เรื่อง วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์
บรรยากาศเืเกาะฟ้าใจกลางมิติโบราณสถานสุสานดารา บัดนี้ตกอยู่ในความเงียบงันที่ลึกล้ำประดุจห้วงเหวไร้ก้นบึ้ง
พายุหิมะสีฟ้าครามที่เคยโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ลดความเกรี้ยวกราดลงเหลือเพียงละอองความเย็นที่ลอยอวลอยู่ในอากาศธาตุ ทว่าความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้คนนับหมื่น กลับมิได้ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย
อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงนับยี่สิบแห่ง ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่บรรลุ 'ขอบเขตที่ 6 บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' และบางคนก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตที่ 7 ราชันย์ยุทธ์' ต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนลานศิลาที่เย็นเยียบ ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าขยับเขยื้อนล่วงล้ำเส้นรอยแยกน้ำแข็งที่ถูกขีดเขียนเอาไว้ด้วยปลายกระบี่ของสตรีผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าประตูวิหาร
หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักเทพธิดาเหมันต์ ผู้ครอบครองระดับพลัง 'ขอบเขตที่ 8 จักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น' ยืนหลับตาประดุจรูปสลักน้ำแข็งที่งดงามที่สุดในสามโลก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายพญาหงส์น้ำแข็งพริ้วไหวเบาๆ กลิ่นอายสัจธรรมของนางกดทับความเย่อหยิ่งของเหล่าอัจฉริยะจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
ทุกสายตาที่ลอบมองขึ้นไป ล้วนเต็มไปด้วยความหวาดผวาและความไม่เข้าใจ สตรีผู้แข็งแกร่งและก้าวล่วงกฎเกณฑ์ของอายุขัยผู้นี้ เหตุใดจึงมายืนเฝ้าประตูวิหารแก่นวิญญาณดาราประดุจผู้พิทักษ์ที่ซื่อสัตย์? ภายในวิหารแห่งนั้น มีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่กันแน่? หรือจะเป็นชายหนุ่มชุดขาวขอบเขตตัดวิญญาณผู้นั้น?
ทว่า ความคิดที่ว่าจักรพรรดิยุทธ์จะมายืนเฝ้าประตูให้ผู้ที่มีขอบเขตตัดวิญญาณนั้น เป็นเรื่องที่วิปริตและขัดต่อสามัญสำนึกเกินกว่าที่สมองของพวกเขาจะรับได้
ครืดดดดด... ครืนนนนน...
ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ ในที่สุด เสียงกึกก้องประดุจขุนเขาเคลื่อนตัวก็ดังกังวานขึ้น บานประตูศิลาสีนิลขนาดยักษ์ของวิหารแก่นวิญญาณดารา ที่ปิดสนิทมานานนับหมื่นปี และเพิ่งถูกปิดลงไปเมื่อไม่นานมานี้ บัดนี้กำลังค่อยๆ สั่นสะเทือนและแง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า!
เศษฝุ่นสีเงินยวงและแสงสว่างจางๆ เล็ดลอดออกมาจากช่องว่างของประตู พร้อมกับกลิ่นอายพลังที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่สุดมิได้!
มันมิใช่กลิ่นอายของ 'ขอบเขตที่ 5 ตัดวิญญาณ' อีกต่อไป!
ทว่า มันคือกลิ่นอายของ 'ขอบเขตที่ 7 ราชันย์ยุทธ์ขั้นต้น'!
และสิ่งที่ทำให้บรรดาอัจฉริยะนับหมื่นต้องสูดลมหายใจเย็นยะเยือก คือกลิ่นอายราชันย์ยุทธ์นี้ มิใช่กลิ่นอายแห่งสัจธรรมทั่วไปอย่างดิน น้ำ ลม หรือไฟ ทว่ามันคือเจตจำนงแห่งการ 'กลืนกินและลบล้าง' ที่หนักอึ้งประดุจสวรรค์ทั้งชั้นกดทับลงมาบดขยี้วิญญาณของพวกเขา! เพียงแค่ได้สัมผัส ลมปราณในจุดตันเถียนของพวกเขาก็แทบจะหยุดไหลเวียนด้วยความหวาดกลัว!
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ ดังก้องสะท้อนออกมาจากความมืดมิดภายในวิหาร ทุกย่างก้าวประดุจเสียงกลองศึกที่ตีรัวกระหน่ำลงบนก้อนเนื้อในอกของทุกคน
ในที่สุด เงาร่างของบุรุษหนุ่มในชุดอาภรณ์สีขาวขลิบทอง ก็ก้าวเดินข้ามพ้นธรณีประตูวิหารออกมาสู่โลกภายนอก
ซูหลงอวิ๋น... อดีตมหาจักรพรรดิเทพยุทธ์ ผู้ซึ่งบัดนี้ได้ควบแน่นรากฐานและทะลวงคอขวด ก้าวเข้าสู่ 'ขอบเขตที่ 7 ราชันย์ยุทธ์ขั้นต้น' อย่างเป็นทางการ ท่วงท่าของเขายังคงสง่างาม โอ่อ่า และเย่อหยิ่งท้าทายสวรรค์ดังเดิม นัยน์ตาสองสีทอดมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าประดุจโลกทั้งใบอยู่ในกำมือ
ชายหนุ่มประสานมือไพล่หลัง ก้าวเดินลงบันไดศิลามาอย่างเนิบนาบ รังสีอำนาจที่แผ่ออกมารอบกายทำให้กาลเวลารอบด้านดูคล้ายจะหยุดเดิน
"ราชันย์ยุทธ์... เขาคือราชันย์ยุทธ์! มิใช่ขอบเขตตัดวิญญาณ!"
ศิษย์ของสำนักหอกทลายฟ้าที่เหลือรอดชีวิตอยู่ ครางออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ "เขาปิดปังพลังมาตั้งแต่ต้น... และบัดนี้เขาได้ดูดกลืนสมบัติในวิหารจนหมดสิ้นแล้ว!"
ในสายตาของปุถุชน พวกเขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ซูหลงอวิ๋นเพิ่งจะทะลวงผ่าน 'สองขอบเขตใหญ่' จากตัดวิญญาณ บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ จนมาถึงราชันย์ยุทธ์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน พวกเขาทำได้เพียงเข้าใจด้วยสามัญสำนึกอันคับแคบว่า ชายผู้นี้ซ่อนเร้นกลิ่นอายราชันย์ยุทธ์ของตนเองมาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่สุสานดารา
ทว่า ท่ามกลางสายตาที่หวาดผวานับหมื่นคู่ สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องช็อกจนแทบหยุดหายใจ กลับมิใช่ระดับพลังของบุรุษหนุ่ม
ทว่ามันคือปฏิกิริยาของสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักเทพธิดาเหมันต์!
หลิงอวี้ซี สตรีผู้งดงามล่มเมือง ผู้มีกลิ่นอายของขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น ผู้ซึ่งเมื่อครู่ยังแผ่รังสีสังหารแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง บัดนี้เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบุรุษหนุ่มเบื้องหลัง...
ชิ้ง...
สตรีผู้เยือกเย็น ค่อยๆ ดันกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ฝักอย่างนุ่มนวล รังสีความหนาวเหน็บที่เคยกดข่มลานกว้าง มลายหายไปในชั่วพริบตาประดุจหิมะที่ละลายภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่น
หลิงอวี้ซีหมุนตัวกลับหลังหัน เผชิญหน้ากับซูหลงอวิ๋น นัยน์ตาดอกท้อที่เคยตายด้านและไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับสาดประกายความปีติยินดี ความอ่อนโยน และความเลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้งที่สุด ชนิดที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อนในชีวิต
สตรีศักดิ์สิทธิ์ก้าวเดินเข้าไปหาบุรุษหนุ่มชุดขาว เมื่อห่างกันเพียงสามก้าว นางก็รวบชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของตนเอง ค่อยๆ คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นศิลาที่เย็นเยียบ ศีรษะที่เชิดหยิ่งต่อสวรรค์เบื้องบน บัดนี้ค้อมต่ำลงเบื้องหน้าบุรุษเพียงผู้เดียว
"นายน้อย..."
น้ำเสียงของนางหวานใส กังวาน และสั่นสะท้านไปด้วยความสุขที่เอ่อล้น "อวี้ซี... มารอรับท่านแล้วเจ้าค่ะ ยินดีด้วยที่ท่านก้าวผ่านคอขวดได้สำเร็จ"
เปรี้ยง!
ประดุจมีอสนีบาตฟาดผ่าลงกลางลานกว้าง!
อัจฉริยะนับหมื่นคนจากยี่สิบแดนศักดิ์สิทธิ์ อ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด นัยน์ตาทุกคู่เบิกกว้างจนเส้นเลือดฝอยปริแตก สมองของพวกเขาสะท้านสะเทือนจนไม่อาจประมวลผลสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าได้!
ผู้ฝึกยุทธ์ 'ขอบเขตที่ 8 จักรพรรดิยุทธ์'... สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักเทพธิดาเหมันต์ แดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่เกรียงไกร... กำลังคุกเข่า และเรียกขานบุรุษขอบเขตราชันย์ยุทธ์ผู้นี้ว่า 'นายน้อย' อย่างนั้นรึ!
"สวรรค์... นี่ข้ากำลังฝันไปใช่หรือไม่..." อัจฉริยะจากวิหารเพลิงผลาญสวรรค์พึมพำอย่างเลื่อนลอย "จักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น คุกเข่าให้ราชันย์ยุทธ์ขั้นต้น... ซ้ำยังยอมลดตัวเป็นข้ารับใช้! บุรุษชุดขาวผู้นี้... แท้จริงแล้วเขามีเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใดกันแน่!"
"หรือเขาจะเป็นบุตรชายของท่านประมุขระดับ 'ขอบเขตที่ 11 ราชันย์เทพ' จากแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดที่ซ่อนเร้นอยู่!?"
จินตนาการและความหวาดกลัวของฝูงชนแตกฉานซ่านเซ็น พวกเขาไม่รู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังคืออะไร ทว่าสิ่งเดียวที่ประจักษ์ชัดแจ้งคือ... ชะตากรรมของพวกเขาทั้งหมดในสุสานดาราแห่งนี้ ได้ตกอยู่ในกำมือของบุรุษชุดขาวและสตรีน้ำแข็งผู้นี้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
ซูหลงอวิ๋นก้มมองสตรีโฉมงามที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาสองสีของมหาจักรพรรดิทอประกายอ่อนโยนลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ลุกขึ้นเถิด อวี้ซี"
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความคุ้นเคย เขายื่นมือขวาออกไปจับที่ข้อศอกของนาง และพยุงนางให้ลุกขึ้นยืนเคียงข้างตน "ขอบเขตจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้น... เจ้าทำได้ดีมาก รากฐานกระดูกหยกเหมันต์ของเจ้า ควบแน่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยด่างพร้อยของความเร่งรีบ... ดูเหมือนว่า แดนศักดิ์สิทธิ์ทางเืนั่น จะมีทรัพยากรที่คู่ควรกับวิถีเต๋าของเจ้าไม่น้อย"
หลิงอวี้ซีลุกขึ้นยืนประทับเคียงข้างเขา นางส่งยิ้มที่งดงามประดุจดอกเหมยแรกแย้มให้แก่เขาเพียงผู้เดียว "ทุกสิ่งที่ข้ากระทำ... ล้วนเพื่อนำมาเป็นคมกระบี่ให้แก่ท่าน นายน้อย"
นางพลิกฝ่ามือ แหวนมิติสีฟ้าใสวงหนึ่งปรากฏขึ้น นางประคองมันด้วยสองมือ และยื่นส่งให้แก่ซูหลงอวิ๋นอย่างนอบน้อม
"นี่คือทรัพยากรทั้งหมดที่ข้ากวาดล้างและเก็บเกี่ยวมาได้จากเขตแดนเหมันต์บรรพกาลเจ้าค่ะ... มีทั้ง 'บัวเหมันต์บรรพกาล' นับร้อยดอก แก่นอสูรเหมันต์ขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด และหินปราณธาตุน้ำแข็งระดับสูงนับล้านก้อน... ข้าขอมอบมันทั้งหมดให้แก่ท่าน เพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการฟื้นฟูพลังของท่าน"
การกระทำของนาง ยิ่งตอกย้ำความสิ้นหวังให้แก่อัจฉริยะที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง! สมบัติล้ำค่าที่อัจฉริยะนับหมื่นต้องต่อสู้แย่งชิงกันจนตัวตาย บัดนี้กลับถูกสตรีผู้แข็งแกร่งที่สุดในที่นี้นำมากองประเคนให้แก่บุรุษเพียงคนเดียวอย่างง่ายดาย!
ซูหลงอวิ๋นรับแหวนมิติมาถือไว้ เขาส่งจิตสัมผัสเข้าไปตรวจสอบชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "พลังงานเหมันต์บริสุทธิ์ยิ่งนัก... แม้จะแตกต่างจากวิถีของเตาหลอมเก้ามังกรไปบ้าง ทว่าเมื่อนำมาหลอมรวมกัน ย่อมสร้างสมดุลหยินหยางที่ดีเยี่ยมให้แก่รากฐานของข้า... เจ้าลำบากแล้ว อวี้ซี"
มหาจักรพรรดิเก็บแหวนมิติลงไป ก่อนจะยกมือขึ้น ลูบเบาๆ ลงบนเรือนผมสีดำขลับที่สลวยประดุจไหมของนาง เป็นการตบรางวัลที่เรียบง่าย ทว่ากลับทำให้ราชินีเหมันต์ผู้เย็นชา ต้องหลุบตาดอกท้อลงด้วยความขวยเขินและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
ฉากความอบอุ่นที่ขัดแย้งกับกลิ่นคาวเลือดและซากศพรอบด้าน ดำเนินไปชั่วครู่ ก่อนที่ซูหลงอวิ๋นจะละมือออก และเบนสายตาสองสี ทอดมองลงไปยังกลุ่มอัจฉริยะนับหมื่นคนที่กำลังหมอบกราบตัวสั่นอยู่เบื้องล่าง
เพียงแค่สายตาของเขาตวัดผ่าน... อุณหภูมิในลานกว้างก็ดูคล้ายจะลดต่ำลงทะลุจุดเยือกแข็งอีกครั้ง!
"พวกมดปลวกที่น่ารำคาญ..."
ซูหลงอวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าไร้ซึ่งความปรานี "ในเมื่อข้าอารมณ์ดีที่ได้พบกับคนของข้าอีกครั้ง ข้าจะเปิดโอกาสให้พวกเจ้าได้เลือกเส้นทางเดิน... หนึ่งคือ มอบแหวนมิติทั้งหมดที่พวกเจ้ามี และไสหัวออกไปจากสายตาของข้า ภายในสามลมหายใจ"
"และสอง..." นัยน์ตาข้างซ้ายสีดำทมิฬของเขาเริ่มหมุนวน "กลายเป็นเศษเถ้าถ่าน เป็นปุ๋ยบำรุงให้กับซากวิหารแห่งนี้ ไปตลอดกาล"
วาจาประกาศิตของมหาจักรพรรดิดังกังวานก้อง ไม่มีผู้ใดสงสัยในความเด็ดขาดของเขา พวกเขาเพิ่งจะเห็นราชันย์ยุทธ์หยางจินถูกเผาเป็นจุลไปต่อหน้าต่อตา!
"ขะ... ข้ายอมมอบทุกอย่าง! ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!"
อัจฉริยะจากวิหารเพลิงผลาญสวรรค์ผู้หนึ่ง ทนรับแรงกดดันไม่ไหว เขารีบถอดแหวนมิติออกจากนิ้ว โยนมันลงบนพื้นศิลาเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนจะหมุนตัวเร่งเร้าลมปราณ พุ่งทะยานหนีออกจากเกาะฟ้าไปอย่างไม่คิดถึงศักดิ์ศรี!
เมื่อมีผู้เริ่มต้น กำแพงแห่งความเย่อหยิ่งของเหล่าอัจฉริยะแดนศักดิ์สิทธิ์ก็พังครืนลงมาอย่างสมบูรณ์แบบ!
แกรก! แกรก! แกรก!
เสียงแหวนมิตินับหมื่นวง ถูกปลดออกและโยนทิ้งลงบนลานหินดังกราวรูดประดุจ-่าฝน อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เคยทะนงตนว่าเป็นยอดฝีมือ บัดนี้ต่างแข่งขันกันทิ้งสมบัติของตนเอง เพื่อแลกกับโอกาสในการหลบหนีให้พ้นจากรัศมีสายตาของคู่มัจจุราชชายหญิง!
เพียงไม่ถึงสามลมหายใจ ลานกว้างหน้าวิหารแก่นวิญญาณดารา ก็ว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้คน เหลือเพียงกองภูเขาแหวนมิติขนาดย่อมๆ ที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนพื้นศิลา
"ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร..."
ซูหลงอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ เขาสะบัดมือขวา ปราณหยินหยางเทวะก็พุ่งทะยานออกไป รวบรวมแหวนมิตินับหมื่นวงเหล่านั้น ส่งเข้าไปในเตาหลอมเก้ามังกรกลืนสวรรค์อย่างรวดเร็ว ทรัพยากรมหาศาลจากทั้งมิติสุสานดารา บัดนี้ได้ตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
"นายน้อย..." หลิงอวี้ซีเอ่ยขึ้นแผ่วเบา "บัดนี้ ทรัพยากรทั้งหมดในมิตินี้ตกเป็นของท่านแล้ว... พวกเราควรจะจัดการเช่นไรกับแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่อยู่ภายนอกดีเจ้าคะ?"
นางรู้ดีว่า เมื่อมิติสุสานดาราเปิดออก และพวกอัจฉริยะที่รอดชีวิตนำเรื่องราวความวิปลาสของนายน้อยไปรายงาน ประมุขราชันย์เทพและบรรดาผู้อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งยี่สิบแห่ง ย่อมไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ
ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการคำนวณและแผนการที่ลึกล้ำ
"แดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่มี 'ราชันย์เทพ' ปกครอง... หากปะทะกันตรงๆ ในยามนี้ แม้ข้าจะสามารถหลบหนีหรือสังหารพวกมันได้บางส่วน ทว่าก็คงต้องสิ้นเปลืองพลังงานและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์... ข้ามิใช่คนโง่เขลาที่จะเดินเข้าหาความวุ่นวายที่ขัดขวางวิถีแห่งการฟื้นฟู"
ชายหนุ่มหันมาสบตากับราชินีเหมันต์ "อวี้ซี... เจ้าจงกลับไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์ทางเืของเจ้า ทำตัวเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้สร้างผลงานอย่างสง่างามที่สุด... นำเศษซากของทรัพยากรเหมันต์เพียงเล็กน้อยไปมอบให้แก่พวกมัน เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการใช้ 'มหาค่ายกลมิติข้ามทวีป' ตามข้อตกลง"
"ส่วนข้า..." ซูหลงอวิ๋นทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าสีเทา "ข้าก็จะกลับไปเป็น 'ศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่ง' ของสำนักกระบี่ดาราพิฆาต... นำเศษแก่นแท้ดาราไปมอบให้แก่ประมุขราชันย์เทพของพวกมัน เพื่อซื้อความไว้วางใจ และใช้ค่ายกลมิติของพวกมันเพื่อข้ามมหาทวีป"
"แดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าอยู่ทางเื แดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าอยู่ทางตะวันออก... ทว่ามหาค่ายกลมิติของระดับสูง ย่อมสามารถตั้งพิกัดเพื่อเชื่อมต่อกันได้"
นัยน์ตาสองสีสาดประกายแห่งการช่วงชิง "เราจะใช้ทรัพยากรของพวกมัน ใช้ค่ายกลของพวกมัน เป็นสะพานเชื่อมต่อเพื่อให้เราได้กลับมาพบกันอย่างแท้จริง... และเมื่อวันนั้นมาถึง เมื่อข้าทะลวงเข้าสู่ 'ขอบเขตที่ 8 จักรพรรดิยุทธ์' ได้สำเร็จ... ข้าจะพาเจ้าไปบดขยี้แดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด และคว่ำสวรรค์เบื้องบนให้ดู!"
แผนการที่แยบยลและใช้ศัตรูเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน ได้ถูกกำหนดขึ้นแล้วท่ามกลางซากปรักหักพังแห่งยุคบรรพกาล!
"ข้าน้อมรับบัญชาเจ้าค่ะ นายน้อย..." หลิงอวี้ซีค้อมศีรษะรับคำสั่ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ข้าจะรอคอยวันที่ท่านมาเยือน และจะเตรียมคมกระบี่ให้พร้อมเสมอ!"
สองเส้นทางที่พลัดพราก บัดนี้ได้ถูกกำหนดจุดตัดกันอย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้เงามืดของแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงที่กำลังจะถูกปั่นหัวจนพินาศย่อยยับ!
---
**(จบบทที่ 127)**
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??