห่างจากปลายเท้าของม้าศึก๡ี่เหลยเซียวนั่งอยู่เพียงคืบเดียวอย่างแม่นยำ!


"ช้าก่อนท่านลูกค้าผู้ทรงเกียรติ!"


น้ำเสียงยียวนกวนประสาท๡ี่แฝงด้วยความอำมหิตดังก้องลงมาจากยอดซากกำแพงสำนัก๡ี่พังทลาย


เหลยเซียวเงยหน้าขวับขึ้นมอง... แสงสลัวจากคบเพลิงเบื้องล่างสาดส่องกระทบให้เห็นเงาร่างของชายหนุ่มในอาภรณ์สีครามเปื้อนเลือดยืนเอามือไพล่หลังอย่างผ่าเผยอยู่บนไหล่ของพยนต์เทวะสีม่วงดำ๡ี่แผ่กลิ่นอายกดดันจนน่าสะพรึงกลัว


"นั่นผู้ใด!?" เหลยเซียวตวาดก้อง "เจิ้นเอ๋อบุตรชายของข้าอยู่๡ี่ใด!"


"อ้อ... หมายถึงคุณชายเหลยเจิ้นบุตรชายสุด๡ี่รักของท่านน่ะหรือ?"


อาเจียแสยะยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันเขาดีดนิ้วชี้ซ้ายดังเป๊าะหนึ่งที


ครืดดดด! แกร๊ก!


โซ่ตรวนเหล็กไหล๡ี่ห้อยระโยงระยางอยู่หลังกำแพงถูกดึงรั้งขึ้นเผยให้เห็นร่างของเหลยเจิ้น๡ี่ถูกมัดห้อยหัวต่องแต่งลงมาสภาพของคุณชายอัสนีในยามนี้ช่างน่าสมเพชเวทนาท่อนแขนขวาหักพับผิดรูปห้อยรุ่งริ่งใบหน้า๡ี่เคยหล่อเหลาบวมปูดจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและคราบโลหิตแห้งกรังมันแหกปากร้องโหยหวนทันที๡ี่ปรือตาเห็นบิดา


"ท่านพ่อ! ...ช่วยข้าด้วย! ...ปีศาจ! ไอ้เด็กนี่มันคือปีศาจ!"


"เจิ้นเอ๋อ!" เหลยเซียวเบิกตากว้างจนแทบถลนโทสะเดือดพล่านพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองในทันที "ไอ้เด็กสวะชาติหมา! ปล่อยตัวลูกข้าเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้นข้าจะถลกหนังแกทั้งเป็น!"


"จุ๊ๆๆ... ท่านเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่เหตุใดจึงเอ่ยวาจาผรุสวาทเช่นนั้นเล่าขอรับ" อาเจียยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมาเบาๆรอยยิ้มบนใบหน้าพลันเหือดหาย "บุตรชายของท่านบุกรุกเคหสถานของข้าเผาทำลายทรัพย์สินอันมีค่าล้างผลาญชีวิตพี่น้องและคนของข้า... แล้วท่านจะมาออกคำสั่งให้ข้าปล่อยตัวมันไปง่ายๆเยี่ยงนี้งั้นหรือ? ...ในโลกของการค้าขายมันไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆหรอกนะท่านประมุขเหลย"


"แกต้องการสิ่งใด" เจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์ตวาดถาม


"ข้อเสนอนั้นแสนจะเรียบง่าย..."


อาเจียชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตาแววตาสีดำขลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมของพ่อค้าหน้าเลือด


"ค่าบูรณะซุ้มประตูสำนัก... ค่าทำขวัญปลอบประโลมวิญญาณศิษย์น้อง... ค่าโอสถรักษาบาดแผล... ค่าเสียเวลาอันมีค่าของข้า... และรวมถึงค่าไถ่ตัวบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของท่าน..."


"สิริรวมเบ็ดเสร็จ... หนึ่งล้านศิลาปราณระดับบริสุทธิ์! ...และกองทัพของพวกท่านทั้งหมดต้องหันหลังถอนทัพกลับไปเดี๋ยวนี้!"


เสียงฮือฮาอื้ออึงดังกึกก้องไปทั่วทั้งกองทัพพันธมิตรหนึ่งล้านศิลาปราณบริสุทธิ์? จำนวนมหาศาลปานนั้นมันคือทรัพย์สมบัติครึ่งคลังของสำนักมหาอำนาจเลยทีเดียว!


"แกเสียสติไปแล้วรึ!" เหลยเซียวคำรามลั่นด้วยความโกรธา "แกคิดว่าเพียงแค่มีตัวประกันอยู่ในมือแล้วตัวข้าเหลยเซียวผู้นี้จะมิกล้าลงมือบดขยี้แกงั้นรึ!"


"สติสัมปชัญญะของข้ายังคงครบถ้วนสมบูรณ์ดี..." อาเจียหุบรอยยิ้มแววตาทอประกายรังสีสังหารเยียบเย็นดุจคมดาบ "ทว่าข้าเพียงแค่กำลัง 'กล่าวตักเตือน' ด้วยความหวังดี"


"หากปลายเท้าของพวกท่านก้าวล่วงล้ำข้ามผ่านธรณีประตูสำนักข้าเข้ามาแม้แต่เพียงครึ่งก้าว... สิ่ง๡ี่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มันจะมิใช่การเจรจาธุรกิจอีกต่อไป..."


"แต่มันจะแปรเปลี่ยนเป็น... 'พิธีทวงถามค่าทำศพ'ของพวกท่านทุกผู้ทุกคน!"


"โอหังนักไอ้เด็กเมื่อวานซืน!" เจ้าอาวาสอารามศิลาทองคำทนฟังความอวดดีไม่ไหว "ท่านประมุขเหลย! อย่าไปเสียเวลาต่อปากต่อคำกับมัน! มันก็มีเพียงแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำกับพยนต์ศิลานั่นเพียงตัวเดียว... กรีธาทัพบุกทะลวงเข้าไปบดขยี้มันแล้วชิงตัวคุณชายคืนมาเสีย!"


"ทัพหน้า! ...บุกทะลวง!!!" เหลยเซียวชูกระบี่สายฟ้าขึ้นฟ้าตะโกนสั่งการขั้นเด็ดขาด


"เฮ้!!!!"

กองทัพพันธมิตรแปดพันโห่ร้องกู่ก้องเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นพุ่งทะยานถาโถมเข้าใส่ซุ้มประตูสำนักหมึกวารีประดุจฝูงตั๊กแตนมฤตยู๡ี่หิวโหย

อาเจียทอดถอนหายใจยาวส่ายศีรษะช้าๆราวกับเวทนาในความโง่เขลา


"กล่าวตักเตือนแล้วก็หาฟังไม่... ลูกค้าในยุคสมัยนี้ช่างดื้อรั้นและรนหา๡ี่ตายเสียจริง"


เขาตวัดปลายพู่กันนิรันดร์ฟาดฟันลงสู่พื้นดินเบื้องล่างอย่างเกรี้ยวกราด!


"เจ้าสัว... เปิดโรงค้าความตาย!"


"กองทัพพยนต์บรรพกาล... จงต้อนรับลูกค้าให้สาสม!"


ตึง! ตึง! ตึง!


เสียงกลไกศิลาบรรพกาลดังกัมปนาสะเทือนมาจากแนวป่าไผ่และซากกำแพงทหารพยนต์ศิลานับพันตน๡ี่เร้นกายซุ่มพรางอยู่อย่างเงียบเชียบลุกพรวดขึ้นยืนตระหง่านพร้อมกันดุจเงามัจจุราช!


"ยิงสังหาร!"


ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!


-่าฝนเกาทัณฑ์ศิลาและหอกซัดขนาดยักษ์พุ่งแหวกอากาศลงมาจาก๡ี่สูงราวกับพายุทรายมรณะ! มันมิได้ถูกยิงออกไปอย่างสะเปะสะปะทว่าทุกดอกล้วนถูกกำหนดเป้าหมายเข้า๡ี่จุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำไร้๡ี่ติ


"อ๊ากกก!"


"ช่วยด้วย! โอ๊ยยย!"


ทัพหน้าของทัพพันธมิตร๡ี่พุ่งทะยานเข้ามาล้มตึงระเนระนาดดุจใบไม้ร่วงหล่นกลางพายุโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนดินแต่ด้วยอาศัยจำนวน๡ี่มหาศาลกว่าพวกมันยังคงดาหน้าเหยียบย่ำซากศพพวกเดียวกันบุกทะลวงเข้ามาไม่หยุดยั้ง


"ทำลายซุ้มประตู! บุกฝ่าเข้าไปให้ถึงลานกว้าง!"


พวกยอดฝีมือใช้ปราณทำลายซุ้มประตูหินจนแหลกละเอียดบุกฝ่าเข้ามาได้สำเร็จทว่าสิ่ง๡ี่รอคอยพวกมันอยู่เบื้องหลังม่านฝุ่นควัน... คือฝันร้าย๡ี่แท้จริง


ลานกว้างหน้าสำนัก๡ี่เคยว่างเปล่าบัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็น "ค่ายกลพยนต์เกล็ดมังกรนิลกาฬ"๡ี่สมบูรณ์แบบ


ทหารพยนต์ศิลาโล่ยักษ์จำนวนห้าพันตนยืนตั้งแถวหน้ากระดานเรียงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆประดุจเกล็ดมังกรปิดกั้นเส้นทางขึ้นเขาและทางหนีทีไล่ทุกทิศทางง้าวศิลายาวสามวาจำนวนนับไม่ถ้วนยื่นโผล่ออกมาจากช่องว่างระหว่างโล่ยักษ์เตรียมพร้อม๡ี่จะเสียบทะลวงร่างของทุกผู้๡ี่หาญกล้าก้าวเข้ามาใกล้


"ทะลวงค่ายกล! พุ่งชนมันให้แหลก!"


เหลยเซียวตวาดสั่งยอดฝีมือระดับปราณปฐพีนับร้อยนายให้พุ่งชนกระแทกกำแพงโล่ศิลาด้วยพลังทั้งหมด๡ี่มี


เปรี้ยง!


เสียงปราณปะทะโลหะดังกัมปนาท... ทว่ากำแพงโล่ศิลากลับมิสั่นคลอนหรือขยับเขยื้อนแม้แต่เพียงชุ่นเดียว! ลวดลายอักขระโบราณคำว่า "ภูผา"๡ี่สลักอยู่บนหน้าโล่เปล่งประกายแสงสีเหลืองทองอร่ามดูดซับแรงกระแทกและสะท้อนพลังปราณทั้งหมดกลับคืนไป


"สวนกลับ... สังหาร!" อาเจียสั่งการผ่านตราประทับ


ฉึก! ฉึก! ฉึก!


ง้าวศิลาแหลมคมพุ่งสวนแทงทะลุออกมาจากเบื้องหลังม่านโล่อย่างพร้อมเพรียงเสียบทะลวงร่างของเหล่ายอดฝีมือปราณปฐพีเหล่านั้นจนเป็นรูพรุนดุจรังผึ้ง!


"อันใดกัน! เหตุใดกำแพงโล่นั่นจึงแข็งแกร่งปานนี้!" เจ้าอาวาสอารามศิลาทองคำเบิกตาถลนด้วยความตื่นตะลึง "นี่มันพยนต์เทวะระดับใดกันแน่!"


"ก็ระดับ๡ี่พวกสวะอย่างพวกแก... ไม่มีปัญญาจะหาทรัพย์มาจ่ายยังไงล่ะ!"


อาเจียตะโกนสวนลงมาจากยอดไหล่ของเจ้าสัวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดุดัน


"เจ้าสัว... ลงไปเก็บกวาดขยะพวกนั้นซะ!"


"รับ... ทราบ... บัญชา..."


เจ้าสัวกางปีกโลหะอุกกาบาตทั้งหกแฉกออกกว้างกลไกฟ้า๡ี่แผ่นหลังปะทุขึ้นส่งร่างยักษ์ทะมึนพุ่งดิ่งพสุธาลงไปกระแทกใจกลางวงล้อมของเหล่าแม่ทัพศัตรูดุจดาวตก!


ตูมมมมม!


แรงอัดกระแทกมหาศาลสร้างคลื่นพายุหมุนซัดกระหน่ำจนร่างของยอดฝีมือพันธมิตรปลิวกระเด็นลอยละลิ่วออกไปเป็นวงกว้างเจ้าสัวหยัดกายลุกขึ้นยืนตระหง่านเอื้อมมือไปชัก "ดาบยักษ์อาบโลหิต"ออกมาจากมิติเร้นลับ


ดาบยักษ์ในกำมือของร่างราชันย์อเวจีในยามนี้ถูกเคลือบแฝงด้วยเปลวเพลิงสีม่วงแห่งสูญตาแปรสภาพจากดาบมารธรรมดายกระดับขึ้นเป็นศัสตราแห่งเทพสงครามทำลายล้าง!


"เพลง... ดาบ... ทลาย... ขุนเขา..."


วูบ!


เจ้าสัวบิดเอวเหวี่ยงดาบยักษ์กวาดตัดขวางเป็นวงกลมคลื่นพลังงานอัคคีสีม่วงเข้มตัดทะลวงผ่านทุกสรรพสิ่ง๡ี่ขวางหน้า... ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใหญ่หินผาอาวุธวิเศษหรือแม้แต่เกราะปราณระดับสูง... ล้วนถูกฟันขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในดาบเดียวอย่างไร้ร่องรอยต้านทาน!


"ปะ... ปีศาจร้าย! ถอยทัพ! หนีเร็ว!"


ความหวาดผวาสุดขีดเริ่มกัดกินลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของกองทัพพันธมิตรระเบียบทัพแตกกระเจิง


ทว่าอาเจียย่อมไม่มีวันปล่อยให้ผู้ใด๡ี่บุกรุกเข้ามาเล็ดลอดหนีรอดไปได้... อาการบาดเจ็บในร่างของเขายังไม่หายดีทว่าเขายอมฝืนกัดฟันตวัดพู่กันนิรันดร์ร่ายรำวาดอักขระขั้นผสานพื้นฐานสองตัวคือ [ตีกรอบ]และ [สูงชัน]เพื่อดัดแปลงภูมิประเทศ!


(ระวังลมปราณตีกลับด้วยไอ้หนู!)มู่เฉินเตือนเสียงเครียด


"วิชาผสานอักขระ : กำแพงพสุธาปิดตาย!"


ครืนนนน!


ผืนธรณีบริเวณรอบนอกสุดของวงล้อมทัพศัตรูพลันยกตัวพุ่งสูงขึ้นกลายเป็นกำแพงดินศิลาหนาทึบสูงตระหง่านกว่าสิบวาปิดตายเส้นทางหลบหนีขังขบวนทัพพันธมิตรทั้งหมดเอาไว้ใน "หุบเหวปิดตาย" ขนาดยักษ์๡ี่ไร้ทางออก


อาเจียหอบหายใจหนักหน่วงจากการฝืนใช้พลังเขายืนตระหง่านทอดสายตามองลงมาจากยอดกำแพงหินแสยะยิ้มอำมหิต๡ี่ทำให้ผู้ประสพพบเห็นต้องขนหัวลุกชัน


"ในเมื่อรนหา๡ี่ตายเหยียบย่างเข้ามาแล้ว... ก็จงช่วยกรุณาจ่ายค่าผ่านทาง... ด้วยเลือดและชีวิตของพวกเจ้าเสียเถิด"


เขาพลิกฝ่ามือตวัดพู่กันชี้ลงเบื้องล่าง


"บดขยี้พวกมันให้เป็นผุยผง!!!"


กองทัพพยนต์ศิลาเริ่มขยับก้าวเดินบีบวงล้อมแคบเข้ามาเรื่อยๆอย่างไร้ความปรานี... เสียงการสับเนื้อเถือหนังดังก้องสอดประสานกับเสียงแผดร้องโหยหวนขอชีวิตมันคือบทดนตรีแห่งความตาย๡ี่มีอาเจียเป็นผู้อำนวยเพลง


นี่คือจุดจบอันน่าสมเพช... ของผู้๡ี่หาญกล้ามาท้าทายทายาทแห่งอักขระสูญตา!

ตอนต่อไป
จารึกที่ 199 : รีดนาทาเร้นกลาง...

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา