เรื่อง ถังหว่าน สาวแกร่งปากแจ๋วในยุค 70
ซ่า...
สายฝน-่าใหญ่ตกลงมากระทบแอ่งโคลนหน้าบ้านเสียงดังหนักหน่วง ผสานไปกับเสียงลมกรรโชกแรง แต่ทว่า... เสียงที่ดังก้องที่สุดในโสตประสาทของ ‘ถังหว่าน’ กลับเป็นเสียง... เพียะ
ความเจ็บปวดแล่นริ้วพร้อมรสชาติเค็มปร่าของเลือดที่แผ่ซ่านไปทั่วกระพุ้งแก้ม เปลือกตาหนักอึ้งของเด็กสาวเบิกโพลงขึ้นทันที
สายตาที่เคยหม่นหมองกลับวาวโรจน์แข็งกร้าว จ้องเขม็งไปที่ผู้กระทำจน ‘เถียนจ้าวตี้’ ถึงกับชะงัก ลมหายใจสะดุดเหมือนมีก้อนแข็งจุกอยู่ที่ลำคอ ความหวาดหวั่นสายหนึ่งแล่นพล่านจนเผลอก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว
นังเด็กนี่... เพิ่งจะรอดจากประตูผีกลับมาแท้ๆ แต่ทำไมแววตาถึงได้ดุร้ายขึ้นเป็นกอง
เมื่อตั้งสติได้ว่าตนเองเป็นแม่เลี้ยงและมีอำนาจเหนือกว่า ความอับอายขายหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นโทสะ เถียนจ้าวตี้ตวาดลั่น ฝ่ามือหยาบกรานตวัดผ่านอากาศหมายจะซ้ำอีกฉาด
“นังตัวซวย กินของฉัน ใช้ของฉัน ยังจะกล้ามาทำตาขวางใส่แม่อีกเหรอ ตบแค่นี้มันยังน้อยไป ไม่ตีให้ตายคาที่ก็บุญหัวแกแค่ไหนแล้ว พ่อแกใกล้จะกลับมาแล้วนะ มัวนอนกินบ้านกินเมืองอยู่ได้ ไม่รีบไสหัวไปทำกับข้าว จะให้ทุกคนอดตายหรือไง”
สิ้นคำเธอก็คว้าไม้กวาดที่วางอยู่ข้างเตียงเตาดิน ฟาดใส่ลูกเลี้ยงไม่ยั้งมือเพื่อระบายความคั่งแค้นที่เพิ่งโดนแม่ผัวด่ากราดมา ลงกับเด็กสาวผู้โชคร้ายจนหนำใจ แล้วจึงปัดฝุ่นดินเหลืองตามตัว เดินสะบัดก้นออกไปจับกลุ่มนินทากับเพื่อนบ้านหน้าตาเฉย
ปัง
ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกเตะปิดจนส่งเสียงครวญคราง คล้ายลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคนใกล้ตายต่อหน้าถังหว่าน
เด็กสาวก้มลงมองมือตัวเอง... มือที่เต็มไปด้วยด้านแข็งจากการทำงานหนักและร่างกายผอมแห้งจนเห็นซี่โครง ผ่านไปครู่ใหญ่ ริมฝีปากแห้งผากจึงขยับพึมพำออกมาคำหนึ่ง
“เวรเอ๊ย...”
ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือรถบรรทุกที่พุ่งเข้าชนจนร่างลอยละลิ่ว เธอคิดว่าชีวิตคงจบสิ้นไปแล้ว ใครจะไปคิดว่าพอลืมตาขึ้นมาอีกที วิญญาณกลับถูกเหวี่ยงย้อนเวลามาติดแหง็กอยู่ในร่างของเด็กสาวชนบทเมื่อสี่สิบปีก่อน ในหุบเขาอันห่างไกลความเจริญทางภาคเหนือเช่นนี้
การขยับตัวหลบไม้กวาดเมื่อครู่กระตุ้นบาดแผลที่ลำคอให้เจ็บแปลบ แม้จะผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่รอยเชือกยังคงปวดแสบปวดร้อนตอกย้ำความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
...คู่หมั้นที่เป็นปัญญาชนหนุ่มหล่อ ทิ้งเธอไปอย่างไร้เยื่อใยก่อนวันแต่งงาน...
เรื่องฉาวโฉ่นี้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เสียงหัวเราะเยาะถากถางจากคนนอก ผสมกับคำด่าทอซ้ำเติมจากคนในครอบครัว เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่กดทับจนจิตใจของเด็กสาวแหลกสลาย ความเจ็บช้ำที่สะสมมาแรมปีระเบิดออก กลายเป็นความสิ้นหวังที่ฝังลึกถึงกระดูก จนเธอตัดสินใจจบชีวิตด้วยเชือกเส้นบางๆ บนคานบ้าน...
แล้วเธอก็กลายเป็นวิญญาณดวงซวยที่ต้องมาสวมร่างนี้รับกรรมแทน
สถานที่ที่เธอตื่นขึ้นมาคือบ้านดินเหลืองซอมซ่อตามแบบฉบับชนบทภาคเหนือ ถ้าฝนตกหนักกว่านี้อีกนิด บ้านทั้งหลังคงได้ละลายกลายเป็นโคลนถล่มลงมาทับตาย ภายในตัวบ้านมืดสลัวตลอดทั้งปี พื้นเป็นดินอัดแน่น ยามฝนตกจะส่งกลิ่นอับชื้นชวนคลื่นไส้
ด้านในสุดมี ‘เตียงเตา’ หรือเตียงดินที่ก่อสูงระดับเอว เชื่อมกับเตาไฟที่กินพื้นที่ไปเกือบหนึ่งในสามของห้อง ใต้เตียงมีช่องสำหรับใส่ฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น ด้านบนปูด้วยเสื่อกก ในหน้าหนาวจะมีฟางรองอีกชั้น มุมห้องมีตู้ไม้ทาแล็กเกอร์เก่าๆ ด้านบนมีผ้าห่มบางเบาพับซ้อนกันอยู่ ส่งกลิ่นตุๆ โชยออกมา
กลางห้องมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมขาหักไปข้างหนึ่ง ต้องใช้ไม้หน้าสามมาหนุนไว้ พร้อมม้านั่งยาวอีกสองสามตัว นอกเหนือจากนั้น... บ้านนี้ก็ไม่มีสมบัติอะไรที่มีค่าอีกเลย
“หายหัวไปไหนกันหมด ไม่ทำกับข้าวกันหรือไง ฉันจะอดตายอยู่แล้วนะพวกเวรตะไล”
เสียงโหยหวนด่าทอดังแทรกสายฝนเข้ามา... นั่นคือเสียงของ คุณย่า ‘หลี่ชุ่ยเสีย’
โครงสร้างตระกูลถังไม่ได้ซับซ้อน ครอบครัวลุงใหญ่แยกบ้านออกไปแล้ว เหลือเพียงปู่ย่า กับลูกชายคนเล็กและลูกสาวคนเล็ก อาศัยอยู่รวมกับครอบครัวของพ่อเธอ (ลูกชายคนรอง) ในบ้านหลังเดียวกัน เรื่องกระทบกระทั่งจึงมีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน
ถังหว่านตั้งสติ ทุบกำปั้นลงบนเตียงดินเรียกความมั่นใจ ฝุ่นฟุ้งกระจายเล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันลุกเดินออกไป
ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน งานในนาล้นมือ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยังป่วยอยู่ ป่านนี้คงต้องโดนลากไปถอนหญ้ากับพ่อ ‘ถังเอ้อหนิว’ แล้ว ส่วนแม่เลี้ยงอย่างเถียนจ้าวตี้ คติประจำใจคือนั่งได้อย่ายืน นอนได้อย่ายืน อย่าว่าแต่ปัดกวาดเช็ดถูเลย แค่ทำอาหารเธอยังขี้เกียจตัวเป็นขน
ในเมื่อแม่เลี้ยงไม่ขยับ ก็อย่าหวังว่า ‘อาเล็ก’ ลูกสาวสุดที่รักที่ปู่ย่าทะนุถนอมดั่งไข่ในหินจะยอมกระดิกตัวมาช่วย อาเล็กอายุมากกว่าเธอแค่ปีเดียว แต่ชีวิตสุขสบายราวฟ้ากับเหว จะให้คนพวกนั้นมาทำกับข้าว? ฝันไปเถอะ
ปลายยุค 70 ยังคงเป็นยุคของ ‘ตั๋วปันส่วน’ คนในเมืองได้โควตาธัญพืช 30 ชั่งต่อคน ส่วนชนบทระบบคอมมูนยังเข้มข้น แจกจ่ายผลผลิตปีละครั้ง แม่บ้านที่ฉลาดต้องรู้จักบริหารจัดการข้าวสารทุกเม็ด... แต่สำหรับเธอที่เพิ่งฟื้นได้สองวัน ความรู้สึกเดียวที่สัมผัสได้คือ หิวจนไส้จะขาด
ในครัวแคบๆ เธอรู้ทะลุปรุโปร่งว่ามีอะไรเหลือบ้าง
อาหารหลักของบ้านนี้คือข้าวฟ่าง ข้าวโพด และธัญพืชหยาบ แม้แต่รำข้าวที่โม่แล้วก็ยังเก็บไว้กิน หากบ้านไหนฐานะดีหน่อยถึงจะได้กินแป้งสาลี หรือหมั่นโถวแป้งข้าวโพด ส่วนข้าวขาวสวยๆ... ในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม เคยกินแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต
ถังหว่านตักรำข้าวผสมแป้งข้าวโพดออกจากหม้อดิน ร่อนผ่านตะแกรง พอเห็นมอดตัวอ้วนๆ เธอก็ไม่ร้องวี้ดว้ายเหมือนวันแรกแล้ว แต่กลับใช้สองนิ้วคีบออกอย่างใจเย็น โยนลงพื้นแล้วบดขยี้ด้วยปลายเท้า
ปกติเถียนจ้าวตี้ทำอาหารแบบขอไปที แค่เอาธัญพืชรวมมิตรต้มกับน้ำและผัก เหยาะเกลือนิดหน่อย กินคู่กับหัวไชเท้าดองเค็มจัดที่เหลือมาตั้งแต่หน้าหนาว
แถมบางชิ้นยังมีราขึ้นจางๆ ถ้ารู้จักปลูกผักสวนครัวบ้าง ชีวิตคงไม่อนาถขนาดนี้ แต่ก็นั่นแหละ... ความขี้เกียจของแม่เลี้ยงทำให้โต๊ะอาหารบ้านถังไม่เคยมีเมนูใหม่ๆ เลย
ถังหว่านบีบต้นแขนลีบๆ ของตัวเอง ถ้าขืนกินแต่อาหารหมูแบบนี้ต่อไป เธอคงได้ตามเจ้าของร่างเดิมไปยมโลกแน่ๆ
คิดได้ดังนั้น เธอจึงแอบตักแป้งมันสำปะหลังเพิ่มลงไปในกะละมัง ใช้น้ำอุ่นนวดจนเข้ากัน ทักษะการทำอาหารจากชีวิตก่อนทำให้เธอจัดการแป้งโดว์เสร็จภายในห้านาที จากนั้นจึงวิ่งฝ่าฝนไปเก็บผักป่าหน้าบ้าน
ผักป่าสดๆ ถูกลวกในน้ำเดือดจนเขียวสดยั่วน้ำลาย ปอกกระเทียมหัวใหญ่สับละเอียด ตั้งกระทะใส่น้ำมัน... ใช่แล้ว น้ำมัน
ปกติบ้านถังจะเก็บน้ำมันที่สกัดจากเมล็ดผักกาดไว้กินเฉพาะวันตรุษจีน แต่ถังหว่านไม่สน เธอเจียวพริกแห้งและพริกไทยในน้ำมันจนหอมฉุย ก่อนจะราดน้ำมันร้อนๆ ลงบนผักป่าที่โรยกระเทียมสับ เกลือ และน้ำส้มสายชูไว้
ซู่ เสียงน้ำมันปะทะผักส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล
แต่แค่ผักป่าคงไม่อิ่มท้องสมาชิกทั้งบ้าน เธอรื้อค้นในครัวจนเจอไหใบเก่าฝุ่นเขรอะที่มุมห้อง เปิดฝาออกกลิ่นเปรี้ยวตีจมูกทันที ใช้ตะเกียบคนดูจึงเห็นว่าเป็น ‘ผักดองรวมมิตร’ สูตรชาวเหนือ ทั้งใบไชเท้า ก้านผักกาด ผักกาดขาว ที่ชาวบ้านเสียดายไม่กล้าทิ้ง เอามาหมักน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ กินคู่กับข้าวต้มยามขัดสน
ดูเหมือนเถียนจ้าวตี้จะดองลืมไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ โชคดีที่ไม่มีราขึ้น และรสเปรี้ยวจี๊ดกำลังดี ถังหว่านกลั้นหายใจตักก้านผักกาดออกมา ล้างน้ำสามรอบลดความเปรี้ยว หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วคลุกเคล้ากับน้ำมันพริกเผา
แม้รสชาติจะไม่ได้เลิศเลอเหมือนภัตตาคาร แต่เทียบกับอาหารหมูที่เจ้าของร่างเดิมเคยกิน... นี่มันอาหารรสเลิศชัดๆ
ทันทีที่หม้อต้มเดือดพล่าน เสียงเครื่องมือการเกษตรกระทบกันก็ดังมาจากหน้าบ้าน
“แม่ กับข้าวเสร็จหรือยัง หิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย”
เสียงทุ้มห้าวดังลั่นทำเอาถังหว่านสะดุ้งเฮือก เธอมองผ่านหน้าต่างออกไป เห็น ‘ถังฟู่กุ้ย’ อาหนุ่มจอมโวยวายเดินดุ่มๆ เข้ามา ยังไม่ทันถอดเสื้อกันฝนก็ตะโกนหาของกินอย่างไม่เกรงใจใคร...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??