เรื่อง ราชันหมื่นอักขระ
จารึกี่ 245 : ปรมาจารย์กลไกี่สาบสูญ : ร่องรอยแห่งสำนักหัตถ์กล
ท่ามกลางความหนาวเหน็บี่แผ่ซ่านออกมาจากซากมหานครโลหะเบื้องล่างบรรยากาศรอบนาวาทะลวงเมฆาพลันเปลี่ยนจากเปลวเพลิงี่แผดเผาเข้าสู่ความวังเวงี่ชวนให้กระดูกหนาวสั่นกลิ่นอายของสนิมโลหะวิญญาณและฝุ่นผงแห่งกาลเวลาี่ทับถมมานับพันปีลอยอวลอยู่ในอากาศธาตุี่เงียบงันประหนึ่งป่าช้าของเหล่าทวยเทพทว่าความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงกัมปนาที่ดังมาจากเพดานถ้ำเบื้องบนซึ่งอยู่สูงขึ้นไปนับพันจั้งเสียงกระแทกของปราณปฐพีี่หนักหน่วงประหนึ่งสวรรค์กำลังพังทลายลงมาทับโลกมนุษย์ดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ
อาเจียยืนตระหง่านอยู่ณหัวเรือี่บัดนี้ถลอกปอกเปิกไปทั่วมุมเรือใบหน้าของชายหนุ่มซีดเผือดมิใช่เพราะความหวาดกลัวต่อความตายทว่าดวงใจของเขากำลังหลั่งโลหิตเมื่อมองดู 'ศิลาปราณระดับสูง' นับหมื่นก้อนี่เขากองไว้กลางดาดฟ้าเรือศิลาแต่ละก้อนเปล่งแสงสีขาวนวลราวกับดวงดารานับหมื่นี่ถูกกักขังไว้ในผลึกทว่าในสายตาของอาเจียมันคือหยาดเหงื่อแรงงานและความตระหนี่ี่เขาสะสมมาอย่างยากลำบาก
"ลิขิตสวรรค์เบื้องบน... ท่านช่างไร้ความเมตตาต่อคนหน้าตาดีเช่นข้าแท้ๆ!" อาเจียคร่ำครวญในใจมือี่สั่นระริกกำพู่กันนิรันดร์ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน
เบื้องบนนั้นเผ่าอสูรศิลาี่คลุ้มคลั่งยังคงระดมพละกำลังมหาศาลกระแทกเพดานถ้ำอย่างต่อเนื่องรอยร้าวประดุจใยแมงมุมยักษ์ขยายวงกว้างออกไปจนทั่วพื้นี่เศษผลึกและศิลาอัคนีขนาดเท่าเรือนพักร่วงหล่นลงมาดุจ-่าฝนอุกกาบาตหากปล่อยให้ความพินาศนี้ตกลงมาถึงพื้นดินความลับของสำนักหัตถ์กลและชีวิตของทุกคนบนเรือคงต้องมลายสิ้นไปพร้อมกันภายใต้กฎแห่งการทำลายล้างของปฐพี
ภายในห้วงมิติพู่กันเจ้าหญิงตัวน้อยจิตวิญญาณปฐมต้นกำเนิดบัดนี้เลิกเล่นสนุกกับเคราของมู่เฉินนางยืนอยู่กลางมิติสีขาวโพลนด้วยท่าทางี่ดูเคร่งขรึมและสูงส่งอย่างี่หาได้ยากยิ่งแววตาของนางสะท้อนภาพเหตุการณ์ภายนอกผ่านดวงตาของอาเจียวาจาของนางบัดนี้ก้องกังวานประหนึ่งเสียงสั่งการจากเบื้องบนมหาภาวะชวี
"นายท่านขี้งก! เลิกอาลัยอาวรณ์ศิลาปราณพวกนั้นได้แล้ว! หากท่านเข้าไม่ถึงมรรคาแห่งการ 'จ่ายออก' ท่านย่อมมิอาจเข้าถึงวิถีแห่งการ 'รับเอา'! วิถีแห่งจตุรธาตุบรรพกาลมิใช่การสร้างกำแพงปราการเพื่อกักขังผู้อื่นทว่ามันคือการใช้เจตจำนงสร้าง 'อาณาเขตแห่งตน' ี่อยู่เหนือสัจธรรมทวิลักษณ์ทั้งปวงจงเริ่มจารึกอักขระหลิงผสานเป็นผนึกจตุรทิศมอบชีวิตให้แก่มันด้วยปราณบริสุทธิ์มหาศาลี่ท่านเสียดายนักเสียดายหนานั่นเสีย!"
อาเจียสูดลมหายใจลึกเขาหลับตาลงเพื่อตัดสิ้นคลื่นอารมณ์วุ่นวายแห่งความโลภพลังปราณในร่างพลุ่งพล่านประหนึ่งมังกรวารีี่กำลังตื่นจากการหลับใหลเขาตวัดปลายพู่กันนิรันดร์วาดลวดลายอักขระกลางอากาศด้วยท่วงท่าี่สอดประสานกับวิถีแห่งเต๋าโบราณอักขระหลิง 零 สี่ตัวพุ่งทะยานออกจากปลายขนพู่กันสีเงินยวง
พริบตานั้นศิลาปราณหนึ่งหมื่นก้อนบนดาดฟ้าเรือพลันสั่นสะเทือนก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองปราณสีขาวบริสุทธิ์ี่เข้มข้นจนสายตาของยอดคนทั่วไปยังมองไม่เห็นสิ่งใดละอองปราณอันไร้ขีดจำกัดเหล่านี้ถูกสูบเข้าไปหลอมรวมกับอักขระหลิงทั้งสี่ตัวกลางอากาศอาเจียใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบด้ามพู่กันวาดเส้นใยวิญญาณเชื่อมต่ออักขระทั้งสี่เข้าด้วยกันเป็นโครงสร้าง 'ผนึกจตุรทิศ'ี่สมบูรณ์แบบี่สุดแฝงไว้ด้วยเจตจำนงก่อกำเนิดี่ขัดขืนลิขิตฟ้า
"มรรคาวิถีแห่งสูญตา... ผสานชั้นี่ 4 จตุรธาตุบรรพกาล... ม่านกักขังบรรพกาล!"
เสียงตะโกนของอาเจียดังกึกก้องไปทั่วซากมหานครี่เคยเงียบงันโครงสร้างอักขระผนึกจตุรทิศสีเงินยวงขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วประหนึ่งดวงตะวันระเบิดออกมันพุ่งขึ้นไปปกคลุมทั่วรอยร้าวของเพดานถ้ำเบื้องบนกลายเป็นม่านปราณี่กึ่งมีชีวิตกึ่งไร้รูปทันทีี่เศษหินและร่างของเผ่าอสูรศิลาร่วงหล่นลงมาปะทะกับม่านเจตจำนงนี้แทนี่จะเกิดการกระแทกจนเรือสั่นสะเทือนพวกมันกลับถูก 'ลบล้าง' เจตจำนงแห่งความหนักหน่วงและทำให้ 'หายไป' ในความว่างเปล่าชั่วคราวก่อนจะถูกเหวี่ยงกลับขึ้นไปทับถมรอยร้าวเบื้องบนเพื่อปิดผนึกถ้ำไว้อีกครั้งอย่างแนบเนียน
นี่คือความอัศจรรย์ของอักขระี่ถือกำเนิดสติปัญญาจำลองมันมิได้ตั้งรับอย่างโง่เขลาแต่มีความสามารถในการตอบโต้บิดเบือนกฎเกณฑ์และจัดระเบียบสรรพสิ่งตามบัญชาแห่งจิตของนายท่าน
อาเจียทรุดกายลงไปนั่งหอบหายใจอยู่ี่พื้นเรือไม้หอมเหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้าจนชุ่มโชกเขารู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณี่ถูกสูดออกไปจนแทบจะเหือดแห้งทว่าสิ่งี่ทำให้เจ็บปวดลึกถึงกระดูกยิ่งกว่าคือความว่างเปล่าบนดาดฟ้าเรือี่เคยมีศิลาปราณกองเป็นภูเขาเลากา
"หนึ่งหมื่นก้อน... ลอยหายไปในอากาศธาตุเพียงการสะบัดพู่กันครั้งเดียว... ลิขิตฟ้าท่านช่างโหดร้ายต่อคนหาเช้ากินค่ำเยี่ยงข้านัก..." อาเจียพึมพำน้ำเสียงสั่นเครือราวกับคนวิญญาณแหลกสลาย
นักพรตหมื่นอีแปะี่นั่งขัดสมาธิอยู่ี่ท้ายเรือพลันค่อยๆลดแส้ลงแววตาของเขาฉายชัดถึงความพึงพอใจลึกๆท่ามกลางความตระหนี่เขาหรี่ตาลงคำนวณการใช้ปราณเซียนของตนเองี่ยังคงหลงเหลืออยู่เต็มเปี่ยมเพราะเขาใช้ปราณไปเพียง 'หนึ่งอีแปะ' เท่านั้นในการประคองแกนบัญชาหลักของเรือในวินาทีสุดท้าย
"ไอ้เด็กเหลือขอ... เจ้าทำได้ไม่เลวการผสานของเจ้ามีกลิ่นอายของเต๋าโบราณ" นักพรตเฒ่าเอ่ยชมทว่าน้ำเสียงยังคงแฝงความกวนประสาที่คุ้นเคย "แต่ก็นะ... จ่ายออกไปหนึ่งหมื่นก้อนเพื่อรักษาชีวิตคนทั้งเรือก็นับว่าเป็นการค้าี่พอจะมีกำไรอยู่บ้างเจ้าอย่าทำหน้าเหมือนสุนัขตายเช่นนั้นเลยรูปลักษณ์ี่เคยดูดีของเจ้าหมองลงไปเยอะเชียว"
"ท่านน่ะสิพูดได้! ท่านไม่ได้เสียศิลาปราณแม้แต่ก้อนเดียว!" อาเจียแยกเขี้ยวใส่ด้วยความแค้นเคือง
เมื่อภัยพิบัติเบื้องบนถูกสยบลงด้วยม่านกักขังบรรพกาลนาวาทะลวงเมฆาก็เริ่มร่อนลงจอดอย่างช้าๆท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักหัตถ์กลแสงสีฟ้าหม่นจากฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์สาดส่องมายังใบหน้าของทุกคนฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานเดินออกมาี่กราบเรือสายตาของสหายทั้งสองเต็มไปด้วยความเกรงขามต่อความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโบราณี่เห็นเบื้องหน้า
"ค่ายกลเหล่านี้... แม้จะหยุดหมุนไปนานนับพันปีแต่ข้ากลับสัมผัสได้ถึงเจตจำนงี่แฝงอยู่ลึกซึ้งนัก" ฉินมู่หลางพึมพำพลางลูบด้ามกระบี่นิรันดร์เขาสัมผัสได้ถึงปราณธาตุทองี่บริสุทธิ์และเข้มข้นกว่าี่ใดในใต้หล้า
ภายในพู่กันนิรันดร์มู่เฉินก้าวเท้าออกมาวิญญาณร่างโปร่งแสงของเขาดูสั่นไหวด้วยความสะเทือนใจ "อาเจีย... เจ้าเห็นร่องรอยการสลักเสลาบนฟันเฟืองเหล่านั้นไหม? นั่นคือลีลาอักขระควบคุมวิญญาณของ 'ปรมาจารย์กงซู'สำนักหัตถ์กลในยุคบรรพกาล! เขาคือผู้เดียวใน
ประวัติศาสตร์ี่สามารถนำวิถีแห่งเต๋ามาหลอมรวมกับศิลาทองคำบริสุทธิ์สร้างพยนต์เทวะี่มีชีวิตและจิตวิญญาณเทียบเท่ามนุษย์ทว่าน่าเสียดาย... แม้แต่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขาก็มิอาจรอดพ้นจากภัยพิบัติล้างสำนักเมื่อหนึ่งพันปีก่อนไปได้"
อาเจียเริ่มมีสติกลับคืนมาเมื่อได้ยินคำว่า 'ศิลาทองคำบริสุทธิ์' สายตาของเขาเริ่มสอดส่ายประเมินมูลค่าหาทางทำกำไร "ท่านบรรพชน... ท่านหมายความว่าซากโลหะซากหินี่นอนเกลื่อนกราดอยู่นี่และมรดกของปรมาจารย์ผู้นั้นมีค่ามากกว่าศิลาปราณหมื่นก้อนี่ข้าเพิ่งสูญเสียไปใช่หรือไม่?"
มู่เฉินยิ้มละไมพยักหน้า "หากเจ้าสามารถค้นพบ 'แกนพลังงานวิญญาณโบราณ' หรือ 'บันทึกเคล็ดวิชาสร้างพยนต์' ของปรมาจารย์กงซูจากี่นี่ได้เพียงชิ้นเดียวมูลค่าของมันย่อมมหาศาลเกินกว่าี่ศิลาปราณหนึ่งหมื่นก้อนจะนำมาเปรียบเทียบได้"
ได้ยินดังนั้นอาเจียพลันกระโดดพรวดขึ้นมายืนตัวตรงประหนึ่งไม่เคยผ่านความเป็นความตายมาก่อนแววตาี่เคยห่อเหี่ยวกลับลุกโชนด้วยไฟแห่งความปรารถนาอันแรงกล้า "ยอดเยี่ยม! ลิขิตฟ้าปิดประตูก็ยังเปิดหน้าต่างให้ข้าเสมอ! ทุกคน! ตามข้าลงไป! ซากปรักหักพังพวกนี้คือขุมทรัพย์ี่รอให้พวกเราไปขุด!"
คณะวิปลาสค่อยๆก้าวลงจากเรือเหาะฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นดินี่ทำจากแผ่นโลหะวิญญาณทุกย่างก้าวส่งเสียงกังวานไปทั่วเมืองี่สาบสูญ
พริบตานั้นเจ้าสัวพยนต์เทวะในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียนี่ยืนนิ่งเงียบมาตลอดตั้งแต่การปะทะครั้งก่อนพลันขยับตัวก้าวตามหลังอาเจียมาติดๆปีกโลหะทั้งหกแฉกหุบเข้าทว่าดวงตาสีอำพันของมันกลับทอประกายวาบวามด้วยสติปัญญาแกนกลางของมันี่สั่นพ้องกับเจตจำนงจตุรธาตุบรรพกาลได้ดูดซับและเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของปรมาจารย์กงซู
"เจตจำนงแห่งโลหะของข้า... ได้กลิ่นความมั่งคั่งอันหอมหวานโชยมาจากเศษซากเหล่านี้"เสียงกระแสจิตอันโอหังและเจือด้วยความหน้าเงินของเจ้าสัวดังขึ้นในห้วงสำนึกของอาเจียมันมิใช่การสื่อสารของระบบกลไกทว่าคือวิญญาณี่ถือกำเนิดจากอักขระ "นายท่าน... แม้ท่านจะยากจนและขี้งกจนน่าเวทนาทว่าสายตาในการดมกลิ่นสมบัติของท่านก็ยังเฉียบขาดนัก! ข้าขอเสนอตัวเป็นผู้ 'เก็บกวาด' เศษเหล็กเหล่านี้ให้ท่านเองแลกกับส่วนแบ่งศิลาทองคำบริสุทธิ์เพียงครึ่งเดียว!"
อาเจียชะงักฝีเท้าหันไปถลึงตาใส่พยนต์ของตน "เพ้ย! ไอ้เศษเหล็กหน้าเงิน! เจ้ากล้าต่อรองกับเจ้านายเชียวรึ! ข้าเป็นคนจ่ายศิลาปราณไปเป็นหมื่นก้อนเจ้าจะได้ส่วนแบ่งไปทำไมกัน!"
"ฮ่าฮ่า! ข้าเพียงแต่เกรงว่ามืออันบอบบางของนายท่านจะเปื้อนสนิมเสียเปล่าๆ"เจ้าสัวตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาททว่าแฝงความหนักแน่นในเจตจำนง "หากข้ากลืนกินแกนปราณโบราณของี่นี่จนแข็งแกร่งขึ้นข้าย่อมเป็นกำแพงี่หนาขึ้นให้ท่านหลบหลังในยามคับขันมิใช่หรือ? การลงทุนกับข้าย่อมมีแต่กำไรนะขอรับเจ้านาย!"
อาเจียกัดฟันกรอดนิสัยของพยนต์ตัวนี้ช่างถอดแบบมาจากก้นบึ้งความโลภของเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
ในขณะเดียวกันเจ้าถุงเงินราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณก็เร้นกายหลอมรวมไปกับเงามืดรอบด้านอย่างระแวดระวังมันไม่ส่งเสียงพร่ำเพรื่อทว่าดวงตาแปดดวงของมันจับจ้องไปยังมุมอับของซากปรักหักพังอย่างเงียบเชียบพร้อมี่จะตะครุบวิญญาณทุกดวงี่บังอาจขวางหน้า
ขณะี่พวกเขากำลังเดินผ่านซากพยนต์นกยักษ์ปีกเหล็กกล้าอาเจียและเจ้าสัวต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างพร้อมกันเส้นสายวิถีปราณในซากปรักหักพังเหล่านี้มิได้ดับสนิททว่ามันกลับสั่นไหวเป็นจังหวะเชื่องช้าประหนึ่งลมหายใจของมฤตยูี่กำลังรอคอยการตื่นขึ้น
"ระวัง! ี่นี่มิได้มีเพียงซากศพของอดีตกาล!" อาเจียร้องเตือนพลางชักพู่กันนิรันดร์ออกมาเตรียมพร้อม
ทันใดนั้นเองฟันเฟืองฟ้าขนาดยักษ์ี่เคยหยุดนิ่งมานานนับพันปีพลันเริ่มขยับเขยื้อนเสียงดัง "ครืด... ตึง!" อักขระบนตัวกลไกเรืองแสงสีม่วงคล้ำี่แฝงไปด้วยเจตจำนงอาฆาตของสำนักหัตถ์กลโซ่ตรวนี่ห้อยระย้าเริ่มแกว่งไกวประหนึ่งงูยักษ์ี่กำลังบิดกายในความมืด
"ฮิฮิ! นายท่านขี้งกดูนั่นสิ! มีตุ๊กตาเหล็กตัวใหญ่กำลังลืมตามาดูหน้าคนงกด้วยล่ะ!" เสียงของเจ้าหญิงตัวน้อยในจิตดังขึ้นพร้อมกับความขี้เล่นี่แฝงแววเตือนภัย
เบื้องหน้าของอาเจียพยนต์เทวะในร่างอสูรสงครามโบราณี่มีสภาพกึ่งพังทลายค่อยๆพยุงกายลุกขึ้นมาจากกองซากปรักหักพังดวงตาี่ทำจากทับทิมโลหิตส่องสว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดบัดนี้มรดกและเจตจำนงี่หลงเหลืออยู่ของปรมาจารย์กงซูี่สาบสูญกำลังจะเริ่มต้นการพิพากษาผู้บุกรุกและอาเจียต้องตัดสินใจว่าจะยอมควักเนื้อจ่ายศิลาปราณเพิ่มเพื่อเปิดค่ายกลสู้หรือจะปล่อยให้เจ้าสัวออกไปอาละวาดชิงแกนปราณบรรพกาลด้วยตัวเอง... ซึ่งแน่นอนว่าสัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเงินอย่างเขาย่อมเลือกทางี่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??