เรื่อง มธุรสวาทเจ้าสำนัก
เสียงีิของพายุหิมะบนยอดเขาไท่ซานดูจะเลือนหายไปชั่วขณะ เมื่อถูกแทนที่ด้วยเสียงเคร่งเครียดของการเผชิญหน้า บรรยากาศรอบตัวเยี่ยเฉินเย็นเยียบลงจนถึงจุดเยือกแข็ง เข็มเงินนับร้อยเล่มที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศดูราวกับฝูงมัจจุราชสีเงินที่รอคอยคำสั่งสังหาร แสงสะท้อนจากน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนหัวเข็มส่งประกายวาววับล้อกับดวงตาที่ไร้ความรู้สึกของอดีตหมอหลวง
"เพลิงที่ดับไม่ได้งั้นรึ?" เยี่ยเฉินแค่นหัวเราะ เสียงของเขาแหบพร่าคล้ายน้ำแข็งที่เสียดสีกัน “เจ้าเด็กน้อย เจ้าคงยังไม่รู้ซินะว่าบนยอดเขาที่อากาศเบาบางและหนาวเหน็บเช่นนี้ แม้แต่ไฟจากอเวจีก็ยังต้องมอดดับ ความร้อนคือศัตรูของความสงบ และความสงบคือหนทางเดียวที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของดาราสีทองไว้ได้"
"ความสงบของท่านมันคือความตายต่างหาก!" เซียวหลันตะโกนสวนกลับ นางกระชับห่อผ้าที่แนบติดกับอกจนสัมผัสได้ถึงความเย็นที่เริ่มแผ่ออกมาจากขวดสารสกัดดาราสีทองซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโมเลกุลในน้ำยานั้นกำลังเริ่มสลายตัวเนื่องจากอุณหภูมิที่ยังไม่คงที่ "ท่านพยายามจะแช่แข็งทุกอย่างเพียงเพราะท่านกลัวความเปลี่ยนแปลง แต่หมอที่แท้จริงต้องกล้าที่จะเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวดเพื่อสร้างชีวิตใหม่ไม่ใช่หรือ!"
หลี่หยางไม่รอช้าเขาขยับกายไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายของเขาแผ่รังสีอำมหิตออกมาจางๆ เพื่อต่อต้านไอเย็น "เซียวหลัน เตรียมตัวให้พร้อม!"
เยี่ยเฉินสะบัดมือเบาๆ เข็มเงินชุดแรกพุ่งแหวกอากาศออกมาประหนึ่ง-่าฝนสีขาว
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
หลี่หยางวาดดาบอ่อนเป็นวงกลม ประกายไฟจากการปะทะระหว่างเหล็กและน้ำแข็งแลบแปลบปราบ ทว่าเข็มเหล่านั้นกลับไม่ได้ร่วงหล่นลงพื้นทันทีที่ถูกปัด แต่มันกลับระเบิดออกเป็นละอองไอเย็นจัดที่พยายามจะเกาะกินใบดาบและปลายนิ้วของเขา หลี่หยางรู้สึกได้ว่าความเร็วของตนเองเริ่มลดลงเนื่องจากกล้ามเนื้อเริ่มแข็งตัว
"ตอนนี้แหละ!" หลี่หยางคำราม
เซียวหลันขว้างขวดแก้วที่บรรจุฟอสฟอรัสขาวในน้ำมันออกไปสุดแรง ขวดนั้นพุ่งผ่านหัวของหลี่หยางไปปะทะเข้ากับกำแพงน้ำแข็งที่เยี่ยเฉินสร้างขึ้นเพื่อกำบังตน
เพล้ง!
ทันทีที่ฟอสฟอรัสขาวสัมผัสกับอากาศ แม้จะท่ามกลางความหนาวเหน็บ แต่มันเกิดปฏิกิริยาสันดาบที่รุนแรงจนเกิดเป็นเปลวไฟสีขาวสว่างจ้าปานดวงอาทิตย์ตกลงมาบนพื้นหิมะ เปลวไฟนี้ไม่ได้เผาไหม้แบบไฟฟืนทั่วไป แต่มันคือไฟจากปฏิกิริยาเคมีที่ให้ความร้อนสูงยิ่งยวดจนหิมะรอบข้างระเหยกลายเป็นไอในพริบตา
"อึก!" เยี่ยเฉินผงะถอยหลัง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตระหนกเมื่อเห็นกำแพงน้ำแข็งนิรันดร์ของตนเองเริ่มหลอมละลายจนกลายเป็นหยดน้ำ "นี่มัน... อวิชชาอันใดกัน! เหตุใดไฟจึงไม่ดับท่ามกลางพายุ!"
"มันคือความรู้ที่ท่านไม่มีวันเข้าใจ!" เซียวหลันไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น นางหยิบกระบอกไม้ไผ่อีกชิ้นออกมา ภายในบรรจุผงแมกนีเซียมผสมโพแทสเซียมคลอเรต นางสาดมันเข้าไปในกองไฟฟอสฟอรัสขาว
ตูมมมมมม!!!
แสงสว่างกัมปนาทระเบิดขึ้นอีกครั้ง คลื่นความร้อนมหาศาลซัดสาดไปทั่วลานหินอาบเลือด ม่านหมอกกำมะถันสีครามที่เคยปกคลุมและกดประสาทสัมผัสถูกเผาทำลายจนสิ้นไป หลี่หยางอาศัยจังหวะที่เยี่ยเฉินเสียสมาธิพุ่งตัวประดุจลูกศรสีเงินทะลวงฝ่าเปลวไฟเข้าไปประชิดตัวศัตรู
ดาบอ่อนของหลี่หยางพาดเข้าที่ลำคอของเยี่ยเฉินอย่างแม่นยำ ทว่าเขากลับหยุดมือไว้เพียงแค่นั้น เพราะเซียวหลันตะโกนห้ามไว้
"หยุดก่อนหลี่หยาง! อย่าเพิ่งฆ่าเขา!" เซียวหลันเดินฝ่าไอร้อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่เข้าไปหาทั้งสองคน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่กลั่นตัวจากไอน้ำ "เยี่ยเฉิน... ท่านบอกว่าท่านพิทักษ์ที่นี่เพื่อรักษาดาราสีทองเอาไว้ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าสารสกัดที่ข้าถืออยู่นี้กำลังจะตายหากไม่ได้รับการทำผลึกในจุดที่อุณหภูมิต่ำและเสถียรที่สุด ซึ่งมีเพียงในบัลลังก์น้ำแข็งใต้วิหารเท่านั้นที่สามารถทำได้!"
เยี่ยเฉินที่บัดนี้หน้ากากแห่งความเย็นชาหลุดลอกออกเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและความเศร้าหมอง เขาจ้องมองเซียวหลันด้วยแววตาที่ซับซ้อน "เจ้า... เจ้าเป็นเหมือนพ่อของเจ้าไม่มีผิด ทั้งความบ้าบิ่นและความเชื่อมั่นในสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้"
เขาลดมือลง เข็มเงินที่ลอยอยู่ร่วงกราวลงบนพื้นหิมะ "ข้าไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้าเซียวหลัน แต่ข้าได้รับคำสั่งให้คัดกรองผู้ที่จะเข้าไปสู่บัลลังก์นั้น แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยคนโลภ หากดาราสีทองตกลงไปในมือคนผิด มันจะไม่ใช่ยารักษา แต่จะเป็นเครื่องมือในการสร้างกองทัพที่ไม่มีวันตายซึ่งน่าสยดสยองกว่าที่เจ้าเคยเห็น"
"ข้าทราบดี" เซียวหลันเอ่ยเสียงอ่อนลง "นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องทำมันให้เสถียร เพื่อที่ข้าจะได้ควบคุมมัน และใช้มันเยียวยาแผ่นดินภายใต้การดูแลของข้าเอง ไม่ใช่ใครอื่น"
เยี่ยเฉินถอนหายใจยาว ไอเย็นที่ออกจากปากเขาดูเบาบางลง "ถ้าอย่างนั้นก็ตามข้ามา... ประตูบัลลังก์น้ำแข็งจะเปิดออกเฉพาะเมื่ออุณหภูมิในใจของผู้ครอบครองยาและผู้พิทักษ์ประสานเป็นหนึ่งเดียว"
เยี่ยเฉินนำทางทั้งสามคนเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินที่ซ่อนอยู่หลังวิหารเหมันต์ ทางเดินนั้นบุด้วยผลึกน้ำแข็งธรรมชาติที่ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าแก้วเจียระไน แสงสว่างจากตะเกียงพิเศษของเซียวหลันสะท้อนไปมาจนดูเหมือนพวกเขากำลังเดินอยู่ท่ามกลางดวงดาว
เสี่ยวชุนเดินกอดแขนตัวเองแน่นพลางทำตาโต "ที่นี่สวยงามจริงๆ เจ้าค่ะคุณหนู เหมือนวังของเทพธิดาหิมะเลย"
"ความงามที่ซ่อนเร้นมักมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เสี่ยวชุน" เซียวหลันตอบพลางใช้มือลูบขวดสารสกัดในอกเสื้อ "หลี่หยาง ท่านรู้สึกถึงแรงกดดันไหม?"
"อากาศที่นี่นิ่งสนิทเกินไป" หลี่หยางกระซิบ มือยังคงกุมด้ามดาบไม่ห่าง "มันเหมือนกับว่า... ที่นี่มีชีวิต และกำลังเฝ้าดูเราอยู่"
เมื่อเดินมาถึงจุดสิ้นสุดของอุโมงค์ พวกเขาก็พบกับห้องโถงวงกลมขนาดมหึมา ใจกลางห้องมีแท่นหินที่แกะสลักจากน้ำแข็งสีฟ้าครามรูปทรงคล้ายบัลลังก์ เหนือบัลลังก์นั้นมีช่องเปิดขนาดเล็กที่ส่งตรงมาจากยอดเขา เพื่อรับเอาลมปราณแห่งฟ้าดินและความเย็นที่บริสุทธิ์ที่สุดลงมา
"นั่นคือบัลลังก์น้ำแข็ง" เยี่ยเฉินชี้ไปที่แท่นหิน "จงวางขวดสารสกัดดาราสีทองลงที่ใจกลางบัลลังก์ ข้าจะใช้ลมปราณเหมันต์ของข้าช่วยควบคุมความเย็น ในขณะที่เจ้าต้องใช้ความรู้ของเจ้าคอยควบคุมจังหวะการตกผลึก อย่าให้มันเย็นจนแข็งแตก หรือร้อนจนสลายไป"
เซียวหลันก้าวเข้าไปที่แท่นหินด้วยความระมัดระวัง นางหยิบขวดแก้วสีทองออกมา ของเหลวข้างในเริ่มขุ่นมัวเล็กน้อยเนื่องจากความเครียดของโมเลกุล นางวางมันลงบนจุดศูนย์กลางของบัลลังก์น้ำแข็งพอดิบพอดี
"เริ่มได้!" เยี่ยเฉินตะโกนพลางวาดมือทั้งสองข้างออกไป พลังปราณสีขาวขุ่นพุ่งเข้าโอบล้อมแท่นน้ำแข็งทันที
เซียวหลันหลับตาลงใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดจดจ่อไปที่การเปลี่ยนแปลงในขวดแก้ว นางเริ่มฟังเสียงของปฏิกิริยาเคมีที่กำลังเกิดขึ้น “ความเย็นเริ่มลดอุณหภูมิลง พลังงานจลน์ของโมเลกุลช้าลงแล้ว ตอนนี้แหละ!"
นางใช้ปิ่นปักผมทองคำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วแตะลงบนพื้นผิวน้ำยาเบาๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนผลึก
ทันใดนั้นของเหลวสีทองก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหัศจรรย์ เกล็ดระยิบระยับเริ่มก่อตัวรอบปิ่นปักผมและขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานในฤดูหนาว สีขุ่นมัวมลายหายไปกลายเป็นผลึกใสสะอาดที่เปล่งประกายสีทองอ่อนๆ ออกมา
ทว่าในวินาทีที่การตกผลึกกำลังจะสมบูรณ์นั้น
ตึง!!!
เสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงดังมาจากเบื้องบนเศษน้ำแข็งร่วงหล่นลงมาจากเพดานโถงวิหาร
"เกิดอะไรขึ้น!" เสี่ยวชุนร้องเสียงหลง
"มีคนกำลังพังประตูวิหารด้านบน!" หลี่หยางคำรามพลางพุ่งตัวออกไปที่ปากอุโมงค์ "พวกมันตามเรามาจนถึงที่นี่!"
"พวกไหน?" เซียวหลันถามทั้งที่ตายังไม่ละจากการควบคุมผลึก
“กลิ่นอายแบบนี้…” เยี่ยเฉินหน้าซีดเผือด “มันคือพวก กองพลกาลเวลา หน่วยรบลับของราชสำนักที่ขึ้นตรงต่อคนผู้นั้น ผู้ที่อยู่เหนือกว่าองค์ชายสามและราชครู!"
เซียวหลันใจหายวูบ คนผู้นั้น ที่พ่อของนางเคยพูดถึงด้วยความหวาดกลัว ผู้ที่กระหายความอมตะยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน
"เยี่ยเฉิน! ช่วยข้าประคองผลึกไว้ก่อน! อีกเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น!" เซียวหลันกัดฟันสู้กับแรงสั่นสะเทือน
"ข้าจะออกไปถ่วงเวลาพวกมันเอง!" หลี่หยางหันมามองเซียวหลัน แววตาของเขาสื่อสารถึงความรักและความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันสั่นคลอน "รักษาผลึกไว้ให้ได้เซียวหลัน ข้าจะไม่ยอมให้ใครก้าวข้ามผ่านอุโมงค์นี้ไปได้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต!"
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??