เรื่อง วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์
บทที่ 59 : ฝ่าวงล้อมประกาศิตโลหิต การมุ่งหน้าสู่ใจกลางแห่งโลกหล้า!
ท้องฟ้าเหนือมหาทวีปประจิมวิญญาณ ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานประดุจสายเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากบาดแผลของสวรรค์ สัญลักษณ์ 'กากบาทสีโลหิต' ขนาดยักษ์ที่ลอยตระหง่านอยู่กลางนภากาศ แผ่รังสีสังหารและแรงกดดันที่ทำให้สรรพชีวิตทั่วทั้งทวีปต้องสั่นสะเทือน นี่คือ 'ประกาศิตสังหารสวรรค์สามมหาทวีป' คำสั่งล่าหัวระดับสูงสุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์นับแสนปี!
ท่ามกลางความวุ่นวายและกองทัพผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารที่กำลังพลิกแผ่นดินค้นหาตัวผู้บุกรุก ร่างของราชสีห์เพลิงขนาดยักษ์นาม 'จินหลิน' กำลังพุ่งทะยานฝ่าพายุหมอกเหม็นคาวมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าอสนีบาต
บนแผ่นหลังกว้างใหญ่ของสัตว์เทวะ ซูหลงอวิ๋นประทับยืนเอามือไพล่หลัง สายลมที่กรีดกรายปะทะใบหน้ามิอาจทำให้เส้นผมสีดำขลับของเขาไหวติงได้เลยแม้แต่น้อย รูปลักษณ์ของเขาในยามนี้กลับคืนสู่บุรุษหนุ่มชุดขาวผู้หล่อเหลาและสูงศักดิ์ ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจนทำให้ผู้คนต้องหวาดผวา คือนัยน์ตาของเขา
ตาขวา... เป็นสีทองคำบริสุทธิ์ สาดประกายสัจธรรมแห่งความศักดิ์สิทธิ์และการแผดเผา
ตาซ้าย... เป็นสีดำสนิทที่แฝงด้วยประกายสีเขียวคล้ำของ 'เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี' ลึกล้ำ เยือกเย็น และอัดแน่นไปด้วยความตายอันเป็นนิรันดร์!
หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งหมื่นเต๋า นั่งอยู่เบื้องหลังของเขา นางลอบมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงดุจทวนสวรรค์นั้นด้วยสายตาที่สลับซับซ้อน ตั้งแต่เขาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นสูงสุด (ขอบเขตที่ 4 ขั้นสูงสุด) กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาก็ลึกล้ำจนแม้แต่นางที่เป็นถึงราชันย์ยุทธ์ขั้นกลาง (ขอบเขตที่ 7 ขั้นกลาง) ยังรู้สึกถูกกดข่มทางสายเลือด
"มหาอำนาจทั้งสามทวีปจับมือกันปิดล้อมพรมแดนทั้งหมดแล้ว ซูหลงอวิ๋น... หากพวกเรามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเช่นนี้ ย่อมต้องปะทะกับ 'ด่านปราการประจิม' ซึ่งเป็นด่านที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดของนิกายเงาโลหิตเป็นแน่" หลิงอวี้ซีเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางแฝงความกังวล
"ด่านปราการประจิม... มันคือประตูด่านสุดท้ายที่ขวางกั้นระหว่างทวีปนี้ กับ 'ห้วงเหวโกลาหลบรรพกาล' สินะ"
ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวั่นเกรง "ห้วงเหวโกลาหล คือเขตแดนไร้กฎเกณฑ์ที่ตัดขาดมหาทวีปทั้งห้าออกจากกัน มันเต็มไปด้วยพายุมิติและสัตว์อสูรบรรพกาล หากเราทะลวงผ่านที่นั่นไปได้ พวกตาแก่ขอบเขตจักรพรรดิยุทธย่อมไม่อาจใช้ค่ายกลมิติหรือจิตสัมผัสตามรอยพวกเราได้อีก... และที่นั่น ก็คือเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่ 'ใจกลางแห่งโลกหล้า' ที่ซ่อนสมบัติชิ้นสุดท้ายของข้า"
"ทว่าด่านปราการประจิมในยามนี้ ย่อมมีการป้องกันที่แน่นหนากว่ากำแพงเหล็กกล้า! มีข่าวกรองว่า 'ผู้อาวุโสม่อทู' ยอดฝีมือขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย (ขอบเขตที่ 6 ขั้นปลาย) ถูกส่งมาประจำการที่นั่น พร้อมด้วยกองทัพมารนับแสนชีวิตและค่ายกลสังหารระดับสวรรค์ขั้นสูงสุด! การบุกฝ่าไปตรงๆ ไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่ตะแกรงบดเนื้อ!" นางคัดค้าน
ซูหลงอวิ๋นหันกลับมามองสตรีโฉมงาม นัยน์ตาสองสีของเขาสาดประกายความเย่อหยิ่งที่ทำให้โลกทั้งใบต้องหมองหม่น รอยยิ้มมัจจุราชปรากฏบนใบหน้า
"ตะแกรงบดเนื้อรึ? สำหรับข้า มันก็แค่ใยแมงมุมที่ขวางทางเดินเท่านั้น... อวี้ซี บัดนี้ข้ามิใช่เด็กหนุ่มที่ต้องคอยหลบซ่อนตัวอยู่หลังค่ายกลอีกต่อไปแล้ว การหลอมรวมเพลิงสวรรค์ดวงที่สี่ มอบสิ่งใดให้ข้าบ้าง... วันนี้ ข้าจะแสดงให้พวกมดปลวกในทวีปมารได้ประจักษ์แก่สายตา!"
"จินหลิน! เร่งความเร็วเต็มพิกัด! เราจะบดขยี้ประตูด่านของพวกมันให้แหลกเป็นผุยผง!"
"โฮก!!!!! รับคำสั่งนายท่าน!"
ราชสีห์เพลิงแผดเสียงคำรามก้องฟ้า เปลวเพลิงสีทองคำลุกโชนบดบังแสงสีเลือด มันพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุ สร้างคลื่นกระแทกโซนิคที่ดังกัมปนาทไปทั่วสารทิศ มุ่งหน้าสู่ด่านปราการประจิมโดยไม่คิดจะหลบซ่อนกลิ่นอายอีกต่อไป!
...
ณ ด่านปราการประจิม
กำแพงเมืองสีดำทะมึนที่สร้างจากโครงกระดูกของสัตว์อสูรนับล้านตัว สูงตระหง่านเสียดแทงหมู่เมฆ บนกำแพงนั้นเนืองแน่นไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารในชุดคลุมสีโลหิตและสีขาวนับแสนคน ค่ายกลพิทักษ์และค่ายกลสังหารกว่าสิบชั้นกางครอบคลุมอาณาเขต รังสีสังหารแผ่ซ่านจนอากาศรอบด้านกลายเป็นหมอกโลหิต
เหนือหอสังเกตการณ์ที่สูงที่สุด ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์กระดูก มันมีใบหน้าครึ่งหนึ่งเน่าเปื่อยจนเห็นกะโหลก กลิ่นอายความตายและปราณโลหิตที่แผ่ออกมาจากร่าง อยู่ในขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย' อย่างชัดเจน! มันคือ 'ม่อทู' ผู้อาวุโสคุมกฎสูงสุดแห่งนิกายเงาโลหิต!
"รายงานท่านผู้อาวุโส! ค่ายกลตรวจจับมิติพบความผันผวนของพลังปราณธาตุอัคคีที่รุนแรงยิ่งนัก กำลังพุ่งตรงมายังด่านปราการของเราจากทางทิศตะวันออกขอรับ! ความเร็วของมันเทียบเท่าสัตว์อสูรระดับบรรพชน!" ศิษย์หน่วยลาดตระเวนรีบพุ่งเข้ามารายงานด้วยความตื่นตระหนก
ม่อทูแค่นเสียงเย็นชา มันค่อยๆ ลืมตาข้างที่ยังดีอยู่ขึ้น "พลังธาตุอัคคีงั้นรึ? ในดินแดนประจิมวิญญาณนี้ ผู้ที่มีธาตุอัคคีบริสุทธิ์ย่อมมีเพียงผู้บุกรุกที่ท่านประมุขออกประกาศิตล่าตัวเท่านั้น! ฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างโง่เขลานักที่เลือกมาทะลวงด่านของข้า! สวรรค์ส่งผลงานชิ้นเอกมาให้ข้าถึงที่!"
มันลุกขึ้นยืนตระหง่าน สะบัดแขนเสื้ออย่างเกรี้ยวกราด "ถ่ายทอดคำสั่ง! เปิดค่ายกลสังหาร 'หมื่นภูตโลหิตบดวิญญาณ' เต็มรูปแบบ! พลเกาทัณฑ์กระดูกมารเตรียมพร้อม! ทันทีที่มันเข้าสู่ระยะร้อยลี้ ให้ยิงถล่มมันจนกลายเป็นเศษเนื้อ! ข้าจะนำหัวของมันไปมอบให้ท่านประมุขด้วยตนเอง!"
"รับคำสั่ง!"
เสียงโห่ร้องของกองทัพมารนับแสนดังก้องสะท้านฟ้าธนูหน้าไม้ขนาดยักษ์ที่ยิงด้วยศรอาบพิษมาร ถูกง้างสายเตรียมพร้อมจนตึงเปรี๊ยะ ค่ายกลสีเลือดเหนือปราการเริ่มหมุนวนและส่งเสียงกรีดร้องของภูตผี!
เพียงไม่กี่สิบลมหายใจต่อมา...
จุดแสงสีทองแดงเล็กๆ ที่ขอบฟ้า ก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! มันคือจินหลินที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาประดุจดาวหางทำลายล้าง!
"พวกมันมาแล้ว! ยิง!"
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ศรเกาทัณฑ์กระดูกมารนับแสนดอก พุ่งทะยานแหวกอากาศขึ้นสู่ฟากฟ้าดุจห่าฝนสีดำมรณะ! การโจมตีประสานของกองทัพมารนี้ รุนแรงพอจะป่นขุนเขาให้กลายเป็นฝุ่นผง!
ทว่า บนแผ่นหลังของจินหลิน ซูหลงอวิ๋นกลับมิได้มีความตื่นตระหนก เขามิได้สั่งให้ราชสีห์เพลิงหลบหลีก และมิได้ขอให้หลิงอวี้ซีกางอาณาเขตเหมันต์ช่วยปกป้อง
เขาเพียงแค่ก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาสองสีทอดมอง-่าฝนศรมรณะประดุจมองดูแมลงเม่าที่กำลังบินเข้ากองไฟ
"กองทัพของปุถุชน... หวังจะทำร้ายสวรรค์งั้นรึ"
ซูหลงอวิ๋นยกมือซ้ายขึ้นอย่างเชื่องช้า นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบชิดกัน ก่อนจะปัดผ่านเบื้องหน้าดวงตาซ้ายของตนเอง!
วิ้งงงงงง!
ในเสี้ยววินาทีนั้น นัยน์ตาซ้ายสีดำสนิทที่แฝงประกายเพลิงมารของเขา พลันเบิกกว้างขึ้นจนถึงขีดสุด! พลังของ 'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' ที่ได้รับการขยายขอบเขตจากผลึกวิญญาณบรรพกาล ถูกอัดฉีดเข้าสู่ดวงตาซ้ายอย่างเต็มพิกัด!
"วิถีแห่งเทวะ... ทักษะเนตรสวรรค์..."
"เนตรมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี!"
ครืนนนนนนนน!!!!!
สัจธรรมแห่งการทำลายล้างและสูบกลืนวิญญาณ ระเบิดออกจากดวงตาซ้ายของซูหลงอวิ๋น!
ท้องฟ้าเหนือทัพมารพลันมืดมิดลงอย่างกะทันหัน! ปรากฏ 'ภาพมายาของดวงตาขนาดยักษ์' สีดำทมิฬที่มีรัศมีสีเขียวคล้ำ ลอยตระหง่านครอบคลุมน่านฟ้าเหนือปราการประจิมทั้งหมด! ดวงตายักษ์นั้นจ้องมองลงมายังกองทัพมารนับแสนชีวิตด้วยความเยียบเย็นและความตายอันเป็นนิรันดร์!
ไม่มีลำแสงเลเซอร์ ไม่มีคลื่นพลังปราณฟาดฟัน!
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้น กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการโจมตีใดๆ ในโลกหล้า!
"อ๊ากกกกกก!"
"วิญญาณของข้า! ทะเลวิญญาณของข้ากำลังถูกสูบ!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างแสนสาหัส ดังก้องระงมไปทั่วทั้งด่านปราการ! เมื่อดวงตามายาขนาดยักษ์จ้องมองลงมา พลังแห่ง 'เพลิงมารเก้าอเวจี' ที่แฝงอยู่ในสัจธรรมของเนตรเทวะ ก็ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบ!
ลูกศรเกาทัณฑ์นับแสนดอกที่พุ่งเข้ามากลางอากาศ พลันร่วงหล่นลงสู่พื้นดินอย่างไร้ทิศทาง เพราะ 'ผู้ควบคุม' ของมัน ล้วนถูกโจมตีที่รากฐานของชีวิต!
ผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารที่อยู่ในขอบเขตต่ำกว่า 'ตัดวิญญาณ' (ขอบเขตที่ 5)... ไม่ว่าจะเป็นสร้างรากฐาน หรือแก่นแท้ทองคำ หรือแม้แต่วิญญาณก่อกำเนิด... เพียงแค่อยู่ภายใต้รัศมีการมองเห็นของเนตรมาร ทารกวิญญาณและสติสัมปชัญญะของพวกมันก็ถูก 'กระชาก' ออกจากร่างในเสี้ยววินาที!
วูบ! วูบ! วูบ!
ดวงวิญญาณนับแสนดวงที่เป็นแสงสีเขียวและสีเทา ลอยละลิ่วออกจากร่างของกองทัพมาร พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และถูกดูดกลืนหายเข้าไปในดวงตาขนาดยักษ์อย่างตะกละตะกลาม!
ร่างเนื้อของทหารมารนับแสนคน ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นกำแพงประดุจใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง กลายเป็นเพียงซากศพไร้วิญญาณที่ไม่มีแม้แต่บาดแผลทางกายภาพ!
เพียงแค่ 'ปรายตามอง'! กองทัพนับแสนชีวิต ถูกลบออกจากสารบบของโลกในชั่วพริบตา!
นี่คือความวิปริตและไร้เทียมทานของทักษะเนตรระดับเทวะ! เมื่อผสานกับพลังวิญญาณที่เทียบเท่าราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะดิ้นรน!
"บะ... บ้าน่า! นี่มันวิชาปีศาจอันใดกัน!"
ผู้อาวุโสม่อทู (บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย) เบิกตากว้างจนเบ้าตาแทบฉีกขาด! ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม แม้แต่มันที่อยู่ถึงขอบเขตที่หกขั้นปลาย เมื่อถูกดวงตามายาบนท้องฟ้าจ้องมอง ยังรู้สึกปวดร้าวที่ทะเลวิญญาณจนต้องกระอักเลือดสีดำออกมา!
"มดปลวกไร้ค่า ย่อมไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมองหน้าจักรพรรดิ"
สุรเสียงเย็นเยียบและโอหังของซูหลงอวิ๋น ดังก้องกังวานลงมาจากแผ่นหลังของกิเลนอัคคี
ดวงวิญญาณนับแสนที่ถูกสูบกลืนเข้าไปในเนตรมาร ถูกบดขยี้และย่อยสลายกลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ หล่อเลี้ยงทารกวิญญาณของซูหลงอวิ๋นจนส่องประกายเจิดจ้า รัศมีพลังของเขาพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด!
"เหลือเพียงเจ้าแล้ว ตาแก่เน่าเปื่อย" ซูหลงอวิ๋นชี้ปลายนิ้วลงมายังม่อทู "ข้าจะใช้เลือดของเจ้า เป็นเครื่องเซ่นไหว้เบิกทางสู่ห้วงเหวโกลาหลก็แล้วกัน!"
"อย่ามาอวดดีให้มากนัก ไอ้เด็กเหลือขอ!"
ม่อทูเดือดดาลจนสติแตก! กองทัพนับแสนของมันถูกกวาดล้างในกระบวนท่าเดียว ความอัปยศนี้หากรอดไปได้ ท่านประมุขย่อมลงทัณฑ์มันให้ตายทั้งเป็น!
มันกัดปลายลิ้น พ่นโลหิตแก่นแท้ออกมาเต็มกำแพง!
"ข้าคือบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย! กฎเกณฑ์แห่งโลหิตของข้าย่อมเหนือกว่าลูกไม้ลวงตาของเจ้า! สัจธรรมโลหิตมาร... อวตารเทพโลหิตพันกร!"
ตู้มมมมมม!
ค่ายกลสังหารของปราการประจิม ถูกดึงพลังงานมาหลอมรวมกับร่างของม่อทู ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็น 'อสูรโลหิตขนาดยักษ์' สูงหลายร้อยจั้ง! แขนที่สร้างจากเลือดและกระดูกนับพันข้าง งอกเงยออกมาจากแผ่นหลัง! พลังกดทับของขอบเขตที่หกขั้นปลาย ระเบิดออกอย่างสมบูรณ์แบบ ทำลายล้างมิติรอบด้านจนแตกร้าว!
"ตายซะ!" อวตารเทพโลหิตตวาดก้อง แขนทั้งพันข้างที่ถือศาสตราวุธมาร แยกร่างพุ่งทะยานเข้าสับสังหารซูหลงอวิ๋นจากทุกทิศทาง! การโจมตีนี้รุนแรงพอจะป่นมหาทวีปให้เป็นจุล!
หลิงอวี้ซีกำกระบี่เหมันต์ในมือแน่น นางเตรียมจะพุ่งออกไปช่วย เพราะการโจมตีระดับนี้ นางรู้ดีว่าวิญญาณก่อกำเนิดไม่อาจต้านทานได้ด้วยร่างกายเนื้อ
ทว่า ซูหลงอวิ๋นกลับหัวเราะร่วน นัยน์ตาสองสีสาดประกายความบ้าคลั่ง!
"อวตารเลือดโสโครก... คิดจะสู้กับจักรพรรดิด้วยของพรรค์นี้น่ะรึ!"
เขาพลิ้วกายกระโดดลงจากหลังจินหลิน พุ่งทะยานดิ่งลงไปปะทะกับอวตารโลหิตขนาดยักษ์อย่างบ้าบิ่น!
ในระหว่างที่ร่วงหล่นลงมากลางอากาศ ซูหลงอวิ๋นเปิดจุดตันเถียนอย่างเต็มพิกัด!
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก!"
"เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ!"
"เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี!"
มหัคฆเพลิงทั้งสามดวงที่ถูกสยบและหลอมรวมอย่างสมบูรณ์ ถูกเรียกออกมาลุกโชนอยู่รอบกายของเขา เปลวเพลิงสีขาว สีทอง และสีดำ ผสมผสานกันบิดเบี้ยวและเกรี้ยวกราด!
ทว่ามันยังไม่จบเพียงแค่นั้น!
"ปราณเหมันต์ของเจ้า... ขอยืมหน่อยเถิด ภาชนะของข้า!"
ซูหลงอวิ๋นส่งกระแสจิตสั่งการ พร้อมกับใช้ 'ตราประทับหยินหยาง' ดูดดึงเอาพลังราชันย์ยุทธ์ธาตุเหมันต์ของหลิงอวี้ซีส่วนหนึ่ง เข้ามาผสานกับเพลิงสวรรค์ทั้งสามดวงของตนเอง!
การผสานสัจธรรมสี่ขั้วสุดยอด!
"วิถีแห่งเทวะ... เคล็ดหลอมสัจธรรมทำลายล้าง... ปทุมสี่สัจธรรมสยบสวรรค์!"
เพลิงสวรรค์ทั้งสามและปราณเหมันต์ระดับราชันย์ ถูกควบแน่นและบีบอัดอยู่บนฝ่ามือขวาของซูหลงอวิ๋น ก่อตัวเป็น 'ดอกบัวสี่สี' ขนาดเท่าฝ่ามือที่ส่องประกายงดงามทว่าแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่สามารถลบโลกทั้งใบให้หายไปจากจักรวาลได้!
เมื่ออวตารเทพโลหิตพันกรพุ่งเข้ามาใกล้ในระยะสิบจั้ง...
ซูหลงอวิ๋นก็ตวัดฝ่ามือ โยนดอกบัวสี่สีนั้น พุ่งสวนกลับเข้าไปปะทะกับหน้าอกขนาดยักษ์ของอวตารโลหิตอย่างแผ่วเบา!
"บานสะพรั่งเสียเถิด..."
ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!!
เสียงระเบิดที่ไร้ซึ่งคำบรรยายดังกัมปนาทฉีกกระชากสวรรค์และปฐพี!
ดอกบัวสี่สีระเบิดออก! กฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทั้งสี่สาย พุ่งทะลวงฉีกกระชากทำลายล้างกันเอง และทำลายล้างทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง! คลื่นพลังงานสีขาว ทอง ดำ และฟ้าคราม กวาดล้างออกไปในรัศมีพันลี้!
"อ๊ากกกกกก! เป็นไปไม่ได้! กฎเกณฑ์ของข้า... กฎเกณฑ์ของข้าถูกหลอมละลาย!"
ม่อทูกรีดร้องโหยหวนด้วยความสยดสยองขั้นสุด! อวตารเทพโลหิตพันกรที่มันภาคภูมิใจ ถูกพลังแห่ง 'ปทุมสี่สัจธรรม' บดขยี้และระเหยกลายเป็นไอในพริบตา! แขนทั้งพันข้างแหลกสลาย! ปราณคุ้มกันขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลาย ถูกฉีกทึ้งประดุจเศษกระดาษ!
ร่างจริงของม่อทูที่ซ่อนอยู่ภายในอวตาร ถูกเพลิงสวรรค์ทั้งสามและปราณเหมันต์แผดเผา แช่แข็ง และกลืนกินวิญญาณไปพร้อมๆ กัน! ร่างกายของมันถูกลบหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย ไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านให้จดจำ!
ยอดฝีมือขอบเขตที่หกขั้นปลาย... ถูกสังหารอย่างสมบูรณ์แบบด้วยกระบวนท่าเดียว!
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของการผสานสัจธรรมระดับสูงสุด! แม้แต่ซูหลงอวิ๋นเอง เมื่อโยนดอกบัวออกไป ก็ยังต้องใช้วิชา 'ย่างก้าวเงามายา' ถอยร่นกลับขึ้นไปบนหลังของจินหลินด้วยความรวดเร็ว เพื่อหลบหลีกคลื่นพลังทำลายล้างของตนเอง
ด่านปราการประจิมที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร บัดนี้ถูกแรงระเบิดกวาดล้างจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง กำแพงกระดูกนับล้านแตกสลาย ค่ายกลถูกทำลายป่นปี้ ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย!
มหาอำนาจของนิกายเงาโลหิต ถูกลบชื่อออกไปจากแผนที่!
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
ซูหลงอวิ๋นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พลังปราณในจุดตันเถียนของเขาเหือดแห้งไปกว่าเจ็ดส่วนจากการใช้วิชาทำลายล้างระดับนี้ ทว่าใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและโอหัง
หลิงอวี้ซีมองดูภาพความพินาศเบื้องล่างด้วยความตกตะลึงจนวิญญาณสั่นสะท้าน แม้นางจะเป็นถึงราชันย์ยุทธ์ แต่นางก็ตระหนักดีว่า หากนางโดน 'ปทุมสี่สัจธรรม' เข้าไปเต็มๆ นางก็คงบาดเจ็บสาหัสปางตายเช่นกัน! ชายผู้นี้... อันตรายเกินกว่าจะประเมินด้วยขอบเขตพลังที่แท้จริง!
"เจ้ามัน... สัตว์ประหลาด..." นางเอ่ยเสียงสั่น
"ข้าคือจักรพรรดิเทพยุทธ์ต่างหาก"
ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก เขาสะบัดกระบี่กลืนเงา ชี้ไปที่ 'ม่านมิติ' ที่อยู่เบื้องหลังซากปราการประจิม
ม่านมิตินั้นมีสีเทาหม่นและเต็มไปด้วยสายฟ้าที่บิดเบี้ยว มันคือรอยต่อที่แบ่งแยกมหาทวีปประจิมวิญญาณ ออกจาก 'ห้วงเหวโกลาหลบรรพกาล'!
"ตาแก่จ้านอู๋หยา และพวกประมุขคนอื่นๆ คงสัมผัสได้ถึงแรงระเบิดนี้แล้ว และพวกมันคงกำลังทะลวงมิติตามมาในอีกไม่กี่อึดใจ..."
ซูหลงอวิ๋นทอดสายตามองลึกลงไปในความมืดมิดของห้วงเหวโกลาหล "ทว่า พวกมันสายเกินไปแล้ว... จินหลิน พุ่งทะยานเข้าไป! สู่ดินแดนที่พวกมันไม่อาจเอื้อมถึง!"
"โฮก!"
ราชสีห์เพลิงไม่รอช้า มันกางปีกอัคคี พุ่งทะยานแหวกม่านมิติสีเทาหม่นนั้นเข้าไปอย่างกล้าหาญ!
เปรี้ยงงงง!
ในเสี้ยววินาทีที่หางของจินหลินลับหายเข้าไปในมิติ รอยแยกอวกาศขนาดยักษ์ก็ถูกฉีกออกเหนือซากปราการประจิม!
ร่างของ 'จ้านอู๋หยา' จักรพรรดิมารโลหิต (ขอบเขตที่ 8) ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความเกรี้ยวกราดที่แผดเผาสวรรค์! ทว่าสิ่งที่มันพบ มีเพียงซากปรักหักพังและกลิ่นอายของวิญญาณที่ถูกแผดเผา!
"อ๊ากกกกกก! ไอ้เด็กนรก! ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปซุกหัวอยู่ที่ใด ข้าก็จะตามล่าเจ้า!" เสียงคำรามของจักรพรรดิยุทธดังก้องสะท้านไปทั่วห้ามหาทวีป! ทว่ามันก็ไม่อาจก้าวข้ามห้วงเหวโกลาหลตามไปได้โดยง่าย เพราะมิติที่นั่นปั่นป่วนเกินกว่าจะใช้ค่ายกลแกะรอย
...
ภายใน 'ห้วงเหวโกลาหลบรรพกาล'
ที่นี่ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งกลางวันและกลางคืน มีเพียงกระแสพายุมิติที่พัดกระหน่ำและเศษซากอุกกาบาตที่ล่องลอยเคว้งคว้าง สัตว์อสูรบรรพกาลบางตัวที่มีขนาดเท่าดาวเคราะห์ แหวกว่ายอยู่ในความมืดประดุจปลาในมหาสมุทร
ซูหลงอวิ๋น หลิงอวี้ซี และจินหลิน ต้องคอยหลบหลีกพายุมิติและอันตรายต่างๆ อย่างยากลำบาก ทว่าด้วยจิตสัมผัสระดับสูงสุดของซูหลงอวิ๋น ผสานกับอาณาเขตของหลิงอวี้ซี พวกเขาก็สามารถรอนแรมฝ่าความตายมาได้อย่างปลอดภัย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ อาจจะหนึ่งเดือน หรืออาจจะครึ่งปี...
ในที่สุด ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์ แสงสว่างสีทองคำอันอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ ก็ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าของห้วงโกลาหล!
เมื่อจินหลินพุ่งทะยานเข้าใกล้แสงสว่างนั้น ทัศนียภาพที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ ก็ปรากฏแก่สายตาของพวกเขาทั้งสอง!
มันคือแผ่นดินขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่ใจกลางความว่างเปล่า ทวีปแห่งนี้มิได้ถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทร ทว่าถูกล้อมรอบด้วยวงแหวนดาราจักรที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า! ภูเขาสูงตระหง่านเปล่งแสงสีทองคำ ปราณวิญญาณที่นี่มิใช่ปราณธรรมดา ทว่ามันคือ 'ปราณเทวะ' ที่บริสุทธิ์และหนาแน่นเสียยิ่งกว่าโลกภายนอกนับร้อยเท่า!
ตำหนักและวิหารสวรรค์ที่สร้างจากหยกวิญญาณและผลึกดารา ลอยล่องอยู่เหนือหมู่เมฆมงคลเจ็ดสี กลิ่นอายแห่งความเป็นนิรันดร์และสัจธรรมแห่งการสร้างสรรค์แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู!
"นี่คือ... สถานที่ใดกัน?" หลิงอวี้ซีเบิกตาดอกท้อกว้างด้วยความตื่นตะลึงจนแทบลืมหายใจ ความเย่อหยิ่งของราชันย์ยุทธ์ถูกบดขยี้ด้วยความยิ่งใหญ่ของสวรรค์เบื้องหน้า "มหาทวีปศูนย์กลางที่ว่าเจริญรุ่งเรืองที่สุด ยังเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวฝุ่นของที่แห่งนี้!"
ซูหลงอวิ๋นยืนสงบนิ่งอยู่บนหัวของราชสีห์เพลิง นัยน์ตาสองสีของเขาทอดมองแผ่นดินสวรรค์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งถวิลหา คุ้นเคย และบ้าคลั่ง!
เขาลูบคลำตำแหน่งของ 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ในจุดตันเถียน ที่บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนและเปล่งประกายตอบรับกับกลิ่นอายของแผ่นดินเบื้องหน้า!
"ที่นี่คือ... 'มหาทวีปศูนย์กลางที่แท้จริง'!"
ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและเต็มไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นเจ้าของ "หรืออีกนัยหนึ่ง... มันคือ 'ดินแดนเอกภพเทวะ' พระราชวังและสุสานที่แท้จริงของ 'จักรพรรดิเทพยุทธ์' ผู้รวบรวมสรรพสิ่งในยุคดึกดำบรรพ์!"
"และที่แห่งนี้... คือเป้าหมายสุดท้าย ที่ข้าจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และทวงคืนบัลลังก์ของข้ากลับมา!"
การเดินทางที่แท้จริงเพื่อสืบทอดมรดกแห่งจักรพรรดิ ได้บรรลุถึงปลายทางแ
ล้ว! บทสรุปของมหาสงคราม และการเกิดใหม่ของเทพเจ้า กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลืมเลือนแห่งนี้!
(จบบทที่ 59)
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??