เรื่อง ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย
บทที่ 107 กลิ่นคาวเลือดและควันปืน
บรรยากาศยามดึกสงัดคืบคลานเข้ามาปกคลุมชายป่า ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดไร้แสงจันทร์และดวงดาว มีเพียงแสงไฟจากกองไฟใหญ่หน้าโรงพักม้าที่ยังคงลุกโชน ส่งเสียงปะทุของฟืนดัง เปรี๊ยะ ๆ ทำลายความเงียบเป็นระยะ ลมป่าที่พัดกรรโชกมาเริ่มทวีความเยือกเย็นยะเยือกจนผิดปกติ ไอหมอกบาง ๆ เริ่มไหลทะลักออกมาจากแนวรกชัฏ ลอยละล่องต่ำเรี่ยพื้นดินดุจอมนุษย์ที่คืบคลานเข้าหาเหยื่อ
ความเงียบงันอันหนักอึ้งบีบคั้นหัวใจของทุกคนในค่ายจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง...
แม้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจะรุมเร้า ทว่าไม่มีใครกล้าหลับสนิท ชายฉกรรจ์ในขบวนอารักขาต่างนอนขดกายอยู่ใกล้กองไฟ มือหนึ่งยังคงกุมด้ามดาบอาคมและดาบเหล็กกล้าข้างกายไว้แน่นหนา ไม่ยอมคลายมือแม้ในยามนิทรา ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเวรยามอย่าง จั่น ทัพ และหนวด ต่างพากันเดินลาดตระเวนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอย่างเข้มงวด สายตาคมกริบกวาดมองฝ่าม่านหมอกและเงามืดของแมกไม้อยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดสายตาไปได้
ภายในกระโจมพักแรมหลัก แม่หญิงพิม นั่งนิ่งอยู่บนที่นอนที่ปูด้วยผ้าพื้นหนา ดวงตาคู่สวยฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่มีความตื่นตระหนก มือเรียวบางกระชับอาวุธคู่กายขยับเช็กความเรียบร้อยอย่างแผ่วเบา มันคือ "อาวุธปืน" จากยุคปัจจุบันที่นินมอบไว้ให้เพื่อเป็นสิ่งคุ้มกาย ยามที่นิ้วชี้เรียวสัมผัสเข้ากับไกปืนอันเย็นเยียบ และสำรวจลูกกระสุนที่บรรจุอยู่เต็มพิกัดถึง 19 นัดในรังเพลิง ความมั่นใจและอุ่นใจก็หลั่งไหลเข้ามาแทนที่ความหวาดหวั่น
‘ต่อให้เป็นยอดฝีมือมีอาคมลึกล้ำเพียงใด หากโดนเหล็กกล้าความเร็วสูงนี้พุ่งทะลวงตัดขั้วหัวใจ... ก็คงยากจะรอดพ้นความตายไปได้’ พิมคิดในใจพลันผ่อนลมหายใจยาว ขยับกายสบตากับคุณหญิงไหมแก้วผู้เป็นมารดาที่นั่งเฝ้าระวังอยู่ข้าง ๆ กันด้วยความเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด
ทว่าในเวลาเดียวกัน... ห่างออกไปในเงามืดมิดหลังรากไม้ใหญ่ของชายป่า ร่างเงาดำลึกลับหลายร่างกำลังยืนนิ่งกลมกลืนไปกับความมืดประหนึ่งภูตผี พวกมันสวมชุดรัดกุมสีเข้ม ปิดบังใบหน้ามิดชิด เหลือเพียงดวงตาคมปลาบที่วาวโรจน์ไปด้วยไอพลังอาคมอันน่าสะพรึงกลัว
หนึ่งในชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าขบวนก้าวขึ้นมาข้างหน้า ม่านตาของมันพลันขยายออกและทอประกายแสงสีม่วงหม่นจาง ๆ ออกมา... มันคือ "อาคมเนตรย่นระยะ" คาถาชั้นสูงที่ช่วยทลายข้อจำกัดของสายตามนุษย์ ทำให้นัยน์ตาคู่รั้นนั้นสามารถมองฝ่าไอหมอกหนาและความมืดมิด เพ่งตรงดิ่งเข้าไปยังกึ่งกลางค่ายพักแรมได้อย่างชัดเจนราวกับยืนอยู่ระยะประชิด
สายตาอันเย็นชาของมันกวาดผ่านกองไฟ ผ่านกลุ่มเวรยามที่กำลังเดินตรวจตราอย่างระมัดระวัง ก่อนจะไปหยุดนิ่งลึกลงที่รถม้าคันใหญ่ที่จอดสนิทอยู่ท้ายค่าย
มันเพ่งมองไปยังข้างตัวรถ... ที่ตรงนั้นมี "ตราประจำตระกูล" ของเรือนเจ้าพระยาเรืองฤทธิ์ สลักลายเส้นอย่างประณีตสะท้อนแสงไฟวิบวับ
เมื่อเห็นเป้าหมายชัดตา ชายชุดดำคนนั้นก็หดม่านตากลับคืนสู่สภาพเดิม ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ ก่อนจะชูมือขึ้นเล็กน้อย ลอบส่งสัญญาณมืออันเป็นรหัสลับให้แก่สมุนที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้รอบทิศทางเป็นเชิงบอกว่า...
‘เป้าหมายถูกต้อง... คนของเรือนเรืองฤทธิ์อยู่ที่นี่!’
พวกมันขยับกายอย่างเงียบเชียบดุจไร้น้ำหนัก ค่อย ๆ ตีวงล้อมค่ายพักแรมเข้ามาจากเงามืด รอคอยเพียงสัญญาณสุดท้ายเพื่อลงมือขยี้เหยื่อในค่ำคืนที่ลมป่าครวญครางนี้!
กลุ่มคนร้ายในเงามืดคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบดุจภูตผี ฝีเท้าของพวกมันแผ่วเบาราวกับไร้น้ำหนัก ทว่าพวกมันกลับหารู้ไม่ว่า... กำลังก้าวขาเข้าสู่กับดักของอดีตทหารกล้าเจนศึก!
นายจั่น ผู้ผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับครั้งไม่ถ้วน มีหรือจะปล่อยให้ค่ายพักแรมไร้การป้องกัน เขาใช้วิชาพรานป่าบวกกลเม็ดทหารเก่า แอบเอาใบมะพร้าวแห้งและทางมะพร้าวสานลงอาคมกำกับ ไปวางซ่อนไว้ตามซอกไม้และพุ่มหนามรอบจุดพักม้า ซึ่งเป็นชัยภูมิบังคับที่หากคนร้ายจะลอบจู่โจมเข้ามา... พวกมันจำต้องเหยียบผ่านเส้นทางเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
กร๊อบ...
เพียงปลายเท้าของหนึ่งในชายชุดดำแตะลงบนใบไม้แห้งเพียงแผ่วเบา อาคมที่ผูกไว้กับทางมะพร้าวก็ทำงานทันที เสียงหักสะบั้นของกิ่งไม้แห้งระเบิดก้องขึ้นในโสตประสาทและใบหูของจั่น ทัพ และหนวด ราวกับเสียงฟ้าผ่า!
ดวงตาของทหารเสือทั้งสามสว่างวาบขึ้นในความมืดมิด ทลายความง่วงงุนไปจนสิ้น
“มาแล้ว!” หนวดและทัพคำรามกระซิบ พลันกระชับดาบและอาวุธขึ้นมาตั้งท่าเตรียมพร้อมระเบิดศึก
“นั่นใครวะ! หากไม่ตอบกลับมา กูยิง!” เสียงของจั่นตวาดลั่นฝ่าความมืด พลันชักปืนคาบศิลาคู่ใจขึ้นมาเล็งตรงไปยังทิศทางที่ทางมะพร้าวส่งสัญญาณ
เงียบ... ไม่มีเสียงตอบรับจากสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงสายธนูดีดผุด พรืบ! ลูกศรอาคมหัวเหล็กพุ่งแฝงความมืดตัดอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ปึกกกก!
ลูกธนูปักเข้ากลางแผ่นไม้หนาที่จั่นใช้เป็นที่บังตาอย่างฉิวเฉียดจนไม้แตกเป็นรอยร้าว จั่นตาเบิกกว้าง ทหารเก่าไม่รอช้า อาศัยแสงไฟริบหรี่ส่องสะท้อนเห็นเงาดำ เขายกปืนคาบศิลาขึ้นเล็งแล้วลั่นไกสวนกลับไปทันที!
ปังงงง!!!
เสียงปืนระเบิดก้องกังวานกัมปนาทสะท้อนไปทั่วชายป่า ประกายไฟจากปากกระบอกปืนสว่างวาบ เผยให้เห็นร่างของชายชุดดำที่ถูกกระสุนเจาะเข้ากลางอกจนหงายหลังสิ้นชีพลงไปกองกับพื้น และนั่นคือสัญญาณเปิดฉากสงครามหลั่งเลือดอย่างเป็นทางการ!
ภายในเรือนพักแรมชั่วคราว บรรดาบ่าวไพร่และผู้หญิงพากันหวีดร้องด้วยความขวัญเสีย ข้าว สาวใช้คนสนิทตัวสั่นเทาคล้ายลูกนกตกน้ำ กอดขาแม่นายพิมไว้แน่น “กรี๊ด! แม่นายเจ้าคะ! พวกมันบุกเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ! เราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ...โฮ...”
“ปกป้องแม่นายกับคุณหญิงเร็วเข้า!” เสียงขมตวาดลั่น แววตาตาตื่นขัดกับท่าทางจับดาบแน่น ส่วนฟักรีบกระโดดมายืนขวางเบื้องหน้าประตู ผิวหน้าซีดเผือดแต่ใจยังสู้
ท่ามกลางความโกลาหล แม่หญิงพิม กลับตั้งสติได้รวดเร็วยิ่งคราใด นางชักอาวุธปืนเหล็กกล้ารมดำล้ำยุคที่นินให้ไว้ออกมา นิ้วเรียวตวัดปลดเซฟห้ามไกปืนตามที่ชายหนุ่มเคยเคี่ยวเข็ญสอนอย่างขึ้นใจ สายตากวาดมองไปในความมืดภายนอกด้วยความนิ่งสงบ
“ทุกคนใจเย็น ๆ! อย่าส่งเสียงร้อง! ไม่อย่างนั้นพวกมันจะรู้ว่าเราหลบอยู่ตรงไหน!” เสียงเฉียบขาดของพิมทำให้บ่าวไพร่เริ่มสงบปากคำลง
ข้างกายของนาง คุณหญิงไหมแก้ว มือหนึ่งกำดาบโบราณเล่มงามไว้แน่น นัยน์ตาของมารดาฉายแววดุดันไม่ยอมคน ในอดีตสมัยยังเป็นสาวสะพรั่ง นางก็เคยฝึกปรือวิชาดาบมาไม่น้อย
“พวกมันเป็นใครกัน... ถึงได้อาจหาญกล้ากระตุกหนวดเสือ บุกปล้นขบวนของเรือนเจ้าพระยาเรืองฤทธิ์เช่นนี้!”
โครมมมม!!!
ยังไม่ทันสิ้นคำพูด ประตูเรือนพักก็ถูกกระแทกจนพังพินาศ ร่างของทหารรักษาการณ์คนหนึ่งกระเด็นลอยละลิ่วเข้ามานอนกระอักเลือดอยู่บนพื้นเรือน ต่อหน้าต่อตาพวกนางทำเอาบ่าวหญิงกรีดร้องสติกระเจิงอีกรอบ
นายจั่นวิ่งกระหืดกระหอบตามเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเลือดและเขม่าปืน เขาตะโกนรายงานเสียงหลง
“ไม่ได้การแล้วขอรับแม่นาย! พวกมันไม่ใช่โจรป่ากระจอก... แต่มันเป็นพวก ‘จอมเวทอังวะ’ ฝีมือร้ายกาจลึกล้ำมาก แถมนึกอย่างไรไม่รู้ ขนกันมาเป็นกองทัพ จำนวนไม่น้อยเลยขอรับ!”
“มันมากันกี่คน!” พิมถามเสียงเครียด
ทัพ ที่เพิ่งฟันฝ่าวงล้อมเข้ามาสมทบรีบกล่าวเนื้อตัวสั่น “ราว ๆ สี่สิบคนได้ขอรับแม่นาย! พวกเราต้านไว้ไม่ไหวแน่... เราต้องพาคุณพิมและคุณหญิงหนีออกไปทางท้ายค่ายก่อนขอรับ ไม่งั้นถ้าพวกมันจับตัวได้ เรื่องจะใหญ่โตแน่!”
“ไม่! ข้าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด!” พิมประกาศกร้าว แววตาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ภายนอกประตู เสียงย่ำเท้าและเสียงสวดคาถาอาคมต่ำ ๆ ของพวกจอมเวทอังวะดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แสงสว่างจากคบเพลิงและดวงไฟอาคมสีแดงฉานหลายสิบดวงกำลังเคลื่อนที่พุ่งตรงมายังเรือนพักที่พวกนางซ่อนตัวอยู่
พิมไม่รอให้พวกมันเข้ามาถึงตัว นางก้าวเท้าขยับเข้าไปใกล้ขอบประตูที่พังทลาย ยื่นหน้าและปืนออกไปทางช่องว่าง สายตาเพ่งมองดวงไฟอาคมดวงแรกที่วิ่งนำหน้ามาอย่างแม่นยำ... แล้วเหนี่ยวไกปืนกลไกพญายมทันที!
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนเหล็กกล้าส่งเสียงคำรามพ่นไฟอย่างต่อเนื่องและทรงพลัง แสงไฟกระจายออกจากปากกระบอกเป็นชุด พลังทำลายล้างของกระสุนยุคใหม่พุ่งตัดอากาศทะลวงผ่านเกราะอาคมของพวกมันอย่างไร้ความปรานี!
“อ๊ากกก!”
ดวงไฟอาคมล้มคว่ำคะมำหงายดับวูบลงไปทีละดวงตามเสียงนัดปืน ร่างของพวกจอมเวทอังวะถูกเจาะกบาลและตัดขั้วหัวใจร่วงหล่นลงดั่งใบไม้ร่วง นึกไม่ถึงเลยว่าแม่หญิงผู้อ่อนหวานลึกล้ำแห่งสามโคก จะมีความสามารถในการยิงปืนที่แม่นยำราวจับวางเช่นนี้!
“แม่นาย... แม่นายยิงถูกพวกมันแล้วเจ้าค่ะ!” ข้าวตะโกนลั่นด้วยความทึ่งสะใจ น้ำตาไหลพราก
“หน็อย! ไอ้พวกอังวะลิ้มรสกระสุนปืนข้าเป็นไร!” พิมสบถคำรามในใจ แววตาคู่สวยวาวโรจน์ พลันกระชับปืนเตรียมสาดกระสุนนัดต่อไปเข้าใส่กองทัพทมิฬที่กำลังดาหน้าเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว!
เสียงปืนจากลำกล้องเหล็กรมดำของแม่หญิงพิมยังคงส่งเสียงกัมปนาท ดับชีวิตของพวกอังวะที่ดาหน้าเข้ามาจนล้มคว่ำไปสามสี่ศพ ทว่าสถานการณ์กลับทวีความย่ำแย่ลงเมื่อกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ ยิ่งกระตุ้นความบ้าคลั่งของพวกมัน กองกำลังศัตรูมีจำนวนมากเกินไป พวกมันอาศัยความได้เปรียบทางจำนวนดึงดันฝ่า-่ากระสุน ศัสตราวุธสะท้อนแสงไฟวิบวับประดุจเขี้ยวอสูรในความมืด คลื่นมนุษย์กลุ่มทมิฬทะลักเข้าประชิดวงล้อมบีบให้ปืนและหน้าไม้กลายเป็นอาวุธระยะไกลที่ยากจะบรรจุลูกได้ทัน!
“คุ้มกันแม่นายและคุณหญิง!!!”
เสียงของ ทัพ คำรามลั่นจนหลอดลมแทบแตกแล้วขยับดาบสองมือขึ้นตั้งท่า กระโจนเข้าใส่จอมเวทอังวะร่างยักษ์ผู้หนึ่งที่เพิ่งฟันบ่าวในค่ายล้มลง ดาบเหล็กกล้าของทัพตวัดสะบัดเป็นวงโค้ง
เคร้งงง!
ประกายไฟแลบ วาบ...ยามปะทะกับดาบโค้งของศัตรู แรงปะทะมหาศาลทำเอาจอมเวทอังวะถึงกับหน้าหงาย ทัพไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เขาหมุนตัวตวัดใบดาบฉีกอากาศเข้าใส่ซอกคอของมันอย่างโหดเหี้ยม
ฉัวะ!!!
เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูดรดใบหน้าของทัพดั่งสายฝน ร่างยักษ์ทรุดฮวบลงกองกับพื้น ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ผ่อนหายใจ อังวะอีกสองคนก็แทงหอกและตวัดดาบเข้ามาจากทางด้านหลัง
“ไอ้ทัพ ระวัง!!!”
เสียง หนวด ตะโกนเตือนพร้อมกับกระโดดเอาตัวเข้าขวาง ดาบเดี่ยวในมือของหนวดว่องไวดุจสายลม อดีตทหารเก่าผู้นี้ผ่านศึกนองเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน เขากระแทกสันดาบปัดวิถีหอกจนเบนไปด้านข้าง ก่อนจะอาศัยแรงเหวี่ยงสับใบดาบเข้าที่กลางแสกหน้าของมือหอกอังวะจนหน้ากากผ้าขาดวิ่น กะโหลกศีรษะแตกแยกออกเป็นสองซีก
“อ๊ากกกก!” ศัตรูร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะแน่นิ่งไป
“มึงมากันเท่าไหร่ก็เข้ามา! ไอพวกเดรัจฉาน!” หนวดคำรามก้อง นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง เขาร่วมมือกับทัพยืนปักหลักอยู่หน้าประตูเรือนพัก แผ่นหลังชนกันพลันกวัดแกว่งดาบเข้าฟาดฟันกับศัตรูอย่างดุเดือด เลือดสาดกระจายเปรอะเปื้อนตามเนื้อตัวและใบไม้รอบข้างจนกลายเป็นสีแดงฉาน การต่อสู้ด้วยดาบดำเนินไปอย่างเอาเป็นเอาตาย ยอดฝีมือทั้งสองกระแทกอาวุธ ฟัน แทง และหลบหลีกดุจพยัคฆ์ติดจารีต ทว่าความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกิน บาดแผลเล็กใหญ่เริ่มปรากฏบนร่างกายของทัพและหนวดตามลำดับ
ภายในเรือนพัก ความกดดันบีบคั้นจนถึงขีดสุด บ่าวไพร่หญิงกอดกันกลมพร่ำสวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเก้ารูปที่มาด้วยยังคงสงบนั่งหลับตาตั้งสมาธิราวกลับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกท่าน ข้าวร้องไห้โฮจนตัวโยน “พวกมันมีเยอะเหลือเกินเจ้าค่ะแม่นาย... พวกพี่ทัพพี่หนวดจะต้านไม่ไหวแล้ว!”
คุณหญิงไหมแก้วยกดาบขยับขึ้นมาบังหน้าพิม แววตาเด็ดเดี่ยว “พิ... หากประตูนี้พังลง แม่จะเบิกทางให้ เจ้าต้องรีบหนีไป!”
พิมกวาดสายตามองความพินาศเบื้องหน้าด้วยใจที่เต้นรัว ทว่าสมองกลับทำงานอย่างรวดเร็วเยือกเย็น ‘ปืนกระบอกนี้มีกระสุนเหลืออีกไม่มาก หากสาดกระสุนเล่นงานแบบไร้ทิศทางคงหมดก่อนที่พวกมันจะตายหมดแน่ และต่อให้หนวดกับทัพเก่งกาจเพียงใด ก็ต้องถูกจำนวนที่มากกว่ารุมบดขยี้จนตาย... เราต้องพลิกสถานการณ์นี้ด้วยการเด็ดหัวผู้นำ หรือทำลายระบบอาคมของพวกมัน!’
สายตาคมกริบของแม่หญิงพิมกวาดฝ่าความมืดและความโกลาหล ข้ามศพและคมดาบออกไปไกล... จนกระทั่งสะดุดเข้ากับร่างของชายชุดดำคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนเนินหินสูงห่างจากวงล้อมออกไป ชายผู้นั้นไม่ได้เข้าร่วมฟันดาบ แต่มันกำลังหลับตาพริ้ม พลันชูมือขวาขึ้นฟ้า ร่ายมนตร์พึมพำควบคุมดวงไฟอาคมและกระแสหมอกทมิฬที่กดทับสัมผัสของพวกจั่นเอาไว้!
“นั่นเอง... ตัวการใหญ่!” พิมขบกรามแน่น
นางรู้ดีว่าในระยะเกือบห้าสิบก้าวท่ามกลางม่านหมอกชุลมุนเช่นนี้ การยิงให้ถูกเป้าหมายด้วยปืนสั้นย่อมยากยิ่ง แต่นี่คือโอกาสเดียวที่จะรักษาชีวิตของทุกคนไว้ได้! พิมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยกปืนเหล็กกล้าขึ้นด้วยสองมือ เหยียดแขนตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แผ่นหลังตั้งตรงตามหลักการยิงที่นินเคยพร่ำสอน... ‘จดจ่อที่ศูนย์หน้า... ปล่อยวางความกลัว... แล้วเหนี่ยวไกช้า ๆ’
ดวงตาของพิมนิ่งสนิทประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น นางเล็งตรงไปยังหน้าอกของจอมเวทผู้ควบคุมค่ายกลคนนั้นอย่างแน่วแน่ นิ้วเรียวค่อย ๆ เพิ่มแรงกดลงที่ไกปืนอย่างนุ่มนวลทว่าเด็ดขาด! ในเงามืดยังมีคนจ้องมองการต่อสู้นี้อยู่มันตกใจกับปืนของพิมมาก
“มีปืนที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อย่างไร” ช่ายที่เป็นหัวหน้าของพวกมันขมวดคิ้วในตาคมของมันเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยมจะต้องเอาปืนนั้นกลับไปให้ได้…
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??