เรื่อง การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง!
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ร่วงหล่นลงมาราวกับ-่าฝน ร่างของอีวานส์กระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอุกกาบาตพุ่งชนโลก อีวานส์ไม่เข้าใจเลยว่า ดันเต้ยัดระเบิดเข้าไปในเรือเหาะเวทมนตร์ลำนั้นมากขนาดไหน ถึงได้สร้างแรงระเบิดมหาศาลขนาดนี้ได้ แต่สิ่งที่เขารู้อย่างแน่ชัดคือ...ครั้งนี้เขาพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ ต่อให้เขาจะเป็นนักเวทสายแทงก์ที่มีพลังกายสูงแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานแรงระเบิดที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวได้ แขนขวาของเขาถูกแรงอัดจากการระเบิดเมื่อครู่ฉีกกระชากจนเละเทะ เนื้อหนังหลุดรุ่ยปลิวว่อน โดยเฉพาะช่วงข้อศอกลงไปที่ปะทะกับเรือเหาะเข้าจังๆ จนทำให้เนื้อหายไปจนเผยให้เห็นกระดูกขาวโพลนน่าสยดสยอง ชุดคลุมบาทหลวงไหม้เกรียมจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้ มีรูโหว่ขนาดใหญ่หลายจุด แม้แต่เส้นผมสีแดงเพลิงที่เป็นเอกลักษณ์ก็ยังถูกเขม่าควันย้อมจนดำเมี่ยมไปกว่าครึ่ง
อีวานส์นอนหายใจรวยริน แต่ร่างกายยังสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นและไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาคือบิชอปแห่งการทำลายล้างแห่งลัทธิคืนชีพ ผู้ที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น! เป็นตัวตนที่คนทั้งโลกต่างหวาดกลัวจนหัวหด! แต่ทำไม...ทำไมเขาต้องมาเจอจุดจบแบบนี้ด้วย!
ในความทรงจำของอีวานส์ แม้บนโลกนี้จะมีศัตรูที่แข็งแกร่งจนเขาต้องยอมรับอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วคนพวกนั้นมักวางมาดสูงส่ง ถือตัว และมีศักดิ์ศรีค้ำคอ ก่อนจะลงมือต้องมีการประกาศศักดาหรือรักษาภาพลักษณ์เสมอ ซึ่งแน่นอนว่านั่นคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของพวกยอดฝีมือ เพราะคนอย่างเขาที่ทำได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการแล้ว ย่อมได้เปรียบพวกคนดีมีคุณธรรมพวกนั้นอยู่เสมอ
แต่ใครจะไปนึกว่าสุดท้ายแล้ว เขาจะต้องมาตกม้าตายด้วยน้ำมือของไอ้เด็กเวรอย่างดันเต้...ไอ้คนที่ไม่รู้จักคำว่า‘ศิลปะการต่อสู้’หรือ‘ศักดิ์ศรี’เลยสักนิด! อีวานส์ถึงกับรู้สึกว่า ดันเต้มันน่ารังเกียจยิ่งกว่า'บิชอปแห่งความเสื่อมทราม'ที่เขาเหม็นขี้หน้าที่สุดในลัทธิเสียอีก!
ไอ้เด็กเวรที่ชื่อดันเต้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องฝีมือหรอก…
แต่การที่มันสามารถต้อนคนอย่างเขาให้จนตรอกได้ถึงขนาดนี้ แถมยังเป็นแค่'ว่าที่นักสร้างการ์ดระดับพิเศษ'อีก มันมีพรสวรรค์ขนาดนั้น แต่ทำไมไอ้เด็กเวรนี่ถึงไม่มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีบ้างเลยสักนิด แต่กลับทำตัวเหมือนนักเลงข้างถนนไม่มีผิด!
ไอ้เด็กเวรนี่มันสมองกลับหรือเปล่าเนี่ย?
เอาระเบิดไปยัดใส่ยานพาหนะของพลเรือนเนี่ยนะ?
อีวานส์คิดยังไงก็คิดไม่ตก และเขาก็แทบจะไม่เหลือเวลาให้คิดอีกแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นมานาหรือพลังชีวิตของเขา ตอนนี้มันได้เหือดแห้งจนถึงขีดสุดแล้ว
แซ่ก...แซ่ก...
ท่ามกลางความเงียบสงัดของทุ่งร้าง จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้น ใครบางคนที่กำลังเดินตรงมาหาเขา แต่อีวานส์ไม่มีแรงแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง และสายตาเขาก็พร่ามัวจนมองอะไรไม่ชัดแล้ว แต่เขารู้ดีว่าคนที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้คือใคร
อิซาเบลย่างเท้าเข้ามาด้วยท่วงท่าเยือกเย็น จนมาหยุดยืนอยู่ข้างกายอีวานส์ เธอควงมีดสั้นในมือเล่นเบาๆ พลางก้มมองสภาพอันน่าสมเพชของเจ้านายเก่าด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความขบขัน
"ท่านอีวานส์คะ รบกวนช่วยอดทนอีกสักนิดนะคะ"
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลชวนฝัน ขณะที่ประคองร่างของอีวานส์ขึ้นมา สีหน้าของเธอฉาบไปด้วยความอ่อนโยนจอมปลอม ก่อนจะค่อยๆ กรอกน้ำยาฟื้นฟูขวดเล็กๆ เข้าปากอีวานส์อย่างช้าๆ
"หึ หึ หึ..."
อีวานส์รู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างเป็นตลกร้ายสิ้นดี แต่เขาไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืนการป้อนยา น้ำยาขวดจิ๋วนี่ก็คงแค่ช่วยยื้อชีวิตเขาไว้ได้อีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้น บางทีดันเต้อาจจะอยากจับเขาไปทรมานต่อ หรือรีดข้อมูลอะไรบางอย่างจากเขา
แต่อีวานส์ไม่สนอะไรอีกแล้ว เขาพอแล้ว ในตอนี้ไม่มีอะไรจะมาสั่นคลอนจิตใจของเขาได้อีก ต่อให้เป็นการทรมานที่โหดเหี้ยม หรือเรื่องที่น่ากลัวกว่านั้น เขาก็ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น
ทว่า...
ประโยคถัดมาของอิซาเบลกลับทำให้เขาตัวแข็งทื่อ
"ท่านดันเต้สั่งมาค่ะว่า...ท่านต้องตายด้วยน้ำมือของเขาเท่านั้น"
ประโยคนั้นทำเอารูม่านตาของอีวานส์หดเกร็ง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจอะไรบางอย่างได้ทันที ทันใดนั้น เขาก็สำลักเลือดออกมาพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
เขาหัวเราะอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเลือดทะลักออกจากปากมากขึ้นเรื่อยๆ และร่างกายก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง
"พาผมไปสิ...แค่คิดถึงสีหน้าเหมือนกินขี้ของพวกสมาพันธ์ราชอาณาจักรกับพวกบิชอปคนอื่นๆ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว..."
อีวานส์มีสีหน้าอิดโรย แต่มุมปากกลับยกยิ้มอย่างบ้าคลั่ง
"อิซาเบล...ผมจะไปรอเธอในนรกก่อน..."
อีวานส์หลับตาลง ราวกับคนใกล้ตายที่ยอมรับชะตากรรมของตัวเองแล้ว
"หึ"
อิซาเบลแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา เมื่อมองดูสภาพอันน่าสังเวชของอีวานส์แล้ว เธอก็อดทอดถอนใจไม่ได้
เดี๋ยวพอแกลงไปถึงนรกจริงๆ เผลอๆ แกอาจจะต้องเรียกฉันว่า 'ลูกพี่' ก็ได้ใครจะไปรู้ ไม่ดูเลยว่าฉันติดตามท่านผู้นั้นอยู่
...
ค่ำคืนอันเงียบสงบ ท้องฟ้ามืดมิดประดับประดาไปด้วยดวงดารา
แก๊งสามสหายจิตใจงามกลับมาถึงคฤหาสน์เจ้าเมืองแล้ว ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งคุยสัพเพเหระ เรื่องที่เที่ยวในเมืองทริสตินกับท่านเจ้าเมืองแลมพาร์ดอย่างออกรสบนโซฟาในห้องรับแขก
จู่ๆ ดันเต้ก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนว่าเขาจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
"คุณแลมพาร์ด ผมขอยืมอัศวินคุ้มกันสักสองคนสิ"
"ได้เลย"
แม้จะกำลังคุยเรื่องผ่อนคลายกันอยู่ แต่พอดันเต้ขอมาแบบนี้ แลมพาร์ดก็เข้าใจดีว่าดันเต้กำลังจะไปทำอะไร เขาโบกมือเรียกอัศวินคู่ใจสองนายเข้ามา แล้วสั่งให้ติดตามดันเต้ไป พร้อมกับกำชับว่าให้พวกเขาทำตามคำสั่งดันเต้อย่างเคร่งครัด ห้ามถามมาก และห้ามสงสัยอะไรทั้งสิ้น
ดันเต้พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วพาอัศวินสองนายเดินออกจากคฤหาสน์ไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินลัดเลาะไปยังทางเดินเล็กๆ ด้านหลังของคฤหาสน์ บริเวณนี้ปกติไม่ค่อยมีคนผ่าน เพราะด้านหลังคฤหาสน์เจ้าเมืองมีแค่กำแพงรั้ว ไม่มีประตูเข้าออก จึงไม่มีใครมาเดินเล่นแถวนี้
"รบกวนพวกคุณช่วยเฝ้าต้นทางซ้ายขวาให้ผมหน่อย อย่าให้ใครเข้ามาใกล้เด็ดขาด แม้แต่ทหารเวรยามที่เดินตรวจตราก็ห้าม แล้วก็ไม่ว่าทางนี้จะมีเสียงอะไรดังขึ้น ก็ห้ามเข้ามาเด็ดขาด อีก 20 นาทีค่อยกลับมารับผมแถวๆ นี้นะ”
ดันเต้สั่งการอย่างชัดเจน
"ครับ!"
อัศวินทั้งสองแยกย้ายกันไปประจำจุดตามคำสั่งของดันเต้อย่างรวดเร็ว เมื่อดันเต้มองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าปลอดคน เขาก็แปลงร่างเป็น'แมวภูติสีเทา'อย่างชำนาญ กระโดดขึ้นไปบนกำแพง แล้วไต่ลัดเลาะไปจนถึงมุมตึก
ใต้แสงจันทร์สลัว แสงไฟตรงนี้ริบหรี่เต็มที แต่ก็พอจะมองเห็นร่างเพรียวบางที่ค่อยๆ ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด อิซาเบลลากอีวานส์ที่ถูกยัดใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่มาจนถึงจุดนัดพบ การแพ็คของเธอทำได้อย่างมิดชิดและไม่มีเลือดหยดแม้แต่หยดเดียว
หนึ่งคนหนึ่งแมวไม่ได้พูดคุยอะไรกัน
ภายใต้สายตาของแมวดันเต้ อิซาเบลรูดซิปถุงพลาสติกออก เผยให้เห็นร่างของอีวานส์ข้างในเพื่อให้ดันเต้ได้เห็นชัดๆ
"ไม่เลวเลยเมี๊ยว"
แมวดันเต้ยืนเด่นอยู่บนกำแพงสูง ดวงตาแมวสีไพลินส่องประกายวาววับในความมืด มันกระโดดลงมาจากกำแพง มองดูอีวานส์ที่กำลังหายใจรวยริน แล้วค่อยๆ วางอุ้งเท้าแมวนุ่มนิ่มลงบนร่างนั้น ก่อนจะเรียกใช้การ์ดชำระล้างโลหิต
ทันทีที่ชำระล้างโลหิตเริ่มทำงาน หมอกสีเลือดก็ฟุ้งกระจายออกมา อีวานส์บิดกายด้วยความเจ็บปวดทรมาน ใบหน้าบิดเบี้ยวพยายามจะกรีดร้องออกมา
ทว่า...ดันเต้ได้ร่ายคาถาปิดปากของท่านปู่ดักไว้ก่อนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้อีวานส์ส่งเสียงรบกวนชาวบ้านในยามวิกาล เพราะดันเต้ให้ความสำคัญกับความเป็นพลเมืองดีและมารยาททางสังคมเป็นอย่างมาก และกระบวนการนี้ดำเนินซ้ำไปซ้ำมาไม่กี่ครั้ง ในที่สุดอีวานส์สิ้นลมหายใจ
"อิซาเบล กลับไปกบดานที่เมืองหลวงซะ เดี๋ยวผมกลับไปถึงแล้วจะติดต่อไปหาเองเมี๊ยว"
เมื่อสั่งจบ ดันเต้ก็คืนร่างกลับเป็นมนุษย์ เขาไม่คิดที่จะสนใจอิซาเบลอีก เขาทำเพียงยืนรอเวลา จนกว่าพวกอัศวินจะมารับช่วงต่อเพื่อขนย้ายศพของอีวานส์กลับเข้าคฤหาสน์ตามเวลาที่นัดไว้
เดี๋ยวพอส่งศพให้ท่านเจ้าเมืองแลมพาร์ด อีกฝ่ายก็จะจัดการเขียนรายงาน แต่งเรื่อง และเคลียร์ปัญหาจุกจิกทุกอย่างให้เอง เสร็จแล้วเขาก็จะส่งศพของอีวานส์ไปให้ราชอาณาจักรนอร์ตันและสมาพันธ์ราชอาณาจักรรับช่วงต่อ และในที่สุด งานนี้ก็ถือว่าปิดจ็อบได้อย่างสวยงาม!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??