เรื่อง ราชันหมื่นอักขระ

ติดตาม
จารึกที่ 293 : โสตสวรรค์และเนตรดารา
จารึกที่ 293 : โสตสวรรค์และเนตรดารา
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

จารึกที่ 293 : โสตสวรรค์และเนตรดารา : หักล้างค่ายกลลวงวิญญาณ


เทือกเขาสีดำทะมึนที่สลับซับซ้อนประหนึ่งเขาวงกตบรรพกาลทอดตัวยาวขวางกั้นเส้นทางสู่ศูนย์กลางของทวีปหุบเขาต้องห้ามหมอกสีโลหิตที่เคยหนาทึบบัดนี้ถูกกระแสลมมรณะพัดพาให้ม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นเผยให้เห็นรอยแยกขนาดยักษ์ที่ถูกเจาะลึกลงไปในแกนกลางของหุบเขา


สถานที่แห่งนี้คือ ‘เหมืองศิลาปราณโลหิต’ หนึ่งในขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุดภายใต้การปกครองของวิหารเทพอนันตกาล!


มหานาวาปราณแห่งสูญตาถูกเก็บงำไว้ในมิติเอกเทศของพู่กันนิรันดร์เพื่อพรางตาศัตรูคณะวิปลาสที่บัดนี้มียอดเซียนอิสระร่างยักษ์นาม 'ต้วนเทียนนำทางกำลังก้าวเดินลัดเลาะไปตามโตรกผาที่เต็มไปด้วยหินแหลมคมโดยมี 'ยันต์เร้นเงาอักขระที่อาเจียวาดขึ้นจากพื้นฐานการผสานธาตุระดับสูงช่วยปกปิดกลิ่นอายของทุกคนจนกลมกลืนไปกับความมืดมิด


"เหมืองศิลาปราณแห่งนี้ทอดยาวลงไปใต้ผืนปฐพีนับ 100 ลี้..."


ต้วนเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านทว่ามิใช่ความหนาวเหน็บแต่มันคือความโกรธแค้นที่ถูกสลักลึกในสายเลือด "พี่น้องเผ่าบรรพกาลของข้ารวมถึงผู้ฝึกตนอิสระที่ถูกจับกุมล้วนถูกล่ามด้วยโซ่อักขระเทพบังคับให้ขุดศิลาปราณท่ามกลางแรงกดดันที่บดขยี้วิญญาณ... ผู้ใดที่หมดแรงจะถูกโยนลงเตาหลอมเพื่อสกัดปราณเฮือกสุดท้ายออกมาเป็นพลังงานให้แก่วิหารเทพ"


"ทรมานแรงงานจนตัวตายแถมยังเอากระดูกไปหลอมสกัดปราณ..."


อาเจียที่เดินอยู่รั้งท้ายพึมพำนัยน์ตาสีเงินยวงของเขาหรี่แคบลง "การทำลายล้างวิญญาณผู้คนเช่นนี้ย่อมบั่นทอนวัฏจักรแห่งวิถีเต๋าสวรรค์ของพวกมันช่างมีตรรกะที่คับแคบและโง่เขลายิ่งนัก!"


แม้คำวิจารณ์จะฟังดูราบเรียบทว่ามิตรสหายทุกคนรู้ดีว่าภายใต้ท่าทีนั้นคนหน้าเงินเช่นเขาถึงจะพูดแบบนั้นแต่แท้จริงแล้วเขานั้นก็ไม่ต่างจากคุณชายหน้าเงินหมื่นโวหารทำเป็นอ้างคำพูดนั้นโน้นนี้มากมายแต่เขาปกป้องคนของตนเองเสมอในใจกำลังเดือดดาลถึงขีดสุดกับความอยุติธรรมนี้


"นายท่านขอรับข้าน้อยตรวจพบความผันผวนของกระแสปราณ!"


จู่ๆ 'เจ้าสัวหุ่นกลพยนต์มารกึ่งเซียนที่เกาะอยู่บนไหล่ของอาเจียก็ชูคอขึ้นดวงตาที่ฝังด้วยผลึกวิญญาณของมันสาดประกายแสงสีทองแผ่ข่ายอาคมตรวจสอบความผันผวนของมิติอากาศอย่างรวดเร็ว "คลื่นพลังบริสุทธิ์ของศิลาปราณระดับสูงนับล้านๆก้อนกระจุกตัวและสั่นสะเทือนอยู่ใต้ภูเขาลูกนี้หากเรายึดเหมืองนี้ได้สำนักหมื่นอักขระของเราจะมีทรัพยากรล้นฟ้า!"


'เจ้าถุงเงินราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณที่หมอบอยู่บนไหล่อีกข้างก็ส่งเสียงกึกกักขาหน้าทั้ง 8 ถูไถกันประหนึ่งกำลังลับศัสตราเตรียมหั่นสมบัติ


"เงียบก่อนไอ้พวกตัวตะกละ!"


อาเจียตวาดเบาๆชายหนุ่มหยุดฝีเท้าลงกะทันหันสัมผัสแห่งความว่างเปล่าในจุดตันเถียนกระตุกเตือนอย่างรุนแรง!


"มิติอากาศเบื้องหน้า... มัน 'สะอาดเกินไป..." ฉินมู่หลางที่เดินนำอยู่ข้างต้วนเทียนชักกระบี่นิรันดร์ออกจากฝักครึ่งเล่ม "ไม่มีกลิ่นคาวเลือดไม่มีเสียงของสายลม... ราวกับว่ากฎเกณฑ์ธรรมชาติถูกตัดขาดออกไปจากหุบเขานี้"


ทันทีที่สิ้นคำพูดของยอดกระบี่!


"วูบบบบบบบบบบ!!!"


สัจธรรมแห่งพื้นที่รอบตัวกลุ่มสหายพลันบิดเบี้ยวและหมุนวนประหนึ่งน้ำวนขนาดยักษ์ท้องฟ้าสีโลหิตภูเขาสีดำและแม้แต่กลิ่นของเหมืองศิลาปราณพลัน 'เลือนหายไปประหนึ่งภาพวาดที่ถูกสาดด้วยน้ำยาล้างหมึก!


ความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่งทว่ามันมิใช่ความมืดแห่งสูญตาของอาเจียแต่มันคือความมืดที่เกิดจากการ 'ปิดตา'!


"ตาของข้าข้ามองไม่เห็นสิ่งใดเลย!" เฟิงอี้หรานตะโกนลั่นทว่า... เสียงตะโกนของเขากลับไม่มีผู้ใดได้ยินแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ยินเสียงของตนเอง!


การได้ยินถูก 'ตัดขาด'!


"นี่มันวิชาอันใดกันสัมผัสวิญญาณของข้าแผ่ออกไปไม่ได้เลย!" เย่ปิงอวิ๋นพยายามส่งกระแสจิตทว่ามันกลับถูกสะท้อนกลับมาประหนึ่งชนเข้ากับกำแพงที่ไร้รูปทรง!


การดมกลิ่นการรับรสและแม้แต่การสัมผัสพื้นดินใต้ฝ่าเท้าล้วนถูกลบล้างไปสิ้นสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์รวมถึงสัมผัสวิญญาณที่ 6 ของผู้ฝึกตนถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์แบบกลุ่มสหายต่างร่วงหล่นลงสู่ความโดดเดี่ยวที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในวัฏจักร!


ท่ามกลางความมืดบอดและเงียบงัน... ปรากฏกลุ่มแสงสีเขียวคล้ำล่องลอยขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขา (เป็นเพียงภาพที่ถูกฉายเข้าไปในจิตวิญญาณโดยตรงมิใช่การมองเห็นด้วยตา)


กลุ่มแสงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของชายชรานับ 10 คนที่สวมชุดคลุมสีเทาหม่นใบหน้าของพวกมันบิดเบี้ยวและแปรผันตลอดเวลาประหนึ่งภูตผี


"ยินดีต้อนรับสู่แดนชำระบาป... พวกมนุษย์ต่างถิ่นที่บังอาจท้าทายวิหารเทพ..."


เสียงที่ดังก้องกังวานนั้นมิได้ผ่านมาทางใบหูทว่ามันแทรกซึมเข้าไปในแก่นวิญญาณโดยตรง!


พวกมันคือ 'สำนักวิญญาณลวง' (幻魂宗 - ฮ่วนหุนจงสำนักเร้นลับที่เป็นพันธมิตรและสุนัขรับใช้ของวิหารเทพอนันตกาลพวกมันอวดอ้างตนเป็นผู้ชำระล้างวิญญาณทว่าเบื้องหลังคือพวกวิปริตที่จับผู้ฝึกตนมาทดลองสลักอักขระลวงตาเพื่อทำลายสติปัญญาและเปลี่ยนให้เป็นหุ่นเชิด!


"ค่ายกลลวงวิญญาณตัดสัมผัส (绝感幻魂阵)! ค่ายกลที่สกัดจากอักขระมารลวงตาผสานกับอักขระเทพแห่งการลงทัณฑ์!" ประมุขสำนักวิญญาณลวงหัวเราะเย้ยหยันในห้วงจิต "เมื่อสัมผัสทั้ง 6 ของพวกเจ้าถูกตัดขาดพวกเจ้าก็เป็นเพียงก้อนเนื้อที่รอคอยการถูกบดขยี้ข้าจะลอกคราบวิญญาณของพวกเจ้าและเปลี่ยนให้เป็นทาสขุดศิลาปราณไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"


กลุ่มสหายต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนกการถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทำให้พวกเขาไม่อาจประสานงานไม่อาจใช้ค่ายกลและไม่อาจรู้ได้เลยว่าศัตรูจะโจมตีมาจากทิศทางใดต้วนเทียนพยายามเหวี่ยงหมัดสะเปะสะปะทว่าก็ชกถูกเพียงอากาศธาตุ


ทว่า... มีเพียงผู้เดียวที่ยังคงยืนกอดอกอย่างสงบนิ่งท่ามกลางความมืดมิดจอมปลอมนี้


อาเจียไม่ได้ถูกตัดสัมผัสอย่างสมบูรณ์ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนของเขาแผ่รังสีแห่งความว่างเปล่าออกมาคุ้มครองแก่นวิญญาณ

วิชามายาชั้นต่ำ... คิดจะเอาภาพลวงตามาสยบผู้ครอบครองสัจธรรมแห่งการดับสูญงั้นหรือ?’


อาเจียเค้นเสียงในใจชายหนุ่มง้างแขนขวาที่สลักอักขระมารเตรียมจะระเบิดปราณวิญญาณแรกเริ่มเพื่อบดขยี้ค่ายกลสวะนี้ให้แหลกเป็นผุยผง!

ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่สัจธรรมแห่งความว่างเปล่ากำลังจะถูกปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณของอาเจียกลับไปจับจ้องอยู่ที่ร่างของสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา


หลินชิงเสวี่ย!


สตรีผู้มีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง 1000 ปีบัดนี้นางยืนหลับตาแน่นกระบี่เหมันต์ในมือกำแน่นจนข้อขาวนางไม่ได้ตื่นตระหนกโวยวายประหนึ่งคนตาบอดทว่านางกำลัง... 'เงี่ยหูฟัง'!


อาเจียชะงักมือรอยยิ้มปรากฏขึ้นในความมืด


พรสวรรค์ที่หลับใหลของนาง... ในที่สุดสภาวะบีบคั้นก็จะผลักดันให้สัจธรรมของนางตื่นขึ้นสินะ... ดีจงแสดงให้ข้าเห็นการบำเพ็ญเพียรของเจ้าและการที่ข้าทุ่มเทโอสถและทรัพยากรล้ำค่าเพื่อบ่มเพาะพวกเจ้านั้นไม่สูญเปล่า!’


บุรุษหนุ่มเลือกที่จะเก็บซ่อนพลังและยืนสังเกตการณ์ปล่อยให้มิตรสหายเผชิญหน้ากับวิกฤตเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด!


...


ในห้วงความมืดมิดที่สัมผัสทั้ง 6 ถูกตัดขาด... หลินชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรที่เหน็บหนาว


นางมองไม่เห็นสิ่งใดไม่ได้ยินเสียงสรรพสิ่งทว่าในความทรงจำของนางกลับปรากฏถ้อยคำที่น่าหมั่นไส้ที่สุดดังก้องซ้ำไปซ้ำมา


"ข้าทุ่มเททรัพยากรและโอสถล้ำค่าเพื่อบ่มเพาะให้พวกเจ้าหากพวกเจ้ามุดหัวยอมแพ้และตายในค่ายกลสวะนี่ข้าจะตามไปทวงหนี้ถึงในนรก!"


หลินชิงเสวี่ยเค้นยิ้มบางๆในความมืด ‘ไอ้คนบ้าปากร้าย... ข้าไม่ยอมสิ้นชื่อเพียงเพื่อเป็นข้ออ้างให้เจ้ามารีดไถข้าในปรโลกหรอกนะ...’


สตรีน้ำแข็งทิ้งความหวาดกลัวนางปรับสภาวะจิตใจให้ว่างเปล่าสอดคล้องกับวิถีเหมันต์นิรันดร์ที่แช่แข็งทุกอารมณ์ความรู้สึก


และในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบงันถึงขีดสุด... พรสวรรค์ที่ซ่อนเร้นในสายเลือดวิญญาณของนางพลันถูกกระตุ้นให้ตื่นรู้!


"โสตสวรรค์ (天籁之音 - เสียงแห่งสวรรค์)!"


หูของหลินชิงเสวี่ยมิได้ทำหน้าที่รับฟังคลื่นเสียงที่เดินทางผ่านอากาศอีกต่อไปทว่าพรสวรรค์ของนางได้เจาะลึกทะลุขีดจำกัดของวัฏจักรเข้าไปรับฟัง 'ความสั่นสะเทือนและสัจธรรม'!


สรรพสิ่งในเอกภพล้วนมีจังหวะการสั่นไหวของวิถีเต๋าแม้แต่ค่ายกลลวงตาที่อ้างว่าสมบูรณ์แบบก็ต้องขับเคลื่อนด้วยอักขระที่ฝืนธรรมชาติ!


วิ้ง... วิ้ง... แคร่ก...


ท่ามกลางความมืดมิดหลินชิงเสวี่ยได้ยินเสียงมันมิใช่เสียงพูดคุยแต่มันคือเสียง 'ร้องครวญครางของอักขระมารลวงตาที่กำลังเสียดสีกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดินนางได้ยินเสียงการแปรผันของปราณที่ไหลเวียนอยู่ในจุดศูนย์กลางของค่ายกลทั้ง 8 ทิศ!


ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นด้วยภาพลวงตาเปิดเผยต่อนางผ่าน 'โสตสวรรค์อย่างหมดเปลือก!


ข้าได้ยินแล้ว... จุดอ่อนของค่ายกลมายาพวกนี้...’


ทว่าปัญหาคือนางจะสื่อสารกับมิตรสหายได้อย่างไรในเมื่อทุกคนถูกตัดสัมผัสวิญญาณ!


หลินชิงเสวี่ยไม่ยอมแพ้นางนึกถึงน้องสาวร่วมสำนักผู้มีเนตรที่มองทะลุดวงดารา


เฟิงหลิงเอ๋อร์หากเจ้าได้ยินข้า... จงตอบรับข้า!’


หลินชิงเสวี่ยตวัดกระบี่เหมันต์นางมิได้โจมตีศัตรูทว่านางรีดเค้นปราณเหมันต์ขั้นสูงสุดฟันกระบี่ลงบนความว่างเปล่าเบื้องหน้า!


"เพลงกระบี่เหมันต์... สะท้อนวิญญาณ!"


รังสีกระบี่ที่บรรจุความเย็นระดับศูนย์สัมบูรณ์ไม่ได้พุ่งออกไปทำลายล้างทว่ามันสั่นสะเทือนด้วยความถี่ที่สอดคล้องกับ 'จังหวะการเต้นของดวงดาว'! นางใช้ความเย็นแช่แข็งมิติอากาศเพียงจุดเล็กๆเพื่อสร้าง 'สายพิณวิญญาณส่งคลื่นความถี่นี้ทะลวงผ่านกำแพงลวงตาพุ่งตรงเข้าสู่แก่นวิญญาณของเฟิงหลิงเอ๋อร์!


ในอีกด้านหนึ่งของความมืดเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังสับสนพลันรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่คุ้นเคยแทรกซึมเข้ามาในจุดตันเถียนมันมิใช่ความหนาวที่ทำร้ายแต่มันคือความเย็นที่นำพาสัญญาณ!


ศิษย์พี่หญิงชิงเสวี่ย!’ เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกตากว้างนางรับรู้ข้อความที่ผ่านความถี่ของปราณเหมันต์!


"ข้าได้ยินโครงสร้างของค่ายกลมันมี 8 จุดศูนย์กลางแต่ตาของข้ามองไม่เห็นหลิงเอ๋อร์... ใช้เนตรของเจ้าสานต่อสัจธรรมของข้า!"

ข้อความจากโสตสวรรค์ดังก้องในวิญญาณของดรุณีน้อย!


"ข้าเข้าใจแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กำหมัดแน่นความหวาดกลัวมลายหายไปสิ้นนางสูดลมหายใจลึกรีดเค้นสัจธรรมแห่งดาราจักร!


"เนตรดารา... เบิกนภาทะลวงมายา!"


ดวงตากลมโตของเฟิงหลิงเอ๋อร์พลันสาดประกายแสงสีฟ้าอ่อนที่เจิดจ้าประหนึ่งมีกาแล็กซีขนาดย่อมหมุนวนอยู่ภายใน!


เนตรดารามิใช่ดวงตาที่ใช้มองภาพสะท้อนของแสงทว่ามันคือดวงตาที่ใช้มอง 'เส้นชีพจรของมิติ'! ค่ายกลลวงวิญญาณตัดสัมผัสอาจหลอกลวงสัมผัสทั้ง 6 ของมนุษย์ได้ทว่ามันไม่อาจหลอกลวงความจริงแท้ของดวงดารา!


ในสายตาของเฟิงหลิงเอ๋อร์ความมืดมิดพลันแตกสลายนางมองเห็นเส้นใยอักขระสีเขียวคล้ำนับล้านเส้นที่ถักทอเป็นตาข่ายล้อมรอบพวกนางและที่น่าประทับใจที่สุดคือนางมองเห็น 'ร่องรอยคลื่นเสียงที่หลินชิงเสวี่ยส่งมา!


โสตสวรรค์รับฟังจุดอ่อนเนตรดารามองเห็นโครงสร้าง! 2 พรสวรรค์แห่งสหายร่วมเป็นร่วมตายสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ!


"พี่ปิงอวิ๋นพี่ใหญ่ฉินพี่อี้หรานข้าเห็นพวกมันแล้ว!"


เฟิงหลิงเอ๋อร์ใช้วิถีเต๋าแห่งดาราจักรสร้างเป็น 'จุดแสงเรืองรองประทับลงบนหน้าผากของมิตรสหายทุกคนจุดแสงนี้ทำหน้าที่แทนสัมผัสวิญญาณชี้เป้าหมายของแกนกลางค่ายกลทั้ง 8 จุดให้เข้ามาในมโนสำนึกของพวกเขาโดยตรง!


"8 ทิศทาง... ระยะห่าง 15 จั้ง..." เย่ปิงอวิ๋นรับรู้ข้อมูลผ่านจุดแสงดาราสตรีผู้เป็นมันสมองของกลุ่มแสยะยิ้มเย็นชา "มดปลวกที่เก่งแต่ลอบกัดในความมืด... บัดนี้ความมืดของพวกเจ้าถูกทำลายแล้ว!"


เย่ปิงอวิ๋นกระทืบเท้าลงบนพื้นสัจธรรมแห่งวิถีพฤกษาปะทุออกจากร่างของนาง!


"มหาพฤกษากลืนมรรคา... รากอสูรพันธนาการสวรรค์!"


พื้นศิลาเบื้องล่างแตกกระจายรากไม้วิญญาณสีเขียวเข้มที่เต็มไปด้วยหนามพิษมรณะพุ่งไชชอนขึ้นมาจากใต้ดินนับพันสายพวกมันเลื้อยพันและพุ่งเป้าไปยังแกนกลางค่ายกลทั้ง 8 ทิศตามการชี้เป้าของเฟิงหลิงเอ๋อร์อย่างแม่นยำไร้ที่ติ!


"อะไรกันพวกมันหาความผันผวนของอักขระค่ายกลพวกเราเจอได้อย่างไร!"


ประมุขสำนักวิญญาณลวงที่ซ่อนตัวอยู่นอกค่ายกลเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงรากไม้วิญญาณพุ่งทะลวงภาพลวงตาเข้าไปรัดพันแผ่นศิลาแกนกลางและรัดร่างของผู้อาวุโสทั้ง 8 คนเอาไว้แน่นหนาพิษมรณะซึมเข้าสู่ผิวหนังทำให้พวกมันกระอักเลือดและสูญเสียการควบคุมอักขระ!


"เพราะพวกเจ้ามันอ่อนหัดในมรรคาแห่งไฟอย่างไรเล่า!"


เฟิงอี้หรานคำรามลั่นชายหนุ่มผู้ระเบิดเพลิงอัคคีบรรพกาลพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางเวหา!


"เผาผลาญภาพลวงตาอัคคีบรรพกาล... มังกรเพลิงผลาญวัฏจักร!"


ทะเลเพลิงสีทองแดงพุ่งทะลักออกจากฝ่ามือม้วนตัวเป็นมังกรเพลิงขนาดยักษ์ 8 ตัวพุ่งทะยานเข้าแผดเผาแกนกลางค่ายกลที่ถูกเย่ปิงอวิ๋นพันธนาการเอาไว้เปลวเพลิงที่ก้าวล่วงสัจธรรมทำให้โครงสร้างของค่ายกลลวงวิญญาณเริ่มหลอมละลาย!


และผู้ที่ลงดาบปิดฉากค่ายกลจอมปลอมนี้... คือยอดกระบี่ผู้ก้าวล่วงวิญญาณแรกเริ่มครึ่งก้าว!


ฉินมู่หลางลืมตาขึ้นรังสีสีเงินยวงปะทุขึ้นจรดชั้นฟ้าเจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่ถูกหล่อหลอมจากความโศกเศร้าและการดิ้นรนควบแน่นเป็นกระบี่แสงขนาดยักษ์ที่ยาวกว่า 100 จั้ง!


"กระบี่นิรันดร์... ผ่าสัจธรรม... ตัดวิญญาณลวง!"


ฉินมู่หลางตวัดกระบี่ฟาดฟันเป็นวงกลมรังสีกระบี่เพียงเส้นเดียวทว่าแฝงด้วยกฎเกณฑ์แห่งการตัดขาดทุกวัฏจักรพุ่งทะลวงแหวกมิติอากาศ!


"เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!"


เสียงระเบิดกัมปนาทดังกึกก้องค่ายกลลวงวิญญาณตัดสัมผัสแตกสลายประหนึ่งโดมกระจกที่ถูกทุบเศษอักขระมารลวงตาร่วงหล่นราวกับ-่าฝนสีดำภาพลวงตาเลือนหายไปแสงสว่างและกลิ่นอายของทวีปต้องห้ามกลับคืนมาอีกครั้ง!


กลุ่มสหายยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากค่ายกลที่พังพินาศ!


เบื้องหน้าของพวกเขาคือสภาพอันน่าสมเพชของผู้อาวุโส 8 คนที่ควบคุมแกนกลางค่ายกลถูกรากไม้พิษรัดและถูกเพลิงเผาจนสิ้นใจ!


ส่วนประมุขสำนักวิญญาณลวงผู้มีระดับพลังวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางกระอักเลือดคำโตทรุดลงคุกเข่าการที่ค่ายกลถูกทำลายอย่างรุนแรงส่งผลสะท้อนกลับไปบดขยี้จุดตันเถียนของมันจนร้าวฉาน!


"เป็นไปไม่ได้... มดปลวกระดับแก่นทองคำ... ทำลายค่ายกลลวงวิญญาณที่สืบทอดมาจากวิหารเทพได้อย่างไร..."


ประมุขสำนักเร้นลับสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีดวิถีเต๋าของมันพังทลายลงทันใดนั้นข่าวลือที่ถูกซุบซิบไปทั่วยุทธภพก็ผุดขึ้นมาในหัวของมัน... ชายชุดดำผู้โหดเหี้ยมผู้ที่กำลังสั่นสะเทือนรากฐานของวิหารเทพอนันตกาลบัดนี้มัจจุราชผู้นั้นได้มายืนอยู่เบื้องหน้ามันแล้ว!


แปะ... แปะ... แปะ...


เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างเชื่องช้าทว่าดังก้องกังวานและสะกดข่มจิตวิญญาณของประมุขสำนักให้แข็งค้าง!


อาเจียก้าวเดินออกมาจากด้านหลังของมิตรสหายชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่เด็ดขาดและเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ


"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมมากสหายของข้าโสตสวรรค์และเนตรดารา... การผสานงานของพวกเจ้าทำให้ทรัพยากรที่ข้ามอบให้แสดงคุณค่าออกมาอย่างแท้จริง!"


อาเจียเอ่ยชมเชยจากใจชายหนุ่มตระหนักแล้วว่าสหายของเขาไม่ใช่ผู้ตามอีกต่อไปทว่าพวกเขาคือเขี้ยวเล็บที่แหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากความบิดเบี้ยวของฟ้าดินไปพร้อมกับเขา!


อาเจียหันกลับมามองประมุขสำนักวิญญาณลวงนัยน์ตาสีเงินยวงแปรเปลี่ยนเป็นมืดมิดและโหดเหี้ยม


"พวกเจ้า... ไอ้พวกลัทธิหลอกลวงที่อ้างตัวว่าชำระล้างวิญญาณ..." อาเจียก้าวเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆรังสีวิญญาณแรกเริ่มกดทับจนร่างของประมุขสำนักต้องหมอบราบกับพื้น


"การกดขี่และลอกคราบวิญญาณผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง... มันคือความเน่าเฟะที่บังอาจเรียกตนว่าสวรรค์!"


อาเจียเหยียบเท้าลงบนหลังคอของประมุขสำนักวิญญาณลวง!


"โทษฐานที่พวกเจ้าสร้างค่ายกลมายามากักขังกดทับคนของข้า... บิดาจะขอริบทรัพยากรทั้งหมดของสำนักพวกเจ้าเพื่อเป็นการชดใช้!"


"กร๊อบบบบ!"


อาเจียออกแรงเหยียบเพียงเล็กน้อยกระดูกคอของเซียนวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางก็แหลกละเอียดพร้อมกับคลื่นความว่างเปล่าที่พุ่งทะลวงเข้าไปกลืนกินแก่นวิญญาณในจุดตันเถียนของศัตรูจนสิ้นซาก!


"ต้วนเทียน!" อาเจียหันไปเรียกสหายร่างยักษ์


"ข้าอยู่นี่!" ต้วนเทียนกำหมัดแน่นอักขระอสูรโบราณบนร่างสว่างวาบ


"ประตูเหมืองศิลาปราณอยู่เบื้องหน้าพวกเราแล้วจงใช้กำปั้นของเจ้าพังประตูนั่นให้แหลกเราจะเข้าไปปลดปล่อยพี่น้องของเจ้า... และทวงคืนศิลาปราณที่พวกมันขูดรีดไป!"


"ฮ่าฮ่าฮ่ารอคำนี้มานานแล้ว!"


ต้วนเทียนแผดเสียงคำรามอย่างดุดันจอมพลังพุ่งทะยานเข้าหาประตูเหล็กสวรรค์ขนาดยักษ์ที่ปิดตายปากทางเข้าเหมืองมันง้างหมัดที่บรรจุความแค้นของเผ่าพันธุ์ชกกระแทกเข้าใส่ประตูเหล็กดังกัมปนาท!


สมรภูมิแห่งการปลดปล่อยและทวงคืนความยุติธรรมได้เปิดฉากขึ้นแล้วเหมืองศิลาปราณโลหิตก้าวต่อไปของพวกเขาจะทำให้รากฐานของวิหารเทพต้องสั่นคลอนอย่างแท้จริง!

ตอนต่อไป
จารึกที่ 294 : วิวัฒนาการพยนต์

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา